ประสบการณ์มโนมยิทธิ และญาณ ๘

ในห้อง 'ประสบการณ์อภิญญา' ตั้งกระทู้โดย White Sage, 29 มกราคม 2014.

  1. White Sage

    White Sage เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 ธันวาคม 2013
    โพสต์:
    282
    ค่าพลัง:
    +1,740

    อื้ม พี่ก็เป็นเหมือนกัน บางครั้งก็คิดนะว่าจิตของเราได้เคลื่อนไปยังสถานที่นั้นๆจริงไหม เพราะตอนที่ฝึกมโนมยิทธิมันจะเห็นสภาวะจิตตัวเองมีนิวรณ์ตัวฟุ้งซ่านและสงสัยเข้ามาแทรก พี่เลยพยายามหาทางแก้ไขเหมือนกัน วิธีก็คือให้ตั้งอารมณ์ใหม่แล้วไปยังสถานที่แห่งนั้นจ่ะ ส่วนเรื่องที่ว่าสิ่งที่เราเห็นนั้นจริงหรือไม่ ก็ให้ลองสำรวจดูจิตของตนเองว่าขณะนั้นมีสมาธิและวิปัสสนาญาณหรือไม่ สิ่งที่รับรู้มานั้นอยู่ในขอบเขตของทาน ศีล ภาวนาหรือเปล่า หรือส่งเสริมให้เรามีกิเลสมากขึ้นหรือน้อยลง และสุดท้ายมีสิ่งต่างๆเกิดขึ้นตามที่เรารู้มาหรือไม่อ่ะจ่ะ


    จริงๆบางครั้งจิตพี่ก็ไม่ได้ดีเลยนะ อย่างตอนไปพบท่านพระรามเจ้าโพธิสัตว์ ครั้งนั้นจิตพี่มีนิวรณ์รบกวนมาก ตอนแรกที่เจอท่านเป็นลักษณะของความรู้สึกล้วนๆเลย(ทุกอย่างมืดสนิท) พี่ก็เลยพยามทรงอารมณ์ใหม่ โดยดูว่าจิตตอนนั้นบกพร่องตรงไหนแล้วก็แก้ไข จากนั้นก็ไปใหม่ ทีนี้พอรู้อะไรมาบางอย่างแล้วก็งงๆ เช่น ท่านบอกว่าเคยเป็นพ่อพี่มาก่อน แล้วจิตก็ดันแว๊บว่าท่านเป็นพุทธภูมิที่มีบารมีสูงมากแล้ว แถมแว๊บอีกว่าท่านคือพระรามหรือพระนารายณ์ ซึ่งพี่นึกถึงพระรามหรือพระนารายณ์ของฮินดูจริงๆ ซึ่งช่วงที่พี่มานึกถึงพระรามหรือพระนารายณ์นี่แหละที่พี่ไม่รู้ว่าจิตตอนนั้นร่วงลงมาหรือเปล่า หรือยังอยู่บนนั้นแต่แค่นึกย้อนหลังถึงความเกี่ยวเนื่องที่เกิดขึ้นตอนเด็ก


    จากนั้นพี่ก็ขอขมาท่านแล้วรีบเข้าไปกราบพระในพระจุฬามณีเลย ซึ่งตอนที่พี่อยู่ข้างในนั้นพี่ดันหาอ.ไม่เจอ แล้วซักพักก็เห็นอ.อยู่ข้างนอกคุยกับท่านอยู่ แล้วก็ดันรู้ด้วยว่าอ.จะเรียกพี่ออกไป หลังจากนั้นอีกซักพักอ.(ซึ่งกายเนื้ออยู่ตรงหน้าพี่เพราะฝึกมโนมยิทธิครึ่งกำลังตัวต่อตัว)ก็เรียกพี่ให้ออกมาก่อนแล้วมากราบขอขมาท่าน ทั้งหมดนี้ทำเอาพี่งงไปเลยหลังฝึกเสร็จ แต่หลังจากนั้นไม่นานหนังสือหลวงพ่อเล่มหนึ่งก็ทำให้พี่ได้อ่านเรื่องราวเกี่ยวกับท่าน พออ่านแล้ว(ถ้าจำไม่ผิด)ก็อึ้งๆและลองเลียบเคียงถามพี่คนอื่นๆจนได้คำตอบว่าอ๋อที่รู้มานั้นถูกต้องแล้วนี่เอง และพี่ก็เข้าใจแล้วว่าทำไมตอนอ่านเรื่องรามเกียรติ์พี่ถึงได้อินแล้วก็ร้องไห้แถมยังโกรธพระรามขนาดนั้น (กรรมพี่เยอะเนาะ T^T)


    ซึ่งเรื่องนี้ก่อนเขียนพี่ชั่งใจอยู่พอสมควร เพราะว่ามันเกี่ยวพันกับความเชื่อของศาสนาอื่น และยิ่งพี่ได้ยินความคิดบางอย่างที่มีคนมองว่าเวลาศาสนาอื่นๆจะกลืนอีกศาสนานึงนั้น เค้าจะพยายามทำให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์อีกศาสนานึงเป็นส่วนหนึ่งของศาสนาเค้า (ทั้งๆที่หลวงพ่อท่านก็บอกว่าคนที่เข้าถึงศาสนาจริงๆเค้าไม่มาทะเลาะกันอ่ะจ้า) ดังนั้นพี่เลยพยายามเขียนให้ดูไม่เป็นประเด็นมากที่สุด เพราะความตั้งใจของพี่จริงๆก็คืออยากให้คนที่มีความสงสัยทราบว่า สิ่งที่รู้มานั้นไม่ได้เกิดจากการอ่านหนังสือรับรู้ข้อมูลมาก่อนนั่นเอง (ซึ่งพี่ว่ามันดูมีเหตุมีผลและมีหลักฐานยืนยันมากที่สุดแล้วที่จะรับรองในเรื่องของศาสตร์ทางจิตอ่ะ)


    ส่วนตอนที่สมเด็จองค์ปัจจุบันท่านพาไปยังทะเลแห่งนั้น จิตตอนนั้นพี่ก็มีนิวรณ์มาก(ขนาดฝึกมโนมยิทธิเต็มกำลัง)แถมร่างกายก็เหมือนจะเพลียและปั่นป่วนอีก แล้วตอนที่เดินตามท่านอยูที่ทะเลจิตพี่ก็เด้งกลับมาหลายรอบเหมือนกันเพราะนิวรณ์กินเพียบ ยิ่งตอนท่านบอกเรื่องต่างๆก็งงเป็นว่าเล่นเลยว่าทำไมมโนมยิทธิครั้งนี้อุปาทานถึงเยอะจัง!


    ดังนั้นสรุปสุดท้ายที่อยากจะบอกก็คือ ให้ลองปรึกษาพี่หลายๆท่านดู(ครูฝึกก็ได้)แล้วก็วางอารมณ์ใจใหม่ เช็คสิ่งที่รู้ที่เห็นมากับข้อธรรม และพิสูจน์ด้วยการดูว่าสิ่งที่ท่านบอกจะจริงหรือไม่ และเวลาที่ไปยังที่ต่างๆก็ไปรู้เห็นให้มั่นใจ พอถึงจุดหนึ่งจิตจะมีความเคยชินกับฌานและวิปัสสนาญาณมากขึ้นเอง ฌานจะทรงตัวมากขึ้น เข้าฌานได้เร็วขึ้น วิปัสสนาญาณก็คล่องมากขึ้น แล้วก็จะเห็นอะไรได้ชัดเจนมากขึ้นอ่ะจ้า (ที่เขียนมาพี่ก็ทำไม่ได้นะ อย่าเข้าใจว่าพี่ทำได้ แต่พี่ก็เริ่มต้นประมาณนี้จริงๆ)


    ปล. ช่วงนี้พี่ก็ต้องเริ่มสตาร์ทใหม่เหมือนกัน แถมมาเริ่มอ่านคำสอนของหลวงพ่อท่านอย่างจริงจังก็ตอนนี้ ซึ่งบางครั้งพี่ก็คิดนะว่ากรรมพี่เยอะจริงๆ เพราะตั้งแต่ฝึกมโนมยิทธิมาแทบไม่ได้ศึกษาจากหลวงพ่อท่านโดยตรงเลย (แอบอิจฉาคนอื่นๆที่เค้าไม่มีกรรมเยอะอย่างพี่อ่ะ T^T)
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 14 มิถุนายน 2014
  2. choto

    choto เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 มีนาคม 2009
    โพสต์:
    95
    ค่าพลัง:
    +330
    ผมก็มีกรรมพี่เฟม จะเอาดีก็เอาดีไม่สุด มีมารมาฉุดอยู่เรื่อย ไอ้เราก็ใจง่าย เจอขนมหวานจากจอมมารหน่อยละรีบรี่เข้าหาเลยทีเดียว ไม่มียับยั้งชั่งใจ เขาหลอกไปซ้ายก็ไป ไปขวาก็ไป รู้ตัวว่าโดนหลอกเป็นพักๆ แต่หน้ามึนยังคลุกคลีตีโมงกับมารอยู่เรื่อยไป นี่เขาทำนองว่า ถึงเขาหลอกแต่เต็มใจให้หลอก น้ำผึ้งอาบยาพิษนี่ร้ายนัก นี่ยังพอรู้ตัวอยู่บ้าง ไม่รู้จะโดนฉุดไปอีกเมื่อไหร่ โดนฉุดทุกวัน ฉุดลงนรกนะครับ วิหารธรรมต่างๆนี่ทรงไม่ค่อยอยู่เลยครับ

    ตอนนี้จะพยายามให้มากๆ คงจะเสียท่าแจ่จะพยายามเสียท่าให้น้อยที่สุด

    สาธุในคุณงามความดีทั้งหมดด้วยนะครับ
     
  3. White Sage

    White Sage เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 ธันวาคม 2013
    โพสต์:
    282
    ค่าพลัง:
    +1,740
    เฮ้อ ไม่ต่างกัน สอบตกจริงๆ แต่ก็ทำให้ได้เรียนรู้อะไรมากขึ้นว่ากรรมของแต่ละคนไม่เหมือนกัน และเข้ามาได้หลายรูปแบบจริงๆ

    จะว่าไปพี่ก็แอบไปว๊ากคนอื่นนะ(ถ้าอ่านในกระทู้ประสบการณ์มโนมยิทธิและกรรมยุ่งๆของผม ของพี่เก่ง-softkid9 น่าจะเห็น) อันนี้เป็นความเลวส่วนตัวที่อดใจไม่ไหว ซึ่งหากหวนกลับมามองตัวเองและคนที่เราไปว๊าก เค้ากับเราคงมีกรรมกันคนละแบบอ่ะ อันนี้น่าเห็นใจว่าเราและเค้าเองก็ยังต้องเวียนว่ายตายเกิด ต้องอยู่ในกฎแห่งกรรมเหมือนกัน ไม่มีใครดีไปกว่าใครเลย เพราะใจยังเลวคือมีกิเลสทั้งคู่นั่นเอง

    คราวหน้าพี่เลยกะว่าเวลาเจอเคสแบบนี้ จะพยายามทรงพรหมวิหาร 4 และตัดสินใจว่าจะพิมพ์หรือไม่พิมพ์ อันนี้ดีกว่า และถ้าจะพิมพ์จะพิมพ์อะไร ใช้เหตุผลอะไรมาสื่อให้เค้าเข้าใจ พี่ว่าน่าจะดีที่สุด

    อันนี้เป็นการแสดงให้เห็นว่า สุดท้ายก็ยังเป็นแต่เพียงผู้ฝึกและผู้ศึกษา ยังทรงอารมณ์ใจแห่งความดีได้ไม่ตลอดเวลานั่นเอง
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 21 มิถุนายน 2014
  4. babae

    babae เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 พฤษภาคม 2006
    โพสต์:
    218
    ค่าพลัง:
    +469
    โมทนาบุญกับพุทธภูมิ นะครับ สาวกภูมิจะไปนิพพานแล้วนะอิอิ
     
  5. White Sage

    White Sage เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 ธันวาคม 2013
    โพสต์:
    282
    ค่าพลัง:
    +1,740
    สวัสดีค่ะ ตอนนี้ได้ทำการปรับปรุงเรื่องราวต่างๆในหัวข้อ "ประสบการณ์ที่ได้รับจากการปฏิบัติธรรม ตามวิสัยของผู้ปรารถนาพุทธภูมิ" แล้วนะคะ :z16

    ซึ่งมีการใส่รายละเอียดเพียงเล็กน้อยในเรื่อง "โลกและธรรมเกื้อกูลกัน-ว่าด้วยวิธีการคิดบวกแบบทางโลกและการทำใจให้บวกแบบทางธรรม"

    นอกจากนั้นก็มีแค่ปรับเนื้อหาในเรื่อง"สภาวะของพระนิพพานเป็นอย่างไร? เป็นอนัตตาหรืออัตตา? และมีสภาพเป็นเมืองแก้วหรือไม่?" ทั้งตอนที่ 1 และตอนที่ 2

    โดยทำการสรุปเรื่อง"พระนิพพาน"เพิ่มเติมเพื่อให้เห็นภาพมากยิ่งขึ้นค่ะ ;k04


    ขออนุโมทนาสาธุกับบุญกุศลทั้งปวงของทุกๆท่านด้วยนะคะ เสร็จภาระกิจซะที แฮ่ ;k06


    ***หมายเหตุ เรื่องทุกเรื่องที่นำมาเผยแพร่เป็นธรรมทาน ถือเป็นปัจจัตตังอันสัมผัสได้เฉพาะตัว

    ดังนั้นจึงขอให้ท่านผู้อ่านทุกท่าน ได้โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านนะคะ อ่านแล้วก็ขอให้เก็บเกี่ยวแต่ประโยชน์ แต่สิ่งที่ดีๆในทางธรรม

    อันจะทำให้ท่านผู้อ่านมีแต่ความก้าวหน้ายิ่งๆขึ้นไป ทั้งในทาน ศีล และภาวนา จนสามารถเข้าถึงซึ่งพระนิพพานในชาติปัจจุบันค่ะ


    สำหรับท่านอื่นๆที่เป็นบุคคลทั่วไป และไม่ได้มีความเกี่ยวข้องหรือศรัทธาในพระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยาน (หลวงพ่อฤาษีลิงดำ)

    ขอให้ถือซะว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องราวบันเทิงธรรมอีกเรื่องหนึ่ง ที่มีจุดมุ่งหมายให้ผู้คนทั้งหลายได้เข้าถึงซึ่งความดีในพระพุทธศาสนา

    ขอให้ท่านผู้อ่านทุกท่าน ได้โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน และถือหลักกาลามสูตรไว้เสมอ ว่าจะไม่ปักใจเชื่อหรือปฏิเสธ จนกว่าจะได้พิสูจน์ด้วยตัวท่านเอง

    ทั้งนี้เพราะสิ่งต่างๆเหล่านี้ถือเป็นประสบการณ์เฉพาะตัวที่พิสูจน์ได้ด้วยตัวเอง และตรวจสอบได้ยากว่าสิ่งต่างๆที่นำมาเล่าสู่กันฟังนี้เป็นเรื่องจริงหรือไม่

    จึงอาจกลายเป็นช่องโหว่ให้แก่กลุ่มของผู้ที่ไม่หวังดี แต่มีความเฉลียวฉลาด นำเอาศรัทธาความเชื่อทั้งหลายเหล่านี้ มาแอบอ้างเพื่อหาผลประโยชน์ได้ค่ะ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 12 กรกฎาคม 2014
  6. ปุณฑ์

    ปุณฑ์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 กันยายน 2008
    โพสต์:
    2,775
    ค่าพลัง:
    +4,669
    อนุโมทนาด้วยจ้า
    ขอให้ จขกท. สมปรารถนาดังที่ตั้งใจ ..
     
  7. White Sage

    White Sage เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 ธันวาคม 2013
    โพสต์:
    282
    ค่าพลัง:
    +1,740
    สาธุ ขออนุโมทนาบุญกับคุณปุณฑ์ด้วยนะคะ...

    และต้องขออภัยทุกๆท่านด้วยที่จะแจ้งการแก้ไขในโพสต์เรื่อง"เพศที่ 3 กับการปฏิบัติธรรม" เนื่องจากยังไม่ถูกต้องสมบูรณ์นักตามความต้องการของจขกท. ที่เผอิญไปอ่านเจอข้อความที่ว่า "จะต้องแก้ไขนิสัยความเป็นเพศที่ 3" โดยที่จขทก.ก็ไม่ได้อธิบายในประเด็นนี้อย่างเพียงพอในบันทึกท้ายเรื่อง ดังนั้นจึงขออนุญาตแก้ไขรายละเอียดดังนี้ค่ะ


    *** จริงๆแล้วกรรมของการเป็นเพศที่ 3 นั้น ไม่ใช่เรื่องร้ายแรงและส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติธรรมอย่างที่เข้าใจกัน ซึ่งเอาเข้าจริงๆแล้วมันไม่ต้องแก้ แต่ให้เราตั้งใจปฏิบัติธรรมทั้งสมถะภาวนาและวิปัสสนาญาณไปเรื่อยๆ จนจิตมีบารมีเต็มคือมีกำลังใจเต็มที่จะทรงอยู่ในความดีตลอดเวลา เพียงเท่านี้ก็จะสามารถเข้าถึงธรรมได้เอง ด้วยเหตุที่ว่าจิตนั้นเสวยเพียงอารมณ์เดียว ดังนั้นจิตที่มีบารมีเต็มก็จะเห็นทุกอย่างตามความเป็นจริงเพียงอย่างเดียวเช่นกัน ดังนั้นผู้ที่เป็นเพศที่ 3 จึงสามารถปฏิบัติสมถะภาวนาและวิปัสสนาญาณได้เช่นเดียวกับคนทั่วๆไปโดยไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องความเป็นเพศที่ 3 ของตนเอง เพราะทุกอย่างขึ้นอยู่กับบารมี(กำลังใจ)ของท่านนั้นๆ ว่าจะสามารถทรงอยู่ในอารมณ์ฌานและวิปัสสนาญาณได้หรือไม่เท่านั้นเอง จึงอยากขอให้ท่านผู้อ่านที่เป็นเพศที่ 3 ลองปฏิบัติดูว่าจะเกิดผลเช่นไรบ้าง


    และด้วยความตั้งใจของจขกท.ที่จะลดมายาคติ และการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมต่อบุคคลที่เป็นเพศที่ 3 จขกท.จึงมีการรับข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวข้องทางเฟซบุ๊ค จนบังเอิญไปพบกับข้อความดังต่อไปนี้


    คิดอย่างไรกับคำพูดว่า ‘เพศชาย’ กับ ‘เพศหญิง’ คือ ความปกติ ส่วนนอกไปจากนั้นคือ ความผิดปกติ

    “มันก็เป็นการเมืองอย่างหนึ่ง ที่ทำให้เรารู้สึกว่าเราไม่รู้สึกอะไรกับสิ่งเหล่านี้ เราไม่รู้สึกว่าเรากำลังกดทับใคร ไม่รู้สึกว่ากำลังใช้อำนาจ ไม่รู้สึกว่าเป็นความรุนแรง เรื่องนี้เป็นความรุนแรงที่เกิดจากอุดมการณ์ทางการเมืองและความเชื่อทางศาสนา รวมไปถึงวาทกรรมทางการแพทย์ด้วยที่อธิบายว่าเพศชาย-เพศหญิงปกติ นอกเหนือจากนั้นคือไม่ปกติ มันอาจเกิดจากความเชื่อว่าเพศสัมพันธ์ที่ไม่นำไปสู่การมีลูกมันผิดปกติ ผิดธรรมชาติ ผิดศีลธรรม

    “แล้วอะไรคือความปกติ อะไรคือความไม่ปกติ คนเป็นเกย์ ตุ๊ด เลสเบี้ยน ทั้งหลายทั้งปวง เขาก็รู้สึกว่า ฉันผิดปกติตรงไหนวะ ฉันก็เหมือนคนทั่วไป ฉันไม่ใช่คนเหรอ มันก็จะมีคนกลุ่มหนึ่งออกมาอธิบายว่าตัวเองปกติดี ด้วยการนิยามว่าไม่ใช่สิ่งผิดปกตินะ แต่มันเป็นอีกลักษณะหนึ่งของเพศวิถี อีกอัตลักษณ์ทางเพศ อีกเพศสภาพหนึ่ง

    “คนในสังคมกระแสหลักจะเชื่อว่าโลกนี้มีแค่ผู้ชายกับผู้หญิง พอนอกเหนือจากนั้น เขาพยายามจะนิยาม พยายามจำกัดความหมายว่าคืออะไร อย่างคำว่า ‘ตุ๋ย’ เขาไม่เข้าใจว่าพฤติกรรมแบบนี้มีบนโลก ก็ไปเอาชื่อคนมาตั้งเป็นคำเรียก เหมือนตั้งชื่อต้นไม้หรือชื่อสปีชีส์สัตว์จากคนค้นพบ หรือคำว่า 'อัดถั่วดำ' ก็มาจากคนชื่อถั่วดำ มันเป็นความพยายามจะนิยามโดยไม่มีความรู้ การที่บอกว่ามันผิดปกติอาจเพราะว่าคนที่นิยามไม่เข้าใจความหลากหลายที่มีอยู่ ไม่ดีก็เลว ไม่ชายก็หญิง ไม่ขาวก็ดำ มันจะดีกว่าไหมถ้าให้คนกลุ่มนี้นิยามตัวเองแทน”

    ปัญหาคือการนิยาม ?

    “เพราะการนิยามมันถูกนิยามโดยคนอื่น โดยส่วนตัวเลยคิดว่าเป็นปัญหา เพราะเราไม่ปล่อยให้เจ้าตัวนิยามตัวเอง มันก็กลายเป็นการสร้างคำจำกัดความให้เขา ขณะเดียวกัน การนิยามมันก็มีรหัสซ่อนเร้นที่เป็นอคติด้วย เช่น ไม่ปกติ ไอ้นี่มีกรรม ไอ้นี่ผิดธรรมชาติ ปัญหาจึงมีทั้งเราไม่ปล่อยให้เขานิยามตัวเอง และในคำนิยามก็มีอคติอยู่ด้วย

    “โดยส่วนตัวก็พยายามทำความเข้าใจ เขานิยามฉันแบบนี้เพราะมีความคิดแบบพุทธจ๋า มองว่าเป็นเรื่องของกรรม ก็ถือว่าได้ความรู้ใหม่ว่าคนๆ นี้มีโลกทัศน์แบบไหน ซึ่งก็เข้าใจคนพูดนะ มันมีมายาคติ วาทกรรมบางอย่าง ที่สร้างความเป็นอื่นให้กับฝ่ายที่เขาไม่สามารถเข้าใจได้ ทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองปกติ แล้วอีกฝ่ายไม่ปกติ”

    ตัวคุณเองมีปัญหากับการถูกนิยามบ้างไหม

    “ก็มีบ้าง แล้วแต่อารมณ์ ขึ้นอยู่กับคนที่มานิยามและบริบทของการนิยาม ถ้าแพทย์มาบอกว่าเป็นความผิดปกติอย่างนั้นอย่างนี้ ก็พยายามทำความเข้าใจ แต่ถ้านิยามโดยบอกว่า อีนี่ผิดปกติ ชี้หน้าด่า 'อีตุ๊ดๆๆ' ก็มีตบได้นะ (หัวเราะ) มันขึ้นอยู่กับคนนิยามและบริบทของการนิยามด้วย”


    -------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------



    จากการอ่านข้อความดังกล่าว ถ้าท่านผู้อ่านเป็นคนที่ศึกษาแนวคิดและความรู้ทางด้านสังคมศาสตร์ที่เกี่ยวกับเพศที่ 3 ก็จะพอเห็นด้วยกับวิธีคิดและการให้เหตุผลของข้อความนี้ แต่อย่างไรก็ตาม ท่านผู้อ่านก็จะเห็นได้ว่า มันยังมีมุมมองบางอย่างที่สะท้อนและพูดถึงพระพุทธศาสนา ซึ่งเกรงว่าอาจจะยังไม่ค่อยถูกต้องนักซ่อนอยู่ ซึ่งก็คือ


    "การนิยามมันก็มีรหัสซ่อนเร้นที่เป็นอคติด้วย เช่น ไม่ปกติ ไอ้นี่มีกรรม ไอ้นี่ผิดธรรมชาติ ปัญหาจึงมีทั้งเราไม่ปล่อยให้เขานิยามตัวเอง และในคำนิยามก็มีอคติอยู่ด้วย"

    “โดยส่วนตัวก็พยายามทำความเข้าใจ เขานิยามฉันแบบนี้เพราะมีความคิดแบบพุทธจ๋า มองว่าเป็นเรื่องของกรรม ก็ถือว่าได้ความรู้ใหม่ว่าคนๆ นี้มีโลกทัศน์แบบไหน ซึ่งก็เข้าใจคนพูดนะ มันมีมายาคติ วาทกรรมบางอย่าง ที่สร้างความเป็นอื่นให้กับฝ่ายที่เขาไม่สามารถเข้าใจได้ ทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองปกติ แล้วอีกฝ่ายไม่ปกติ”



    ซึ่งถ้าหากเราอ่านข้อความทั้งหมด รวมถึงข้อความที่ยกตัวอย่างมาข้างบน เราจะเห็นว่าผู้พูดมองว่าความรุนแรง การกดทับ ดูถูก และการนิยามความผิดปกติต่อเพศที่ 3 นั้นมาจากอุดมการณ์ทางการเมืองและความเชื่อทางศาสนา โดยเค้ามองว่าวาทะกรรมในเรื่องของ"กรรม" มันเป็นการนิยามหรือเป็นคำอธิบายที่มีมายาคติต่อเขา คือมีลักษณะของอคติ กดทับ ดูถูก และสร้างความไม่ปกติให้แก่เขาที่เป็นเพศที่ 3 ซึ่งในความเป็นจริงแล้วพระพุทธศาสนาไม่ได้มีลักษณะเหล่านี้ต่อเพศที่ 3 เลย แต่ลักษณะที่ว่านี้มันเป็นผลมาจากความคิดที่ยังมีอคติ กดทับ ดูถูก และมองว่าเพศที่ 3 เป็นความผิดปกติที่ซ่อนอยู่ในตัวของคนนั้นๆที่นิยามตัวผู้พูดซึ่งเป็นเพศที่ 3 นั่นเอง


    ทั้งนี้โดยทั่วไปแล้วความคิดหรือความรู้สึกในทำนองนี้จะมีอยู่ค่อนข้างมากในสังคมทั่วๆไปที่พูดถึงความเกี่ยวโยงของพระพุทธศาสนาในแง่ของกรรมกับความเป็นเพศที่ 3 ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องผิดปกติแต่อย่างใด เพราะถ้าเราลองไปอ่านเรื่องอื่นๆ เราจะพบว่ามันมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับพุทธศาสนาซ่อนอยู่ในหลายๆเรื่องหลายๆประเด็นที่คนพูดกัน ไม่ว่าจะเป็นมายาคติเรื่องฤทธิ์(สายวิชชาสามและอภิญญา) เรื่องเพศที่ 3 ไม่เว้นแม้แต่เรื่องชนชั้น(class)ที่พระพุทธศาสนาถูกหยิบยกไปใช้อย่างแอบแฝง จนถูกครหาจากผู้ที่ไม่เข้าใจว่ายึดถือในหลักกฎแห่งกรรมจนกลายเป็นการกดขี่คนที่มีความด้อยกว่าทางฐานะและชนชั้นไปเลยก็มี


    ดังนั้นจึงอยากจะให้ท่านผู้อ่านที่ไปเจอมายาคติเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาต่างๆเหล่านี้ ให้ช่วยอธิบายความเข้าใจที่ถูกต้องต่อพระพุทธศาสนาแก่บุคคลอื่นๆด้วยความปรารถนาดีและมีเหตุมีผลด้วยนะคะ เพราะคนทั้งหลายเหล่านี้เค้าอาจจะมีความรู้ความเข้าใจในศาสตร์อื่นๆที่ไม่ใช่พระพุทธศาสนา ดังนั้นเวลาพูดหรือแสดงความคิดเห็นก็อาจจะเข้าใจผิดไปบ้าง ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ผิดแต่อย่างใด เพราะคนเรานั้นจะให้รู้และเข้าใจถูกต้องในทุกๆเรื่องนั้นเป็นไปไม่ได้ และคนเราในปัจจุบันนี้ก็มักจะรู้ศาสตร์ที่ตนเองเชี่ยวชาญเพียงศาสตร์เดียว อันเนื่องมาจากผลของการแบ่งแยกองค์ความรู้ทั้งหลายออกเป็นศาสตร์แต่ละแขนง และเซ็ทระบบการศึกษาให้คนทุกคนเข้ารับความรู้ได้เพียงศาสตร์ที่ตนเองสนใจ เช่น นิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ จิตวิทยา แพทย์ สถาปนิก การเงิน ฯลฯ ดังนั้นมันจึงยากที่คนเราจะสามารถเข้าใจศาสตร์อื่นๆที่ตนไม่ได้ศึกษา หรือมองอะไรๆอย่างรอบด้าน เป็นองค์รวม และบูรณาการได้นั่นเอง


    และเมื่อจขกท.คิดได้ดังนี้แล้ว ก็ได้ตอบโพสต์นั้นไปเพื่ออธิบายสร้างความเข้าใจให้มากขึ้นดังนี้ค่ะ



    "น่าสนใจดีค่ะ ส่วนตัวค่อนข้างเห็นด้วยกับความคิดข้างบน แต่อย่างไรก็ตาม ขอแสดงความคิดเห็นในฐานะที่เป็นเพศที่ 3 และศึกษาพุทธศาสนามาพอสมควรนะคะ สำหรับมุมมองในทางพุทธศาสนาที่อธิบายการเป็นเพศที่ 3 ว่าเป็นเรื่องของกรรมนั้น ถ้าศึกษาให้ลงลึกจริงๆ จะไม่มีลักษณะของการกดทับและยัดเยียดสร้างความเป็นอื่นให้ค่ะ ทั้งนี้เพราะพุทธศาสนาพูดถึงเพศที่ 3 ในลักษณะของการอธิบายถึงสาเหตุแห่งการเป็นเพศที่ 3 ว่ามาจากกรรมใดมากกว่า และถือว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องธรรมดา เพราะไม่ว่าใครก็เคยเกิดมาเป็นเพศที่ 3 ทั้งนั้น ไม่เว้นแม้แต่พระพุทธองค์เมื่อครั้งยังไม่ได้ตรัสรู้ยังบำเพ็ญเพียรเป็นพระโพธิสัตว์อยู่ ดังนั้นพุทธศาสนาจึงไม่ได้มีการกีดกันการเข้าถึงธรรม กดทับ ดูถูก หรือสร้างความเป็นอื่นให้แต่อย่างใด แต่เนื่องจากสังคมไทยมองเรื่องนี้อย่างไม่เข้าใจมาช้านาน ดังนั้นเวลาเอามุมมองทางพุทธศาสนาเข้ามาพูดเข้ามาอธิบาย มันเลยเจือด้วยมายาคติของคนที่ยังมองเรื่องนี้ในลักษณะของการกดทับ ดูถูก และสร้างความเป็นอื่นให้เพศที่ 3 ผ่านวาทกรรมที่บุคคลนั้นๆเข้าใจว่าคือพุทธที่แท้จริงไปค่ะ"


    ปล. ส่วนตัวอยากจะบอกเพิ่มเติมด้วยว่า บุคคลที่มีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา และมีเคารพนับถือในพระรัตนตรัยนั้น ย่อมทรงไว้ซึ่งพรหมวิหารธรรมแก่เพื่อนมนุษย์ทั้งหลายและสรรพสัตว์ทั้งหลายอยู่เป็นปกติ ดังนั้นความคิดและจิตใจที่จะไปดูถูกหรือเหยียดหยามคนอื่นๆที่มีความแตกต่างในฐานะ การศึกษา เพศ เชื้อชาติ หรือสีผิว ย่อมไม่มีแก่คนเหล่านั้นค่ะ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 25 กันยายน 2014
  8. วันทยา

    วันทยา เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    45
    ค่าพลัง:
    +137
    ขออนุโมทนาในทุกๆบุญกุศลที่คุณWhite Sageได้สร้างสมมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันค่ะ
    ขอบคุณในความเมตตาที่เล่าประสบการณ์ดีๆ ให้มีกำลังใจในการปฏิบัติธรรม และความมีศรัทธาเคารพ ในพระพุทธ พระธรรมและพระอริยสงฆ์ ค่ะ
     
  9. khunlung

    khunlung สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 มีนาคม 2014
    โพสต์:
    4
    ค่าพลัง:
    +19
    เคยอ่านกระทู้นี้เมื่อนานมาแล้ว เพิ่งมาสะดุดเห็นนี่แหละฮะ ว่าเรียน คณะเดียวกัน รุ่นเดียวกันฮ่าๆ

    :p

    ตอนแรกแปลกใจว่า เอ๊ะ เรียนรัฐศาสตร์ มธ มีสอบ o-net a-net มาถึง หน้า 4 ถึงบางอ้อเลย ว่ารุ่น 59 เหมือนกัน ฮ่าๆ

    เก่งมากเลยฮะ เข้าออกฌานได้คล่องดี

    เรื่องกำลังใจพระโพธิสัตย์ นี่ นึกไม่ออกเลยฮะ จะอวยพร ว่าอะไรดี ตอนแรกอยากอวยพรว่าขอให้ บรรลุ สัมโพธิญาณ ไวๆ คิดไปคิดมา (อ่าาาถ้าได้รับคำทำนายแล้ว เวลาต้องล๊อคแล้วนินา)

    จะขอให้ทุกข์น้อย พอทนได้จนกว่าจะบรรลุธรรม (ก็คิดได้ว่า อ่าา กำลังใจโพธิสัตย์ท่านน่าจะเป็นกลางต่อทุกข์แล้วนี่น่า เคยอ่านมาว่าท่านเห็นทุกข์ตัวเองเป็นเรื่องเล็กน้อย ฮี่ๆ)
    ปล.จะรู้สึกว่าโลกกลมกว่านี้ ถ้าอยู่โต๊ะเดียวกัน แต่คิดว่าไม่น่าจะใช่ :p
    ปล2. คณะนี้ทั้งผู้หญิง ผู้ชายกินเหล้า กันโม๊ด ฮ่าๆๆ (หรืออาจ จะ นศ ส่วนใหญ่)
     
  10. White Sage

    White Sage เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 ธันวาคม 2013
    โพสต์:
    282
    ค่าพลัง:
    +1,740
    มีเพื่อนรุ่นเดียวกันเล่นเว็บพลังจิตด้วยหรอเนี่ย o_O ไม่น่าเชื่อว่าเด็กรัฐศาสตร์จะมาแนวนี้ ฮ่าๆๆ ชื่ออะไรอ่ะ khunlung แล้วอยู่โต๊ะไหนเนี่ย? แล้วไหงมาสมัครสมาชิกเว็บพลังจิตล่ะ?

    ปล. เรื่องทุกข์นี่ ถ้าบารมี(กำลังใจ)ยังไม่เข้มแข็ง คงทน(ขันติ)และวางเฉย(อุเบกขา)ไม่ได้ตลอดหรอกจ้า T^T / ส่วนเรื่องคำทำนาย อันนี้ไม่รู้เหมือนกัน เพราะไม่เคยได้รับการยืนยันเลยจ้า แต่อยากให้ได้รับการทำนายเหมือนกัน ไม่อยากเกิดนาน เพลียยย

    ปล.2 อิอิ คณะเรานอกจากเป็นสิงห์แดงแล้วก็คอทองแดงด้วย เอิ๊กส์
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 16 สิงหาคม 2014
  11. khunlung

    khunlung สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 มีนาคม 2014
    โพสต์:
    4
    ค่าพลัง:
    +19
    โต๊ะ ควันขาว อะไรสักอย่างเราเรียนแค่ปีเดียวอ่ะ แล้วซิ่วไปคณะอื่น
    เจอ อ.ธเนศ เจอมาคี ไป ดีๆ มาก่อนนี่ยังทำให้ลังเลในความดีได้ ฮ่าๆ (เรียนพวกสายสังคมมากๆ ทำให้ฟุ้งซ่าน ฮ่าๆ คิดๆๆ แต่ไม่รู้ตัวว่าคิด สงสัยมันไปโม๊ด แต่ไม่รู้ว่ากำลังสงสัย มันก็สงสัยไม่จบสะทีอิๆ)

    อ่านอย่างเดียวมาเกือบปีนะ พอดี จิตมันรวมเป็นอัปนา ตอนใหม่ๆ ก็เลยตื่นเต้น สงสัยว่า เห้ยอาการแบบนี้มันอะไร (ตามประสามือใหม่หัดภาวนา) (เราเป็นคนขี้ตื่นเต้น แบบตอนนั้นก็ว้าว เห้ย จิตนี่มันคนละอันกับกาย โอว้ พอมันรวมแล้วมันเด่นขึ้นมา กายหายไป ไอ้แบบนี้ในโลกก็มีด้วยโว้ย เลยเป็นมิฉฉาทิฐฐิ ไปพักนึงว่า จิตเที่ยงฮ่าๆ) (จริงๆ ตอนจะเข้า มันก็รู้ด้วยจิตแหละ ว่า เนี่ย เอ็งกำลังจะเข้าฌาน 4 พอท่ามกลางก็รู้ พอจะออก ก็รู้ว่าจะออก แต่อยากหาคนคุยด้วยอิๆ)

    ตอนนั้นก็ลังเลว่า จะไปโพสพันทิป หรือ เวปไหน ดี เวปนี้สมัครง่ายกว่าพันทิป ก็เลย เอาที่นี่แหละ ฮ่าๆ

    ปล.เรื่องทุกข์นี่ประสบการณ์ส่วนตัวนะ ฟังหูไว้หูเด้อ กลัวสอนผิดเหมือนกัน มันต้องย้อนกลับไปตอบคำถามอ่ะ ว่า บำเพ็ญบารมีไปเพื่อใคร (ส่วนตัวเราเจริญสตินะ มันมีอาการของจิต ตัวนึง มันจะมีเมตตามากแผ่ไป ไม่มีสิ้นสุด สละได้ทุกอย่าง แต่มันก็เกิดๆ ดับๆ ของมันอ่านะ แต่เวลาทุกข์มากๆ เนี่ยมันก็จะมีอาการของจิตอีกตัวนึง มันจะเหมือนกับเวลามีคนมาดึงเชือกแล้วเราดึงกลับ ไอ้ที่จะให้จะให้ เนี่ย เจอตัวนี้ไป พอมันโผล่มา ความคิดมันทำงานละว่า อะไรกันหว่า จะเอาอะไรกับกูหนักหนา กระซิกๆ นอนตัวงอตัดพ้อโลก ขันติ วิริยะ นี่ เอาจริงๆ ถ้าไปกดมันมากๆ มันเก็บกดนะ
    (เหมือนฌาน อ่ะ ตอนมันยังไม่เสื่อมนี่ก็แบบโอว้กามทางโลกกูไม่เอาแล้วโว้ย แต่พอมันเสื่อมก็แบบฮ่าๆ ไอ้ที่กดไว้มันมาคูณสอง คูณสามหมดเลย) มันจะตึงไป เคยฟังคุณดังตฤณ(หลวงพ่อปราโมทย์ด้วย) บอกว่า ขันติ นี่ไม่ใช่ไปทนมากๆ มันจะเก็บกด ให้เป็นกลางต่อทุกข์(สุข)จะดีกว่า (ซึ่งเราก็ยังทำไม่เป็นแหละ อิๆ) ดูในเน็ตเห็นมีคนปราถนา พุทธภูมิไปถามท่านอยู่เหมือนกัน ฮี่ๆ

    ปล.พยายามจะหาคลิปน้า แต่หาคลิปนั้นไม่เจอ แต่ท่านพูดพอจำได้ว่า ถ้าเป็นกลางต่อสุขทุกข์แล้ว พอไปเจอพุทธเจ้า ท่านเห็นจิตแบบนี้ ท่านก็จะทำนายให้อ่ะ แล้วก็ทำบารมีต่อ
    ปล2.เจอแต่ลิงค์นี้อ่า http://www.dhammada.net/2010/06/24/2566/
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 17 สิงหาคม 2014
  12. อุทยัพ

    อุทยัพ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    3,565
    ค่าพลัง:
    +18,071
    สวัสดีครับรุ่นพี่ อิอิ ผมสิงห์แดง64นะครับ :p
    ปล.ควันขาวไม่มีนะครับ มีแต่ขาวควัน-จำปีเหนือ


    เรียกได้ว่ากินเหล้าแทนน้ำเลยก็ว่าได้นะครับพี่เฟม :p
     
  13. White Sage

    White Sage เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 ธันวาคม 2013
    โพสต์:
    282
    ค่าพลัง:
    +1,740

    อ่อ จ้า โต๊ะควันขาวไม่มีนะ มีแต่โต๊ะขาวควัน-จำปีเหนือ(ตามที่น้องอุทยัพบอก น้องเค้าเป็นรุ่นน้องสิงห์แดงเหมือนกัน) ส่วนเราอยู่โต๊ะแสงจันทร์ล่าง เป็นโต๊ะที่บรรพบุรุษโต๊ะเป็นเด็กเรียนทนกลิ่นบุหรี่กับเหล้าไม่ไหว(มั้ง)เลยแยกออกมาจากโต๊ะแสงจันทร์อีกที ฮ่าๆๆ


    ว่าแต่ซิ่วไปคณะไหนอ่ะ เท่าที่เราจำได้เคยได้ยินเหมือนกันว่าเพื่อนปีหนึ่งบางคนเค้าเข้ามาเรียนแล้วรู้สึกไม่โอเคและไม่ใช่แนวเลย ก็เลยตัดสินใจย้ายไปคณะอื่นอ่ะ khunlung น่าจะเป็นหนึ่งในนั้น


    ฮ่าๆ ถ้าเรื่องอ.ธเนศ เราไม่ได้เรียนกับอ.แกอ่ะ และส่วนใหญ่เราก็ไม่ค่อยสนใจเรียนด้วย ชอบโดดไปนั่งสมาธิไปทำกิจกรรมกับอ.ฆราวาสมากกว่า แต่ที่ออกจริงๆคือเป็นไปตามวาระกรรมที่พระท่านบอกไว้ แล้วเราก็รู้ตัวด้วยในตอนนั้น แต่เราก็ขอพระท่านจริงๆว่าขอไปฝึกฝนวิชาแบบทางโลกให้เต็มที่ เพราะต้องการพิสูจน์ว่าการปฏิบัติธรรมโดยเฉพาะในเรื่องของญาณ มันจะทำให้เราขาดเหตุขาดผลอย่างที่มนุษย์ควรจะมีในทางโลก(ที่เค้าว่ากัน)หรือเปล่า


    ซึ่งผลที่ได้มันก็ไม่ใช่นะ เราพบว่าจริงๆแล้วพุทธศาสตร์มันไปไกลกว่าศาสตร์ทางโลกมาก อะไรที่เป็นเหตุเป็นผลในทางโลก มันเหมือนกับว่าเป็นแค่สับเซตหรือส่วนหนึ่งขององค์ความรู้ในทางพุทธศาสตร์อ่ะ แล้วผลที่ได้จากการเรียนในคณะนี้มันก็ทำให้เรากล้าคิดกล้าตั้งคำถามอะไรหลายอย่าง แล้วก็ดันเจอคำตอบอะไรหลายอย่างให้กับตัวเองได้ อาทิเช่น ความเข้าใจผิดอะไรหลายๆอย่างที่คนไม่รู้เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาอ่ะ ซึ่งจุดนี้มันทำให้เราได้มีโอกาสมาอธิบายคนอื่นๆที่เค้าไม่เข้าใจอ่ะ


    จริงๆอ.หลายๆท่านที่เคยเรียนด้วยในภาคการเมืองการปกครอง เช่น อ.เกษียร เตชะพีระ อ.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ ท่านสอนอะไรเราดีๆหลายอย่างนะ ยกตัวอย่างอ.เกษียร จะสอนประมาณว่าคนเรานั้นต้องรู้ว่าในชีวิตนี้เราจะต้องรู้อะไรบ้าง แล้วก็ต้องมานั่งดูว่าเรารู้อะไรไปแล้วบ้าง เหลืออะไรที่เรายังไม่รู้ แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือสิ่งที่เราก็ไม่รู้ตัวเองว่าเราไม่รู้ ตรงนี้มันจะทำให้เราเกิดการพัฒนาตัวเอง และก็ไม่คิดว่าตัวเองเก่งหรือฉลาด เพราะสุดท้ายแล้วเราจะรู้ตัวเองว่ามันยังมีอะไรที่เราไม่รู้อีกเยอะ ซึ่งตรงนี้เราอยากจะบอกว่ามัน apply ได้กับการปฏิบัติธรรม เพราะการปฏิบัติธรรมนั้นถ้าเรายังคิดว่าตัวเองดีหรือฉลาดอยู่ นั่นเท่ากับว่าเรากำลังเลวและโง่มาก (ตามคำสอนของหลวงพ่อพระราชพรหมยาน)


    ซึ่งสุดท้ายปัจจุบันนี้เราได้ my mapping แผนที่ศาสตร์ความรู้ในใจเราอย่างคร่าวๆแล้วล่ะ(ตามประสาพุทธภูมิ)คือ ความรู้ในโลกนี้แบ่งออกได้ 3 ศาสตร์ใหญ่ๆ

    1. วิทยาศาสตร์สาขาต่างๆ อันนี้เป็นพื้นที่ของศาสตร์ที่สามารถพิสูจน์ให้เห็นชัด เป็นประจักษ์นิยม และสัมผัสได้เป็นรูปธรรม

    2. สังคมศาสตร์สาขาต่างๆ อันนี้เป็นพื้นที่ของศาสตร์ที่ประกอบไปด้วยส่วนที่สามารถเห็นได้ชัดเป็นรูปธรรมและส่วนที่เป็นศิลปะ เลยเห็นชัดน้อยลงมากว่าศาสตร์ทางวิทยาศาสตร์

    3. พุทธศาสตร์กับศาสตร์ทางจิตอื่นๆ(พวกไสยศาสตร์ต่างๆ) อันนี้เป็นพื้นที่ของศาสตร์ที่ต้องพิสูจน์ด้วยจิตเท่านั้น ซึ่งตรงนี้ต้องขอบอกว่าไสยศาสตร์มีจริง ถ้าใครเจอกับตัวเองมาบ้างจะรู้ดี ส่วนตัวเราเองเจอมาแล้วแต่เป็นลักษณะของศาสตร์ที่ไม่ได้เบียดเบียนเราทางร่างกาย แต่เบียดเบียนในลักษณะทางใจ ซึ่งตรงนี้พระท่านได้ทายไว้แล้วว่าจะเจอกรรมในลักษณะนี้(แต่ท่านไม่บอกเราว่าคืออะไร ท่านบอกแต่ลักษณะอาการที่จะเกิดขึ้น) ซึ่งตอนนั้นเราก็ไม่รู้หรอกว่ามันมีศาสตร์พวกนี้อยู่ ก็เลยได้แต่งงๆจนกระทั่งเจอจริงๆ

    *** ในเรื่องของกรรมลักษณะนี้ บางทีเราก็ต้องเข้าใจด้วยว่ามันเป็นผลของกรรมที่เราเคยทำมาแต่อดีต ซึ่งพระที่ท่านปฏิบัติดีปฏิบัติชอบก็ล้วนประสบด้วยกันมาทั้งนั้น ตั้งแต่หลวงปู่ปานจนถึงหลวงพ่อฤาษี ซึ่งตอนที่เราไปอ่านหนังสือของพวกท่าน เราพบว่าแม้ท่านจะเจอกรรมแบบนี้ แต่จิตของท่านก็ทรงอยู่ในคุณธรรมความดีอยู่ตลอดเวลาไม่เสื่อมคลาย จุดนี้จึงทำให้เราประทับใจมาก และยิ่งได้อ่านหนังสือของพระองค์อื่นๆเราก็พบว่าบางทีคนพวกนี้เค้าไม่รู้ตัวว่าสิ่งที่เค้าทำไปนั้นเป็นการทำร้ายคนอื่น หรือบางทีก็เป็นเพราะต้องหาเลี้ยงชีพหรือถูกหน้าที่บังคับ ฉะนั้นบางทีมันก็พูดยากเหมือนกัน เพราะถ้าเราไม่เคยเกิดเป็นคนแบบนี้มาก่อนเราก็คงไม่เจอกรรมแบบนั้น เลยอยากให้คนที่เจอแบบนี้ให้พยายามหาทางป้องกันและหมั่นบำเพ็ญทาน ศีล ภาวนาแล้วอุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวรมากๆ แล้วก็พยายามแผ่เมตตาให้กับคนเหล่านั้นด้วย



    สำหรับเรื่องพุทธศาสตร์นี่ หลังจากที่ได้กลับมาสู่ทางธรรมอีกครั้ง เราก็ได้ไปอ่านพบว่าหลวงพ่อฤาษีลิงดำท่านเคยกล่าวไว้เกี่ยวกับสติปัฏฐานแบบสรุปรวบยอดว่า จริงๆแล้วสติปัฏฐานนั้นสุดท้ายแล้วคือจิตตานุปัสสนา ซึ่งส่วนนี้มันดันไปตรงกับสภาวะที่เคยเกิดกับเราตอนที่ปฏิบัติธรรมก่อนหน้า ถ้าให้อธิบายในภาษาของสติปัฏฐานอย่างง่ายก็คือ เราเริ่มต้นจากการฝึกมโนมยิทธิและฝึกสมาธิให้มีความทรงตัว โดยใช้ลมหายใจ(อานาฯ)กับภาพพระ(พุทธานุสติ) แล้วจับหลักแค่ตัวนิวรณ์ ๕ อย่างเดียวในธัมมานุปัสสนา จากนั้นก็ค่อยๆทำทีละนิดทีละหน่อยจนจิตติดใจในสมาธิมากขึ้นๆ จากนั้นก็เริ่มเห็นจิตได้มากขึ้นๆ(เพราะอาศัยสมถะเป็นพื้นฐาน) แล้วมารวมกับคำสอนของพระท่านในเรื่องมานะกิเลส(การเห็นว่าเราดีกว่าเขา เราเลวกว่าเขา เราเสมอเขา) และคำสอนของหลวงพ่อฤาษีในเรื่องของการไม่สนใจจริยาของบุคคลอื่น(ใครจะดีจะเลวก็ช่างเขา แต่หมั่นรักษาใจเราให้ทรงอยู่ในความดีตลอดเวลา)อันเป็นการรวมแล้วทำแบบงูๆปลาๆไปเรื่อยๆ จนสุดท้ายพระท่านก็มาสงเคราะห์ในเรื่องต่างๆ และเราก็ได้คำตอบในวันหนึ่งว่าจริงๆแล้วสุดท้ายทุกอย่างมันก็ลงที่จิต ดังนั้นสติปัฏฐาน 4 ก็ต้องลงที่ตัวจิตคือจิตตานุปัสสนานี่หน่า เป็นอันว่าบังเอิญเกิดไปตรงกับคำสอนของหลวงพ่อท่านที่ได้อ่านในภายหลังพอดี


    เหตุการณ์ทั้งหมดนี้มาพอรวมกับการที่ได้ศึกษาคำสอนของหลวงพ่อท่าน ทำให้เราได้รู้ว่าจริงๆแล้วคนที่ปรารถนาพุทธภูมินั้นต้องศึกษาพุทธศาสตร์ต่างๆให้ครบไม่ว่าจะเป็นกรรมฐาน ๔๐ หรือมหาสติปัฏฐานสูตร แถมยังต้องศึกษาอารมณ์พระอริยเจ้าให้ครบถ้วนอีกต่างหาก และเมื่อศึกษาแล้วก็ต้องหมั่นทรงอารมณ์ต่างๆเหล่านี้ให้ได้ตลอด หากทำได้อย่างนี้เมื่อไหร่บารมีก็จะเต็มบริบูรณ์พอดี ดังนั้นเมื่อเรามาคิดๆดูแล้วคนที่เป็นพุทธภูมินี่ต้องรู้ให้รอบ รู้ให้จริงในพุทธศาสตร์จริงๆ ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นสายใด ทั้งสุขวิปัสสโก วิชชาสาม อภิญญา และปฏิสัมภิทาญาณ ก็ล้วนแล้วแต่สำคัญทั้งหมด


    พอคิดได้แบบนี้เราก็เลยเกิดความคิดขึ้นมาว่า ถ้าหากเราอยากจะเป็นพุทธภูมิที่ดีและช่วยค้ำจุนพระพุทธศาสนาจริงๆ เมื่อเรามองไปด้วยใจที่มีพรหมวิหารธรรมแล้ว ไม่ว่าจะเป็นสายการปฏิบัติใด หากเป็นคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว เราก็จะต้องช่วยสนับสนุนส่งเสริมและรักษาเอาไว้ให้มั่นคงนั่นเอง


    แต่ถ้าถามเราในตอนนี้ เราว่าคนที่จะรู้พุทธศาสตร์อย่างครบถ้วนทุกด้านนั้นหายากมาก เนื่องจากต้องเป็นระดับพระโพธิสัตว์ปรมัตถบารมี(๑๐ ชาติสุดท้าย)เท่านั้น มันเลยเกิดปรากฏการณ์ในลักษณะที่ว่าเห็นฌานสมาบัติหรือเรื่องฤทธิ์เป็นสิ่งที่ไม่ดีไปซะอย่างนั้น ซึ่งตรงนี้ถ้าเราไปศึกษากันให้จริงๆแล้วจะพบว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่พระพุทธองค์ทรงสั่งสอนนั้นดีหมด สามารถพาให้เราหลุดพ้นได้หมด ดังนั้นหากว่าเราพบว่าผู้ปฏิบัติธรรมท่านใดยังพูดถึงคำสอนบางส่วนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าไม่ดีหรือไม่ตรงทางอยู่ ขอให้ท่านทราบว่าท่านผู้นั้นอาจจะรู้ไม่ครบถ้วนอย่างแท้จริง ซึ่งก็เป็นเรื่องธรรมดาของนักปฏิบัติทุกคน (เพราะส่วนตัวก็ยังเข้าใจแค่เพียงเบื้องต้นเหมือนกัน) และขอให้ศึกษาธรรมจากท่านผู้นั้นแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์กับตัวเราค่ะ


    ปล. เรื่องฌานกดทับนี่เจอมาเหมือนกัน อิอิ ตอนแรกๆที่ปฏิบัติมันก็กดไว้ล่ะ ทีนี้พอเกิดโมโหใครขึ้นก็ระเบิดเลยเหมือนกัน ส่วนตัวคิดว่าคนที่ฝึกมาทางเจโตวิมุตติ หรือเน้นฌานมาก่อนน่าจะเจอทุกคน ซึ่งวิธีแก้ก็ไม่ยากก็ทำไปเรื่อยๆ ทำทีละนิดทีละหน่อย ถ้ารู้สึกเครียดหรือหนักก็ผ่อนลง เดี๋ยวสุดท้ายมันจะมีพัฒนาการของมันไปเรื่อยๆเอง

    ส่วนเรื่องขันติกับวิริยะ แรกๆตอนไม่เข้าใจมันก็จะออกแนวเก็บกดเหมือนกัน แต่ถ้าตามความเป็นจริงมันน่าจะเป็นลักษณะของขันติบารมี คือจิตอดทนอดกลั้นต่อทุกขเวทนาที่เข้ามากระทบแล้วใช้ปัญญาบารมี วิริยะบารมี เข้ามาตัดกิเลสจนเป็นอุเบกขาบารมี อันนี้อธิบายตามแบบของหลวงพ่อฤาษีนะ ว่าเวลาเกิดบารมีตัวหนึ่งบารมีที่เหลืออีกเก้าตัวก็จะมาด้วย(ซึ่งสภาวะก็น่าจะเป็นไปตามที่หลวงพ่อปราโมทย์ท่านบอกอ่ะ เดาเอา)

    ปล. 2 เรื่องสอนผิดนี่เราก็กลัวเหมือนกัน เพราะถ้าสอนผิดแล้วทำให้คนเป็นมิจฉาทิฐินี่โทษยาวเลย ดังนั้นเวลาเราจะพิมพ์อะไรออกมานี่เช็คแล้วเช็คอีกเหมือนกัน - -*
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 29 สิงหาคม 2014
  14. White Sage

    White Sage เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 ธันวาคม 2013
    โพสต์:
    282
    ค่าพลัง:
    +1,740
    ฮ่าๆ รีบมารายงานตัวเลยนะ อิอิ / เรื่องกินเหล้านี่บางคนเมาทั้งวันจริงๆ แต่ดันได้เกียรตินิยม เอากะเค้าสิ(ไม่รู้ทำได้ยังไง สงสัยกรรมดีกำลังส่งผล อุอุ) :p
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 18 สิงหาคม 2014
  15. GROLY

    GROLY เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    2,024
    ค่าพลัง:
    +8,000
    อนุโมทนาบุญพระกรรมฐานกับ จขทก.ด้วยครับ
    ผมก็เคยฝึกมโนมาหลายครั้ง แต่ไม่ได้ฝึกต่อเนื่องก็เลยไม่ก้าวหน้าซักที ภาระทางโลกบ้าง กรรมส่งผล มารทดสอบกำลังใจบ้าง ช่วงไหนที่ตั้งใจปฏิบัติแบบจริงๆจังๆก็จะโดนแบบทดสอบแบบหนักๆ ช่วงหลังโดนจนหมดกำลังใจเลิกสวดมนต์นั่งสมาธิไปนานเลย
    พึ่งจะรวบรวมกำลังใจมาเริ่มปฏิบัติใหม่ได้ไม่นานครับ
     
  16. จ่ายักษ์

    จ่ายักษ์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 สิงหาคม 2014
    โพสต์:
    1,850
    ค่าพลัง:
    +2,376
    คึกฤทธิ์แห่งสำนักวัดนาป่าพง หมิ่น มโนมยิทธิญาณ ที่หลวงพ่อฤษีแสดงไว้ ว่า ไม่มีส่วนได้แห่งมรรคผล เป็นเรื่องปรุงแต่ง

    ตรวจสอบด้วยนะครับ ทำเล่ห์จ้องเล่นงานโดยเฉพาะ

    [ame]https://youtu.be/SdjCBRxIIZU[/ame]
     
  17. somkiatfem

    somkiatfem เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 เมษายน 2016
    โพสต์:
    328
    ค่าพลัง:
    +195
    สอบถามมีท่านใดได้เคยพิสูจน์ มโน ไหมครับ เช่น ในชีวิตประจำวัน สถานที่ต่างๆ ขอบคุณครับ

    สอบถาม ภาพที่เห็น เป็นภาพนิ่ง หรือ เคลื่อนไหม ครับ
     
Loading...

แชร์หน้านี้

Loading...