กสิณอะไรฝึกง่ายสุดหนอ?

ในห้อง 'อภิญญา - สมาธิ' ตั้งกระทู้โดย lovepyou, 8 กรกฎาคม 2014.

  1. firse007

    firse007 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 มิถุนายน 2009
    โพสต์:
    107
    ค่าพลัง:
    +108
    เอ่อ สวัสดีครับ ไม่ได้เข้ามาถามไถ่นาน
    หลังจากไปฝึกได้สักพัก (ที่จริงไม่ค่อยได้ฝึกเลย)
    รู้สึกโกรธตัวเองมากๆเลยครับที่ทำไม่ได้
    ในใจอยากฝึกมากๆแต่เวลาไม่ค่อยมีเลย
    วันนี้จึงมีคำถาม สมมติว่าผมยุ่งๆกับงานที่ทำอยู่ จะฝึกได้ไหมครับ
    แบบว่า ใช้ชีวิตประจำวันของเราฝึกไปด้วยอะไรแบบนี้หนะครับ
    แล้วพอจะแนะนำแนวทางการฝึกแบบควบคู่กับชีวิตประจำวันได้หรือเปล่าครับ
    ผมไม่อยากทิ้งตรงนี้ไปเลย จึงแวะมาเพื่อสอบถามครับ
    ขอบคุณครับ ^_^
     
  2. nopphakan

    nopphakan ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    5,845
    ค่าพลัง:
    +26,860

    ตอบรวมล่าสุดนะครับ..
    ความจริงเรื่องการปฏิบัติ
    ในกระทู้นี้ สอนตั้งแต่ระดับ
    เริ่มต้นจนถึงขั้นนำไปใช้งานได้แล้ว..
    เลยไปถึงอรูปฌานขั้นที่ ๓ ซึ่งบางคน
    ก็เคยทำได้มาแล้ว แต่ไม่รู้เฉยๆว่า
    ทางตำราเค้าเรียกว่าอย่างไรเท่านั้นเอง...
    เพราะถ้าอ่านภาษาสมมุติและตีความ
    ทางสมมุติยังไงก็ไม่เข้าใจ
    เพราะมันเป็นกิริยาทางด้านนามธรรม
    ที่ต้องอาศัยการรับรู้ และสัมผัสด้วยตนเอง
    ถึงจะทราบ แล้วค่อยๆไปดูเทียบกับภาษาสมมุติ
    ถึงจะค่อยๆเริ่มเข้าใจว่า สมมุติเค้าเรียกว่าอย่างโน้นนี่นั่นนะ


    และส่วนตัวก็ไม่ได้บอก เพราะเกรงว่า
    จะพากันเองหลงตัวเองได้อย่างคาดไม่ถึง
    ตรงนี้ต้องระวังให้ดีๆ การทำได้แต่ในนิมิต เห็นแต่ในนิมิต
    นำมาใช้จริงไม่ได้ พิสูจน์ให้บุคคลอื่นๆรับรู้
    สัมผัสไม่ได้ก็ยังหลงตัวเองได้อย่างคาดไม่ถึง
    เอาไปคุยไปโม้เพื่อยกตัวเอง ประหนึ่งว่าตัวเอง
    เป็นเหมือนอย่างในนิมิตจริงๆ ก็เหมือนกับคนขาด้วน
    ฝันตัวเองมีขาเดินได้ ลืมตาขึ้นมาก็ยังคิดว่าตัวเอง
    มีขาเดินได้ พยายามประกาศตนให้บุคคลอื่นๆเข้าใจ
    ว่าตัวเองมีขาปกติ ทั้งๆที่ความเป็นจริง ขาตัวเองก็ยังด้วนอยู่
    คิดว่าเป็นอะไรที่แปลกประหลาดไหมหละ
    แต่ก็ยังมีให้เห็นเรื่อยๆ ..


    เป็นเรื่องธรรมดาที่บุคคลที่สามารถใช้งานได้
    มักจะไม่ได้ยึดกับการเรียกการบัญญติศัพท์ทางสมมุมติ
    เพราะบางบุคคลอ่านแต่ตำรา
    แล้วไปยึด แต่ไม่ปล่อยวาง เลยไม่รู้ว่า
    เวลานำผลไปใช้งาน หรือ ลักษณะการใช้งานจริง
    ในชีวิตประจำวันเป็นอย่างไรเท่านั้นเอง...
    เพราะการปฏิบัติ มันจะมาใช้การวิเคราะห์
    วิพากษ์ วิจารณ์ แล้วจะสำเร็จถึงขั้นนำมาใช้งาน
    ได้จริงมันเป็นไปไม่ได้
    มันสำเร็จได้ด้วยการทิ้งทิฐิมานะของตนเองให้หมด
    แล้วไปปฎิบัติเพื่อให้เข้าถึง
    เข้าถึงได้แล้ว ก็ต้องรู้จักปล่อยวางด้วย
    ไม่งั้นก็จะกลายเป็นยึดติดอย่างไม่รู้ตัวอีก..

    ส่วนอรูปฌาน ๔ มันฝึก มันตั้งเอาไม่ได้
    มันอยู่ที่ ปัญญาในการพิจารณา เพื่อตัด
    โลภะ โมหะ โทสะ ที่จะเป็นยึดเอา
    ลาภ ยศ สุข สรรเสริญ เอามาจนกลาย
    เป็นตัวเรา ใครตัดตรงนี้ได้มากกว่ากัน
    คนนั้นก็มีสิทธิ์เข้าถึงปลายทางได้ใกล้กว่า
    ก็สุดแล้วแต่วาระแห่งบุคคลนั้นๆ...


    และให้เราพึ่งระลึกว่า เรามิใช่ ทีม The Avenger....
    ที่จะต้องมีหน้าที่ปกป้องโลก หรือมีความสามารถ
    แล้วเอาไว้โชว์สาวประมาณว่าตนหล่อกว่าใครเพื่อน
    เพื่อเสริมปมด้อยในใจ
    เหมือนคนขาดความอบอุ่น
    หรือเอาไว้โชว์เด็กๆให้กรี๊ดกร๊าด เหมือน ณ เดช เค้า
    แล้วไปซื้อหน้ากากเอามาใส่
    แล้วไปแสดงอภินิหารเหมือนอย่างกับในหนัง

    หรือมีแล้วใช้มาเพื่อต่อยตีกัน เพื่อคอยปกป้องเพื่อน
    เพื่อความถูกต้องในมุมที่ตนเองมองเห็นและยึด..

    เรามีเราเข้าถึง เพื่ออยู่ร่วมกับธรรมชาติ
    และอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างแยบยล
    นี้เป็นหลักของพุทธศาสนา.....
    ผู้เป็นเลิศท่านก็เน้นในเรื่องที่มันมีอยู่แล้ว
    ในธรรมชาติ ให้เราเห็นธรรมชาติ
    และเข้าใจในธรรมชาติ....

    เรื่องพลังงานไม่ว่าฝ่ายกุศลหรืออกุศล
    ก็ล้วนแล้วจะต้องมีพื้นฐานเป็นทุน...
    เพียงแต่ มีแล้วไม่เห็นแก่ตัว มีเมตตา
    ทำเพื่อบุคคลอื่นๆ เห็นอกเห็นใจคนอื่น
    มากกว่าตน มิได้เอาไว้อวดตน
    ไม่ได้มีไว้เพื่อทำร้าย หรือกระทบให้เดือนร้อน
    ไม่ว่าคนหรือฝ่ายภพภูมิทุกระดับ..ท่านว่า
    เป็นฝ่ายกุศล...

    ทำเพื่อตนเอง ยกตนข่มท่าน
    เพื่อพัฒนาแต่ตนเอง
    ใช้พลังในทางที่ ทำร้าย กระทบกระทั่ง
    บุคคล ภพภูมิ ทำเพื่อ
    ลาภ ยศ สุข สรรเสริญของตน
    ท่านว่าฝ่ายอกุศล...
    แต่ก็ต้องไม่ลืมว่า แม้แต่ตัวเราเอง
    ภายในวันหนึ่ง เป็นได้ทั้งฝ่ายกุศล
    และอกุศล ประเด็นนี้ที่เราต้องควรทำความ
    เข้าใจเอาไว้ด้วยเพื่อความไม่ประมาท

    สำหรับการดำเนินชีวิตประจำวัน....
    การเป็นไปเพื่อการเลี้ยงชีพชอบก็ควรใช้ความคิด
    แต่ความพอดีในการใช้ต้องค้นหาเอง
    แล้วก็รู้จักหัดปล่อยวางด้วย...

    ถ้าเป็นไปเพื่อความไม่มีสิ่งใดๆมาเกาะใจ..
    คิดได้พอเป็นแนวทางเพื่อให้ไม่มี..
    แต่ไม่คิด ไม่ระลึก ไม่นึกขึ้นมา
    ตรงนี้เราพิจารณาได้ ก่อนตื่นนอน
    อย่าพึ่งลืมตา ให้เราพิจารณาก่อน
    ว่าวันก่อนเราทำอะไรมาบ้าง
    เราสอบตกเรื่องอะไรบ้าง..
    และก่อนจะนอนก็ให้พิจารณาเช่นกัน
    ทำอย่างนี้ให้เป็นนิสัย...
    จะได้ไม่ต้องไปเสียเวลาฝึก
    อะไรๆที่เราคิดว่า มันพิเศษๆให้เสีย
    เวลา..เพราะหากจิตเรามันคลายตัว
    ได้จริง เด่วอะไรที่มันเหนือโลก
    เราก็จะค่อยมีขึ้นมาได้เอง
    ของมันตามลำดับ...


    พอในระหว่างวัน จิตมันคลายตัวได้
    ถึงเวลาอยากรู้อะไร
    มันจะรู้ขึ้นได้เองเป็นอัตโนมัติ
    ตามแต่บารมีที่ตนได้สะสมมา....

    อย่า(คือห้าม)ไปอยากรู้ เรื่องเหนือวิสัยทางโลก
    เรื่องอจิณไตยต่างๆ เรื่องภายนอก เรื่องจักรวาล
    เรื่องเกี่ยวกับญานวิถีต่างๆของบุคคลอื่นๆ เรื่อง
    ผลของกรรมที่ทำให้เราเป็นโน้นนี้นั้น
    ถ้าไม่ได้เกิดจากการเข้าถึง และรับรู้ได้ตัวเราเอง..
    ฟังเค้าเล่าให้ฟัง เราก็ทำไม่ได้เหมือนเค้า
    จะยังอยากไปรู้เพื่ออะไร????????
    นอกจากจะลืม
    โดยธรรมชาติแล้ว...
    มันจะขวางทำให้ตัวจิตเราคลายตัวได้ช้าลง..
    ขวางเรื่องความเข้าใจทางด้านนามธรรมต่างๆของเรา

    และถ้าเผลอไปยึดมากๆ มันจะทำให้สติสตางค์เรา
    ไม่เป็นปกติได้ครับ...บางอย่างแทนที่เราจะดีขึ้น
    กลับทำให้มันหนักยิ่งกว่าเดิมเข้าไปอีก..

    การรู้อะไรมันต้องรู้และเข้าใจตัวเราเองก่อน
    เอาตรงนี้ให้มันทันก่อน..เหมือนคำกล่าวที่ว่า
    รู้และเข้าใจใบ้ไม้ใบเดียวนี้
    เราก็จะเข้าใจใบ้ไม้ใบอื่น
    ทั้งป่านั้นหละครับ

    ..เพราะถึงจุดหนึ่งเวลารู้อะไร
    มันก็จะรู้ได้เหมือนๆกันหมดนั้นหละครับ...
    เพราะฉนั้นวันนี้
    เริ่มตัดตัวระลึกรู้ ตัวนึกขึ้นได้
    ตัวระแวง ตัวขี้สงสัย
    ตัวอยากรู้โน้นนี่นั้นกันหรือยัง
    ตัวสติทางธรรมที่จะทำให้ไปเห็น
    ไปรู้ตัวตรงนี้เราสร้างกันให้เกิดขึ้น
    กันแล้วหรือยัง


    ตัดให้ได้ คลายให้เป็น
    รู้ละ รู้ปล่อย รู้วาง จะได้รู้ว่าง

    อย่าไปตามนามธรรมของใคร
    อย่าไปตามรูปธรรมของใคร
    รวมทั้งสรรพสัตว์ต่างๆก็อย่าไปตาม
    แม้กระทั่งตัวเราเองด้วยก็อย่าไปตาม

    ออกจากตัวไปเพ่งรู้ให้เป็น
    ออกจากตัวไปเพ่งเห็นให้เป็น

    จิตจะได้ไม่ค้อง ไม่คา
    ไม่วก ไม่วน ในกิริยากรรมต่างๆ

    ไม่ตัด ไม่ปล่อย มันก็ตามเราไปจน
    วันสุดท้ายนั้นหละครับ

    พุทธศาสนาไม่มีคำว่าบังเอิญ
    มันมีวาระของมัน..เราเตรียมตัว
    เพื่อวาระที่จะมาถึงเราให้พร้อม
    เตรียมในที่นี้ คือทั้งกาย ทั้งใจ
    ที่จะสร้างให้เราปลอดภัยทั้งกายและใจ
    ในอนาคตข้างหน้า...สติทางธรรมพร้อม
    ปัญญาทางธรรมพร้อม จิตคลายตัวเองได้
    จากปัญญาทางธรรมที่มี เป็นไปได้ของมันเอง
    โดยธรรมชาติเมื่อไร วาระมันก็ใกล้
    เข้ามาได้เรื่อยๆของมันเอง...
    ปล.ค่อยๆเป็นค่อยๆไป..
    อย่าตึงไป อย่าหย่อนไป ความพอดี
    ตรงนี้หาให้เจอด้วยตัวเอง.....
    ''ที่ไม่ว่าว่าง และไม่ว่าง นั้นหละว่าง''
    .

    ..เจ๊บจี๊ดพอไหม ๕๕๕...
     
  3. Snooty

    Snooty ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 มิถุนายน 2010
    โพสต์:
    181
    ค่าพลัง:
    +660
    พอค่ะท่านอาจารย์ โดนกันถ้วนหน้า 555
     
  4. saintyom

    saintyom เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    11 กุมภาพันธ์ 2009
    โพสต์:
    280
    ค่าพลัง:
    +741
    ผมเริ่มฝึกหัดปรับระบบหายใจตามที่พี่ nopphakan แนะนำแล้วครับ
    พยายามดึงลมหายใจให้ลึกลงไปถึงท้องจนท้องพอง จากปกติหายใจแค่ช่วงสั้น
    ทำไปสักพักแล้วทำไมมันรู้สึกเหนื่อยจังครับ ปวดกล้ามท้องเหมือนเล่นซิตอัพเลยครับ
    หรือเป็นเพราะว่าผมยังไม่ชินกับการหายใจแบบใหม่นี้

    อีกข้อหนึ่ง ที่พี่บอกว่าอย่าไปตามลมหายใจ ให้รู้สึกอยู่ที่ปลายจมูก
    ผมนี่เวลาลากลมหายใจยาว ๆ เพื่อให้ถึงท้อง จิตมันตามลมเข้ามาด้วยตลอดเลยครับ
    ทำอย่างไรดี

    อีกข้อหนึ่ง ผมควรจะงดมื้อเย็นดีไหมครับ เพราะรู้สึกว่าเวลากินข้าวช่วงเย็น ๆ ค่ำ ๆ
    มันจะรู้สึกอึดอัด แน่นท้องมาก จนนั่งสมาธิไม่ได้เลยครับ

    ขอบพระคุณครับ
     
  5. nopphakan

    nopphakan ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    5,845
    ค่าพลัง:
    +26,860
    ค่อยทำไปเรื่อยๆ..ช่วง ๒ สัปดาห์มันจะหลงๆสลับเช่น
    หายใจเข้าดันท้องยุบ หายใจออกท้องดันพองซะงั้น..
    บางที ก็เผลอเอาจิตไปตามลมหายใจอีก..และมันก็ต้องเหนื่อย
    เป็นเรื่องธรรมดาถ้าไม่เหนื่อยนะแปลก
    ถ้าไปฝึกมาก็จะย่อมจะเจอกิริยาแบบนี้
    เป็นเรื่องปกติธรรมดานะใช่แล้ว...

    ส่วนร่างกายเราต้องให้ระยะเวลาในการที่เค้าจะปรับตัวเองด้วย
    อย่างน้อย ก็ ๒ สัปดาห์ และถ้าทำต่อเนื่องเฉพาะของ
    Saintyom ต้องเดือนที่ ๓ นะซึ่งระยะเวลาตรงนี้
    ก็แล้วบุคคลด้วย..
    แรกๆอาจลองเอามือซ้ายกุมท้องไว้ก่อนหายใจเข้า
    มันพองออกไหม หายใจออกท้องมันยุบไหม
    และใช้นิ้วมือขวาไว้ที่ปลายจมูกดูว่าตอนที่หายใจ
    เข้าออกมันหยุดที่ปลายนิ้วไหม สังเกตุด้วยว่า
    ลมเข้าและลมออก ลมอะไรมันธรรมดาและลมอะไรมันอุ่น
    ก็จะพอแก้อาการที่เผลอเอาจิตไปตามลมและอาการลมหายใจ
    ไม่ลึกได้เองด้วยการสังเกตุที่มือซ้ายร่วมด้วยนั่นหละ..
    ค่อยๆทำไป..ไม่มีอะไร
     
  6. saintyom

    saintyom เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    11 กุมภาพันธ์ 2009
    โพสต์:
    280
    ค่าพลัง:
    +741
    ขอบพระคุณมากครับสำหรับคำแนะนำ
    ผมจะพยายามฝึกครับ ^^
     
  7. domdom

    domdom Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    23 กรกฎาคม 2014
    โพสต์:
    29
    ค่าพลัง:
    +51
    ทั้งจี๊ดดดดด ทั้งแปล๊บบบ เลยครับ ๕๕๕๕ ขอบพระคุณอย่างสูงครับ
     
  8. sensona

    sensona Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    20 กุมภาพันธ์ 2012
    โพสต์:
    68
    ค่าพลัง:
    +64
    หายใจเข้าท่อง "วา"
    หายใจออกท่อง "ระ"


    x0x0 :boo:
     
  9. sensona

    sensona Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    20 กุมภาพันธ์ 2012
    โพสต์:
    68
    ค่าพลัง:
    +64
    มะคืนกำลังหลับๆตื่นๆ มีคนจุดนะเบิดนิวเคลียใกล้ๆ ตูมมมม ดังสนั่นหวั่นไหว ถามคนข้างๆได้ยินไหม บอกตูจะนอน

    จบข่าวสั้นเช้านี้คับๆๆ
     
  10. nopphakan

    nopphakan ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    5,845
    ค่าพลัง:
    +26,860
    ผ่านอะไรซักอย่าง
    ทางด้านความคิดเกี่ยวกับเรื่องอะไรบางอย่าง
    บางครั้งอาจจะเห็นร่วมพร้อมกับสายฟ้าแล๊บ
    ที่พาดผ่านแนวภูเขาก็มี หรือดังออกจากในกระโหลกศรีษะอย่างเดียวก็มี
    ที่สำคัญก็คือจะได้ยินคนเดียว..
    และมักจะเจอแบบนี้บ่อยๆถ้าจิต
    เริ่มเดินปัญญา แล้วตัดเรื่องโน้นนี่นั้นได้
    เกี่ยวกับเรื่องพวกกิเลสนะ..
    ปล.กิริยา ปกติมากๆ..
    เล่าให้ฟังเฉยๆ..
     
  11. champ_atikrit

    champ_atikrit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    5 พฤศจิกายน 2012
    โพสต์:
    22
    ค่าพลัง:
    +102
    พี่ nopphakan ครับ ผมยังไม่เข้าใจในเรื่องของ กำลังสมาธิสะสม กับ กำลังสติทางธรรม และ ควรปรับการหายใจอย่างไร เพื่อให้ทรงฌานสี่อย่างหยาบครับ ฝึกกสิณอยู่ครับ
     
  12. nopphakan

    nopphakan ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    5,845
    ค่าพลัง:
    +26,860



    ยังไม่ต้องสนใจเรื่องเรื่องกำลังสมาธิสะสม กับ กำลังสติทางธรรม
    ควรให้ความสำคัญกับการปรับระบบหายใจ ซึ่งสามารถไล่ย้อน
    กลับไปอ่านดูข้างบนได้ โดยส่วนตัวเขียนไว้หลายรอบมากๆ..
    ทำตรงนี้ให้ได้ก่อน..และให้เข้าใจเอาไว้อย่างหนึ่งว่า






    การทรงฌานนั้น เราวัดกันที่ความสามารถ
    ในการนำผลของฌานในระดับนั้นๆมาใช้งานได้จริง
    และภายในเวลาเสี้ยววินาที โดยที่ไม่ต้องตั้งท่า
    ไม่ต้องมานั่งหลับตา ถ้าต้องตั้งท่าอยู่
    หรือต้องหลับตา หรือใช้เวลาหลายวินาที
    ในทางกลุ่มบุคคลที่ใช้งานได้
    ถือว่ายังต้องพัฒนาอีกเยอะ....




    และการทรงฌานนั้น ในทางกิริยาหมายความว่า..
    หากเราจะใช้งานในระดับกำลังฌานนั้นๆเมื่อไร
    เราจะสามารถเข้าถึงระดับฌานนั้นๆและใช้งานได้ภายในเวลาเสี้ยววินาที...




    ไม่ใช่ว่าเคยนั่นสมาธิถึงระดับฌานนั้นๆมาก่อน
    ไม่งั้นจะเป็นเหตุให้เข้าใจผิดคิดว่าตนเป็นผู้เข้าฌาน
    และจะทำให้หลงตัวเองได้อย่างคาดไม่ถึง
    และถ้าเราจะบอกว่า เราไปผู้เข้าฌานได้ระดับนั้น..
    ให้ดูว่า เราสามารถเข้าถึงและใช้งานในระดับฌานไหน
    ได้ในเวลาเสี้ยววินาที...ยกตัวอย่าง
    สมมุติเรานั่นสมาธิ ๓๐ นาทีเราสามารถเข้าถึงฌาน ๔ หยาบ
    แต่จิตเรามีความสามารถใช้งานได้ในระดับ อุปจารสมาธิ
    ในความเป็นจริงทางปฏิบัติ จะถือว่าเราเป็นผู้เข้าถึงสมาธิ
    ในระดับอุปจารสมาธิ ที่พลาดกันหลงตัวเองกันมากมาย
    เพราะเผลอไปยึดในสิ่งที่เคยทำได้ในอดีต ไม่ได้มาผล
    ของความสามารถทำได้จริง ณ ปัจจุบันนั่นเอง
    ประเด็นนี้เล่าให้ฟังเฉยๆนะ......


    และที่สำคัญการที่เอาจิตตัวเองไปเข้าในระดับสมาธิใดๆ
    ก็ตามไว้เป็นเวลานานๆ จริงอยู่ว่ามันจะมีภุมิต้านทานภาย
    นอกที่ดี แต่จิตจะขาดปัญญา เพราะไม่ได้รู้เห็นตามความเป็นจริง
    ไม่ได้เข้าสู่สภาวะเป็นกลาง ไม่ได้เดินปัญญา


    หรือในทางกิริยาก็คือ. จิตไม่คลายตัว. จิตมือบอด
    หรือที่กลุ่มที่ใช้งานทางจิตได้แบบชำนาญเรียกว่า. จิตพิการ
    เข้าใจประเด็นนี้ไว้ด้วย


    ฝึกกสิณ. หลักสำคัญนอกจากมีเป้าหมายเพื่อผู้อื่นและใช้
    ประโยชน์ในทางธรรมแล้ว
    ทริคสำคัญ. ในระหว่างการฝึกก็คือ. ไม่ว่าจะเกิดสัมผัสลึกล้ำ


    พิศดารระดับโลกระดับจักรวาลแค่ไหนก็ตาม. ไม่ว่าทางตาหู
    กาย. เกิดเครื่องรู้พิเศษระดับทะลุโลกออกไปดาวพูลโตาก็ตาม


    ห้ามๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
    และก็ห้ามๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ.


    สนใจทุกๆกรณี. ให้ช่างมัน. ช่างโน้นนี้นั้นมันให้หมด
    เพราะมันเป็นตัวขวางทำให้เราเข้าถึงผลได้ช้าๆๆๆๆๆๆๆๆ
    เพราะจะไปมัวสนใจไปอยากรู้แสวงหาคำตอบ
    ทั้งๆที่เรื่องพวกนี้. ถ้าฝึกจนเข้าถึงได้ มันจะมีเครื่องย้อนรู้
    ได้อัตโนมัติท้ังหมด. แบบละเอียดของมันได้เองภายหลัง












    จนกว่าจะปั่นปฏิภาคนิมิต. กสิณได้ในกำลังสมาธิระดับสูง
    และสามารถเรียกปั่นพลังงานกสิณขึ้นมาได้อย่างน้อย. ๕. กอง
    คือ. ดิน น้ำลม. ไป อากาศ. บนฝ่ามือของเรา. ซึ่งปกติถ้าทำได้
    เข้าถึงได้แค่กองเดียว. มันจะสามารถเรียกกสิณสีขึ้นมาได้อีก
    อย่างน้อย ๔ กอง. คือ เขียว. เหลือง. แดง. ขาว.
    ไม่ใช่พอรู้สึก. ว่ามีพลังงานหมุนบนมือ. แต่ยังไม่รู้เรื่องว่า
    คือพลังงานกสิณกองไหน.แต่ว่ามันใช้ทำให้ร่างกายดีขึ้นได้


    รักษาอาการปวดหัวตัวร้อนเป็นไข้ได้.
    แต่ใช้เวลา.หลายๆนาที
    แล้วก็เที่ยวเอาไปโม้. ไปเข้าใจว่า
    เป็นพลังงานวิเศษ. เป็นฝ่ามือมือเทพเจ้าโน้นนี่นั้น
    เป็นฝ่ามือปราบมาร. หรือใช้นิ้ว. ชี้ไปโน้นนี่นั้น
    แล้วมีความร้อนเกิดขึ้น. ก็ไปหลงเข้าใจว่าว่าเป็นนิ้ว
    พิเศษ. โน้นนั้นนี่. จะบอกว่ากิริยาพวกนี้เป็นเรื่องไร้สาระมาก
    ถ้าพูดว่า เป็นกิริยาทางจิตระดับปัญญาอ่อน ที่เกิดขึ้นพอเอาไว้ให้พวก
    บ้าฤิทธิ์. บ้าอำนาจ. หลงตัวเอง. อยากได้รับการยอมรับทางสังคม
    ว่าตรูนี่หละไม่ใช่คนธรรมดา ตรูนี่หละเป็นพวกพิเศษลงมาเกิด
    มันหลงตัวเองเล่นๆ. ก็เกรงว่าจะพูดแรงไป
    ทั้งที่พวกกิริยาปัญญาอ่อนที่เล่าให้ฟังมานี้.
    มันเกิดขึ้นได้ในระหว่างทาง. ในขณะที่เราฝึกกสิณอยู่แล้ว
    เป็นผลที่เกิดขึ้นได้. เมื่อจิตมันเริ่มรับรู้สัผมสัมพลังงานภายนอกได้


    ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้แม้ไม่เคยฝึกสมาธิอะไรมาเลย
    หรือเปิดจักระที่กะโหลกศรีษะได้
    หรือฝึกสมาธิมานิดหน่อย. มันก็มีขึ้นได้ทำได้เป็นเรื่องปกติ
    และจักระอะไรเนี่ยก็ไม่ต้องไปให้ความสำคัญมาก
    มันก็เป็นการเปิดเพื่อให้จิตก้าวข้ามการไม่ยึดติด
    ธาตุ ๔ ที่รวมเป็นร่างกาย ทำให้จิตข้ามไปสู่อากาศ
    ภายนอก ไปรับรู้พลังงานต่างๆที่อยู่ภายนอกได้
    ซึ่งมันเป็นเรื่องปกติมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆ สำคัญว่า


    จิตก้าวข้ามออกไปได้แล้ว ตัวเองมีภูมิต้านทานพลังงานภายนอกไหม
    ตัวเองแยกแยะได้หรือยังว่า พลังงานแบบไหน ดีหรือไม่ดี
    แบบไหนเป็นพลังงานสายพวกที่บำเพ็ญมาทางอสูรกาย
    ที่มันมักจะหลอกเราว่า เราเป็นบุคคลสำคัญระดับโน้นนี่นั้น
    เป็นมหาเทพองค์นี้ เป็นพระโพธิสัตว์องค์นั้น เป็นพระพุทธโน้นนี่นั้น
    เป็นบุคลสำคัญ ที่มีหน้าที่ป้องปกรักษาโน้นนี่นั้น...


    ต้องนี้ต้องระวังให้ดีๆ เพราะถ้าไม่มีสติทางธรรมคอยควบคุม
    ไม่สร้างปัญญาทางธรรมให้เกิด มันจะหลงไปเผลอ ไปยึด
    ไปเชื่อพวกกระแสพลังงานที่มันคอยมาแหย่เราได้ เพราะพวกนี้
    มันรู้ว่า เราอ่อนเรื่องไหน เราอยากเป็นอะไร มันก็จะสร้างให้เรา
    เชื่อว่าเราเป็นอย่างนั้นในเรื่องที่เราอยากเป็น เพราะเราไม่มี
    สติในการควบคุมและปัญญาไม่พอในการพิจารณา มันเลยจะทำ
    ให้เราหลงตัวเองได้ง่ายๆ ที่นี้ก็จะคิดว่า ตัวเองเก่งกว่าใคร..
    ปากก็จะบอกแต่เมตตาๆ แต่ใช้พลังงานในการทำร้ายทำลาย
    เบียดเบียนสรรพสัตว์ และเอาไว้ยกตนเองเท่านั้น


    ทั้งๆที่ พลังงานที่ทำได้ เป็นเพียงพลังงานความร้อนที่มีอยู่แล้วใน
    ดวงอาทิตย์ พลังงานเย็นที่มีอยู่แล้วจากดวงจันทร์ มันไม่ใช่
    พลังงานที่สร้างจากกำลังจิตตัวเอง ที่ได้จากกสิณกองต่างๆ
    ที่ความหนาแน่นและความสามารถในการเข้าถึงผลมันต่างกัน
    อย่างสิ้นเชิง..เข้าใจประเด็นนี้ไว้ให้ด้วย ถือว่าเล่าให้ฟัง
    เพื่อให้ข้อคิดนะครับ....


    และพลังงานจักรวาล หรือ เปิดจักระอะไรเนี่ย มันไม่ใช่เรื่องยากอะไร
    จำเอาไว้ ใครก็ทำได้ แม้ไม่ต้องฝึกสมาธิก็ทำได้..แต่กสิณไม่ใช่ว่า
    ใครก็จะทำได้ ถ้าไม่สามารถปั่นปฏิภาคนิมิตกสิณในกำลังสมาธิระดับ
    ไม่ได้ มันก็จะไม่เกิด เพราะมันสร้างจากตัวจิตเราจริงๆ การปั่นปฏิภาค
    นิมิตจึงมันกับการออกกำลังกายให้จิต พอจิตแข็งแรงก็จะเกิดกำลังจิต
    ขึ้นมา มันถึงสามารถเข้าถึงเรื่องพลังงานได้เป็นปกติ...
    และถึงเวลาถ้าสติเราพร้อม ปัญญาเรามากพอที่จะไม่ยึด
    กำลังจิตเรามากพอที่แยกแยะได้ว่าพลังงานแบบไหนดีไม่ดี
    เราจะไปเปิดจักรตอนไหนก็ได้ เพราะมันใช้เวลาไม่ถึงนาที
    ก็ทำได้แล้ว..เข้าใจเอาไว้ด้วย...
    ถึงเวลาอยากจะประยุกต์เอาพลังงานทั้งสองมารวมกัน
    เพื่อหนุนผลที่ให้งานให้เกิดผลดีขึ้นก็ค่อยว่ากันที่หลัง.......



     
  13. nopphakan

    nopphakan ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    5,845
    ค่าพลัง:
    +26,860
    การที่พลังงานกสิณจะสามารถผลิกมาเป็นขั้นที่จะใช้ตัด
    ย้ำว่าใช้ตัดนะครับ ไม่ใช่แค่พลังงานจากภายนอกที่ได้
    จากการเปิดจักระ หรือแค่กสิณไฟกองเดียวแบบหลงตัวเองนะครับ..

    เราจะต้องปั้นกสิณอย่างน้อยให้ได้ ๕ กองรวมกัน คือ กสิณ ดิน
    น้ำ ลม ไฟ และ อากาศ และที่สำคัญก็้คือ เมตตาเราจะต้องผ่าน
    คือมีเมตตาที่ออกจากภายในไปภายนอก ก็คือ มีกระแสพลังงาน
    ออกจากหน้าออก ขยายเป็นวงกว้าง และมีพลังงานกสิณทั้ง ๕
    กองออกมารวมตัวกัน จากที่เป็นก้อนๆ ควันๆ จนกระทั่งถ้าเมตตา
    เราผ่าน มันถึงจะบังเกิดเป็นอาวุธชนิดหนึ่ง ที่ใสๆ มองเห็นได้..
    ตรงนี้ถ้าทำได้เราจะเข้าใจ และต่อไป อาวุธตรงนี้หละครับ
    ที่มันจะสามารถทำให้เรา สามารถเรียกขึ้นมาใช้ ได้บนฝ่ามือ
    และสามารถทำให้เรา สามารถตัดอะไรได้ หรือตัดสายใยวิญญานได้
    เวลาที่เรากำลังช่วยคนอยู่ ไม่ใช่แค่มีพลังงานความร้อนแล้วใช้
    ความร้อนไปอัดใส่ ไปเผาไปดึงเค้าออกมา นั้นมันทำได้เฉพาะ
    วิญญานกำลังจิตต่ำ ไปเจอภูมิอสูรกายหรือพวกมีฤิทธิหน่อยก็จอดสนิท
    และข้างบนท่านจะไม่ปลื้ม เพราะถือว่าเป็น
    การไม่รู้จักประนีประนอม มันเป็นการกระทำของคนบ้าพลังงาน
    คนบ้าฤิทธิ บ้าอำนาจ คนหลงตัวเอง..
    ถ้ายังทำอย่างนี้อยู่ เวลาเราจะตาย
    พวกนั้น เค้าจะสหบาทา มารวมกันและเค้าจะดึงเราไปอยู่
    ด้วยแน่นอนล้านเปอร์เซนต์

    และพอมีอย่างนี้ได้แล้ว ให้เข้าใจเอาไว้ว่า มันเป็นแค่ระพื้นฐาน
    เราพึ่งปืนหน้าผา ขึ้นมาบนภูเขาที่ลานกว้าง มีอีกหลายท่าน
    สร้างบ้านอยู่เป็นหลักเป็นฐานได้แล้วเท่านั้นเอง....
    เพราะระดับการใช้งาน มันจะมีพัฒนาขึ้นไปเรื่อยๆ ตามลำดับ
    ตามวาระ ซึ่งจะหมายความรวม ยกระดับกำลังสมาธิในการ
    ใช้งานเราเพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อผลในการทำงาน
    แล้วเข้าถึงผลสำเร็จระดับไหน ซึ่งเราต้องค่อยๆเป็นค่อยไปครับ...

    และต้องรู้จักเรื่องการเทพลังงาน ไม่งั้นก็จะป่วยเป็นโรคแบบ
    ไม่รู้ตัว หรือป่วยเป็นโรคร้ายแรงตาย..เหมือนพวกที่รับขันธ์มา
    เหมือนบุคคลที่บ้าในเรื่องพลังงานจักรวาล..เพราะจะไม่มีกำลังจิต
    ที่จะใช้ในการเคลียร์พลังงานหรือกระแสตกค้าง. ยิ่งถ้าหาก
    ไปยึด ไปติด ใน ลาภ ยศ สุข สรรเสริญ อย่างใดอย่างหนึ่งด้วยแล้ว
    ตัวจิตก็ยิ่งจะไม่คลายตัว ในเวลาลืมตาปกติ เป็นเหตุให้พลังงาน
    ตกค้างสะสมเพิ่มมากขึ้นโดยที่ไม่รู้ตัว และที่นี้ตัวเองก็จะเป็น
    สารพัดโลก สารพัดอาการ รักษายังไงก็ไม่หายนั้นหละ..

    เราจะฝึกอะไรก็ฝึกได้ สำคัญว่า เราฝึกแล้วรู้จักโน้มในเรื่อง
    ในเกิดปัญญาไหม จิตเห็นการเปลี่ยนแปลงได้ไหม รู้ว่ามันไม่แน่นอนได้ไหม
    ไม่ใช่ จะพยายามไปเข้าใจ ไปหาคำตอบ กับสิ่งที่มันเกิดขึ้นไม่แน่นอน
    พวกนั้นอยู่ อย่างนี้มันไม่ได้ปัญญา..ปัญญาตัวนี้จะเป็นตัวหนุน
    ให้จิตเราคลายตัวได้ ในสภาวะลืมตาปกติ...

    เพราะเราจะใช้งานอะไรพิเศษ หรือแม้ใช้ชีวิตประจำวัน
    เราก็จะวัดกันตรงที่ลืมตาปกติๆนี่หละครับ และต้อง
    ภายในเวลาเสี้ยววินาที เพราะความตายมันก็ไม่บอก
    เราหรอกครับ ว่ามันจะมาตอนไหน....

    มันไม่ได้บอกว่า ว่าเด่วจะตายแล้วนะ เราจะได้มีเวลานั่งสมาธิไว้รอ...
    หรือเราไม่ใช่ เกจิอาจารย์ ที่จะถูกเชิญไปทำพิธีปลุกเสกวัตถุมงคง
    ที่นำปัจจัยมาสร้าง ศาสนาสถานเพื่อทำนุบำรุงให้พุทธศาสนา
    ให้อยู่ไปนานที่สุด..ถึงจะได้ไปนั่งแล้วหลับตา..เข้าใจเอาไว้ด้วย....


    ฝึกแล้วผลที่ได้ มันทำให้จิตเราคลายตัวเองได้นานไหมระหว่างผล
    ความสามารถทำโน้นนี่นั้นได้ มันเป็นเรื่องปกติ ธรรมดา มันมีอยุ่
    คู่โลกมานานแล้ว อย่าไปแอบหวังลึกๆ อย่าไปคาดหวังอะไร..
    และมันยังไม่ใช่ทางที่จะพ้นทุกข์ . ...
     
  14. nopphakan

    nopphakan ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    5,845
    ค่าพลัง:
    +26,860
    ผู้เป็นเลิศทั้ง ๓ ภพท่านก็ทราบดี ท่านจึงได้สงเคราะห์แต่พระญาติท่าน
    แล้วมาเน้นเรื่องปัญญา..ส่วนเราๆเป็นคนธรรมดา..
    เราก็ทำไปตาวาระของเรา ..ทำไปตามแต่เหตุ แต่อย่าไปยึด
    ทำแล้วก็แล้วไป ใช้แล้วก็แล้วไป แล้วมาสร้างสติ สร้างปัญญา
    อย่าเห็นว่า พอพูดเรื่องสติทางธรรม พูดเรื่องเริ่มต้นเดินปัญญา
    ฟังดูแล้วมันไม่เท่ห์ ไม่หล่อ ฟังดูแล้วมันไม่สูงส่ง มันเหมือนว่า
    เราไม่มีอะไรถ้าพูดเรื่องนี้...

    แต่ในทางกิริยาจำเอาไว้ว่า ถ้าจิตเรามันสามารถทำงานได้แล้ว...
    ความสามารถในการยกระดับพัฒนาทางจิต ซึ่งส่งผลในการทำได้
    โดยตรง และการทำได้ที่ดียิ่งกว่า...มันได้มาจากกำลังสติทางธรรม
    ที่จะรู้เท่าทัน การที่ตัวจิตเราที่มีโมหะ โทสะ โลภะ มันสร้างตัวไปยึด
    เอามาจนเป็นกิเลส และไปยึดเอา ลาภ ยศ สุข สรรเสริญ อย่างใด
    อย่างหนึ่งมาเป็นตัวเองโดยไม่รู้ตัว....ยิ่งมีปัญญาทางธรรมมาก
    เท่าไร ที่ส่งผลในระดับ ที่เพิ่มระยะเวลาคลายตัวเองของจิตไม่ให้
    ยึดติดอะไรเลยได้มากขึ้นในระหว่างวัน พูดง่ายๆจิตไม่เป็นวงกลม
    ขยายตัวออกไปภายนอกได้ นานเท่าไรในระหว่างวัน...

    ความรู้ เครื่องรู้ พิเศษ ความสามารถในการทำอะไรได้พิเศษ
    มันก็จะค่อยๆเพิ่ม ค่อยพัฒนาของมันขึ้นมาได้เอง..แค่คลายตัว
    ได้เองโดยไม่บังคับอะไร เป็นไปโดยธรรมชาติ เพียงแค่ไม่กี่
    วินาที ถ้าทำได้จริงๆ ก็จะเริ่มเห็นความแตกต่างได้ชัดเจนแล้ว...
    ไม่ต้องไปพูดถึงระดับพระสงฆ์ ที่ท่านแทบไม่มีอะไรมาเกาะจิต
    ท่านได้ว่า เครื่องรู้และความสามารถท่านจะขนาดไหน...
    อย่างเราๆ ทำได้ซักวินาที ซักนาที..ระดับภูต ผี วิญญาน
    ระดับเดียวกับโลก
    ระดับต่างๆที่พอมีฤิทธิ์
    ก็อยากจะมาดูหน้า
    อยากจะมาร่วมเป็นพันธมิตร
    อยากรู้จักเราแล้วหละครับ...

    ประมาณนี้ เล่าให้ฟังเพื่อจะได้ข้อคิดบ้าง...
    ถือซะว่า เป็นการเล่าในภาพรวมก็แล้วกัน..
    ก็สุดแล้วแต่จะเข้าใจได้หรือไม่ได้นะครับ...

    การสามารถเข้าถึงพลังงานกสิณได้ในแต่ละกอง
    ไม่ใช่เรื่องยากอะไร แต่จะสามารถนำไปใช้ได้
    หรือไม่ได้จริง เป็นอีกเรื่องหนึ่ง...
    เพราะยังไง ถ้าไม่ผ่านด่านทดสอบเรื่อง
    ความเฉลียวในการใช้งาน..
    และเมตตาเราไม่ผ่านในระดับที่ยอมรับได้...
    ก็ยากที่เราจะนำมาใช้งานได้ และมีพัฒนา
    การต่อยอดไปได้...ดังนั้นสร้างตัวเองให้ถึงพร้อมซะ
    สร้างจนกว่า จะได้รับบททดสอบซะ..การได้รับบททดสอบ
    แสดงว่า เรามีโอกาส..แม้ว่าเราจะสอบตกแน่นอนล้านเปอร์
    เซนต์ในครั้งแรก แต่ก็ยังมีโอกาสที่จะผ่านได้
    ในอีกหลายสิบครั้งต่อมา...
    ประมาณนี้ เข้าใจตรงกันเนาะ


    ถ้ามีโอกาส อ่านที่แนะนำมา
    จะทำให้เข้าถึงผลสำเร็จได้..
    เรื่องต่อไปนี้จะเล่าให้ฟัง เล่นๆนะครับ.
    ฟังแล้วคงจะเข้าใจอะไรได้บ้าง..
    โอกาสเรื่องแบบนี้นะครับ..

    . ในทางภพภูมิ
    บางทีการมาแนะครั้งที่ ๒ จะไม่เกิดขึ้นในชาตินี้นะครับ..
    และเวลาที่ ท่านๆทั้งหลาย ทางภพภูมิ
    มาแนะมาสอน..ซึ่งไม่ควรเอ่ยชื่อถึงท่าน
    ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ เพื่อเอามาอ้าง มายกตน
    มาเสริมสิ่งที่ตนเข้าใจ คิดเอาเอง
    แล้วก็ทำไม่ได้จริงซักอย่าง
    ทำได้แต่นิมิต หลงตัวเองไปวันๆ
    พูดกิริยาทางจิตอะไร
    ตลอดความเข้าใจนามธรรม
    วนไปวนมา สุดท้าย
    ก็จะทำให้เพี้ยนๆได้ในอนาคตนั้น

    แต่ถ้าใครเข้าถึงได้ จะพอรู้ๆกันว่าท่านเป็นใคร..
    และไม่จำเป็นต้องพูดอะไรมาก...

    ยังไม่มีปรากฏว่าท่านใดจะพูดสอนซ้ำ
    ในเรื่องเดียวกันเป็นครั้งที่ ๒ ในแต่ละเรื่อง
    หรอกนะครับ ถ้าสมัยท่านยังอยู่ ประกันได้ว่า
    คงได้ด่าแสบทรวงทะลุและได้ยินไปถึงดาวอังคารครับ..
    และก็คงจะโดนบาทาไร้เงา ล่วงลงกุฏิกันไปถ้วนหน้าแล้วครับ..
    โปรดเข้าใจเอาไว้ด้วย...
    ที่พูดเพื่อให้พยายามทำความเข้าใจตัวเองให้ดีๆ
    ..พูดเล่าให้ฟังเฉยๆ ไม่ได้ว่า แต่บ่นให้ฟัง
    และไม่ต้องซีเรียส
    อย่างเราๆท่านๆค่อยๆเป็นค่อยๆไปตาวาระแล้วกันเนาะ

     
  15. champ_atikrit

    champ_atikrit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    5 พฤศจิกายน 2012
    โพสต์:
    22
    ค่าพลัง:
    +102
    ขอบคุณพี่noppakan มากครับ ที่ได้สละเวลาเขียนข้อความนี้ เดี๋ยวผมจะนำไปปฏบัติครับ
     
  16. sensona

    sensona Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    20 กุมภาพันธ์ 2012
    โพสต์:
    68
    ค่าพลัง:
    +64
    ผมว่าผมโดนหนักแล้วนะ ถถถถถ นี่แหละที่เค้าว่าเหนือฟ้ายังมีฟ้า
     
  17. sensona

    sensona Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    20 กุมภาพันธ์ 2012
    โพสต์:
    68
    ค่าพลัง:
    +64
    งี้นี่เอง ถถถถถถ :cool:
     
  18. sensona

    sensona Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    20 กุมภาพันธ์ 2012
    โพสต์:
    68
    ค่าพลัง:
    +64
    เจ๋งโครตเลยคับ อาจารย์ ถถถถ เหมือนเดิมนะคับแต่เพิ่มตัวเลขหน่อย :cool:
     
  19. sathu-sathu

    sathu-sathu เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    20 พฤษภาคม 2014
    โพสต์:
    214
    ค่าพลัง:
    +301
    อยากนั่งสมาธิเป็นค่ะ.. นั่งทีไร พุธ โธ อยู่ดีๆ ก็ไปคิดเรื่องอื่น (ได้ไง) บางทีก็กำหนดลมหายใจ ยังไง พุธ โธ ลมหายใจ ยาวววว หรือสั้นไปไหม หายใจไม่สะดวก -__-! เกิดมาเคยนั่งได้ครั้งเดียว(หรือเปล่านะ) สมัย ม.4 ภาวนา ปวดหนอ (เพราะปวดจนทนไม่ไหว) สักพัก มีแสงสว่าง จนสว่างทั่ว แต่รู้สึกเบา รู้สึกสบาย ไม่ปวดแล้ว แต่ตกใจตัวเอง มือ แขน ขาหายไปไหน ไม่รู้สึก .. ออกจากสมาธิเลย ครูบอกร้องไห้ด้วย งง.. หลังจากนั้น ก็ไม่ค่อยกล้านั่งค่ะ กลัว.. เห็นเพื่อนที่ไปนั่ง กรี๊ด ร้อง เห็นผีบ้าง เห็นเปรตบ้าง.. หลอนค่ะ.. บางทีนั่งเองก็รู้สึกขนลุก ก็เริ่มกลัว.. แต่ก็อยากนั่งค่ะ.. คราวหน้าต้องเปิด youtube หลวงปู่ฤาษี สอนวิธีนั่งสมาธิไปด้วยดีกว่าจะได้ไม่กล้ว.. รบกวนผู้รู้แนะนำหน่อยค่ะ.. อยากนั่งเองที่บ้าน ไม่มีเวลาไปปฏิบัติที่ไหนเลยค่ะ.. ขอบพระคุณค่ะ.. สาธุ
     
  20. nopphakan

    nopphakan ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    5,845
    ค่าพลัง:
    +26,860
    นั่งสมาธิครั้งแรกแล้วถึงเข้าถึงกิริยาในระดับปฐมญานได้ถือว่าดีมากแล้วครับ
    บางคนนั่งเป็นปีๆยังไม่เคยเจอกิริยาอย่างนี้ก็มีครับ..
    แสงสว่างจร้า เป็นกิริยาปกติครับ สามารถเกิดได้ในระดับฌาน ๑
    แต่สังเกตุดูได้ว่าแม้ว่าแสงจะจร้าแต่ว่า มันจะไม่เย็นครับ..
    คือตัวจิตมันตัดจากร่างกายชั่วคราวและจิตมันทำงานได้ใน
    ลักษณะที่เห็นแสงนำทางครับ เพราะฉนั้นถ้าก่อนหน้าเราตั้งใจ
    อะไรไว้มันก็จะส่งผลเนื่องจากจิตมันไปทำงานในส่วนที่ตั้งไว้และที่มือ
    แขนขาหายไปนั้น นี่ก็เป็นกิริยาปกติเช่นกัน บ่งบอกถึงจิต ณ เวลานั้น
    มันสามารถตัดร่างกายได้มากน้อยแค่ไหน(คือไม่ยึดติดในรูป)
    อย่างพระมีชื่อ ที่สิงห์บุรี
    ท่านมองด้วยตาเปล่าชนิดที่ว่า หายได้ทั้งตัวเลยครับ..
    ซึ่งกิริยาอย่างนี้ก็ยังอยู่ในระดับปฐมญานอีกเช่นกันครับ
    ส่วนกิริยาขนลุก นั้นก็เปนกิริยาที่จิตเรามันเริ่มสงบลง
    และจิตมันเคยมีความสามารถรับรู้ในอดีตพอได้บ้าง...
    มันก็เลยรู้สึกได้อย่างนั้น ซึ่งจะบอกว่า เป็นกิริยาที่ส่งสัญญานว่า
    ถ้าเราปฏิบัติต่อเราจะไปได้ดีเลยครับ..เพียงแต่ว่า
    เราอาจจะรู้สึกกลัวต่อ สัมผัสต่างๆเหล่านี้ ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา
    กิริยาพวกนี้ หากเราฝืนต่อไปอีก ๓ ถึง ๔ ครั้งตัวจิตจะมีกำลังมากขึ้น
    ต่อไปก็จะกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดาเปรียบเหมือนเราหายใจนี่หละครับ
    ตอนนี้แค่ไปปรับพื้นฐานการหายใจให้มันดีก่อนครับ..
    เพราะว่าตัวจิตเดิมมันพอมีอะไรดีมาบ้างครับ
    คล้ายว่าคิดจะทำไม่ดีมักทำไม่ค่อยได้ประมาณนี้ครับ
    หรือแม้ว่าจะหลงไปในทางไม่ดี มันก็จะมีอะไรๆมาจูงให้กลับ
    มาในทางทีดี พอเข้าใจไหมครับ..

    เวลาปกติ ก็มาฝึกหายใจให้ลึกถึงท้องเอาไว้..
    เวลาหายใจเข้าให้ท้องเรามันพอง
    เวลาหายใจออกให้ท้องเรามันยุบ
    และทำความรู้สึกรับรู้ว่ามีลมหยุดที่ปลายจมูก
    ไม่ว่าจะเวลาหายใจเข้าและหายใจออก..
    แต่ไม่ต้องไปตามลมนะครับ ปล่อยให้มันดันๆ
    ให้ถึงท้องของมันเอง โดยจะภาวนาหรือไม่ภาวนาก็ได้ครับ...
    ที่พูดคือเวลาที่เราอยู่นิ่งๆ ส่วนถ้าเวลาเคลื่อนไหวร่างกาย
    ก็หัดนับจำนวนก้าวที่เราเดินให้เป็นนิสัย..เช่น เดินไปโน้นนี่นั้น
    เราเดินไปกี่ก้าว ประมาณนี้ หรือถ้านิ่งไม่อยากตามลม
    ก็เคาะนิ้วนับตัวเลขไป ..เท่านี้ก็เป็นการฝึกสมาธิ สร้างกำลังสมาธิสะสม
    และฝึกการสร้างสติทางธรรมไปในตัวแล้วครับ
    ของคุณถ้าทำได้ทุกวันเดือนที่ ๔ ก็จะเห็นผลได้ชัดเจนแล้วครับ
    ยิ่งทำได้นานหลายวัน ต่อๆไป
    การนั่งสมาธิจะไม่ใช่ปัญหาเลยครับ.
    ทำก่อนซักเดือนสองเดือนแล้วค่อยไปนั่งสมาธิดูก็ได้
    จะเข้าได้ด้วยตัวเองครับ....
     

แชร์หน้านี้

Loading...