พัฒนาความสุขระดับต่างๆของพระพุทธศาสนา

ในห้อง 'พุทธศาสนา และ ธรรมะ' ตั้งกระทู้โดย มาจากดิน, 13 สิงหาคม 2017.

  1. มาจากดิน

    มาจากดิน เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 เมษายน 2008
    โพสต์:
    5,675
    กระทู้เรื่องเด่น:
    10
    ค่าพลัง:
    +2,371
    พระพุทธศาสนา คือ ระบบการพัฒนาความสุข

    ในพระพุทธศาสนา มีการกล่าวถึงความสุขชื่อต่างๆ หลากหลายมากมาย และจัดแบ่งไว้ ทั้งโดยขั้น และโดยประเภท เป็นสุข ๒ อย่าง ๓ อย่าง ๓ ขั้น ๕ ขั้น ฯลฯ ๑๐ ขั้น สูงๆขึ้นไป จนถึงความสุขอย่างสูงสุด

    ลองดูชื่อความสุข ในคัมภีร์ทั้งหลาย จะเห็นว่ามากมายเหลือเกิน ที่สำคัญก็มี ไม่สำคัญก็มี เช่นว่า บริโภคสุข อุปโภคสุข โภคสุข กายสุข จิตตสุข กายยิกสุข เจตสิกสุข กามสุข สามิสสุข หรืออามิสสุข นิรามิสสุข อุตุสุข เกียรติสุข ปุถุชนสุข มนุษยสุข ทิพยสุข มหาชนสุข สรรพโลกสุข มธุรสุข กุศลสุข ธรรมิกาสุข ภาวนาสุข นิตยสุข สังสารสุข โยคสุข โลกิยสุข โลกุตรสุข วัฏฏสุข วิวัฏฏสุข โอฬาริกสุข สุขุมสุข สมาธิสุข ฌานสุข วิปัสสนาสุข อริยสุข อนริยสุข วิเวกสุข สันติสุข วิโมกขสุข วิมุตติสุข สัมโพธิสุข บรมสุข ดังนี้ เป็นต้น


    ทั้งนี้ เมื่อพูดในแง่การปฏิบัติ ท่านกล่าวถึงความสุขต่างๆพร้อมทั้งบอกด้วยว่า อย่างไหน ขั้นไหน ดีอย่างไร ยังมีข้อเสียอย่างไร ความสุขอีกอย่างหนึ่ง หรืออีกขั้นหนึ่ง ดีกว่าอย่างไร

    การบอกให้รู้ว่า ความสุข มีมากมาย แล้วก็มีความสุขที่ดีกว่ากัน สูงกว่ากันขึ้นไป ก็เป็นการบอกให้รู้ว่าเราจะต้องมีการก้าวหน้า หรือพัฒนาขึ้นไปในความสุข หรือให้ถึงความสุขที่สูงขึ้นไปๆ เหล่านั้นด้วย

    เป็นอันว่า ความสุขมีมากมาย มีหลายขั้น หลายระดับ หลายประเภท และความสุขนั้นพัฒนาได้ และทุกคนก็ควรจะพัฒนาขึ้นไป จนกว่าจะถึงความสุขที่ดีเลิศยอมเยี่ยมที่สุด

    ทีนี้ การที่มีความสุขมากมายหลายอย่างหลายขั้น และสุขอย่างนั้น ดีกว่า แล้วอย่างโน้นยังดีกว่าอย่างนั้นอีก ตลอดจนว่าเราควรพัฒนาขึ้นไปให้ถึงความสุขที่สูงขึ้นไปนั้น ก็แสดงว่า ความสุขขั้นนั้นๆ ถึงจะดี แต่ก็ยังมีความไม่สมบูรณ์ เรียกอย่างภาษาพระว่า มีข้อดี และข้อด้อย


    ตรงนี้สำคัญ เมื่อเราจะพัฒนาก้าวหน้าไปได้ ก็ต้องรู้ข้อดี และข้อด้อย เป็นการจับจุดให้ชัด แล้วจึงจะพัฒนาไปได้ ดังนั้น พระพุทธศาสนาเวลาพูดถึงอะไร ก็จึงบอกให้ดูทั้งข้อดีข้อด้อย หรือข้อดีข้อเสียของสิ่งนั้นๆ เรื่องนั้นๆ พูดตามภาษาพระ ข้อดี เรียกว่า อัสสาทะ ข้อด้อยเรียกว่า อาทีนวะ

    ยิ่งกว่านั้น ยังมีด้านที่ ๓ ต่อไปอีกว่า จะต้องมีนิสสรณะคือทางออก หรือจุดที่ไปถึงแล้ว จะพ้นจากข้อดี และข้อด้อยนั้น หมายความว่า ไปสู่ภาวะที่สมบูรณ์หรือดีกว่านั้น

    ทีนี้ เมื่อพูดถึงความสุขแต่ละอย่างๆ ก็ให้ใช้หลักแง่ด้าน ๓ ประการนี้ มาตรวจดูด้วยว่า ความสุขอย่างนี้ ขั้นนี้ ก็ดีนะ มันมีอัสสาทะ คือข้อดีอย่างนี้ๆ แต่มันก็มีอาทีนวะ คือมีข้อด้อยข้อเสียอย่างนี้ๆ ด้วย

    แล้วในเมื่อมันไม่สมบูรณ์อย่างนี้ เราจะมีทางออกหรือทางพ้นไปจากสภาพที่ไม่สมบูรณ์นั้นอย่างไร จะได้หมดปัญหาปลอดโปร่งโล่งไปได้ นี่แหละนิสสรณะ พอถึงจุดนี้ การพัฒนาก็เดินหน้าต่อไปได้

    เท่าที่พูดมานี้ เป็นการบอกให้รู้ว่า ทางพระพุทธศาสนาถือว่า ความสุขมีมากมาย แตกต่างหลากหลาย และความสุขนั้นเป็นภาวะที่ต้องพัฒนาและการปฏิบัติในพระพุทธศาสนา พูดในสำนวนหนึ่ง ก็คือการพัฒนาให้ก้าวไปในความสุขเหล่านี้

    เมื่อพูดมาถึงจุดนี้ ก็จะเห็นว่า การพัฒนาความสุขเป็นเรื่องใหญ่ และจะพูดว่า พระพุทธศาสนา คือระบบการพัฒนาความสุข ก็ได้
     
  2. มาจากดิน

    มาจากดิน เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 เมษายน 2008
    โพสต์:
    5,675
    กระทู้เรื่องเด่น:
    10
    ค่าพลัง:
    +2,371
    วิธีแบ่งความสุขที่เป็นลำดับขั้นชัดเจน ละเอียด และดูง่าย ไม่ซับซ้อน น่าจะได้แก่วิธีแบ่งเป็น ๑๐ ขั้น หรือความสุข ๑๐ ขั้น ซึ่งมีในที่มาหลายแห่ง แบ่งดังนี้ (ม.ม.13/100/96 สํ.สฬ.18/413/278)

    ๑. กามสุข สุขเนื่องด้วยกาม ได้แก่ ความสุขโสมนัสที่เกิดขึ้นด้วยอาศัยกามคุณ ๕

    ๒. ปฐมฌานสุข สุขเนื่องด้วยปฐมฌาน ซึ่งสงัดจากกามและอกุศลธรรมทั้งหลาย ประกอบด้วย วิตก วิจาร ปีติ สุข และเอกัคคตา

    ๓. ทุติยฌานสุข สุขเนื่องด้วยทุติยฌาน ซึ่งประกอบด้วย ปีติ สุข และเอกัคคตา

    ๔. ตติยฌานสุข สุขเนื่องด้วยตติยฌาน ซึ่งประกอบด้วย สุข และเอกัคคตา

    ๕.จตุตถฌานสุข สุขเนื่องด้วยจตุตถฌานฌาน ซึ่งประกอบด้วย อุเบกขา และเอกัคคตา

    ๖.อากาสานัญจายตนสมาปัตติสุข สุขเนื่องด้วยอากาสานัญจายตนสมาบัติ ซึ่งล่วงพ้นรูปสัญญาได้สิ้นเชิง ปฏิฆสัญญาล่วงไปหมด ไม่มนสิการนานัตตสัญญา นึกถึงแต่อากาศอันอนันต์เป็นอารมณ์

    ๗.วิญญาณัญจายตนสมาปัตติสุข สุขเนื่องด้วยวิญญาณัญจายตนสมาบัติ ซึ่งคำนึงวิญญาณอันอนันต์เป็นอารมณ์

    ๘.อากิญจัญญายตนสมาปัตติสุข สุขเนื่องด้วยอากิญจัญญายตนสมาบัติ ซึ่งคำนึงสภาวะที่ไม่มีอะไรเลยเป็นอารมณ์

    ๙. เนวสัญญานาสัญญายตนสมาปัตติสุข สุขเนื่องด้วยเนวสัญญานาสัญญายตนสมบัติ อันถึงภาวะที่มีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่

    ๑๐. สัญญาเวทยิตนิโรธสมาปัตติสุข สุขเนื่องด้วยสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ อันถึงภาวะที่ดับสัญญา และเวทนาทั้งหมด
     
  3. มาจากดิน

    มาจากดิน เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 เมษายน 2008
    โพสต์:
    5,675
    กระทู้เรื่องเด่น:
    10
    ค่าพลัง:
    +2,371
    ถ้าจัดให้ย่อเข้า สุข ๑๐ ข้อนี้ รวมเข้าได้เป็น ๓ ระดับ คือ

    ๑. กามสุข สุขเนื่องด้วยกาม

    ๒. ฌานสุข หรือ (อัฏฐ) สมาปัตติสุข สุขเนื่องด้วยฌาน หรือสุขเนื่องด้วยสมาบัติ ๘ แยกเป็น ๒ ระดับย่อย

    ๒.๑. สุขในรูปฌาน หรือสุขเนื่องด้วยรูปฌาน ๔

    ๒.๒. สุขในอรูปฌาน หรือสุขเนื่องด้วยอรูปฌาน ๔

    ๓. นิโรธสมาปัตติสุข สุขเนื่องด้วยนิโรธสมาบัติ
     
  4. มาจากดิน

    มาจากดิน เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 เมษายน 2008
    โพสต์:
    5,675
    กระทู้เรื่องเด่น:
    10
    ค่าพลัง:
    +2,371
    สุขทั้ง ๑๐ ขั้นนี้ ท่านยอมรับว่าเป็นความสุขทั้งนั้น หากแต่เป็นความสุขที่ดีกว่า ประณีตลึกซึ้งยิ่งกว่ากันขึ้นไปตามลำดับขั้น เพราะความสุขขั้นต้นๆมีส่วนเสีย หรือแง่ที่เป็นทุกข์แทรกอยู่ด้วยมาก เมื่อเป็นสุขขึ้นสูงขึ้นไป ก็ยิ่งประณีตบริสุทธิ์มากขึ้น

    ท่านสอนให้มองความสุขเหล่านั้น ตามความเป็นจริง ทั้งด้านที่เป็นสุข และด้านที่มีทุกข์เข้ามาปน คือมองทั้งส่วนดีและส่วนเสีย หรือทั้งแง่ที่เป็นคุณและแง่ที่เป็นโทษ (เรียกเป็นคำศัพท์ว่า ทั้งอัสสาทะ และอาทีนวะ) นอกจากนั้น ยังให้รู้จักทางออก ทางรอดพ้น หรือภาวะเป็นอิสระที่ดีกว่าน ซึ่งไม่ขึ้นต่อส่วนดีส่วนเสียนั้นด้วย (เรียกเป็นคำศัพท์ว่า นิสสรณะ)



    เมื่อเห็นโทษของสุขที่หยาบ ก็จะหน่ายหายติด และโน้มใจไปหาสุขที่ประณีตยิ่งกว่า เมื่อรู้จักและได้ประสบความสุขที่ประณีตประจักษ์กับตัวแล้ว ก็จะละความสุขที่หยาบกว่าเสียได้ มุ่งบรรลุสุขที่ประณีตยิ่งไปตามลำดับ อย่างน้อย ก็จะไม่มัวเมาหมกมุ่นในสุขที่หยาบนั้นจนเกินไป

    เมื่อใด จิตหลุดพ้นเด็ดขาดแล้ว ตัดเยื่อใยได้สิ้น ก็จะไม่วกเวียนกลับมาหาความสุขที่หยาบอีกต่อไป * คงเสวยแต่สุขที่ประณีตสำหรับจิตที่เป็นอิสระอย่างเดียว

    ข้อที่ว่านี้ ก็เป็นลักษณะด้านหนึ่งของความก้าวหน้าในการปฏิบัติธรรม

    ......

    ที่อ้างอิง *
    *จะเห็นได้ในตอนต้นๆ แล้วว่า ผู้ได้สุขในฌานสมาบัติ ที่วกเวียนกลับมาหากามสุขอีก มีตัวอย่างเป็นอันมาก และหลายท่านได้สุขในฌานสมาบัติทั้งที่ยังอยู่ครองเรือน จึงเสพเสวยสุขทั้งสองอย่างไปด้วยกัน อย่างไรก็ดี ท่านเหล่านี้ทั้งสองพวก ย่อมมีพื้นความพร้อมมากกว่าคนทั่วไป ที่จะสลัดกามสุข และเดินหน้าในการปฏิบัติธรรมที่สูงขึ้นไป
     
  5. มาจากดิน

    มาจากดิน เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 เมษายน 2008
    โพสต์:
    5,675
    กระทู้เรื่องเด่น:
    10
    ค่าพลัง:
    +2,371
    ความสุข จัดเป็นคู่ๆ อีกแบบหนึ่ง

    ความสุข ที่แสดงไว้เป็นคู่ๆ ใน องฺ.ทุก. 20/309-321/100-2 ดังนี้

    ๑. คิหิสุข (สุขของคฤหัสถ์ หรือสุขของชาวบ้าน) กับ บรรพชาสุข หรือบรรพชิตสุข (สุขในชีวิตการบวช หรือสุขของนักบวช)

    ๒. กามสุข (สุขเกิดจากกาม) กับ เนกขัมมสุข (สุขเกิดจากความปลอดโปร่งจากกาม หรือจากความสละออก ไม่โลภ)

    ๓. อุปธิสุข (สุขกลั้วทุกข์ ได้แก่ สุขในไตรภูมิ หรือโลกิยสุข) กับ นิรุปธิสุข (สุขไม่กลั้วทุกข์ ได้แก่ โลกุตรสุข)

    ๔.สาสวสุข (สุขก่ออาสวะ) กับ อนาสวสุข (สุขไม่ก่ออาสวะ หรือสุขไร้อาสวะ)

    ๕. สามิสสุข (สุขอิงอามิส สุขอาศัยเหยื่อล่อ สุขขึ้นต่อวัตถุสิ่งเสพ หรือสุขทางเนื้อหนัง) กับ นิรามิสสุข (สุขไม่อิงอามิส สุขไม่ต้องอาศัยเหยื่อล่อ หรือสุขไม่ขึ้นต่อวัตถุสิ่งเสพ)

    ๖.อริยสุข (สุขของพระอริยะ) กับ อนริยสุข (สุขของผู้ไม่เป็นอริยะ คือสุขของปุถชน)

    ๗. กายิกสุข (สุขทางกาย) กับ เจตสิกสุข (สุขทางใจ)

    ๘. สัปปีติกสุข (สุขเจือปีติ ได้แก่ สุขในฌานที่ ๑ และ ที่๒) กับ นิปปีติกสุข (สุขไม่เจือปีติ ได้แก่ สุขในฌานที่ ๓ และที่๔)

    ๙. สาตสุข (สุขมีรสชื่น อรรถกถาว่า ได้แก่ สุขในฌาน ๓ ขั้นต้น) กับ อุเบกขาสุข (สุขเกิดแต่อุเบกขา คือสุขเมื่อจิตได้ดุลเต็มที่ มองดูเฉยอย่างเป็นกลาง พร้อมที่จะเห็นตามเป็นจริง และวินิจฉัยโดยถูกต้อง เสมือคนคนมีปัญญาผู้มองจากนอกเหตุการณ์ ท่านว่า ได้แก่ สุขในฌานที่ ๔)

    ๑๐. สมาธิสุข (สุขเกิดจากสมาธิ ไม่ว่าอุปจารสมาธิ หรืออัปปนาสมาธิ ก็ตาม) กับ อสมาธิสุข (สุขที่ไม่ถึงสมาธิ)

    ๑๑. สัปปีติการัมมณสุข (สุขเกิดแก่ผู้พิจารณาฌาน ๒ ขั้นแรกที่มีปีติ) กับ นิปปีติการัมมณสุข (สุขเกิดแก่ผู้พิจารณาฌานที่ ๓ และที่ ๔ ซึ่งไม่มีปีติ)

    ๑๒. สาตารัมมณสุข (สุขเกิดแก่ผู้พิจารณาฌาน ๓ แรกที่มีรสชื่น) กับ อุเปกขารัมมณสุข (สุขเกิดแก่ผู้พิจารณาฌานที่ ๔ ซึ่งมีอุเบกขา)

    ๑๓. รูปารัมมณสุข (สุขมีรูปธรรม หรือรูปฌานเป็นอารมณ์) กับ อรูปารัมมณสุข (สุขมีอรูปธรรม หรืออรูปฌานเป็นอารมณ์)


    แต่ละคู่มีคำสรุปท้ายว่า สุขอย่างหลังเป็นเลิศ หรือยอดเยี่ยมกว่า

    อนึ่ง พึงระลึกไว้ด้วยว่า อุเบกขาที่กล่าวถึงในสุขข้างต้นนั้น ไม่ใช่อุเบกขาเวทนา
     

แชร์หน้านี้

Loading...