กสิณอะไรฝึกง่ายสุดหนอ?

ในห้อง 'อภิญญา - สมาธิ' ตั้งกระทู้โดย lovepyou, 8 กรกฎาคม 2014.

  1. มาจากดิน

    มาจากดิน เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 เมษายน 2008
    โพสต์:
    5,906
    กระทู้เรื่องเด่น:
    10
    ค่าพลัง:
    +2,426
    ให้ดูหน่อยเพื่อให้เห็นขั้นตอนการฝึกจิตโดยใช้กสิณจูงจิต

    วิสุทธิ. 2/197-276 (คงอาศัยเค้าจาก ขุ.ปฏิ.31/253-257/163-169) โดยเฉพาะ วิสุทธิ. 2/200 แสดงความยากของการทำฤทธิ์ว่า “แม้แต่การบริกรรมกสิณ ก็เป็นงานหนักแก่ผู้เริ่มต้น หนึ่งในร้อยในพัน จะสามารถทำได้,
    สำหรับผู้ทำบริกรรมกสิณได้แล้ว การทำนิมิตให้เกิด ก็เป็นงานหนัก หนึ่งในร้อยในพัน จะสามารถทำได้,
    ครั้นนิมิตเกิดแล้ว การขยายนิมิตนั้น จนบรรลุอัปปนา ก็เป็นงานหนัก หนึ่งในร้อยในพัน จะสามารถทำได้,
    สำหรับผู้ได้อัปปนาแล้ว การฝึกจิตโดยอาการ ๑๔ ก็เป็นงานหนัก หนึ่งในร้อยในพัน จะสามารถทำได้,
    สำหรับผู้ฝึกจิตอย่างนั้นแล้ว การจะทำฤทธิ์ต่างๆ ก็เป็นงานหนัก หนึ่งในร้อยในพัน จะสามารถทำได้,
    แม้สำหรับผู้ทำฤทธิ์แล้ว การรวมจิตเข้าฌานได้ฉับพลัน ก็เป็นงานหนัก หนึ่งในร้อยในพันเท่านั้น จะมีได้
    (พุทธธรรมหน้า 459)
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 1 มิถุนายน 2017
  2. มาจากดิน

    มาจากดิน เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 เมษายน 2008
    โพสต์:
    5,906
    กระทู้เรื่องเด่น:
    10
    ค่าพลัง:
    +2,426
    ขอบคุณที่ชม ถ้างั้น แปะให้ชัด :D หมดข้อสงสัยกันไปเบย (เหลืออย่างเดียวไปทำเอา)


    การบรรลุอภิญญา ๖ (ซึ่งรวมวิชชาทั้ง ๓ อยู่ด้วยแล้ว) ไม่ว่าข้อใดๆ ย่อมอาศัยจิตที่ฝึกอบรมดีแล้วด้วยสมาธิที่ประณีตถึงขั้น เมื่ออบรมจิตมีสมาธิดีพอแล้ว ก็น้อมจิตไปเพื่ออภิญญาข้อนั้นๆ ตามประสงค์ คือ นำจิตไปใช้เป็นบาทฐานสำหรับสร้างอภิญญา ข้อที่ตนต้องการ ไม่จำเป็นว่าต้องผ่านอภิญญาข้อนี้ก่อนแล้วจึงจะก้าวไปสู่อภิญญาข้อนั้นได้ ดังมีหลักอยู่ว่า

    “ (ด้วยสมาธิที่อบรมดีแล้ว) เธอจะน้อมจิตไปเพื่อรู้จำเพาะประจักษ์แจ้งซึ่งอภิญญาสัจฉิกรณียธรรม อย่างใด ๆ ก็ย่อมถึงภาวะที่สามารถเป็นพยานในธรรมนั้นๆได้ ในเมื่ออายตนะ (เหตุ) มีอยู่ กล่าวคือ ถ้าเธอจำนง...อิทธิวิธา...ก็ย่อมถึง...ถ้าเธอจำนง...ทิพยโสต...ก็ย่อมถึง...ถ้าเธอจำนง...เจโตปริยญาณ...ก็ย่อมถึง...ถ้าเธอจำนง...ปุพเพ นิวาสานุสติ...ก็ย่อมถึง...ถ้าเธอจำนง...ทิพยจักษุ..ก็ย่อมถึง... ถ้าเธอจำนง...อาสวักขัย...ก็ย่อมถึงภาวะที่สามารถเป็นพยานในธรรมนั้นๆได้ ในเมื่อเหตุมีอยู่” (องฺ.ติก. 20/541/326...)

    สมาธิที่อบรมดีพอที่จะใช้เพื่อการนี้ หมายถึงสมาธิขั้นใด ได้กล่าวมาบ้างแล้ว และจะมีกล่าวถึงในข้อที่ ๒ ต่อไปด้วย

    ข้อ ๒ สมาธิในจตุตถฌาน คือฌานที่ ๔ เป็นสมาธิระดับสูงสุด แม้แต่สมาธิในฌานสมาบัติที่สูงขึ้นไป คือในอรูปฌานทั้งหลาย ก็จัดเป็นสมาบัติในระดับจตุตถฌานทั้งสิ้น *(* อภิ.สํ.34/192/78...) เพราะอรูปฌานทั้งหลายก็มีองค์ฌานเพียง ๒ อย่างเหมือนกับจตุตถฌาน คือ อุเบกขาและเอกัคคตา * (* วิสุทฺธิ. 2/133, 149...) และถือได้ว่า จตุตถฌานเป็นฌานที่ใช้ประโยชน์ได้สากล เช่น จะใช้เป็นบาทแห่งวิปัสสนาก็ได้ เป็นบาทแห่งอภิญญาก็ได้ เป็นบาทแห่งนิโรธ สมาบัติก็ได้ ดังนี้ เป็นต้น * (องฺ.อ.2/13)

    อย่างไรก็ดี แม้สมาธิในอรูปฌานจะเป็นสมาธิระดับจตุตถฌานก็จริง แต่ข้อพิเศษก็มีอยู่ คือ สมาธิในอรูปฌานประณีตลึกซึ้ง ห่างไกลจากปัจจนีกธรรม คือสิ่งรบกวนมากกว่าสมาธิในจตุตถฌานสามัญ *(ที.อ. 2/146...) และแม้อรูปฌานด้วยกัน ก็ประณีตกว่ากันยิ่งขึ้นไปตามลำดับขั้น* (วิสุทฺธิ.2/149...)

    ด้วยเหตุนี้ จะเห็นได้ว่า ผู้ที่ได้จตุตถฌานแล้วบรรลุอรหัตผล ท่านยังไม่เรียกว่า เป็นอุภโตภาควิมุต ยังเป็นแต่เพียงปัญญาวิมุต ต่อเมื่อได้อรูปฌานสักขั้นใดขั้นหนึ่งแล้ว จึงจะเป็นอุภโตภาควิมุต * (ม.ม.13/231...)

    โดยนัยนี้ คำของอรรถกถาจารย์ที่ว่า ใช้จตุตถฌานเป็นบาทนั้น จึงมีข้อแม้ คือ ในบางกรณี อาจใช้สมาธิระดับจตุตถฌานสามัญก็ได้ แต่ในบางกรณี ต้องใช้สมาธิระดับจตุตถฌานที่ประณีตขึ้นถึงขั้นอรูปฌานที่เหนือขึ้นไป

    ดังได้แสดงหลักฐานให้เห็นแล้วว่า พระปัญญาวิมุต ตามความหมายที่เคร่งครัดหรือโดยนิปริยาย เป็นผู้ได้แต่อาสวักขยญาณอย่าง เดียว ไม่ได้วิชชาหรืออภิญญาอื่นๆ และไม่ได้ แม้แต่อรูปฌานสมาบัติ ดังนั้นการได้วิชชาครบ ๓ หรือ อภิญญาครบ ๖ จึงเป็นวิสัยของพระอุภโตภาควิมุต *(สํ.ส.15/745/281...) ซึ่งได้สมาบัติถึงขั้นอรูปแล้ว

    อาศัยเค้าความจากบาลีเช่นนี้เป็นฐาน อรรถกถาได้อธิบายวิธีการเจริญอภิญญาอย่างพิสดาร ซึ่งพอสรุปได้ความว่า เบื้องแรก เมื่อเจริญสมถะจนได้ฌาน ๔ แล้ว ให้เจริญต่อไปอีกจนได้สมาบัติ ๘ แต่จำกัดว่า ต้องเป็นสมาบัติที่ได้ในกสิณ ๘ (คือ ยกเว้นอาโลกกสิณ และอากาสกสิณ )* (วิสุทฺธิ.ฎีกา. 2/248 วิวิสุทฺธิ. 2/132) ครั้นแล้ว ฝึกสมาบัติทั้ง ๘ นั้น ให้คล่องแคล่วโดยทำนองต่างๆ เป็นการเตรียมจิตให้พร้อม * (วิสุทฺธิ. 2/195, 197-201...) พอถึงเวลาใช้งานจริง คือ จะทำอภิญญาให้เกิดขึ้น ก็ดี จะใช้อภิญญาแต่ละครั้ง ก็ดี ก็เข้าฌานเพียงแค่จตุตถฌาน แล้วน้อมเอาจิตนั้นไปใช้เพื่ออภิญญาตามความต้องการ (วิสุทฺธิ. 2/213,216, 247,252, 276...)

    ย้ำข้อสรุปว่า ในการฝึกเตรียมจิตไว้ต้องใช้สมาบัติ ๘ แต่ในเวลาทำอภิญญา ก็เข้าฌานเพียงจตุตถฌานเท่านั้น ทั้งนี้เพราะว่า เมื่อเข้าสมาธิถึงจตุตถฌานแล้ว จิตซึ่งเคยอบรมมาดีแล้วด้วยสมาบัติ ๘ พอมีสมาธิถึงระดับจตุตถฌาน ก็มีความประณีตเป็นพิเศษยิ่งกว่าจิตของผู้ได้ลำพังแต่จตุตถฌานล้วนๆ


    เมื่อตัดเอาตรงนี้ ท่านจึงกล่าวว่า ใช้จตุตถฌานเป็นบาทของอภิญญา ตรงกับที่ท่านพูดไว้อีกสำนวนหนึ่งว่า จิตที่พร้อมด้วยองค์ ๘ คือ เป็นสมาธิ บริสุทธิ์ ผ่องใส ฯลฯ (โดยการอบรมด้วยสมาธิระดับจตุตถฌาน ถึงขั้นอรูปสมาบัติ) อย่างนี้ เป็นของเหมาะแก่การน้อมเอาไปใช้ จึงเป็นบาทคือเป็นปทัฏฐาน แห่งการประจักษ์แจ้ง ด้วยการรู้จำเพาะ ซึ่งอภิญญาสัจฉิกรณียธรรมทั้งหลาย (วิสุทฺธิ. 2/203)

    (พุทธธรรมหน้า 454)
     
  3. nopphakan

    nopphakan ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    5,845
    ค่าพลัง:
    +26,860
    กรรมฐานกองนี้ ถ้าเราไม่มีวาระที่จะต้อง
    ใช้งานจากผลของกรรมฐานกองนี้
    เพื่อประโยชน์ทางธรรมหรือเพื่อผู้อื่นไม่ว่าด้านไหนๆ
    โดยไม่หวังผลตอบแทนอะไรแล้ว
    หรือเพื่อใช้ที่บรรเทารักษาตัวเองแบบชั่วคราว
    การที่จะฝึกได้สำเร็จจะต้องมีเวลา และวาระ
    คือภาระทางโลกเรามันคลายแล้วและฟิตพอตัว
    และมีความสม่ำเสมอในช่วงที่ฝึกนั้นๆจริงๆ
    ตลอดจนการรู้จักอฐิษฐานนำเพื่อเรียกของเก่า
    และใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อผู้อื่น ไม่ใช่เพื่อตนเอง
    ถึงจะมีโอกาศที่จะประสบความสำเร็จได้ในเบื้องต้นครับ
    เพราะฉนั้นพึ่งพิจารณาย้อนหลังถึงพฤติกรรมทางจิตเรา
    ว่าเป็นอย่างที่กล่าว มีจริตอย่างที่กล่าวข้างตนหรือไม่
    ถ้ามีแม้ว่า ทำได้แล้ว เราก็ต้องได้ใช้ประโยชน์จาก
    กรรมฐานกองนี้ด้วย(ซึ่งวาระที่จะได้ใช้มันจะเข้ามาหาเราเอง)
    และเราก็ต้องปล่อยวางมันให้ได้จริงๆครับ
    คือไม่หวังผล ไม่อะไรๆกับมัน
    มันถึงจะมีพัฒนาการต่อได้ของมันเอง
    ซึ่งมีตัวแปรที่สำคัญก็คือ การที่โทสะ โมหะ โลภะ
    ในจิตเรานั้น เราฝึกสติรู้ทัน และมีปัญญาทางธรรม
    มากเพียงพอที่เราจะไม่ไปยึดไปดึง เอา ลาภ ยศ
    สุข และสรรเสริญจากภายนอกเข้ามาเป็นตัวเรา
    ได้มากน้อยแค่ไหนครับ. ถ้าเราคิดว่า
    ไม่ใช่แนวของเรา....

    ให้ท่านใช้กรรมฐานกองนี้ไปเพื่อส่งเสริมให้เกิดปัญญา
    ทางธรรม โดยให้หัดใช้สติสังเกตุ อุคคนิมิต ทุกอย่าง
    ที่เกี่ยวข้องกับกสิณกองนั้นๆ
    สังเกตุอะไร สังเกตุความเปลี่ยนแปลงของมัน
    แต่ห้ามไปยึดอะไรนะครับ และไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น
    พิศดาร อลังการงานสร้าง ระดับโลกแค่ไหนก็ห้ามยึด
    ให้ท่าน พิจารณาว่า อะไรมันเปลี่ยน ทำไมมันเป็นอย่างนี้
    ตัวจิตท่าน ก็จะคุ้นเคยกับแนวทางเดินเพื่อสร้างปัญญาทางธรรม
    ได้ของมันเอง

    ถ้าเข้าใจนัยยะตัวนี้ ท่านจะสามารถ
    ใช้กรรมฐานกองนี้ไปทางด้านปัญญาทางธรรมได้
    นัยยะคือ '' เห็นเปลวเทียนแต่ไม่เห็นเทียน
    เห็นเทียนแต่ไม่เห็นเปลวเทียน ''
    จากนั้น ก่อนนอนให้พิจารณาว่า วันนี้เราพลาดอะไร
    และก่อนตื่นนอนอย่าพึ่งลืมตา ให้พิจาณาซ้ำสิ่งที่เราพลาด
    ถ้าฝันก็ให้ระลึกฝันให้มากที่สุดว่าอะไรแล้วพอลืมตา
    ก็ให้ลืมไปซะ ส่วนเรื่องที่พลาดก็ระลึกได้
    ทำอย่างนี้ ทั้งก่อนนอนและก่อนตื่นนอนได้
    ท่านจะไปได้เร็วทางด้านปัญญาทางธรรม


    ซึ่งมันจะทำให้ความเข้าใจทางด้านนามธรรมต่างๆ
    ไม่ว่าสัมผัส การรับรู้ต่างๆ ของท่านจะดีขึ้นเองตามลำดับ

    พลางอะไร ก็ดูว่า วันนี้ โทสะ โมหะ โลภะ ตัวไหนในจิต
    เราที่มันเผลอไปดึง ลาภ ยศ สุข สรรเสริญเข้ามา

    ยกตัวอย่างประกอบความเข้าใจ อ่านตัวอย่างดีๆนะครับ
    ทริคสำคัญมากๆ..

    เช่น มีคนด่าเราว่า ไอ้ควาย โง่แล้วยังเจือกอวดฉลาด
    ณ ตอนที่เราได้ยินนั้น ให้ดูก่อนว่า เรารู้สึกอะไรหรือไม่
    ถ้าเรารู้สึกอะไรก็ตามแม้นิดเดียว
    แสดงว่า จิตเรามันปรุงไปแล้ว อย่าพยายามไปดับมัน
    ไม่ว่าด้วยวิธีการใดๆนะครับ ให้เฉยๆและ
    เราอย่าพึ่งไปนึก ไปคิด ไปพูดอะไร ให้ความรู้สึก
    ที่เกิดมันหายไปก่อน. หรือถ้าเราไม่รู้สึกอะไร
    ก็ให้เราคงอยู่กับการไม่รู้สึกอะไรอย่างนั้น....

    ถ้าเราไม่รู้สึกอะไรให้ข้ามขั้นนี้ไป แต่ถ้าเรารู้สึก
    แม้แต่นิดเดียว พูดง่ายๆเกิดมีอารมย์ขึ้นมา
    และหลังจากที่ไม่สนใจได้แล้ว

    ที่นี้ก่อนที่เราจะหลับตานอน ให้เรามาลองพิจารณา
    ว่า เหตุที่ทำให้เรารู้สึกมันเกิดเพราะอะไร?
    และมันเกิดขึ้นตอนไหน?
    และมันดับไปเพราะอะไร?
    และมันดับไปตอนไหน?

    และตอนเช้าก่อนลืมตาพิจารณาซ้ำไปอีกรอบ
    ที่นี้ ถ้าได้ปฏิบัติตาม ท่านจะพบว่า
    ท่านจะไม่ทัน หรือไม่รู้ว่า มันดับตอนไหน
    เพราะพอจิตไปคิดเรื่องอื่นๆเรื่องก่อนหน้านั้น
    เราจะลืมโดยธรรมชาติ เพราะจิตธรรมชาติ
    จะคิดได้ทีระเรื่องครับ
    หรือมันดับไปเพราะอะไร ตอนนี้ก็ยังจะไม่ทราบ
    เพราะปัญญาทางธรรมเป็นแต่ตัวตัดให้มันขาด
    เราเลยรู้สึกว่ามันดับ แต่เราจะไม่รู้ว่าดับเพราะอะไร
    นี่คือเรื่องปกติครับ....

    ให้ท่านพิจารณาก่อนนอนและตื่นนอนให้ได้บ่อยๆ
    เด่วต่อไป จิตจะเริ่มมีความเร็ว เพิ่มขึ้น
    และรู้ถึงสาเหตุที่เกิด และรู้เหตุที่ดับได้ของมันเอง
    จะทำให้เรา เกิดได้เป็นปัญญาญาน(ไม่ใช่ปัญญา
    ทางธรรมที่เป็นตัวตัดนะครับ มันไม่พอครับ)
    ที่จะทำให้จิตทิ้งอารมย์นั้นๆได้ของตัวจิตเอง
    ต่อไปในอนาคตครับ...
    ทิ้งในที่นี้ก็คือ แม้จะเกิดเรื่อง หรือเหตุการณ์อย่างนั้นอีก
    ซึ่งทำให้เราเกิดอารมย์ใดๆก็ตาม
    มันจะไม่แค่ตัดเร็ว(จากกำลังปัญญาทางธรรม)
    นะช่วงเวลานั้นๆอย่างเดียว ซึ่งแค่ทำให้จิตไม่สน
    แต่จิตยังไม่คลายตัว แค่เฉยๆ(เพราะเฉยๆเป็น
    อารมย์ปรุงแต่งอย่างหนึ่งอยู่)
    แต่จะทำให้จิต คลายตัวเองไม่ยึดได้
    แม้ว่าสิ่งต่างๆภายนอกยังมีอยู่เป็นปกติ

    แต่จิตจะโปร่ง โลง เบา ขยายตัวออกได้
    ของมันเอง.....ทำได้จริง
    เกิดขึ้นกับตัวจิตท่านได้จริงๆ...
    เพียงไม่กี่วินาที โดยธรรมชาติ
    ที่ไม่ใช่ผลจากกำลังจิต สมาธิ กรรมฐานต่างๆนะครับ

    เรื่องนามธรรมท่านก็จะฉลุยได้ของท่านเองครับ

    ปล. ค่อยๆเป็นค่อยๆไปนะครับ....
    อย่าลืมว่า พุทธศาสนาเน้นอะไรเป็นหลักนะครับ
    ท่านจะปลอดภัยทั้งต่อสุขภาพกายและจิต...

    ......... มายาจิต เป็นแค่เพียงกลจิตชนิดหนึ่ง
    .......ปรุงจิตติดภพ
    .......ปลงตกหมดภัย......
    ปัญญาญานนะครับ จะทำให้ท่านเริ่มเข้าถึง
    รู้เท่าทัน และไม่ยึดติดกับ มายาจิตต่างๆได้.....

    เข้าใจตรงกันนะครับ

    ลาภ ยศ สุข และเสริญ......
    อย่าให้ โมหะ โทสะ โลภะ...
    ในจิตเราเผลอไปดึงมันเข้ามานะครับ.....
    พวกนี้สำคัญมากครับ
    ต่อการพัฒนาคุณภาพของจิตเราครับ.........
     
  4. Neoworld

    Neoworld เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 มีนาคม 2011
    โพสต์:
    6,955
    ค่าพลัง:
    +7,446
    จา
    จะล้มจารย์ มจด.นี่ยากยิ่งกว่าล้มรัฐบาลหลายเท่า
    เอาไม่อยู่จริงๆ
    มีมุขเด็ดแพลมออกมาไม่มีวันหมด คิกคิก
     
  5. maxmi

    maxmi สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 มกราคม 2017
    โพสต์:
    39
    ค่าพลัง:
    +41
    ผมควรฝึกกสินกองไหนของคำแนะนำด้วยคับเคยมีติดตัวมาบ้างป่าวคับ
     
  6. มาจากดิน

    มาจากดิน เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 เมษายน 2008
    โพสต์:
    5,906
    กระทู้เรื่องเด่น:
    10
    ค่าพลัง:
    +2,426

    ไม่จริงขอค้านนะฮับ รบ.ที่คลอดจากรถถังมีหมอค้อนทำคลอดกฎหมายมีอภิญญา ๕ ต่างหาก ฝ่ายอื่นจะล้มยากมากๆ นอกจากล้มกันเอง แต่ก็ยากเพราะได้เสียกินด้วยกันอิอิ

    ส่วน มจด.ไม่ต้องล้มต้องไล่ เบื่อเมื่อไหร่ไปเอง :D
     
  7. laser365

    laser365 สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 พฤษภาคม 2012
    โพสต์:
    10
    ค่าพลัง:
    +7
    รบกวน คุณ nopphakan ช่วยชี้แนะ
    ผมควรเริ่มกับกสิณ กองไหนครับ
     
  8. nopphakan

    nopphakan ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    5,845
    ค่าพลัง:
    +26,860
    มีนะใครก็มีอยู่แล้ว....
    เอาตามลำดับเลยนะ
    ๑.ลมกับไฟ ลำดับต่อมา ๒.ดินกับน้ำ ที่เหลือไม่ต้องสน

    ถ้ายังไม่มีพื้นฐานด้านพลังงานภายนอกและภายใน (ที่มาจากจักระ)
    ฝึกกองไหนได้หมดใน ๑๐ กอง เพราะมีเท่าๆกันไม่แตกต่าง
    ยกเว้นว่า มีพื้นฐานอย่างที่บอก
    ควรขึ้นด้วย

    ดิน ไฟ ลม ๓ กองนี้อย่างใดอย่างหนึ่ง
    แล้วแต่ชอบ เพราะพลังงานภายนอกภายใน
    จะมาหนุนทำให้ ๓ กองนี้เด่น....

    ปล.อ่านปฏิทา เป้าหมาย เทคนิค การวางตัว
    พฤติกรรมทางจิต ที่ส่วนตัวเขียนให้ดีด้วย
    ถ้าปลายทางต้องการจะให้เกิดผลสำเร็จ บอกทุกคน

    ในกระทู้นี้ ถ้าอ่านแล้วเข้าใจจะสามารถทำได้
    ถึงอรูปฌานขั้นที่ ๓ เพราะแนะและบอกไปหมดแล้ว ย้อนอ่านดูได้
    ค่อยๆพิจารณาไป ปฏิบัติไป
    แล้วค่อยๆพิสูจน์ด้วยตัวเองจะเข้าใจได้เอง
    โชคดี เน้อ
     
  9. มาจากดิน

    มาจากดิน เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 เมษายน 2008
    โพสต์:
    5,906
    กระทู้เรื่องเด่น:
    10
    ค่าพลัง:
    +2,426
    ถามว่า "กสิณอะไรฝึกง่ายสุดหนอ?"

    ให้คิดอีกมุมหนึ่ง คำว่า "กสิณ" ได้แก่ วัตถุภายนอกสำหรับใช้ฝึกจิต ฝึกจิตไม่ใช่ฝึกกสิณ ง่าย-ยากอยู่ที่จิต
     
  10. มาจากดิน

    มาจากดิน เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 เมษายน 2008
    โพสต์:
    5,906
    กระทู้เรื่องเด่น:
    10
    ค่าพลัง:
    +2,426
    กสิณ แปลกันว่า วัตถุอันจูงใจ หรือ วัตถุสำหรับเพ่งเพื่อจูงจิตให้เป็นสมาธิ เป็นวิธีใช้วัตถุภายนอกเข้าช่วย โดยวิธีเพ่ง เพื่อรวมจิตให้เป็นหนึ่ง
     
  11. มาจากดิน

    มาจากดิน เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 เมษายน 2008
    โพสต์:
    5,906
    กระทู้เรื่องเด่น:
    10
    ค่าพลัง:
    +2,426
    q001689-1.jpg

    กสิณ แปลกันว่า วัตถุอันจูงใจ หรือ วัตถุสำหรับเพ่งเพื่อจูงจิตให้เป็นสมาธิ เป็นวิธีใช้วัตถุภายนอกเข้าช่วย โดยวิธีเพ่ง เพื่อรวมจิตให้เป็นหนึ่ง
     
  12. maxmi

    maxmi สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 มกราคม 2017
    โพสต์:
    39
    ค่าพลัง:
    +41
    ถ้าฝึกกสิณลมแล้วจะเหาะได้จริงป่าวคับ:) กำลังพยายามทำความเข้าใจกับลมอยู่คับ
     
  13. nopphakan

    nopphakan ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    5,845
    ค่าพลัง:
    +26,860
    จริงๆถ้าใครได้เคยลองกสิณลมกับกสิณอากาศนะ
    ไม่ใช่ระดับอุปจารสมาธิ ที่ไปอยู่สถานที่โน้นนั้นนั่นนี่
    แต่ไม่สามารถแสดงพลังงานกสิณ หรือเล่นกับพลังงาน
    อะไรไม่ได้ แล้วหลงตัวเองแบบทั่วๆไปนะ....

    ในระหว่างทางของการฝึก มันจะมีกิริยาคล้ายๆ
    กับเปลี่ยนสถานที่ได้อยู่แล้ว ไม่ใช่เหาะนะ
    แต่ว่า อยู่ดีๆสถานที่เหล่านั้นมันจะเข้ามาหาเราเอง
    มันเลยเหมือนว่า เหาะไป
    คล้ายๆว่า เราหายตัวไปปรากฏสถานที่ตรงนั้นนั่นหละ....
    อาจจะทำให้เรา งงๆและตกใจได้บ้างเล็กน้อย
    ว่า ตอนนี้ เห้ย!!! ตรูอยู่ไสวะ ทั้งๆที่ยังลืมตาอยู่นะ...

    ย้ำว่า มีโอกาศเจอได้ปกติ
    เพียงแต่ว่า มันเป็นแค่หนึ่งในกิริยาที่ทำให้เห็น
    เป็นกิริยาที่เกิดได้ปกติระหว่างทาง
    ไม่ใช่ความสามารถที่จะดึงให้มาใช้งานได้
    คือ แม้ฝึกสำเร็จก็ยังไม่สามารถใช้งานได้นั้นเอง
    แต่ถ้ายึด ประกันได้ว่า จะหลงตัวเองในบัดดล..


    ส่วนการเหาะได้ หายตัวได้
    การพลิกนามธรรมเป็นรูปธรรม
    แบบไม่มีเสื่อมนะ
    (คือทำตอนไหนก็ได้ และเป็นอัตโนมัติ
    ไม่ใช่แบบที่ต้องมีพิธีการหรือใช้เวลาตั้งท่าอะไร
    นะเพราะพวกนี้มีเสื่อมได้ จึงขอกล่าวไว้ช่วงหลังนะ)
    ที่มีในห่มเหลืองที่ส่วนตัวเคยพบเจอนะ
    เคยเห็น แบบว่า เราลืมตาอยู่ แล้วท่านโผล่มาจากอากาศไหม
    นั้นหละแบบนั้นหละ เล่าให้ฟังเฉยๆนะ

    คือ ท่านบอกว่าเป็นระดับจิตธาตุ
    ซึ่งมันเป็นระดับที่ไม่สามารถฝึกเอาได้
    แต่เข้าถึงได้ด้วยการทิ้งทุกอย่าง
    ไม่ว่า ลาภ ยศ สุข สรรเสริญ
    และทิ้งความสามารถต่างๆที่ตนเองเกิดมีแล้ว
    ทุกอย่างร่วมด้วย
    (คือ ส่วนตัวพบมา ๔ ท่านตอนนี้ไปแล้ว ๑
    พูดเหมือนๆกันหมดแป๊ะๆ
    ต่างๆที่ระหว่างทางที่จะไปถึง)

    แล้วมาทางด้านปัญญา ลด ละ กิเลสฝ่ายเดียว
    พอทิ้งได้แล้ว มันก็จะค่อยๆขึ้นมาได้เอง
    ตามแต่เนื้อหาของจิตดวงนั้นๆ
    และจะทำได้อัตโนมัติของมันเอง
    คือ พวกนี้ถ้าเกิดขึ้นถ้าเราเคยมีประสบการณ์
    เราจะพบว่า มันจะเงียบ นิ่ง เบา
    และเร็วมาก เร็วกว่า ความคิด เร็วกว่าสมอง
    เร็วกว่าเสี้ยววินาที

    ซึ่งก็ขึ้นมาตามแต่ระดับที่จิตสามารถทิ้งสิ่งยึดเกาะต่างๆ
    เหล่านั้นได้
    พูดง่ายๆว่า ตัวจิตแทบไม่มีอะไรมาเกาะ
    ท่านได้เลยในระหว่างใชัชีวิตประจำวันปกติ
    หรือพูดง่ายๆว่า เป็นดวงจิตที่คลายตัวเอง
    ได้ตลอดแบบอัตโนมัติทั้งวัน.....

    แบบที่ ๒ คือแบบมิฐฉาทิฐิแบบทั่วไป คือมีเสื่อมได้
    ใช้กำลังมาก มีท่าทางประกอบลีลา
    ซึ่งยังต้องมีการเกร็งกล้ามตะรูดอยู่นั้น
    หรือ เรียกอีกอย่างว่า อิทธิวิธี
    คือ การเข้าถึงกรรมฐานภาพ ไม่ใช่เฉพาะกสิณอย่างเดียว
    จะภาพพระฯต่างๆได้หมด

    แต่ต้องเข้าถึงในระดับกำลังสมาธิระดับสูง
    แล้วปรากฏเป็นปฎิภาคนิมิต ขึ้นมาก่อน
    และต้องรักษาภาพนั้นให้คงอยู่ ด้วยการกำหนดหาย
    และกำหนดให้ขึ้นมาใหม่ได้อีกรอบ (ย้ำว่าเฉพาะครั้งแรก)
    และวางอารมย์เรื่องที่จะอฐิษฐานไว้
    ในขณะที่อฐิษฐาน ระดับสมาธิจะตกมาอุปจาสมาธิ
    อัตโนมัติของมันเอง(เคยอ่านเจอ ลพ.มีชื่อ ท่านแยกไว้
    ๗ สภาวะ จริงๆมันอยู่ในช่วงเดียวกันแบ่งได้ ๓ ช่วงเพียง
    แต่ท่านแยกให้ดูละเอียดเพื่อว่ามีใครทำได้จะมาอ่านเจอบ้าง) และก็ต้องรักษาสภาวะไว้
    และในขณะที่สมาธิกำลังจะไต่ระดับขึ้นไประดับสูงนั้น
    สิ่งที่อฐิษฐานก็จะปรากฏขึ้นมาได้ตามที่อฐิษฐาน
    คือย้ำว่า กำลังสมาธิระดับฌาน ๔
    (การเข้าถึงเพื่อเอากำลังไปหนุนนะ)
    ไม่ใช่ระดับอุปจาสมาธิ ที่เล่นกับภาพได้นะ
    พวกนี้ไม่ได้กำลังจิต ไม่มีผลอะไร มีผลพอให้หลงตัวเองเล่นๆ

    พอทำตรงนี้ได้แล้ว เอาว่า บางคนทั้งชาติยังทำไม่ได้
    ที่ว่าเก่งๆก็หลักชั่วโมง หรือก็ครึ่งชั่วโมง.....
    และก็พัฒนาตรงนี้มาเรื่อยๆ จนกระทั่งสามารถ
    ทำได้ภายในเวลาไม่ถึงนาที....
    ลองคิดเล่นๆว่า จะต้องฟิตขนาดไหนแล้วกัน.....

    เอาแค่ทั่วไป ทำกสิณให้ได้ผล ในระดับกำลังสูง
    ก็ยากแล้วนะ...คิดว่า พอจะนับคนได้

    ถ้าจะให้เกิดแบบ ท่านมีชื่อ ประเภทที่หายใจเข้าออก
    แค่ครั้งเดียว ก็คงจะต้องนานหน่อย เพราะท่านที่ส่วนตัว
    เคยพบเจอ ล้วนแล้วแต่สำเร็จในป่าทั้งสิ้น
    ไม่มีท่านใดอยู่ในป่า ต่ำกว่า ๖ ปีแม้แต่ท่านเดียว
    ก่อนจะออกมาสู่ชีวิตภายนอกนะ.....

    ปล.เชิญพิจารณาเอาได้ ว่าควรจะเดินแบบไหนนะ
    ถ้าประเภทฝึกกสิณเป็นปีแล้ว ยังไม่เข้าถึงได้ถึงระดับ
    ใช้งานได้ ก็แนะนำว่า เอาให้มันแค่พอมีแล้วทิ้งเอา
    และมาเดินปัญญาต่อให้จิตมันคลายตัวเอง
    ได้โดยธรรมชาติด้วยการละกิเลสจะดีกว่า
    แล้วค่อยรอให้มันขึ้นมาเองตามลำดับ
    กรรมฐานกองนี้
    ถ้ามันจะทำได้ มันใช้เวลาไม่กี่เดือนหรอก....
    จะไปหวังว่า จะหายใจครั้งเดียวแล้วเป็นเหมือน
    ห่มเหลืองมีชื่อในอดีต มันคงจะยากอยู๋ บารมีที่สะสมมา
    กับเนื้อหาเดิมแท้มันแตกต่างกันกับท่านมาก....
    ถ้าแค่กรรมฐานกองนี้เรายังต้องใช้เวลาเป็นปีนะ
    เล่าให้ฟังเฉยๆนะ..แล้วแต่จะพิจารณาเด้อ....

     
  14. คนเก่ง ฟ้าประทาน

    คนเก่ง ฟ้าประทาน สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 กันยายน 2017
    โพสต์:
    6
    ค่าพลัง:
    +7
    ถ้าเห็นใครเหาะได้คงจะแตกตื่นกันน่าดู ฟังแล้วรู้สึกยากมากครับ หายใจครั้งเดียวแล้วถึง อยู่ในป่ายังนานขนาดนี้ ต้องฟิตสุดๆ ต้องอยู่กับลมหายใจเข้าออกเลยมั้งเนี่ย
     
  15. nopphakan

    nopphakan ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    5,845
    ค่าพลัง:
    +26,860
    ถือว่าเล่าให้ฟังแบบ ฟังหูไว้หูนะครับ
    เพราะประสบการณ์ แต่ละคนย่อมแตกต่างกันไป
    ตามเหตุและปัจจัยแห่งตนนะครับ

    ส่วนตัวยังไม่เคยพบในฆารวาสเลยนะ...
    ที่เคยเจอ เป็นเพียงกิริยาในระหว่างที่ทำสมาธิ
    คือ ตัวลอยติดเพดานในท่านั่ง
    แต่ก็ไม่ใช่ระดับใช้งานได้ปกติ
    เพราะการใช้งานได้ เราจะวัดกันตอนที่ลืมตาปกติ
    และไม่ต้องมีลีลาประกอบอะไร..
    เพราะถ้าทำแบบท่านนั้น
    นั้งสมาธิแบบนั้น อย่างน้อยวันละ ๖ ชั่วโมง
    ตอนที่ส่วนตัวไปพบ ท่านทำอย่างนี้ มา ๒๐ ปีแล้ว
    ก็มีโอกาสเกิดได้ แต่ว่า ท่านยังเป็นมิจฉาอยู่....
    เพราะใช้เวลาเป็นนาที กว่าจะแสดงหรือทำอะไรได้...

    ส่วนกรณีที่เคยพบ ที่เป็นห่มเหลือง ที่พูดคือ
    เห็นแบบตาเปล่าๆนะ
    ท่านแรกคือ การไปเห็นโดยบังเอิญ
    (ไม่ใช่ท่านทำให้เราดูนะ)
    และพูดเรื่องแบบนี้กับท่านไม่ได้นะ
    รับประกันได้ว่า โดยด่าแน่นอน..
    เพราะตอนนั้นท่าน
    เหมือนจะย่นย่อระยะทาง.....

    ต่อมาท่านที่เป็นห่มเหลืองท่านที่สอง
    ไปพบเจอ ในลักษณะไร้กายนะ
    คือไปมาไร้ร่องรอย (คือ ในระบบภาคทิยพ์
    ท่านที่ ไปมาแบบไร้ร่อยรอย หรือดับสัญญาได้นั้น
    จะไม่ใช่ดวงจิตแบบธรรมดาๆทั่วๆไป
    คือมากด้วยปัญญาบารมีและความสามารถทางจิตสูง)
    คือเหมือนท่าน มาสำรวจ พระสงฆ์
    ตามกุฎิต่างๆ ตอนนั้นท่านคงมาดูว่า
    ใครมานอนกุฏิหลังนี้ อะไรทำนองนี้มากกว่า


    ส่วนที่เคยเห็น ว่าเหาะได้แบบเห็นๆ
    ค่อยๆลอยไปแล้วหายไปเลย
    พอดีท่านนี้ อยู่ตีนเขาพระสุเมร
    ชอบมาสอนสมาธิพระฯบางรูป.
    ตอนนั้น เดินตามหลังท่านระยะห่างไม่เกิน
    ๒ เมตร...เหตุการณ์นี้รู้ทั้งวัด ณ ช่วงเวลานั้น....

    ส่วนท่านสุดท้าย ตอนนี้ไม่อยู่แล้ว...
    ท่านนี้เป็นเลิศด้านความไวทางจิต
    และด้านพลิกนามธรรมเป็นรูปธรรมได้ หลายเรื่อง ฯลฯ
    จะรู้ๆกันดี ในหมู่ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดท่าน
    ท่านเคยบอกกับส่วนตัวว่า ''อย่างมึง มันต้องกูสอน''
    คือเคยถามเรื่องแบบพิเศษๆกับท่าน
    จะโดนท่านด่าก่อน แต่ว่าด่าแล้วก็จะสอนเทคนิคให้
    เพราะอะไรนั้น เอาว่าขอเว้นไว้เล็กน้อย....
    ไม่เหมือนคนอื่นๆที่ถาม จะโดนด่าอย่างเดียวและไม่สอน
    เวลาด่าเนี่ย ถ้าเป็นคำพูดถือว่าแรงนะ คือพูดไม่เพราะแน่ๆ
    นี่ก็มาแบบ ลืมตาเห็นๆ แหวกอากาศมาเลย
    แต่ส่วนตัวตอนนั้น ความสามารถไม่ถึง(คือยังกระบือๆอยู่
    และแถมขี้เกียจด้วยนั่นหละ)
    และสภาพแวดล้อมไม่เอื้อที่จะเรียนกับท่าน
    ท่านเลยกลับไป คือ ได้พบท่านนี้ ๒ ครั้ง

    ปล.ฟังหูไว้หูนะครับ
     

แชร์หน้านี้

Loading...