ตามรอยพระพุทธบาท ท่าเท้าพระพุทธองค์

ในห้อง 'ประสบการณ์อภิญญา' ตั้งกระทู้โดย ธรรม-ชาติ, 16 สิงหาคม 2012.

  1. ธรรม-ชาติ

    ธรรม-ชาติ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 พฤษภาคม 2012
    โพสต์:
    1,349
    ค่าพลัง:
    +5,537
    +++ นิยาย คือการเล่าเรื่องที่ใช้ "การอ่านไป ปรุงไป" เป็นเรื่องของ "จินตนาการ" ตรงนี้ คุณ มาจากดิน จะบอกว่า ไม่รู้ ก็คงกระดากปาก

    +++ ถ้าคุณ มาจากดิน อ่านสิ่งที่ผมโพสท์แล้ว จิตของคุณยังเป็นเช่นนั้นอยู่ ก็ขอแนะนำว่า "ไปฝึกกำหนดจิตให้เป็นก่อน จะดีกว่า" เพราะเรื่องในกระทู้นี้ เป็นเรื่อง "การฝึกกำหนดจิตล้วน ๆ" หากผู้ใดยัง "กำหนดจิตไม่เป็น" และยังไม่รู้ว่า "การกำหนดจิต คืออะไรแล้ว" ก็ถือได้ว่า "ยังไม่ใช่นักปฏิบัติธรรม"

    +++ กระทู้นี้เป็นของ "นักปฏิบัติธรรม" ไม่ควรที่ "นักอ่านนิยาย" จะเข้ามายุ่งเกี่ยว เช่นเดียวกันกับ ไปสถานที่ปฏิบัติธรรม แต่ขนหนังสือนิยายไปเป็นกอง ๆ ซึ่งเป็นเรื่องไม่สมควร และ ไร้สติเป็นอย่างยิ่ง

    +++ คุณ มาจากดิน ก็เคยโพสท์มา 1,174 ครั้งแล้ว และก็ชอบดึงนักปฏิบัติธรรมไปคุยกันที่เวปอื่นเสมอ ถามจริง ๆ คำว่า "เหมือนอ่านนิยายเลย" ของคุณคำนี้ "เป็นอกุศลเจตนา" ใช่หรือไม่ เป็นจิตที่ "คิดจะบิดเบือนความจริง" แห่งกระทู้นี้ใช่หรือไม่ คุณ มาจากดิน ไม่ใช่รายแรกที่มีการกระทำที่เป็น อกุศลเจตนา ต่อกระทู้นี้

    +++ คำพูดสั้น ๆ แต่เจตนา รวมถึง "ความหวังในเจตนานั้น" ไม่สั้น อกุศลเจตนา เพียงเล็กน้อยก็เพียงพอที่จะเป็น จุดเริ่มต้น ของการเดินทางไกลและเผาไหม้จิตของคุณได้ไม่ยาก
     
  2. จิตวิญญาณ

    จิตวิญญาณ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 สิงหาคม 2008
    โพสต์:
    276
    ค่าพลัง:
    +675
    สมมุติว่าเรา(ตัวเอง)กำลังทำธุระการงานต่อเนื่องอยู่

    +++ ในขณะนั้น สภาวะรู้เป็นแบบ 1. "เฉยตั้งมั่น" หรือ 2. "รู้ทุกอย่าง รวมทั้งอาการสอดส่าย วูปวาปไปมา เนื่องจากการทำงานทางจิต" หากมีลักษณะ คร่อม ทั้ง 2 ประการ ให้พยายาม เดินจิตทวนสถานการณ์ แล้วพยายามสรุปให้ได้ว่า ระหว่าง 1-2 ข้อไหนเป็นลักษณะที่เด่นและชัดเจนกว่า

    # ข้อ 2. รู้ทุกอย่าง เด่นและชัดกว่าค่ะ

    +++ ตรง "ใจสงบนิ่งเฉยดี" นี้ เป็นแบบ 1 หรือ 2 แบบไหนเด่นที่สุด (ให้ลองเล่น ย้อนอดีต แบบเดิน มหาสติปัฏฐาน 5 วาระจิต อีกครั้ง)

    # ข้อ 1. จะเด่นและชัดกว่าค่ะ

    แต่ดูเหมือนว่าสองสภาวะนี้จะมีลักษณะมันจะแยกอยู่ส่วนใครส่วนมันน่ะค่ะ และถ้าเวลาขับรถออกไปข้างนอก ข้อ 2. จะเด่นชัดกว่า ข้อ 1. แต่ถ้าอยู่บ้าน ช่วงที่เดินแถวสนามหญ้า ข้อ 1.จะเด่นชัดกว่าข้อ2.น่ะค่ะ ถ้าเดินๆอยู่ๆแล้วเกิดความรู้สึกขึ้นมาว่าที่สนามหญ้ามีงูนะ ทีนี้อาการจะสลับกันเป็นข้อ2.จะเด่นชัดน่ะค่ะ พอสำรวจดูสักพักก็เห็นงูจริงๆค่ะ

    +++ ให้เล่นอยู่กับการ หดตัว-ขยายตัว ของตัวดูให้มาก ๆ แบบ ช้าบ้าง เร็วบ้าง รวมทั้ง เข้าไปเป็นตัวดู และ ทำให้ตัวดูถูกรู้ต่าง ๆ ให้ละเอียดแบบทุกซอกทุกมุม จนแจ่มแจ้งใน "กระบวนการเกิด กระบวนการทำงาน และ กระบวนการดับไป ของตัวดู" นะครับ
    +++ หากมีปรากฏการณ์อะไรเกิดขึ้น ก็เขียนมาเล่าสู่กันฟัง นะครับ

    # ตรงนี้สังเกตบางครั้งเวลานั่งอ่านข้อความที่กระทู้นี้อยู่น่ะค่ะ ดูเหมือนเราจะใช้สติประมาณ 70-80 ค่อยๆอ่านทุกตัวอักษร อ่านแล้วรู้และเข้าใจตามสภาพความเป็นจริงเลยน่ะค่ะ แต่สังเกตจะรู้สึกมีอะไรรวมตัวขึ้นช่วงไหล่-ท้ายทอยแล้วไปตรึงอยู่ตรงกะโหลกถัดจากท้ายทอยขึ้นไปน่ะค่ะ ตรึงจนสังเกตและรู้ได้ชัดเจนมาก พอเราอ่านจบสักพักอาการนี้ก็เคลื่อนขึ้นบนกระหม่อมแล้วจางคลายไป แล้วรู้สึกโล่งเบาสบายน่ะค่ะ ยังไงจะลองใช้หลักที่คุณธรรม-ชาติแนะนำดูค่ะ


    ขออนุญาตเล่าประสบการณ์เก่าๆให้ฟังนะคะ

    เคยมีประสบการณ์เมื่อครั้งที่เข้า รพ.น่ะค่ะ(น่าจะเคยเล่าพอคร่าวๆที่กระทู้หูดับฯบ้างแล้ว ช่วงที่สนทนากันเรื่องสัมภเวสีอะไรนี่ล่ะค่ะ แต่ตอนนั้นไม่ได้เล่าไว้ละเอียด) ช่วงที่หมอให้ยานอนหลับ ตอนที่ยานอนหลับเริ่มออกฤทธิ์น่ะค่ะ เราจะเริ่มรู้สึกมีอาการเบาหวิวๆแล้วสังเกตุรู้ว่าร่างกายเรากำลังเริ่มหายจากความรู้สึกไปทีละน้อยๆ ขณะที่สังเกตดูอาการ ตอนนั้นก็รู้น่ะค่ะว่ายาเริ่มออกฤทธิ์แล้ว ทีนี้พอความรู้สึกว่าร่างกายเริ่มหายขึ้นมาถึงหู หูอื้อ ได้ยินเสียงคุณหมอกับผู้ช่วยฯคุยกัน เริ่มได้ยินเป็นเสียงพูดช้าๆเหมือนเทปยานดังก้องอยู่ในสมองน่ะค่ะ จากนั้นเสียงหายและมีอาการหูดับไปเลย ช่วงที่หูดับจะเริ่มเห็นตัวเราเหมือนอยู่ในอุโมงค์ ปลายอุโมงค์อยู่สูงมาก ตัวเราที่อยู่ในอุโมงค์จะเริ่มเคลื่อนตัวหมุนคล้ายลมพายุหมุนวนน่ะค่ะ ลักษณะจะคล้ายน้ำวนแต่เป็นวนขึ้นฟ้าน่ะค่ะ และเราอยู่กึ่งกลางพายุหมุนวน พอหมุนลอดขึ้นหลุดจากอุโมงค์ แล้วกลายเป็นว่าเห็นตัวเองอยู่บนถนนลูกรังน่ะค่ะ ในสถานการณ์นั้น ตัวเองจะจำไม่ได้ว่าไปอยู่บนถนนลูกรังได้ยังไง แต่จะจำได้ว่าตัวเองมาโรงพยาบาล ก็ยังคิดหน่ะค่ะว่าเมื่อเช้ามาโรงพยาบาลแล้วอยู่ๆมาอยู่บนถนนลูกรังนี้ได้ยังไง แต่หลังจากที่ฟื้นแล้ว จะจำเหตุการณ์ได้หมดว่าเกิดอะไรขึ้น ทีเล่าให้ฟังนี้เพื่อต้องการรบกวนสอบถามน่ะค่ะว่า ถ้าอาการทั้งหมดนี้เป็นลักษณะของจิตเราในขณะนั้นไปจุติในภพอื่นภูมิอื่น แล้วถ้าเมื่อถึงเวลาเราต้องละกายนี้ไปจริงๆ ขณะที่ธาตุขันต์เริ่มดับลง เราต้องปฏิบัติอย่างไรคะ จิตนี้จึงจะได้ไม่ต้องไปจุติ ณ ภพใด ภูมิหนึ่ง หรือว่าตรงนี้ ต้องฝึกตามโพสท์ # 184 ให้ได้จนเป็นนิสัยก่อนคะ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 29 กันยายน 2013
  3. ธรรม-ชาติ

    ธรรม-ชาติ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 พฤษภาคม 2012
    โพสต์:
    1,349
    ค่าพลัง:
    +5,537
    +++ โพสท์นี้ จะใช้ภาษาที่ชี้ไปที่อาการเดียว เพื่อความชัดเจนในคำศัพท์ระหว่าง "อยู่กับรู้" หรือ "อยู่กับตน" รวมทั้งความละเอียดเท่าที่คุณ จิตวิญญาณ และผู้ฝึกในระดับนี้ พอจะเดินจิตตามได้ นะครับ

    สมมุติว่าเรา(ตัวเอง)กำลังทำธุระการงานต่อเนื่องอยู่
    =============================================================================
    *** ภาษาของตรงนี้คือ "จิตปกติ" ของ "กิจวัตรประจำวัน ในโลกโลกียะ" จากจุดนี้ลงไป จะใช้ภาษาหลากหลายเพื่อชี้ให้ตรงกับอาการ ในแต่ละอาการ นะครับ

    1. *** "อยู่กับตน" จะมีลักษณะดังนี้

    1. ความรู้สึก "ตนเฉย สรรพสิ่งไม่เฉย" "ตนเป็นตน สรรพสิ่งที่ถูกรู้ ไม่ใช่ตน" ภาษาของภพภูมิจะเป็น "มีตนอยู่กับ กามาวจร แต่ตนไม่ใช่กามาวจร"
    2. ความละเอียด ในการรับรู้ทั้งหมดตามภาษาในหมวด มหาสติปัฏฐาน 4 คือ ทางกายสักแต่ว่ารู้ขอบเขตกาย ความรู้สึกกายสักแต่ว่ากายเวทนามีอยู่ รู้ว่าจิตคิดหรือไม่ รวมทั้งแยกแยะได้ว่าเป็นจิตตนหรือจิตอื่น รู้อาการความเคลื่อนไหวของจิตตนและจิตอื่นในบริเวณนั้น
    3. ภาษาของขันธ์ 5 คือ ตนอยู่ในรูปกาย อยู่ในเวทนากาย รู้อาการนึกคิด (สัญญา+สังขาร) มีตนเป็น ผู้รู้ ผู้เห็น (วิญญาณขันธ์)
    4. ตรงกับภาษาในพระไตรปิฏกที่ว่า "มีตนเป็นเกาะ มีตนเป็นที่พึ่ง"

    *** อาการที่กล่าวมาอย่างหยาบ ๆ ทั้ง 4 ข้อ จะเป็นอาการเดียวไม่มีการแตกรายละเอียดใด ๆ เมื่อในขณะจิตนั้น ๆ "อยู่กับตน" ผู้ที่ฝึกมาถึงตรงนี้แล้ว ลองมองย้อนกลับไปในขณะที่เริ่มฝึก "กายเวทนา" ใหม่ ๆ จะรู้ได้อย่างชัดเจนว่า "ยามใดที่ อยู่กับ กายเวทนา" ยามนั้นก็คือ การเริ่มต้นแห่งนิสัยของการ "อยู่กับตน" นั่นเอง

    2. *** "อยู่กับรู้" จะมีลักษณะดังนี้

    1. ความรู้สึก รวมทั้ง "ความเป็นตน" "อยู่ในสภาวะรู้" ทั้งหมด ประดุจ "กรวดทรายที่อยู่ในน้ำ ฉันใด สังขตะธรรมก็อยู่ในอสังคตะธรรม ฉันนั้น"
    2. กระบวนการในการฝึก ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น การกำหนดจิตและผลลัพธ์จากการกำหนดจิตใด ๆ ก็ตาม ล้วนเคลื่อนไหวอยู่ใน "ความว่าง ที่เป็นสภาวะรู้" ทั้งสิ้น
    3. สามารถรู้ได้ว่าในขณะนี้ "อยู่กับตน" แล้ว "ทำตน ให้กลับมาอยู่ใน สภาวะรู้" ได้
    4. หมดความมั่นหมายในระหว่าง "รู้ กับ ถูกรู้" แม้กระทั่ง "ความมั่นหมาย ก็เคลื่อนไปมาใน สภาวะรู้ ด้วยเช่นกัน" ประดุจดั่ง "สรรพสิ่งเคลื่อนไหวไปมา (สังขตะธรรม) อยู่ในอากาศ (อสังคตะธรรม) ฉันใด อากาศ ย่อมไม่ใช่ สรรพสิ่งที่เคลื่อนไหว ฉันนั้น"

    *** ฝึกฝน "ตัวดู ถูกรู้" ให้ชำนาญ ในขณะจิตปกติ หรือ เดินจงกรม จะได้ความหลายหลากและรวดเร็วกว่าการนั่งสมาธิ หากจะฝึกธรรมะวิจัยในภาค "กำเหนิดของตัวดู" การนั่งสมาธิจะให้ผลดีที่สุด การฝึกตรงนี้เป็นขั้นตอนเดียวเท่านั้นที่ทำให้ "อยู่กับรู้" เป็นจริง รวมทั้งเป็นอิสระจาก สังคตะธรรม (Dynamic Stage) ทั้งมวลได้ ภาษาของ หลวงตามหาบัว ตรงนี้คือ "ถ้ามีจุดมีต่อมแห่ง "ผู้รู้" ที่ไหนนั้นแลคือตัวภพ" อ่านข้อความเต็มได้จากตรงนี้

    http://palungjit.org/threads/จะเริ่...งไม่รู้เริ่มยังไงดี.508499/page-3#post8302182

    ==============================================================================

    *** ตรงนี้จะเป็นการ ชี้ประเด็น และ ตอบคำถาม "จากสภาวะที่จิต ทำงานตามปกติ" ตามที่กล่าวมาข้างต้น

    +++ ในขณะนั้น สภาวะรู้เป็นแบบ 1. "เฉยตั้งมั่น" หรือ 2. "รู้ทุกอย่าง รวมทั้งอาการสอดส่าย วูปวาปไปมา เนื่องจากการทำงานทางจิต" หากมีลักษณะ คร่อม ทั้ง 2 ประการ ให้พยายาม เดินจิตทวนสถานการณ์ แล้วพยายามสรุปให้ได้ว่า ระหว่าง 1-2 ข้อไหนเป็นลักษณะที่เด่นและชัดเจนกว่า

    # ข้อ 2. รู้ทุกอย่าง เด่นและชัดกว่าค่ะ

    *** ตรงนี้เป็น "อยู่กับรู้"

    +++ ตรง "ใจสงบนิ่งเฉยดี" นี้ เป็นแบบ 1 หรือ 2 แบบไหนเด่นที่สุด (ให้ลองเล่น ย้อนอดีต แบบเดิน มหาสติปัฏฐาน 5 วาระจิต อีกครั้ง)

    # ข้อ 1. จะเด่นและชัดกว่าค่ะ

    *** ตรงนี้เป็น "อยู่กับตน"

    แต่ดูเหมือนว่าสองสภาวะนี้จะมีลักษณะมันจะแยกอยู่ส่วนใครส่วนมันน่ะค่ะ

    *** นั่นคือลักษณะของการ "อยู่กับตน"

    และถ้าเวลาขับรถออกไปข้างนอก ข้อ 2. จะเด่นชัดกว่า ข้อ 1.

    *** สามารถทำตรงนี้ได้ถือว่า ดีมาก เป็นสภาพที่ สภาวะรู้เป็นอิสระจากขันธ์ ในขณะที่ขันธ์ยังทำงานเป็นปกติ เป็น "อยู่กับรู้"

    แต่ถ้าอยู่บ้าน ช่วงที่เดินแถวสนามหญ้า ข้อ 1.จะเด่นชัดกว่าข้อ2.น่ะค่ะ

    *** ตรงนี้เป็น "อยู่กับตน" เป็นลักษณะของ 1.2 (ความละเอียด ในการรับรู้ทั้งหมดตามภาษาในหมวด มหาสติปัฏฐาน 4 คือ ทางกายสักแต่ว่ารู้ขอบเขตกาย ความรู้สึกกายสักแต่ว่ากายเวทนามีอยู่ รู้ว่าจิตคิดหรือไม่ รวมทั้งแยกแยะได้ว่าเป็นจิตตนหรือจิตอื่น รู้อาการความเคลื่อนไหวของจิตตนและจิตอื่นในบริเวณนั้น)

    ถ้าเดินๆอยู่ๆแล้วเกิดความรู้สึกขึ้นมาว่าที่สนามหญ้ามีงูนะ ทีนี้อาการจะสลับกันเป็นข้อ2.จะเด่นชัดน่ะค่ะ พอสำรวจดูสักพักก็เห็นงูจริงๆค่ะ

    *** "เกิดความรู้สึกขึ้นมาว่าที่สนามหญ้ามีงูนะ" ตรงนี้เป็นอาการจาก "จิตของงู" โดยที่ "งูเห็นคุณ จิตวิญญาณ ก่อน" แล้ว "งู เกิดจิตส่งออก" (ตัวดูของงู teleport) มายังคุณ จิตวิญญาณ และ ตัวดูของงูจะแฝง ธรรมารมณ์ "ความระแวง" ออกมาด้วย ตรงนี้เป็นส่วนหนึ่งของ "จิตสื่อสาร" (เจโตปริยะญาณ) เพียงแต่ว่า "งู ส่งจิตออกมาแบบ ไม่รู้ตัว" ในขณะที่ คุณ จิตวิญญาณ อยู่ใน 1.2 ตามย่อหน้าข้างบน ตรงนี้หากคุณ จิตวิญญาณ map วาระจิตนั้นกลับไป ก็จะทราบได้เอง

    *** "ทีนี้อาการจะสลับกันเป็นข้อ2.จะเด่นชัดน่ะค่ะ" ตรงนี้ถือได้ว่า ได้นิสัยในการ "อยู่กับรู้" แล้วนะครับ

    =============================================================================
    +++ ให้เล่นอยู่กับการ หดตัว-ขยายตัว ของตัวดูให้มาก ๆ แบบ ช้าบ้าง เร็วบ้าง รวมทั้ง เข้าไปเป็นตัวดู และ ทำให้ตัวดูถูกรู้ต่าง ๆ ให้ละเอียดแบบทุกซอกทุกมุม จนแจ่มแจ้งใน "กระบวนการเกิด กระบวนการทำงาน และ กระบวนการดับไป ของตัวดู" นะครับ
    +++ หากมีปรากฏการณ์อะไรเกิดขึ้น ก็เขียนมาเล่าสู่กันฟัง นะครับ

    # ตรงนี้สังเกตบางครั้งเวลานั่งอ่านข้อความที่กระทู้นี้อยู่น่ะค่ะ ดูเหมือนเราจะใช้สติประมาณ 70-80 ค่อยๆอ่านทุกตัวอักษร อ่านแล้วรู้และเข้าใจตามสภาพความเป็นจริงเลยน่ะค่ะ

    *** ตรงนี้คือกระบวนในการ เดินจิต แบบการ map จิต

    แต่สังเกตจะรู้สึกมีอะไรรวมตัวขึ้นช่วงไหล่-ท้ายทอยแล้วไปตรึงอยู่ตรงกะโหลกถัดจากท้ายทอยขึ้นไปน่ะค่ะ

    *** ตรงนี้เป็น "กระบวนการเกิด และทำงาน ของตัวดู" ส่วนหนึ่ง ให้สังเกตุและตรวจสอบกระบวนการนี้ให้ "รู้แจ้ง" นะครับ

    ตรึงจนสังเกตและรู้ได้ชัดเจนมาก พอเราอ่านจบสักพักอาการนี้ก็เคลื่อนขึ้นบนกระหม่อมแล้วจางคลายไป แล้วรู้สึกโล่งเบาสบายน่ะค่ะ

    *** ตัวดูนี้แลคือ "ทุกข์สัจจะ" ในชั้น ธรรมารมณ์ ยามใดที่ "ไร้ตัวดู" ยามนั้นย่อม "รู้สึกโล่งเบาสบาย" และเป็นสภาพของ "นิรทุกข์ สัจจะ" และ "สภาวะรู้ ไร้การบดบัง"

    *** ยามใดที่ "ตัวดูก่อกำเหนิดเกิดขึ้น ยามนั้น มันจะเริ่มบดบัง สภาวะรู้" และสภาวะที่ บดบังสภาวะรู้ คือ สภาวะที่เป็น อวิชชา นั่นเอง
    *** ยามใดที่ "เข้าไป อยู่ ในตัวดู" ก็จะรู้ได้เองว่า "ตัวดู เป็น สภาพของสิ่งที่เรียกว่า ฌาน" นั่นเอง และมีสภาพเป็น "ธาตุ" ประการหนึ่ง

    ยังไงจะลองใช้หลักที่คุณธรรม-ชาติแนะนำดูค่ะ

    *** ทำให้ชำนาญและ รู้แจ้ง ในกระบวนการของ "ตัวดู" นะครับ

    =========================================================================

    ขออนุญาตเล่าประสบการณ์เก่าๆให้ฟังนะคะ

    เคยมีประสบการณ์เมื่อครั้งที่เข้า รพ.น่ะค่ะ(น่าจะเคยเล่าพอคร่าวๆที่กระทู้หูดับฯบ้างแล้ว ช่วงที่สนทนากันเรื่องสัมภเวสีอะไรนี่ล่ะค่ะ แต่ตอนนั้นไม่ได้เล่าไว้ละเอียด) ช่วงที่หมอให้ยานอนหลับ ตอนที่ยานอนหลับเริ่มออกฤทธิ์น่ะค่ะ เราจะเริ่มรู้สึกมีอาการเบาหวิวๆแล้วสังเกตุรู้ว่าร่างกายเรากำลังเริ่มหายจากความรู้สึกไปทีละน้อยๆ ขณะที่สังเกตดูอาการ ตอนนั้นก็รู้น่ะค่ะว่ายาเริ่มออกฤทธิ์แล้ว ทีนี้พอความรู้สึกว่าร่างกายเริ่มหายขึ้นมาถึงหู หูอื้อ ได้ยินเสียงคุณหมอกับผู้ช่วยฯคุยกัน เริ่มได้ยินเป็นเสียงพูดช้าๆเหมือนเทปยานดังก้องอยู่ในสมองน่ะค่ะ จากนั้นเสียงหายและมีอาการหูดับไปเลย

    ช่วงที่หูดับจะเริ่มเห็นตัวเราเหมือนอยู่ในอุโมงค์ ปลายอุโมงค์อยู่สูงมาก ตัวเราที่อยู่ในอุโมงค์จะเริ่มเคลื่อนตัวหมุนคล้ายลมพายุหมุนวนน่ะค่ะ ลักษณะจะคล้ายน้ำวนแต่เป็นวนขึ้นฟ้าน่ะค่ะ

    +++ อาการตรงนี้อยู่ใน โพสท์ที่ 161 เป็นโพสท์แรกในหน้าที่ 9 ตรง

    *** +++ สิ่งที่ยังเหลืออยู่คือ "ตน" เท่านั้น และเป็น "ตนที่เป็น อัตตาจิต"

    +++ ให้ฝึก สลับไปมาระหว่าง "อยู่กับรู้ โดยมี ตนถูกรู้" กับ "ตนรู้อยู่ สรรพสิ่ง ถูกรู้" (การเดินจิตตรงนี้ ใช้สำหรับคุณ จิตวิญญาณ และบุคคลที่กำลังอยู่ในสภาวะนี้ เท่านั้น) ตรงนี้เป็นการเดินจิตระหว่าง "อยู่กับรู้" เพื่อแยกแยะความแตกต่างกับการ "อยู่กับตน" ให้ชัดเจน

    +++ หลังจากเดินจิตตรงนี้ได้คล่องแล้ว ให้รู้อยู่เฉย ๆ แล้วจะค่อย ๆ เห็นการก่อกำเหนิดของ "ตัวดู" แบบ slow motion ที่เป็นไปเองตามธรรมชาติของมัน จากนั้นให้ "เล่น" กับตัวดู ใน 3 ลักษณะดังนี้ คือ

    1. ยามที่ตัวดู กำลังก่อกำเหนิดนั้น เป็นการ รวบรวมสภาวะ แล้ว ก่อกำเหนิดธาตุต่าง ๆ เข้ามาเป็น ตัวตน หรือไม่ และ มีอิทธิพลอย่างไรกับ สภาวะรู้ ตรงนี้หากยังไม่ทัน ให้กลับไปเดินจิตใหม่ระหว่าง "อยู่กับรู้" กับ "อยู่กับตน" แล้วเล่นกับมันใหม่
    2. ยามที่ตัวดู กำเหนิดขึ้นมาจนมีสภาพแล้ว มันเป็นสภาวะ ธาตุ หรือไม่ มันเป็นสภาวะ ธรรมารมณ์ หรือไม่ และมันเป็นสภาวะของ ตัวฌาน หรือไม่
    3. ปล่อยให้ตัวดู วิวัฒนาการไปตามธรรมชาติ จนเกิดแรงดึงดูดแล้วกลายเป็น ตาน้ำวน แล้ว ณ ใจกลางตาน้ำวนนั้น จิต ก่อกำเหนิดขึ้นมา หรือไม่

    ***+++

    +++ ตรงนี้ "ตรงกันเป๊ะ" กับย่อหน้าต่อไปหรือไม่

    และเราอยู่กึ่งกลางพายุหมุนวน พอหมุนลอดขึ้นหลุดจากอุโมงค์ แล้วกลายเป็นว่าเห็นตัวเองอยู่บนถนนลูกรังน่ะค่ะ ในสถานการณ์นั้น ตัวเองจะจำไม่ได้ว่าไปอยู่บนถนนลูกรังได้ยังไง แต่จะจำได้ว่าตัวเองมาโรงพยาบาล ก็ยังคิดหน่ะค่ะว่าเมื่อเช้ามาโรงพยาบาลแล้วอยู่ๆมาอยู่บนถนนลูกรังนี้ได้ยังไง แต่หลังจากที่ฟื้นแล้ว จะจำเหตุการณ์ได้หมดว่าเกิดอะไรขึ้น ทีเล่าให้ฟังนี้เพื่อต้องการรบกวนสอบถามน่ะค่ะว่า ถ้าอาการทั้งหมดนี้เป็นลักษณะของจิตเราในขณะนั้นไปจุติในภพอื่นภูมิอื่น

    +++ นี่แหละคืออาการของ "จุติจิต" โดยที่ สภาพตัวธาตุของพายุหรือน้ำที่หมุนวนนั้น คือ "ภูมิ" ที่จะไป ส่วนตรง "ตาพายุ หรือ ตาน้ำวน" นั้น คือ "ภพ" หากกระบวนการนี้ จบสิ้นเมื่อไร เมื่อนั้น "การจุติใหม่" ย่อมเกิดขึ้น

    +++ ภาษาของมหาสติปัฏฐาน 4 คือ "ภูมิ = ธรรมารมณ์ = อยู่ในฐานธัมมานุปัสสนา" และ "ภพ = ตัวจิต/ตาจิต = อยู่ในฐานจิตตานุปัสสนา"

    +++ ภาษาของ "ปฏิจจะสมุปบาท" คือ การกำเหนิดของ ตัวดูเป็น อวิชชา อาการที่ตัวดูเริ่มเป็นตาน้ำวนคือ สังขารา ส่วน ตาพายุหรือตาน้ำวน คือ วิญญาณัง นั่นเอง

    +++ ภาษาของ "ฝรั่งที่เรียกว่า Near Dead Experience" ก็เป็นอาการเดียวกันคือ ตัวอุโมงค์ (ภูมิ) ปลายอุโมงค์ (ภพ-ตาน้ำ) นั่นเอง

    แล้วถ้าเมื่อถึงเวลาเราต้องละกายนี้ไปจริงๆ ขณะที่ธาตุขันต์เริ่มดับลง เราต้องปฏิบัติอย่างไรคะ จิตนี้จึงจะได้ไม่ต้องไปจุติ ณ ภพใด ภูมิหนึ่ง หรือว่าตรงนี้ ต้องฝึกตามโพสท์ # 184 ให้ได้จนเป็นนิสัยก่อนคะ

    +++ ใช่แล้วครับ "อยู่กับตัวดู คือ อยู่กับอวิชชา" และความสืบต่อในสาย ปฏิจจะสมุปบาท "อยู่กับรู้ คือ อยู่กับวิชชา" และพ้นจาก ปฏิจจะสมุปบาท
    +++ คุณ จิตวิญญาณ สามารถ "อยู่กับรู้" ได้ ก็จะค่อย ๆ ชัดเจนในความแตกต่างในเรื่อง "อยู่กับดู และ อยู่กับรู้" ได้มากขึ้นเองนะครับ
    +++ กระทู้ "ตามรอยพระพุทธบาท" นี้ ได้ทำหน้าที่ มาจนถึงช่วงปลายแล้ว แม้ว่าจะมีเพียงไม่กี่คน ที่เดินจิตตามรอยมาได้ ก็ถือได้ว่าจุดประสงค์ของกระทู้นี้ สำเร็จเสร็จสิ้นลงด้วยดี นะครับ
    +++ ผู้ใดเดิน "ตามรอยพระพุทธบาท" มาได้ ก็ขออนุโมทนากับทุกท่าน นอกนั้น ย่อมตกอยู่ภายใต้กฏเกณฑ์ "การทำงานของ ตัวดู" หรือ "กฏแห่งกรรม" นั่นเอง นะครับ
     
  4. เขากระโดง

    เขากระโดง เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 มกราคม 2013
    โพสต์:
    124
    ค่าพลัง:
    +1,012
    โชคดีที่ได้มาเจอกระทู้นี้ค่ะ ในช่วงแรกที่อ่านแทบไม่รู้เรื่องกับเนื้อหาเลยค่ะ.เท่ากับเริ่มจากศูนย์ ต้องอ่านหลายๆรอบและพยายามจดจำวิธีปฏิบัติ ไม่เคยคิดว่าจะทำได้ แต่ข้าพเจ้าโชคดีที่เคยฝึกอานาปานสติมาบ้างตั้งแต่เด็ก. เมื่อฝึกปฏิบัติตามท่านธรรมชาติแนะนำ. ก็ได้ฝึกกรรมฐานหลายๆกองรวมกันตามแนวทางหลวงพ่อ หลวงปู่ทีสอนไว้ด้วย จึงพอเห็นผลความก้าวหน้าการปฏิบัติ แม้จะบรรยายได้ไม่ชัดเจนเหมือนท่านอื่นๆก็ตาม พอมาถึงช่วงท้ายนี้ก็ยังเจอปัญหาเดิมๆ คือต้องทำความเข้าใจมากๆและลงมือปฏิบัติไปสักระยะ. ได้แต่หวังว่าคงจะตามเพื่อนๆทัน. ขอขอบคุณท่านธรรมชาติและเพื่อนๆทุกคนที่มาช่วยแชร์ประสบการณ์ที่มีค่าอย่างยิ่งค่ะ
     
  5. torelax9

    torelax9 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 มิถุนายน 2005
    โพสต์:
    170
    ค่าพลัง:
    +527
    อนุโมทนากับคุณเขากระโดงไปไกลมากแล้ว ไกลลิบๆเลย ผมเพิ่งได้สัมผัสความสงบ ขออนุญาตเล่าและถามไปในตัว ปกติผมมักชอบฝึกในรถเพราะตั้งสติอยู่ได้นานไม่หลับ คือเอนเบาะเกือบราบ แต่ปรับขึ้นมาหน่อยกึ่งนั่งกึ่งนอน ท่านี้ผ่อนคลายสบายและไม่หลับ เมื่อคืนเข้าไปฝึกในรถไม่ได้สตาทร์เครื่องเปิดกระจกหน่อย กะว่าสักพักจะขึ้นไปนอนเหยียดยาว อยู่ในรถตั้งสติอยู่กับลม สักพักก็เย็นซ่านเกือบได้ทั้งกาย อากาศปกติอยู่ในรถสักชั่วโมงนึงอุณหภมิก็จะเริ่มร้อนขึ้นมากจนทนความร้อนไม่ไหวแล้ว แต่เมื่อคืนฝึกไปๆอยู่ในรถได้ทั้งคืน รู้ว่ามันร้อนนะ แต่ก็ไม่ทุรนทุราย มีความรู้สึกใต้ผิวหนังรักษาไว้ มีทั้งเย็นซ่าน มีทั้งพลังร้อนจากลมในกาย มีทั้งร้อนจกอุณหภมิ อยู่ด้วยกัน รู้สึกเฉยๆหน่อยคล้ายๆอยู่คนละส่วน อยู่ในรถถึงตี5 กำหนดความรู้สึกกายเนื้อทั้งกายก่อนออกลืมตา แล้วเข้าเว็บพลังจิต รู้สึกมีสติเกือบตลอดทั้งคืนหลับไปแปล๊บเดียว แบบนี้เริ่มเป็นอุเบกขาในณานได้หรือยังครับ
     
  6. torelax9

    torelax9 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 มิถุนายน 2005
    โพสต์:
    170
    ค่าพลัง:
    +527
    ตอนแรกไม่ได้อ่านเพราะยังสูงเกินไปที่ตอบคุณจิตวิญญาณ มาอ่านตอนหลังพิ่งรู้กระทู้นี้ดำเนินมาถึงช่วงปลายแล้ว รู้โชคดีมากเช่นกัน ที่ได้มาเจอกระทู้นี้ เจอเว็บนี้ ขอกราบขอบพระคุณอาจารย์ และรุ่นพี่ทุกท่านในธรรมทานนี้มากครับ เส้นทางอริยมรรคนี้จะเดินต่อไปครับ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 2 ตุลาคม 2013
  7. ธรรม-ชาติ

    ธรรม-ชาติ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 พฤษภาคม 2012
    โพสต์:
    1,349
    ค่าพลัง:
    +5,537
    คุณ เขากระโดง

    ในช่วงแรกที่อ่านแทบไม่รู้เรื่องกับเนื้อหาเลยค่ะ.เท่ากับเริ่มจากศูนย์ ต้องอ่านหลายๆรอบและพยายามจดจำวิธีปฏิบัติ

    +++ อาจเป็นเพราะ มีการอธิบายในภาคบรรยาย (ปริยัติ) เข้ามาเจือปนมากเกินไปก็ได้ เลยทำให้ ความจำ (สัญญา) สับสน เพราะในช่วงแรก ๆ เป็นการเปิดกว้างในเรื่องของภาษา เพื่อนำมาอธิบายอาการและหลาย ๆ ครั้ง ต้องใช้ภาษาบาลีเข้ามาประกอบ ซึ่งตรงนี้ย่อมเป็นอุปสรรคต่อการเดินจิตได้

    +++ หากคุณ เขากระโดง และผู้อื่น ต้องการฝึกในภาค "เดินจิต ที่เป็นภาษาในยุคนี้ล้วน ๆ" และตัดภาคบรรยาย (ปริยัติ) ให้สั้นที่สุด กล่าวได้อีกอย่างคือ "ภาคเดินจิต และ ผลของการเดินจิต ล้วน ๆ" ก็ให้บอกมานะครับ อาาจเป็นภาคที่ 2 ในกระทู้นี้ หรือ ตั้งกระทู้ใหม่ก็ได้ แล้วแต่สถานการณ์
    ======================================================================

    ของคุณ torelax9

    อนุโมทนากับคุณเขากระโดงไปไกลมากแล้ว ไกลลิบๆเลย ผมเพิ่งได้สัมผัสความสงบ ขออนุญาตเล่าและถามไปในตัว ปกติผมมักชอบฝึกในรถเพราะตั้งสติอยู่ได้นานไม่หลับ คือเอนเบาะเกือบราบ แต่ปรับขึ้นมาหน่อยกึ่งนั่งกึ่งนอน ท่านี้ผ่อนคลายสบายและไม่หลับ เมื่อคืนเข้าไปฝึกในรถไม่ได้สตาทร์เครื่องเปิดกระจกหน่อย กะว่าสักพักจะขึ้นไปนอนเหยียดยาว อยู่ในรถตั้งสติอยู่กับลม สักพักก็เย็นซ่านเกือบได้ทั้งกาย อากาศปกติอยู่ในรถสักชั่วโมงนึงอุณหภมิก็จะเริ่มร้อนขึ้นมากจนทนความร้อนไม่ไหวแล้ว แต่เมื่อคืนฝึกไปๆอยู่ในรถได้ทั้งคืน รู้ว่ามันร้อนนะ แต่ก็ไม่ทุรนทุราย มีความรู้สึกใต้ผิวหนังรักษาไว้ มีทั้งเย็นซ่าน มีทั้งพลังร้อนจากลมในกาย มีทั้งร้อนจกอุณหภมิ อยู่ด้วยกัน รู้สึกเฉยๆหน่อยคล้ายๆอยู่คนละส่วน อยู่ในรถถึงตี5 กำหนดความรู้สึกกายเนื้อทั้งกายก่อนออกลืมตา แล้วเข้าเว็บพลังจิต รู้สึกมีสติเกือบตลอดทั้งคืนหลับไปแปล๊บเดียว แบบนี้เริ่มเป็นอุเบกขาในณานได้หรือยังครับ

    +++ ภาคบรรยาย (ปริยัติ)

    อยู่ในรถตั้งสติอยู่กับลม สักพักก็เย็นซ่านเกือบได้ทั้งกาย

    +++ 1. ใช้ลมเป็นเครื่องมือ ผลคือ ได้ กายานุปัสสนา "ตั้งสติอยู่กับลม สักพักก็เย็นซ่านเกือบได้ทั้งกาย" มีอาการเป็น สติ คลุมร่างอยู่ภายนอก

    แต่เมื่อคืนฝึกไปๆอยู่ในรถได้ทั้งคืน รู้ว่ามันร้อนนะ แต่ก็ไม่ทุรนทุราย

    +++ 2. เมื่ออยู่กับ กายานุปัสสนา ไออุ่นจากกายเกิดขึ้น "สติย้ายฐานมาอยู่กับ เวทนานุปัสสนา (ไออุ่น)" มีอาการเป็น ร่างคลุม สติ อยู่ภายใน

    มีความรู้สึกใต้ผิวหนังรักษาไว้ มีทั้งเย็นซ่าน มีทั้งพลังร้อนจากลมในกาย มีทั้งร้อนจกอุณหภมิ อยู่ด้วยกัน

    +++ 3. เมื่อ สติ ตั้งฐานใน เวทนานุปัสสนาได้แล้ว จึงขยายสภาวะออกมา "ควบ 2 ฐาน" คือ ภายในยังคุมความอุ่นของร่าง ภายนอกคุมความเย็นลม และขยายมาจนถึง ไออุนที่แผ่ออกมานอกร่างกาย กลายเป็น 3 ชั้น ในชั้นที่ 3 ไออุ่นนอกร่างนี้ เป็น ออร่า อย่างหนึ่งจากพลังของกายมนุษย์

    +++ ภาคเดินจิต (ปฏิบัติ)

    +++ 1. จับลมพัด หรือ อุณหภูมิ นอกร่าง เมื่อได้แล้วให้ "อยู่" กับอุณหภูมินั้น
    +++ 2. เมื่อความอุ่นของร่างกายเริ่มชัดเจนขึ้น ให้ "ขยาย" มาอยู่กับความอุ่นนั้น ด้วย
    +++ 3. อาการ "อยู่" เป็นอาการเดียว แต่ช่วงชั้น ร้อน-เย็น มี 2 ส่วน
    +++ 4. คงอาการ "อยู่" "แช่" ไว้อย่างนั้น อาการขยายตัวของ "จิต+สติ" จะเกิดขึ้น
    +++ 5. อาการ "ขยายฐาน" จะออกมานอกร่างห่างขึ้น จนรู้ว่ายังมี "สนามพลังไออุ่น" นอกร่างอีกชั้นหนึ่ง (เป็นชั้นประจุพลังงานจากกายมนุษย์)
    +++ 6. ปรากฏการณ์ของ 1. ความอุ่นของร่าง 2. ความเย็นลม 3. สนามพลังไออุ่น จะแยกตัวเป็นอิสระต่อกัน เป็น ส่วนใครส่วนมัน 3 ชั้น
    +++ 7. หากคงอาการ "แช่" ไว้ได้นานขึ้น สติ จะละเอียดลงไปมากกว่านี้
    +++ 8. เมื่อ สติ ละเอียดจนถึงจุดหนึ่งแล้ว ปรากฏการณ์ "รู้ กลายเป็น เห็น" จะเกิดขึ้นมาเอง ตรงนี้เรียกว่า ญาณทัศนะ

    +++ ภาค ถาม-ตอบ

    แบบนี้เริ่มเป็นอุเบกขาในณานได้หรือยังครับ

    +++ "อุเบกขาในฌาน" มีมาตั้งแต่ เดินจิต ในข้อที่ 1 แล้ว (พ้น นิวรณ์ 5)

    +++ ข้อแตกต่างระหว่าง "จิตทรงฌาน" กับ "สติทรงฌาน" นั้น ต่างกันมากมาย

    +++ "จิตทรงฌาน" จะปล่อยให้เหตุการณ์เกิดขึ้นเอง และ ควบคุมไม่ได้ เป็นเรื่องของ "สถานการณ์ ควบคุม จิต" เป็นการ "ทรงอารมณ์"
    +++ "สติทรงฌาน" จะใช้ สติ แสกน สภาวะในขณะนั้น แล้ว "เลือกอยู่" กับสถานการณ์ เป็นเรื่องของ "สติ ควบคุม สถานการณ์" เป็นการ "ทรงธัมมะวิจัยยะ"

    ต้องแยกให้ออกระหว่าง "จิต" กับ "สติ" นะครับ
     
  8. torelax9

    torelax9 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 มิถุนายน 2005
    โพสต์:
    170
    ค่าพลัง:
    +527
    ความเห็นส่วนตัวผม คิดว่าการตั้งกระทู้ใหม่น่าจะดีในแง่ความเร็ว และแบ่งเรื่องประเด็นได้ชัดเจน การคลิกเปิดกระทู้ ตามรอยพระพุทธบาทนี้ หากจำนวนหน้าเพิ่มมากขึ้น คงเปิดได้ช้าลง ผมคิดว่า กระทู้นี้ประมาณ10-15 หน้านี้กำลังดี ยามที่มาเปิดอ่านทบทวน หรือผู้สนใจมาเปิดอ่าน เปิดได้ไว ส่วนภาคปริยัติ มีก็ดีครับ เพราะยังไม่ค่อยเข้าใจสติปัฏฐานสี่
    (ตอนแรกที่อ่านเจอคำว่า กระทู้นี้เดินมาถึงช่วงปลายแล้วก็ใจหาย นึกว่าถึงเวลาอาจารย์ต้องไปแล้ว กราบขอบพระคุณในความเมตตาต่อมหาชนครับ)
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 3 ตุลาคม 2013
  9. buddy0

    buddy0 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 ธันวาคม 2011
    โพสต์:
    30
    ค่าพลัง:
    +140
    ถ้าคุณครูธรรมชาติยังสอนต่อ ก็ขอลงชื่อฝึกเดินจิตต่อด้วยคนค่ะ. เพิ่งมาตามอ่านเองกระทู้ถึงช่วงปลายซะแล้ว ยังงงๆไปไม่ถึงไหนอยู่่เลยค่ะ เป้าหมายก็แสนจะยิ่งใหญ่ ไม่อยากจะเกิดอีกแล้วค่ะ ยังไงขอรบกวนครูด้วยนะคะ
     
  10. เมิล

    เมิล เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 มิถุนายน 2008
    โพสต์:
    421
    ค่าพลัง:
    +3,108
     
  11. torelax9

    torelax9 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 มิถุนายน 2005
    โพสต์:
    170
    ค่าพลัง:
    +527
    เป็นการเปลี่ยนความเห็นเดิมๆผม 180องศาเลยครับ
     
  12. ธรรม-ชาติ

    ธรรม-ชาติ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 พฤษภาคม 2012
    โพสต์:
    1,349
    ค่าพลัง:
    +5,537
    เหตุที่กล่าวว่า กระทู้ "ตามรอยพระพุทธบาท" นี้ ได้ทำหน้าที่ มาจนถึงช่วงปลายแล้ว นั้น เพราะมีการฝึกตั้งแต่แรกเริ่มสร้าง สติ สติครองฐาน กายในกาย กิริยาจิต รวมทั้ง ธรรมารมณ์ กระบวนการในการก่อกำเหนิดของจิต จนถึง สภาวะรู้ และ สภาวะที่เข้ามาบดบังสภาวะรู้ ต่าง ๆ จนกระทั่งเข้าใจ และ "อยู่กับรู้" อย่างที่ หลวงปู่ดูลย์ กล่าวไว้ได้ และผู้ที่ฝึกมาถึงจุดนี้ ย่อมเป็นพยานได้ว่า "การปฏิบัติธรรมจาก Internet สามารถทำได้จริง" และไม่มีความจำเป็นที่จะ "ต้องไปอยู่ตามป่าเขา" เพราะการปฏิบัติธรรมทั้งหมดอยู่ที่ "ตน" คำเดียวเท่านั้น ทำอย่างไรก็ได้ให้ "รู้แจ้ง ในสภาวะแห่งความเป็น ตน" เท่านั้นเอง

    จากที่คุณ เขากระโดง กล่าวว่า "ในช่วงแรกที่อ่าน แทบไม่รู้เรื่องกับเนื้อหาเลยค่ะ" ตรงนี้ทำให้ผมพิจารณาว่า "หากเริ่มต้น ด้วยการเดินจิตตรง ๆ และใช้ภาษาไทยที่เรียบง่าย" ก็จะทำให้ผู้ฝึก "เข้าถึงอาการต่าง ๆ" ได้ตั้งแต่เริ่มต้น และการเริ่มต้นที่สามารถส่งผลได้ดีนั้น ให้เริ่มจาก "ความรู้สึกตัว ทั่วพร้อม" ดังนั้นควรทำให้ได้เสียก่อน หลังจากทำได้แล้ว ก็ไม่มีอะไรยาก

    กระทู้นี้ก็คงเหลืออยู่แค่ การตอบคำถามในช่วงปลายของการฝึกเพียงเล็กน้อย ที่เป็นการตอบส่วนบุคคล ที่อยู่ในระดับการฝึกย้ายฐานจาก "อยู่กับตน" มาเป็น "อยู่กับรู้" และรายละเอียดในเรื่อง ต้นกำเหนิดของจิต เท่านั้น ส่วนเรื่องอื่น ๆ นั้นถือว่าล่วงเลยไปหมดแล้ว นะครับ

    ==================================================================

    ของคุณ เมิล

    อ้อ เหมือนกับที่สติของเมิลเลือกที่จะรับเอาแต่ information เท่านั้น ทั้ง ๆ ที่ในสถานการณ์หนึ่งก็มีทั้ง emotion กับ information แต่สติก็สามารถเลือกเอาแต่ส่วน information มาทำงานต่อ

    +++ ใช่ มีแต่ "สติ" เท่านั้น ที่จะเลือก เข้า-ออก (วสี ย้ายฐาน) ระหว่าง รูป-นาม ได้

    +++ ข้อสังเกตุ ในส่วนของ information นั้นเป็น ส่วนของ รูป เป็นเรื่องของ จิต (ตาน้ำวน)
    +++ ในส่วนของ emotion นั้นเป็นส่วนของ นาม เป็นเรื่องของ ธรรมารมณ์ (ตัวธาตุน้ำ)

    +++ ในทุกสถานการณ์ปกติย่อมมี ทั้ง นาม-รูป ประกอบกัน (emotion กับ information) ยามใดที่มี รูป ยามนั้นต้องมี นาม เสมอ ยกเว้นในกรณี อรูปฌาน เท่านั้น ที่สภาวะของ นาม (ธรรมารมณ์ ตัวธาตุน้ำ) มีความเสถียรภาพมาก (ตั้งมั่น สมาธิ) จนสภาพของ ตาน้ำวน (จิต) เกิดขึ้นไม่ได้ มีแต่ ตัวธาตุน้ำ (ธรรมารมณ์) เท่านั้น

    เมิลสงสัยเวลาที่เสียงเพลงดังขึ้นมาในหัว บางท่อนเรา "รู้" ได้ แต่บางท่อนเราก็ไม่รู้ คือเหมือนกับมันลดความระดับลงมา แล้วอาการทางกายจะเริ่มออกแล้ว มันจะมีวูบหนึ่งทีรู้สึกได้ว่ามันลดลงมาต่ำแล้วกลายเป็นอย่างอื่นที่ไม่ใช่รู้

    +++ นี่คือ สภาวะนาม หรือ ธรรมารมณ์ เข้ามาแทรก แล้วทำให้ ความชัดเจนเสื่อมถอย แล้วค่อย ๆ กลายเป็นว่า มีความเบลอ เป็นองค์ประกอบอยู่ด้วย
    +++ วิธีเดินจิตตรงนี้คือ 1. ทำตัวดูให้ถูกรู้ 2. อยู่กับรู้ จนตัวดูจางคลายหายไป 3. เรียนรู้การเกิดขึ้นของ ตัวดู
    +++ ให้ทบทวน โพสท์ที่ 188 ในหน้านี้อีกที นะครับ

    =========================================================================

    ของคุณ torelax9

    "ความเห็นส่วนตัวผม คิดว่าการตั้งกระทู้ใหม่น่าจะดีในแง่ความเร็ว และแบ่งเรื่องประเด็นได้ชัดเจน"

    +++ เห็นด้วยครับ
    ========================================================================

    ของคุณ buddy0

    "ถ้าคุณครูธรรมชาติยังสอนต่อ ก็ขอลงชื่อฝึกเดินจิตต่อด้วยคนค่ะ"

    +++ ได้ครับ กระทู้ใหม่จะยังอยู่ในหมวด อภิญญา XP เหมือนเดิม เพราะจะเป็นเรื่อง "ประสพการณ์" ในการฝึกของแต่ละคนล้วน ๆ จะไม่มี ภาคทฤษฏี ใด ๆ เข้ามาเจือปน จะไม่มีความเกี่ยวข้องกับ ความเชื่อ ต่าง ๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง และทุกอย่างจะเป็นเรื่องของ "ประสพการณ์ จริง ที่เกิดจากการปฏิบัติในกระทู้" เท่านั้น หากผมตั้งกระทู้ใหม่เมื่อไร จะแจ้งให้ทราบภายหลัง นะครับ
     
  13. เขากระโดง

    เขากระโดง เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 มกราคม 2013
    โพสต์:
    124
    ค่าพลัง:
    +1,012
    มีความรู้สึกบางอย่างคล้ายๆคุณจิตวิญญานและเมิลเกิดขึ้นเหมือนกันค่ะ จะขอเล่าเพิ่มเติม คือ ในแต่ละวันจะรับรู้ความรู้สึกหรืออารมณ์ในช่วงระหว่างวันได้ค่อนข้างรวดเร็ว เช่น อารมณโกรธ พอใจ ไม่พอใจ รักชอบ หรือการพูดถึงบุคคลที่สามที่ใส่ความรู้สึกลงไปด้วยแม้จะเพียงเล็กน้อยก็ตาม จะรู้สึกเหมือนมีอะไรก่อตัวขึ้นทีลิ่นปี่ แน่นขึ้น และอึดอัด พอเราจับความรู้สึกทัน และใช้สติอยู้กะรู้ในความรู้สึกที่ลิ้นปี่นั้น ความสนใจในอารมณ์โกรธ ไม่พอใจก็จะค่อยๆลดลงแล้วหมดไป พร้อมความรู้สึกที่ลิ้นปี่ก็ค่อยๆลดลงและหมดไปเช่นกัน
    ตลอดทั้งวันก็จะมองเห็นความรู้สึกที่มันเกิดขึ้นที่ลิ้นปี่และก็ดับไป วันละหลายๆครั้ง อยู่ตลอดเวลา บางครั้งก็มองเห็นอารมณ์ที่มันเกิดขึ้นแต่ไม่ทำให้เราทุกข์ เรายังคงสงบนิ่งและสดชื่นอยู่ตลอดเวลา
     
  14. จิตวิญญาณ

    จิตวิญญาณ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 สิงหาคม 2008
    โพสต์:
    276
    ค่าพลัง:
    +675
    กระทู้นี้ก็คงเหลืออยู่แค่ การตอบคำถามในช่วงปลายของการฝึกเพียงเล็กน้อย ที่เป็นการตอบส่วนบุคคล ที่อยู่ในระดับการฝึกย้ายฐานจาก "อยู่กับตน" มาเป็น "อยู่กับรู้" และรายละเอียดในเรื่อง ต้นกำเหนิดของจิต เท่านั้น ส่วนเรื่องอื่น ๆ นั้นถือว่าล่วงเลยไปหมดแล้ว นะครับ

    # ขอบคุณมากค่ะ ดีเลยค่ะ ว่าแล้วก็ถือโอกาสสอบถามอาการเพิ่มเติมซะเลยค่ะว่าอาการนี้คืออะไร

    สมมุติว่าเราขับรถอยู่น่ะค่ะ แบบว่าจะอยู่กับสภาวะรู้ แล้วอยู่ๆสภาวะรู้ถูกแยกออกไปให้เรารู้อีกทีหนึ่งว่าร่างกายเราที่เคลื่อนไหวอยู่นั้นปราศจากอารมณ์ความรู้สึกนึกคิด ยกตัวอย่างง่ายๆ เหมือนเราเห็นคนอื่นเคลื่อนไหวทำโน้นทำนี่ เราเห็นและเรารู้ใช่ไหมคะ ว่าเขากำลังเคลื่อนไหวทำอะไรอยู่ แต่ว่าเราจะไม่รู้อารมณ์และความรู้สึกนึกคิดของเขา ณ ขณะนั้น เพียงเห็นและรู้ว่าร่างกายเขาเคลื่อนไหวอยู่ เราเห็นเราเป็นอย่างนั้นเลยค่ะ เห็นตัวเราเคลื่อนไหวไร้อารมณ์ไร้ความรู้สึกนึกคิดแบบนั้นเลยค่ะ อาการนี้เป็นประมาณ 2-3 ครั้งแล้วค่ะ ก็ยังรู้สึกแปลกใจอยู่ค่ะ แปลกใจที่ว่าทำไมร่างกายเราเคลื่อนไหวได้โดยปราศจากอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดของเราสั่งให้กระทำ
     
  15. จิตวิญญาณ

    จิตวิญญาณ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 สิงหาคม 2008
    โพสต์:
    276
    ค่าพลัง:
    +675
    เหตุที่กล่าวว่า กระทู้ "ตามรอยพระพุทธบาท" นี้ ได้ทำหน้าที่ มาจนถึงช่วงปลายแล้ว นั้น เพราะมีการฝึกตั้งแต่แรกเริ่มสร้าง สติ สติครองฐาน กายในกาย กิริยาจิต รวมทั้ง ธรรมารมณ์ กระบวนการในการก่อกำเหนิดของจิต จนถึง สภาวะรู้ และ สภาวะที่เข้ามาบดบังสภาวะรู้ ต่าง ๆ จนกระทั่งเข้าใจ และ "อยู่กับรู้" อย่างที่ หลวงปู่ดูลย์ กล่าวไว้ได้ และผู้ที่ฝึกมาถึงจุดนี้ ย่อมเป็นพยานได้ว่า "การปฏิบัติธรรมจาก Internet สามารถทำได้จริง" และไม่มีความจำเป็นที่จะ "ต้องไปอยู่ตามป่าเขา" เพราะการปฏิบัติธรรมทั้งหมดอยู่ที่ "ตน" คำเดียวเท่านั้น ทำอย่างไรก็ได้ให้ "รู้แจ้ง ในสภาวะแห่งความเป็น ตน" เท่านั้นเอง

    # อนุโมทนา สาธุค่ะ ตัวดิฉันเองที่ฝึกมาได้จนถึงระดับนี้ ก็จากการแนะนำ คำชี้แนะ คำสั่งสอนของครูบาอาจารย์ท่านนี้ ตั้งแต่เริ่มฝึกมหาสติฯ ฝึกการดูจิต จนกระทั่ง ณ บัดนี้ ตัวดิฉันเองก็ยังไม่เคยเห็นหน้าตาครูบาอาจารย์ท่านนี้เลยค่ะ ฝึกผ่านอินเตอร์เนทล้วนๆ แต่ก็คิดนะคะว่าสักวันคงได้เข้าไปก้มกราบงามๆแทบเท้าท่าน กราบขอบพระคุณท่าน ที่ท่านนำประสบการณ์มาสอนให้เรา ครูบาอาจารย์กว่าท่านจะผ่านการฝึกฝน ต้องลำบากฝึกตามป่าตามเขา เราลูกศิษย์ลูกหานี่สบายเกิน ฝึกผ่านอินเตอร์เนท คิดๆแล้วก็รู้สึกสำนึกผิดเหมือนกันนะคะ เหมือนกับเป็นลูกศิษย์ที่เอาเปรียบครูบาอาจารย์เลยค่ะ

    และก็ขออนุโมทนากับทุกท่านที่สนใจฝึกด้วยนะคะ
     
  16. ธรรม-ชาติ

    ธรรม-ชาติ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 พฤษภาคม 2012
    โพสต์:
    1,349
    ค่าพลัง:
    +5,537
    ของคุณ เขากระโดง

    มีความรู้สึกบางอย่างคล้ายๆคุณจิตวิญญานและเมิลเกิดขึ้นเหมือนกันค่ะ จะขอเล่าเพิ่มเติม คือ ในแต่ละวันจะรับรู้ความรู้สึกหรืออารมณ์ในช่วงระหว่างวันได้ค่อนข้างรวดเร็ว เช่น อารมณโกรธ พอใจ ไม่พอใจ รักชอบ หรือการพูดถึงบุคคลที่สามที่ใส่ความรู้สึกลงไปด้วยแม้จะเพียงเล็กน้อยก็ตาม จะรู้สึกเหมือนมีอะไรก่อตัวขึ้นทีลิ่นปี่ แน่นขึ้น และอึดอัด พอเราจับความรู้สึกทัน และใช้สติอยู้กะรู้ในความรู้สึกที่ลิ้นปี่นั้น ความสนใจในอารมณ์โกรธ ไม่พอใจก็จะค่อยๆลดลงแล้วหมดไป พร้อมความรู้สึกที่ลิ้นปี่ก็ค่อยๆลดลงและหมดไปเช่นกัน

    ตลอดทั้งวันก็จะมองเห็นความรู้สึกที่มันเกิดขึ้นที่ลิ้นปี่และก็ดับไป วันละหลายๆครั้ง อยู่ตลอดเวลา บางครั้งก็มองเห็นอารมณ์ที่มันเกิดขึ้นแต่ไม่ทำให้เราทุกข์ เรายังคงสงบนิ่งและสดชื่นอยู่ตลอดเวลา

    +++ "ธรรมารมณ์ที่ผุดขึ้นมาจากบริเวณ ลิ้นปี่" นั้นยังเป็น วัตถุธาตุนอกตัวดู และสังเกตุให้ดี ๆ จะพบว่า อาการที่ผุดขึ้นมานั้นมักเกี่ยวพันกับสิ่งที่เรียกว่า "โลภะ ราคะ โทสะ โมหะ" หรือที่เรียกว่า "กิเลส" ก็ได้ ยามใดที่รู้ทัน "การเชื่อมต่อ" ระหว่าง "ตนกับกิเลส" ก็ไม่เกิดขึ้น

    +++ "การเชื่อมต่อ" ระหว่าง "ตนกับกิเลส" คือการที่ "ตัวดู" ส่งออกไป (จิตส่งออก) และรับเอา "ตัวที่ผุดจาก ลิ้นปี่" เข้ามา แม้ว่าจะรู้ทันและตัดกิเลสได้ แต่ก็ยัง วางใจไม่ได้อยู่ดี เพราะมันสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดทั้งวัน

    +++ ทางที่ดีที่สุดคือ "คุมที่ตน" โดยทำให้ "ตัวดู ถูกรู้" แล้ว ฝึก "การเดินจิต" ครั้งสุดท้าย จากโพสท์ที่ 184 ในหน้าที่ 10 ให้ชำนาญเท่านั้น ก็จะได้ผลลัพธ์เช่นเดียวกันกับคุณ จิตวิญญาณ

    ============================================================================
    ของคุณ จิตวิญญาณ

    # ขอบคุณมากค่ะ ดีเลยค่ะ ว่าแล้วก็ถือโอกาสสอบถามอาการเพิ่มเติมซะเลยค่ะว่าอาการนี้คืออะไร

    สมมุติว่าเราขับรถอยู่น่ะค่ะ แบบว่าจะอยู่กับสภาวะรู้ แล้วอยู่ๆสภาวะรู้ถูกแยกออกไปให้เรารู้อีกทีหนึ่งว่าร่างกายเราที่เคลื่อนไหวอยู่นั้นปราศจากอารมณ์ความรู้สึกนึกคิด

    ยกตัวอย่างง่ายๆ เหมือนเราเห็นคนอื่นเคลื่อนไหวทำโน้นทำนี่ เราเห็นและเรารู้ใช่ไหมคะ ว่าเขากำลังเคลื่อนไหวทำอะไรอยู่ แต่ว่าเราจะไม่รู้อารมณ์และความรู้สึกนึกคิดของเขา ณ ขณะนั้น เพียงเห็นและรู้ว่าร่างกายเขาเคลื่อนไหวอยู่

    เราเห็นเราเป็นอย่างนั้นเลยค่ะ เห็นตัวเราเคลื่อนไหวไร้อารมณ์ไร้ความรู้สึกนึกคิดแบบนั้นเลยค่ะ อาการนี้เป็นประมาณ 2-3 ครั้งแล้วค่ะ ก็ยังรู้สึกแปลกใจอยู่ค่ะ แปลกใจที่ว่าทำไมร่างกายเราเคลื่อนไหวได้โดยปราศจากอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดของเราสั่งให้กระทำ

    +++ ตรงนี้แหละที่ถูกเรียกกันว่า "วิสุทธิขันธ์" เป็นขันธ์ที่ "ไร้เจตนา ไร้กรรม" โดยสิ้นเชิง เหตุเกิดเพราะ "อยู่กับรู้" ได้แล้ว นั่นเอง เป็นขันธ์ที่ไม่ได้ใช้ ธรรมารมณ์ (ตัวดู) เป็นเครื่องอยู่ แต่ใช้ สภาวะรู้ (มหาสติ) เป็นเครื่องอยู่แทน (วิหารธรรม)
    +++ มีคำพูดสั้น ๆ ว่า "สติอารมณ์" แต่ความหมายที่แท้จริงคือ เป็นคำถามของการปฏิบัติชั้นสุดท้ายคือ "อยู่กับสติ หรือ อยู่กับธรรมารมณ์" นั่นเอง
    +++ อยู่ตรงนี้ไปเรื่อย ๆ แล้วไม่นาน "มหาสติ" จะควบคุม "ปัฏฐาน 4" เอาไว้ภายในได้ทั้งหมด
    +++ แล้วทั้งหมดจะเป็นไปตามโพสท์ที่ 188 หน้าที่ 10 ตรงข้อที่ 4 ของ *** "อยู่กับรู้" จะมีลักษณะดังนี้

    4. หมดความมั่นหมายในระหว่าง "รู้ กับ ถูกรู้" แม้กระทั่ง "ความมั่นหมาย (ถ้ามี) ก็เคลื่อนไปมาใน สภาวะรู้ ด้วยเช่นกัน" ประดุจดั่ง "สรรพสิ่งเคลื่อนไหวไปมา (สังขตะธรรม) อยู่ในอากาศ (อสังคตะธรรม) ฉันใด อากาศ ย่อมไม่ใช่ สรรพสิ่งที่เคลื่อนไหว ฉันนั้น"

    ==================================================================================

    ของคุณ watjojoj

    ไปซุ่มฝึกวิทยายุทธเป็นเวลานานพอสมควร เป็นไงบ้างครับ
     
  17. จิตวิญญาณ

    จิตวิญญาณ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 สิงหาคม 2008
    โพสต์:
    276
    ค่าพลัง:
    +675
    +++ ให้เล่นอยู่กับการ หดตัว-ขยายตัว ของตัวดูให้มาก ๆ แบบ ช้าบ้าง เร็วบ้าง รวมทั้ง เข้าไปเป็นตัวดู และ ทำให้ตัวดูถูกรู้ต่าง ๆ ให้ละเอียดแบบทุกซอกทุกมุม จนแจ่มแจ้งใน "กระบวนการเกิด กระบวนการทำงาน และ กระบวนการดับไป ของตัวดู" นะครับ


    # ตรงนี้สังเกตุพอตัวดูกำเนิดขึ้นแล้ว ยังไม่รู้วิธีเล่นกับตัวดูชัดเจนเท่าไหร่ค่ะ เลยกลายเป็นว่าหดขยายและเข้าไปเป็นตัวดูไม่เป็น ทำได้แค่ขยายเต็มกะโหลกศรีษะจนหูอื้อ พอถอยออกมาอาการทั้งหมดก็หายไป สงสัยเล่นผิดวิธี เดี๋ยวยังไงคงค่อยๆฝึกแบบค่อยเป็นค่อยไปค่ะ


    ขอฝากประสบการณ์เล็กๆน้อยๆของตัวเองช่วงที่กำลังฝึกนะคะ เผื่ออาจจะเป็นประโยชน์ต่อผู้กำลังฝึกไม่มากก็น้อย

    เมื่ออ่านและทำความเข้าใจกับตัวหนังสือทุกขั้นตอนแล้ว ถ้าสภาวะไหนเรายังปฏิบัติไม่ถึงหรือกำลังฝึกปฏิบัติอยู่ เราจะวางความเข้าใจที่เราอ่านทั้งหมดนี้ไว้ ( ถ้าตรงไหนอ่านแล้วยังไม่เข้าใจก็ไม่เป็นไร สาเหตุที่เราไม่เข้าใจเพราะสภาวะนั้นๆยังไม่เกิดขึ้นกับเรา แต่เมื่อใดที่เราฝึกจนสภาวะนั้นๆเกิดขึ้นแล้ว เราก็จะเข้าใจเองค่ะ ) ในขณะที่เราฝึกอยู่นั้น ถ้ามีสภาวะอย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น ก็ให้สังเกตดูอาการนั้นด้วยความเป็นกลาง เมื่อผ่านสภาวะนั้นแล้ว เราค่อยมาทบทวนอีกที โดยการทบทวนสภาวะนั้นๆต้องอยู่ในพื้นฐานความเป็นจริง การทบทวนสภาวะนั้นๆต้องใช้สติปัญญาทบทวน ไม่ใช้จิตตัวเองทบทวนค่ะ เพราะจิตเรามักจะคิดเข้าข้างตัวเองอยู่แล้ว และถ้าสภาวะไหนเกิดขึ้นกับตัวเราแล้ว เรายังไม่เข้าใจกับสภาวะนั้นๆ แนะนำควรโพสท์ถามหรือโพสท์เล่าอาการนั้นๆให้ครูบาอาจารย์ท่านทราบ เพื่อที่ครูบาอาจารย์ท่านจะได้อธิบายให้เราเข้าใจกับสภาวะที่เกิดขึ้นกับเรา และเพื่อเราจะได้รับคำแนะนำวิธีฝึกต่อไปอย่างต่อเนื่อง จะได้ไม่ต้องสะดุดหรือหยุดอยู่กับที่น่ะค่ะ

    ยังไงก็ขออวยพรให้ทุกท่านที่ตั้งใจฝึกตั้งใจปฏิบัติ จงเดินทางไปถึงจุดมุ่งหมายปลายทางของตัวเองนะคะ

    ปล. ถึงคุณ watjojoj เป็นยังไงบ้างคะ สบายดีนะ พักนี้หายเงียบไปเลยนะ !
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 5 ตุลาคม 2013
  18. ธรรม-ชาติ

    ธรรม-ชาติ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 พฤษภาคม 2012
    โพสต์:
    1,349
    ค่าพลัง:
    +5,537
    +++ ให้เล่นอยู่กับการ หดตัว-ขยายตัว ของตัวดูให้มาก ๆ แบบ ช้าบ้าง เร็วบ้าง รวมทั้ง เข้าไปเป็นตัวดู และ ทำให้ตัวดูถูกรู้ต่าง ๆ ให้ละเอียดแบบทุกซอกทุกมุม จนแจ่มแจ้งใน "กระบวนการเกิด กระบวนการทำงาน และ กระบวนการดับไป ของตัวดู" นะครับ

    # ตรงนี้สังเกตุพอตัวดูกำเนิดขึ้นแล้ว ยังไม่รู้วิธีเล่นกับตัวดูชัดเจนเท่าไหร่ค่ะ เลยกลายเป็นว่าหดขยายและเข้าไปเป็นตัวดูไม่เป็น ทำได้แค่ขยายเต็มกะโหลกศรีษะจนหูอื้อ พอถอยออกมาอาการทั้งหมดก็หายไป สงสัยเล่นผิดวิธี เดี๋ยวยังไงคงค่อยๆฝึกแบบค่อยเป็นค่อยไปค่ะ

    +++ ถูกแล้วครับ การขยายเต็มกะโหลกศรีษะ ก็คือจาก หด มาเป็น ขยาย แล้วหดมันกลับไปที่เดิม 2-3 ครั้ง ก็ผ่านแล้ว
    +++ "พอถอยออกมาอาการทั้งหมดก็หายไป" ก็คือ การ "ออกมาจากตัวดู" นั่นเอง ทำซ้ำ ๆ 2-3 ทีก็ชัดเจนแล้วครับ
    +++ สังเกตุดี ๆ ว่า เข้า-ออก และ หด-ขยาย นั้นมีความสัมพันธ์กัน คือ เข้า-ขยาย และ ออก-หด
    +++ สังเกตุดี ๆ ก็จะรู้ได้อีกว่า ความเข้มข้น-จากคลาย ก็อยู่ในขั้นตอนนี้ด้วย

    +++ ขั้นตอนนี้เหมือนกับการฝึก กายเวทนากับวสี 5 ทุกประการ แต่เปลี่ยนจาก กายเวทนา มาเป็น กายธรรมารมณ์ (ตัวดู) เท่านั้น

    +++ เมื่อทำได้แล้วให้สังเกตุ "กระบวนการเกิด" ว่า "ใครเป็นผู้ให้มันเกิด" และสภาวะของ "ผู้ให้มันเกิด" นั้นคือ "สภาวะรู้ ใช่หรือไม่" และ "เราคือ สภาวะรู้ ที่ทำให้มันเกิด ใช่หรือไม่" ความละเอียดของมหาสติตรงนี้ เป็นสภาวะรู้ (ไร้ธาตุ ไร้สภาพ) ที่เป็นต้นกำเหนิด สภาวะธาตุ กำเหนิดสภาพ ที่เป็น อวิชชา และเรื่องทั้งหมด "เป็นตัวเราเองนั่นแหละ ที่ยอมให้อวิชชาถือกำเหนิดขึ้นมา แล้วหลงวนเวียนอยู่ในนั้นทั้งหมด"
    ==========================================================================
    บทสรุปจาก ธรรม-ชาติ

    +++ สภาวะรู้ที่ไร้สภาพ ไร้ขอบเขต มีมาก่อนสรรพสิ่ง เป็นสภาวะที่สร้าง ความเป็นธาตุ ความเป็นสรรพสิ่ง
    +++ แล้วหลงไหลวนเวียนอยู่แต่ในสิ่งที่ตนสร้าง จนถือว่า สิ่งที่ตนสร้างทั้งหมดนั้น เป็นตน
    +++ จนกว่าสภาวะที่เรียกว่า "ตน" นั้น หันกลับมาเรียนรู้ว่า "ตนที่แท้" คือใคร จึง "กลับสู่ตน" ได้
    ==========================================================================

    ขอฝากประสบการณ์เล็กๆน้อยๆของตัวเองช่วงที่กำลังฝึกนะคะ เผื่ออาจจะเป็นประโยชน์ต่อผู้กำลังฝึกไม่มากก็น้อย

    เมื่ออ่านและทำความเข้าใจกับตัวหนังสือทุกขั้นตอนแล้ว ถ้าสภาวะไหนเรายังปฏิบัติไม่ถึงหรือกำลังฝึกปฏิบัติอยู่ เราจะวางความเข้าใจที่เราอ่านทั้งหมดนี้ไว้ ( ถ้าตรงไหนอ่านแล้วยังไม่เข้าใจก็ไม่เป็นไร สาเหตุที่เราไม่เข้าใจเพราะสภาวะนั้นๆยังไม่เกิดขึ้นกับเรา แต่เมื่อใดที่เราฝึกจนสภาวะนั้นๆเกิดขึ้นแล้ว เราก็จะเข้าใจเองค่ะ ) ในขณะที่เราฝึกอยู่นั้น ถ้ามีสภาวะอย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น ก็ให้สังเกตดูอาการนั้นด้วยความเป็นกลาง

    +++ ทั้งหมดถูกต้องครับ

    เมื่อผ่านสภาวะนั้นแล้ว เราค่อยมาทบทวนอีกที โดยการทบทวนสภาวะนั้นๆต้องอยู่ในพื้นฐานความเป็นจริง การทบทวนสภาวะนั้นๆต้องใช้สติปัญญาทบทวน ไม่ใช้จิตตัวเองทบทวนค่ะ เพราะจิตเรามักจะคิดเข้าข้างตัวเองอยู่แล้ว

    +++ กำหนดเดินจิตทวนสถานการณ์อีกครั้ง ไม่ใช่ นึก คิด ปรุงแต่ง จนกว่าจะพอใจ

    และถ้าสภาวะไหนเกิดขึ้นกับตัวเราแล้ว เรายังไม่เข้าใจกับสภาวะนั้นๆ แนะนำควรโพสท์ถามหรือโพสท์เล่าอาการนั้นๆให้ครูบาอาจารย์ท่านทราบ เพื่อที่ครูบาอาจารย์ท่านจะได้อธิบายให้เราเข้าใจกับสภาวะที่เกิดขึ้นกับเรา และเพื่อเราจะได้รับคำแนะนำวิธีฝึกต่อไปอย่างต่อเนื่อง จะได้ไม่ต้องสะดุดหรือหยุดอยู่กับที่น่ะค่ะ

    +++ คุณ จิตวิญญาณ กล่าวได้ถูกต้องแล้วครับ
     
  19. torelax9

    torelax9 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 มิถุนายน 2005
    โพสต์:
    170
    ค่าพลัง:
    +527
    ขอบพระคุณมาก เป็นคำแนะนำที่ดีมากครับ กำลังมีปัญหาเรื่องถามไม่ค่อยเป็นนี้ละ ไม่รู้เมื่อไหร่ปัญญาจะงอกงาม ช่วงนี้ขอฝึกมากๆบ่อยๆก่อน ค่อนข้างพอใจกับผลการฝึกอันน้อยนิด ^^ แช่ในความเย็นซ่าน เย็นมากหน่อยบริเวณศรีษะ ท้อง ใต้ผิวหนังแขนช่วงบนทั้งสองข้าง ท้อง ลิ้นปี่ เย็นสบายดีจังเลย เริ่มมีความรู้สึก โล่งๆ โปร่งๆ หน่อย และอ่านทบทวนที่อาจารย์โพสต์ไว้ในกระทู้ต่างๆหลายกระทู้ครับ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 5 ตุลาคม 2013
  20. torelax9

    torelax9 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 มิถุนายน 2005
    โพสต์:
    170
    ค่าพลัง:
    +527
    สวัสดี พี่ Watjojoj ผมก็ชื่อ Wat ครับ แนะนำผมได้ครับ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 11 ตุลาคม 2013

แชร์หน้านี้

Loading...