นิทานพลังจิตมิติที่๕ "เดชกัลยา" by กลิ่นราตรี

ในห้อง 'วิทยาศาสตร์ทางจิต - ลึกลับ' ตั้งกระทู้โดย กลิ่นราตรี, 5 มิถุนายน 2017.

  1. กลิ่นราตรี

    กลิ่นราตรี เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 กรกฎาคม 2014
    โพสต์:
    42
    ค่าพลัง:
    +5,108
    สายัณห์สวัสดิ์ค่ะ
    ป่วยกายยังไม่จางหาย มีแต่ย่ำแย่ลงตามกาลเวลา แต่สภาพจิตใจที่เลวร้ายตามสภาพป่วยนั้น
    ดีขึ้นมากๆ จากวันเป็นเดือน จากเดือนเป็นปี ดีขึ้นๆ

    ช่วงนิ่งหยุดทุกสิ่งนั้นก็ได้ใช้ชีวิตหลายแนวทางวิธี ค้นหาเรียนรู้จนพบว่า ใจเรานั้นสำคัญ
    เมื่อรู้แน่วแน่ก็กลับมามองใจตนเอง มองอย่างไม่บังคับ ไม่เลือกหาแนวทางใดๆป้อนส่งให้เขา
    มองเขาจนรู้ได้ว่า ในเบื้องลึกสุดมีสิ่งใดที่เก็บซ่อนเอาไว้ ยอมรับฟังความต้องการของใจเรา
    แล้วก็ปรับคิด ปรับสอนเขาให้เขาเข้าใจความเป็นจริงในความเป็นจริง

    สิ่งใดในความปรารถนาที่คั่งค้าง จับออกมาชำแหละ อบรมแนวคิดเสียใหม่

    ที่ไม่ได้คือไม่ได้ สอนเขาให้ยอมรับ เลือกพยายามดื้อรั้นดิ้นรนให้คว้าถึง บอกเขาให้จำยอมรับรู้
    เฝ้าสอนให้อยู่กับความเป็นจริง แยกความรู้สึกที่เสมือนตกอยู่ในความฝันออกไป
    เรียนรู้และเริ่มทำความเข้าใจกับชีวิตเสียใหม่ ทุกอย่างก็เริ่มต้นใหม่ได้อีกครั้ง

    ทุกวันนี้อยู่กับความเจ็บป่วยที่รบเร้าอย่างเข้าใจ ไม่คาดหวังในการรักษา ได้เท่าไหร่ก็เท่านั้น
     
  2. กลิ่นราตรี

    กลิ่นราตรี เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 กรกฎาคม 2014
    โพสต์:
    42
    ค่าพลัง:
    +5,108
    เรื่องราวในนิทานพลังจิตฯนี้ เขียนขึ้นตามความเชื่อ เป็นการเล่าถึงขั้นตอนการเรียนรู้ของกัลยา
    หญิงผู้ไม่ให้ความสนใจในแนวทางพระพุทธศาสนามาก่อน นางมีหัวคิดไปในทางสาวๆรุ่นใหม่
    วันทั้งวันคือทำงานรอรับค่าตอบแทน ละนำไปใช้จ่ายเพื่อเพิ่มความสุขแก่ตนเอง

    จากนี้ตั้งใจจะเริ่มเขียนต่อจากเดิมที่ค้างไว้ ขอที่จะค่อยๆเขียนตามความสามารถที่พอมีเหลือ
    มาเริ่มอ่านกันต่อค่ะ ว่าพระอาจารย์จะขัดเกลานางได้มากมายเพียงใด
     
  3. กลิ่นราตรี

    กลิ่นราตรี เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 กรกฎาคม 2014
    โพสต์:
    42
    ค่าพลัง:
    +5,108
    ก่อนเริ่มเล่าเรื่องก็ขอรวบรัดข้ามกระทู้เดิมมาสู่ใหม่ แล้วบอกกล่าวกันเลยละกันว่า

    "ท่านเก้าเองนั้นคืนกลับทวงถามสัญญาอีกครั้ง ด้วยการที่ท่านได้มาเป็นพระอาจารย์ มอบวิชา
    ความรู้ให้แก่หญิงสาวนามว่ากัลยา"

    ยังไม่บอกล่ะว่าเป็นพระอาจารย์ท่านใดกันแน่ใน๓ท่าน(หนึ่ง,สอง,สาม)
    ใบ้คำไว้ว่า ท่านมาสอนให้กัลยาเพียรรู้ว่าความเป็นนิรันดร์นั้นเป็นเช่นใด เมื่อเกิดแก่ใจนาง
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 15 มกราคม 2018
  4. กลิ่นราตรี

    กลิ่นราตรี เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 กรกฎาคม 2014
    โพสต์:
    42
    ค่าพลัง:
    +5,108
    ติดค้างอยู่ตรงส่วนที่๑๐ร่ำเรียน พระอาจารย์๑กำลังเริ่มสอนวิธีการเดินจงกรมให้กัลยา.......

    งั้นเล่าก่อนเริ่มที่ส่วนนี้ก่อนค่ะ ก่อนกลับไปต่อตอนเดิม เป็นส่วนพิเศษเรียกความทรงจำก็แล้วกัน
    ปาริชาติ ดอกไม้แห่งสรวงสวรรค์

    เมื่อกรรมฐานเริ่มต้น สมาธิรวมเป็นหนึ่งในความดำนิ่งเงียบงัน กัลยาได้พบพระอาจารย์๑ภิกษุชรา
    ผู้นำพานางสู่ความแปลกใหม่

    "พระอาจารย์เจ้าขา วันนี้เราจะทำอะไรกันดี พักจากเรียนพาเที่ยวบ้างได้มั้ยเจ้าคะ"
    กัลยาออดอ้อนวาจาในทันทีที่ม่านแสงเหลืองอร่ามสว่างตานำพาให้พบร่างคุ้นที่ปลายแสง

    ภิกษุชรายกมือจากท่าสำรวมขึ้นจับปลายคางตนแล้วหยุดอยู่เช่นนั้น พลางได้เอ่ยปาก
    "ได้เหมือนกัน เอ็งคิดอยากไปเที่ยวสวนดอกไม้ไหมล่ะ?"

    อีกเหมือนเดิมที่ปรารถนาในใจถูกล่วงรู้ นางรีบตอบกลับทันใดไม่รั้งรอ
    "ไปค่ะไป หนูอยากไปดูต้นปาริชาติ อยากรู้ว่ามันมีจริงหรือเปล่า"

    อีกครั้งที่รู้สึกว่าตนเองลอยลิ่วในมวลเมฆหมอก
    กัลยาเหินเหาะตามพระอาจารย์แหวกสู่ม่านฟ้ากว้างไกล ความเร็วนั้นหาที่เปรียบได้ยาก
    จะว่าเหมือนขึ้นลิฟท์ในตึกสูงระฟ้าก็อาจได้บ้าง แต่ไม่เร็วเท่าครั้งนี้
    ทุกสิ่งเกิดขึ้นรวดเร็วเทียบเท่าความคิด คิดเท่าใดไปเท่านั้น

    เพียงคิดไม่ทันไรสองร่างโผล่พรวดลอยเด่นเหนือทิวยอดไม้งามในสวนดอกไม้กลางแจ้ง
    สีสันอันสวยสดสะดุดตาในสวนดอกไม้แห่งนี้เชิญชวนให้เข้าใกล้
    กัลยาดิ่งถลาลงดอมดมชมกลิ่นตามกลีบงาม ผิดหวังบ้างที่ไม่มีกลิ่นหอมเย้ายวนตามรูปโฉม
    และสมหวังบ้างที่ในไม้บางชนิดมีกลิ่นหอมฟุ้งกำจาย

    พระอาจารย์๑ยืนมองดูกิริยาหญิงสาวที่ในสำนึกท่านคือชายหนุ่มศิษย์รักเพลินใจกับความงาม
    พักเดียวร่างทิพย์อันงดงามสองร่างปรากฏขึ้นแต่ลิบๆ เขาทั้งสองเป็นชายหนุ่ม
    และกำลังเดินตรงรี่เข้ามาทางภิกษุ ทันทีที่เข้าใกล้ สองร่างพนมมือน้อมไหว้ทำความเคารพ
    หนึ่งในสองเอ่ยวาจาสุภาพน้ำเสียงยำเกรง

    "หลวงปู่.... นางผู้นั้นเข้ามาในที่นี้"

    ภิกษุชรามองปรายตาตามชายผู้มาใหม่สองท่านแล้วจึงยิ้มรับพลางขยับใบหน้าพยักศรีษะ
    คำตอบเกิดขึ้นโดยไม่รอให้ผู้ถามได้ทันเอ่ยจบประโยค
    "ข้าพาเข้ามาขอยลโฉมปาริชาติสักครู่ พ่อเทวดาหนุ่ม"

    จบประโยคกัลยาร้องอ๋อในใจได้ทันที นางนึกสงสัยอยู่แท้ๆว่าพ่อหนุ่มรูปงามสองท่านนี้คือผู้ใด
    เป็นเช่นนี้นี่เอง และเพิ่งได้เข้าใจว่าเมื่อจะเข้ามาในสถานที่แห่งนี้นั้นต้องได้รับการอนุญาตด้วย ไม่ใช่นึกจะมาก็มาได้เสรี
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 11 มกราคม 2018
  5. กลิ่นราตรี

    กลิ่นราตรี เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 กรกฎาคม 2014
    โพสต์:
    42
    ค่าพลัง:
    +5,108
    ต่อๆ

    "มาทางนี้...ทิด ไปตรงนั้นเสียทีดีกว่า มีสิ่งที่เอ็งสนใจมากกว่านี้อีกหลายเท่า"
    เสียงแหบก้องจากภิกษุชราเอ่ยเรียกให้มองตามปลายมือที่ชี้ยังอีกด้านหนึ่งของสวน

    กัลยาหันหน้าตามเสียง เห็นเป็นส่วนด้านในใจกลางของสถานที่อันกว้างขวางสุดสายตานี้
    มีไม้ยืนต้นพุ่มใหญ่อยู่ที่ตรงกลาง แลเด่นตระหง่านด้วยแสงพราวระยิบวิวับเรืองรองในพุ่มใบ

    "ปาริชาติ ใช่ปาริชาติจริงๆด้วย นี่เราอยู่ที่สวนดอกไม้ของพระอินทร์ในสวรรค์ชั้น๓หรือค่ะนี่"
    กัลยาเอ่ยวาจารวดเร็วติดกันเป็นพรืดอย่างดีใจ

    นางกระโดดเข้าใกล้ไม้ใหญ่อย่างรวดเร็ว แต่แล้วให้ชะงัก หน้าเกือบเทล้มคะมำพลางร้องอุทาน
    "อุ๊ย! อือหือ! มันไม่หอมเอาเสียเลยกลิ่นนี้"

    กัลยารีๆรอๆในการสูดดมกลิ่นนั้นอีกครั้ง คำตอบชัดเจนเมื่อเขยิบเข้าใกล้ไม้พุ่มใหญ่ตรงหน้า
    กลิ่นนั้นลอยฟุ้งออกมาจากเจ้าต้นไม้รูปสวยเพริศพิศนี้นั่นเอง
    "พระอาจารย์คะ กลิ่นมันอวนเอียนชวนคลื่นไส้บอกไม่ถูก เป็นอย่างนี้ถูกแล้วหรือคะ ทำไมหนูดมแล้วมันเวียนหัวอย่างนี้ล่ะ เหม็นค่ะเหม็น"

    "มันเป็นอย่างนี้แหละ ถูกแล้ว" คำตอบหลุดจากภิกษุชราที่ยืนมองนิ่งยังลูกศิษย์ ในสีหน้าและ
    แววตานั้นเปี่ยมด้วยความเอื้ออาทรเป็นอย่างยิ่ง

    กัลยาเพลิดเพลินเก็บรายละเอียดของต้นไม้ขนาดยักษ์ใหญ่ กลิ่นดอกเหม็นหืนคลื่นไส้เวียนหัว
    ถ้วยดอกสีขาวบางนั้นแทบโปร่งใส ดุจดังดอกบัวสีขาวบานกว้างใกล้โรย มีทั้งบานคว่ำหงาย
    คละกันไปแปะติดที่ปลายกิ่งอ่อนสว่างพราวแสงไปทั้งต้น ส่วนใบนั้นก็สีเขียวสลับเหลืองน้ำตาล
    เหมือนกับต้นทองหลางตามริมน้ำที่นางเคยพบเห็นทั่วไป

    "แล้วอย่างนี้หนูได้ดมกลิ่นแล้วจะหวนระลึกชาติได้เหมือนในตำนานเล่าลือมั้ยคะพระอาจารย์"
    เสียงคำถามเอ่ยขึ้นเบาหวิวราวกับเพ้อละเมอ

    กัลยารู้สึกได้ว่าตนเองเคลิ้มหงอยง่วงพิกลเมื่อได้สูดดมกลิ่นอวนเอียนของต้นปาริชาติยักษ์
    ในสวนของพระอินทร์ มาสำนึกครองสติได้ก็ด้วยเสียงแหบเคียงใกล้เปล่งเตือน

    "ไม่ต้องสูดดมเข้าไปมาก ประเดี๋ยวได้เคลิ้มง่วงแล้วระลึกชาติไปเสียอีก ก็ไม่ต้องกลับกัน
    ติดอยู่มันเสียที่นี่" ภิกษุชราเอ่ยอารมณ์ขัน แล้วขยายความต่อเป็นการตอบคำถาม
    "สำหรับเอ็งไม่ต้องแล้ว ข้าจัดการให้เสร็จสิ้น แต่คนอื่นเป็นตามนั้น"

    ว่าเช่นนั้นแล้วผู้เป็นพระอาจารย์ก็ได้ขยับร่างออกห่างจากต้นปาริชาติมาเรื่อยๆ กัลยาจึงได้ตาม
    ออกมายืนเฉียงไปทางเบื้องหลังนั่นเอง นางถือโอกาสนี้ที่ท่านสงบนิ่งเฝ้ามองดูังต้นปาริชาติ
    ดอกงามเรืองแสงที่ผลิออกจากขั้วร่วงลงต่ำ แต่ไม่ทันไรก็มีเหล่าชายหญิงในร่างงดงามลอยลิ่วเข้ามาแย่งชิงจ้วงเก็บ ไม่มีดอกใดได้มีโอกาสร่วงถึงพื้นแม้แต่ดอกเดียว

    นางนึกปรารภกับตนเองในใจ 'นี่เองสินะ ปาริชาติสวรรค์ ดอกไม้ที่เหล่าเทวดานางฟ้าต่างหมายปองอยากได้ มันมีอยู่จริงในดินแดนสรวงสวรรค์'
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 15 มกราคม 2018
  6. sathu-sathu

    sathu-sathu ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    20 พฤษภาคม 2014
    โพสต์:
    226
    ค่าพลัง:
    +331
    พี่กลิ่นราตรี คนสวยกลับมาแล้วววววว :):)
    เรื่องราวน่าอ่าน จนเห็นภาพ ... ขอบคุณเรื่องราวดีๆ ขอให้หายไวๆ นะคะ ^___^
     
  7. กึกก้อง

    กึกก้อง เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 มกราคม 2009
    โพสต์:
    581
    ค่าพลัง:
    +3,432
    เรื่องต้นปาริชาติ มีคนเคยไปยืนมองอยู่เหมือนกัน แต่เขาเห็นเป็นต้นสีทอง (น่าจะใช่ ฟังนานแล้วชักลืม) มีกลิ่นหอม ได้แต่ยืนมองไกล ๆ เพราะเห็นเทวดา นางฟ้ามะรุมมะตุ้มอยู่ เลยเกรงใจไม่กล้าเข้าไปใกล้ ๆ อีกอย่างยังไม่คิดจะระลึกชาติด้วย เลยมองเฉย ๆ แล้วก็แจวกลับซะ
     
  8. tumdidi

    tumdidi เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 กุมภาพันธ์ 2011
    โพสต์:
    83
    ค่าพลัง:
    +408
    ยังตามอ่านเสมอค่ะ
     
  9. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    10,173
    กระทู้เรื่องเด่น:
    128
    ค่าพลัง:
    +25,079
    SitAndWait.jpg รออยู่ค่ะ
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  10. กลิ่นราตรี

    กลิ่นราตรี เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 กรกฎาคม 2014
    โพสต์:
    42
    ค่าพลัง:
    +5,108
    ๑๑.หลอกผี

    กัลยาเรียนรู้ขั้นตอนการเดินจงกรมจากพระอาจารย์ นี่เป็นครั้งแรกในชีวิต นางไม่เคยได้ทำในสิ่ง
    เหล่านี้มาก่อน แต่เมื่อลองได้ทำดูแล้วก็ให้เริ่มรู้สึกติดอกติดใจขึ้นมาตะหงิดๆ
    นางนึกแปลกในใจตัวเองไม่น้อยกับความรู้สึกที่เกิดขึ้น
    ก็เพราะที่ผ่านมานั้น ไม่ว่าจะเป็นผู้ใดให้ความรู้ในด้านนี้แก่นางย่อมเปรียบได้ว่าแค่ลมผ่านหู
    แต่ครั้งนี้ไม่ใช่ ด้วยว่าทั้งหมดนั้นเป็นดั่งเรื่องราวพิเศษที่เหนือกว่าสิ่งอื่นใดในสำนึกแห่งจิต

    ......แสงแดดอ่อนเริ่มเจิดจ้าขึ้นตามลำดับเวลา ภิกษุชราผู้เดินนำอยู่เบื้องหน้าค่อยๆลดผ่อน
    ความหนักหน่วงของจังหวะฝ่าเท้าลง กัลยาจับตามทุกอริยาบทของผู้นำ นางค่อยๆผ่อนแรงจิต
    ให้เบาลงตามน้ำหนักฝ่าเท้ากระทั่งถอนแรงในที่สุด

    ภิกษุชราพยักศรีษะลงเล็กน้อย รอยยิ้มบางๆปรากฏที่มุมปากขณะสาวเท้าก้าวนำทางก้าวเดินสู่
    กุฏิเรือนไม้หลังเล็กกระทัดรัดสภาพเก่าคร่ำ โดยผู้ตามอยู่ทางเบื้องหลังไม่อาจล่วงรู้ได้ว่า
    รอยยิ้มจากครูนั้นเกิดขึ้นอย่างสมเหตุสมผล เมื่อศิษย์สื่อรับกระแสจิตนำสอนได้รวดเร็ว
    สัญญา(ความจำได้หมายรู้)ระหว่างกันได้ถูกรื้อฟื้นขึ้นแล้ว

    กัลยาถูกออกคำสั่งให้เขยิบเข้าหาและนั่งลงที่ตรงข้าม จัดท่าทางขัดสมาธิ หลังตั้งเหยียดตรง
    ทั้งสองครูและศิษย์จึงนั่งประจันหน้ากันมีระยะห่างเพียงสักหนึ่งเมตรเท่านั้น
    ไม่ช้านางก็เริ่มมองสังเกตุได้กับบางสิ่งบนใบหน้าของพระอาจารย์๑ นางมองเห็นในหน้าที่เคยดูสดใสวันนี้มองหม่นแห้งคล้ำ เหลืองๆเหี่ยวๆพิกล แต่ที่ตรงริมฝีปากนั่นกลับเป็นจุดที่แปลกใจ

    ปากบางเฉียบที่เคยเห็นกลับเว้าแหว่งเป็นแผลเหวอะหวะ เนื้อริมฝีปากขาดห้อยย้อยรุ่งริ่งสีเขียว
    ม่วงคล้ำแบบเนื้อเน่า รอยแผลนั้นกว้างขนาดมองเห็นถึงเหงือกแดงๆมีเลือดไหลซึมเลาะไรฟัน
    ลิ้นที่ขยับตามริมฝีปากในขณะพูดจานั้นเป็นฝ้าขาวล้อมเหลือง มีกลิ่นเหม็นเน่าลอยเรื่อยออกมา

    "กลัวรึ..หรือว่าไม่เคยเห็นข้าแบบนี้.... เอ็งกลัวข้าไหมเล่านังหนู.. ฮ่าๆๆๆ"
    เสียงแหบด้วยความชราเอ่ยเย้าระคนหัวเราะดุจว่าแกล้งยั่ว

    กัลยาไม่กลัวแต่ในนางนั้นนึกแปลกในเสียมากกว่า ที่แปลกมีสองเรื่อง เรื่องแรกพระอาจารย์ท่านเป็นอย่างนี้ไปได้อย่างไรในวันนี้ เรื่องต่อมานางสงสัยว่าเหตุใดจึงไม่รู้สึกกลัว กลับนึกคิด
    ติดตลกขำตามเสียงถามยั่วนั้นเสียด้วย กระทั่งประโยคสั้นที่สองจากเสียงเดิมดังขึ้น

    "เอ็งกลัวผีไหม..หึ.."

    กัลยานึกสะดุดใจอึ้งไปกับคำถามนั้นจึงยังไม่ทันตอบ
    เสียงเดิมจึงถามขึ้นอีกครั้ง แต่คราวนี้เป็นด้วยน้ำเสียงที่นิ่งสงบและดูจริงจังรอคอยคำตอบ

    "กลัวค่ะ หนู..กลัวผีมาก.." นางเอ่ยเสียงสั่นเล็กน้อย เว้นจังหวะความคิด

    ประโยคตอบเอ่ยออกไปสีหน้าคนฟังตึงเข้มขึ้นอีกเล็กน้อย แต่เพียงเดี๋ยวเดียวก็สลับลงสงบ
    สำหรับภิกษุชรา ความกลัวของศิษย์หมายถึงอุปสรรค แต่ไม่ว่าจะมีสิ่งใดกีดขวาง ในความรักเปี่ยมเมตตาแล้ว ยิ่งเปรียบเสมือนบททดสอบที่ต้องมอบให้ ใบหน้าแห้งมีแผลเหวอะค่อยเพิ่ม
    ความเสียหายมากขึ้น เมื่อขยับพูดกรามขากรรไกรส่วนล่างก็แตกร่วงหล่นแพละลงหน้าตัก

    กัลยายิ้มมุมปากกับภาพที่เห็น เสียงใสเอ่ยต่อไปด้วยความมั่นใจกับความรู้สึกตนเอง

    "หนูกลัวผีมากที่สุดก็จริง แต่หนูไม่กลัวพระอาจารย์เลยสักนิดค่ะ"

    นางรู้สึกเช่นที่เอ่ยไป แต่..เป็นด้วยเหตุใดที่ไม่กลัวนั้นนางตอบใจตนเองไม่ได้เช่นกัน

    "แล้วอย่างนี้ล่ะ..กลัวไหมนังหนู"

    สิ้นเสียงแหบก้องนั้น สภาพร่างกายที่แต่แรกแห้งเหี่ยวเฉพาะในใบหน้าก็แห้งเหี่ยวเฉาลงทั่วร่าง
    มีเพียงหนังหุ้มกระดูกของพระอาจารย์ที่ห่มนุ่งจีวรสีกรักขยับเคลื่อนไหวตรงหน้าพร้อมกลิ่นสาป
    กัลยายิ้มน้อยๆเอ่ยปากเล่าความรู้สึกในใจ

    "ไม่เลยค่ะ ถ้าเป็นพระอาจารย์แล้วให้มาสภาพใดหนูก็ไม่กลัว ไม่มีวันกลัว"

    "อย่างนั้นเหรอ งั้นแบบนี้ล่ะ เอ็งกลัวไหม"
     
  11. sathu-sathu

    sathu-sathu ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    20 พฤษภาคม 2014
    โพสต์:
    226
    ค่าพลัง:
    +331
    เอ่อ... ถ้าเห็นแบบนี้บ้าง คงจะไม่ได้ตอบ
    คงตาเหลือก ช๊อก สลบไปเลย :rolleyes::rolleyes:
     

แชร์หน้านี้

Loading...