จิตพร้อม? รับภัยพิบัติ

ในห้อง 'ภัยพิบัติและการเตรียมการ' ตั้งกระทู้โดย ภูภู, 6 เมษายน 2012.

  1. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    8,987
    กระทู้เรื่องเด่น:
    98
    ค่าพลัง:
    +24,213
  2. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    8,987
    กระทู้เรื่องเด่น:
    98
    ค่าพลัง:
    +24,213
  3. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    8,987
    กระทู้เรื่องเด่น:
    98
    ค่าพลัง:
    +24,213
    LpRuesriRay.jpg
    คาถาพระยายม


    "นะโมพุทธายะ"


    ที่วัดสะพานนี่ หลวงพ่อสำเภอท่านเป็นโรคชนิดหนึ่งคือ เวลาเป็นขึ้นมา มันแน่นเสียด
    หน้าอก มันแน่นถึงกับทะลึ่งพรวดๆ


    วันหนึ่งก็กำลังนอนอยู่ ท่านพระยายม ท่านก็มา ท่านบอกว่าคุณ โรคอย่างท่านสำเภา
    นี่ ผมมีคาถาจะรักษา แต่คาถารักษาของผมนี่ รักษาโรคไม่หายนะ กันไม่ให้
    ตายก็ไม่ได้ รักษาโรคก็ไม่หาย แต่สามารถระงับทุกขเวทนาได้ ถ้ามีเวทนา
    หนักๆ อย่างท่านสำเภานี่ คุณไปเป่าที่หัวเถอะ ประเดี๋ยวเดียวก็ระงับ ก็เป็นอันว่า
    คาถานี้ต่อมาภายหลัง มีหลายคนรับไปใช้ มีประโยชน์มาก คนที่มีทุกขเวทนามากๆ
    พอไปเป่านิดเดียวก็สงบทันทีจะบอกให้ ทีแรกจะลืมแล้ว คาถา นี่ท่านบอกว่า ให้ว่า
    "นะโมพุทธายะ"และเวลาก่อนจะว่าให้ นึกถึงพระพุทธเจ้าทั้ง ๕ พระองค์เสียก่อน
    แต่ถ้าเราจะเอาจริงๆ นะ ให้นึกถึงพระพุทธเจ้าทั้ง ๕ พระองค์ด้วย นึกถึงพระ
    ยายมด้วย

    และต่อมาประมาณเดือนยี่ก็เห็นจะเป็นประมาณเดือนกุมภาพันธ์ หลวงพ่อสำเภาก็
    ป่วย ท่านแช่ม ท่านเป็นลูกศิษย์ก็วิ่งมาบอกว่าหลวงพ่อสำเภาป่วย กำลังทะลึ่งพรวดๆ
    ขึ้นมา ก็เลยช่วยกันจับ จับท่านมาเอาศีรษะท่านวางบนตักแล้วก็เป่า นึกในใจ บอก
    แช่มไปจุดธูปบอกพระยายมเดี๋ยวนี้นะ บอกให้ช่วยระงับทุกขเวทนา แช่มก็ไปจุดธูป
    ๕ ดอก บอกพระยายม อาตมาก็นึกในใจ แต่ไม่ได้เป่าพรวดๆ นึกในใจเฉยๆ พอเริ่มนึกในใจเพียงแค่วินาทีเดียว อาการทุกขเวทนาของท่านก็หยุด ท่านนอนสงบ อาตมาก็ให้นอนอย่างนั้น เป่านึกอยู่อย่างนั้นประมาณสักครึ่งชั่วโมง เห็นท่านสงบ สงัดดีแล้วก็ค่อยๆ เอาศีรษะวางบนหมอน แล้วลุกมาข้างนอก มานั่งคุยข้างนอก ประเดี๋ยวเดียว เสียงว้ากอีกแล้ว ทะลึ่งอีกแล้ว ก็กลับเข้าไปใหม่ กลับเข้าไปเป่าใหม่ ทีนี้เป่าไม่เลิก คือไม่ได้เป่าพรวดๆ นะ นึกในใจเฉยๆ ว่า "นะโมพุทธายะ" ว่าช้าๆ สบายๆ นึกถึงพระพุทธเจ้าทั้ง ๕ พระองค์ นึกถึงพระยายมด้วยขอให้ระงับทุกขเวทนา


    เป็นอันว่า ต่อมาถึงเวลาใกล้จะเพล ท่านลืมตาขึ้นมาถามว่าเหลือเวลาอีกกี่นาทีจะ
    เพลครับ ท่านพูดเป็นปกติ ก็แหงนดูนาฬิกาก็เลยบอกท่านว่า เวลานี้เหลือ ๓ นาที
    จะเพลแล้วครับ ท่านก็เลยบอกว่า ผมขอลาครับ ถ้าเพลแล้วผมขอลา พอเสียงตี
    กลองเพลตึงๆๆ ปรากฏว่าหลวงพ่อสำเภาหลับตาปั๊บ ตายไปเลย


    เป็นอันว่า คาถาบทนี้ไม่หวงนะ บรรดาญาติโยมพุทธบริษัทนะ ถ้าท่านผู้ใดต้อง
    การจะนะงับทุกขเวทนาของใคร ใครเขาป่วยไข้ไม่สบาย มีทุกขเวทนา
    มาก ให้จุดธูป ๕ ดอก จุดเทียน ๑ เล่ม มีดอกไม้ก็ใช้ด้วย ถ้าบังเอิญใน
    สถานที่นั้นไม่มีธูป ไม่มีเทียน ไม่มีดอกไม้ ก็ไม่เป็นไร ให้นึกถึงพระพุทธ
    เจ้าทั้ง ๕ พระองค์ แต่พระศรีอาริย์ยังไม่เป็นพระพุทธเจ้าก็จริงแล แต่ทว่าต่อไป
    จะเป็นพระพุทธเจ้า และนึกถึงพระยายมด้วย แล้วเป่าที่ศีรษะของเขา นึกว่า
    ขอให้ทุกขเวทนาระงับไป และจงอย่าลืมว่า เจ้าของบอกแล้วว่า คาถาบทนี้รักษา
    โรคไม่หาย กันตายก็ไม่ได้ แต่ว่าระงับทุกขเวทนาได้


    คาถาบทนี้ไม่ต้องเสียค่าครู เป็นแต่เพียงว่า ยอมรับนับถือพระพุทธเจ้าเชื่อมั่นในท่าน ยอมรับนับถือพระยายมก็ใช้ได้แล้ว


    จากหนังสือสมบัติพ่อให้

    http://www.danpranipparn.com/web/kata/kata1m/mainkata1a016.html
     
  4. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    8,987
    กระทู้เรื่องเด่น:
    98
    ค่าพลัง:
    +24,213
    หัวเราะวันละนิดจิตแจ่มใส
    ทอล์คโชว์ โย่ง เชิญยิ้ม ฮามากๆ


    Intrepid Media Published on Jun 21, 2015

    MeawNotangry.jpg


     
  5. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    8,987
    กระทู้เรื่องเด่น:
    98
    ค่าพลัง:
    +24,213
    Buddhaandmonkss.jpg
    พระธรรมวินัย ( วางซึ่งสุขในโลกธรรม ๘ )
    ๑.วางลาภ ตัดความกังวลในปัจจัย๔ (ปลิโพธ) ให้มักน้อยในปัจจัย คือให้ละความโลเลในปัจจัย คือ เมื่อได้อย่างดี อย่างปราณีต ก็ให้บริโภค อย่างดีอย่างปราณีต ได้อย่างเลวทรามต่ำช้า ก็ให้บริโภคอย่างเลวทรามต่ำช้า ตามมีตามได้ ไม่ให้ใจขุ่นมัวด้วย ซึ่งพระภิกษุมีค่าตัวเพียงบาทเดียว ขโมยเงินแม้แต่บาทเดียวก็หมดจากความเป็นพระ แต่พระสังฆาธิการ ตอนนี้มีเงินไม่รู้กี่ล้านต่อกี่ล้าน เพราะฉะนั้นหากตรวจสอบพระสังฆาธิการไม่ได้ ทุกอย่างก็เหลวหมด
    ๒.วางยศ พระมียศถาบรรดาศักดิ์และมีสมณศักดิ์ จนต้องซื้อขายตำแหน่งกันในมูลค่ามหาศาล ในสมัยพุทธกาล พระทุกรูปเสมอภาคกันหมด ไม่ว่าพระที่เป็นลูกพระเจ้าแผ่นดิน หรือพระที่เป็นลูกจัณฑาล ลูกหญิงโสเภณี มันต้องเสมอภาคกันหมด ไม่มีแบ่งแยก ไม่มีแตกแยก ตามแนวทาง สาราณียธรรม ๖ แต่ในปัจจุบันมีแต่ยึดมั่นถือมั่นในตัวตนเพิ่มมากขึ้น แล้วจะพ้นทุกข์ได้อย่างไร มีทั้งสมเด็จบ้าง มีเจ้าคุณบ้าง ถ้าถามว่า บริหารเพื่อใคร ถ้าเพื่อตัวเอง ไม่เป็นไปเพื่อประโยชน์ของการดับทุกข์โดยส่วนรวม ก็รู้ไปเปล่าๆ แล้วพระสมเด็จบางองค์ ท่านอายุน้อย ยึดในตัวตน ก็เลิกเคารพท่านเจ้าคุณที่อาวุโสกว่าไปเลย ทั้งที่หลักอาวุโสของพระภิกษุสงฆ์ มีความสำคัญมาก
    ๓.วางสรรเสริญได้ นินทาก็ไม่ต้อง เกิดตามเห็นตามอีกต่อไป เป็นอันเลิกสนใจไป เห็นเป็นสิ่งไร้แก่นสาร การมาเข้ามาบวชนี้ ก็เพื่อมาละอัตตาตัวตน มาทำตัวให้ต่ำลงมากยิ่งดี เพื่อระงับดับกิเลส ให้จิตใจนั้นเหมือนแผ่นดิน คนที่มีคุณธรรมสูงจะไม่หลงไหลยึดติดกับสมมติต่างๆ เช่น ความสูงต่ำความใหญ่ความโตในฐานะทางโลก แต่จะยึดถือความสูงต่ำในทางธรรม “พระผู้มีพระภาคเจ้าสอนให้ปล่อยให้วางทั้งข้างหน้า ข้างหลัง และท่ามกลาง มิให้ยึดติดในอารมณ์อันเป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน อารมณ์ที่พอใจหรืออารมณ์ที่ไม่พอใจ เมื่อเกิดขึ้น จงปล่อยวางเป็นกอง ๆ ไว้ ณ ที่นั้น อย่านำมาเก็บไว้แบกไว้” เมื่อ“เขาด่าว่าเราบนบก จงกองคำด่าว่านั้นไว้บนบก อย่านำติดไปในน้ำด้วย เขาว่าเราในน้ำ จงกองคำด่าว่านั้นไว้ในน้ำ อย่านำติตตัวขึ้นมาบนบก เขาด่าว่าในเมือง จงกองไว้ในเมือง อย่านำติดตัวมาจนถึงเชตวันนี้ด้วย”
    ๔.วางสุข ในประสาททั้ง๕ อันมี รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส รวมเรียกว่า กามคุณ ๕ เราเวียนว่ายตายเกิดอยู่นี่ ก็เพราะกามนี้เอง เกิดตายเป็นแสนเป็นล้านชาติ เพราะสุขทุกข์มี การยึดมั่นถือมั่นจึงมี เพราะสุขทุกข์ดับ การยึดมั่นถือมั่นจึงดับ ด้วย"สุขกับทุกข์ ถ้าพิจารณาโดยละเอียดแล้ว เป็นของติดกันอยู่ ครั้นวางสุข ทุกข์ไม่ต้องวาง มันก็หายไปเอง เข้าสู่พระนิพพานด้วยอาการแบบนี้"


     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    แก้ไขครั้งล่าสุด: 21 มกราคม 2017
  6. pporjai

    pporjai เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 มีนาคม 2006
    โพสต์:
    8,678
    ค่าพลัง:
    +15,801
  7. pporjai

    pporjai เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 มีนาคม 2006
    โพสต์:
    8,678
    ค่าพลัง:
    +15,801
    สาธุ ๆ ๆ ธรรมคะ พี่ต้อยสุภาทร
     
  8. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    8,987
    กระทู้เรื่องเด่น:
    98
    ค่าพลัง:
    +24,213
    บุญ/บาปทางอินเทอร์เน็ต โดยคุณดังตฤณ

    ถาม – การเขียนข้อความหรือนำเสนอเนื้อหาอะไรผ่านอินเตอร์น็ต
    โดยใช้นามแฝง ถือเป็นกรรมหรือไม่?
    เพราะไม่มีใครรู้จักชื่อเรา ไม่มีใครเห็นหน้าเรา
    ไม่มีใครได้ยินเสียงเรา เหมือนเราไม่มีตัวตน

    ตอบ – ผมเห็นว่าคำถามนี้จะนำไปสู่ความเข้าใจเรื่องกรรมได้ลึกซึ้งขึ้น
    เพราะคนส่วนใหญ่ยังนึกว่าการก่อกรรมเป็นเรื่องที่ต้องโชว์ตัว โชว์เสียง
    หรืออย่างน้อยก็ต้องมีชื่อแซ่ของเจ้าตัวปรากฏเป็นที่รับรู้เสียก่อน
    ความเข้าใจดังกล่าวนั้นคลาดเคลื่อนนะครับ
    กรรมนั้นคือเจตนา ต่อให้คุณนอนคิดร้ายอยู่บนยอดเขา
    ไม่มีใครเห็น คุณก็ทราบชัดอยู่แก่ใจ และสามารถสำเหนียกรู้สึกได้ว่า
    ใจคุณดำมืดเพราะโดนเมฆหมอกอกุศลทาบทับแล้ว


    สำหรับกรรมที่ทำอยู่ในใจจริงๆ มีผลกระทบกระเทือนต่อจิตใจคุณเองคนเดียวนั้น
    เรียกว่า -มโนกรรม- สำหรับมโนกรรมนั้นจะสำเร็จสมบูรณ์เต็มขั้นในทันที
    ที่ตั้งใจคิดและมีความยินดีกับความคิดนั้น
    หากจะพูดว่ามโนกรรมคือกรรมที่ก่อแล้วยังไม่ทันส่งผลกระทบดีร้ายกับผู้อื่นก็
    คงได้ ตัวอย่างเช่นคุณคิดจะด่าเขา แต่ระงับใจไม่ด่า
    อย่างนั้นก็เป็นเพียงมโนกรรมอันเป็นอกุศล มีผลให้จิตคุณทุกข์ร้อนอยู่คนเดียว
    ยังไม่เป็นวจีกรรม ยังไม่มีเสียงกระทบหูใครให้ใจเป็นทุกข์ขึ้นมา


    แต่หากคลื่นความคิดแรงจนทะลักรั้วกั้น หลุดจากสมองไปกระทบผู้อื่น
    ไม่ว่าจะทางภาษาพูดหรือภาษาเขียน ทำให้เขาเกิดความเข้าใจว่าคุณคิดอย่างไร
    ตรงนั้นจัดว่าเป็นวจีกรรมได้หมด พูดง่ายๆว่า -ภาษา- นั่นเอง
    คือเครื่องมือก่อวจีกรรมของมนุษย์


    ฉะนั้นคุณจะแอบเขียนอะไรทางอินเตอร์เน็ตโดยใช้นามแฝงเฉพาะกิจ
    ไม่มีใครอื่นรู้เห็น ไม่มีใครรู้จักเลย
    แม้เพียงครั้งเดียวก็นับว่าสร้างวจีกรรมไปแล้วหนึ่งครั้ง
    และกรรมก็จะติดตามคุณเป็นเงาตามตัว ไม่ผิดต่างไปจากกรรมอื่นๆ
    ที่กระทำโดยเปิดเผยหน้าตาตัวตน เจตนาเกิดขึ้นที่จิตของคุณ
    กรรมก็เกิดที่จิตของคุณเช่นกัน เพราะกรรมคือเจตนา เจตนาคือกรรม
    ดังที่พระพุทธองค์ทรงตรัสว่าบุคคลคิดแล้วจึงก่อกรรมทางกาย วาจา ใจ

    อินเตอร์เน็ตเปิดโอกาสให้เราเห็นอะไรหลากหลายจริงๆ
    แม้แต่การทำงานของกรรม อย่างเช่นที่ผมรู้จักหลายๆคน
    เห็นกรรมทางวาจาของเขาในเบื้องต้น
    แล้วได้เห็นพัฒนาการหรือความเสื่อมทรามทางจิตใจในเวลาต่อมา
    เป็นไปตามวิธีคิดเขียนให้ดีให้ร้ายแก่ผู้อื่น

    ผู้ก่อความวุ่นวาย นานไปย่อมมีจิตใจที่วุ่นวาย ปั่นป่วนเหมือนพายุ
    และแสดงแนวโน้มที่จะฟุ้งซ่านแส่ส่ายไปในเรื่องเหลวไหล
    พูดจาจับต้นชนปลายไม่ติดมากขึ้นเรื่อยๆ


    ผู้ก่อกระแสความเยือกเย็น นานไปย่อมมีจิตใจเยือกเย็น สงบราบคาบผาสุก
    และแสดงแนวโน้มที่จะแน่วนิ่งหนักแน่นในเรื่องเป็นเหตุเป็นผล
    พูดจามีต้นมีปลายมากขึ้นเรื่อยๆ

    บอกได้เลยครับว่าวจีกรรมที่เกิดขึ้นในโลกอินเตอร์เน็ตนั้น
    อาจจะให้ผลเร็วและแรงเสียยิ่งกว่าวจีกรรมที่เกิดขึ้นในโลกความเป็นจริงเสียอีก
    ที่เป็นเช่นนี้เพราะอะไร? เพราะบนอินเตอร์เน็ตอาจมีผู้รับคำพูดของคุณจำนวนมาก
    ขอให้ลองนึกดู หากคุณพูดเบาๆว่า -ไอ้โง่-
    ก็อาจมีคุณคนเดียวในโลกที่ได้ยินเสียงอกุศลของตัวเอง
    แต่ถ้าคุณพิมพ์คำว่า -ไอ้โง่- ลงในกระทู้ของเว็บบอร์ดที่มีผู้เข้าเยี่ยมชมคับคั่ง
    คุณไม่มีทางปรับให้ดังหรือเบาได้ตามใจชอบได้เลย
    คุณทำอกุศลกรรมกับคนแบบไม่เลือกหน้าเข้าแล้ว
    คำด่านั้นอาจทำให้คนนับพันนับหมื่นเกิดความแสลงใจ
    ความแสลงใจของคนนับไม่ถ้วนนั่นแหละ
    จะย้อนกลับมาก่อเหตุให้คุณแสลงใจยิ่งกว่าพวกเขาได้

    ผมเห็นแล้วนึกเสียดายครับ หลายคนยังเป็นเด็ก
    และมีความสนุกที่จะขีดเขียนข้อความฝากไว้ในอินเตอร์เน็ตด้วยความคึกคะนอง
    บางทีไม่รู้ตัวเลยว่าเอาอนาคตมาทิ้งเสียด้วยการสนทนาแบบไร้หน้าไร้เสียงนี่ เอง

    โอกาสก่อกรรมในยุคไอทีของพวกเรานี้ มีได้เป็นร้อยเป็นพันเท่ามากกว่ายุคอื่นครับ
    กระดิกนิ้วง่ายๆไม่กี่ที ผล(กรรม)อาจใหญ่หลวงยิ่งกว่า
    พยายามพูดในห้องประชุมใหญ่หลายๆอาทิตย์เสียอีก
    หากจิตตั้งไว้ดีแล้วก็สบายตัวไป
    แต่หากจิตยังตั้งไว้ในมุมมืด อย่างนั้นก็คงน่าเป็นห่วงหน่อยล่ะ

    http://www.dhammathai.org/articles/dbview.php?No=6
    speaknicely frombuddha.jpg
     
  9. pporjai

    pporjai เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 มีนาคม 2006
    โพสต์:
    8,678
    ค่าพลัง:
    +15,801
  10. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    8,987
    กระทู้เรื่องเด่น:
    98
    ค่าพลัง:
    +24,213
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 18 กันยายน 2017
  11. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    8,987
    กระทู้เรื่องเด่น:
    98
    ค่าพลัง:
    +24,213
  12. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    8,987
    กระทู้เรื่องเด่น:
    98
    ค่าพลัง:
    +24,213
    BuddhaAndOneMan.jpg
    038 ก่อนทำ พูด คิด ควรทำอย่างไร

    ปัญหา ก่อนแต่จะทำ จะพูด จะคิดก็ดี ขณะที่กำลังทำ กำลังพูด กำลังคิดอยู่ก็ดี พระผู้มีพระภาคทรงแนะนำไว้อย่างไร?

    พุทธดำรัสตอบ “..... ดูก่อนราหุล เธอปรารถนาจะทำกรรมใด ด้วยกาย.... ด้วยวาจา... ด้วยใจ... เธอพึงพิจารณาเสียก่อนว่า เราปรารถนาจะทำกรรมนี้ด้วยกาย... ด้วยวาจา.... ด้วยใจ กายกรรม... วจีกรรม... มโนกรรม... ของเรานี้ พึงเป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนบ้าง เพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง เพื่อเบียดเบียนทั้งตนทั้งผู้อื่นบ้าง กายกรรม... วจีกรรม... มโนกรรม... นี้เป็นอกุศล มีทุกข์ เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบากกระมังหนอ ดูก่อนราหุล ถ้าเมื่อเธอพิจารณาอยู่พึงรู้อย่างนี้ว่า เราปรารถนาจะทำกรรมใดด้วยกาย.... ด้วยวาจา... ด้วยใจ กายกรรม... วจีกรรม... มโนกรรม...ของเรานี้พึงเป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเพื่อเบียดเบียนผู้อื่น เพื่อเบียดเบียนทั้งตนทั้งผู้อื่น ...... เป็นอกุศลมีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบากดังนี้ไซร้ กรรมเห็นปานนี้ เธอไม่พึงทำด้วยกาย ... ด้วยวาจา.... ด้วยใจ.... โดยส่วนเดียว
    “แต่ถ้าเมื่อเธอพิจารณาอยู่พึงรู้อย่างนี้ว่า เราปรารถนาจะทำกรรมใด ด้วยกาย.... ด้วยวาจา... ด้วยใจ กายกรรม... วจีกรรม... มโนกรรม...ของเรานี้ ไม่พึงเป็นไปเพื่อเบียดเบียนตน เพื่อเบียดเบียนผู้อื่น เพื่อเบียดเบียนทั้งตนทั้งผู้อื่น เป็นกุศล มีสุขเป็นกำไร มีสุขเป็นวิบากดังนี้ไซร้ กรรมเห็นปานนี้ เธอพึงทำด้วยกาย ... ด้วยวาจา.... ด้วยใจ
    “แม้เมื่อเธอกำลังกระทำกรรมด้วยกาย.... ด้วยวาจา..... ด้วยใจ.... ด้วยใจ เธอก็พึงพิจารณากายกรรม.... วจีกรรม.... มโนกรรม.... นั้นแหละว่า เรากำลังกระทำกรรมใดด้วยกาย.... ด้วยวาจา... ด้วยใจ กายกรรม... วจีกรรม... มโนกรรม...ของเรานี้ ย่อมเป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนบ้าง..... เป็นอกุศล มีทุกข์ เป็นวิบากกระมังหนอ ถ้าเมื่อเธอพิจารณาอยู่ พึงรู้อย่างนี้ว่า..... กายกรรม... วจีกรรม... มโนกรรม...ของเรา ย่อมเป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนบ้าง เพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง เธอพึงเลิกกรรมเห็นปานนั้นเสีย แต่ถ้าเธอพิจารณาอยู่พึงรู้อย่างนี้ว่า .... กรรมของเราย่อมเป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนบ้าง เพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง.... เป็นกุศลมีสุขเป็นกำไร .... เธอพึงเพิ่มกายกรรม... วจีกรรม... มโนกรรม...


    จุฬราหุโลวาทสูตร ม. ม. (๑๒๙-๑๓๑)
    ตบ. ๑๓ : ๑๒๖-๑๓๒ ตท.๑๓ : ๑๑๗-๑๒๑
    ตอ. MLS. II : ๘๙



    http://www.84000.org/true/038.html
     
  13. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    8,987
    กระทู้เรื่องเด่น:
    98
    ค่าพลัง:
    +24,213
  14. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    8,987
    กระทู้เรื่องเด่น:
    98
    ค่าพลัง:
    +24,213
  15. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    8,987
    กระทู้เรื่องเด่น:
    98
    ค่าพลัง:
    +24,213
  16. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    8,987
    กระทู้เรื่องเด่น:
    98
    ค่าพลัง:
    +24,213

    วิธีได้บุญใหญ่ หลวงพ่อฤาษีลิงดำ กรรมฐาน 40
    ตอนที่ 1


    กรรมฐาน 40 วิธี

    ๑. ปฐวีกสิน เพ่งธาตุดิน
    ๒. อาโปกสิณ เพ่งธาตุน้ำ
    ๓. เตโชกสิณ เพ่งไฟ
    ๔. วาโยกสิน เพ่งลม
    ๕. นีลกสิน เพ่งสีเขียว
    ๖. ปีตกสิน เพ่งสีเหลือง
    ๗. โลหิตกสิณ เพ่งสีแดง
    ๘. โอฑาตกสิณ เพ่งสีขาว
    ๙. อาโลกกสิณ เพ่งแสงสว่าง
    ๑๐. อากาศกสิณ เพ่งอากาศ
    ๑๑. อุทธุมาตกอสุภ ร่างกายของคนและสัตว์ที่ตายไปแล้ว นับแต่วันตายเป็นต้นไป มีร่างกายบวมขึ้น พองไปด้วยลม ขึ้นอืด
    ๑๒. วินีลกอสุภ วีนีลกะ แปลว่า สีเขียว
    เป็นร่างกายที่มีสีเขียว สีแดง สีขาว คละปนระคนกัน คือ มีสีแดงในที่มีเนื้อมาก มีสีขาวในที่มีน้ำเหลืองน้ำหนองมาก มีสีเขียวในที่มีผ้าคลุมไว้ ฉะนั้นตามร่างกายของผู้ตาย จึงมีสีเขียวมาก
    ๑๓. วิปุพพกอสุภกรรมฐาน เป็นซากศพที่มีน้ำเหลืองไหลอยู่เป็นปกติ
    ๑๔. วิฉิททกอสุภ คือซากศพที่มีร่างกายขาดเป็นสองท่อนในท่ามกลางกาย
    ๑๕. วิกขายิตกอสุภ เป็นร่างกายของซากศพที่ถูกยื้อแย่งกัดกิน
    ๑๖. วิกขิตตกอสุภ เป็นซากศพที่ถูกทอดทิ้งไว้จนส่วนต่าง ๆ กระจัดกระจาย มีมือ แขน ขา ศีรษะ กระจัดพลัดพรากออกไปคนละทาง
    ๑๗. หตวิกขิตตกอสุภ คือ ซากศพที่ถูกสับฟันเป็นท่อนน้อยและท่อนใหญ่
    ๑๘. โลหิตกอสุภ คือ ซากศพที่มีเลือดไหลออกเป็นปกติ
    ๑๙. ปุฬุวกอสุภ คือ ซากศพที่เต็มไปด้วยตัวหนอนคลานกินอยู่
    ๒๐. อัฏฐิกอสุภ คือ ซากศพที่มีแต่กระดูก
    ๒๑. พุทธานุสสติกรรมฐาน ระลึกถึงคุณพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์
    ๒๒. ธัมมานุสสติกรรมฐาน ระลึกถึงคุณพระธรรมเป็นอารมณ์
    ๒๓. สังฆานุสสติกรรมฐาน ระลึกถึงคุณพระสงฆ์เป็นอารมณ์
    ๒๔. สีลานุสสติกรรมฐาน ระลึกถึงคุณศีลเป็นอารมณ์
    ๒๕. จาคานุสสติกรรมฐาน ระลึกถึงผลของการบริจาคเป็นอารมณ์
    ๒๖. เทวตานุสสติเป็นกรรมฐาน ระลึกถึงความดีของเทวดาเป็นอารมณ์
    ๒๗. มรณานุสสติกรรมฐาน ระลึกถึงความตายเป็นอารมณ์
    ๒๘. กายคตานุสสติกรรมฐาน เหมาะแก่ผู้ที่หนักไปในจาคะจริต
    ๒๙. อานาปานานุสสติกรรมฐาน เหมาะแก่ผู้ที่หนักไปในโมหะ และวิตกจริต
    ๓๐. อุปสมานุสสติกรรมฐาน ระลึกความสุขในพระนิพพานเป็นอารมณ์
    ๓๑. อาหาเรปฏิกูลสัญญา เพ่งอาหารให้เห็นเป็นของน่าเกลียด บริโภคเพื่อบำรุงร่างกาย ไม่บริโภคเพื่อสนองกิเลส
    ๓๒. จตุธาตุววัฏฐาน ๔ พิจารณาร่างกายประกอบด้วยธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ
    ๓๓. เมตตา คุมอารมณ์ไว้ตลอดวัน ให้มีความรัก อันเนื่องด้วยความปรารถนาดี ไม่มีอารมณ์เนื่องด้วยกามารมณ์ เมตตาสงเคราะห์ผู้อื่นให้พ้นทุกข์
    ๓๔. กรุณา ความสงสารปรานี มีประสงค์จะสงเคราะห์แก่ทั้งคนและสัตว์
    ๓๕. มุทิตา มีจิตชื่นบาน พลอยยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดี ไม่มีจิตริษยาเจือปน
    ๓๖. อุเบกขา มีอารมณ์เป็นกลางวางเฉย
    ๓๗. อากาสานัญจายตนะ ถือ อากาศเป็นอารมณ์ จนวงอากาศเกิดเป็นนิมิตย่อใหญ่เล็กได้ ทรงจิตรักษาอากาศไว้ กำหนดใจว่าอากาศหาที่สุดมิได้ จนจิตเป็นอุเบกขารมณ์
    ๓๘. วิญญาณัญจายตนะ กำหนดวิญญาณหาที่สุดมิได้ ทิ้งอากาศและรูปทั้งหมด ต้องการจิตเท่านั้น จนจิตเป็นอุเบกขารมณ์
    ๓๙. อากิญจัญญายตนะ กำหนดความไม่มีอะไรเลย อากาศไม่มี วิญญาณก็ไม่มี ถ้ามีอะไรสักหน่อยหนึ่งก็เป็นเหตุของภยันตราย ไม่ยึดถืออะไรจนจิตตั้งเป็นอุเบกขารมณ์
    ๔๐. เนวสัญญานาสัญญายตนะ ทำความรู้สึกตัวเสมอว่า ทั้งที่มีสัญญาอยู่ก็ทำเหมือนไม่มี ไม่รับอารมณ์ใด ๆ จะหนาว ร้อนก็รู้แต่ไม่ดิ้นรนกระวนกระวาย ปล่อยตามเรื่อง เปลื้องความสนใจใด ๆ ออกจนสิ้น จนจิตเป็นอุเบกขารมณ์
    SUPER RICH 789 -->Published on Feb 1, 2017
     
  17. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    8,987
    กระทู้เรื่องเด่น:
    98
    ค่าพลัง:
    +24,213
  18. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    8,987
    กระทู้เรื่องเด่น:
    98
    ค่าพลัง:
    +24,213
  19. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    8,987
    กระทู้เรื่องเด่น:
    98
    ค่าพลัง:
    +24,213
  20. pporjai

    pporjai เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 มีนาคม 2006
    โพสต์:
    8,678
    ค่าพลัง:
    +15,801
    16730324_10154144986241581_3916470443348170878_n.jpg

    "โดยมากคนที่ได้ของที่ไม่ชอบใจ ไม่อยากจะพิจารณา
    อย่างคนนินทาว่าเรา "อย่ามาว่าฉัน มาว่าฉันทำไม"
    นี่คือคนปิดตัวไว้ ตรงนั้นแหละต้องปฏิบัติ

    ถ้าเขาว่าเราไม่ดี เขานินทาเรานี่ควรฟัง
    "เขาว่าถูกหรือผิดอะไรหนอ" ไม่ดีตรงไหน
    เราควรรับฟังไม่ต้องปิด ปล่อยเข้ามาให้ดูไว้
    บางทีก็มีนะที่เราไม่ดีนั่นน่ะ
    เขาว่าถูก ยังไปโทษเขาอีก

    นี่ทีนี้เรามาดูตัวเรา
    เราเห็นที่ไหนมันไม่ค่อยดี เราก็เขี่ยมันออกเสีย
    เขี่ยโดยไม่ให้ใครรู้จักนั่นแหละ
    เขี่ยสิ่งที่ไม่ดีออกเสีย มันก็ดีขึ้นมาอีก
    นี่คือคนมีปัญญา"

    หลวงปู่ชา สุภทฺโท
     
Loading...

แชร์หน้านี้

Loading...