คุณลุงปรุง ตุงคเสรณีย์ ฆราวาส ผู้จบกิจที่วัดท่าซุง พระพุทธเจ้าองค์ปฐม

ในห้อง 'หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ' ตั้งกระทู้โดย คนหลงเงา2, 10 มกราคม 2018.

  1. คนหลงเงา2

    คนหลงเงา2 Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 มิถุนายน 2016
    โพสต์:
    19
    ค่าพลัง:
    +39
    คุณลุงปรุง ตุงคเสรณีย์ ฆราวาส ผู้จบกิจที่วัดท่าซุง

    พระพุทธเจ้าองค์ปฐม

    ...........................

    ข้อมูลจาก

    ธรรมนำไปสู่ความหลุดพ้นเล่ม ๑๒ เดือนกรกฎาคม พศ ๒๕๔๒ ตอนสอง

    และตอนสาม ข้อ ๑๐ ถึงข้อ ๑๔

    รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

    ขอความเจริญในธรรมจงมีแด่ทุกๆท่านครับ

    ............................




    คุณลุงปรุง ตุงคเสรณีย์ ฆราวาส ผู้จบกิจที่วัดท่าซุง




    สมเด็จองค์ปฐมทรงตรัสสอนไว้ดังนี้

    ๖. ธรรมคือจิต จิตคือธรรม เห็น - รู้ทุกอย่างเป็นธรรมดาไปหมด อาทิ ร่างกายที่เห็นอยู่นี้ ในไม่ช้าก็ดับไป ให้กำหนดรู้อยู่เป็นปกติ ความยินดีในการดำรงชีวิตอยู่ก็จักไม่มี และความเศร้าโศกเสียใจไปกับชีวิตก็จักไม่มีด้วย มีแต่จิตเป็นธรรม แต่จงจำเอาไว้คำสอนทั้งหมดยังไม่ใช่ของแท้ จักเป็นของแท้จริงได้ ต่อเมื่อเจ้าได้ปฏิบัติตามมรรคปฏิปทาตามที่แนะนำมานี้ แล้วเมื่อผลปรากฏแก่จิตอย่างไม่คลอนแคลนนั่นแหละ จึงจักเป็นจริง พึงตั้งตนไว้ในความไม่ประมาทนั่นแหละเป็นของดี เป็นการถูกต้องแล้ว

    ๗. อย่าไปฝืนกฎของกรรม เพราะกฎของกรรมไม่มีใครฝืนได้ ให้มองสภาวะตามความเป็นจริงแล้วจิตจักเป็นสุข ด้วยเห็นกฎของกรรมเป็นของธรรมดา แต่การพิจารณานี้จักต้องใช้ขันติอดทน วิริยะ คือ ความเพียร วิมังสา คือ หมั่นใคร่ครวญ (การใคร่ครวญทำให้เกิดปัญญา) เอาชนะมารที่คอยบงการอยู่ในจิต กำลังใจจักต้องเข้มแข็งและเอาจริง ความป้อแป้อ่อนแออย่าให้ปรากฏ แต่ตราบใดที่ยังไม่ชนะ ความป้อแป้ อ่อนแอของจิตก็ย่อมมีบ้าง แต่อย่าให้มากจนเกินไป และอย่าให้เป็นนานเกินไป ต้องรีบแก้ไขสภาวะของจิตให้มีกำลังใจเข้มแข็งขึ้นมา พิจารณามรรคผลที่ตนยังปฏิบัติคั่งค้างอยู่อย่างจริงจัง (ใช้วิริยะ ขันติ สัจจะ โดยมีปัญญาบารมีคุม ทำทุกอย่างเพื่อพระนิพพานจุดเดียว) อนึ่ง จำไว้ กฎของกรรมอย่าฝืน ถ้าหากฝืนก็จักทำให้เกิดความต่อต้านอย่างรุนแรง ทั้งๆ ที่ฝืนไม่ได้ แต่ถ้าหากไม่ฝืน ปล่อยวางไปตามกฎของกรรม เราก็เหมือนพายเรือตามน้ำไม่เหนื่อย ข้อนี้อุปมาฉันใด กฎของกรรมที่พูดก็ฉันนั้น ให้ดูปฏิปทาของท่านพระ.....เป็นตัวอย่าง ท่านเห็นทุกอย่างที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องธรรมดา ท่านไม่เคยติใครว่าเลวด้วยเห็นเป็นธรรมดาไปหมด คนไม่ดีท่านก็เห็นเป็นธรรมดา ธรรมดาที่บุคคลเหล่านี้ถูกกิเลสบังคับ ทำให้เขาต้องคิดเลว ทำเลว เมื่อพิจารณาอยู่อย่างนี้ ความที่จักโกรธคนที่เขาทำไม่ดี ท่านกลับสงสารเขาหนักขึ้นว่า เขาเกิดขึ้นมาเป็นคนแล้ว แทนที่จักรักษาความเป็นคนเอาไว้ให้ได้ กลับต้องย้อนไปตั้งต้นใหม่ในอบายภูมิ ให้ลองพิจารณาอยู่อย่างนี้ ความโกรธเนื่องจากคนเลวนั้นก็จักค่อย ๆ สงบขึ้น

    ๘. เรื่องนินทากับสรรเสริญ เป็นโลกธรรม ๘ ไม่มีใครหนีพ้นได้ พระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ พระอรหันต์ทุกองค์ก็ไม่ได้รับการยกเว้น แล้วเจ้าจักเดือดร้อนไปเพราะเรื่องเหล่านี้ไปเพื่อประโยชน์อันใด ให้เอาความบริสุทธิ์ใจเป็นที่ตั้ง อย่าหวั่นไหวกับคำกล่าวหาของบุคคลผู้ไม่มีศีล แล้วหลีกเลี่ยงด้วยประการทั้งปวง กรรมเหล่าใดที่เขาก่อก็จักตกหนักอยู่แต่เขาเพียงผู้เดียว บุคคลผู้ไร้ศีล ไร้ธรรมอยู่วัดนี้ได้ยาก (วัดท่าซุง จ.อุทัยธานี) เมื่อวาระกรรมจักเข้ามาตอบสนอง เขาก็จักมีความเดือดร้อนไปด้วยทั้งทางกาย วาจา และทางใจ อย่างสาหัส อย่าไปปะทะกับคนพาล แล้วต่อไปเบื้องหน้า เจ้าจักเห็นผลของบุคคลผู้ทำกรรมชั่ว ถูกสนองด้วยกรรมของตนเอง ให้ระมัดระวังตัวเอาไว้ด้วย

    ๙. ขันธ์ ๕ ไม่สามารถอยู่เป็นที่พึ่งของใครได้ตลอดกาลตลอดสมัย ให้ใช้ปัญญาพิจารณาขันธ์ ๕ ของตนเองเป็นสำคัญ ชีวิตยังคงอยู่ก็อยู่ช่วยเกื้อกูล ช่วยเหลือกันไปในบวรพุทธศาสนานี้ แต่ที่สุดขันธ์ ๕ ต่างคนก็ต่างกาย ก็ขอให้ทุกคนตั้งความหวังไว้ในใจ ยอมรับความตายของขันธ์ ๕ อย่างไม่ดิ้นรน และตั้งใจตายครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย ตายเมื่อไหร่ขอไปพระนิพพานจุดเดียวเท่านั้น รักษาอารมณ์จิตให้ตั้งมั่น ชำระจิตอย่าให้ติดอยู่กับสิ่งใดๆ ในโลกนี้ ประคองใจให้มั่นคง ไม่ติดทั้งทุกข์ ไม่ติดทั้งสุข จิตเป็นอุเบกขารมณ์เป็นปกติ แต่มิใช่เฉยจนเคร่งขรึม หากแต่เป็นอารมณ์เฉยแบบสบายๆ ไม่เดือดร้อนไปกับโลก ไม่ว่าด้วยประการใดๆ ทั้งปวง โลกภายนอกก็ไม่เดือดร้อน โลกภายในคือขันธ์ ๕ ของตนเองจักเป็นอย่างไรก็ไม่เดือดร้อน ป่วยก็รักษา หิวก็กิน เหนื่อยก็พัก ง่วงก็นอน ร้อนหนาวก็นุ่งห่มตามกาลตามสมัย สบายๆ ทำตามหน้าที่ ไม่ติดอยู่กับเครื่องอยู่ด้วยประการทั้งปวง สักแต่ว่าอยู่ในจิตใจของผู้รู้อยู่ตลอดเวลา รักษาอารมณ์จิตได้อย่างนี้ ก็จักไปพระนิพพานได้

    ๑๐. คุณลุงปรุง ตุงคเสรณีย์ ศพของท่านแสดงอสุภกรรมฐาน ความโดยย่อมีว่า ท่านเป็นบุคคลแต่ผู้เดียวที่เฝ้าดูแลตึกกลางน้ำ ที่หลวงพ่อฤๅษีท่านพักอยู่ตอนสมัยที่ยังมีชีวิตอยู่ เมื่อหลวงพ่อฤๅษีจากไป ท่านก็ยังดูแลอยู่แต่ผู้เดียวต่อไป ผมจำได้ว่าหลวงพ่อเคยพูดว่า ลุงปรุงเป็นพระอนาคามีมานานแล้ว แต่ยังไม่ยอมไป คือ ไม่ยอมทำจิตให้จบกิจในพระพุทธศาสนา ทั้งๆ ที่รู้หนทางปฏิบัติอย่างดี ในเมื่อหลวงพ่อท่านจากไปแล้ว ท่านจึงปฏิบัติธรรมให้จบกิจในพระพุทธศาสนา ในเมื่อท่านเป็นฆราวาส พอจิตจบกิจ โดยตัดสังโยชน์ ๑๐ ได้หมดแล้ว ขันธ์ ๕ ก็จะต้องตายภายในวันนั้นทุกคน แต่ท่านต้องการจะโปรดพระวัดท่าซุง โดยเอาศพของท่านแสดงอสุภกรรมฐาน โดยปล่อยให้ศพเน่าจนหนอนขึ้นเต็มไปหมด แล้วจึงจะให้พระประทีปไปพบ เป็นการแสดงธรรมครั้งสุดท้ายที่สูงสุด เรื่อง กายคตานุสสติควบอสุภกรรมฐานในทางธรรม ส่วนทางโลกก็เรื่อง คนเราเกิดมาก็มาตัวเปล่า เวลาตายไปก็ไปตัวเปล่า ในขณะนั้นผมมิได้อยู่วัด และไม่รู้เรื่องการตายของท่าน เมื่อไปวัดจึงทราบ โดยเพื่อนผู้ร่วมปฏิบัติธรรมกับผมมาหลายปี ท่านเล่าให้ผมฟังโดยละเอียด ดังนี้

    สมเด็จองค์ปฐม ทรงเมตตาตรัสสอนว่า “ให้เห็นธรรมดาของการตายของร่างกาย สัตว์โลกเกิดมาเท่าไหร่ตายหมดเท่านั้น ไม่มีใครเหลือ ดูการตายของโยมปรุงแล้วจงอย่าประมาท เพราะเจ้าเองก็มีสภาพเหมือนอยู่ตัวคนเดียวเหมือนกัน การตายสามารถเกิดขึ้นกับร่างกายได้เสมอ ให้พยายามฝึกฝนจิตให้เตรียมพร้อมรับสถานการณ์การตายในทุกรูปแบบ อย่าคิดว่าอายุยังไม่มากจักยังไม่ตาย ที่แท้แล้วความจริงชีวิตเป็นของไม่เที่ยง ความตายเป็นของเที่ยง นิมิตของความตายย่อมไม่มี แต่ความตายสามารถเกิดขึ้นได้ในทุกวัยกับทุกชีวิต ปฐมวัย มัชฌิมวัย ปัจฉิมวัย ให้พิจารณายอมรับอยู่เสมอ ศึกษาความตายและให้เตรียมพร้อมเข้าไว้ ชีวิตที่อยู่ก็อยู่อย่างไม่ประมาท อย่าสนใจใครให้มากกว่ากายและจิตใจของตนเอง คำว่าสนใจกาย คือศึกษากายให้ยอมรับสภาพร่างกายตามกฎของธรรม ยอมรับความเป็นจริง เกิด แก่ เจ็บ ตาย พลัดพรากจากของรักของชอบ ไม่มีความปรารถนาไม่สมหวัง ความกระทบกระทั่งก็เกิดขึ้นกับร่างกายเป็นปกติธรรม แล้วศึกษาจิตใจของตนเองว่ามีกำลังใจพอ หรือบารมี ๑๐ เต็มทั้ง ๓๐ ทัศ หรือไม่ เต็มที่จักปฏิบัติในการตัดสังโยชน์ ๑๐ ประการ ละให้ได้ซึ่งขันธ์ ๕ ด้วยศีล สมาธิ ปัญญา หรือไม่ ดูเราเท่านั้นพอ แล้วการปฏิบัติจักง่ายเข้า

    ๑๑. เรื่องรู้ล่วงหน้าว่าจะตาย ๒ วัน เพื่อนผมท่านเล่าให้ฟังว่า ลุงปรุงท่านรู้ล่วงหน้า ๒ วันก่อนร่างกายมันจะตาย ร่างกายมันแสดงธรรมของมันให้เห็น โดยมีอาการอ่อนเพลียลงไปๆ ตามลำดับ แต่จิตของท่านเป็นปกติ โปร่ง - เบา - สบาย เพราะขณะนั้นจิตมิได้คิดหรือเกาะติดในร่างกายว่ามันเป็นเรา เป็นของเรา จิตรู้อยู่เฉยๆ และเป็นสุขอย่างบรรยายไม่ถูก ปล่อยให้ร่างกายแสดงทุกขเวทนาไปตามเรื่องของมัน จิตไม่ดิ้นรน ไม่เดือดร้อนไปกับร่างกาย จนที่สุดร่างกายแสดงอาการว่าจะตาย เพราะหายใจไม่ออก แน่นมาก จิตก็พร้อมทิ้งจากร่างกาย จิตโปร่ง - เบา - สบาย จิตใสมาก ก็เห็นพระพุทธเจ้าเสด็จมาพร้อมกับหลวงพ่อฤๅษี ทรงตรัสว่า “ยังห่วงอะไรอีกหรือ” ก็ตอบว่า “ไม่ห่วงแล้วขอรับ” ทรงตรัสว่า “งั้นไปกัน" จิตของลุงปรุงซึ่งเป็นพระวิสุทธิเทพ ก็ไปกราบพระพุทธเจ้าปางพระวิสุทธิเทพอยู่ในวิมานของลุงปรุง

    ๑๒. พระสาวกละได้แต่กิเลส อุปนิสัยละไม่ได้ สาเหตุที่ทรงตรัสเรื่องนี้มีความสำคัญโดยย่อดังนี้ ท่านเป็นคนเจ้าระเบียบ รักสวยรักงาม หมายความว่า เสื้อผ้าที่ท่านใส่จะเป็นเสื้อผ้าชั้นหนึ่ง - เนื้อผ้าดี - ยี่ห้อดี - ราคาแพง และท่านซักเสื้อผ้าของท่านเองทุกชิ้น เก็บ - พับอย่างมีระเบียบ ที่รู้ก็เพราะว่าได้เคยอยู่พักร่วมห้องเดียวกับท่าน นอนเตียงเดียวกับท่านบ่อย ๆ ในคราวที่ติดตามหลวงพ่อฤๅษีไปต่างประเทศ และต่างจังหวัด ผมได้สนทนาธรรมเป็นส่วนตัวกับท่านเสมอ ธรรมส่วนใดที่ผมรู้หยาบ ๆ ท่านก็เมตตาสอนเพิ่มเติมให้กับผมได้รู้ธรรมนั้นละเอียดขึ้น และผมก็บังเอิญไปรู้เรื่องส่วนตัวของท่านในอดีตชาติ โดยหลวงพ่อฤๅษีท่านกรุณาเล่าให้ผมฟังเป็นส่วนตัว หรือผมรู้ด้วยตนเองแต่ยังไม่แน่ใจ ก็จะถามหลวงพ่อท่านก่อนเสมอ ในเมื่อมีโอกาสดีที่ได้อยู่กับท่าน ผมก็จะถามท่านตรงๆ ท่านตกใจสงสัยว่าผมรู้เรื่องของท่านได้อย่างไร เมื่อท่านทราบว่าหลวงพ่อท่านกรุณาบอกผมเป็นส่วนตัว ท่านก็สบายใจและเปิดเผยความลับส่วนตัวท่าน เล่าให้ผมฟังเกือบทั้งหมด แต่เน้นว่าห้ามไปเล่าให้ผู้อื่นฟังนะ ผมแบ่งรับแบ่งสู้ คือ รับปากเหมือนกันแต่ไม่ ๑๐๐% เต็ม ในปัจจุบันลุงปรุงท่านไปพระนิพพานแล้ว ผมก็ขออนุญาตเปิดเผยเรื่องจริงๆ ของท่าน ท่านก็อนุญาต ท่านไม่ค่อยให้ความสนิทสนมกับใคร - เจ้าระเบียบ ผู้ใดไม่ศรัทธาในท่าน ท่านก็จะไม่สอนผู้นั้น ผู้โชคดีบางคนได้รับการสอนธรรมะจากท่าน จัดว่าเป็นคนโชคดี เพราะท่านสอนละเอียดมาก แต่กฎของกรรมนั้นเที่ยงเสมอ และให้ผลไม่ผิดตัวด้วย มีบางคนอิจฉาท่าน ตัวนินทาจึงเกิดขึ้น ผมรู้ดี เพราะมีหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษร แต่ผมก็มิได้เอามาเปิดเผยเป็นสาธารณะ ผมขอเขียนไว้สั้นๆ เพียงเท่านี้

    สมเด็จองค์ปฐมทรงตรัสสอนเรื่องนี้ให้กับเพื่อนผู้ร่วมปฏิบัติธรรมกับผมว่า เจ้าจงอย่าเอานิสัยเดิมของแต่ละคนมาตัดสินใจว่า เมื่อเขาทิ้งขันธ์ ๕ แล้ว จักไปนิพพานได้หรือไม่ได้ เพราะถ้าหากยึดมั่นถือมั่นในนิสัยเดิมแล้ว อุปาทานจักกินใจว่า บุคคลผู้นี้จักเข้าสู่พระนิพพานไม่ได้ จงรู้ว่าตัวมานะในพระอรหันต์ไม่มี พระอริยเจ้ามีจิตเยือกเย็น ยิ่งระดับสูงขึ้นไป ยิ่งเย็นมากขึ้นตามลำดับ พวกที่ได้สมาบัติ ๘ อันเป็นฌานโลกีย์ เย็นแต่เฉพาะเวลาทรงฌาน แต่ถ้าหากนิวรณ์เข้ามากระทบเมื่อไหร่ หรือกิเลสทั้ง ๓ ประการเข้ามากระทบเมื่อไหร่ โมหะ-โทสะ-ราคะเกิดเมื่อไหร่ ฌานก็พังเมื่อนั้น ให้ซ้อมการชำระจิตเอาไว้ แม้ได้ชั่วขณะจิตเดียวก็ยังดี แต่อย่าเพิ่งคิดว่าตนเองได้บรรลุเป็นพระอรหันต์แล้วล่ะประเดี๋ยวจักซวยเอา

    ๑๓. ให้เรียนรู้อาการหวั่นไหวของจิตเมื่อถูกกระทบเอาไว้ให้ดี เนื่องจากจุดนี้เป็นกำลังของจิต ทำให้จิตมีความเข้มแข็ง ไม่มีความหวั่นไหวต่ออุปสรรคที่เข้ามาขัดขวางการเจริญพระกรรมฐานทั้งปวง ให้พิจารณาว่าการแก่ - การเจ็บ - การตายเป็นเรื่องธรรมดาที่หนีไม่พ้น จะกลัวหรือไม่กลัว ก็ต้องแก่ - ต้องเจ็บ - ต้องตายอย่างแน่นอน หมั่นทำความดีเพื่อมรรคผลนิพพานดีกว่า เวลานี้ร่างกายไม่ดีให้พักผ่อนให้มาก ทำอะไรอย่าให้เป็นการเบียดเบียนร่างกายจนเกินไป กายเป็นสุข จิตก็เป็นสุขด้วย ทุกอย่างต้องอาศัยหลักมัชฌิมาปฏิปทาทำอะไรให้คิดให้รอบคอบเสียก่อนจึงค่อยทำ อย่าเล็งเห็นผลบวกอย่างเดียว ให้พิจารณาถึงผลลบด้วย

    คนส่วนใหญ่จักทำ จักคิดอะไรมักจักมองแต่ในแง่ที่ให้ผลดีกับตนเอง ไม่เคยคิดในแง่ที่ให้ผลเสีย ความรู้จักพิจารณาทางดี - ทางเสียให้รอบคอบ ก็จักเป็นเหตุผลดีต่อการปฏิบัติทั้งทางโลกและทางธรรม อนึ่ง การรู้จักประมาณตนของตนเองเป็นของประเสริฐ ทำอะไรให้รู้จักเพียงพอ หรือหาความพอดีให้กับกายกับจิตของตนเอง อย่าได้หวั่นไหวไปกับโลกที่หมุนเวียนเปลี่ยนไปทุกวัน เหตุใดที่ยังไม่เกิด อย่าเพิ่งรีบไปเดือดร้อนกับเหตุการณ์ข้างหน้า ดีไม่ดีชีวิตร่างกายอาจจักตายเสียก่อนที่จักถึงวันนั้น หมั่นรักษาจิตให้คงอยู่ในความดีเพื่อพระนิพพานดีกว่า ดีกว่าที่จักกังวลไปกับโลกให้จิตเป็นทุกข์ จักมีประโยชน์อันใดนอกจากจักทำให้จิตเสื่อมและเศร้าหมอง ด้วยเหตุแห่งตัณหานั้น การไม่รู้เท่าทันกิเลสเป็นเรื่องที่นักปฏิบัติกรรมฐานจักต้องระมัดระวังให้มากที่สุด ห่วงกาย - ห่วงอนาคต ห่วงแต่เพียงพอดี หากห่วงให้มากเกินไป วิตกจริตเกิดขึ้นกับจิต การเจริญพระกรรมฐานก็จักไม่ได้ผล ถ้าหากเกิดตายตรงนั้นแล้วจักทำอย่างไร จงใช้ปัญญาพิจารณาด้วย จักช่วยให้บรรเทาความโง่ลงได้บ้าง

    ๑๔. อารมณ์จิตที่เป็นสุขที่สุด คือ อารมณ์รักพระนิพพาน ดังนั้นต้องหมั่นทำจิตให้เป็นสุขเข้าไว้เสมอ โดยไม่ลืมอารมณ์รักพระนิพพาน ร่างกายเมื่อเกิดขึ้นก็อยู่กับความเสื่อมเป็นธรรมดา การนอนหลับก็คือการเสื่อมของร่างกาย เป็นการระงับทุกขเวทนา เหมือนกับการหิวอาหาร กินอาหารเพื่อระงับทุกขเวทนา พึงปฏิบัติอยู่ในสายมัชฌิมาปฏิปทา จึงจักสร้างความสุขกาย - สุขใจให้เกิดขึ้นได้ด้วยปัญญา

    ๑๕. เรื่องสัญญาเป็นอนิจจา หรือความจำก็ไม่เที่ยงเป็นธรรมดา สภาวะที่แท้จริงของสัญญาหรือความจำ ถ้าไม่ระลึกไว้ ไม่ตั้งใจไว้ ไม่นานก็ลืมเป็นธรรมดา การฟังเทศน์ - ฟังธรรม แม้การสนทนาธรรมกัน แล้วลืมจำไม่ได้ มีเหตุเพราะเหตุนี้ เมื่อจำไม่ได้ก็จงอย่าไปทุกข์กับสัญญานั้น ให้พิจารณาลงไปว่า สัญญานั้นไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา การปฏิบัติธรรมก็เช่นกัน ให้พิจารณาดูว่าเป็นสัญญาหรือเป็นปัญญา ถ้าเป็นสัญญาไม่ช้าก็ลืม ถ้าเป็นปัญญาจักรู้เท่าทัน ไม่มีวันลืมเลือนไปได้เลย เราต้องมารู้จักถามใจตนเองสักนิดหนึ่ง แยกให้ออกมาให้ได้ ฟังคำสอนแล้วจำนี่เป็นสัญญา แต่ถ้าหากจำแล้วนำมาคิดพิจารณา นี่เริ่มเป็นปัญญา แล้วนำมาปฏิบัติให้เกิดพร้อมทั้งกาย - วาจา - ใจ เรียกว่าถึงพร้อมอย่างสมบูรณ์ในปัญญานั้นๆ เมื่อทำทุกวันจนจิตมันชิน ความลืมก็ไม่มี

    ๑๖. จิตมีสภาพไหลลงเบื้องต่ำอยู่เสมอ การฝึกจิตจักต้องอาศัยสติ-สัมปชัญญะเป็นตัวสำคัญ แล้วให้สังเกตอีกจุดหนึ่งที่ยังบกพร่องกันอยู่ คือ เมื่อร่างกายเพลียมากๆ ก็จักหาเรื่องหลับเลย ไม่มีสติ-สัมปชัญญะที่จักพิจารณา หรือกำหนดจิตขึ้นพระนิพพาน จึงพึงแก้ไข อย่าปล่อยให้ร่างกายเพลียมากจนเกินไป จักเป็นอัตตากิลมถานุโยคได้ การสนทนาธรรมก็ให้ใช้เวลาพอสมควร อย่าให้จนเฝือ จนไม่มีเวลาพักผ่อนเป็นของตนเอง กรณีนี้ให้ใช้ปัญญาพิจารณาให้รอบคอบ จักได้ไม่เป็นที่เบียดเบียนร่างกายของตนเองได้ อายุยิ่งมากขึ้น ร่างกายก็ทรุดโทรมมากขึ้น การต้องการเวลาพักผ่อนของร่างกายก็ย่อมมากขึ้นเป็นของธรรมดา ถ้าร่างกายถูกเบียดเบียนแล้ว การปฏิบัติทางจิตก็เจริญไปได้ยาก แม้แต่การบริหารร่างกาย ก็ทำแต่พอเป็นการยังอัตภาพให้เป็นไปเท่านั้น เพราะจักทำให้ไปหลงบำรุงร่างกายมากกว่าบำรุงจิตใจ เอาแต่พอเหมาะพอควร

    ๑๗. การแห่พระเจ้าพรหมมหาราชเป็นของดี แต่จงให้ดูว่าคนแห่ในสมัยพระเจ้าพรหมมหาราชยังมีชีวิตอยู่นั้น ปัจจุบันนี้ก็ตายไปหมดแล้ว และคนแห่พระเจ้าพรหมฯ สมัยที่ท่านฤๅษีจัดขึ้นใหม่ๆ ก็ได้ตายไปบ้างแล้วเช่นกัน ร่างกายของคนรุ่นหลังๆ ก็เช่นกัน ในที่สุดแล้วไม่มีใครเหลือ นี่เป็นวิปัสสนาญาณ แต่การแห่พระเจ้าพรหมฯ เป็นของดี ถ้าไม่ดีท่านฤๅษีก็ไม่ทำเป็นแบบอย่างเอาไว้ ท่านทำเพื่อให้ทุกคนเกิดความรักชาติ - ศาสนา - พระมหากษัตริย์ เป็นการหลอมความสามัคคีให้กับคนในชาติ เพื่อป้องกันคนขายชาติ จงดูให้เป็น อย่าติดงานนี้ งานใดๆ ที่ท่านฤๅษีริเริ่มขึ้นมา งานนั้นพึงได้รับการสานต่อ แต่การสานต่อก็พึงทำตามหน้าที่ จักได้ไม่เป็นทุกข์ จักได้ดียิ่งขึ้น ให้ดูร่างกายเรานี้อีกไม่ช้า - ไม่นานก็จักเป็นซากศพถมทับปฐพี พิธีงานต่างๆ เป็นของดี ทำคนให้มีความสามัคคีและกลมเกลียวกันในชาติ ก็จงอย่าไปแสดงความคัดค้าน ในบุคคลที่ยังติดอยู่ ก็จงให้การสนับสนุน อย่างน้อยๆ จิตของเขาก็สดใสรื่นเริง ดีกว่าคนที่ไปมั่วสุมอยู่ในโลกียวิสัย

    ๑๘. อย่าใช้อารมณ์ปรุงแต่งมาเป็นเครื่องตัดสินใจ เพราะถ้าหากปรุงแต่งธรรมแล้ว จัดได้ว่าเป็นกิเลส - ตัณหา - อุปาทาน - อกุศลกรรม เกิดขึ้นตามมาเป็นลำดับ ต้องใจเย็นๆ ให้เห็นธรรมเป็นธรรม อาทิ ร่างกายของคนกลางคนก็เป็นเช่นนี้แหละ จักให้มีความแข็งแรงเหมือนกับสมัยที่เห็นหนุ่ม - เป็นสาวย่อมเป็นไปไม่ได้ ความเสื่อมลงไปย่อมเป็นสิ่งที่จักต้องประสบเป็นปกติธรรมของร่างกาย เวลานี้ก็จักได้วัดกำลังใจกันว่าจักวางห่วงหรือคลายกังวลกับร่างกายได้แค่ไหน พระอรหันต์เท่านั้นที่ท่านไม่มีอารมณ์กังวลกับร่างกาย เนื่องจากจิตใจยอมรับนับถือกฎของธรรมดา ร่างกายมันป่วยก็ป่วยไป เป็นกฎของธรรมดา แต่จิตใจท่านหาได้ป่วยตามไม่ ให้คิดถึงข้อนี้ให้มากๆ ถ้าหากไม่ลืมสติ ก็พึงเอาเวทนาที่เกิดขึ้นกับร่างกายนี้มาพิจารณาเป็นกายานุปัสสนามหาสติปัฏฐาน จุดนี้จักได้เห็นของจริง เนื่องจากป่วยจริง ก็จักทำให้กรรมฐานกองนี้มีผลดีมาก เพราะข้าศึกได้ประจันหน้าอยู่ หากทำได้ก็จักรู้แน่แก่ใจว่า การวางร่างกายโดยไม่กังวลใจนั้นเป็นอย่างไร การวางร่างกายนี้มิได้หมายถึงไม่สนใจในร่างกาย การรักษาดูแลยังคงดูแลตามหน้าที่ หากแต่จิตไม่กังวลไปกับร่างกาย


    รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

    ............................

    ที่มาของข้อมูล

    ธรรมนำไปสู่ความหลุดพ้นเล่ม ๑๒ เดือนกรกฎาคม พศ ๒๕๔๒ ตอนสอง

    และตอนสาม

    หนังสือ ธรรมนำไปสู่ความหลุดพ้น ทุกเล่ม

    หาข้อมูลศึกษาได้จาก.......

    http://www.tangnipparn.com/page_book_all.html

    ถ้าเป็นเสียงตอนนี้มีเล่ม 7/ 8/ 10 /11/14/15 หาได้จาก youtube

    ธรรมที่นำไปสู่ความหลุดพ้น

    ต้องขอโมทนาทุกท่านที่ช่วยเผยแพร่ผลงานของพระพุทธเจ้าหรือ

    หลวงพ่อหรือพระอริยเจ้าทั้งหลายในทุกรูปแบบทั้งทางหนังสือและอินเตอร์เน็ต

    ขอความเจริญในธรรมจงมีแด่ทุกๆท่านครับ

    …………………………………
     
  2. madeaw23

    madeaw23 สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 ตุลาคม 2017
    โพสต์:
    81
    ค่าพลัง:
    +49
    กราบสาธุครับ
     

แชร์หน้านี้

Loading...