ตามรอยพระพุทธบาท ท่าเท้าพระพุทธองค์

ในห้อง 'ประสบการณ์อภิญญา' ตั้งกระทู้โดย ธรรม-ชาติ, 16 สิงหาคม 2012.

แท็ก:
  1. เมิล

    เมิล เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 มิถุนายน 2008
    โพสต์:
    421
    ค่าพลัง:
    +3,106
    เมื่อคืนเมิลฝันว่า เห็นตัวดูผุดขึ้นมาเป็นดวง ๆ แล้วเมิลก็เลยตรึงตัวดู แล้วที่เป็นดวง ๆ ก็สลายไป แต่สักพักก็มีดวงใหม่เกิดขึ้นมา แล้วก็มีแสงสว่างจ้าสาดเข้าตา ก็เลยต้องตื่นคะ

    ช่วงนี้จะรู้ความรู้สึกที่เกิดแถวๆลิ้นปี่เร็วขึ้นคะ เหมือนหย่อมความกดอากาศแบบนั้น วูบหนึ่ง
    หรือว่าเวลาเถียงกัน จิตเรานิ่งแต่ขณะเดียวกันก็รู้สึกถึงอารมณ์ที่กำลังจะก่อตัวขึ้นมา มันรู้สึกวูบไหว
    จิตกับอารมณ์เป็นคนละส่วนกัน
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 28 ตุลาคม 2013
  2. ธรรม-ชาติ

    ธรรม-ชาติ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 พฤษภาคม 2012
    โพสต์:
    1,327
    ค่าพลัง:
    +5,448
    เมื่อคืนเมิลฝันว่า เห็นตัวดูผุดขึ้นมาเป็นดวง ๆ แล้วเมิลก็เลยตรึงตัวดู แล้วที่เป็นดวง ๆ ก็สลายไป แต่สักพักก็มีดวงใหม่เกิดขึ้นมา แล้วก็มีแสงสว่างจ้าสาดเข้าตา ก็เลยต้องตื่นคะ

    +++ ตรงนี้เป็นฝันจริง หากสติละเอียดเพียงพอ จะรู้ได้ว่าตอนที่ "มีแสงสว่างจ้าสาดเข้าตา" นั้น จะเกิดเป็นลักษณะของ shock wave ขึ้นมาวูปหนึ่ง จากข้างนอก เคลื่อนตัวเข้าสู่ข้างใน เมื่อ shock wave นั้น ชำแรกผ่านฐานกายาเข้ามาแล้ว ก็เหมือนกับการกำหนดจิตเข้าฐานนั่นแหละ ผลลัพธ์คือ ตื่น นั่นเอง

    ช่วงนี้จะรู้ความรู้สึกที่เกิดแถวๆลิ้นปี่เร็วขึ้นคะ เหมือนหย่อมความกดอากาศแบบนั้น วูบหนึ่ง

    +++ ถูกต้อง มันเป็นอาการ "ผุด" ขึ้นมาชนิดหนึ่ง มันเป็น "ธรรมารมณ์ ภายนอก" ที่ล่อให้ "ตัวดู" ต่อเข้าไปหามัน

    หรือว่าเวลาเถียงกัน จิตเรานิ่ง

    +++ ตรงนี้เป็น "อยู่กับดู" และอยู่ในสภาพของ "ตนเป็นตัวดู" หากเทียบกับ "สติ ตามระดับของผู้ฝึก" ในกระทู้ "ฝึก กรรม-ฐาน ด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย" แล้ว เมิลอยู่ในรอยต่อระหว่างชั้นที่ 4 ต่อกับชั้นที่ 5 ซึ่งชั้นที่ 5 ยังไม่ทรงตัวเต็มที่

    แต่ขณะเดียวกันก็รู้สึกถึงอารมณ์ที่กำลังจะก่อตัวขึ้นมา มันรู้สึกวูบไหว
    จิตกับอารมณ์เป็นคนละส่วนกัน

    +++ ตรงนี้ ดีแล้วที่รู้ทันว่ามันเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่ ผุดขึ้น "เป็นส่วน ภายนอก" และอีกส่วนหนึ่งก็คือ "ตน ที่เป็นส่วนภายใน ที่เป็นตัวดู"
    +++ ช่วงนี้หาก เมิล กำหนดจิตฝึก ก็น่าจะอยู่ในชั้นที่ 5 ได้ในขณะจิตเดียว หากยามที่ไม่ได้ฝึก ก็น่าจะอยู่ที่ระดับ 4 ตอนปลาย

    +++ ต่อไปให้พยายาม "กำหนดจิตฝึก และอยู่กับตน ให้มากกว่านี้" ก็จะเข้าสู่ ชั้นที่ 5 เต็มตัว ที่ผมเรียกมันว่า "อยู่กับตน" ซึ่งจะมี "ตนเป็นฌาน ที่มีสติเป็นลักษณะเด่น" หรือ เป็นขั้นตอนที่ "สติ สามารถชำแรกเข้าไปอยู่ใน ฌาน ได้เต็มที่" นั่นเอง และจะเป็นช่วงที่ "ได้ความรู้ ได้สัมผัส สิ่งแปลก ๆ หรือ ได้ของเล่นต่าง ๆ" ก็จะเป็นในช่วงนี้แหละ ก่อนที่จะขึ้นสู่ชั้นที่ 6 ต่อไป นะครับ
     
  3. เมิล

    เมิล เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 มิถุนายน 2008
    โพสต์:
    421
    ค่าพลัง:
    +3,106
    พี่คะ จิตเราสามารถรับรู้ความรู้สึกของคนอื่นได้โดยที่ไม่ผ่านอายตะนะได้ด้วยหรือเปล่าคะ คือเราไม่จำเป็นต้องเห็น แต่รับรู้ความรู้สึกได้หรือเปล่าคะ
    คือว่าเมื่อวานเมิลไปเดินเล่นกับโอม เมิลก็รู้สึกกว่ามีความรู้สึกเกิดขึ้นมา เหมือนเป็นพลังงานผุดขึ้นมา ก็เลยตรึง-แช่ไว้ สักพักเกิดอีก อีก 2-3 ครั้ง ทั้ง ๆ ที่ตอนนั้นเดินเล่นอยู่ไม่ได้อะไรเลย เมิลยังงงอยู่แล้วก็เอ๊ะหรือจะไม่ใช่ของเรา หรือจะเป็นความรู้สึกของคนที่เห็นโอม
     
  4. ธรรม-ชาติ

    ธรรม-ชาติ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 พฤษภาคม 2012
    โพสต์:
    1,327
    ค่าพลัง:
    +5,448
    พี่คะ จิตเราสามารถรับรู้ความรู้สึกของคนอื่นได้โดยที่ไม่ผ่านอายตะนะได้ด้วยหรือเปล่าคะ คือเราไม่จำเป็นต้องเห็น แต่รับรู้ความรู้สึกได้หรือเปล่าคะ

    +++ ได้ และตรงนี้เป็นความถูกต้องที่สุดของคำว่า "เจโตปริยญาณ" ในหมวดอภิญญา 6 เพราะการรับรู้ตรงนี้ เป็นการรับรู้ที่

    1. ปราศจาก การปรุงแต่ง
    2. ไม่มีจิตส่งออก
    3. รู้การทำงานของจิตตน
    4. สภาวะรู้ เป็นกลาง จึงรู้ จิตตนและจิตอื่น

    +++ เจโตปริยญาณ เป็น ญาณที่ไร้เจตนา ยามใดที่มีเจตนาเข้ามาแทรกแซง ยามนั้นเป็น จิตส่งออก ให้ใช้เกณฑ์นี้เป็นจุดตัดสิน เพื่อป้องกันความเข้าใจผิด

    คือว่าเมื่อวานเมิลไปเดินเล่นกับโอม เมิลก็รู้สึกกว่ามีความรู้สึกเกิดขึ้นมา เหมือนเป็นพลังงานผุดขึ้นมา ก็เลยตรึง-แช่ไว้ สักพักเกิดอีก อีก 2-3 ครั้ง ทั้ง ๆ ที่ตอนนั้นเดินเล่นอยู่ไม่ได้อะไรเลย เมิลยังงงอยู่แล้วก็เอ๊ะหรือจะไม่ใช่ของเรา หรือจะเป็นความรู้สึกของคนที่เห็นโอม

    +++ ถูกต้อง มันเป็น วาระจิตที่ผุด หรือ โผล่ ขึ้นมา ใน 1 วาระนั้นจะประกอบไปด้วย 1 เจตนา + 1 อารมณ์

    *** จากโพสท์ข้างบน (222) ตรงประโยคนี้ ***

    " +++ ถูกต้อง มันเป็นอาการ "ผุด" ขึ้นมาชนิดหนึ่ง มันเป็น "ธรรมารมณ์ ภายนอก" ที่ล่อให้ "ตัวดู" ต่อเข้าไปหามัน"

    +++ เรื่องของ เจโตปริยญาณ และ จิตสื่อสาร ทั้งหมดเป็นเรื่องของ ธรรมารมณ์ VS ตัวดู

    +++ ธรรมารมณ์ มี 2 ชนิด คือ

    1. ธรรมารมณ์ ภายนอก คือ วาระจิตที่ผุดโผล่ มาจากภายนอกตน (ผู้ที่ อยู่กับตน หรือ สูงกว่า จะรู้ได้) ตรงนี้เรียกว่า ธรรมารมณ์ตกกระทบ จากภายนอก
    2. ธรรมารมณ์ ภายใน คือ ตัวดู หรือ อัตตาจิต นั่นเอง คงจำตอนที่ฝึกได้นะว่า "ตัวดูจางคลาย กลายเป็น กายเวทนา และ กายเวทนา หดรวมตัว กลายเป็น ตัวดู"

    +++ เมื่อ อยู่กับตัวดู ก็จะเป็น "อยู่กับตน" เมื่อตัวดูถูกรู้ ก็จะเป็น "อยู่กับรู้"

    +++ ธรรมชาติของ ตัวดู คือ จิตส่งออก (หลวงปู่ดูลย์) หรือ จิตจดจ่อ (หลวงตา มหาบัว) หากไม่มีสติควบคุม (อยู่กับตน) ตัวดูจะดูอะไรก็ตาม มันก็จะส่ง 1 เจตนา (รูป)(ภาพ แสง สี เสียง ความเข้าใจ และอื่น ๆ) + 1 อารมณ์ (นาม)(ราคะ โลภะ โทสะ โมหะ วิจิกิจฉา และอื่น ๆ) ไปที่นั่น ภายใน 1 วูป เท่านั้น

    +++ ยามที่ อยู่กับรู้ หรือมี สภาวะรู้ เป็นองค์ประกอบอยู่พอสมควร ก็จะสามารถ รู้ 1 วูปนี้ได้ ในลักษณะของการ กระพริบกระเพื่อม ทางจิต ที่เรียกว่า "กิริยาจิต" เพียงแต่ว่า กิริยาจิต นี้ไม่ใช่ของตน หรือ ไม่ได้เกิดจากตน

    +++ หากต้องการรู้ว่า กิริยาจิต นี้ มาจากใคร ก็ให้ "ตรึง" หรือ "เรียก กิริยาจิต นั้นกลับมา ตรึงใหม่" ก็จะทราบได้ว่า ตัวดู ของใครเป็นผู้ ส่งออกมา

    +++ หากต้องการ "ดู" ในส่วนของ รูป ให้ "ตรึง และ แช่" ตรงใจกลางของ กิริยาจิตนั้น หากต้องการ "รู้" ในส่วนของ นาม ให้ "รู้ ครอบคลุม" กิริยาจิตนั้น ๆ ยกเว้นแต่ว่า ถ้าทำได้ชำนาญแล้ว ก็เพียงแค่ใช้การ "ดึง และ ดู" ลงไปตรง ๆ ที่กิริยาจิตนั้น ก็จะทราบทั้งหมดได้เอง

    +++ ความเข้าใจ และ การเดินจิต ต่อสถานการณ์ปัจจุบัน ของเมิล ถูกต้องแล้วครับ เหลือเพียงแต่ ความชำนาญเท่านั้น

    +++ เรื่องของ อภิญญา หรือ อภิปัญญา ทั้งหมดล้วนเป็นเรื่องของการ ใช้ขันธ์ เท่านั้น โดยเริ่มจาก การเห็นขันธ์ก่อน จากนั้นจึงฝึกด้วยการเรียนรู้จากขันธ์ จากนั้น จึงเป็นเรื่องของ การใช้ขันธ์ให้เป็นประโยชน์ เช่นเดียวกันกับ การเห็นเสื้อผ็า การคัดเลือกเสื้อผ้า แล้วใช้เสื้อผ้าให้เป็นประโยชน์ เมื่อเสร็จธุระแล้ว เราก็ไม่ได้เป็นเสื้อผ้านั้น ๆ อยู่ดี
     
  5. เมิล

    เมิล เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 มิถุนายน 2008
    โพสต์:
    421
    ค่าพลัง:
    +3,106
    พี่คะ ช่วงนี้
    1. ดูทันรอยต่อของความคิดมากขึ้นคะ
    2. ไม่ค่อยอินกับอะไรเท่าไหร่คะ คือ ความรู้สึกจากร่างกาย เช่น หนาว ร้อนเย็น เจ็บเหมือนมันไม่เยอะเหมือนเมื่อก่อนนะคะ
     
  6. ธรรม-ชาติ

    ธรรม-ชาติ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 พฤษภาคม 2012
    โพสต์:
    1,327
    ค่าพลัง:
    +5,448
    อาการก่อนเข้าสู่ภาค จิตตานุปัสสนามหาสติปัฏฐาน

    1. ดูทันรอยต่อของความคิดมากขึ้นคะ

    +++ ให้สังเกตุดูว่า "ตรงรอยต่อ ก่อนที่จะเกิดความคิดตัวใหม่นั้น" เป็นลักษณะที่ "ผุด หรือ โผล่ ขึ้นมาเหมือนกัน ใช่หรือไม่" และการ ผุดหรือโผล่ ขึ้นมาแต่ละครั้งนั้น
    จะมีลักษณะ "กระพริบกระเพื่อม" เกิดขึ้นมาเสมอหรือไม่ ตรงนี้เรียกว่า "กิริยาจิต" ให้ "อยู่" กับ "สติ" ในระดับกิริยาจิตนี้ ให้เป็นนิสัย ก็จะเข้าสู่ภาคของ "จิตตานุปัสสนามหาสติปัฏฐาน" ได้อย่างเต็มตัว นอกจากจะเรียนรู้ในเรื่องของ จิตตะสังขารขันธ์แล้ว ก็ยังเกี่ยวข้องกับเรื่องของ เจโตปริยญาณ และ จิตสื่อสาร ทั้งหมดด้วย

    2. ไม่ค่อยอินกับอะไรเท่าไหร่คะ คือ ความรู้สึกจากร่างกาย เช่น หนาว ร้อนเย็น เจ็บเหมือนมันไม่เยอะเหมือนเมื่อก่อนนะคะ

    +++ นี่คือ อาการของ สติ ที่เริ่มวางภาค เวทนานุปัสสนามหาสติปัฏฐาน เข้าสู่ภาค จิตตานุปัสสนามหาสติปัฏฐาน ไปตามระบบครรลองตามธรรมชาติของมันแล้ว และตอนนี้สามารถกล่าวแบบ ภาษาง่าย ๆ ได้ว่า สติเริ่มวิวัฒนาการผ่านพ้น "กาย และ เวทนากาย" เข้าสู่ "จิต และ เวทนาจิต" ด้วยตัวของมันเองแล้ว

    +++ อีกไม่นาน ย่อมเข้าสู่ การเห็น ต้นกำเหนิดของจิต ได้โดยการผ่านมาทาง กิริยาจิต และจะสามารถล่วงรู้ วิธิที่ทำให้ จิตไม่เกิด ได้เองในระยะไม่นานนัก

    +++ ให้สังเกตุให้ดี ๆ ว่า ในขณะที่จับสังเกตุ กิริยาจิต ในระดับลึก ๆ นี้ กายและเวทนากาย ไม่ปรากฏ ก็ให้รู้ไว้ว่า "นี่คือภาควิปัสสนา ที่ตลุยลงไปในภาคของสมถะ ในระดับอรูปฌาน" โดยมี สติ เป็น ฐานอิสสระ ที่ทรงตัวอยู่ได้ด้วยตัวมันเอง แต่จริง ๆ แล้ว ฌานหรือไม่ ก็ไม่ได้อยู่ในความสนใจอะไรในระดับนี้ เพราะเป้าหมายอยู่ที่ ธัมมะวิจัยยะ ในเรื่องต้นกำเหนิดของจิตตน เท่านั้นเอง นะครับ
     
  7. เมิล

    เมิล เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 มิถุนายน 2008
    โพสต์:
    421
    ค่าพลัง:
    +3,106
    พี่คะ
    เวลาความคิดมันเกิดมันพุ่งขึ้นมาจริงๆคะ จะดูทันชัวร์ก็ตอนที่ไม่ได้คิดอะไรแล้วเห็นมันพุ่งขึ้นมาเป็นความคิด เมิลจะรู้สึกชะงักไปนิดหนึ่งเหมือนกำลังจะเปลี่ยนท่านะคะ

    ในชีวิตประจำวันการรับรู้ทั่วไปจิตนิ่ง แต่ข้างนอกจิตไม่นิ่ง ความรู้สึกเป็นตนชัดเจนขึ้น เวลาเข้าฐานจะรู้สึกทั้งตัวได้เลย
    เวลามองไปที่ความคิดตรงๆ ความคิดหายไปเป็นความว่าง พอไม่มองก็กลับมาอีก ไม่รู้สึกว่าความคิดเป็นของเราแล้วคะ อย่างความคิดไม่ดีที่เกิดขึ้นก็ไม่ได้รู้สึกว่าจะต้องไปแก้ไขอะไร เพราะมันก็ดับไปแล้ว

    ช่วงนี้ดูหนังดูซี่รีย์ไม่สนุกเลย
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 7 ธันวาคม 2013
  8. ธรรม-ชาติ

    ธรรม-ชาติ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 พฤษภาคม 2012
    โพสต์:
    1,327
    ค่าพลัง:
    +5,448
    การเห็น 3 ชนิด

    พี่คะ
    เวลาความคิดมันเกิดมันพุ่งขึ้นมาจริงๆคะ จะดูทันชัวร์ก็ตอนที่ไม่ได้คิดอะไรแล้วเห็นมันพุ่งขึ้นมาเป็นความคิด เมิลจะรู้สึกชะงักไปนิดหนึ่งเหมือนกำลังจะเปลี่ยนท่านะคะ

    *** การเห็น 3 ชนิด ***

    +++ ตามปกติคนเราจะมองเห็นทางตาโดย "ตัวดู" เป็นผู้ดูออกไปทางตา เรียกว่า "ตาเห็น"
    +++ ในยามที่ฝึกสมาธิตามปกติ ในยามที่ "ความคิดมันผุดพลุ่งออกมา" แล้วตัวดู ดูออกไป (ส่งออก) ไปที่ความคิด เรียกว่า "จิตเห็น"
    +++ ในยามที่ฝึกสติจนตั้งฐานได้ "ตัวดูจะไม่ส่งออก" และยามที่ "ปรากฏการณ์ใดก็ตามที่เกิดขึ้น" ยามนั้นสภาวะที่เห็นคือ "สติเห็น" (อายตนะนิพพาน)

    +++ อาการที่ "สติเห็น" นี้ เป็นผลมาจาก "ดำรงค์สติมั่น" จึงทำให้ "รู้ธรรมเฉพาะหน้า" และเป็น "รู้ประดุจเห็น" ซึ่งภาษาบาลีเรียกว่า "ญาณทัศนะ" ภาษาพระป่าเรียก "ตาสติ ตาปัญญา" ภาษาพระไตรปิฏกเรียกว่า "ธรรมจักษุ" ไม่ว่าคำศัพท์และภาษาจะหลากหลายอย่างไรก็ตาม แต่ อาการที่ถูกต้อง จะมีได้เพียงอาการเดียวนี้เท่านั้น

    +++ ในกรณี "จิตเห็น" โดยปกติธรรมดาทั่วไป มักจะเป็นเรื่องของการ "หลงจิต" แต่มีข้อยกเว้นของ "บุคคลที่มีขีดความสามารถในการใช้จิต" ได้เท่านั้น เป็นข้อยกเว้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ควรที่จะมีขีดความสามารถที่จะรู้ด้วยว่า ยามใดเป็นการปรุง และ ยามใดไม่ใช่

    ในชีวิตประจำวันการรับรู้ทั่วไปจิตนิ่ง แต่ข้างนอกจิตไม่นิ่ง ความรู้สึกเป็นตนชัดเจนขึ้น เวลาเข้าฐานจะรู้สึกทั้งตัวได้เลย

    +++ ตัวที่ผุด "ไม่ใช่ตน" ในขณะนี้คงเห็นอาการได้ชัดเจนนะ ดังนั้น "ตัวที่ผุด เป็น ธรรมภายนอก" ซึ่งย่อมไม่นิ่งเป็นธรรมดา

    +++ ตัวที่ผุดนี้ บางทีก็เป็น "ความชอบใจ ไม่ชอบใจ ความสงสัย ต่าง ๆ" หากไม่ทันเห็นมัน "ตัวดูก็จะส่งออก" ไปติดพันกับมัน ผลลัพธ์คือ "ฟุ้งซ่าน" หากฟุ้งไปสักพัก ก็มักจะทำให้ ตัวดู อ่อนพลังลง กลายเป็น "ง่วงซึม" วงจรตรงนี้ทั้งหมดเรียกว่า "นิวรณ์ 5" ซึ่งเป็นตัวขัดขวาง "อัปปนาสมาธิ หรือ ฌานสมาบัติ" นั่นเอง

    +++ ตอนนี้คงสิ้นสงสัยแล้วนะว่า "ผู้ใดก็ตาม ที่รู้เท่าทัน การผุดโผล่ของจิตนี้" ย่อมมีขีดความสามารถในการข้าม "นิวรณ์ 5" และเข้า "ฌาน" ได้ภายใน 1 ขณะจิตเท่านั้น

    +++ ดังนั้น "ความรู้สึกเป็นตนชัดเจนขึ้น เวลาเข้าฐานจะรู้สึกทั้งตัวได้เลย" พอเริ่มกำหนดจิตจึงสามารถ "อยู่กับตน" ได้ทันที (โพสท์ที่ 5 ระดับที่ 5 "สติ ตามระดับของผู้ฝึก" ในกระทู้ "ฝึก กรรม-ฐาน ด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย") ก็จะเข้าถึงฐานะแห่ง "ผู้ฝึกในขั้นตอนนี้มักจะอยู่ในสถานะของ "ผู้ทรงฌาน" นั่นเอง"

    +++ และคงจะชัดเจนกับ "สติในระดับที่ 4" แล้วนะว่า "การกำหนดจิต ทั้งหมด ถูกรู้"

    เวลามองไปที่ความคิดตรงๆ ความคิดหายไปเป็นความว่าง

    +++ ถูกต้อง เพราะ "การดูนั้น ไร้เจตนาที่จะต่อเข้าไปหามัน" แต่คำพูดประโยคนี้จะเห็นได้ชัดเจนก็ต่อเมื่อ พัฒนาเข้าสู่ระดับที่ 6. "ดูตน" แล้วเท่านั้น

    พอไม่มองก็กลับมาอีก ไม่รู้สึกว่าความคิดเป็นของเราแล้วคะ

    +++ ตรงนี้คงพอที่จะเข้าใจคำพูดของ "หลวงตามหาบัว" ที่ว่า "เหมือนน้ำกลิ้งบนใบบัว" มันอยู่ด้วยกัน แต่ไม่ได้เป็นตัวเดียวกัน แล้วนะ

    อย่างความคิดไม่ดีที่เกิดขึ้นก็ไม่ได้รู้สึกว่าจะต้องไปแก้ไขอะไร เพราะมันก็ดับไปแล้ว

    +++ ความคิดทุกชนิด "ทั้งดีและไม่ดี" มันก็คือ "ตัวผุด" เหมือนกันทั้งหมด ยามที่มันผุด เรียกว่า "เกิดขึ้น" ขณะที่มันยังอยู่ เรียกว่า "ตั้งอยู่" ขณะที่มันดับไป เรียกว่า "ดับไป" ตรงนี้เรียกว่า "เห็นไตรลักษณะ" ดังนั้นจึงชัดเจนแล้วนะว่า คำว่า "พิจารณาไตรลักษณ์" นั้น เป็นการ "ใช้ภาษาที่ไม่ตรงตามอาการ" ผลลัพธ์คือ ทำให้เกิดการ "ยึดผิด ปฏิบัติผิด" ซึ่งวินัยทางสงฆ์ท่านปรับอาบัติ "ทุกฏ" ซึ่งแปลว่า "ข้อยึดถือที่เลว" นั่นเอง ดังนั้นที่กล่าวกันว่า "ให้พิจารณาว่า เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป" ทั้งหมดนั้น "เป็นคำพูดที่ ไม่ตรงทาง" และเป็นคำพูดของ "ผู้ที่ยังมาไม่ถึงตรงนี้" สำหรับผู้ที่มาถึงตรงนี้แล้ว "ย่อมสามารถใช้คำพูดที่เหมาะสม ตรงตามอาการ" ได้เอง

    +++ คงชัดเจนได้อีกประการหนึ่งว่า "สิ่งใดสิ่งหนึ่ง ที่เกิดขึ้น เป็นธรรมดา ย่อมดับไป เป็นธรรมดา" ของพระอัญญาโกณฑัญญะ นั้น กล่าวถึงสภาวะใดแล้วนะ

    ช่วงนี้ดูหนังดูซี่รีย์ไม่สนุกเลย

    +++ ยามใดที่ฝึกถึงระดับ 9. "อยู่กับความเป็นจริง" กลับเข้าสู่ความเป็น "คนธรรมดา" แล้ว ย่อมสนุกได้ตามปกติ และหากมองย้อนหลังกลับไประหว่าง "สนุกแบบตอนที่ยังไม่ได้ฝึก" กับ "สนุกแบบไม่จำเป็นต้องฝึก" แล้วก็จะชัดเจนได้เองว่า "สนุกแบบผู้ใหญ่ กับ สนุกแบบเด็กนั้นต่างกันอย่างไร" นะครับ
     
  9. mobilelizard

    mobilelizard เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 ตุลาคม 2005
    โพสต์:
    569
    ค่าพลัง:
    +4,565
    สวัสดีครับ เพื่อนๆ นำประสบการณ์มาเล่า

    ปรกติเวลาผมกายจิตหลุด ถ้าเจอคนจังๆ จะไม่ได้ไปโดนเนื้อ โดนตัวเขา เพราะไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น แต่หลังๆ หลังจากที่ผมถอดออกมาผม มักจะหันกลับไปเล่น และศึกษากายเนื้อและกายเวทนา ของตัวเองที่อยู่ที่เดิม เลยทำให้ผมไม่มีความเกรงจะไปจับกายคนอื่น เพราะรู้ว่าไม่เป็นอะไร

    มีอยู่วันหนึ่งผมก็เจริญสติไปกายทิพย์ผมก็ลอยออกมากอย่างกับลูกโป่ง แบบบังคับไม่ได้ คือมันลอยออกมาเอง มาอยู่ข้างๆ กายเนื้อ จังหวะนั้นแฟนผมก็เดินเข้ามาพอดี แล้วก็เจอกันจังๆ ปรากฎว่าแฟนมองไม่เห็นผม และก็เดินไปนอนข้างกายเนื้อผม ผมก็เลยเอามือของกายทิพย์ไปจับที่ตัวเขาสองสามครั้ง ด้วยอยากรู้ว่าจะเป็นอย่างไร ปรากฎว่าผมรู้สึกได้ชัดเจน ว่าจับตัวแต่แฟน ก็นอนอยู่อย่างนั้นไม่ได้รู้สึกอะไรด้วย มีเรื่องน่าสังเกตุอีกอย่างคือ กายทิพย์จะแสดงออกถึงจิตใจของเรา กายทิพย์ผมจะใส่เสื้อขาว รวมถึงกายทิพย์แฟนก็ใส่เสื้อขาว แสดงว่าจิตใจก็ใช้ได้อยู่ พอผมกลับร่างผมก็หันไปเล่าให้แฟนฟัง ว่าเจอกันจังๆ ตั้งแต่เดินเข้ามา และยังเล่าว่า โชคดีนะที่เห็นว่าเขาใส่เสื้อขาวแสดงว่าจิตใจเขาใช้ได้ ถ้าแฟนผมสติละเอียดกว่านี้จะสามารถรู้ได้ว่าผมจับ และถึงขั้นเห็นผมได้อีก

    จึงไม่แปลกใจเลย ว่าที่มีคนมาเล่าว่าโดนผีปล้ำ และทั้งเห็นทั้งรู้สึกได้ตอนครึ่งหลับครึ่งตื่น
     
  10. mobilelizard

    mobilelizard เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 ตุลาคม 2005
    โพสต์:
    569
    ค่าพลัง:
    +4,565
    ถ้าจำไม่ผิด จะเป็นวันเดียวกันช่วงบ่ายๆ ผมก็ินอนทำสมาธิไป ปรากฎว่าผมหิวน้ำเหลือเกิน เพราะไม่ได้เปิดแอร์และห้องมันร้อนมาก ผมก็คิดว่าอยากกินน้ำจัง พอผมลืมตามา ผมก็ตายละหลังคาตูรั่วมีน้ำก้อนเท่าลูกฟุตบอลอยู่บนพดาน แป๊บเดียวน้ำสาดลงมา เต็มหน้าเต็มปาก ผมก็ปัดๆ ลุกขึี้้นมาปัดเต็มหน้าเต็มปากจะลุกไปเอาผ้ามาเช็ด ปรากฎว่าไม่มีน้ำแ้ม้แต่น้อย น้ำหายไปหมดเลย
     
  11. ธรรม-ชาติ

    ธรรม-ชาติ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 พฤษภาคม 2012
    โพสต์:
    1,327
    ค่าพลัง:
    +5,448
    วิบาก ส่งผลทะลุมิติ

    +++ สถานการณ์ในภพภูมิ (มิติ) หนึ่ง ไม่จำเป็นที่จะต้องเกิดในอีกภพภูมิหนึ่ง แต่ภพภูมิทั้งหลายมีอยู่จริงทั้งสิ้น ขึ้นอยู่กับว่า เราในขณะจิตนั้น ๆ "อยู่" ในภพภูมิไหน

    +++ ตอนที่ยังอยู่ต่างประเทศ เคยนอนอยู่แล้วหิวน้ำมาก กายเวทนาลุกขึ้นมาจากร่าง เห็นกระบวยที่ทำมาจากกระหล่ำห่อ มีน้ำบรรจุอยู่เต็มกระบวย จึงหยิบขึ้นมาดื่มจนหมดกระบวย รู้สึกว่า "สดชื่น" ประดุจได้ดื่มน้ำทิพย์ แล้วก็กลับสู่ร่าง

    +++ ผมลุกขึ้นมา ความสดชื่น ยังมีอยู่ภายในร่างตลอดเวลา แม้ว่าออกไปทำงาน ความสดชื่นก็ยังมีอยู่ตลอดทั้งวัน

    +++ ผลลัพธ์ จากภพภูมิหนึ่ง สามารถส่งผลต่อเนื่องไปยังภพภูมิอื่นได้ เหมือนกับ "วิบาก" ของทั้ง กรรมและบารมี ย่อมส่งผลข้ามชาติภพภูมิ (มิติ) ได้ เหมือนกับการดื่มน้ำในขณะที่เป็น "กายเวทนา" ก็ยังส่งผลมายัง "กายเนื้อ" ที่อยู่ ต่างมิติและภพภูมิ ได้ ดังนั้น "ไม่ควรประมาทในกรรม" เพราะมันส่งผลแบบทะลุมิติได้ตลอดเวลา นะครับ
     
  12. mobilelizard

    mobilelizard เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 ตุลาคม 2005
    โพสต์:
    569
    ค่าพลัง:
    +4,565
    เรื่องต่อไปนี้ ถือว่าฟังเล่นๆ นะครับ เล่าประสบการณ์แปลกใหม่ ค้นพบ ลวดลายสวยงามสีดำ รวมไปถึงเครื่องหมาย แปลกประหลาดสีดำ บนมือของกายทิพย์ สีจะดำเข้ม เหมือนสีกายเวทนา (อาจจะเป็นกายเวทนาแสดงให้ดู) มีทั้งเป็นตัวเลข เครื่องหมายต่างๆ ตรงสันมือ ปลายนิ้ว ฝ่ามือ อาจจะเป็นรอยสักในอดีตชาติก็เป็นได้ 555
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 4 มีนาคม 2014
  13. จิตวิญญาณ

    จิตวิญญาณ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 สิงหาคม 2008
    โพสต์:
    276
    ค่าพลัง:
    +674
    ถือว่าเล่าสู่กันฟังเล่นๆนะคะ

    เมื่อคืนตอนเข้านอน พอเอนหลังแล้วนึกยังไงไม่รู้ค่ะ กำหนดทำความรู้สึกทั้งตัว พอหายใจเข้า-ออก สักประมาณ 4-5 ครั้งได้ หลังจากนั้นสังเกตุเห็นตัวเองหยุดหายใจเลยน่ะค่ะ ไม่มีลมหายใจเข้า-ออก ท้องไม่พอง-ไม่ยุบ ก็นิ่งอยู่อย่างนั้นเลยค่ะ ไม่เกิดรู้สึกอึดอัด ไม่อะไรเลย ถ้าให้อยู่อย่างนั้นก็อยู่ได้จริงๆ พอสักพักเห็นตัวเองเริ่มหายใจ ทีนี้ก็เลยทดลองจะกำหนดเองเล่นๆ เลยลองเริ่มหายใจเบาๆแบบละเอียด พอเราหายใจเข้า-ออกสักประมาณ 2-3 ครั้ง แล้วค่อยๆกำหนดให้หยุดหายใจ ปรากฏว่าทำได้ค่ะ ไม่ทราบว่าสภาวะนี้ เรียกว่าอะไรคะ?
     
  14. ธรรม-ชาติ

    ธรรม-ชาติ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 พฤษภาคม 2012
    โพสต์:
    1,327
    ค่าพลัง:
    +5,448
    จากห้อง "อภิญญา - สมาธิ" ในกระทู้ "จิตบอกให้หยุดหายใจค่ะ" ผมเคยโพสท์ไว้ว่า

    +++ หากคำพูดนี้ "ลองหยุดหายใจตายดูหน่อยสิ" เกิดกับผู้ที่เคยฝึก "อยู่-ย้าย" มาเป็นอย่างดีแล้ว จะเกิดปรากฏการณ์ที่ทำให้ "สามารถฝ่าด่านทางกรรมฐาน ด่านสำคัญได้เลย"

    +++ ด่านหลัก ๆ ของมหาสติปัฏฐาน 4 คือ ด่านของ กาย เวทนา จิต ธรรมารมณ์ และคำว่า "กาย" ในชั้น กรรมฐาน คือ "จิตใช้อะไรเป็นเครื่องอยู่ เครื่องอยู่นั้น เรียกว่า กาย"

    +++ ผู้ที่เคยฝึก "ความรู้สึกทั่วทั้งตัว" มาก่อน ในเวลา "กำหนดเข้าฐาน ความรู้สึก" ลมหายใจจะ "หยุดชั่วขณะ" ในขณะนั้น จิตจะวางกาย แล้ว "ย้ายมาอยู่" กับเวทนา ส่วน "กายจะตายหรือไม่" ย่อมไม่มีความหมายในขณะนั้น แต่ที่แน่ ๆ คือ อาการที่เรียกว่า "เราอยู่อย่างนั้น ก็อยู่ได้" จะเกิดขึ้นมาเอง (อาการย้ายฐาน)

    +++ ควรฝึก "อยู่กับความรู้สึกตัว ให้เป็น" หลังจาก "อยู่" ได้แล้ว ก็จะรู้ได้ว่า "เราไม่ได้เป็น ลมหายใจ" และ "ความรู้สึกตัว ไม่ได้ต้องการ ลมหายใจ" และจะเข้าใจได้เองว่า "มีแต่กายเนื้อเท่านั้น ที่ต้องการลมหายใจ" กายอื่น เช่น กายเวทนา กายจิต กายธรรมารมณ์ ไม่ได้ใช้ ลมหายใจ เป็นอุปกรณ์สำหรับสืบต่อชีวิต

    +++ ในขณะที่ "ทำความรู้สึกทั้งตัว" ในขณะนั้นคือ "การ ย้ายมาอยู่ กับเวทนา" เรียบร้อบแล้ว เป็นการ "วางขันธ์กาย เข้าสู่ ขันธ์เวทนา" และจะรู้ได้เองว่า "มีแต่กายขันธ์เท่านั้น ที่ต้องการลมหายใจ" ส่วน "เวทนาขันธ์" ไม่เกี่ยวและไม่จำเป็นที่ต้องใช้ "ลมหายใจ"

    +++ ความรู้สึก ที่เรียกว่า "เราอยู่อย่างนั้น ก็อยู่ได้" ตรงนี้ เป็นการฝึก "วางขันธ์ กายา" จากนั้น ให้อยู่กับ อาการ "เราอยู่อย่างนั้น ก็อยู่ได้" แล้วค่อย ๆ วาง "ความรู้สึกทั้งตัว" ออกไป ให้เกาะกับอาการ "อยู่อย่างนั้น ก็อยู่ได้" ต่อไป ตรงนี้เป็นการ "วางเวทนาขันธ์"

    +++ การกำหนด "ย้าย" ออกจาก "หมวดขันธ์" นั้น ให้สังเกตุว่า "ตัวดู" เป็นผู้ "เดินจิต-อยู่-ย้าย" เมื่อ "วางเวทนาขันธ์" แล้ว ให้ปล่อย "กายขันธ์" หายใจตามปกติ แต่ "ไม่ได้อยู่กับกายขันธ์"

    +++ เมื่อว่า "วางเวทนาขันธ์" แล้วและปล่อยให้ "กายขันธ์หายใจไปตามเรื่องของมัน" ตรงบริเวณนี้ "จะเห็นการเดินจิตของ ตัวดู" ให้ "หยุดการเดินจิตทั้งมวลลง" จะเหลือแต่ "ตัวดูโดดเดี่ยว ที่ถูกรู้" ตรงนี้เป็นการ "วางจิตขันธ์"

    +++ เมื่อ "พร้อมแล้ว" การเดินจิตครั้งสุดท้ายของ ตัวดู คือ "ย้าย มาอยู่กับ รู้" ตรงนี้เป็นการวาง "วิญญาณขันธ์ และ ธรรมารมณ์ขันธ์" ในที่เดียวกัน ส่วน "กายขันธ์" ก็ยัง "หายใจอยู่ ไปตามเรื่องของมัน" ตรงนี้แหละ ที่ครูบาอาจารย์ทั้งหลายที่ อัฐิเป็นพระธาตุ กล่าวไว้ว่า "พระพุทธองค์ ท่านวางขันธ์ ในสภาวะของ จิตปกติ"

    +++ ฝึกให้ชำนาญ ก็จะรู้ได้เองว่า "การวางขันธ์จริง ๆ ท่านทำกันอย่างไร" และในขณะที่ "เศษกรรม" ยังมีอยู่นี้ ใหสังเกตุ "การเริ่ม ครองขันธ์" ในขณะที่ ตัวดู เริ่มเกิดขึ้นมาด้วย ทำให้ชำนาญทั้ง "การครอง และ การวาง" (อยู่-ย้าย) ทั้งสองทาง ก็จะเป็นทั้ง ประโยชน์ตนและประโยชน์ท่าน อย่างพร้อมมูล

    +++ แม้ว่าเรื่องนี้จะเกิดขึ้นใน "กระทู้อื่น" แต่ผู้ที่ไม่เห็น "คุณประโยชน์" ก็จะ "วาง หรือ ขว้างทิ้ง ไปโดยเปล่าประโยชน์" ส่วนผู้ที่มีปัญญา "เห็นคุณประโยชน์" ก็จะนำมาเป็น "เหตุปัจจัย" ในการพัฒนาตนเองให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป นะครับ
     
  15. จิตวิญญาณ

    จิตวิญญาณ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 สิงหาคม 2008
    โพสต์:
    276
    ค่าพลัง:
    +674
    กราบขอบพระคุณมากค่ะ

    บังเอิญว่าเมื่อ 2 วันที่ผ่านมา ได้ดูคลิป หลวงปู่ขาน ซึ่งเป็นคลิปในขณะที่องค์หลวงปู่ กำลังดับขันธ์ เข้าสู่อนุปานิเสสนิพาน น่ะค่ะ พอดูเสร็จก็เลยมองย้อนเข้ามาหาตัวเอง เอ ถ้าถึงเวลาเรากำลังจะละขันธ์ไปจริงๆ วิธีการเดินจิตขั้นตอนแรกจนกระทั่งดับขันธ์ จะต้องเริ่มเดินจิตตรงไหนยังไง เพราะที่ผ่านมาเราฝึกแต่ อยู่กับตน อยู่กับรู้ หรือ อยู่กับตัวดู อยู่กับรู้ แต่ยังไม่เคยฝึกลำดับการเดินจิตตอนกำลังจะตายจริงๆ ว่าจะต้องเดินจิตอะไรก่อนยังไง หรือว่าก่อนจะตายจริงๆให้เราอยู่กับรู้อย่างเดียว เมื่อคืนก็เลยเป็นอย่างที่เล่ามาน่ะค่ะ แต่ที่สังเกตเห็นคือ พอกลับมาหายใจแล้ว เราก็ย้ายมาอยู่กับรู้เลยน่ะค่ะ ก็เลยเอ่ะใจว่าเวลาจะดับขันธ์จริงๆมันไม่น่าจะข้ามขั้นตอนกลับมาอยู่กับรู้เหมือนขณะที่เรามีชีวิตอยู่อย่างนี้ น่าจะมีวิธีเดินจิตอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งดับขันธ์ไปจริงๆ ที่เข้ามาเล่าให้ฟัง จุดประสงค์เพราะต้องการทราบลำดับขั้นตอนการฝึกเดินจิตอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งดับขันธ์ไปจริงๆน่ะค่ะ

    กราบขอบพระคุณอีกครั้งนะคะที่บอกวิธีฝึกต่อจนจบ ตรงนี้จะพยายามฝึกให้ชำนาญค่ะ
     
  16. ธรรม-ชาติ

    ธรรม-ชาติ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 พฤษภาคม 2012
    โพสต์:
    1,327
    ค่าพลัง:
    +5,448
    ทำให้ชำนาญทั้ง "การครอง และ การวาง" (อยู่-ย้าย) ทั้งสองทาง ทั้ง 2 ทางนะครับ
     
  17. Apinya17

    Apinya17 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 ธันวาคม 2009
    โพสต์:
    773
    ค่าพลัง:
    +2,962
    เจ่เจ๊ มาดันค่ะ
     
  18. Leachwantanee

    Leachwantanee เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    7 ตุลาคม 2014
    โพสต์:
    2
    ค่าพลัง:
    +192
    ลองเดินตามที่โพสต์ไว้แล้วได้สติดีมากคะ ขอบคุณมากนะคะ โมทนาสาธุ
     
  19. ธรรม-ชาติ

    ธรรม-ชาติ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 พฤษภาคม 2012
    โพสต์:
    1,327
    ค่าพลัง:
    +5,448
    +++ ครับ หากต้องการฝึกให้ครบชุด ควรศึกษาต่อได้ที่กระทู้ "ฝึก กรรม-ฐาน ด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย" นะครับ
     
  20. ธรรมอยู่

    ธรรมอยู่ Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 มีนาคม 2014
    โพสต์:
    62
    ค่าพลัง:
    +50
    เดินแบบนี้ได้วิชาตัวเบาเป็นของแถมด้วย ลหุกายลหุจิต หุหุ มันส์ เดินเท่าไหร่ก็ไม่เหนื่อย
     
Loading...