ธรรมะ จากเพจ พระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น

ในห้อง 'หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต' ตั้งกระทู้โดย สายหลวงปู่มั่น, 4 กันยายน 2017.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. สายหลวงปู่มั่น

    สายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กันยายน 2017
    โพสต์:
    17,001
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +125
    กำหนดถวายเพลิงสรีระสังขารหลวงพ่อจันทร์เพ็ง มุทุจิตฺโต ตรงกับวันอาทิตย์ที่ ๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๖๐ ณ เมรุชั่วคราววัดถ้ำสหายธรรม อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี

    หลวงพ่อจันทร์เพ็ง มุทุจิตฺโต ท่านละสังขารอย่างสงบเมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๙ พฤศจิกายน ๒๕๖๐ เวลา ๐๒.๔๓ น. ณ วัดถ้ำสหายธรรม จ.อุดรธานี สิริอายุรวม ๕๙ ปี ๓ เดือน ๔ วัน พรรษา ๓๘ สาเหตุการมรณภาพด้วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว หลวงพ่อจันทร์เพ็ง ท่านเป็นศิษย์ของหลวงปู่ชอบ ฐานสโม ,หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ และหลวงปู่จันทร์เรียน คุณวโร ผู้มีศักดิ์เป็นหลวงอาของหลวงพ่อจันทร์เพ็ง เพราะโยมบิดาของหลวงพ่อจันทร์เพ็ง เป็นพี่ชายของหลวงปู่จันทร์เรียน หลวงพ่อจันทร์เพ็ง ท่านเป็นอดีตเจ้าอาวาสวัดป่าสวนกล้วย จ.เลย ภายหลังท่านลาออกจากตำแหน่งเจ้าอาวาส มาอยู่ปลีกวิเวกอยู่ที่วัดป่าเวฬุวนาราม กับหลวงปู่สมศรี อัตตสิริ ภายหลังจึงย้ายมาวัดป่านิโครธาราม จ.อุดรธานี วัดเก่าของหลวงปู่อ่อน ญาณสิริ อันเป็นวัดบ้านเกิดของท่านที่บ้านหนองบัวบาน โดยท่านไม่รับภาระใดใด ไม่รับกิจนิมนต์ ปฏิบัติธรรม เร่งความเพียร อยู่อย่างสันโดษ ท่านมีความสามารถเรื่องเทศนาธรรมโปรดญาติโยม คำเทศน์คำสอนของท่าน ถอดแบบมาจากหลวงปู่จันทร์เรียน คุณวโร ไม่มีผิด ทั้งคำสอน น้ำเสียง อารมณ์ ความเมตตา ความจริงจังเพื่อโปรดญาติโยม หลวงพ่อจันทร์เพ็ง เวลาท่านแสดงธรรมถึงอกถึงใจมาก หลายชั่วโมง ท่านมักจะสอนให้เราเร่งภาวนา อย่าผลัดวันประกันพรุ่ง อย่าเกียจคร้าน เพราะมรณภัยไม่รอเรา ไม่ว่าพระไม่ว่าโยม พญามัจจุราชมารับเราไปได้ทุกเมื่อ ขอให้เราภาวนารักษาใจเราพอแล้ว เราอย่าไปโกรธเขา ถ้าเราโกรธ เราได้รับโกรธเอง เราอย่าไปรักเขา เกิดเป็นสนิมทั้งสองฝั่ง เราดูใจรักษาใจของเราพอ รักษาตัวรู้ พุทธะคือผู้รู้ เรารักษาตัวรู้เราให้ดี นั่นแหละรักษาศาสนา ศาสนาก็ไม่กว้างเท่าใดหรอก หัวหนึ่ง แขนสอง ขาสอง พอแล้ว นั่นแหละ ศีลห้าก็อยู่นั่นแหละ…
    …รักษาใจตัวเองให้ดีนะ อย่าทิ้ง รักษาใจตนเองคือรักษาศาสนาหน่ะ ถึงวันสุดท้ายของเรามันก็ตายนั่นแระ ถ้าเรารักษาตนเอง ภาวนาอยู่มันจะเป็นพลังเอง ตัวเรากลับมามองดูเรา มันไม่ใช่ง่ายนะ มันปัดออก ปัดออก โอปานยิโก ดูเรา ดูเรา ดูเรา ดูเข้าไปข้างใน ดูจิตนั่นหล่ะ ใครสอนหล่ะ พระพุทธเจ้าท่านสั่งสอน แล้วครูบาอาจารย์นำมาประพฤติปฏิบัติได้ผล แล้วให้มาดูเรา ดูเราก็เท่ากับรักษาศาสนา รักษาประเทศชาติ ตัวเราสงบ คนอื่นก็ทำด้วย ก็เย็นไปเลยทีนี้ ประเทศชาติก็สงบ เริ่มจากรักษาใจเราให้สงบก่อน…

    …การนั่งภาวนานี่ จิตดวงรู้อาศัยธาตุขันธ์ ร่างกายมันก็ต้องมีขยับกระดุกกระดิกบ้าง มันนานไปแล้วก็ให้มันผ่อนคลายตัวเองบ้าง อย่าไปกดดันมันนะ คืออริยาบททั้งสี่เนี่ย ท่านอนุญาต คือถ้าเราจะทำความเพียรเนี่ย อริยาบทนอนเราผ่อนหน่อย เหลือแต่อริยาบททั้งสาม ยืน เดิน นั่ง นอนเนี่ยงดไปก่อน แต่ถ้านอนเนี่ยมันอดไม่ได้จริงๆ เราก็พักผ่อนบ้าง บางทีอดนอนมากๆ มันก็จะเบลอๆ นะถ้าหนักเกินไปหน่ะ เราก็พักไปบ้างแล้วก็ทำอริยาบทสาม ครั้งแรกนะ แล้วเราก็ดูเรา จิตเรามันสงบมั้ย ถ้ามันสงบจริงๆ นะ มันบริกรรมภาวนาไม่ได้ ภาวนา พุทโธ ๆ ก็พูดไม่ได้ ระลึกไม่ได้ จิตมันสงบแล้ว มันรู้กับความอัศจรรย์นั่นแหนะ มันเอาไม่ได้มันอยู่แล้วหน่ะ จะนึกจะทำก็ทำไม่ได้ จะเดินจงกรมเนี่ย มันต้องหยุด เหมือนมันเดินสโลโมชั่นหน่ะ จิตมันสงบอยู่ ถ้าลืมตา ตาก็สว่าง มันเป็นของมันเอง มันหยุดของมันเอง มันอิ่ม จิตมันอิ่มแล้วหน่ะ ทีนี้จิตมันหิวอีก ก็ภาวนาอัดเข้าไปอีก จนลมหายใจไม่มี ตอนมาอยู่หนองบัวบานครั้งแรกหน่ะ ก้มกราบพระแล้วนึก เอ พุทธศาสนาอยู่นี่ ครูบาอาจารย์สอนอยู่เรานั่งฟังอยู่นี่ เราตั้งใจฟังอยู่ เราไม่เพ่งไปหาท่านนะ ท่านพูด เราจะกำหนดจิตของเรา ภาวนาย่ำเข้าไป ระลึกภาวนาคือพุทโธ คำบริกรรมใช่มั้ย นี่คือตัวยึด เป็นเหยื่อล่อ ที่นี้สติก็ระลึกว่า ว่าพุทโธอยู่ แล้วก็รู้ว่าตัวเองระลึกพุทโธ ทั้งสามอย่างเนี่ย คุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ นี่ถ้ามารวมกันเมื่อใดเนี่ย ท่านก็ว่าเป็นวัตถุอันเดียวกันแล้ว…

    …สรุปแล้วย่อลงมาที่ใจ เมื่อใจสงบ กายก็สงบ วาจาก็สงบ เกิดปัญญา คือมันรู้เอง โดยไม่ต้องพูดอะไร ถ้าอธิบาย มันอาจจะเป็นสัญญา ไม่ใช่ปัญญา สุดท้ายแล้วก็คือการทำลายผู้รู้ ซึ่งอันนี้ต้องอาศัยบารมี การบำเพ็ญ ค่อนข้างสูง…..พบผู้รู้ให้ทำลายผู้รู้…ถ้าเรายังมีกิเลส แม้เพียงน้อยนิด ก็ยังต้องกลับมาเวียนว่ายตายเกิดอีก…

    ..จิตสงบก็ถึงพร้อม ก็ได้รับความสงบแล้ว เมื่อจิตมีกำลัง กายก็มีกำลัง ใจสงบก็เป็นบุญ อดีตลุล่วงก็ผ่านไปแล้ว ทำใจให้ผ่องใสก็ได้สุคติ จงทำใจให้เป็นสุคติ ดูที่ใจอย่าไปสงสัย ทำจิตสงบแก้บาป อย่าให้ขุ่นมัว จงภาวนาเถิด อย่าคบคนพาล ผู้ที่เบียดเบียนคนอื่นไม่ใช่สรณะ..
    นี่คือโอวาทธรรมของหลวงพ่อจันทร์เพ็ง มุทุจิตฺโต

    นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
    นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
    นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ

    อาจาริเย ปะมาเทนะ ทวาระตะเยนะ กะตัง สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะเม ภันเต
    อาจาริเย ปะมาเทนะ ทวาระตะเยนะ กะตัง สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะเม ภันเต
    อาจาริเย ปะมาเทนะ ทวาระตะเยนะ กะตัง สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะเม ภันเต

    ลูกหลานขอกราบขอขมาด้วยกาย วาจา ใจ ทั้งระลึกได้ก็ดี ระลึกไม่ได้ก็ดี หรือด้วยความขาดสติ รู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือด้วยความโง่เขลาเบาปัญญา ขอหลวงพ่อจันทร์เพ็ง มุทุจิตฺโต โปรดงดโทษล่วงเกินอันนั้นด้วยเทอญ สาธุ สาธุ สาธุ

    .jpg
    1510469190_124_กำหนดถวายเพลิงสรีระสัง.jpg
    1510469190_342_กำหนดถวายเพลิงสรีระสัง.jpg
    1510469191_173_กำหนดถวายเพลิงสรีระสัง.jpg
    1510469191_736_กำหนดถวายเพลิงสรีระสัง.jpg

    ที่มา พระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น
     
  2. สายหลวงปู่มั่น

    สายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กันยายน 2017
    โพสต์:
    17,001
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +125
    “…คติธรรมคำสอน หลวงปู่คำคนิง จุลมณี…”

    เรื่อง : นางงาม นางแบบ…

    หลวงปู่คำคนิง เดินเที่ยวชมเมืองนรกต่อไป
    เห็นสถานที่หนึ่ง สว่างไสว รุ่งเรือง แสงฟ้าแลบอยู่แปลบปราบ
    เป็นยกพื้น เวทีกว้าง สะพานทอดยาว โค้งลงในสระนำ้อันกว้างใหญ่
    สระนำ้ลุกไหม้เป็นเปลวไฟแดงฉาน โชติช่วง น่าพรึงกลัว ก็ร้ว่าเป็นขุมนรก
    บนสะพานนั้น มีหญิงสาว รูปร่างอรชร สวยงาม จำนวนมาก พากันเดินจากเวที มีม่านผืนใหญ่มหึมา หญิงสาวเหล่านั้น แต่งกาย ด้วยเสื้อผ้าอาภรณ์สวยงาม
    เดินนวยนาดลงจากเวที ทอดขามาตามสะพาน

    จ่ายมบาล อธิบายว่า “มนุษย์ผู้หญิงเหล่านี้ เป็นพวกนางงามนางแบบ กำลังเดินโชว์ร่างกาย และเสื้อผ้า”

    หลวงปู่คำคนิง ยืนงุนงง ประหลาดใจยิ่ง

    นางงามนางแบบ เสื้อผ้าอาภรณ์สวยงาม ฉูดฉาด สะดุดตา เหล่านั้น
    เดินเรียงรายตามกันออกไป ยืนอยู่กลางสะพาน แล้วเยื้องกราย เปลื้องเสื้อผ้าออกก่อน
    เหลือแต่ร่างกายล้อนจ้อน อุดจาดนัยน์ตา
    แต่ละนาง ร่างกายสวยงาม
    ด้วยส่วนสัด ปานนางฟ้า

    จากนั้น ก็มีนกอินทรีย์ตัวใหญ่ บินมาจากไหนไม่รู้ นัยน์ตานกอินทรีย์แดงฉาน พวยพุ่งออกมาเป็นเปลวไฟ
    มันบินมาตรงหน้า หญิงสาวแต่ละนาง ที่ยืนเปลือยกายอยู่ แล้วใช้จงอยปากอันคมกริบ จิกเข้าที่หน้าผากหญิงสาว กระชากทีเดียว
    หนังศีรษะ และเส้นผม ก็ลอกออกมา ตั้งแต่ศีรษะจดเท้า กลายเป็นหนังทั้งแผ่น หญิงสาวนางนั้น ส่งเสียงหวีดร้อง
    โหยหวล ด้วยความเจ็บปวด

    เมื่อนกอินทรีย์ จิกลอกเอาหนังออกไป
    ก็เหลือแต่ร่าง ที่แดงฉานไปด้วยเลือด
    น่าขยะแขยง ชวนขนพองสยองเกล้า
    จะมองหาความงาม เมื่อตะกี้นี้ ไม่พบเลย

    นกอินทรีย์ ได้จิกกินนัยน์ตาทั้งสองข้างก่อน
    แล้วจึงจิกเอาเนื้อแดงๆออกมา เผยให้เห็นอวัยวะภายใน คือ ตับ ไต ไส้ พุง
    น่าขยะแขยงไม่สวยไม่งาม

    จากนั้น นกอินทรีย์ จิกกิน ตับ ไต ไส้ พุง จนหมดสิ้น เหลือแต่ร่างโครงกระดูก ยืนสั่นสะท้านอยู่

    ฝ่ายหญิงสาวคนอื่นๆ เห็นเช่นนั้น ก็มีความหวาดกลัวตาย อย่างสุดขีด พากันกระโดดหนี ลงสระนรก ที่เป็นไฟลุกโชติช่วง แดงฉานนั้น
    ก็ถูกเปลวไฟนรกลุกเผาไหม้ ส่งเสียงร้องกรีดแหลม ระเบ็งเซ็งแซ่ ด้วยความเจ็บปวด

    แต่แล้ว ก็มีเหล็ก คล้ายหอกเผาไฟแดงๆ
    แทงทะลุร่างหญิงสาวนั้น ส่งขึ้นมาจากขุมไฟนรก ร่างที่ไหม้เหลือแต่กระดูกขาวโพลน ก็กลับกลายเป็น ร่างหญิงสาว สวยงามเหมือนเดิม มีเสื้อผ้าอาภรณ์สวมใส่ เหมือนเดิมทุกอย่าง

    ต่อจากนั้น ก็ถูกนกอินทรีย์ โผบินเข้าจิก กระชากเสื้อผ้าออก เหลือแต่กายเปลือยล่อนจ้อน แล้วจิกหนังลอกออกทั้งแผ่น จิกกินเนื้อ กินตับ ไต ไส้ พุง เหมือนที่กระทำ กับหญิงสาวคนแรก

    ส่วนหญิงสาวคนอื่นๆ มีความหวาดกลัว ส่งเสียงหวีดร้อง วุ่นวาย ระเบ็งเซ็งแซ่นั้น
    จะวิ่งหนีไปทางไหนก็ไม่ได้ เพราะมีหอกเผาไฟแดงๆ แทงขึ้นมาจากขุมนรก เพลิงจี้สะกัดหน้า สะกัดหลังไว้ รอบข้างไปหมด

    หลวงปู่คำคนิง สลดสังเวชเป็นอย่างยิ่ง
    ไม่ทราบว่า หญิงสาวเหล่านี้ มีความผิดสถานใด ถึงต้องมาถูกกระทำ ลงโทษ อย่างโหดเหี้ยม อำมหิตถึงปานนี้

    จ่ายมบาล ล่วงรู้ว่ระจิต ได้ตอบว่า

    “หญิงสาวเหล่านี้ สมัยเป็นมนุษย์ ชอบประพฤติตนทางอนาจาร คืออวดร่างกายของตน เปลือยร่างต่อสาธารณะ

    และหลงไหลลุ่มหลง ในเสื้อผ้าอาภรณ์
    เครื่องตกแต่งประดับกาย อย่างไม่ลืมหูลืมตา
    สามารถกระทำชั่วได้ในทุกสิ่ง เพื่อแสวงหาเงิน มาซื้อเสื้อผ้าอาภรณ์ ประดับตนเอง อวดคนอื่น

    เป็นผู้หญิง ประเภทฟุ้งเฟ้อเห่อเหิม
    ไม่รู้จักศาสนาคำสั่งสอน ของศาสดาองค์ใด
    ไม่เชื่อในคุณธรรมความดีใดๆ ไม่ละอายแก่ใจ

    เชื่อแต่ว่า เกิดมาชาตินี้ชาติเดียว ต้องแสวงหาความสุข สนุกสนานให้เต็มที่
    กิน ถ่าย เสพกาม และนอน เท่านั้น
    อย่างอื่นไม่คิด ชาติหน้าไม่มี
    บาปบุญไม่มี นรกไม่มี

    ดังนั้น เมื่อหญิงสาวเหล่านี้ตายแล้ว
    จึงต้องมาเสวยกรรม อยู่ในนรกเช่นนี้….”

    จากหนังสือ : ประวัติและปฏิปทาของหลวงปู่คำคนิง จุลมณี วัดถ้ำคูหาสวรรค์ อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี : หน้า ๑๐๐-๑๐๒

    ๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๖๐

    กราบขอบพระคุณและขออนุโมทนาบุญท่านเจ้าของภาพถ่ายนี้ พร้อมทั้งผู้ที่มีส่วนร่วมในการเผยแผ่โอวาทธรรมนี้ ทุกๆท่าน

    -หลวงปู่คำ.jpg
    1510472860_398_คติธรรมคำสอน-หลวงปู่คำ.jpg
    1510472861_111_คติธรรมคำสอน-หลวงปู่คำ.jpg

    ที่มา พระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น
     
  3. สายหลวงปู่มั่น

    สายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กันยายน 2017
    โพสต์:
    17,001
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +125
    “…หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต เหาะไปบิณฑบาตร…”

    “…เหตุการณ์นี้เป็นเหตุการณ์ที่หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต พักภาวนาที่ถ้ำเชียงดาว อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ โดยหลวงปู่มั่น ภูริทัตโตพักภาวนา อยู่ในถ้ำข้างบน พวกพระก็กระจายกันอยู่
    ที่ต่ำลงมาและออกไปอยู่ในสถานที่ใกล้เคียง อยู่ตามถ้ำผาปล่อง ถ้ำปากเปียง อยู่กระจายกันออกไป ทำตูบใครตูบมัน(ห้างที่พักภาวนา) โดยหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ท่านอยู่ที่ถ้ำเชียงดาว
    เพียงองค์เดียว ท่านพักภาวนาอยู่ข้างบน โดยท่านจะไม่ลงมาข้างล่างเลย เว้นระยะห่าง ๔-๕ วัน ท่านจึงจะลงมาร่วมฉันจังหัน
    กับพระลูกศิษย์หนึ่งครั้ง

    ที่นี้ก็มีเสียงลือว่าหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ท่านภาวนา โดยไม่ฉันอาหารตลอดเวลาที่อยู่ข้างบน พอลงมาจึงจะฉันเสียครั้งหนึ่ง เวลานั้นหลวงปู่ตื้อ อจลธัมโม ท่านยังหนุ่มยังแน่น ท่านมาพักภาวนาอยู่ที่นั่นด้วย หลวงปู่ตื้อ อจลธัมโม ท่านไม่เชื่อว่าหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ท่านอดข้าวในระหว่าง ๔ วัน ไม่ฉันข้าวไม่ลงมาร่วมฉันเลย เมื่อหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ท่านไม่ลงมาติดต่อกันเป็นวันที่ ๕ แล้ว หลวงปู่ตื้อ อจลธัมโม ท่านก็เลยแอบขึ้นไป
    ตั้งแต่ตี ๔ โน่น ไปดูหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต คลานขึ้นไปในถ้ำ ไปนอนลี้ (แอบ) อยู่หมอบลี้อยู่

    พอฟ้าเริ่มสว่างมาพอจะมองเห็นได้แล้ว ก็เห็นหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ครองผ้าจีวร คล้องบาตร แล้วท่านก็ฌานเหาะลอยข้ามหัวหลวงปู่ตื้อ อจลธัมโม ออกไปบิณฑบาตที่เชียงใหม่ หลวงปู่ตื้อ
    อจลธัมโม ไปแอบเห็นติดต่อกัน ๒ วัน จนแน่ใจแล้วท่านก็ไม่ขึ้นไปดูอีก รู้แต่ว่าหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ท่านเข้าฌานไปบิณฑบาตที่เชียงใหม่มาฉันทุกวันเลย แล้วบรรดาพระเณรพอได้ทราบความ จากหลวงปู่ตื้อ อจลธัมโม ก็เลยหายห่วงหมดสงสัย พวกพระก็เลี้ยงกันเอง

    วันที่ท่านลงมาหาท่านก็เทศน์ให้บรรดาพระเณรและหลวงปู่ตื้อ
    อจลธัมโม ฟังเสียยกหนัก ๆ พอฟังจบแล้วก็เงียบเลย เป็นอย่างนั้น จากนั้นมาหลวงปู่ตื้อ อจลธัมโม จึงเชื่อว่าหลวงปู่มั่น
    ภูริทัตโต ได้ฌานร้อยเปอร์เซ็นต์…”

    ถ่ายทอดธรรมโดยหลวงปู่เปลี่ยน ปัญญาปทีโป วัดอรัญญวิเวก (บ้านปง) อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่

    อ้างอิงจาก :: โครงการหนังสือบูรพาจารย์ เล่ม ๗ [ พระกรรมฐานสู่ล้านนา ตอนที่ ๒ ]

    ๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๖๐

    กราบขอบพระคุณและขออนุโมทนาบุญท่านเจ้าของภาพถ่ายนี้ พร้อมทั้งผู้ที่มีส่วนร่วมในการเผยแผ่โอวาทธรรมนี้ ทุกๆท่าน

    -ภูริทัตโต-เ.jpg
    1510476511_811_หลวงปู่มั่น-ภูริทัตโต-เ.jpg
    1510476512_477_หลวงปู่มั่น-ภูริทัตโต-เ.jpg

    ที่มา พระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น
     
  4. สายหลวงปู่มั่น

    สายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กันยายน 2017
    โพสต์:
    17,001
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +125
    “…พุทธการกธรรม…”

    พระโพธิสัตว์ทุก ๆ พระองค์ หลังจากได้รับพุทธพยากรณ์ครั้งแรกแล้วว่าจะได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างเที่ยงแท้แน่นอนแล้วในอนาคตกาลข้างหน้าแล้ว ก็จะพิจารณาพุทธการกธรรมทีละข้อ ๆ

    เมื่อพิจารณาจบแต่ละข้อ ก็จะหาต่อไปว่ายังมีธรรมข้ออื่นที่ต้องบำเพ็ญอีกหรือไม่ ถ้าพบว่ายังมีอีก ก็จะพิจารณาต่อไปอีกจนครบทั้ง ๑๐ ข้อ ซึ่งก็คือ บารมี ๑๐ หรือ ทศบารมี ที่พระมหาสัตว์ต้องบำเพ็ญให้ครบทั้ง ๓๐ ทัส

    ๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๖๐

    กราบขอบพระคุณและขออนุโมทนาบุญท่านเจ้าของภาพวาดสีน้ำมันนี้ พร้อมทั้งผู้ที่มีส่วนร่วมในการเผยแผ่โอวาทธรรมนี้ ทุกๆท่าน

    .jpg
    1510480199_848_พุทธการกธรรม.jpg

    ที่มา พระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น
     
  5. สายหลวงปู่มั่น

    สายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กันยายน 2017
    โพสต์:
    17,001
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +125
    “ศีลคือความดีงาม
    อันเป็นสมบัติของมนุษย์เรา
    การล่วงเกินศีล ก็คือล่วงเกินมนุษย์เรา
    ล่วงเกินตัวเรา ทำลายศักดิ์ศรีดีงามของเรา
    ทำลายคุณค่าของเราเอง

    นอกจากนั้นก็ลุกลามไปถึงทำลายจิตใจคนอื่น
    ให้เกิดความเดือดร้อนเสียหาย

    ท่านจึงสอนให้มีศีลมีธรรม
    เพื่อทรงคุณค่าของมนุษย์เรา
    ให้คงเส้นคงวาหนาแน่นด้วยความดีตลอดไป”

    หลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน

    .jpg

    ที่มา พระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น
     
  6. สายหลวงปู่มั่น

    สายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กันยายน 2017
    โพสต์:
    17,001
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +125
  7. สายหลวงปู่มั่น

    สายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กันยายน 2017
    โพสต์:
    17,001
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +125
    “ยิ่งอยาก ยิ่งไม่ได้”
    “อยากได้ ยิ่งหนี”
    “อยากมี ยิ่งยาก”

    ฉะนั้นบุคคลผู้มีปัญญา พึงตัดคำว่า “อยาก” ออกเสียก่อน ที่จะลงมือกระทำการใด จะช่วยให้งานนั้นเสร็จเร็วยิ่งขึ้น

    หลวงปู่สาม อกิญจโน

    -ยิ่งไม่ได้.jpg

    ที่มา พระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น
     
  8. สายหลวงปู่มั่น

    สายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กันยายน 2017
    โพสต์:
    17,001
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +125
    “ปฏิบัติธรรมแล้ว ถ้ารู้สึกเบื่อครอบครัว เบื่อโลก เบื่อสงสาร อย่าไปเชื่อความรู้สึกของตัวเอง

    ถ้ามันเบื่อ ดูไปจนมันหายเบื่อ

    แต่ถ้าหากพอปฏิบัติธรรม ได้ธรรมเห็นธรรมแล้วนี่ มันทำให้รู้สึกเคารพบูชาพ่อแม่ปู่ย่าตายาย เมตตาสงสารครอบครัว แล้วความรักระหว่างครอบครัวเรานี่ ทีแรกเรารักด้วยกิเลสตัณหา แต่มาภายหลังจะเหลือแต่ความเมตตาปรานี

    แล้วเราจะทอดทิ้งซึ่งกันและกันไม่ได้ ยิ่งปฏิบัติไปเท่าไหร่ ความเมตตาปรานีมันก็ยิ่งเพิ่มขึ้น เราจะอยู่ด้วยกันโดยไม่มีความหมายใดๆทั้งสิ้นเกี่ยวกับทางเรื่องของกิเลส เราจะมีอะไรต่อกันหรือไม่มีอะไรต่อกัน เราจะอยู่กันได้อย่างสบาย

    เพราะความรักและความเมตตาปราณีนี้ เป็นความรักที่บริสุทธิ์สะอาด ถ้าความรู้สึกอันนี้เกิดขึ้นในบรรดาพ่อแม่พี่น้องทั้งหลายแล้ว สันนิษฐานได้ว่า เราปฏิบัติธรรมได้ผล“

    หลวงพ่อพุธ ฐานิโย

    -ถ้ารู้.jpg

    ที่มา พระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น
     
  9. สายหลวงปู่มั่น

    สายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กันยายน 2017
    โพสต์:
    17,001
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +125
  10. สายหลวงปู่มั่น

    สายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กันยายน 2017
    โพสต์:
    17,001
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +125
    “การให้ธรรมที่แท้จริง
    ย่อมหมายถึงการทำตนเองของทุกคนให้มีธรรม
    ให้ธรรมในตนปรากฏแก่คนทั้งหลายโดยอัตโนมัติ

    ไม่ต้องมีการแสดงออกเป็นการสั่งสอนด้วยวาจา
    หรือเช่นด้วยการแสดงธรรม
    แบบพระธรรมเทศนาของพระ
    การสั่งสอนธรรมหรือให้ธรรม
    ด้วยความประพฤติปฏิบัติธรรมด้วยตนเองนั้น
    มีความสำคัญเหนือกว่า
    การแจกหนังสือธรรมเป็นอันมากด้วยซ้ำ

    เพราะการประพฤติปฏิบัติธรรม
    ด้วยตนเองอย่างสม่ำเสมอ
    จนธรรมนั้นเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับกายกับใจ นั่นแหละเป็นการแสดงธรรม
    ให้ปรากฏแก่ผู้รู้ผู้เห็นทั้งหลายทั้งปวง
    และจะต้องได้ผลมากกว่า
    การให้ธรรมที่เป็นข้อเขียนในหน้าหนังสือ”

    สมเด็จพระญาณสังวร
    สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

    .jpg

    ที่มา พระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น
     
  11. สายหลวงปู่มั่น

    สายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กันยายน 2017
    โพสต์:
    17,001
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +125
  12. สายหลวงปู่มั่น

    สายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กันยายน 2017
    โพสต์:
    17,001
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +125
    “…พระติสสเถระผู้เข้าถึงสกุลนายช่างแก้ว…”

    สมัยหนึ่ง พระศาสดาประทับอยู่ในพระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภพระเถระชื่อติสสะผู้เข้าถึงสกุลช่างแก้ว สมัยนั้น ที่กรุงสาวัตถี มีนายช่างเจียระไนแก้วอัญมณีและภรรยาพักอาศัยอยู่ที่บ้านหลังหนึ่ง และมีพระเถระรูปหนึ่งเป็นพระอรหันต์ชื่อว่าพระติสสเถระ ได้เข้าไปรับอาหารบิณฑบาตจากสองสามีภรรยาเป็นประจำ

    อยู่มาวันหนึ่ง ขณะที่นายช่างกำลังหั่นเนื้ออยู่นั้น ก็มีคนจากวังของพระเจ้าปเสนทิโกศลมาที่บ้านของนายช่าง พร้อมกับนำแก้วมณีก้อนหนึ่งมาส่งให้กล่าวแก่นายช่างว่า “พระเจ้าอยู่หัวทรงมีรับสั่งให้เจียระไนให้แล้วเสร็จ แล้วส่งกลับไปถวาย” นายช่างรับแก้วมณีของพระราชาด้วยมือที่เปื้อนเลือดจากการหั่นเนื้อสด นำไปวางไว้บนโต๊ะแล้วเข้าไปในเรือนเพื่อจะล้างมือ

    ขณะนั้น นกกะเรียนที่ครอบครัวนั้นเลี้ยงไว้ในบ้านเห็นแก้วมณีที่เลือดและชิ้นเนื้อติดอยู่นั้นเข้าใจว่าเป็นชิ้นเนื้อ จึงจิกกลืนลงท้องไปต่อหน้าต่อตาของพระเถระขณะที่ท่านรับบิณฑบาตอยู่ เมื่อนายช่างเดินกลับมาแล้วพบว่าแก้วมณีนั้นหายไป ก็ได้ถามภรรยาและบุตรว่าใครเอาแก้วมณีไป เมื่อคนทั้งสองปฏิเสธ นายช่างก็หันไปเรียนถามพระเถระว่า “ท่านเอาไปหรือไม่” พระเถระตอบว่าท่านไม่ได้เอาไปเช่นกัน (ที่ท่านไม่ยอมบอกว่านกกระเรียนกินแก้วมณีเข้าไป เพราะเกรงว่าหากท่านบอกนายช่างก็จะฆ่านกนั้นเสียเพื่อนำแก้วมณีออกมา)

    แต่นายช่างไม่เชื่อ เพราะว่าในบ้านไม่มีใครอีกแล้ว นายช่างจึงปักใจเชื่อว่าต้องเป็นพระเถระเอาแก้วมณีอันล้ำค่าของพระราชาไปแน่ๆ เขาจึงปรึกษากับภรรยาว่าเขาต้องทรมานร่างกายของพระเถระเพื่อให้ท่านรับสารภาพให้ได้ แต่ภรรยาไม่เห็นด้วยพยายามห้ามปรามสามีเพราะกลัวว่าจะเป็นบาปเป็นกรรม แต่สามีไม่ยอมได้ทำการทรมานร่างกายพระเถระด้วยการเอาเชือกพันรอบศีรษะรอบคอแล้วใช้ไม้ขัน จนกระทั่งว่ามีเลือดไหลออกมาจากศีรษะ คอ หู และจมูก พระเถระได้รับความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัสจนทรุดตัวลงนอนที่พื้น ขณะนั้นนกกะเรียนได้กลิ่นเลือดจากกายของพระเถระ ก็ออกมาใช้จะงอยปากดูดกินเลือดนั้น

    นายช่างจึงใช้เท้าเตะไปที่นกกะเรียนอย่างรุนแรงด้วยอารมณ์โกรธพลางปากพูดว่า “มึงจะทำอะไร” เมื่อนายช่างเตะเข้าก็ทำให้นกกะเรียนตายในทันที พระเถระเห็นนกแน่นิ่งไปเช่นนั้น จึงกล่าวขึ้นว่า “ท่านจงผ่อนเชือกพันศีรษะของอาตมาให้หย่อน แล้วไปดูสิว่านกมันตายแล้วหรือยัง” นายช่างได้ยินก็พูดสวนกลับว่า “มึงก็จะตายเหมือนนกนี้เหมือนกัน”

    พระเถระพิจารณาเห็นว่านกนั้นตายแล้วแน่นอน ท่านจึงกล่าวว่า “แก้วมณีนั้นนกนี้กลืนกินเข้าไปในท้อง หากนกนี้ยังไม่ตาย อาตมาแม้จะตายก็จะไม่บอกเรื่องนี้กับท่าน” นายช่างได้ยินเช่นนั้นจึงใช้มีดแหวะท้องนกกะเรียนก็พบแก้วมณีอยู่ในนั้นจริงๆ เมื่อเป็นดังนั้นก็สังเวชสลดใจ ก้มลงกราบพระเถระและกล่าวขอขมาลาโทษท่านว่า “ขอพระคุณเจ้าจงยกโทษให้ผมด้วยเถิด ผมทำอะไรลงไปกับท่านด้วยการรู้เท่าไม่ถึงการณ์”

    พระเถระตอบว่า “ท่านไม่มีโทษหรอก อาตมาก็ไม่มีโทษเหมือนกัน มีแต่โทษของวัฏฏะ อาตมายกโทษให้ท่าน” นายช่างเมื่อได้ยินเช่นนั้นจึงพูดว่า “ท่านครับเมื่อท่านยกโทษให้ผมแล้ว ก็ขอนิมนต์ท่านมารับบิณฑบาตในบ้านของผมเหมือนเดิมเถิด”

    พระเถระกล่าวว่า “อาตมาจะไม่เข้ามารับบิณฑบาตในบ้านของนายช่างอีกต่อไป แม้บ่านใครๆก็จะไม่รับ เพราะที่เกิดเรื่องนี้ขึ้นก็เพราะท่านเข้ามารับบิณฑบาตในบ้านของชาวบ้าน” จากนั้นพระเถระตั้งใจปฏิญาณว่า “ตั้งแต่นี้ไปเมื่อเท้าทั้งสองยังเดินไปได้ เราจะยืนที่ประตูเรือนรับบิณฑบาตเท่านั้น จะไม่ยอมเข้าชายคาเรือนใครอีกต่อไป” หลังจากนั้นไม่นานพระเถระก็นิพพาน(มรณภาพ) ด้วยพิษบาดแผลจากการถูกทรมานนั้น

    ต่อมา พระภิกษุทั้งหลายสนทนากันถึงเรื่องดังกล่าว พระบรมศาสดาทรงทราบดังนั้นจึงเสด็จไปแล้วตรัสถามภิกษุทั้งหลายว่าสนทนากันถึงเรื่องใด ภิกษุทั้งหลายจึงได้ทูลให้ทรงทราบ พระศาสดาตรัสธรรมบทว่า

    “คพฺภเมเก อุปฺปชฺชนฺติ นิรยํ ปาปกมฺมิโน
    สคฺคํ สุคติโน ยนฺติ ปรินิพฺพนฺติ อนาสวา”

    แปลว่า
    “ชนทั้งหลายบางพวก ย่อมเข้าถึงครรภ์(เกิดเป็นมนุษย์)
    ผู้มีกรรมลามก ย่อมเข้าถึงนรก
    ผู้มีกรรมเป็นเหตุแห่งสุคติย่อมไปสวรรค์
    ผู้ไม่มีอาสวะ ย่อมปรินิพพาน”

    และตรัสถึงบุพกรรมของบุคคลในเรื่องว่า “นกกะเรียนกลับมาเกิดเป็นบุตรชายของนายช่าง นายช่างไปเกิดในนรกด้วยกรรมที่ทำกับพระอรหันต์ท่าน ภรรยานายช่างตายแล้วไปเกิดในสุคติสวรรค์เพราะมีจิตใจอ่อนโยนในพระอรหันต์ พระอรหันต์ติสสเถระผู้หากิเลสอาสวะไม่ได้เป็นผู้เข้าสู่นิพพาน” เมื่อพระธรรมเทศนาจบลงชนทั้งหลายต่างก็บรรลุธรรมเป็นอันมาก มีโสดาปัตติผลเป็นต้น”

    พระธรรมเทศนาโดย พระธรรมวิสุทธิมงคล
    (หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน) ๖ มกราคม ๒๕๔๘

    อ้างอิง : อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท ปาปวรรคที่ ๙

    กราบขอบพระคุณและขออนุโมทนาบุญท่านเจ้าของภาพถ่ายนี้ พร้อมทั้งผู้ที่มีส่วนร่วมในการเผยแผ่โอวาทธรรมนี้ ทุกๆท่าน

    .jpg

    ที่มา พระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น
     
  13. สายหลวงปู่มั่น

    สายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กันยายน 2017
    โพสต์:
    17,001
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +125
    “…การปฏิบัติธรรมนั้นไม่มีโทษมีแต่คุณ คือจิตไม่ขุ่นมัว จิตผ่องใส จะยืน เดิน นั่ง นอน ก็มีความสุขไม่มีความทุกข์
    จะเข้าสู่สังคมใด ๆ ก็องอาจกล้าหาญ…”

    โอวาทธรรมคำสอนหลวงปู่ขาว อนาลโย วัดถ้ำกลองเพล ต.โนนทัน อ.เมือง จ.หนองบัวลำภู

    ๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๖๐

    กราบขอบพระคุณและขออนุโมทนาบุญท่านเจ้าของภาพถ่ายนี้ พร้อมทั้งผู้ที่มีส่วนร่วมในการเผยแผ่โอวาทธรรมนี้ ทุกๆท่าน

    .jpg

    ที่มา พระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น
     
  14. สายหลวงปู่มั่น

    สายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กันยายน 2017
    โพสต์:
    17,001
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +125
    เป็นคนใจบุญ แต่กลับตายไปเป็นเปรต?? หลวงปู่ชาเตือนให้พึงระวัง!! อย่าหวง อย่าห่วงให้มากนัก…

    ความบางตอนจากพระธรรมเทศนาของพระโพธิญาณเถร หรือ “หลวงพ่อชา สุภัทโท” บรรยายธรรมให้กับคณะครู ณ วัดหนองป่าพง

    ” …ท่านบอกว่า มีคน ๆ หนึ่งเป็นคนที่ใจบุญสุนทาน ตั้งแต่เป็นฆราวาสอยู่ อะไรจะเป็นบุญ อะไรจะเป็นกุศล แกพยายามไปทำ แกก็ทำให้มันดี ทำให้มันละเอียด ทุกอย่างแหละ วางของที่นี่ วางไว้ตรงนี้ ตรงนั้น วางไว้ตรงนั้น ถ้าลูกหลานจับมาเคลื่อน ก็บ่นเสียแล้ว ไม่สบายใจนะ ไม้กวาดต้องวางตรงนี้ กาน้ำวางตรงนั้น เมื่อใครมาทำให้ผิดหวัง ทุกข์เสียแล้ว

    แต่แกเป็นคนละเอียดดี ใจบุญ เป็นระเบียบ วันหนึ่งก็คิดได้ เห็นศาลาในป่า ที่คนไปพักอยู่ใต้ร่มไม้ ก็คิดว่า เราจะมาสร้างศาลานี่ก็ดีเหมือนกัน เราจะได้บุญ พ่อค้าพ่อขายไปมาจะได้พักผ่อนหย่อนใจ จะได้มีความสุขสบาย คิดแล้วแกก็ไปทำ ๆ อย่างดีอยู่ในป่า เพื่อให้คนพัก เมื่อทำเสร็จแล้ว ต่อไปแกก็ตาย วิญญาณไปเกาะอยู่ที่ตรงนั้น คือ มันเกาะแต่เมื่อมีชีวิตอยู่น่ะ เมื่อสร้างศาลาแล้ว แกก็พยายามไปดู มันสกปรกที่ไหน คนมาพักนี่มันเป็นอะไร ยังไง ถ้าคนทำไม่ดีแล้ว แกก็ใจไม่ค่อยดี ถ้าคนทำดี แกก็ใจสบาย เพราะแกเป็นคนใจบุญสุนทาน ละเอียด เจ้าระเบียบ

    อีกวันหนึ่ง พ่อค้าเกวียน มาหลายร้อยเลย มาพัก เมื่อกินข้าวแล้วก็นอนกันเป็นแถว เจ้าของศาลา เป็นเปรต ก็มามองดูมันเป็นระเบียบหรือเปล่า ย่องมาดู มาดูทางศีรษะ มันก็ไม่เสมอกันเสียแล้ว บางคนสูง ๆ บางคนต่ำ ๆ มันยุ่งหัวใจเหลือเกิน จะทำอย่างไรดี ก็มาดึงทางเท้าให้มันลงไปให้ศีรษะมันเสมอกัน ดึงไปสุดแถว พอใจแล้ว เรียบร้อย ต่อมา ๆ ดูทางเท้าอีก อ้าว ไม่เสมอกันอีกแล้ว ก็ไปดึงศีรษะขึ้นไปอีก ให้มันเสมอกัน เมื่อเสมอกันดีแล้ว วนไปรอบ ๆ ไปดูทางศีรษะ อ้าวไม่เสมอกันอีก เปลี่ยนอีก ยุ่งจนกระทั่งดึก จนทอดอาลัย มันเป็นเพราะอะไรหนอคน เท่านี้แหละ คนเรามันหลง ไม่หลงมากหรอกเท่านี้ เปรตมันหลงแล้ว

    ก็เลยมานั่งคิดดูว่า อ้อ คนมันสั้นยาวไม่เสมอกัน ความสั้นความยาวของคนไม่เสมอกัน ก็มารู้สึก เอ้อ วางเสีย มันอย่างนี้แหละคนเรา เพราะมันสูงมันต่ำไม่เสมอกันอย่างนั้น แกก็เลยวาง เพราะเห็นอะไร เพราะเห็นว่า คนมันไม่เสมอกัน แต่ก่อนเห็นคนให้มันเสมอกัน คนไม่เสมอกัน ทำให้เสมอกันมันเสมอไม่ได้ แกก็เป็นทุกข์มานั่งคิด เออ ความจริงคนมันเป็นอย่างนั้น คนมันสั้น มันยาว ไม่เสมอกัน มันจึงเป็นอย่างนี้ พอเห็นได้เช่นนี้ ก็สบายเลยนะ สบายใจ

    พวกเราก็เหมือนกัน ไปเห็นเหตุมันแล้วก็ไม่เห็นเหตุมันเป็นอย่างนั้น การจะทำให้มันเสมอกันอย่างนั้น หมดปัญญาที่จะต้องคิดแล้ว เพราะมันแก้ไขไม่ได้ มันจะไปตัดแข้งตัดขาเขามันก็ไม่ได้ ก็ต้องปล่อยให้เป็นอย่างนั้น นี่เรียกว่า ความยึดมั่นอุปาทาน จะให้มันเหมือน ๆ กัน พวกเรานี้ก็เช่นกัน ต่างคนต่างมีธุระหน้าที่ ก็คงจะไม่เสมอกันหรอกนะ บางคนก็ช้าไปบ้าง บางคนก็เร็วไปบ้าง สารพัดอย่าง มันเลยเกิดยุ่งยากเหมือนเปรต เราก็ชอบอยากจะไปเป็นเปรตอย่างนั้น

    บางทีอาตมาก็เป็นเปรตเหมือนกัน แต่มันรู้สึกง่ายหรอก อ้าว มันเป็นเปรตแล้วนี่เรา เลิก อย่างนี้ ทำไม เพราะอาศัยลูกศิษย์ลูกหาน่ะ อยากจะให้เขาดี ทำเป็นระเบียบเรียบร้อย บางทีก็เป็นทุกข์ ทุกข์แล้วก็รู้ว่า เออ เราเป็นเปรต แล้วสอนเจ้าของไปเรื่อย ๆ อย่างนั้น มันก็ยังเกิดเป็นเปรตอยู่บ่อยๆ เหมือนกัน ไม่ค่อยยอมง่าย ๆ จะต้องทำจนชำนาญ ๆ ไป ให้มันรู้เหตุ รู้ผลมันจริง ๆ

    ดังนั้นเราจึงปล่อย คนนี้ทำอย่างนั้น คนนั้นทำอย่างนี้ ก็ปล่อยก็วางไปเรื่อย ๆ ทำไม มันไม่เป็นเพราะเขา มันเป็นเพราะเรา เข้าใจไหม ใจเรามันไม่สะอาด นึกว่ามันเป็นเพราะคนนั้นคนนี้ ไม่ใช่ มันเป็นเพราะเรา คนไม่เสมอกัน เราอยากให้เสมอกัน เราคิดผิดอย่างนี้ จะไปแก้ตรงไหน ก็แก้เราสิ เห็นว่ามันเป็นเช่นนั้น แล้วก็สบาย พวกเราในกลุ่มเดียวกันนี้ ก็เหมือนกันอย่างนั้น…”

    -แต่กลับตายไ.jpg

    ที่มา พระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น
     
  15. สายหลวงปู่มั่น

    สายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กันยายน 2017
    โพสต์:
    17,001
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +125
    “…คนเกิดมาแล้ว เมื่อตายจะไป เปรียบดั่งไฟเทียนที่ถูกลมพัดให้ดับไป นี้อย่างหนึ่งอีกอย่างหนึ่ง คือ ไฟหมดเชื้อแล้วก็ไป
    แล้วไฟที่มีเชื้ออยู่ก็เกิดไฟได้อีก จนกว่าจะหมดเชื้อแล้วดับไป ทีนี้พอหมดเชื้อแล้วจะจุดให้เกิดไฟก็เกิดไม่ได้ แล้วจะถามว่า ไฟอยู่ที่ไหน เกิดแล้วดับ – ดับแล้วสูญ หรืออย่างไร
    ปุถุชนมีเชื้อพาให้เกิด พระอรหันต์นั้นหมดเชื้อ คือ ดับกิเลสได้ สิ้นตัณหาแล้ว ท่านก็ไม่เกิดอีกแต่ก็มิใช่สูญ ไม่มีภาษาจะมาพูดได้หรอก พ้นหนทางของถ้อยวาจาใดๆ ทั้งนั้น…”

    มหาปุญฺโญวาท : หลวงปู่จาม มหาปุญฺโญ ผู้มากมีบุญ วัดป่าวิเวกวัฒนาราม อ.คำชะอี จ.มุกดาหาร

    ๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๖๐

    กราบขอบพระคุณและขออนุโมทนาบุญท่านเจ้าของภาพถ่ายนี้ พร้อมทั้งผู้ที่มีส่วนร่วมในการเผยแผ่โอวาทธรรมนี้ ทุกๆท่าน

    -เมื่อตายจ.jpg

    ที่มา พระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น
     
  16. สายหลวงปู่มั่น

    สายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กันยายน 2017
    โพสต์:
    17,001
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +125
    “…ทุกข์แสนทุกข์ กว่าจะเป็นอรรถเป็นธรรม…”

    “…อยู่บ้านป่าฮิ้นผายองกับท่านอาจารย์ชอบ ฐานสโม เดือน ๓ ฝนตกลูกเห็บล้างดอกมะม่วง ตกแต่หัวค่ำจะหาที่พักที่นอนก็ไม่ได้ พากันได้ก้อนหินคนละก้อนนั่งกางกลดตลอดคืน

    ตอนเช้าฝนหยุดตกจะลุกมันลุกไม่ขึ้นต้องนอนเหยียดแข้งเหยียดขาให้เอ็นมันยืดเสียก่อน ฝนตกพายุแรงลูกเห็บก็ตกลงมา หนาวก็สุดจะหนาวนั่งเจ่ากอดบาตร

    ท่านอาจารย์ชอบ (ฐานสโม) ง่าไม้จิกเดาะหักลงมาถูกกลด ผ้ามุ้งกลดขาดไปเอาบาตรของเพิ่นมาถือไว้อีกใบหนึ่ง

    ฟ้าแจ้งวันใหม่ฝนก็หยุดตก น้ำเต็มไปหมด

    ท่านอาจารย์ชอบ (ฐานสโม) เพิ่นว่า…

    “เป็นได๋จาม(มหาปุญโญ) ยังไม่ตายเน๊าะ”

    “ยังไม่ถึงคราวครับ”

    คิดมาแล้วทุกข์แสนทุกข์ กว่าจะเป็นอรรถเป็นธรรม พวกสูเจ้ามัวเมาแต่มาถามเอา ถามเอา..

    วันนี้มันห่างไกลกันนัก (ขณะสอบถามประวัติขององค์ท่านในวันหนึ่ง) ปัจจัย ๔ เครื่องเลี้ยงชีวิตก็มีมาก มีจนล้นจนเหลือ ไม่ทุกข์ไม่ยากอะไรสะดวกสบายไปหมดทุกอย่างทุกอัน มันจึงมีขี้คร้านไม่พากไม่เพียร โลเลบวชแล้วสึก บวชแล้วสึก มาตดใส่ผ้าเหลืองแล้วก็ลาสิกขาไป

    อย่าไปเชื่ออะไรกับโลก ตื่นเต้นเป็นกระต่าย (ตื่นตูม) มันจะได้อะไร ทำอะไรทำจริง ทำตามพูด เพียรอดทนต่อสู้ของตน อย่างใดจะสะดวกในการปฏิบัติของตนให้ขวนขวายอย่างนั้น

    ผู้คนไทยทานวัตถุอติเรกลาภมันมีแต่จะมาสุมจิตใจเท่านั้น มีก็ใช้ ไม่มีก็แล้วไป อย่าไปขอนั่นขอนี่ให้เขารำคาญ

    ไม่มีคือ ไม่มีวัตรเข้าป่านอนกลางดงกลางดอน เสือจะขุบกินหัว มีพระตายเพราะเสือมามากต่อมาก เดินไปเห็นแต่บาตรกับผ้าเหลืองยะหยายอยู่ทั่วป่า

    พระไทยมักตายกับเสือ พระพม่ามักตายกับงู

    บวชเป็นพระแล้วต้องให้อยู่ได้เป็นสุขในชีวิตปัจจุบัน แล้วก็อนุเคราะห์สงเคราะห์โลกไปตามได้ตามมีพอได้เป็นแบบเป็นอย่างสืบต่อกันไป อย่าไปเที่ยวหา เที่ยวขอ

    เกิดมาเป็นคนทุกข์ ลูกคนทุกข์ บวชเข้ามาก็ฐานฐานะคนทุกข์ขอทานเขากินแต่พอได้เลี้ยงชีวิตก็พอ…”

    ธรรมะประวัติองค์หลวงปู่จาม มหาปุญโญ ผู้มากมีบุญ วัดป่าวิเวกวัฒนาราม อ.คำชะอี จ.มุกดาหาร

    ๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๖๐

    กราบขอบพระคุณและขออนุโมทนาบุญท่านเจ้าของภาพถ่ายนี้ พร้อมทั้งผู้ที่มีส่วนร่วมในการเผยแผ่โอวาทธรรมนี้ ทุกๆท่าน

    -กว่าจะเป.jpg

    ที่มา พระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น
     
  17. สายหลวงปู่มั่น

    สายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กันยายน 2017
    โพสต์:
    17,001
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +125
    “ทนแบกต่อไปถ้าไร้สติ”

    อดทนอย่างเดียวไม่พอ มันต้องมีสติเข้ามาด้วย เพราะถ้ามีสติมันไม่ต้องทน มันเห็นแล้วมันก็ปล่อยได้ ทนนี่คือยังแบกอยู่ เหมือนเราแบกของหนักเอาไว้ เราแบกของหนักเราต้องทน เหมือนนักยกน้ำหนักต้องใช้ความอดทนมาก เวลาแบกน้ำหนัก จนกว่าจะถึงเวลา 5 วินาทีถึงจะค่อยปล่อย

    แต่ว่าเราไม่ต้องทนก็ได้ หากเรามีสติ เพราะเราจะรู้ว่าไปแบกทำไม?

    ถ้าเราแบกเราก็ต้องใช้ความทน แต่ถ้าเราปล่อย เราวาง มันก็ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องทน และเราปล่อยวางได้ เพราะเรามีสติ แต่ที่เราไปแบกเพราะเราไม่มีสติ เราก็เลยไปแบกเอาไว้ มันก็เลยต้องใช้ความทนเข้ามาช่วยประคองเอาไว้

    แต่ถ้าปล่อย ถ้าวางเมื่อไร มันก็ไม่มีอะไรที่จำเป็นต้องทน เพราะมันเบาสบายอยู่แล้ว นี่คือความต่างระหว่างการใช้ความอดทนหรือขันติ กับการมีสติ อดทนเพราะต้องแบก แต่ว่าสตินี้ไม่แบก มันปล่อย เพราะไม่เผลอ

    ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล

    .jpg

    ที่มา พระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น
     
  18. สายหลวงปู่มั่น

    สายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กันยายน 2017
    โพสต์:
    17,001
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +125
    – เคยไหม ? –

    หลวงพ่อชา **โยมเคยปวดหัวไหม ?
    โยม * เคยเจ้าค่ะ

    หลวงพ่อชา **โยมเคยเจ็บฟันไหม ?
    โยม * เคยเจ้าค่ะ

    หลวงพ่อชา **โยมเคยปวดท้องไหม ?
    โยม * เคยเจ้าค่ะ

    หลวงพ่อชา ** โยมเคยเจ็บหางไหม ?
    โยม * ?????
    โยม * ก็หางมันไม่มีนี่เจ้าค่ะ

    มีในสิ่งใด แล้วยึดมั่นในสิ่งนั้น ก็ย่อมเจ็บ ย่อมทุกข์เอง
    เมื่อไม่มี ไม่ยึด จะเอาอะไรมาทุกข์

    หลวงปู่ชา สุภทฺโท

    .jpg

    ที่มา พระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น
     
  19. สายหลวงปู่มั่น

    สายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กันยายน 2017
    โพสต์:
    17,001
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +125
  20. สายหลวงปู่มั่น

    สายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กันยายน 2017
    โพสต์:
    17,001
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +125
    “..จะเป็นชายหรือหญิงก็ดี ถ้าตั้งใจประพฤติปฏิบัติ
    มีศีล รักในการปฏิบัติจิต มุ่งหวังเอาการพ้นทุกข์เป็นที่สุด
    ย่อมมีโอกาสเป็นพระกันได้ ทุก ๆ คน มีโอกาส
    ที่จะบรรลุมรรคผล นิพพาน ได้เท่าเทียมกันทุกคน
    ไม่เลือกเพศ เลือกวัย หรือฐานะแต่อย่างใด
    ไม่มีอะไรจะมาเป็นอุปสรรคในความสำเร็จได้
    นอกจากใจของผู้ปฏิบัติเอง….”

    หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ

    .jpg

    ที่มา พระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น
     
Loading...
กระทู้ที่คล้ายกัน - ธรรมะ จากเพจ พระอรหันต์
  1. ธรรมะสายหลวงปู่มั่น
    ตอบ:
    7,819
    เปิดดู:
    8,049
  2. วิญญาณนิพพาน
    ตอบ:
    0
    เปิดดู:
    19
  3. phrapuwadon
    ตอบ:
    0
    เปิดดู:
    73
  4. พุทโธอวโลกิเตศวร
    ตอบ:
    8
    เปิดดู:
    96
  5. กลอง
    ตอบ:
    1
    เปิดดู:
    52
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...