ชำแหละจิต สำหรับผู้เริ่มถึงกลาง ผู้เกินนี้เชิญชี้เเนะครับ

ในห้อง 'ประสบการณ์อภิญญา' ตั้งกระทู้โดย somkiatfem, 19 มิถุนายน 2016.

  1. somkiatfem

    somkiatfem เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 เมษายน 2016
    โพสต์:
    302
    ค่าพลัง:
    +184
    ผมตั่งใจว่าเมื่อผมทรงอารมณ์จิตเข้าสู้ฌาณ 4 ผมจะเขียนเล่าเรื่องราวเส้นทางที่ผมเดินมาถึงสิ่งที่ท่านจะได้อ่านนี้ผมเขียนขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงเเนวทางหนึ่งในการปฏิบัติธรรมของกระผมโดยใช้เพียงคอมพิวเตอร์ที่บ้านเเละเพื่อเป็นกำลังเพื่อนๆที่กำลังปฏิบัติเเละเพื่อให้ครู อาจารย์ ผู้ทรงความรู้ ความดี บารมี ได้เเสดงความคิดเห็นต่อความเข้าใจของผมด้วยครับ เเละเสนอเทคนิคดีๆของท่านด้วย<O:p</O:p
    <O:p</O:p
    สิ่งที่ผมจะเขียนคือ<O:p</O:p
    <O:p</O:p
    1 เทคนิคต่างๆในการ ทำใจให้มีสมาธิ เเละสงบ และฟังแล้วมีกำลังใจ<O:p</O:p
    <O:p</O:p
    2 การวิเคราะห์ร่างกาย เเละอารมณ์จิต


    3.

    4.
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 22 มิถุนายน 2016
  2. somkiatfem

    somkiatfem เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 เมษายน 2016
    โพสต์:
    302
    ค่าพลัง:
    +184
    inrtro<O:p</O:p
    ขอผมประวัตินิสัยส่วนตัวผมนิดนึง(เพราะจริตมีส่วนในทางเข้าถึงความสงบ)<O:p</O:p
    1.ตั่งแต่เด็กผมเป็นคนขี้เกลียด คือคนอื่นเขาบอก และผมก็ยอมรับเหมือนกัน<O:p</O:p
    2ผมไม่ชอบพูดมากในสิ่งที่ผมไม่สนใจ ผมชอบฟังมากกว่า<O:p</O:p
    3 ผมไม่ค่อยมีความรับผิดชอบในส่วนที่ผมไม่ชอบ<O:p</O:p
    4 ผมจะทำเกิน 100% ในสิ่งที่ผมสนใจ<O:p</O:p
    5 ผมชอบทำในสิ่งที่มีประสิทธิภาพสูงๆ ทำน้อยๆได้เยอะๆ ชอบทำสิ่งที่แตกต่าง<O:p</O:p
    6 ผมชอบเรื่องราวที่เกินความคิด <O:p</O:p
    7 ชอบสิ่งถ้าทาย<O:p</O:p
    <O:p</O:p
    ประมาณ 3 ปีก่อนผมว่างๆก็เริ่มฟัง utube เกี่ยวกับสิ่งที่ผมชอบ และ 1 ในนั้นเรื่องเหนือธรรมชาติของพลังจิตผมก็สงสัย จึงพยายามฟังจากที่ต่างๆ และสรุปว่าเราต้องทำสมาธิเองและรู้เอง เราเลือกศึกษา คลิปของหลวงพ่อฤาษี มิใช้เพราะผมเห็นว่าท่านดัง หรือใครๆพูดถึง แต่เพราะผมดูไปเรื่อยๆฟังไปฟังมา รู้สึกว่าท่านเป็นนักปฏิบัติและมีความรู้พร้อมกันไปด้วย และท่านสอนแบบสรุปง่ายๆ และมีเหตุผลด้วยประกอบ ผมชอบและรู้สึกว่านี้คืออาการของคนรู้จริง และท่านก็ไม่อวด ท่านว่าตำราบอกมา คำพูดของท่านฟังดูเป็นกลางแต่เข้าถึงผลจริงๆ ท่านมีหลายคลิปมาก ผมฟังจนรู้มากขึ้นในหลายๆจุด เช่น ผมเคยมีอาการเห็น พระแล้วเกิดจิตคึกคะนองกวนโอ้ย ทั้งๆที่เราเคารพและปฏิบัติตามพวกท่าน ผมก็ งง และไม่สบายใจ ในคลิปมีคนถามเรื่องทำนองนี้ ท่านว่าแต่ก่อนท่านก็เป็นเห็นพระแล้วอยากจะเข้าไปกวน ท่านว่ามันเป็นมารที่เข้ามาดลจิตเพราะผู้นั้นจะเข้าถึงธรรมขั้นที่จะสูงต่อไป มารกลัวจะหยุดผู้นั้นไม่ได้ หรือบางคนที่หวังเป็นพระพุธทเจ้าในอดีต มารจึงมากวน ท่านก็บอกว่าให้เรา กำหนดจิตขอโทษพระแค่นั้น เพราะเจตนาไม่มี ไอ้ผมฟังแล้วก็สบายใจ ไม่งั้นนิผม ไม่กล้าปฏิบัติต่อเพราะ เจอพระ จิตมันกวน เรากลัวบาปต้องถอยออก สรุปว่าท่านสอนดี ต่อมา ผมว่างๆก็ลองทำสมาธิดูชิวๆ ไม่รู้หรอกครับว่าถึงไหนแต่รู้ว่าไม่ค่อยไปไหนสมาธิยังกากๆเท่าเดิม ท่านว่า คนเอาจริง ไม่กี่วันก็ได้ 3 4 วันก็ได้ หรือ อย่างมาก 3 เดือนก็ได้สมาธิขั้นสูงสุด แต่ตรงนี้ก็แล้วแต่บารมีสะสมด้วยผมว่านะ และท่านสอนว่า ศีลต้องมี อย่ายุ่งเรื่องชาวบ้าน ผมฟังอยู่นานนะแต่ก็ไม่ได้ทำตาม สุดท้ายเหมือนเดิมนิ่งๆครับ หลังจากนั้นผมว่างๆ คือต้นปีนี้แหละครับ ผมฟังคลิป ดร สนอง ท่านว่า ทำโง้ๆ แล้วจะได้ หลังจากนั้นผมจึงทำทุกอย่างที่ พ่อสอน ตอนนั้นพ่อสอนว่าให้เปิด วิทยุด้วยให้เสียงมันกวนเรา เราได้ฝึกจิตให้แข็ง ตอนก่อนนั้นผมได้ยินผมนิคิดว่าถ้าผมทำได้ผมคงไม่ใช้คนแล้วละ ไม่มีที่ไหนสอนแต่ผมเข้าใจหลักการอยู่ แต่สุดท้ายเวลาผมทำสมาธิก็ฟัง utube ท่านไปด้วย คือเปิดๆไปงั้นๆ สุดท้ายผมทำทุกอย่างฝืนใจ ไม่ตียุงทำไป 2 อาทิตย์ ไม่สอดเรื่องชาวบ้าน กราบเท้าพ่อเเม่อันนี้ได้ผลจริงๆไม่เชื่อลองดูครับมันคือการรู้ตัวผิดถูกมีสติ ลดมานะถือตัวถือตน จิตมันจะใส ครับ สุดท้ายครับผมวันนั้นที่รอคอยก็มาถึงผมทำสมาธิผมตั่งใจว่าวันนี้แหละผมต้องดีขึ้น สมาธิผมรวมตัวแบบที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน ร่างกายเกร็ง พร้อมๆกับโยกหมุน น้ำลายไหลแต่ไม่ลำคานใจ ความรู้สึกไม่สนใจสิ่งรอบตัว แต่รับรู้ได้อยู่ หลังจากนั้นผมดีใจมากยิ่งกว่าถูกหวย เพราะมีเงินก็ซื้อไม่ได้ มันเป็นทรัพย์ภายใน ผมมีกำลงใจมากที่จะก้าวต่อไป ซึ่งอาการที่เกิดขึ้นนี้คือ ย่างเข้า ฌาณที่ 3 แค่ย่างนะครับ หลังจากวันนั้นผมก็ทำทุกวันให้เข้าอารมณ์นี้ แต่ถ้าได้พัก 2 ถึง 3 วัน จะทำสมาธิได้ดีกว่าเดิมด้วยครับ<O:p</O:p
    <O:p
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 20 มิถุนายน 2016
  3. somkiatfem

    somkiatfem เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 เมษายน 2016
    โพสต์:
    302
    ค่าพลัง:
    +184
    เข้าเรื่องส่วนที่1 เทคนิคของผม<O:p</O:p
    1.1 ถ้าคุณอยากรู้ว่าสมาธิคุณก้าวหน้าหรือไม่ดูอย่างไร <O:p</O:p
    ตอบ ระยะเวลาในการทำสมาธิ ต้องนานขึ้น 2 ขา ต้องไม่ชา หรือ ชาน้อยๆ(มีขยายในส่วนที่2)
    <O:p</O:p
    1.2 ถ้าคุณท้อในการตัดกิเลสกำหนดจิตอย่างไร <O:p</O:p
    ตอบ บอกตัวเองไว้ก่อนเลยครับว่ารู้แล้วว่ามันต้องเป็นอย่างนี้ เพราะมันเป็นธรรมดา ดังนั้น<O:p</O:p
    เมื่อถึงเวลาท้อจริงอย่างน้อยเราก็เดาถูกว่าเราท้อ เราก็สบายใจถือว่าเป็นธรรมดา เราก็ทำสะสมไป

    1.3 ถ้าเราอยากรู้ว่าสมาธิเรารู้ขั้นไหน <O:p</O:p
    ตอบ ให้ศึกษา อาการของฌาณ 4 ขั้น แต่ละขั้น จิตจะแยก 25% ดังนั้นรวม 4 ขั้น ~100%
    <O:p</O:p
    1.4 ครูบาอาจารย์สอนให้ทำตามอย่างคิดมาก คิดน้อยๆพอหอมปากหอมคอ เพราะความคิด จิตมันจะ
    กระจายไม่รวมตัว <O:p</O:p
    ตอบ เช่น ศีล 5 ต้องครบทำให้จิตผ่องใส อย่ามีจิตสาระเรื่องชาวบ้านจะทำให้เกิดสมาธิทางอ้อมจิตไม่วิ่ง
    ออกตามเสียงเวลาทำสมาธิ
    <O:p</O:p
    1.5 บางช่วงถ้าคุณพยายามมากแล้วไม่ก้าวหน้า อันนี้ไม่จริง<O:p</O:p
    ตอบ บางช่วงอาจจะฟุ้งๆ ยุ่งๆ สมาธิไม่รวมตัวก็จริง แต่เมื่อเรากำหนดสมาธิในตอนนั้นกำลังจิตเราจะแข็ง
    แกร่งขึ้นสะสม และเมื่อเรากลับไปสภาวะปกติจะพบว่า สมาธิทรงตัวดีขึ้น
    <O:p</O:p
    1.6 ร่างกายสำคัญถ้าเพลีย ง่วง อย่าไปฝืนในช่วงแรกๆ พักผ่อนไปก่อน ให้จิตแข็งแกร็งในระดับที่สูง จึง
    สามารถกำหนดจิตให้ต่อสู้กับอารมณ์ไม่สบายของร่างกายได้ อันนี้ น่าจะฌาณ 3 ขึ้นไป ถ้าสมาธิยังไม่ถึงฝืนแล้วจิต
    จะท้อนะครับเพราะยังไม่ค่อยรับรู้สึกกำลังสมาธิ
    <O:p</O:p
    ส่วนที่ 2 วิเคราะห์ อารมณ์ จิต และร่างกาย โดยเล่าไปตาม ลำดับฌาณ 4 ขั้น
    จิตจะแยกจากกายนั้น แบ่งไว้ 4 ระดับ ฌาณ 1 2 3 4 แต่ละดับจิตแยก 25%
    แต่ผมจะขอเล่าแบบชาวบ้านๆนะ

    อาการของฌาณที่ 1 ไม่มีอะไรมากให้คุณกำหนดให้ จิตไปเกาะดู บางสิ่งหนึ่งสิ่งใดเช่น ลมหายใจ หรือ ภาพ เรียกว่า วิตก (สำคัญมาก ต้องเกาะดู ไม่ใช้เกาะยึดไปบังคับให้ลมหายใจเข้าหรือออก ปล่อยมันตามธรรมชาติถือว่าร่างกายไม่ใช้ของเราเราจะดูว่ามันจะหายใจเองอย่างไรเพราะจริงๆร่างกายไม่ใช้ของเราแค่จิตเรามาเกาะยึดมาใช้ การดูรู้สำคัญที่สุดเพราะมันคือการที่จิตจะเริ่มแยกออกจากกายเพราะว่า เมื่อคุณสามารถไม่บังคับลมหายใจได้แล้วนั้นแหละคับจิตมันแยกเป็นผู้ดูแล้วอาการจิตแยกจะเกิดขึ้นพร้อมๆกันในช่วงแรกจะรู้สึกฝืนๆแยกไม่ออกเพราะ เรามันชินกับการใช้จิตไปเกาะบังคับร่างกายทุกส่วนจนเชื่อว่าร่างกายคือเรา เราคือร่างกาย อย่างไรก็ตามอาการที่เราต้องหายใจยังคงมีเพราะจิตเรามันแยกเล็กน้อย จิตส่วนมากยังบังคับหายใจอยู่และบังคับส่วนอื่นๆของร่างกาย) ต่อมา สังเกตุ ว่าลมหายใจเข้าหรืออก สั้นหรือยาว เราจะเริ่มใช้สมาธิสูงขึ้นละเอียดขึ้นในการรับรู้ เรียกว่า วิจาร ต่อมาเกิดความเอิ่มอิ่มในการกระทำความดี เรียกว่า ปิติ ต่อมา จะเกิดความ สงบของลมหายใจมากขึ้น เรียกว่า สุข ต่อมาสุดท้ายเรียกว่าเอกัคคตา คือ อารมณ์เป็น 1 (โครตงงอะ) คือมีบางวินาทีที่อารมณ์เป็น 1 ผสมกับอาการต่างๆก่อนหน้านี้ และเมื่ออาการต่างๆก่อนหน้านี้เกิดความ ละเอียดและสงบมากขึ้น ส่วนผสมของอารมณ์ต่างๆมันก็บดรวมตัวกันเป็น 1 มากขึ้นเรื่อยๆ ในฌาณ 1 นี้ไม่ต้องไปสนใจอาการอื่นๆ สนใจแค่วิตก วิจาร พอครับ
    <O:p</O:p
    อาการของฌาณที่ 2 วิตก วิจาร จะเลื่อนลาง จืดจางลงไป จะไปเน้น สุข ปิติ เอกัคคตา มากขึ้น เพราะว่าเมื่อเราทำสมาธิโดยเป็นผู้ดูเห็นลมหายใจ ซึ่งจิตเราแยกจากร่างกาย 25% ล่ะก่อนหน้านั้น จุดนี้เองทำให้ร่างกายเองก็ไม่ต้องการ อากาศ เพราะ25% นั้นเข้าสู้ สภาวพจำศีล หรือก็คือระบบ เมแทบอลิซึมหรือระบบเผาพลาญทำงานน้อยลงมากร่างกายจึงไม่ต้องการออกชิเจนเหมือนเดิม ลมหายใจเราก็จะบาง เบา มากขึ้น ตรงนี้แหละครับ เมื่อมัน บาง เบา เราจะเริ่มไม่สามารถสังเกตุ จุดกลับตัวของลมหายใจได้มันจะเลื่อนลางไป ลมหายใจจะไม่ค่อยสะดุด พอมากเข้าๆ จิตเริ่มแยก เป็น 30 35 40% เราจะเริ่มไม่ค่อยจะรู้สึกถึงลมหายใจ ว่า เข้า หรือออก หลวงๆ ลืมๆ ว่างั้นเถอะ จึงเรียกว่า วิตก(5%) วิจาร(5%) หายไป ถูกย่อยละเอียด ไปกองให้น้ำหนักที่ ปิติ(30%) สุข(30%) และ เอกัคคตามากขึ้น(30%) “ % นิผมกะๆเอานะ
    <O:p
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 20 มิถุนายน 2016
  4. somkiatfem

    somkiatfem เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 เมษายน 2016
    โพสต์:
    302
    ค่าพลัง:
    +184
    ฌาณ 3 เมื่อเข้าถึงจุดนนี้ จิตแยกไปแล้วนำ 50%+(เมื่อจิตแยกอาการทางกาย ผิว หู จะรับรู้ได้น้อยลง) จุดเด่นของตรงนี้คือจะมีอาการ ร่างกายเกร็ง หัวใจเต้นแรงเร็ว รู้สึกว่าตัวหมุน โยก ลอย เบา อาจจะไม่เกิดทุกอาการก็ได้ อย่าไปสนใจ ให้เราดูลมหายใจต่อไป ลมหายใจที่บางเบา ผสมกับ ความนิ่ง คืออย่าไปดูมาก เพราะถ้าเราดูมากจิตมันจะย้อนกลับไปเกาะบังคับลมหายใจ จิตจะไม่แยก ให้เราเป็นผู้ดูลมหายใจแบบเมิณๆหยิ่งๆ ตรงนี้ยากครับสำหรับผม ผมไม่เข้าใจในทีแรก ผมคิดว่าเราลืมลมหายใจไปแล้วอย่าไปคิดถึงมัน พอไม่คิดถึงมันจิตไม่มีที่เกาะอีก ทำใจลำบากเลย แต่คุณอาจจะเข้าใจแบบอื่นก็ได้นะ ผมก็ไม่แน่ใจหรอกว่าวิธีผมมัน สากลหรือไม่ แต่ผมใช้แล้วได้ผล ขอกลับไปเน้นอีกที่ว่า ต้องดูลมหายใจถ้าไม่งั้น จิตมันจะเกาะไม่แยกมาถึง ฌาณที่2 และ 3 ได้ จุดนี้ จิตแยก 75% แล้วนะครับ และเราสามารถ นั่งสมาธิได้ 1ชม แบบชิวๆ ไม่มีอาการชา น้อยมากจริงๆ แต่ปวดข้อได้ปกติเลยล่ะ ผมใช้เวลา 5 เดือน จาก 2.00ไป 3.00 ตรงนี้ผมได้ความรู้จาก อาจารย์ในห้องนี้มากครับ และผมก็ขบคิดๆประกอบ<O:p></O:p>
    ก่อนเข้าฌาณ ที่ 4 คุณต้องเข้า ฌาณ 3เต็ม 75% ได้ง่ายๆไม่กี่นาที สัก 5 นาทีแล้วกัน บางคนเข้าได้แต่แกว่งออก ยังไม่นิ่งเต็ม กว่าจะนิ่งจริงๆ ก็นานอยู่ ส่วนเวลาปกตินะครับ แค่คุณกำหนดจิต ก็ย่างเข้า ฌาณ 3ได้แล้วทันที แค่เข้านะครับ อาการคือจะรู้สึกถึงหัวใจเต้นตุ้บๆ ๆๆ ตัวจะโยกเบาๆ สั้นๆเบาๆ หรือบางที เป็นทั้งวัน เป็นบ่อยมากถ้าตอนนั้นว่างๆ จิตมันจะแสดงสมาธิขึ้นมาเอง แต่ถ้าทำอย่างอื่นก็จะไม่มีอะไร ถ้าว่างหรือทำงานง่ายๆเช่น เดิน ดูทีวี ต้องสามารถกำหนดรู้ลมหายใจ คือเข้าฌาณ 1 เป็นการฝึก เพื่อจะเข้าฌาณ 4 เพราะ เวลาปกติ เข้าได้แค่นั้นแหละ ครับ เพราะเราทำงาน จิตมันเกิดมาก รวมได้แค่นั้นแหละครับฌาณ 1 แต่อย่าลืมนะครับมันสะสม
    <O:p</O:p
    สุดท้ายละครับ ฌาณ 4<O:p</O:p
    หลังจากอาการ ต่างๆของปิติ สงบ ลงไป จะเหลือ แค่ เอกคัตตา คือ รู้อาการเดียว คืออาการลมหายใจ สั้นๆ สั่นๆไม่รู้ว่าเข้าหรือออก แต่รู้ว่ายังมีลมหายใจอยู่ นี้คืออการเริ่มของ ฌาณ4 หนักเข้า เมื่อเราฝึก กำลังสติรู้ จะสว่างสดชื่นมากขึ้น เราจะคุมจิตให้นิ่ง และรู้ลมหายใจนั้น ใช้หลักเดิมดูแบบเมิณๆ แต่ ตอนนี้เมิณมากกว่าเดิม จนนิ่งไปเลย จนเป็นผู้ดูความนิ่ง ดูไปดูมา เริ่งกำลังเพ่งของสมาธิมากขึ้น ลมหายใจจะค้างจนลืมหายใจไปเลย เป็นระยะเวลานาน เท่ากับ คุณภาพของกำลังสมาธิ ถ้ามีมากพอในช่วงนี้จะมีอาการจิตควบแน่นรวมเป็น 1 เดียวมากขึ้น จะรู้สึกถูกอัดจากทุกทิศทางรอบๆตัว เหมือน แรงดันน้ำอัดเข้ามาซึ่งแน่นอนว่า หนักกว่าแรงดันน้ำครับ ผมมาถึงเพียงเท่านี้ครับ ยังไม่สุดทางครับ ซึ่งจุดนี้ทำให้ผมมั่นใจว่า ก่อนหน้าผมได้แตะฌาณ 4หลายครั้งแล้ว จนครั้งนี้ได้ล่วงผ่านเพิ่มเข้ามา ขณะที่ผมออกจากสมาธิในครั้งนี้ผมเกิดอาการมึนเมื่อมองไปที่แสงไฟก็ เห็นว่าแสงไฟสั่นไฟมันสั่นแยกไปมาหลายดวงอยู่พักใหญ่ คือมึนครับ และก่อนผมเข้าถึงจุดนี้ผมเกือบเลิกไปละเพราะมีอาการชาก้อนเข้ามาแต่อาศัยเร่งสมาธิพุ่งเข้าฌาณ 4 ช่วยให้ผมตัดประสาทสัมผัสออกไปอีกทำให้ผมทำสมาธิได้นาขึ้นอีก 15-20 นาที และผมรู้สึกว่าผมมาถึงจุดที่ดีกว่าวันก่อนแล้ว ผมจึงหยุด จบครับ ในไม่ช้าผมจะพยายามพิสูจน์ความจริงสักอย่างให้จงได้ตามตำราเขาว่าไว้<O:p</O:p

    เก็บตก ครับ
    1.การทำสมาธิโดยกำหนดรู้ลม มันจะสอดคล้องกับการเเยกจิต เพราะ คนที่ตายไม่มีลมหายใจ จิตจะออก ดังนั้นถ้าเราทำคล้ายๆกันได้จิตจะออกได้เช่นกัน


    2.ก่อนทำสมาธิควร ทำชำระจิตใจเพื่อ ลดความถือตัวถือตนเช่น กราบเท้าขออภัย พ่อ เเม่เป็นอย่างน้อย จะเกิดสมาธิทางอ้อมโดยทันที ทำครั้งเดียวพอ หลายก็ได้ก็ดีครับ

    3.อย่าคิดถึงอดีตที่ไม่ดี เพราะในเวลานั้นเราทำดีที่สุดเเล้ว ประสบการณ์ บรรยากาศ สถาการณ์

    4.อย่าว่าใครว่าเขาไม่ดี เพราะเขาก็คิดว่าดีเเล้วจึงทำ เเต่ถ้าเป็นเราเราไม่ทำก็เเค่นั้น ความชอบต่างกัน การว่าคนอื่นเท่าไรก็คือเป็นการบอกถึงความไม่ดีในใจตัวเอง(ผีเห็นผี)




    รบกวน อาจารย์ ผู้ทรงภูมิต่าง comment ถูกผิดประการใดด้วยเถิดครับ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 19 มิถุนายน 2016
  5. ธรรม-ชาติ

    ธรรม-ชาติ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 พฤษภาคม 2012
    โพสต์:
    1,327
    ค่าพลัง:
    +5,448
    +++ comment ง่าย ๆ นิดหน่อย คือ กระทู้นี้มีองค์ประกอบของ XP ซึ่งตรงกับห้อง "อภิญญา XP" อยู่ด้วย

    +++ แต่การใช้ภาษาของคุณเป็นแบบ narration ซึ่งเหมาะกับพวกจริดที่ชอบการ "บรรยาย"

    +++ ส่วนการใช้ภาษาของผมเป็นแบบ instruction ซึ่งเหมาะกับจริตที่ชอบ "วิธีทำ" มากกว่า

    +++ ภาษาของ narration เป็นวิธีของ "นึก-คิด-เข้าใจ" ซึ่งส่วนใหญ่จะพ้องกับ คนส่วนมาก

    +++ ส่วนภาษาของ instruction เป็นการระบุวิธีทำ ที่ต้องลงมือ "ทำ-พิสูจน์-ผลที่ปรากฏ" เป็นภาษา "เฉพาะ" คนบางส่วน เท่านั้น


    +++ ตัวอย่าง เช่น ฌาน 1-4 คุณแบ่งเป็น 25 % X 4 = 100 % ภาษาตรงนี้ เป็นแบบ narration (นึก-คิด-เข้าใจ) เต็มตัว

    +++ แต่สำหรับบุคคลที่ผ่านการกระทำแบบ instruction (ทำ-พิสูจน์-ผลที่ปรากฏ) มาแล้ว จะชัดเจนว่า "ฌาน มีความทรงตัวเท่ากัน ต่างกันที่ อารมณ์ที่ทรง (วิหารธรรม) เท่านั้น"

    +++ ส่วนการ "ระบุ" แบบ instruction ตรงคำว่า "จิตแยก" นั้น จะมีอาการ แยกระหว่าง "จิต กับ สภาวะที่ถูกแยก ออกไป" ซึ่งจะปรากฏแบบ object-subject เป็นของ 2 ส่วนที่แยกออกจากกันโดยเด็ดขาด ซึ่งตรงนี้ เป็นอาการที่อยู่ในระดับ "วิปัสสนาญาณทัศนะ" ไม่ใช่ของระดับ "สมถะฌานสมาบัติ" ซึ่งอาการที่แท้จริง จะไม่มี "การแยก" ใด ๆ เกิดขึ้น


    +++ ภาษาที่ตรงกับสภาวะธรรมที่ "แยกออก - จากกัน" ในภาษาแบบ instruction จะตรงกับคำว่า "วิมุติญาณทัศนะ" ในพระไตรปิฏก

    +++ ดังนั้น ผลลัพธ์ที่ออกมาจะต่างกัน โดยที่ narration จะส่งผลออกมาเป็น drama (นึกคิดเข้าใจ) ส่วน instruction จะส่งผลออกมาเป็น code of conduct, formula (ลงมือทำ-ผลปรากฏ)

    +++ สรุปง่าย ๆ คือ narration เป็นการสื่อสารแบบ "ห้องเรียน" ส่วน instruction เป็นการสื่อสารแบบ "ห้อง Lab"

    +++ ดังนั้น incompatible ในการ "สื่อความหมาย" จะเกิดขึ้นมาก โดยเฉพาะ เรื่องของ จิต ในระดับ "สมถะฌานสมาบัติ" ซึ่งปกติ ภาษา มักจะมาไม่ถึงอยู่แล้ว

    +++ เพื่อหลีกเลี่ยงการ comment ที่ต่างภาษาจนเกินไป ผมคง ขอพักไว้ก่อน จนกว่าภาษาในการ ระบุอาการ จะชี้ได้ตรงกับอาการ ชัดเจนกว่านี้ นะครับ
     
  6. somkiatfem

    somkiatfem เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 เมษายน 2016
    โพสต์:
    302
    ค่าพลัง:
    +184
    ขอบพระคุณท่าน ธรรมชาติมากครับ

    เรียนท่านธรรมาติ

    "กระทู้นี้มีองค์ประกอบของ XP ซึ่งตรงกับห้อง "อภิญญา XP" อยู่ด้วย" ห้องนี้ผมยังเข้าไม่ได้ครับอยากไปดูเหมือนกันครับ หรือผมอาจจะเข้าใจผิดครับ ผมเข้าไปเจอเเต่เจ้าของเวปบรรยายเท่านั้นครับ ผมจึงขี้เกลียดเพื่อที่จะเข้าไปต่อ นึกว่าเสียเงิน จนถึงตอนนี้ครับ หรือ เป็นห้องเดียวกับที่ท่านกล่าวไว้หรือไม่ ก็ไม่เเน่ใจครับ ถ้าผมเอาของใครมา ผม reference ครับ
    ท่านเอามาแปะให้ผมดูหน่้อยก็ดีครับ อยากเห็นเหมือนกันครับ ผมเข้าใจว่าความรู้น่าจะเป็นของพระพุธทเจ้า เเละใช้ปัญหาพิจาราณา ถ้ามีส่วนที่เเตกต่างเเล้วตรงกับท่าน ก็อยากได้เห็นว่าจะเหมือนกันเเค่ไหนครับ ขอบพระคุณครับ ผมได้มีความรู้เหมือนท่านบ้างผมก็พอใจครับ ความรู้ที่ผมได้มาหลักๆเพื่อการปฤิบัติ เเละหลักการ คือของท่านฤาษีลิงดำครับผม พอเริ่มฌาณ 3 ขึ้นไป ก็ได้มาไถ่ถามข้อสงสัยลายละเอียดของอารมณ์จาก อาจารย์ในห้องนี้ครับที่ผมได้เคยกล่าวขอบพระคุณท่านเหล่านั้นไปเเล้ว ครับ

    จิตเเยกจากการ ทีละ 25% ตามระดับฌาณ นี้ เป็นคำพูดท่าน ท่านหลวงพ่อฤาษีลิงดำ ครับ ท่านคือผู้ที่ผมขอไปรับฟังความรู้มาครับ

    ส่วนตัวเเล้วผมไม่เก่ง English language ครับ เเละไม่เก่งคำศัพย์ทางวิชาการ ผมจึงเอาเเบบง่ายๆ ครับ ผมอยากเก่งแบบท่านอยู่เหมือนกันครับ จะพยายามจดจำครับ

    ผมปฏิบัติแบบ"โง้ๆ"ตามท่านหลวงพ่อฤาษีสอนมาครับ ผมจะคิดเฉพาะที่จำเป็นครับเพื่อให้เข้าใจเท่านั้นครับ

    สุดท้ายนี้ขอบพระคุณ comment ของท่านธรรมชาติด้วยครับ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 20 มิถุนายน 2016
  7. อินทรี

    อินทรี เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 กรกฎาคม 2009
    โพสต์:
    394
    ค่าพลัง:
    +538
    ใน2 ข้อย่อยนี้ เป็นสิ่งที่ต้องฝึกปรือให้มากๆนะคับ 1.5 คือจิตไม่มีกำลัง โดนความคิด อารมณ์ และนิวรณ์เล่นงาน แต่สิ่งเหล่านี้เหมือนเป็นอาจารย์เรา
    ถ้าผ่านได้ สมาธิที่ทรงกำลังรออยู่ข้างหน้าแล้ว
    ส่วนข้อ1.6 ถ้าทำข้อ1.5 ผ่านได้ ข้อ1.6 ก็ทำแล้วผ่านได้เช่นกัน ข้อนี้เป็นเรื่องของกายที่อ่อนกำลัง ไม่ได้พักผ่อน แต่ถ้าจิตเราฝึกดี ก้อาศัยกำลังจิตควบคุมกายต่อได้ แต่ทำในเวลาสั้นๆ เอาแบบสบายๆ สมาธิอาจจะทำได้ไม่ดีนัก แต่ได้ในเรืองของวิปัสสนาชัดเจนทีเดียว
     
  8. csประกายพรึก

    csประกายพรึก เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 พฤศจิกายน 2006
    โพสต์:
    182
    ค่าพลัง:
    +433
    มีความเห็นตรงกันตรงที่ฌาน1 สนใจแค่วิตกกับวิจารพอ ที่เหลือปล่อยเป็นหน้าที่ของสภาวะที่จะจัดสรรค์ให้ :cool::cool:

     
  9. somkiatfem

    somkiatfem เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 เมษายน 2016
    โพสต์:
    302
    ค่าพลัง:
    +184
    รับ Bonus สมาธิ ชนิดปัจจุบันทันด่วน

    แนะนำท่านที่จะเริ่ม ปฏิบัติ เพื่อให้ได้สมาธิ ในเวลาไม่กี่นาที เเละเสื่อมยากด้วย

    1 ให้ไปกรอบเท้า พ่อเเม่ เป็นการขจัดสิ่งเเย่ๆในใจที่เคยทำมา เเละทำให้ใจอ่อนโยนไม่กระด่าง เวลาทำสมาธิจะไม่มีสิ่งเหล่านี้มา กวนจิตเรา อีกอย่างนะครับ กรรมต่อพ่อเเม่หนักนะครับท่านยังอยู่รีบสะ จะหาว่ามิบอกอิอิอิ

    2 ยกมือไหว้ คนต่างๆ เเม้อายุจะน้อยกว่าเราถือไหว้ได้ เพราะแท้จริงเเล้ว ท่านนั้นอาจจะมีความเป็นพระอริยเจ้า มากกว่าเราก็ได้ มันจะเป็นการลดการถือดีในตัว ทำให้ใจสงบ

    3 อย่าขี้เกลียด ล้างจานเองบ้าง เช้าๆตื่นเเล้วต้องลุกทันทีเป็นการรวมกำลังสติสู้อาการง่วง อย่ามีคำว่าเดียวในชีวิตถ้าไม่จำเป็นจริงๆหรือมีหลายงาน

    4 ใครว่าใครติเรา เราขอบคุณ เเละกล่าวโทษตัวเองต่อที่สาธารณะได้ ผมเคยทำแบบนี้ปรากฏว่า รุ่นน้องทำตาม เราได้สร้างคนดีขึ้นมาอีก 1 คน ที่เห็นด้วยตา ทำความดีเป็นตัวอย่าง เราก็ได้ ปิติแถมมาด้วย


    5 อย่าไปด่าใคร เเม้เเต่ตัวเอง เพราะตัวเองในอดีตนั้น เราก็ทำดีที่สุดเเล้วในเวลานั้น เเละ อย่าไปว่าใครเพราะถ้าเขาทำไม่ดีเราก็อย่าไปทำแบบนั้น เเต่อย่าลืมว่าเขาทำเขาคิดว่ามันดีสำหรับเขาน่า เขาพอใจในนรก มนุษย์โลก สวรรค์เรื่องของเขา ถ้าเราพอใจในนิพพาน มันก็เรื่องของเรา เราไม่ได้ดีกว่าเขาน่า ชอบไม่เหมือนกัน ทำใจแบบนี้น่าครับ ใจจะเบาตลอดวัน สมาธิเกิดเเข็งเเรงไม่หวั่นไหวต่อความ โกรธ

    6 ถ้าคุณเป็นคนมีเหตุผลนะ ข้อนี้ง่าย เห็นว่าทุกอย่างในโลกนี้ เป็นเรื่องธรรมดา ไม่มีไรน่าสนใจ งั้นๆ ไม่เลว ไม่ดี มันเป็นธรรมชาติ ทุกเรื่องเลย ทั้งเรื่องของคน เเละกลไลทางธรรมชาติ ทางจิต หรือ ทางวัตถุ ตัวอย่าง จริงๆเเล้วเราไม่ได้ชอบไม่ได้ต้องการอย่างที่เราต้องการอยู่ในตอนนี้ เเต่เราต้องการเพราะจิตมันมาเกาะ กายมนุษย์ คูรถามตัวเองดูว่า เคยชอบนกตัวเมีย ปลาหางนกยูงตัวเมียไหม เกิด กาม ไหม ดังนั้นจริงๆเเล้วจิตเเท้บริสุทธิ์ภายในกายเรามีอยู่ ถ้าเราจะพยายามลดกาม เเต่ยังลดไม่ได้ก็ค่อยทำไป ให้เวลาช่วย ให้กำลังสมาธิ เข้าทดเเทน เบียดบัง กิเลส ให้ความถูกต้องเห็นจริงตามเหตุผลเพื่อตัดกิเลส (เรียกว่า วิปัสณาญาณ ต้องใช้ตัวนี้เข้านิพพานน่า สมาธิเป็นเครื่องมือช่วยเท่านั้นเป็นกำลังส่งเสริมให้กล้าเเกร่งเท่านั้น)

    7 เห็นคนสวย หล่อ ให้นึกถึง หน้าตา พ่อ เเม่ เขาว่าคงจะสวยหล่อเหมือนเขาเหมือนเธออย่างตอนนี้หรือไม่อย่างไร ภาพจะขึ้นมาว่า เเม่พิมพ์ของ คนสวย คนหล่อนี้ ตอนนนี้ เหี่ยว ย่น ผิวดำ มีจุดๆ อาจจะมีกลิ่นสาปตัว หลังค่อม ในตาคุ่นมัว หัวล้าน หัวขาว ไปหมดเเล้ว หรือ มองทะลุเข้าไป ใต้ผิวคือไขมันลงไปเป็นกระดูก ตับไตไส้ ขี้ ปัสสาวะ ใจท่านจะสงบอย่างคาดไม่ถึงเลยทีเดียว อิอิ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 22 มิถุนายน 2016
  10. tongrolass

    tongrolass เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    10 พฤษภาคม 2013
    โพสต์:
    111
    ค่าพลัง:
    +103
    ขอบคุณที่เขียนบทความนี้นะครับเป็นประโยชน์มาก ข้อที่ 7 กำลังพยายามอยู่ครับ มันไม่ง่ายเลย :cool::cool::cool:
     
Loading...