ขอรบกวนทุกท่านด้วยครับ สอบถามเรื่องจิตของคนเราขณะที่นั่งสมาธิ

ในห้อง 'อภิญญา - สมาธิ' ตั้งกระทู้โดย พุทธสโร, 9 กันยายน 2017.

  1. พุทธสโร

    พุทธสโร สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 กันยายน 2017
    โพสต์:
    4
    ค่าพลัง:
    +1
    กระผมรบกวนสอบถามทุกท่านด้วยครับ
    เมื่อสองวันก่อน กระผมได้นั่งสมาธิ ท่องบริกรรมคาถา บทสวดมนต์ ภาวนาไปเรื่อย ๆ จิตของกระผมได้เห็นสถานที่เป็นภูเขาหิน ล้อมรอบ ตรงกลางมีแอ่งน้ำขนาดใหญ่มาก น้ำสีฟ้าใส มีศาลาริมน้ำที่ประดับตกแต่งอย่างสวยงามมาก เหมือนกับว่าเป็นสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์หรือเป็นสถานที่ของเจ้านายสมัยก่อน กระผมเกิดความสงสัย ว่าสถานที่นี้ดูสบายตา สบายใจ อยากจะลงไปนั่งศาลาริมน้ำนั้นเหลือเกิน ขณะกำลังเดินไปที่ศาลา ได้มีวิญญาณหญิงสาวผู้หนึ่งมาปรากฎกายต่อหน้ากระผมแบบกระชั้นชิด ดวงตาคู่นั้นน่ากลัวมาก เหมือนขัดขวางไม่ให้กระผมเดินลงไปนั่งในศาลานั้น ข้าพเจ้าสะดุ้งจนสมาธิหลุด ลืมคาถาที่ภาวนา ท่องผิด ข้ามวรรคบ้าง ทั้งที่ไม่น่าจะลืม สมาธิหายหมด แม้จะพยายามนั้งสมาธิอีก ก็นั่งไม่ได้
    กระผมอยากรบกวนสอบถามว่า
    ขณะนั่งสมาธิเกิดอะไรขึ้นกับจิตของข้าพเจ้า เพราะทุกครั้งที่นั่งสมาธิ จิตมีแต่ความสงบ ว่างเปล่า แต่ครั้งนี้กับเห็นสถานที่ที่ไม่เคยไป และยังเห็นวิญญาณมาขัดขวางไม่ให้ลงไปยังสถานที่นั้นอีกด้วย จนทำให้กระผมนั่งสมาธิต่อไม่ได้
    กระผมขอความอนุเคราะห์ตอบด้วยครับผม
    ขอบคุณครับผม
     
  2. มาจากดิน

    มาจากดิน เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 เมษายน 2008
    โพสต์:
    5,906
    กระทู้เรื่องเด่น:
    10
    ค่าพลัง:
    +2,426
    ถามจขกท.หน่อยว่า คุณนั่งสมาธิ,เจริญสมาธิ,ทำสมาธิ ฯลฯ (ธินั่นธินี่) เพื่อจุดประสงค์ใด และทำมานานแค่ไหนแล้วครับ
     
  3. พุทธสโร

    พุทธสโร สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 กันยายน 2017
    โพสต์:
    4
    ค่าพลัง:
    +1
    นั่งสมาธิมาประมาณ 5 เดือนแล้วครับ
    ส่วนมากจะนั่งเพื่อฝึกจิตให้สงบ แต่บางครั้งจะนั่งสมาธิเพื่อระลึกถึงบูชาคุณของครูบาอาจาย์ครับ
     
  4. มาจากดิน

    มาจากดิน เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 เมษายน 2008
    โพสต์:
    5,906
    กระทู้เรื่องเด่น:
    10
    ค่าพลัง:
    +2,426

    ถ้ายังงั้น จขกท. ก็ไม่ต้องคิดถึงสองสิ่งสองเรื่องนั้น เพียงฝึกทำใจให้อยู่กับกิจจิตอยู่กับสิ่งที่ทำก็ใช้ได้

    แต่เท่าที่ดูนี่แล้ว "เมื่อสองวันก่อน กระผมได้นั่งสมาธิ ท่องบริกรรมคาถา บทสวดมนต์ ภาวนาไปเรื่อย ๆ" จิตคุณ (พูดภาษาสมมติเพื่อให้เข้าใจ แต่ถ้าพูดภาษาปรมัตถ์จิตก็ไม่ใช่ จขกท.เอง) กล่าวคือจิตคุณยังไม่มีงานทำเป็นหลักเป็นแหล่ง
     
  5. พุทธสโร

    พุทธสโร สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 กันยายน 2017
    โพสต์:
    4
    ค่าพลัง:
    +1
    หมายความว่าไงครับ ที่ว่าจิตยังไม่มีงานทำเป็นหลักเป็นแหล่ง ขยายความหน่อยครับ
     
  6. muisun

    muisun เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 ตุลาคม 2006
    โพสต์:
    120
    ค่าพลัง:
    +124
    พระพุทธเจ้าสอนพระภิกษุไว้ว่า เธออย่าไปนึกถึงเรื่องโลก เพราะถ้าไปนึกถึงเรื่องโลกแล้ว มันจะถึงวิกลจริต คือ ขาดสติแล้วจะบ้าไป

    มีบุรุษผู้หนึ่ง เขาดำริว่าเขาจะนึกถึงเรื่องโลก เสร็จแล้วเขาก็ไปนั่งริมสระน้ำ มองลงไปกลางสระน้ำแล้วปล่อยใจให้ดิ่งลงไปจนเป็นสมาธิ ก็บังเกิดภาพกองทัพ มีกองพลช้าง กองพลม้า และกองพลเดินเท้าเข้าประชิดสู้รบกัน ฝ่ายหนึ่งแพ้ จึงล่นถอยขบวนทัพหลบหายเข้าไปในหลอดสายบัว บุรุษนั้นก็สะดุ้งสุดขีด ก็อุทานว่าเราไปเห็นสิ่งที่ไม่ควรเห็นเข้าก็จะบ้าเสียแล้ว ก็เลยเดินกลับเข้าสู่หมู่บ้านด้วยอาการเลื่อนลอยบ่นเพ้อรำพันว่า เราถ้าจะบ้าแล้วกระมั้ง ชาวบ้านผ่านมาถามว่า ท่านไปทำอะไรมา บุรุษผู้นี้ก็เลยเล่าให้ฟังว่าตัวเองนั่งไปนึกถึงเรื่องโลก เลยไปเห็นกองทัพสู้กัน ฝ่ายแพ้ถอยล่นหายเข้าไปในหลอดสายบัว ชาวบ้านจึงอุทานว่า แน่แล้ว ท่านต้องบ้าแน่ๆ แล้ว เพราะท่านไปเห็นสิ่งที่ไม่ควรเห็นเข้า แล้วก็เดินจากไป

    พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรื่องนี้ไม่ใช่ไม่มี แต่เรื่องนี้เคยมีอยู่ มันเป็นการต่อสู้ของเทวดาและอสูร ฝ่ายแพ้จึงใช้อิทธิฤทธิ์หลบลี้เข้าหายไปในหลอดสายบัว อย่างนี้แหละ เรียกว่า มันเป็นเรื่องที่เกินกว่าความคาดคิด จึงไม่สมควรที่จะไปตรึกถึงเรื่องโลก

    เพราะฉะนั้น เธอจงละซึ่งรูปที่ได้เห็น เสียงที่ได้ยิน สิ่งที่ได้ทราบ บุญ บาป มงคลตื่นข่าว อีกทั้งความฝันก็ไม่ควรติดด้วย

    เคยพบพระปฎิบัติธรรมเพียง 5 วัน ท่านก็ถึงอาการหลุดโลกออกไปนอกจักรวาล ไปเห็นพระพุทธเจ้าอยู่นอกโลก พระพี่เลี้ยงที่ควบคุมกลัวว่าท่านจะบ้าไป ก็เลยพามาให้แก้อารมณ์ ก็เลยบอกให้ท่านรู้ทันในขณะนี้ อย่าส่งใจไปที่อื่น ขณะนี้มีสิ่งใดก็ให้รู้ทันในสิ่งนั้น ท่านนั่งไปตัวสั่น ขนลุก ก็ให้ท่านดูอาการเริ่มแรก คือ อาการ จะสั่นหนอๆ จะขนลุกหนอๆ จะเผลอหนอๆ ก็เพื่อให้ท่านมีสติอยู่กับปัจจุบัน พอตอนหลังท่านหายจากอาการหลุดโลก ท่านก็มาบอกว่า ขอบคุณอาจารย์มากที่พาท่านเข้าสู่ความปกติได้ นึกว่าจะบ้าไปเสียแล้ว

    พระพุทธเจ้าสอนไว้ว่า เราจงทำใจไว้สักแต่ว่าแค่รู้ทันว่าสิ่งนั้นเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป ไม่ต้องไปปรุงแต่ง ปรุงต่อ ให้รู้ทันในสิ่งนั้นตามความเป็นจริง ดูได้ทั้งกาย เวทนา จิต ธรรม

    กายก็ คือ ลมหายใจเข้าออก
    เวทนา คือ สุข ทุกข์ เฉย
    จิต ก็คือ จะคิดหนอๆ
    ธรรม ก็คือ จะหลับหนอๆ จะตื่นหนอๆ

    เพราะของที่วิเศษณ์ สูงสุด ถึงขั้นหลุดพ้น อยู่ตรงนี้ที่ต้นเหตุ คือ ตัวจะ จะรู้หนอๆ จะลืมหนอๆ จะหลงหนอๆ ก็จะเข้าใจถึงความเข้าจริงทุกเรื่อง ต้องที่นี่ ไม่ใช่ที่โน่น ดูตรงนี้ตลอดเวลา อันตัณหา ทิฐฎิ ชอบ ชัง เฉย จะมาประกอบร่วมมิได้ จะคิดหนอๆ ก็เข้าใจได้ทุกเรื่อง

    จากสายสืบนิสัยศาสตร์
     
  7. พุทธสโร

    พุทธสโร สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 กันยายน 2017
    โพสต์:
    4
    ค่าพลัง:
    +1
    เข้าใจมากเลยครับ
    ขอบพระคุณอย่างสูงครับ
     
  8. มาจากดิน

    มาจากดิน เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 เมษายน 2008
    โพสต์:
    5,906
    กระทู้เรื่องเด่น:
    10
    ค่าพลัง:
    +2,426
    การทำสมาธิ,เจริญสมาธิ,นั่งสมาธิ,การเจริญภาวนา,การฝึกจิต ฯลฯ ต้องมีที่มีหลักให้จิตทำงาน เช่น ลมหายใจเข้า-ออก อาการพอง-ยุบของท้อง หรือไม่ก็กสิณไปเลย แล้วก็ว่าไป (จะเรียกว่าอะไรแล้วแต่) กล่าวคือ ควบคุมจิตให้อยู่สิ่งนั้น แม้แต่ทำการทำงานประจำวันของเรา เช่น อ่านหนังสือ เขียนหนังสือ รดน้ำต้นไม้ ตัดแต่งต้นไม้ ซักเสื้อผ้า รีดผ้า แปรงฟัน อาบน้ำ ขับถ่าย ฯลฯ ก็ได้ ค่อยฝึกไป ค่อยทำไป
     
  9. มาจากดิน

    มาจากดิน เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 เมษายน 2008
    โพสต์:
    5,906
    กระทู้เรื่องเด่น:
    10
    ค่าพลัง:
    +2,426
    จิตมันหลุดจากอารมณ์ปัจจุบันไปแล้ว บางรายโน่นว่าไปอยู่บนสวรรค์โน่นเลย :D
     
  10. nopphakan

    nopphakan ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    5,845
    ค่าพลัง:
    +26,860
    ตัดตำราออกไปก่อนนะครับ
    เอาภาพรวมที่ได้มีการทดสอบมาแล้วง่ายๆเลยแบบ
    ภาพรวมนะครับ การนั่งสมาธิก็คือ การฝึกลดระดับ
    คลื่นความถี่สมองครับ
    คลื่นสมองเรา มีหลายระดับหน่อยเป็น mHz
    อยากรู้ ค้นในอากู๋ ดูได้
    ซึ่งจะเขียนตามลำดับอาการคลื่นที่ สูง
    ลงไปหาคลื่นต่ำตามอาการมันดังนี้นะครับ

    เช่น ๑. คลื่นระดับปกติในชีวิตประจำวันทั่วไป
    ขึ้นลงมีช่วงระยะห่างระหว่างคลื่นมามาก คือ ที่เราลืมตาปกติ
    นี่หละครับ
    ๒.คลื่นระดับที่ทำให้เราหลับแต่ฝันได้ เหมือนครึ่งหลับครึ่งตื่น
    ซึ่งคลื่นความถี่ช่วงนี้นี่หละครับ ที่มันมีความแปรฝันสูงครับ
    ถ้าเป็นกราฟก็คือ มันขึ้นๆลงๆและบ่อยๆนั้นหละครับ
    มีช่วงความถี่ ประมาณ ๓ ถึง ๔ mHz
    ๓.คลื่นระดับที่ทำให้เราหลับสนิท ไม่ฝัน ไม่อะไร
    หรือที่เราเรียกว่า คลื่นช่วงพักผ่อน มีช่วงห่างประมาณ ๒ ถึง ๓ mHz
    ๔.คลื่นระดับกำลังสูงคือ ความถี่ต่ำ
    มีช่วงระหว่าง ๐ ถึง ๑ mHz

    ระดับสมาธิขึ้นอยู่ระดับความถี่คลื่นนี่หละครับ
    ยิ่งคลื่นความถี่ต่ำ แต่มีกำลังสูง ระดับสมาธิก็จะสูงตามครับ
    พูดง่ายๆยิ่งฌานระดับสูง คลื่นความถี่ยิ่งต่ำนั้นเองครับ
    แต่ไปได้ตรงกำลังของมันครับ นึกดีๆนะครับ

    คำภาวนา หรือ บทคาถาอะไรก็ตาม เป็นอุบาย
    ในการเชื่อมโยงจิต หรืออุบายในการลดคลื่นความถี่
    สมองของเรานั้นหละครับ แต่โดยมากถ้าเราฝึกสมาธิแล้ว
    มักจะไปยังข้อที่ ๓ ก่อนก็คือ มักจะหลับแล้วไปต่อไปได้
    เพราะว่า จาก ๓ ไป ๔ มันจำเป็นต้องมีกำลังในการลดคลื่น
    มาหนุนยังไงหละครับ

    ส่วนถ้าใครมา ข้อที่ ๓ ได้ ก็มักจะลดลงไป ข้อที่ ๒
    ทำให้เห็นภาพต่างๆนาๆได้ รวมทั้งนามธรรมต่างๆนาๆได้
    ทุกรูปแบบครับ เพราะว่า คลื่นที่จะลดลงมันใช้กำลังมาก
    ซึ่งมันจะไม่เหมือน ๓ ไป ๔ แต่ว่า ถ้ามันจะมีความถี่สูงขึ้น
    มันไม่ใช่เรื่อยยาก เพราะได้ใช้กำลังอะไร
    พอนึกออกหรือยังว่า ทำไมคนถึงหลับก่อนแล้วค่อยเห็นภาพ
    หรือนั่งสมาธิแล้วถึงเห็นภาพครับ

    ซึ่งถ้าคุณ ต้องการพัฒนาระดับกำลังสมาธิต่อนั้น
    มีความจำเป็น ที่จะต้อง ไม่สนใจทุกสิ่งทุกอย่างที่เราเห็น
    ในช่วงความถี่ข้อที่ ๒ ตรงนี้เลยครับ ไม่ว่าจะเห็นอะไร
    จะชอบหรือไม่ชอบ ก็ตามให้ทิ้งไปเลยทุกๆกรณีครับ

    เพราะมีความจำเป็นที่เราจะต้องไปต่อให้ถึงในข้อที่ ๔
    ให้ได้ก่อน จิตถึงจะสามารถแยกรูปแยกนาม เพื่อที่
    จะใช้เป็นฐานสำหรับการเดินปัญญาาทางธรรม
    เพื่อลดละกิเลสต่อไปในอนาคตได้นั้นเองครับ


    ดังนั้น ถ้าจิตยังอยู่ในช่วงที่ ๒ นี้ จะเห็นอะไรก็ช่าง
    อย่าไปยึดไปสนใจครับ พูดเอาฮาเน้นบันเทิงได้อยู่
    เพราะว่า มันจะหลอกให้เราไปติดกับดักตรงนี้ได้อย่าง
    คาดไม่ถึง และทำให้เราเผลอยึดเป็นจริงๆเป็นจัง
    ไม่พัฒนาต่อในด้านสมาธิของเราเลยครับ.....
    ถ้าสมาธิไม่พัฒนา ก็ไม่ต้องไปพูดเรื่องลดคลื่น
    สำหรับแยกรูปแยกนาม เพื่อเดินปัญญาเลยครับ
    ยิ่งห่างไกลมากครับ

    ยกเว้นว่า เราจะฝึกสติมา จนเข้าใจวัตถุประสงค์
    ในสิ่งที่เราเห็นได้ภายในเวลานั้น หรือไม่ก็ลืมตา
    แล้วเข้าใจเลยว่า สิ่งที่เราเห็นนั้นคืออะไรอย่างนี้
    ไม่เป็นไรครับ แต่ว่า

    มันน้อยคนนะครับ ที่จะทิ้งเพราะมัวไปให้ความสำคัญ
    ไปไคร่ อยากรู้ว่า สิ่งที่เห็นคือ อะไร เพราะอะไร ทำไมถึงเห็น
    อยากรู้ติดตามเรื่องราวไปเรื่อย ทำให้ยึดติดไม่รู้ตัว
    และยึดเอาสิ่งที่เห็นเป็นหลัก ทำให้หลงตัวเองในสิ่งที่เห็น
    หลงคิดว่า ตนบรรลุธรรมโดยยึดจากสิ่งที่ตนเห็นได้
    (เช่น เห็นระดับสูงๆ คิดว่าตนเองดีแล้ว นึกออกไหม)

    ซึ่งเมื่อเราทิ้งมัน แล้วทำของเราต่อไป
    ในอนาคต มันจะย้อนรู้ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราเคยเห็น
    ในนิมิตทั้งหมดได้ แบบอัตโนมัติของมันเองครับ

    นึกออกไหม เดินขึ้นลานบ้านให้ได้ก่อน
    เมื่อขึ้นลานบานได้ เราจะมองเห็นบรรไดทุกขั้น
    ที่เราก้าวขึ้นมาได้หมดเองนั่นหละครับ
    เพราะบรรไดทุกขั้น ก็อยู่ในราวบรรไดเดียวกันนั่นเองครับ
    ปล.พอมองภาพรวมออกหรือยังครับ
    ที่ท่านๆทั้งหลาย ถึงบอกว่า อย่าไปยึด
    หรือ สิ่งที่เราเห็น แม้เห็นจริง
    แต่ว่ามันจะใช่หรือเปล่าอะไรนั้นหละครับ เก็ทเนาะ จขกท.
     
  11. hastin

    hastin เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 มีนาคม 2009
    โพสต์:
    740
    ค่าพลัง:
    +2,614
    เมื่อเกิดนิมิต ก็รู้ว่าเกิดนิมิต ดูนิมิต ดูเฉยๆไม่ต้องคิดตาม
    เมื่อนิมิตดับ ภาวนาต่อ
    นิมิตใดๆ ก็ไม่ต้องกลัว
    พอออกสมาธิ แผ่เมตตา
     

แชร์หน้านี้

Loading...