คำอธิษฐานขอเบิกบุญ โดยสมเด็จโต พรหมรังสี

ในห้อง 'สมเด็จโต พรหมรังสี' ตั้งกระทู้โดย miracledharma, 23 พฤศจิกายน 2016.

  1. miracledharma

    miracledharma Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 พฤศจิกายน 2016
    โพสต์:
    44
    ค่าพลัง:
    +75



    ไหนมีทุกข์ ไหนบอกทุกข์มาสิจ๊ะ ทุกข์ที่โยมว่าเป็นอย่างไร ที่โยมไปเสวยอยู่น่ะ (พอดีลูกสาวไม่สบายค่ะ เขาเพิ่งผ่าตัดลิ้นหัวใจ) ถูกแล้ว ต้องถูกผ่าตัด (เขาเพิ่ง 4 ขวบเองค่ะ) จะกี่ขวบ หรือไม่มีขวบ ถึงเขาไม่ได้เกิด เขาก็ต้องถูกทรมานอยู่ดี เป็นธรรมดา ให้เขาเกิดมามีกายสังขาร ให้ลิ้มรสแห่งความทุกข์ ทุกอย่างในโลกนี้ต้องมีการชดใช้ เพราะว่ามนุษย์มีกรรมเป็นของตน โยมทำหน้าที่ได้ดีแล้ว คือให้กำเนิด แต่ไม่สามารถจะไปรับกรรมแทนกันได้ ถึงรับกรรมได้ ก็หาใช่ว่าจะหมดกรรม

    แล้วโยมจะให้ฉันนั้นช่วยยังไงเล่าจ๊ะ ไม่ว่าโทษภัยทั้งหลายนั้น ถึงแม้จะถูกรับโทษจริง แต่โทษนั้นมันก็ลดลงได้ แต่มันจะหมดไปไม่ได้ เข้าใจมั้ยจ๊ะ อ้าว...แล้วทีไปทำเขาไว้อะ ดังนั้น เมื่อมันถึงคิวแล้ว ก็ต้องรับวิบากนั้นไป แต่ที่ฉันบอกก่อนล่วงหน้านี้ ไม่ว่าทุกข์อันใด เมื่อโยมมีสติ ทุกข์นั้นจะเบาบางลงทันที แต่ต้องมีสติ ขออำนาจเป็นที่พึ่งแห่งรัตนตรัย แห่งพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และบุญกุศลที่โยมได้กระทำมา ต้องอ้างบุญกุศลของตัวเอง ต้องมีต้นทุนของตัวเอง

    บุญ...ถ้าโยมทำมาจริง แม้ในขณะนี้ ถ้าโยมอยากทดสอบก็ได้ ในบุญกุศลของโยม บุญอันนี้จะมีอานุภาพมาก เหตุแรกทำไมถึงมีอานุภาพ เพราะโยมนั้นมีความเมตตาผูกพันต่อบุตร อยากให้เขานั้นพ้นทุกข์ นี่คือความรักที่บริสุทธิ์ เข้าใจมั้ยจ๊ะ แต่โยมต้องมีสติตั้งมั่น ถึงจะช่วยเขาได้ ไม่มากก็น้อย เมื่อโยมมาในวันนี้ ฉันก็แค่ได้บอกทาง แต่จะให้ฉันช่วยนั้นคงไม่ได้ แต่อย่างน้อยโยมก็ยังเห็นทาง มาแล้วก็อย่าให้เสียเปล่า



    “ไม่ว่าจะเป็นบุญกุศลอันใดที่โยมเคยเจริญภาวนาก็ดี ขออุทิศบุญกุศล ด้วยอำนาจแห่งพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นที่พึ่ง เป็นสรณะ ขอบุญกุศลทั้งหลายที่เคยสะสมมาในอดีตถึงปัจจุบันนี้ ด้วยอำนาจแห่งศีล สมาธิ ปัญญา
    ขอเหล่าเทพพรหมเทวดาทั้งหลาย จงช่วยอนุเคราะห์เกื้อกูลเป็นพยาน... ให้บุญกุศลนี้สำเร็จประโยชน์ถึงเจ้ากรรมนายเวร คู่อาฆาตพยาบาททั้งหลายทั้งปวง แห่งบุตรหลานที่ยังมีเวรภัยที่ยังต้องตกทุกข์ทรมานทั้งหลายนั้น จงอดโทษอดอาฆาตพยาบาทซึ่งกันและกัน อย่าได้จองเวรอาฆาตพยาบาทต่อกันเลย ก็ด้วยอำนาจแห่งบุญกุศลนี้ของข้าพเจ้าที่ได้มา ณ วันนี้ ขอให้พระแม่ธรณีที่เป็นใหญ่ในพื้นปฐพี ณ ที่แห่งนี้ จงเป็นพยานในบุญของข้าพเจ้าด้วยเถิด”


    สิ่งเหล่านี้เมื่อเรามีสติกล่าวอ้างแห่งคุณแห่งศีล แห่งคุณพระพุทธ แห่งคุณพระธรรม แห่งคุณพระสงฆ์ แม้สัตว์นรกที่เสวยวิบากกรรมอยู่ เพียงระลึกตรงนี้ได้ ก็เลื่อนภพเลื่อนภูมิ เปลี่ยนชาติภพภูมิใหม่ จึงมีอานิสงส์มาก ยิ่งมนุษย์ที่มีกายสังขารแล้วไซร้ ย่อมมีต้นทุนติดตัวมา แต่เมื่อเขายังเบิกบุญของเขายังไม่ได้ เราซึ่งเป็นมารดา เป็นเผ่าพันธุ์ย่อมสามารถทำได้ ดังนั้น สิ่งเหล่านี้ ปาฏิหาริย์จะเกิดขึ้นได้ ต้องมีความเชื่อ ศรัทธาต่อบุญเสียก่อน
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 19 มกราคม 2017
  2. miracledharma

    miracledharma Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 พฤศจิกายน 2016
    โพสต์:
    44
    ค่าพลัง:
    +75
    คำอธิษฐาน



    วันนี้ก็พอกับกายสังขารที่โยมจะสดับ...ในธรรม ฉันนั้นก็ขอโมทนาสาธุการในบุญกุศล ในกายสังขารที่โยมนั้นได้มีความเพียร ได้มีความศรัทธา มีความเชื่อมั่นในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ตามแรงกำลังบุญของโยมเอง ในบุญทั้งหลายทั้งปวงที่โยมได้มาเจอล่วงหน้า ...ถึงในเวลานาทีนี้แล้ว


    “ก็ขอให้โยมตั้งจิต อธิษฐานจิต ต่อสรรพสัตว์ทั้งหลาย
    ผู้มีคุณ บิดามารดา คู่อาฆาตพยาบาททั้งหลาย คุณครูอาจารย์ ผู้ที่ตกทุกข์ได้ยาก ขอให้เขาเหล่านั้น... จงพ้นทุกข์พ้นภัย พ้นจากภัยทั้งหลายทั้งปวง ให้เขาเหล่านั้นที่เสวยทุกข์อยู่นั้นก็ดี ให้เขาพ้นทุกข์ ด้วยอำนาจแห่งพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อำนาจแห่งพระรัตนตรัย
    ขอให้เขา ดวงจิตทั้งหลายทั้งปวงที่ยังตกทุกข์อยู่นั้น จงอาศัยอำนาจแห่งพระรัตนตรัยนี้จงไปยังในภพภูมิที่ดี ให้พ้นทุกข์พ้นภัยได้ ให้เราอธิษฐานไป

    แล้วกรรมอันใดที่เราเคยทำกรรมชั่ว ทั้งกาย วาจา ใจก็ดี
    จะตั้งใจ ไม่ตั้งใจก็ดีเหล่านั้น ที่เราเคยทำล่วงเกินไว้ในพระรัตนตรัย ในคุณบิดามารดา ครูบาอาจารย์ คู่อาฆาตพยาบาทริษยาทั้งหลาย ที่ได้โปรดอดโทษอาฆาตพยาบาทกับข้าพเจ้าในสิ่งที่ข้าพเจ้ารู้เท่าไม่ถึงการณ์ทั้งหลาย

    ขอบุญกุศลนี้จงบังเกิดให้กับสิ่งทั้งหลายเหล่านั้น
    ให้ดวงจิตวิญญาณทั้งหลายได้มาโมทนาในบุญกุศลในครั้งนี้ ขอจงช่วยเปิดทางเปิดแสงสว่าง อำนาจวาสนาบารมีจงบังเกิดกับข้าพเจ้า
    ข้าพเจ้าจะทำการสิ่งใด ภูตใดพรายใด...อย่าได้เบียดเบียนบีฑา อย่าได้ประมาทพลาดพลั้ง

    ขอให้ข้าพเจ้านั้นจงเข้าถึงในศีล สมาธิ ปัญญา
    เข้าถึงสวรรค์ นิพพาน ในสิ่งใดๆ ที่ข้าพเจ้าปรารถนาแล้ว หากชอบในศีล ในธรรมแล้ว จงบังเกิดมีแก่ข้าพเจ้า”


    ก็ให้เรานั้นอธิษฐานไป สิ่งใดที่เราทำมาแล้ว ถ้าเราอธิษฐาน มันก็บังเกิดได้ แต่สิ่งไหนที่เราไม่ได้ทำ ให้เราอธิษฐานแทบตาย ก็ไม่เกิดขึ้น คำอธิษฐาน หนึ่ง ต้องมีสักขีพยาน หนึ่ง อ้างเทพเทวดาและแม่ธรณีเป็นพยาน สอง มีคนโมทนากับเรา นี่ก็คือพยาน ฉันโมทนากับโยมไป เพราะโยมก็มานั่งฟังฉันจริงๆ โยมสดับฟังธรรมจริง สิ่งนี้ก็ย่อมอธิษฐานได้ นี่คือผล เพราะโยมทำเหตุมาแล้ว เข้าใจมั้ยจ๊ะ เหตุโยมจะทำดีไม่ดี ได้แค่ไหน สิ่งที่โยมอธิษฐานไปก็ได้เท่านั้น ร้อยละ 20 ร้อยละ 30 ร้อยละ 40 โยมมาเท่าไหร่ โยมก็อธิษฐานไป...ได้เท่านั้น ไม่เกิน ไม่มากกว่าสิ่งที่โยมอธิษฐาน แล้วโยมจงจำไว้ มนุษย์อธิษฐานจะได้ไม่เหมือนกัน สำเร็จไม่เท่ากัน เพราะอะไรจ๊ะ แรงศรัทธา ความเชื่อ นี่คือบุญ ถ้าเรายังได้น้อย แสดงว่าเรายังทำน้อย ต้นทุนเรายังไม่พอ จงเกาะเกี่ยวบุญคนที่เขาสำเร็จแล้ว ปรารถนายินดีกับเขา สิ่งนั้นเราจะสำเร็จตามเขาเอง เช่นเดียวกับผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ขอให้เรานั้นเข้าถึงในสิ่งที่เขาถึงเช่นเดียวกัน นั่นแหละจ้ะ คือการปรารถนาดี เกิดผลทั้งสองฝ่าย ไม่เป็นโทษเป็นกรรมต่อกัน แต่ถ้าเขาดีกว่า แล้วเราอิจฉาเมื่อไหร่ มันจะเป็นผลเสียต่อเรา เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    เช่นเดียวกับผู้ที่เขามีคุณมีศีลแล้วเราไปปรามาส เรามีแต่จมดิ่ง ดังนั้นไม่ควรปรามาสใคร แม้เขาจะผิดจริงก็ตาม เพราะจะทำให้จิตเรานั้นเป็นอกุศล คือจิตนั้นหม่นหมอง แล้วเราจะไปรับกรรมเขาส่วนหนึ่ง แล้วไม่ใช่เท่านั้น เราจะเจอแต่คนแบบนั้น เกิดเป็นวาสนาไงล่ะจ๊ะ มันสะสมเล็กน้อยเกิดเป็นวาสนา โยมเกลียดคนแบบใด โยมก็จะเจอแบบนั้น เกลียดมากเท่าไหร่ ก็เจอบ่อยหน่อย เลิกเกลียด ก็ไม่เจอ ใช่หรือไม่จ๊ะ

    ดังนั้นโยมก็ลองพิจารณาดู ดังนั้น โยมอย่าเกลียดสิ่งของจริง หนึ่ง ในกายสังขาร ของปฏิกูล เมื่อโยมไม่เกลียดเขาแล้ว สุดท้าย โยมจะอยู่กับเขาได้ แล้วโยมอยู่กับเขาได้แล้ว โยมจะรังเกียจตัวเอง ถ้าโยมรังเกียจตัวเองได้ นั่นคือของวิเศษ เข้าใจมั้ยจ๊ะ ถ้าโยมยังไม่รังเกียจตัวเองได้ กรรมยิ่งนัก เพราะของที่โยมอาศัยอยู่นี้ ไม่ใช่น่าอภิรมย์เลย มันมีแต่ของปฏิกูลเหม็นเน่าทั้งนั้น ฉันจึงบอกว่าในนี้คือสุสาน คือป่าช้า โยมหลับนอนไป โยมก็หลับในหลุมฝังศพ หลับกับวิญญาณผีตายโหง ผีเปรต ผีทั้งหลายที่โยมเสวยกินเข้าไป ผีทั้งหลายที่โยมมีจิตแบบนั้น โยมมีจิตใจอาฆาต โยมก็นอนกับอสรพิษ เข้าใจมั้ยจ๊ะ แล้วโยมก็ตื่นมากับพวกวิญญาณเหล่านั้น เขาถึงบอกว่าโยมนั้นถ้าจะนอน ให้ภาวนา ตื่นก็ภาวนา แล้วที่โยมนอนนั้นจะเป็นบัลลังก์อันวิจิตรงดงาม

    ในขณะที่โยมภาวนา พุทโธก็ดี ธัมโมก็ดี สังโฆก็ดี จักมีเทวดามาคอยยืนดูแลรักษาในขณะที่โยมหลับใหลไป เรียกว่ารักษากายสังขารและจิตของโยม ดังนั้น ขอให้โยมภาวนาอย่าให้ขาด แม้องค์สัมมาสัมพุทธเจ้าท่านก็ต้องภาวนาอยู่ตลอดเวลา หรือพระอรหันต์ทั้งหลายที่ยังไม่ละสังขารก็ต้องภาวนา เขาถึงบอกว่าการทำความดีไม่มีที่สิ้นสุด ที่สุดคือการตาย ลมหายใจหมดแล้วนั่นเอง นั่นเรียกว่าที่สิ้นสุด ถ้าลมยังอยู่ ยังไม่สุด เพราะมันยังเกิดขึ้นได้ เพราะอะไรก็ไม่เที่ยง ถ้าลมสุดเมื่อไหร่ แล้วโยมรังเกียจสังขารตัวเองได้เมื่อไหร่ นั่นล่ะจ้ะ ใกล้จะสุดแล้ว ถ้าโยมยังพอใจอยู่ ยังไม่สุด พอใจมาก ทุกข์ก็มาก พอใจน้อย ทุกข์ก็น้อย ในขณะที่โยมพอใจและไม่พอใจนั้น โยมวางได้ สุขก็คลาย ทุกข์ก็คลาย นั่นเรียกว่าผดุงกรรมไว้


    ธรรมเทศนาจากญาณจิต
    สมเด็จฯโต พรหมรังสี
    https://www.facebook.com/ธรรมะมหัศจรรย์-906597052743637/?hc_ref=PAGES_TIMELINE
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 19 มกราคม 2017
  3. miracledharma

    miracledharma Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 พฤศจิกายน 2016
    โพสต์:
    44
    ค่าพลัง:
    +75
    อุทิศบุญ อธิษฐานบุญ



    แล้ววันนี้ใครมีธุระอะไรบ้างมั้ยจ๊ะ

    โยม: คือเมื่อวันอาทิตย์ค่ะ หนูทำสังฆทานด้วยพระองค์นึง แล้วก็ผ้าไตรไตรนึง แต่แบ่งเป็นสองชุด สองถัง ให้พี่ชายถังนึง แล้วก็พ่อกะแม่ถังนึง เขาได้รับเต็มๆ มั้ยหลวงปู่

    หลวงปู่: โยมมาถามฉันทำไมเล่าจ๊ะ ฉันไม่ได้ไปทำด้วยนี่จ๊ะ

    โยม: ก็หลวงปู่เห็นอยู่แล้วอะ แต่ลูกเองไม่มีตา

    หลวงปู่: เอ้า แล้วโยมรู้ได้ยังไงว่าฉันเห็นล่ะจ๊ะ

    โยม: หลวงปู่มีบุญอยู่แล้ว

    หลวงปู่: ไม่มีบุญหรอกจ้ะ ฉันว่าโยมน่ะมีบุญมากกว่าฉัน เพราะโยมมีกายสังขารในขณะนี้ แต่ฉันไม่มีกายสังขาร โยมยังมีโอกาสสร้างบุญบารมี และโยมรู้ได้ยังไง บุญถึง-ไม่ถึง

    โยม: คือพี่สะใภ้เขาบอกมาว่าหลานฝันเห็นพี่ชายว่าถูกมัดอยู่ ลูกก็ไม่รู้จะแก้ไขยังไง ก็เลยจัดสังฆทานอย่างงี้ สองชุด ให้พี่ชายชุดนึง พ่อกะแม่เป็นพระแก้ว ส่วนพี่ชายเป็นพระปางสะดุ้งมาร กับผ้าไตรสองชุด

    หลวงปู่: บุญที่เราทำลงไปแล้วน่ะ ต้องเชื่อในบุญ และโยมทำไปแล้วน่ะ โยมต้องมีอธิษฐานจิตกำกับลงไป เข้าใจมั้ยจ๊ะ เมื่อเราทำแล้ว เราเชื่อบุญแล้ว บุญนั้นแลจะแปรสภาพเป็นอานิสงส์เอง ถ้าเรานั้นยังเดือดร้อนร้อนใจอยู่อย่างนี้ ไม่เชื่อในบุญกุศลที่เราทำ บุญนั้นแลมันจะถึงช้า ก็เพราะเรานั้นยังสงสัยในบุญ เข้าใจมั้ยจ๊ะ เมื่อสงสัย บุญนั้นจะเดินทางไปถึงที่หมายยังไม่ได้ เพราะต้องกลับมาตรวจสอบใหม่ ตรวจสอบใครรู้มั้ยจ๊ะ ไม่ได้ตรวจสอบจิตวิญญาณที่โยมส่งไปให้ กลับมาตรวจสอบผู้ที่ให้นั้นเอง กลับมาตรวจสอบ “ทาน วัตถุทาน” ที่โยมนำมา

    ดังนั้น ขอให้โยมตั้งจิตระลึกใหม่ในสังฆทานสองกองนั้น เข้าใจมั้ยจ๊ะ น้อมนำถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ พระรัตนตรัย ในบุญกุศล ให้นำพาให้บุญนั้นส่งผลให้ผู้ตกทุกข์ได้ยากนั้นรอดพ้นจากบ่วงภัยมารทั้งหลาย ก็ด้วยอานิสงส์ของสังฆทานที่ข้าพเจ้าตั้งจิตตั้งใจอุทิศให้ไปแล้ว ขอเป็นบุญกุศลนำพาให้พวกเขาเหล่านั้นที่ตกทุกข์นั้นพ้นจากทุกข์ภัยทั้งปวง ก็ต้องอธิษฐานลงไป ลองทำดูสิจ๊ะ

    โยม: จ้ะ แล้วที่หลวงปู่สอนว่า วันพระน่ะ ให้ไหว้พ่อแม่ด้วยอาหารหวานคาวที่บ้านน่ะ มีแต่รูป ก็ไหว้ได้ใช่มั้ย เพราะว่าพ่อแม่จากโลกนี้ไปแล้วอะ

    หลวงปู่: จากไปแล้ว ก็ทำบุญสิจ๊ะ จากไปแล้ว จะให้รูปกินรึไงจ๊ะ มดก็กินหมดสิจ๊ะ ฉันพูดถึงทำให้คนที่ยังอยู่จ้ะ แล้วที่ฉันน่ะให้โยมอธิษฐานน่ะ สังฆทานสองกองน่ะ จะทำได้ตอนไหนเล่าจ๊ะ

    โยม: ลูกทำไปแล้ว ลูกก็...หลังนั่งสมาธิเสร็จ อธิษฐานแล้ว

    หลวงปู่: ฉันให้อธิษฐานตอนนี้จ้ะ พูดตั้งนาน เห็นมั้ยจ๊ะ ไม่เข้าใจรึยังไง บุญไม่ได้ไปถึง ก็จะได้เป็นประธานให้ ให้ระลึกถึง อธิษฐานถึง ทำจิตให้มันมั่น ตั้งจิตให้มันตรง สำรวมกายวาจาให้มันดี เข้าหาความสงบ “เอาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นที่ตั้ง พระรัตนตรัย น้อมนำดวงจิตของข้าพเจ้าให้เกิดบุญกุศล ให้เกิดอำนาจแห่งจิต ในทานในครั้งนี้ ในสังฆทานในครั้งนี้ จงเป็นมหาสังฆทาน ให้เข้าถึงบุญกุศล ให้ถึงบุคคลที่ยังทุกข์ได้พ้นจากทุกข์นั้น ให้เขานั้นได้เสวยในกรรมดี พ้นจากภัยทั้งปวง” เดี๋ยวจิตโยมจะบอกได้ว่าถึงแค่ไหน และเขาเป็นอย่างไร

    บุญทั้งหลายก็ดีนั้น ไม่มีใครมาบอกโยมหรอกจ้ะว่าปราณีตละเอียดแค่ไหน นอกจากโยมเองเป็นผู้กระทำ เอ้า ถึงมั้ยจ๊ะ อะไรบอกโยมล่ะจ๊ะ

    โยม: จิตค่ะ

    หลวงปู่: จิตบอกว่าไงจ๊ะ

    โยม: เขามีความสุข

    หลวงปู่: เอ้า โยมรู้ได้ไงจ๊ะ อุปาทานรึเปล่าจ๊ะ

    โยม: ก็ลูกเพิ่งอธิษฐานตอนนี้ ยังสมบูรณ์ ต่อหน้าหลวงปู่เป็นประธาน

    หลวงปู่: โยมขาดหลักนะจ๊ะ ใจน่ะโยมไม่มีกำลัง ศีลโยมก็อ่อน ก็ดีแล้วล่ะจ้ะ ทีหลังทำอะไรน่ะ ให้ระลึกถึงศีลก่อนนะจ๊ะ การระลึกถึงศีลระลึกอย่างไร การจะให้ศีลเรามาครอบคลุมจิตเป็นแก้ว เป็นวิมานเรืองรองให้รับบุญของเราได้ นั้นก็คือสงบกายวาจาเข้ามาสู่ในจิตในใจของเราให้ตั้งมั่นซะก่อน โยมจะส่งของให้ใครน่ะ โยมต้องตั้งสติให้ดี ถ้าภาชนะนั้น ของนั้น เป็นของดีและปราณีต ถ้ามันชำรุดทรุดโทรมไปแม้แต่เพียงนิดเดียว ของนั้น บุญนั้นก็ไม่สมบูรณ์ ของเป็นตำหนิ โยมว่าใครๆ อยากรับมั้ยจ๊ะ นั้นโยมต้องตั้งสติให้ดี เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    การสำรวมกายวาจาใจนั้นแลเรียกว่าศีล ให้น้อมระลึกจิตนั้น ระลึกถึงบุญกุศลและทานที่โยมทำมา ให้มาหล่อหลอมให้เป็นหนึ่ง นั่นคือเป็นกำลังแห่งบุญที่จะส่งเข้าไป นั่นคือการอธิษฐานบุญ โยมจะส่งบุญให้คนตาย โยมต้องอุทิศและอธิษฐานบุญ เข้าใจมั้ยจ๊ะ เพราะการอธิษฐานนี้มีกำลังมากกว่าการให้แบบธรรมดา เพราะการอธิษฐานนี้เป็นการอ้างบุญกุศลที่โยมได้ทำมาว่าทำมาจริงแล้ว มีเทพเทวดา แม่ธรณีนั้นเคยเป็นพยานแล้ว นั้นก็คือที่โยมเคยกรวดน้ำก็ดี ไม่กรวดก็ดีนั้น ล้วนแล้วแต่สำเร็จเป็นบุญแล้วทั้งนั้น จะทำให้น้อมนำจิตโยมนั้นตั้งมั่นเป็นกุศล เชื่อในบุญนั้นเอง

    ถ้าโยมไม่เชื่อในบุญที่โยมกระทำ บุญที่โยมจะส่งไปย่อมไม่ถึงแน่นอนในปลายทางนั้น เข้าใจมั้ยจ๊ะ เหมือนที่โยมไม่เชื่อมั่นในคำสอน ในทางเดินแห่งมรรค แล้วโยมจะนั่งสมาธิน่ะ ให้ข้ามสิ่งที่โยมปรารถนาได้มั้ยจ๊ะ โยมตั้งไว้เท่านี้ แต่โยมไม่มีความสุข มีความลังเลสงสัยในบุญ ในการประพฤติปฏิบัติ โยมจะนั่ง ได้สิ่งที่โยมตั้งไว้มั้ยจ๊ะ ถึงเป้าหมายสิ่งที่โยมตั้งไว้มั้ยจ๊ะ (ไม่ถึงเจ้าค่ะ) ก็ไม่ถึง บุญก็เช่นกันจ้ะ เพราะโยมไม่เชื่อในบุญนั้น บุญจะถึงได้ไงจ๊ะ โยมทำแล้ว บอกว่าทำแล้ว ใครก็ได้ทำทั้งนั้น แต่ถามว่าบุญให้ผลยัง เพราะเขายังไม่ไปเกิด เขารออะไรจ๊ะ เขารอบุญไปเกิดอะ เขาทำบุญเองไม่ได้ รอการไปเกิดๆ ก็ต้องมีบุญสิจ๊ะ

    บุญต้องได้มาจากไหน มันต้องมีเชื้อเดียวกัน ถึงจะไปส่งเขาได้ เอ้า ขาดเลือด เลือดคนละกรุ๊ป มันใส่กันได้มั้ยจ๊ะ เช่นเดียวกันจ้ะ เขาก็รอเหมือนกัน บุญก็เช่นเดียวแบบนี้ เข้าใจมั้ยจ๊ะ ถ้าโยมเข้าใจแบบนั้น ทุกครั้งโยมต้องอธิษฐานจิต ทำจิตให้ตั้งมั่น มันไม่ใช่ให้แล้วเป็นของเล่นไป เข้าใจมั้ยจ๊ะ เหมือนคนจะตายน่ะ เขารอความช่วยเหลือ ถ้าโยมทำไม่จริงไม่จัง มันก็เป็นกรรม จำไว้นะจ๊ะ ถ้าโยมคิดว่าช่วยเขาได้ ก็ช่วยให้เต็มที่ ถ้าโยมคิดว่าช่วยเขาไม่ได้แล้ว ให้วางเฉย แผ่เมตตาอย่างเดียว หากไม่อย่างนั้น โยมจะติดกรรมซึ่งกันและกัน ติดกรรมติดอะไรจ๊ะ มันจะติดอยู่ในจิตวิญญาณของโยม นั่นแหละจ้ะ เขาก็อาศัยโยม กินบุญโยม ไปกับโยม เพราะเกิดไม่ได้ ก็มาเกิดกับโยม จุติ ปฏิสนธิด้วยอารมณ์ เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    สิ่งเหล่านี้มันจึงซับซ้อน แต่ถ้าโยมเข้าใจแล้ว ไม่ซับซ้อนเลย เพราะมนุษย์นั้นมันไม่เข้าใจ มันจึงเข้าไม่ถึงในสิ่งนี้ การแผ่เมตตาจิต...โยมจะแผ่ยังไงก็ได้ ทั่วจักรวาล อนันตจักรวาล แสนโกฏิ ล้านโกฏิ ก็ได้ทั้งนั้น แต่การอุทิศบุญนี้ โยมต้องมีกำลังจิต ถ้าโยมไม่มีกำลังจิต บุญกุศลนั้นก็ดี วิญญาณเหล่านั้นก็ดี กลับเข้ามาที่โยมแล้วจะมีปัญหา

    ดังนั้น โยมต้องมีอะไรคุ้มครอง หนึ่ง อ้างถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ พระรัตนตรัย แก้วสามประการ คือบิดามารดา เหล่าเทพเทวดา เมื่อเราตั้งจิตอุทิศไปแล้ว ถ้าไม่ถึง บุญกุศลเหล่านั้น เทพเทวดาจะช่วยส่งต่อไป ต้องเอาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์มาเป็นประธานที่จะนำพาเขาไป เพราะบารมีของโยมอาจจะไม่ถึงในบุญนั้น เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    แล้วโยมจะรู้ได้ไงบุญโยมมีแค่ไหน โยมจะไปตรวจสอบที่ไหน ที่ดินเขาตรวจสอบโยมได้มั้ยจ๊ะ ถ้าโยมบอกว่าไม่ได้ โยมต้องรู้ไว้เลยว่าประมาทไม่ได้ บางคนถือดี อวดดี แหม่..บุญบารมีมาก ส่งอุทิศหมด แต่ตัวเองไม่ไหว ผีมาอยู่เต็มเลย อุทิศทั้งหมดน่ะ แต่ว่ามันมาหมดเลย เข้าใจมั้ยจ๊ะ รู้จักมั้ย ส่งจดหมายไป มันไปไม่ถึง มันตีกลับอะ แล้วมันไปอยู่ที่ไหนจดหมายตัวนั้นน่ะ มันกลับที่ไหนล่ะจ๊ะ เอ้า นั่นแหละจ้ะ มันก็กลับมาอย่างนั้นแหละจ้ะ เปิดซองอ่าน มันก็ออกมาแล้ววิญญาณ ทุกตัวออกมาหมดเลย มีกี่ตัว เข้าใจมั้ยจ๊ะ ถ้าโยมเข้าใจอย่างนั้นก็ดีแล้ว จะได้ไม่ส่งจดหมายผิดซองนะจ๊ะ ส่งให้มันถูกหน่อยนะจ๊ะ เขาถึงได้มีแสตมป์ไงจ๊ะ เอาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์น่ะตีตรา เอาศีล เอาธรรมของเรานี้แล ถ้าโยมเชื่อมั่นในศีลในธรรมของโยม สิ่งเหล่านั้นจะคุ้มครองโยมเอง เมื่อโยมอุทิศบ่อยๆ ทำบ่อยๆ จิตโยมจะมีกำลังกล้าแกร่งขึ้นมาเอง

    ตอนแรกก็ต้องค่อยๆ อุทิศบุญ อุทิศให้บิดามารดา เหล่าสรรพสัตว์ทั่วไปก่อน เข้าใจมั้ยจ๊ะ แต่ถ้าคราใดเราจะอุทิศให้ใครจริงๆ เราต้องมีประธานรองรับในบุญเรา เช่น อ้างในบุญกุศลที่เราเคยทำมาก่อนแล้ว บุญกุศลแม้เราทำมาก่อนแล้ว แม้มันเป็นล่วงไปแล้วก็จริง แต่เราเคยทำมา บุญนั้นก็กลับมาเหมือนเดิม เพราะสิ่งในการที่เราอธิษฐานขึ้นมาใหม่ บุญนั้นก็ยังคงอยู่ในภพปัจจุบัน

    กรรมในอดีตก็เช่นกัน เมื่อเราระลึกแล้ว มันก็เป็นกรรมในปัจจุบัน ในอารมณ์ เข้าใจมั้ยจ๊ะ เพราะเราเคยทำไว้แบบนั้น ดังนั้น สิ่งไหนเล่าจ๊ะที่คิดแล้วมันเป็นพลังที่มันทำให้เรานั้นมีกำลังจิต นั่นก็คือบุญ คือความดี เข้าใจมั้ยจ๊ะ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุดโดยผู้ดูแล: 2 มกราคม 2017
  4. miracledharma

    miracledharma Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 พฤศจิกายน 2016
    โพสต์:
    44
    ค่าพลัง:
    +75
    อธิษฐานบุญต่อแม่พระธรณี

    [​IMG]

    อย่ารอให้ใครทำบุญให้โยม เพราะก็ไม่รู้ว่าผู้นั้นจะมีบุญแท้หรือไม่ เราคือความไม่แน่ใจ ไม่มีอะไรแน่นอน ที่แน่นอนโยมต้องทำไว้ก่อน ฝังบุญกุศลไว้ใต้แผ่นดินเสีย พระแม่ธรณีจะเก็บรักษาบุญให้โยม เมื่อโยมต้องการในบุญนั้น ให้อธิษฐานต่อแม่พระธรณี

    “...บุญอันใด บารมีอันใด วาสนาอันใด
    ที่ข้าพเจ้าได้ทำแล้วในอดีต
    ด้วยทาน ศีล ภาวนา
    ด้วยเนกขัมมะบารมีทั้งหลายที่สะสมมา
    ไม่ว่ากี่ภพ กี่ชาติ กี่ภูมินั้น
    ขอจงมาเป็นตบะเดชาแก่ข้าพเจ้า
    ให้ข้าพเจ้านั้นเกิดปัญญา เกิดแสงสว่าง
    ในยามที่เป็นมนุษย์ก็ขออย่าได้ทุกข์
    ให้พ้นภัยจากบ่วงกรรมทั้งหลาย
    อันใดที่อยู่ในเป็นมนุษย์ที่มาเสวยภพเสวยชาติแล้ว
    สิทธิอันชอบธรรมในความสุขในทางโลกก็ดี
    ขอจงบังเกิดมี อย่าได้ยากจนเข็ญใจ...”

    นี่คือการอธิษฐานในบุญที่โยมต่อพระแม่ธรณี เพราะบุญนั้นได้ฝังกลบไว้ จะมีเทวดาคอยรักษา จึงเรียกว่าโยมต้องอธิษฐานบารมี แผ่เมตตาจิตไม่มีประมาณต่อเทพเทวดาทั้งหลาย เพราะเขารักษาให้เรา ในโลกนี้ไม่มีของฟรี โลกวิญญาณก็ไม่มีของฟรี โยมต้องแบ่งบุญกุศลให้เขา เพราะโยมมีกายสังขาร ทำไมฉันถึงกล่าวเช่นนั้น บางดวงจิตดวงวิญญาณของเทวดาอาจจะต้องเคยเป็นมนุษย์และเสียสละและให้โยมยังคงอยู่ เขาจึงได้เกิดเป็นเทวดา

    เห็นไหมจ๊ะ ว่าคุณแห่งเทวดามีมากไม่มีประมาณ นั่นก็คือเป็นรากเหง้าสักหลาดของโยมนั่นเอง ถึงจะมีเมตตาจิตขนาดนั้น ยอมแลกชีวิตเพื่อให้ลูกได้คงอยู่ โยมได้ตอบแทนรึยังจ๊ะ บิดามารดาบรรพชนที่เขาให้เกิดวิญญาณ เกิดให้แผ่นดินโยมอยู่ ให้โยมได้มาเจอศาสนา ให้โยมได้มาพบคำสอน โยมตอบแทนหรือยัง หรือใช่แค่ว่าคำ แค่ว่าวาจา มันบ่งบอกความสัตย์จริงไม่ได้หรอกจ้ะ มันต้องการการกระทำเพราะการกระทำนั่นแล และตัวอย่างที่ดีย่อมดีกว่าคำสอนทั้งปวง


    https://www.facebook.com/9065970527...597052743637/1251122308291108/?type=3&theater
     
  5. miracledharma

    miracledharma Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 พฤศจิกายน 2016
    โพสต์:
    44
    ค่าพลัง:
    +75
    อุทิศบุญให้สัตว์ที่เป็นอาหาร



    ดังนั้น สิ่งที่โยมมองเห็นหรือสิ่งที่โยมได้เสวย บริโภคก็ตาม หาใช่เป็นกิเลสไม่ แต่ใจที่โยมไปอยาก ไปพอใจ กระหาย โดยไม่มีสติต่างหาก นั่นเรียกว่ากิเลส นั่นคือของเหม็น ของหมักดอง เข้าใจมั้ยจ๊ะ แม้สัตว์นั้นเขาตายลงไป เนื้อเขายังเป็นประโยชน์ต่อโยม ให้โยมนั้นมีกำลังวังชา แต่โยมทั้งที่เป็นมนุษย์ เป็นสัตว์ที่ประเสริฐ บริโภคอาหารชั้นดี แต่เมื่อโยมตายไปนั้น ก็หาเป็นประโยชน์ต่อสัตว์ใดๆ ไม่ ใช่มั้ยจ๊ะ นั่นเรียกว่าตายเปล่า

    แต่ที่มีคุณค่าคือสิ่งที่โยมได้สร้างเอาไว้ต่างหาก...ที่สัตว์เดรัจฉานกระทำไม่ได้ เข้าใจมั้ยจ๊ะ ดังนั้น สัตว์ทั้งหลายเขาก็มีคุณ จงเจริญแผ่เมตตาจิต พิจารณาว่า...อาหารมื้อนี้ที่เราเสวยรับประทานไปนี้ เกิดประโยชน์อันใดต่ออัตภาพกายสังขารอันนี้ จะเอากายสังขารที่มีกำลังนี้ไปทำอะไร บุญกุศลส่วนนี้ยกให้ ถึงให้ แก่เหล่าสรรพสัตว์ทั้งหลายที่เราได้เสวยเป็นอาหาร ให้กำลังวังชา จงได้ผลประโยชน์ โมทนาบุญกับข้าพเจ้า จักได้ประโยชน์เช่นเดียวกับข้าพเจ้า สิ่งเหล่านี้ย่อมไม่เป็นโทษต่อกัน เพราะเราไม่ได้เป็นผู้กระทำลงมือ ฆ่าเขา ปาณาเขา สิ่งนั้นย่อมเป็นประโยชน์ทั้งสองฝ่าย

    (เขารับรู้มั้ย) จิตต่อจิตย่อมรับรู้ได้ เพราะส่วนหนึ่งของจิตอยู่ในกายสังขาร เข้าใจมั้ยจ๊ะ เพราะยังไง เขาไม่ตายวันนี้ ก็ตายพรุ่งนี้ ไม่ตายพรุ่งนี้ ก็ตายมะรืนนี้ ตายวันต่อๆ ไป ตายช้า ตายหลัง ตายเร็ว ก็เรียกว่าตาย แต่ตายแล้ว มีคุณค่า นี่แหละจ้ะ ควรตาย ถ้าตายแล้ว ไม่มีคุณค่า ไอ้นี่เสียชาติเกิด ตายมา ผิดหวัง ผูกคอตาย ไม่มีประโยชน์อันใดเลย ใช่มั้ยจ๊ะ ปลาตัวหนึ่งตาย กินทั้งครอบครัว มีชีวิตอยู่ได้ นี่เป็นบุญกุศลนะจ๊ะ ติดหนี้ปลาตัวนั้นแล้ว แต่มนุษย์อกหักหน่อย ผูกคอตายดีกว่า แหม่ เห็นมั้ยจ๊ะ นี่เขาเรียกว่าสิ้นคิด

    ดังนั้น ทุกอย่างจะเป็นประโยชน์ได้ ถ้าผู้นั้นมีสติ ผู้ใดมีสติย่อมมีปัญญา ย่อมเห็นทาง ย่อมเห็นประโยชน์ แต่ผู้ใดขาดสติ มนุษย์ขาดสติ โยมว่ามีประโยชน์มั้ยจ๊ะ ก็ไปลากกระป๋องจะมีประโยชน์ได้ไงจ๊ะ ใช่มั้ยจ๊ะ นี่คือหมดประโยชน์แล้ว สติตัวนั้นที่จะสร้างสรรค์อะไรก็ได้ ที่จะประกอบคุณงามความดี ผู้ที่ขาดสติแล้วก็เหมือนไม่มีวิญญาณแล้ว มีแค่กายสังขาร ก็บอกแล้วกายสังขารนั้น เมื่อไม่มีลมหายใจ ก็หาประโยชน์อะไรมิได้อยู่แล้วในอัตภาพนี้

    ดังนั้น เมื่อโยมมีสติสมบูรณ์ด้วยศีลแล้ว นี่คือประโยชน์อันยิ่งใหญ่ที่โยมจะทำอะไรก็ได้ให้มันยิ่งใหญ่ อย่าได้ดูถูกดูแคลนตัวเอง ไม่ใช่ว่าที่ตรงนี้ไม่กว้างขวาง แต่อย่าลืม เมื่อประตูถูกเปิดออกไป โยมจะมองเห็นทุกอย่างสุดลูกหูลูกตาโยม เข้าใจมั้ยจ๊ะ ถ้าโยมยังไม่ได้เปิดออกไปแล้ว โยมจะไม่รู้ได้ว่าบารมีธรรมนั้นมันยิ่งใหญ่แค่ไหน มีเท่าไหร่

    มนุษย์นั้นใครจะดูถูกเราก็หาสำคัญไม่ แต่ขออย่างเดียว อย่าดูถูกตัวเอง คำดูถูกตัวเองคือคำสาปแช่ง เท่ากับฆ่าตัวเองทั้งเป็น การฆ่าตัวตายจึงเป็นบาปมหันต์ ห้ามสวรรค์ ห้ามนิพพาน ดังนั้น
    ผู้ไม่ดูถูกตัวเองนั่นแล ย่อมเป็นผู้มีกำลัง มีบารมี รอบุญกุศลเก่ามาหนุน เมื่อทำบุญกุศลใหม่เพิ่มพูน ย่อมทำให้บารมีนั้นเต็มไวเร็วขึ้น เข้าใจมั้ยจ๊ะ


    แต่หากเมื่อใดบารมีนั้นไม่พอ ไม่ถึง คำอธิษฐานจะเป็นผล จะมีคนมาช่วยหนุนนำ กอบกู้ ทำการนั้นให้สำเร็จได้
    ดังนั้น อย่าลืมคำอธิษฐาน จะอธิษฐานตอนไหน ก็อธิษฐานตอนจิตเรานั้นสงบแล้ว ปรารถนาแล้ว อยากให้สิ่งใดมันเกิดขึ้น ก็จิตนั้นแล ก็กำหนดรู้ลงไป

    ขออำนาจบุญกุศลแห่งข้าพเจ้า ได้มาเจริญภาวนานี้
    บุญกุศลข้าพเจ้านี้ได้กระทำแล้วในอดีตถึงปัจจุบัน
    ทุกภพ ทุกชาติ ทุกภูมิแล้ว
    ขออำนาจแห่งศีล สมาธิ ปัญญา
    พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ พระรัตนตรัย
    จงบังเกิดมารวมเป็นหนึ่ง
    ให้สิ่งที่ข้าพเจ้านั้น ที่ปรารถนานั้น
    จงไปถึงทั่วบุคคลทั้งหลายที่เคยมีวาสนาบารมีต่อกัน มาร่วมบุญกุศลในครั้งนี้
    แม้เหล่าเทพเทวดา เทพพรหมทั้งหลายทุกเหล่าชั้นฟ้า
    จงได้รับรู้ เป็นสักขีพยาน บอกข่าวต่อนี้ให้กระจายต่อไป



    สิ่งเหล่านี้ นี่คือการอธิษฐาน การอธิษฐานนี้คือการกำหนดจิตลงไป เมื่อกำหนดจิตลงไป เมื่อเกิดตัวรู้ นี่คือข่าวสาร ข่าวสารนี้...เทพเทวดาเขามีหูทิพย์ ตาทิพย์ ย่อมรับรู้ได้ มนุษย์ย่อมมีเทพเทวดาดูแลรักษา ย่อมมีคลื่นพลังงานไปบอกกันได้ ไปดลจิตดลใจได้ สิ่งเหล่านี้ทั้งหลาย โยมต้องมีความเชื่อ ความศรัทธา ปาฏิหาริย์ย่อมบังเกิด
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 19 มกราคม 2017
Loading...
กระทู้ที่คล้ายกัน - คำอธิษฐานขอเบิกบุญ โดยสมเด็จโต พรหมรังสี
  1. miracledharma
    ตอบ:
    0
    เปิดดู:
    1,522

แชร์หน้านี้

Loading...