กลุ่มก้อนไหลลงมารวมที่จุดระหว่างอก แล้วลอยขึ้น สุกสว่าง ภายใต้เกิดลมพายุแรง

ในห้อง 'ประสบการณ์อภิญญา' ตั้งกระทู้โดย Uroborod, 30 มิถุนายน 2016.

  1. Uroborod

    Uroborod สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    30 มิถุนายน 2016
    โพสต์:
    6
    ค่าพลัง:
    +5
    กลุ่มก้อนไหลลงมารวมที่จุดระหว่างอก แล้วลอยขึ้น สุกสว่าง ภายใต้เกิดลมพายุแรง


    ผมทำอานาปานสติ ได้เกือบ 1 เดือน ทำเช้า เที่ยง ก่อนนอน ประมาณ 40-60 นาที ไม่เกินจากนี้เพราะเวทนาปวดขามาทุกที (ขัดเพชร)มันเจ็บจะตาย ร้องไห้เลยขานี้ของกูละกัน 555+ นี้คือไม่ผ่านจนถึงทุกวันนี้
    อาการก็เกิด ตัวหมุนบ้าง หมุนพายุเลยเหละ หัวใจเต้นเเรงไม่เคยแรงมาก่อน ตัวขยาย หน้าบวมเหมือนอึ่งอ่าง เหมือนมีไรมาไต่ก็มี เจอเกือบทุกครั้งที่นั่ง แต่มาแปปเดียวไม่ถึงนาทีหาย


    แต่ประเด็นคือมาวันหนึ่ง รู้สึกว่าไม่อยากนั่งละแม่งง ไม่ผ่านเวทนาสักที จำอารมณ์ได้ ประมาณน้อยใจตัวเองว่าทำไม่ได้ มองพระพุทธรูปที่หันหน้าชนกันทุกทีเวลานั่งสมาธิประมาณว่าสงสัยเราไม่มีบุญ เหมือนงอลไส่ท่าน และก็หันก้นนอนลง ไม่ทำละสมาธงสมาธิ นอนดีกว่า ละนอนไม่บริกรรมไรปล่อยไป

    ปรากฎว่าตอนนอนก็ฝันมากมายและอยู่มาถึงปจุดที่ประหลาดจำจนวันตายคือ นอนหงาย แล้วรู้สึกสว่างแบบสุดขีด สัมผัสได้ถึงกลุ่มก้อนที่แน่นมากๆ มันไหลลงมาจากระหว่างหน้าอกด้านบน จนสุดถึงที่ระหว่างอก แล้วมันก็ลอยออกมาจากอกนั้นประมาณ 1 ง่ามมือ ระหว่างมันลอยขึ้นมีลมแรงมากๆๆๆ เหมือนกลางพายุ (อารมณ์คล้ายตอนรู้สึกตัวหมุนตอนนั่งสมาธิครั้งแรก แต่นี้แรงกว่ามากๆ) อารมณ์คล้ายเฮริคอปเตอปขึ้นและด้านล่างคือแรงลมนั้น
    อยากทราบว่ามันคืออะไร ? ผมจะทำอย่างไรต่อไป ? ผมไม่มีกำลังใจเลย ผมหมดแรง
     
  2. ธรรม-ชาติ

    ธรรม-ชาติ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 พฤษภาคม 2012
    โพสต์:
    1,339
    ค่าพลัง:
    +5,482
    +++ คุณ nilakarn คงพอทราบนะครับว่า แม้แต่ความชื่นชม เพียงเล็กน้อยต่อวัด ธรรมกาย จะสามารถส่งผลของ "วิบากกรรม" ได้ถึงไหน

    +++ หากไม่มีเจตนา และ เป็นเพียงแค่ ใช้คำศัพท์ผิด ก็ควรจะรีบ ๆ แก้ไขซะให้มันถูกต้อง

    +++ หากจะส่งเสริม ธัมมไชโย (ปราชิก) ก็ใช้คำว่า "วัดธรรมกาย" ได้

    +++ แต่ถ้า จะระบุ หลวงพ่อสด ก็ให้ใช้คำว่า "วัดปากน้ำ" แทน จะดีที่สุด

    +++ วิบากอัน "หนักหนาสาหัส" นี้ หลีกเลี่ยงได้ จะเป็นการดีที่สุด แม้ว่าจะ รู้เท่าไม่ถึงการณ์ ก็ตาม ด้วยความหวังดี นะครับ
     
  3. ธรรม-ชาติ

    ธรรม-ชาติ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 พฤษภาคม 2012
    โพสต์:
    1,339
    ค่าพลัง:
    +5,482
    +++ เป็น "สว่างที่ ไม่ใช่แสง ไม่เกี่ยวกับแสง" ใช่หรือไม่ แต่การใช้คำพูดว่า "สว่าง" ก็ถูกต้อง ตามอาการของมัน

    +++ กลุ่มก้อนนั้น มันมีอาการคล้าย ๆ "หลุมดำ" ที่เป็นคำศัพท์ของ NASA ใช่หรือไม่ มัน "ดูด" ทุกอย่างเข้าหามัน ใช่หรือไม่

    +++ ตัวกลุ่มก้อน เปรียบประดุจ "ตาพายุ หรือ ตาน้ำวน" ที่มันดูดสรรพสิ่งรอบข้าง จนกลายสภาพมาเป็น "ตัวพายุ หรือ ตัวน้ำวน" ใช่หรือไม่

    +++ ถ้าทั้งหมดที่กล่าวไว้ข้างบนนั้น "ใช่" อาการนี้ คือ "อัตตาจิต ตัวดู ตัวกูของกู" ที่กำลังจะ "หลุดออก แยกออก จากออก"

    +++ สภาวะที่เป็นอยู่ในขณะนั้น ๆ "ไม่มี" ความเป็นตน อยู่เลย ใช่หรือไม่ (ในขณะที่ มันแแยกออกไปแล้ว) และสภาวะนี้ "นึก-คิด" ยังไงก็ตามมัน ก็ไม่เกิดขึ้นมาอีก ใช่หรือไม่

    +++ ถ้าสามารถ "ทบทวน" อาการที่มันเกิดได้ ก็ทบทวนและ "เดินจิต" แบบที่มันเคยเกิดขึ้นมา นั่นแหละ

    +++ ถ้าสามารถ "ทำ" ให้มันเกิดขึ้นได้อีก คราวนี้ "ให้ยืนยันในการ รู้ มันเฉย ๆ"

    +++ ถ้าทำได้ "มัน" จะแยกตัว "ห่างออกไปเรื่อย ๆ" จนสามารถ "กะระยะได้เลย" ว่า มันแยกไปกี่เมตร (ตรงนี้เป็นความจริง ของผู้ที่ทำได้ ทุกคน)

    +++ เมื่อมัน "แยกห่าง" ออกไปเรื่อย ๆ อาณาเขต หรือ อาณาบริเวณ "ข้างนอก" ของหลุมดำนั้น ย่อมปรากฏออกมาเป็น "ขอบเขตที่อิทธิพล ของหลุมดำ แผ่ปกคลุมอยู่"

    +++ ปล่อยให้มัน "แยกห่างออกไปอีก" จนเห็น "ขอบเขตของมันทั้งหมด ไม่โตกว่าฝ่ามือ" แล้วให้มัน "หยุดแค่นั้น"

    +++ จากนั้นให้ "สังเกตุ" ให้ดี ๆ ว่า "สรรพสิ่งที่ ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของ หลุมดำนั้น" มีปรากฏการณ์ คล้าย ๆ "ใบจักร ขนาดใหญ่ (จักร-วาฬ)" หรือเปล่า ที่ภาษาปัจจุบันเรียกว่า กาแลคซี่

    +++ จากนั้นให้ "ตระหนักรู้" เอาเองว่า "เนื้อ (ไม่ปรากฏ กาย+ตัวกู) ที่เป็นอยู่ในขณะนั้น เป็น สภาพเดียวกันกับ อวกาศรอบนอก" ของกาแลคซี่หรือไม่

    +++ หากทุกอย่างที่ผมกล่าวมานี้ทั้งหมด "ใช่" ตามอาการของคุณ

    +++ ก็ย่อมเป็น เครื่องหมายที่ดีที่ "กาลจักรตันตระสูตร" ในศาสนาพุทธ อาจมีหนทางกลับมาด้วยตัวมันเองได้ หลังจากที่ "สาปสูญ" จากการถ่ายทอดไปนานแล้ว และมัน "มีโอกาสเกิดขึ้นได้ ตามธรรมชาติ ในตัวของคุณเอง"

    +++ ศาสตร์เร้นลับ ที่สาปสูญไปจากการถ่ายทอด ของศาสนาพุทธ อาจจะกลับคืนสู่ศาสนาพุทธอีกรอบก็ได้ ในยุคกึ่งพุทธกาลนี้

    +++ หากคุณทราบว่า "อะไรเป็นอะไร" แล้วละก็ ผมมั่นใจเลยว่า "กำลังใจของคุณ จะออกมาอย่าง ทุ่มสุดแรง" มากกว่า นะครับ
     
  4. ธรรม-ชาติ

    ธรรม-ชาติ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 พฤษภาคม 2012
    โพสต์:
    1,339
    ค่าพลัง:
    +5,482
    +++ พอเตือนด้วย "ความหวังดี" ก็เอาการเมืองเข้ามาแทรกทันที โดยไม่รู้เลยว่า "กำลังส่งเสริม ลัทธิวิปลาศ" เข้าให้แล้ว

    +++ เอาละ "ไม่เป็นไร" แต่ข้อความทั้งหมดตรงนี้ เป็นเครื่อง "ระบุชี้ได้ชัดเจน" แล้วว่า nilakarn มีจิตมุ่งไปทางไหนนะ

    +++ ส่วนเรื่อง

    +++ ตรงนี้ บอกตรง ๆ ว่า "เพ้อเจ้อ" มากเกินไป "ไม่มีอะไร ตรงกับความเป็นจริง" แม้แต่น้อย

    +++ และ "ไม่มี ธรรมกาย รายใด" มาถึงอาการที่คุณ Uroborod เป็นตรงนี้ได้เลย

    +++ บอกตามตรง "ไม่มีแม้แต่รายเดียว" ในส่วนของ ธรรมกาย ให้รู้ไว้แค่นี้ก่อนก็แล้วกัน

    +++ พยายาม "ตั้งสติ" ให้เต็มร้อย ก่อนที่จะโพสท์อะไรออกมา นะครับ
     
  5. somkiatfem

    somkiatfem เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 เมษายน 2016
    โพสต์:
    302
    ค่าพลัง:
    +184
    ผู้ไม่ผิดเลยคือพระพุทธเจ้า

    ผู้ไม่ผิดเลยคือพระพุทธเจ้า อันนี้คงไม่มีใครไม่เห็นด้วย

    พระอรหันต์ ยังมีพลาดได้เป็นปกติ

    เจตนาเป็นสำคัญ ถ้าไม่เจตนา กรรมไม่ส่งผล

    การเตือนสติเป็นสิ่งที่ดีเเละคู่กับการชื่นชม พระท่านชื่นชม

    การกล่าวสิ่งต่างๆต่อผู้อื่นไม่ควรให้เกิดความขุ่นมัวต่อจิตใจผู้อื่น

    ที่มา หลวงพ่อฤาษีลิงดำ
     
  6. Uroborod

    Uroborod สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    30 มิถุนายน 2016
    โพสต์:
    6
    ค่าพลัง:
    +5
    ไช่เลยครับ คุณธรรมชาติ แต่ผมทำไห้มันเกิดไม่ได้ มันเกิดโดยผมไม่ตั้งใจ ไม่รู้คืออะไรด้วย แล้วไม่รู้ทำอย่างไรต่อไปด้วยครับ

    มันสว่างด้วยความรู้สึก มันรุนแรงมาก มันแน่นมาก มันมีแรงดึงดูด มันพายุแรงมาก

    แต่สุดท้ายก็ไม่รู้มันคืออะไร มาแบบงง ไปแบบงง
     
  7. ธรรม-ชาติ

    ธรรม-ชาติ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 พฤษภาคม 2012
    โพสต์:
    1,339
    ค่าพลัง:
    +5,482
    +++ ไม่ต้องเป็นห่วงอะไรหรอก "ศิษย์รุ่นใหม่ล่าสุด" ที่กำลังฝึกกันอยู่ "เกือบทุกคืน" ผ่านอาการตรงนี้กันมาหมดแล้ว

    +++ พวกเรา "รู้" ชัดเจน ว่า "อะไรเป็นอะไร" และ กรรม-ฐาน กองไหน "พอที่จะอณุโลม" ว่ามาถึงตรงนี้ได้

    +++ เรื่องของ "กาลจักรตันตระสูตร" นั้น พวกเรา "ทำกันอยู่ทุกคืน" ดังนั้น หนทางตรงนี้ ถือว่าเป็น "เส้นการเดินทางประจำ" ของพวกเรา แค่เพียงกำหนดก็เข้าสู่ "กาล-จักร-วาฬ" เรียบร้อยแล้ว

    +++ อาการตรงนี้ของคุณ "เป็นมาตรฐานหนึ่ง และเป็นหลักสูตร กรรม-ฐาน ภาคบังคับตัวหนึ่ง" ที่ผมจะให้ศิษย์ "ผ่าน" แม้ว่าจะไม่ได้ทุกคน แต่กว่า 80% ขึ้นไป สามารถผ่านตรงนี้ได้

    +++ รายละเอียดตรงนี้ "ผมจะไม่พูดแยะ" แต่เนื้อหลัก ๆ อยู่ในโพสท์ ที่ผมตอบคุณไปนั่นแหละ "รวมทั้ง วิธีทำ ต่อยอดด้วย" ลองพยายาม "เล่น" กับมันดูสักพักก็ได้

    +++ หากจะพยายามแกะ รายละเอียดตรงนี้แล้วละก็ กระทู้ "ฝึก กรรม-ฐาน ด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย" ที่อยู่ในหน้ารายชื่อกระทู้นี้ มีรายละเอียด "ครอบคลุม" ตั้งแต่เริ่มต้นจนจบ ในเนื้อหาทั้งหมดของคุณ เท่าที่คุณต้องการ แต่ตรงอาการของคุณนี้ จะมีเกี่ยวข้อง "ในหน้าท้าย ๆ ของกระทู้"

    +++ ลองอ่านดูเล่น ๆ เพื่อให้เกิด "ความคุ้นเคยกับภาษา" ที่ผมใช้ในกระทู้ นะครับ
     
  8. somkiatfem

    somkiatfem เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 เมษายน 2016
    โพสต์:
    302
    ค่าพลัง:
    +184
    ท่านธรรมชาติครับเรียนถาม

    ไม่ทราบว่าท่านได้เปิดสอนธรรม ที่ไหนหรอครับ
    เห็นท่านพูดถึง ศิษย์ต่างๆของท่าน ขอบคุณสำหรับคำตอบครับ
    เผื่อผมมีโอกาสผ่านไปใกล้สถานที่นั้น จะได้แวะไปชมบรรยากาศครับ
     
  9. Uroborod

    Uroborod สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    30 มิถุนายน 2016
    โพสต์:
    6
    ค่าพลัง:
    +5
    ประเด็นคือเริ่มยังไม่เป็นเลยครับ ที่บอกว่าเล่นกับมัน มันไม่มีไห้เล่นอ่ะครับ กำหนดไรก็ไม่ถูก ที่ทำตอนนี้คือนั่งสมาธิ 3 เวลา ครั้งละ 40 นาที แบบฌานก็คงยังไม่ได้อะไรทีมั่ง ไม่ก้าวหน้า ยิ่งไอตัวอาการประหลาดนี้อีก ยิ่งงง ยิ่งเริ่มไม่ถูก จับอะไรไม่ได้ เพราะไม่มีอะไรจะจับมันอะครับ ช่วยแนะนำผมหน่อย ผมรู้สึกว่าตันและไม่ก้าวหน้า
     
  10. nopphakan

    nopphakan ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    5,421
    ค่าพลัง:
    +26,096
    กิริยาแบบนี้ส่วนตัวเคยเกิดครับ...
    ค่อยๆอ่านดีๆนะครับเพราะสำคัญมากครับ
    ว่าเราจะเดินปัญญาลดละกิเลสได้จริงๆ
    ตลอดจนเกิดมีเครื่องรู้ตามวาระของเรา
    และใช้งานได้จริงๆ โดยที่ไม่เป็นวิปัสสนึก
    และใช้งานทางจิตได้จริงๆ
    ไม่ใช่รู้เห็นแต่ในนิมิตร
    แล้วก็เผลอหลงตัวเองอย่างคาดไม่ถึง
    ตลอดจนความเข้าใจทางด้านนามธรรม
    ของเราจะดีหรือไม่ดี
    ก็ตรงนี้หละครับ

    ส่วนตัวถือว่าเจอกิริยาอย่างนี้ได้ถือว่ามาดีนะครับจะ
    เป็นตอนที่เริ่มนั่งสมาธิใหม่ๆ..เรียกว่า
    เป็นกิริยาการก่อตัวของจิตครับ..ซึ่งมันมีอยู่ขั้นตอนครับ..
    และถ้าอายุมากๆ ๕๕ up เราจะไม่เห็นในขั้นตอนที่ ๑ และ ๒ นะครับ
    แต่ถ้าอายุน้อยกว่านี้ จะเห็นแน่นอนทุกกิริยาครับ..
    ซึ่งจะสามารถพัฒนาไปแยกรูปแยกนามได้ในสภาวะลืมตาปกติ
    และสามารถที่จะเห็นขันธ์ ๕ นามธรรมได้ในกำลังสมาธิระดับสูงต่อไปครับ
    ลองอ่านดูก่อนนะครับ ซึ่งมันจะไล่ลำดับตามนี้ครับ...
    ลำดับที่ ๔ คือมันจะเป็นก้อนกลมๆแบบนี้หละครับ...
    สัมผัสได้ชัดมากๆครับ หลักๆมันก็คือ จะหมุนทะลุร่างกาย
    ออกมาครับ ตอนแรกก็ไม่เข้าใจเหมือนกันเพราะว่าเราสามารถ
    จะที่สัมผัสกิริยานี้ได้ แม้ว่าเราจะยังลืมตาอยู่ครับ..แต่
    ถ้ามันหลุดออกไปนอกร่างกายก็จะเจอกิริยาอย่าง จขกท นี่หละครับ
    ตอนนั้นท่านที่สอนบอกให้มาเจริญสติเพิ่มให้มากขึ้น
    ในระหว่างวันให้ต่อเนื่องครับ และไม่ต้องไปสนใจมันเลยพูดง่ายๆ
    ว่าให้ดับมันไปเลยนั้นหละครับ..


    ถ้ากำลังสติเรามากขึ้นแล้ว ต่อมาเราจะเห็นในขั้นตอนที่. ๓.คือมัน
    รวมเป็นก้อนได้และยังไม่เคลื่อนไหวไปไหนครับ
    และต่อมาเราก็จะเห็นในขั้นที่ ๒ คือตอนที่มันมันกำลังจะก่อตัวเป็นก้อน
    มันจะหมุนคล้ายๆก้นหอยคล้ายคลื่นพายุงวงช้างครับ...
    และลำดับต่อมาเราก็จะเห็นขั้นที่ ๑ คือตอนที่มันกำลังจะก่อตัว
    คือมันจะหมุนคล้ายๆตรงก้นหอยครับนี่คือขั้นที่ ๑ ครับ
    และถ้าเราเจริญสติให้ต่อเนื่องเพิ่มขึ้นไปอีก
    ซึ่งช่วงนี้ต้องระวังอย่างมาก ก็คือ การอยากที่จะเดินทาง
    ไปไหนก็ตามครับ..กำลังสติทางธรรมของเราก็
    ก็จะสามารถที่จะเห็นตอนที่มันกำลังจะผุดขึ้นมาครับ
    แล้วที่นี้ ตัวจิตเรามันจะแยกกันได้เองอัตโนมัติ
    ระหว่างความคิดที่เกิดจากจิต และตัวจิตครับ.....
    ถ้ามันเกิดขึ้นได้ เราจะเหมือนว่าตัวเบาเหมือนลอยได้
    และสายตาเราจะมองไปได้ไกลมากกว่าปกติครับ
    ตรงนี้ฟังหูไว้ก่อนนะครับ...


    และหลังจากที่เราดับและแยกความคิดที่เกิดจากจิตตรงนี้ได้แล้ว
    และมานั่งสมาธิต่อ พอถึงในระดับสมาธิที่สูงที่กายกับจิตเริ่มแยกกันแล้ว
    เราจะสามารถมองเห็น ขันธ์ ๕ ส่วนนามธรรมได้ครับ..
    ซึ่งมันจะมาข้างใดข้างหนึ่งจากตัวจิตซึ่งจะดังมาก
    แต่ยังไม่ขอบอกตอนนี้ครับ..
    และเราจะเห็นได้เร็วขึ้น ได้ไว้ขึ้นก็ตามแต่กำลังสติทางธรรม
    และสมาธิสะสมของเราครับ..

    และถ้าเราสามารถเห็นขันธ์ ๕ นามธรรมก่อนที่มันจะรวมกับจิต
    เราได้ถึงตอนนี้ จิตเราผลิกขึ้นมาทันที
    เราจะสามารถแยกรูปแยกนามธรรมได้ครับ
    ที่เค้าเรียกว่า แยกรูปแยกนาม แต่เป็นในกำลังสมาธิระดับสูงครับ..

    ทีนี้ เราจะสามารถแยกได้ว่า
    อะไรเป็นความคิดที่เกิดจากจิต. จิตกระเพื่อมเป็นอย่างไร
    อะไรเป็นความคิดที่เกิดจากขันธ์ ๕ นามธรรมหรือความ
    คิดที่ผุดขึ้นมาอย่างไม่ได้ตั้งใจ...ถึงขั้นนี้.เราจะสามารถ
    ที่จะเริมเดินปัญญาลดละกิเลสได้ครับ เพราะอริยมรรค ๘
    ในเรื่องความเห็นชอบ จะเปิดทางให้เราเดินปัญญาได้
    ในลักษณะที่ไม่เป็นวิปัสสนึกครับ เพราะเราจะทราบกิริยา
    ต่างๆที่เกิดกับตัวได้...
    หลักสังเกตุง่ายๆถ้าคุณทำได้ แยกได้เวลาเราออกกำลังกาย
    เหนื่อยๆหัวใจเราจะเต้นในระดับที่ยังปกติอยู่
    แต่ไอ้ที่เต้นๆแรงๆ จนสัมผัสได้จะมาอยู่ตรงที่ลิ้นปี่แทนครับ
    ตรงนี้ตัวเราหรือใครก็สามารถพิสูจน์ได้ครับ..
    บอกไว้เพื่อเอาไว้ตรวจสอบ กันเข้าใจตัวเองคาดเคลื่อนครับ

    ปล.สังเกตุนะครับ ความคิดที่เกิดจากจิต ถ้าเราเห็นความคิดตอนที่
    มันตอนกำลังจะขึ้นมาได้
    มันจะแยกจากจิตทันทีครับ
    ในขณะเดียวกันขันธ์ ๕ ส่วนนามธรรมถ้าเราเห็น
    ตอนที่มันจะรวมกับจิตได้มันก็จะแยกกันเช่นเดียวกันครับ
    พวกการแยกอย่างนี้จะเป็นไปโดยอัตโนมัติครับ
    ขอให้โชคดี เดินปัญญาได้ในเร็ววันนี้นะครับ..(^_^)
     
  11. somkiatfem

    somkiatfem เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 เมษายน 2016
    โพสต์:
    302
    ค่าพลัง:
    +184
    จากประสบการณ์อันเล็กน้อยของผม

    ผมคิดว่าคุณอาจจะอย่าไปสนใจกับอาการให้มากเวลาทำสมาธิครับ เพราะการที่เราคิด จิตจะมีความผันผวนเกิดขึ้น เเล้วจะทำให้เราเข้าถึงสมาธิที่เราอยากได้ช้าขึ้นไปอีกครับ

    การที่คุณทำสมาธิหลายๆเวลา เวลาละ 40 นาทีผมเห็นด้วยครับ ให้พยายามเดินทางสายกลางอันนี้ผมขอยืนยันอีกคนครับว่า ถูกต้องที่สุด คือไม่ฝืนร่างกายให้ลำบากมากนัก เเต่ให้ฝึกที่กำลังใจ เเล้วถ้ากำลังใจดีขึ้น จิตเเยกจากกายหรือคือไม่สนต่อ อาการทางกาย เราก็จะทรงสมาธิได้นานขึ้นไปเองครับ อย่างพระที่เข้า ฌาณได้ 7 วันก็ใช้กำลังสมาธิขั้นสูงสุดครับ ฌาณ4 เเต่ปรับปรุงอารมณ์จิตโดยกำหนดไร้รูป คือ อรูปฌาณ

    เวลาปกติที่ไม่ได้ทรงสมาธิก็ให้ทรงสมาธิขั้นต่ำไว้ตลอดวัน สมาธิคือตั่งใจครับ รู้อาการต่างๆเวลาจะเดิน จะหยิบอะไร ต่างๆครับ เป็นการอัดฐานสมาธิเอาไว้เพื่อต่อยอดในวันต่อๆไปครับ
     
  12. Uroborod

    Uroborod สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    30 มิถุนายน 2016
    โพสต์:
    6
    ค่าพลัง:
    +5
    ขอบคุณทุกคนครับ สิ่งที่ทำต่อจากนี้คือ ทำเหมือนเดิมที่เคยทำไช่ไหมครับ คือ นั่งสมาธิ 3 เวลา เจริญสติชีวิตประจำวัน หรือต้องมีอะไรไส่ไข่พิเศษไหมครับ
     
  13. nopphakan

    nopphakan ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    5,421
    ค่าพลัง:
    +26,096
    นั่งสมาธิไม่ค่อยน่าห่วงครับแต่ว่า
    ตอนเจริญสติอย่าลืมช่วงเอี่ยวครับ ช่วงเอี่ยวก็คือ
    ช่วงที่เราทำอะไรเป็นปกติทำให้เราลืมเรื่องการเจริญสติครับ
    เช่น เดินไปเข้าห้องน้ำ เดินไปทำธุระต่างๆ ประมาณนี้
    พอนึกออกนะครับ..และความอยากเล็กๆน้อยๆให้ดับให้หมด
    เช่น อยากทานโน้นนี่นั้น ให้ดับก่อนค่อยทานหรือค่อยใช้สติ
    พากายไปทานครับ..และที่สำคัญไม่ว่ากิริยาทางจิตของการนั่งที่ผ่านมา
    ในแต่ละวันจะเป็น
    อย่างไรอย่าเผลอเอาไปเปรียบเทียบโดยอันขาด
    หรือตั้งท่าว่าจะต้องทำให้ได้ดีกว่า(ติดตรงนี้จะช้าไม่ต่ำกว่า ๗ วันครับ)
    หรือบ่นว่ามันไม่ดีกว่าเป็นอันขาดเพราะมันจะเป็นกิเลสละเอียดอย่างคาดไม่ถึง
    เอาว่าได้แค่ไหนก็แค่นั้นในแต่ละวันครับ
    ถ้าวันไหนนั่งต่อไม่ได้แล้วจะนั่งต่อ ก็ให้ลุกไปหาอะไรอย่างอื่นทำ
    เพียงแต่ที่สำคัญก็คือ ต้องรักษาระบบลมหายใจให้เป็นปกติ และช่วงนี้ไม่ว่า
    จะเกิดสัมผัสอะไรพิเศษ ไม่ว่าทางตา หู จมูก ทางจิต ไม่ว่าจะดี หรือ ไม่ดี
    ย้ำว่า ดีหรือไม่ดีนะครับ ให้ไม่สนใจทุกๆกรณีครับ..
    และที่สำคัญอีกอย่างให้ทำดีทั้งในที่ลับและที่แจ้งอย่านึกว่าที่ลับจะไม่มี
    ใครรู้ให้เห็นครับ...(^_^)
    เพิ่มใข่พิเศษแบบนี้ก็จะทำให้ถึงผลสำเร็จได้เร็วขึ้น
    อย่างที่เล่าให้ฟังใน #Rep ได้เร็วขึ้นแน่นอนครับ..
     
  14. somkiatfem

    somkiatfem เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 เมษายน 2016
    โพสต์:
    302
    ค่าพลัง:
    +184
    สิ่งที่ผมได้รับการเรียนรู้ว่า คือการ วิปัสสนาญาณ เพิ่มครับ สิ่งนี้จะเป็นที่ต้องทำควบคู่กับ สิ่งที่คุณกำลังทำอยู่คือ สมถภาวนา=สมาธิหินทับหญ้า(ทับกิเลศด้วยกำลังสมาธิเเต่กิเลสไม่ตาย)=สมาธิหัวตอ(ไม่สามารถเข้านิพพานได้)

    วิปัสสนาญาณ คือสิ่งที่พระพุทธเจ้าเสริมเข้ามาเพื่อเข้านิพพานครับ เเละมันจะเสริมการทำสมาธิ(สมถภาวนา) ด้วยอย่างมาก ต้องบอกเลยว่า ทั้ง 2 สายการปฏิบัตินี้ จะเกื้อหนุนกันอย่างขาดมิได้ เหมือนกินข้าวต้องมีกับข้าว ผมจะขอบอกถึงหัวใจนะครับ
    คือการละร่างกาย เป็นปัจจัยให้เข้านิพพาน คือ เราจะเป็นคนมีเหตุผล ตามกลไกของธรรมชาติ ว่าทุกสิ่งในโลกนี้ จะต้องสลายตัวไปตามเวลา รวมทั้งร่างกายเรา กายเรา กายและกายคนสวย ก็เป็นเครื่องผลิต ขี้ สะสมความสกปรกขึ้นทุกวัน แก่ทุกวัน เจ็บเพิ่มขึ้นทุกวัน เราทำงาน เรียน เครียด เกิดเรื่องขัดเเย้งในชีวิต ก็เพื่อจะหาเงินมาเพื่อบำรุงดูเเลร่างกาย เราอาบน้ำ กินอาการทุกวัน เเต่ร่างกายตอบแทนเราด้วยความ แก่ เเละเจ็บให้เราทุกวันเช่นกัน เช่นนี้เรา เราไม่อยากมีกายอีกต่อไป เเละเมื่อเราไม่มี กายเราก็ไม่ต้องสร้างถาพสวย เพื่อให้คนสรรเสริญ หรือให้เรายึดมั่นถือมั่นว่าไอตัวเราหน้าตาอย่างนี้มันดี นะมันเก่งนะ อีกต่อไป เช่นกันครับ ดังนั้นร่างกายคือเเหล่วงรวมกิเลส ละร่างกายคือดับกิเลสทั้งหมดไปนิพพานครับ
    ขอให้ท่านนิพพานในชาตินี้ ขอมโนทนาความดีนี้ต่อท่านด้วยครับ

    ผมมีเทคนิคการเพิ่มกำลังสมาธิเเละลดความกังวลในชีวิตรวมทั้งเวลาทำสมาธิดังต่อไปนี้ครับ

    1 ให้ไปกรอบเท้า พ่อเเม่ เป็นการขจัดสิ่งเเย่ๆในใจที่เคยทำมา เเละทำให้ใจอ่อนโยนไม่กระด่าง เวลาทำสมาธิจะไม่มีสิ่งเหล่านี้มา กวนจิตเรา

    2 ยกมือไหว้ คนต่างๆ เเม้อายุจะน้อยกว่าเราถือไหว้ได้ เพราะแท้จริงเเล้ว ท่านนั้นอาจจะมีความเป็นพระอริยเจ้า มากกว่าเราก็ได้ มันจะเป็นการลดการถือดีในตัว ทำให้ใจสงบ

    3 อย่าขี้เกลียด ล้างจานเองบ้าง เช้าๆตื่นเเล้วต้องลุกทันทีเป็นการรวมกำลังสติสู้อาการง่วง อย่ามีคำว่าเดียวในชีวิตถ้าไม่จำเป็นจริงๆหรือมีหลายงาน

    4 ใครว่าใครติเรา เราขอบคุณ เเละกล่าวโทษตัวเองต่อที่สาธารณะได้ ผมเคยทำแบบนี้ปรากฏว่า รุ่นน้องทำตาม เราได้สร้างคนดีขึ้นมาอีก 1 คน ที่เห็นด้วยตา ทำความดีเป็นตัวอย่าง เราก็ได้ ปิติแถมมาด้วย

    5 อย่าไปด่าใคร เเม้เเต่ตัวเอง เพราะตัวเองในอดีตนั้น เราก็ทำดีที่สุดเเล้วในเวลานั้น เเละ อย่าไปว่าใครเพราะถ้าเขาทำไม่ดีเราก็อย่าไปทำแบบนั้น เเต่อย่าลืมว่าเขาทำเขาคิดว่ามันดีสำหรับเขาน่า เขาพอใจในนรก มนุษย์โลก สวรรค์เรื่องของเขา ถ้าเราพอใจในนิพพาน มันก็เรื่องของเรา เราไม่ได้ดีกว่าเขาน่า ชอบไม่เหมือนกัน ทำใจแบบนี้น่าครับ ใจจะเบาตลอดวัน สมาธิเกิดเเข็งเเรงไม่หวั่นไหวต่อความ โกรธ

    6 ถ้าคุณเป็นคนมีเหตุผลนะ ข้อนี้ง่าย เห็นว่าทุกอย่างในโลกนี้ เป็นเรื่องธรรมดา ไม่มีไรน่าสนใจ งั้นๆ ไม่เลว ไม่ดี มันเป็นธรรมชาติ ทุกเรื่องเลย ทั้งเรื่องของคน เเละกลไลทางธรรมชาติ ทางจิต หรือ ทางวัตถุ ตัวอย่าง จริงๆเเล้วเราไม่ได้ชอบไม่ได้ต้องการอย่างที่เราต้องการอยู่ในตอนนี้ เเต่เราต้องการเพราะจิตมันมาเกาะ กายมนุษย์ คูรถามตัวเองดูว่า เคยชอบนกตัวเมีย ปลาหางนกยูงตัวเมียไหม เกิด กาม ไหม ดังนั้นจริงๆเเล้วจิตเเท้บริสุทธิ์ภายในกายเรามีอยู่ ถ้าเราจะพยายามลดกาม เเต่ยังลดไม่ได้ก็ค่อยทำไป ให้เวลาช่วย ให้กำลังสมาธิ เข้าทดเเทน เบียดบัง กิเลส ให้ความถูกต้องเห็นจริงตามเหตุผลเพื่อตัดกิเลส (เรียกว่า วิปัสณาญาณ ต้องใช้ตัวนี้เข้านิพพานน่า สมาธิเป็นเครื่องมือช่วยเท่านั้นเป็นกำลังส่งเสริมให้กล้าเเกร่งเท่านั้น)

    7 เห็นคนสวย หล่อ ให้นึกถึง หน้าตา พ่อ เเม่ เขาว่าคงจะสวยหล่อเหมือนเขาเหมือนเธออย่างตอนนี้หรือไม่อย่างไร ภาพจะขึ้นมาว่า เเม่พิมพ์ของ คนสวย คนหล่อนี้ ตอนนนี้ เหี่ยว ย่น ผิวดำ มีจุดๆ อาจจะมีกลิ่นสาปตัว หลังค่อม ในตาคุ่นมัว หัวล้าน หัวขาว ไปหมดเเล้ว หรือ มองทะลุเข้าไป ใต้ผิวคือไขมันลงไปเป็นกระดูก ตับไตไส้ ขี้ ปัสสาวะ ใจท่านจะสงบอย่างคาดไม่ถึงเลยทีเดียว
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 1 กรกฎาคม 2016
  15. Uroborod

    Uroborod สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    30 มิถุนายน 2016
    โพสต์:
    6
    ค่าพลัง:
    +5
    พี่ nopphakan พิมพ์เหมือนตาเห็นผมเลย บางเรื่องผมไม่ค่อยเข้าใจ แต่ก็ทำไปแบบงมๆโง่ๆไปก่อนละกันนะครับ ขอบคุณทุกท่านมากครับที่ใาตอบ ตอนแรกคิดว่าจะไม่มีไครมาดูมาตอบแล้ว
     
  16. ธรรม-ชาติ

    ธรรม-ชาติ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 พฤษภาคม 2012
    โพสต์:
    1,339
    ค่าพลัง:
    +5,482
    +++ ผมไม่มี "สถานที่" หรอกครับ ทั้งหมดเป็นการใช้ conference เท่านั้น

    +++ ส่วนการสอนก็จะเป็น "รุ่น" มากกว่า เป็นแบบ ฝึกพร้อมกัน พัฒนาไปในระดับเดียวกัน พูดภาษาเดียวกัน

    +++ หากมีการ "ต่างระดับ" คุยกันเมื่อไร เมื่อนั้น ผู้ที่ฝึกไม่ทันเขา ก็ได้แต่ "นั่งตาลอย" เท่านั้นเอง

    +++ แถม "นึกอะไรไม่ออก เดาอะไรไม่ถูก" เพราะ "ประสพการณ์" นั้น ๆ ไม่ได้เกิดขึ้นกับตนเอง

    +++ ทั้งหมด เป็นการ "ฝึกเดินจิต เข้าสู่ ประสพการณ์ โดยตรง" แต่เพียงอย่างเดียว "อย่างอื่น ไม่เกี่ยว"

    +++ และผู้ที่จะรับเข้า conference ขั้นต่ำ ต้องได้ "สติระดับ 3" ตามที่ระบุในกระทู้นั้นมาแล้ว ไม่งั้นจะ "เสียเวลาผู้อื่น" โดยใช่เหตุ

    +++ ในกรณีที่ เป็นผู้ที่ "ไม่เคยฝึกในสายใดมาก่อนเลย" ขั้นต่ำก็ควร ทำ "ความรู้สึกตัว ทั่วถึง" ให้ได้ก่อน เรื่องภาษาไม่เป็นอุปสรรคเท่าไร

    +++ ช่วงนี้ ยังไม่ได้เปิดรับใครเพิ่มเติม เพราะรุ่นปัจจุบัน แม้ว่าจะ เสร็จกิจตนกันแล้ว แต่ก็ยังต้อง "เรียนรู้" กันต่อไป ในภาคอื่น ที่จะไม่กล่าวถึง ในกระทู้สาธารณะ นะครับ
     
  17. ธรรม-ชาติ

    ธรรม-ชาติ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 พฤษภาคม 2012
    โพสต์:
    1,339
    ค่าพลัง:
    +5,482
    +++ อาการตรงนี้ เป็นอาการที่ในกระทู้ผมเรียกมันว่า "ตัวดู" ยามใดที่มันถูกสติ ผลักออกมานอกร่าง มันก็จะกลายสภาพมาเป็น "อาการที่คุณเจอ" นั่นแหละ

    +++ ที่สำคัญที่สุด "ตัวดูที่ หยุด ดับ หรือ ทำลาย ลงได้" ผลที่เกิดขึ้นจะเป็น "นิโรธสมาบัติ" (ดับ คลาย ปล่อย) แต่ถ้าหากแยกมันออกได้ (ในกรณีของคุณ) สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเรียกว่า "วิมุติญาณทัศนะ"

    +++ อาการที่เกิดขึ้นกับคุณ มันเลยชั้น "กายทิพย์ หรือ นิมิตร" ไปไกลมากแล้ว และเป็นอาการที่ปรากฏ "เลย ฌานสมาบัติ" ทุกชนิดอีกด้วย

    +++ หากจะใช้ภาษาพูดแบบตรง ๆ แล้ว อาการนั้นคือ "การแยก ฌานและพลังงานของฌาน ออกมาจาก สติที่แกร่งกล้าสว่างไสว โดยที่ไม่มีการ ทำลายหรือแทรกแซง ตัวฌานและพลังฌานของมันเลย" ตรงนี้คืออาการของ "วิมุติญาณทัศนะ"

    +++ ที่บอกว่า "มันไม่มีไห้เล่นอ่ะครับ กำหนดไรก็ไม่ถูก" นั้น ถูกต้องแล้ว กรณีของคุณนั้นมันเป็น accident ที่เกิดขึ้นเอง แต่มันก็ "ระบุฟ้อง" ได้ว่า "ปรากฏการณ์" นี้มีอยู่จริง เป็นอยู่จริง คุณเป็น ประจักษ์พยานในปรากฏการณ์ตรงนี้ ด้วยตัวคุณเอง

    +++ อาการของคุณ "เลยฌาน" ไปไกลโขแล้ว สิ่งที่ควรทำคือ "นั่งสติ ไม่ใช่ นั่งสมาธิ" และ " สติเริ่มต้นที่มีพลังมากที่สุด คือ รู้สึกตัวทั่วถึง" เริ่มต้น ที่นี่เท่านั้น

    +++ หากคุณต้องการ "ไขปริศนา" ที่เกิดขึ้นกับตัวคุณอย่างแท้จริง จุดเริ่มต้นของคุณคือ "พัฒนาพลังสติ" จนแกร่งกล้า "เหนือกว่า พลังฌาน" เท่านั้น จึงจะทำให้ "ปรากฏการณ์" นั้นเกิดขึ้นมาใหม่ได้

    +++ "ตัวอาการประหลาดนี้" ยังเป็น ตัวประหลาดสำหรับคุณ แต่สำหรับ "พวกผม" แล้ว มันเป็น "ตัวของเล่น ที่เล่นกับมันทุกวัน"

    +++ สายปฏิบัติที่ยังสารวนอยู่กับ "รูป" ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น "ลูกแก้วของเหล้าแบล็คหรือเร็ด (สมัยก่อนเป็น ลูกแก้วใส ไม่มีสี)" ที่กำหนดให้มันอยู่ "ใต้สะดือ" ก็ตาม "มาไม่ถึงตรงนี้" หรอก

    +++ สรุปสายปฏิบัติที่ "อาจจะ" มาถึงตรงนี้ได้ ก็จะเป็นสาย กรรม-ฐาน แบบ "นาม ที่เต็มไปด้วยความรู้สึก (รู้สึกตัวทั่วถึง)" เท่านั้น หรือพวก "กสินนาม หรือ พลังกสิน" ก็ "อาจจะ" เป็นไปได้

    +++ ตัวอย่าง "ที่ง่ายที่สุด" ตรงนี้คือ การใช้ "สติ แยก ตัวพลังกสิน" ออกมา ให้กลายเป็น พลังกสิน "ถูกรู้" ส่วนเรา "รู้อยู่"

    +++ ยามใดที่ "เม็ดแห่งพลังกสิน" ถูกแยกออกมา ก็ให้ "หยุด หรือ ดับ" อาการทั้งหมดของมันลง สภาวะของ "ดับ คลาย ปล่อย" ก็จะปรากฏมาเอง เป็น "นิโรธ" (ดับ รูป-นาม สนิท)

    +++ อีกกรณี คือ ยามที่ "เม็ดพลังกสิน" ถูกแยกออกมา (วิมุติญาณทัศนะ) ก็ให้

    +++ 1. "แยกให้ห่างออกไป" แล้ว สำเหนียกรู้ว่า "ความเป็น อัตตา" ลดลงหรือไม่

    +++ 2. "ทำให้ใกล้เข้ามา" แล้ว สำเหนียกรู้ว่า "ความเป็น อัตตา" เพิ่มขึ้นหรือไม่

    +++ 3. สภาวะของ "การเชื่อมต่อ" (funnel) นั้นเป็นลักษณะของ "พายุรุนแรง" หรือไม่

    +++ 4. ในขณะนั้น ๆ "ความเจิดจ้าของสติ" อยู่ในระดับใด

    +++ 5. ในขณะนั้น ๆ สิ่งที่เรียกกันว่า "กายทิพย์ นิมิต ความปรุงแต่งต่าง ๆ" สามารถปรากฏได้หรือไม่

    +++ 6. ให้ทดลองนึกและปรุง ไม่ว่าจะเป็น ลูกแก้ว ลูกขวด รวมทั้ง กระป๋อง กะลา ทุกชนิดลอง "ตะบี้ตะบัน ปรุงแต่งมันดู ว่ามันจะอุตตริ เกิดมาได้อีกหรือไม่"

    +++ นี่คือสิ่งต่าง ๆ ที่ควร "เล่น" กับมันดู หากไม่เล่นกับมัน ก็รับประกันได้ว่า สิ่งที่เรียกว่า "รู้แจ้ง" จะไม่ปรากฏมา แน่นอน

    หมายเหตุ *** ผู้ที่สามารถ "ทำ หรือ รู้จัก" เม็ดแห่งพลังกสิน ได้ก็ควร "ลองเล่น" ใน 6 ข้อนั้นดูว่า "สัจจธรรม" ที่ปรากฏ จะตรงกันและเป็น "มาตรฐานเดียวกัน" หรือไม่ นะครับ

    +++ ส่วนคุณ Uroborod ที่ผมแนะนำให้เข้าไปอ่านใน กระทู้นั้น ก็เพื่อ "เตรียมการสื่อสารให้เป็นภาษาเดียวกัน" ให้ได้เสียก่อน ว่า "อาการไหน เรียกว่าอะไร" เพราะไม่งั้น มันจะกลายเป็นเรื่อง "พูดกันคนละภาษา เลยพูดกันไม่รู้เรื่อง" ทำนองนั้น

    +++ โดยลักษณะทางจิตของคุณ Uroborod แล้ว ไม่นานก็น่าจะ "ทวนให้อาการนั้น" กลับมาได้ แม้ว่ามันจะเป็นแค่ accident ก็ตาม แต่มันก็ฟ้องว่า "วาสนา" ในทางธรรมของคุณ ไปถึงไหน นะครับ
     
  18. somkiatfem

    somkiatfem เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 เมษายน 2016
    โพสต์:
    302
    ค่าพลัง:
    +184
    คุณ Uroborod อาการไปถึงไหนเเล้วครับ

    คุณ Uroborod อาการไปถึงไหนเเล้วครับ

    ต้องเดินหน้าต่อไปเท่านั้นครับ
     
  19. Uroborod

    Uroborod สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    30 มิถุนายน 2016
    โพสต์:
    6
    ค่าพลัง:
    +5
    อาการตอนนี้ครับ คือนั่งสมาธิเหมือนเดิมครับ 3 เวลา รู้สึกว่ามันนิ่งๆ นิ่งๆ เหมือนหลับแต่ไม่หลับ ไม่สัปหงกนะครับ เหมือนหลับแต่มีสติดูรู้ตลอด แต่ใจเหมือนมันไม่เอาต่อให้สุด มันทนได้ไม่เมื่อยเท่าไร แต่ใจไม่ทนจะออกอย่างเดียวเหมือนว่าห้ามเกิน40 นาทีนะประมาณนี้อ่ะครับ
     
  20. somkiatfem

    somkiatfem เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 เมษายน 2016
    โพสต์:
    302
    ค่าพลัง:
    +184
    ไม่ทราบว่าคุณศึกษา อาการของ ฌาณ1-4 มาเเล้วหรือไม่ครับ

    อาการของคุณเริ่มต้นเเรกนั้น โยก หมุน อื่นๆ คือ อาการฌาณ ที่ 3 ประมาณว่าจจิตเเยกจากกาย 50-75% ฌาณ4 คือมีอาการไม่ค่อยจะสามารถสัมผัสลมหายใจ เเต่ร่างกายยังหายใจอยู่ไม่งั้นตายครับ คือ ลมละเอียดมากนั้นเอง ขั้นนี้ถูกแบ่งไว้ 2 ระดับ คือ 1ยังพอสัมผัสสมได้บางๆ เเละรู้สึกว่าระบบปอด หัวใจเส้นเลือดเต้นอยู่ ส่วนขั้นละเอียดคือ ไม่รู้อาการทางกายทั้งหมดทั้งลมหายใจ ผิวสัมผัส เเละอื่นๆเกือบ 100%อันนี้ผมยังไม่ถึง ขั้นละเอียดนี้ สิ่งที่พูดมานี้จะเกี่ยวกับเวลาในการนั่งของคุณด้วยครับ ดังนี้

    การที่คุณนั่งในท่าเดิมนั้นย่อมเกิดอาการเมื่อเเละชา เป็นปกติ อย่างท่านที่ ทรงสมาธิ 7วัน 7คืน ท่านใช้สมาธิขั้นละเอียดได้อย่างคล่องสูงสุดๆ เสี้ยววินาทีก็เข้าถึงอาการละเอียดได้ก็เพราะว่า จิตไม่รับรู้อาการทางกายไงครับ เราจึงไม่รู้ปวดเเละชา หรือก็คือจิตมันเเยกจากกายอย่างมาก เเต่ก็ไม่ควรทรงเกิน 7 วัน เพราะร่างกายทนไม่ไหว ดังนั้นการที่คุณยังปวด นั่งได้ไม่นานก็แปลว่าคุณน่าจะทรงฌาณที่ 3 ต้นๆ-กลาง ครับ ฌาณ 3 เเบ่งไว้ 3 ชั้น ครับ ต้น กลาง เเละละเอียดสูง

    ส่วนนี้จะขอขยายความส่วนด้านบนที่ละเอียดอีกสักหน่อยบางส่วนครับ(ข้ามไปก็ได้ครับ)

    ผมเชื่อว่าทุกคนเข้าใจหลักการ สะสม ในที่นี้คือการสะสมความเจ็บปวดเวลาทรงสมาธิ
    มันเกิดจากการสะสมความเครียดของกล้ามเนื้อ ข้อเข่า ส่วนอื่นๆ ที่ผมบอกว่ามันเครียดก็เพราะว่า เมื่อร่างกายส่วนที่ยังทำงานโดยมีจิตเกาะตามเส้นประสาทส่วนนั้นเเล้ว อวัยวะส่วนนั้นต้องได้รับการสูบฉีดเลือดไปหล่อเลี้ยง เเต่ขาที่พับเข้าท่าทรงสมาธินั้น เลือดไปเลี้ยงได้ยาก จึงเกิดอาการ ปวด เเละชา สะสมไปเรื่อยๆจนทนไม่ได้ ส่วนคนที่มีสมาธิสูงขึ้น จิตเเยกประสามมากเช่นพอนั่งเเล้วจิตเข้าถึงฌาณที่ 3 ต้นๆ จิตเเยกจากกายได้ทันทีเลย 50% ก็แปลว่า จิตส่วนที่เหลือยังคงเกาะร่างกายเเละเรียกร้องขอเลือดมาสู้อวัยวะนั้นทำให้เกิดการสะสมความเครียดเเต่น้อยลงไปตามสัดส่วนทำให้เราทางสมาธิได้นานขึ้น ส่วนคนที่เข้าฌาณ4 ได้ ละเอียดในเสี้ยววินาที ร่างกายจะไม่ทันส่งคำสั่งให้เลือดมาเลี้ยงอวัยวะส่วนต่างๆได้****ผลที่จะเเตกต่างเเละดูพิเศษ คือเเม้จะนั่งสมาธิ หลายชั่วโมง พอเลิกทำสมาธิก็ไม่มีอาการ ชา เเต่อาจจะปวดเล็กน้อยตามข้อเท่านั้น เพราะอวัยวะส่วนนั้น กลายเป็นก้อนเนื้อที่ไร้จิตควบคุมไปเสียเเล้วในเสี้ยวสินาที

    ที่กล่าวมานี้เป็นประสบการณ์ของผม

    ข้อเเนะ
    คุณจะต้องสู้เพื่อเพิ่มช่วงความสามารถของการทำสมาธิ
    1 ต้องมีกำลังใจสูงขึ้น ตั่งใจว่าเราจะทำสมาธิเพื่อ พระพุทธเจ้าที่ได้มาสั่งมาสอน เพื่อ
    คนที่เรารักว่าถ้าเราได้บรรลุเเล้วเราจะพาเขาไปด้วย เพื่อคนอื่นๆด้วย เพื่อศาสนาให้ทรงต่อไปได้อย่างมีคุณภาพ

    2 การทำสมาธิต้องมีจังหวะเครียดบ้างเล็กน้อยเอาจริงเอาจัง เมื่อเวลาที่กายของเราได้พักผ่อนได้ดี และมีกำลังใจดี

    3 หลังจากทำสมาธิจริงจังเเล้วจะมีอาการเครียดทางกายเราอาจจะต้องพักผ่อนบ้างเราเเค่อบอุ่นจิต ระหว่างวันหรือตลอดวันเเทน คือมีสมาธิในการทำงานคือตั่งใจ รู้ละเอียด พักการเข้าสมาธิหนักๆ 2-3วัน แค่อบอุ่นพอ เเละทรงสมาธิแบบชิวๆอย่าให้เครียดสักพัก หลังจากนั้นสมาธิขั้นสูงเราจะสูงขึ้นไปอีกอย่างน่าพึงพอใจ

    4 ไม่เครียดมากหรือหย่อนเกินไป เครียดมากจิตจะเกาะอารมณ์เดิมไม่เดินหน้า หย่อนไปจิตไม่มีกำลังเดินไปข้างหน้า

    5 ต้องมีจังหวะจริงจังให้เอาชีวิตเข้าเเรก คุณถึงจะข้ามขั้นต่อไปได้(เคยดู โงกุนไหมครับ จะเก่งขึ้นได้ก็เกือบตาบหรือตายไปทุกที)

    อาการของคุณผมเจอมาก่อนหน้านี้ไม่นานครับ คือไม่ไปไหน เล่นเอาหงุดหงิดหมือนกัน สุดท้ายก็ทะลุ ตามที่ผมทำอย่างที่บอกครับ
    เอาคลิปนี้ไปฟังครับ https://www.youtube.com/watch?v=EfmYA5XdKiE
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 4 กรกฎาคม 2016

แชร์หน้านี้

Loading...