วิธีได้เจโตปริยญาน และบุฟนิวาสานุสติระลึก100อดีตชาติ

ในห้อง 'ประสบการณ์อภิญญา' ตั้งกระทู้โดย Tamjugg, 5 พฤศจิกายน 2014.

แท็ก:
  1. Tamjugg

    Tamjugg เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    7 กันยายน 2012
    โพสต์:
    649
    ค่าพลัง:
    +962
    ภิกษุใดพิจารณาแผ่นดินนี้ด้วยความสำคัญว่ากระดูก อันตนได้แล้วในส่วนหนึ่งหรือทั้งสิ้น คือทั่วอัตภาพของตน ว่าเป็นกระดูกทั้งนั้น ภิกษุนั้นกระทำฌานมีกระดูกเป็นอารมณ์นั้นให้เป็นบาท พิจารณาอยู่ จักละกามราคะได้ด้วยอนาคามิมรรคโดยกาลไม่นานเลย หรือจักละตัณหา อันได้ชื่อว่ากาม

    อฏฺฐิกสญฺญา สัญญาที่เกิดขึ้นแก่ภิกษุผู้เจริญอยู่ว่า กระดูก กระดูก ดังนี้. ก็เมื่อเจริญอัฏฐิกสัญญานั้นอยู่ ผิวก็ดี หนังก็ดี ย่อมปรากฏตลอดเวลาที่นิมิตยังไม่เกิดขึ้น เมื่อนิมิตเกิดขึ้น ผิวและหนังย่อมไม่ปรากฏเลย.

    อนึ่ง โครงกระดูกล้วนมีสีดุจสังข์ย่อมปรากฏ ดังที่ปรากฏแก่สามเณรผู้แลดูพระเจ้าติสสะผู้ทรงธรรมอยู่บนคอข้าง และแก่พระติสสเถระผู้อยู่ที่เจติยบรรพต ผู้แลดูหญิงกำลังหัวเราะในที่สวนทาง.
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 21 ธันวาคม 2016
  2. ผ่านมาเฉยๆ

    ผ่านมาเฉยๆ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 มิถุนายน 2010
    โพสต์:
    712
    ค่าพลัง:
    +868
    ...........ไม่ตอบที่ถาม
     
  3. Tamjugg

    Tamjugg เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    7 กันยายน 2012
    โพสต์:
    649
    ค่าพลัง:
    +962
    ท่านจงดูอัตภาพที่กรรมสร้างมาอย่างวิจิตร เต็มไปด้วยแผล ประกอบด้วยกระดูกสามร้อยท่อน กระสับกระส่าย ท่านบุคคลใฝ่หา ไม่มีความยั่งยืนมั่นคง

    รูปนี้คร่ำคร่าแล้ว เป็นรังแห่งโรค ผุพัง กายของตนเปื่อยเน่าแล้วจะแตกสลายไป เพราะชีวิตมีความตายเป็นที่สุด

    กระดูกเหล่าใดที่เขาไม่ปราถนา เหมือนน้ำเต้าในฤดูร้อน มีสีเหมือนนกพิราบ จะยินดีไปทำไมเพราะเห็นกระดูกเหล่านั้น

    ร่างกายนี้ถูกกรรมสร้างขึ้นให้เป็นเมืองแห่งกระดูก ฉาบทาด้วยเนื้อและเลือด เป็นที่รวมลงแห่งความแก่ ความตาย ความถือตัว และความลบหลู่
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 25 พฤศจิกายน 2016
  4. rakjung2524

    rakjung2524 สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 พฤษภาคม 2014
    โพสต์:
    13
    ค่าพลัง:
    +15
    ช่วยอธิบาย อรูปฌาณ นี้ให้หน่อยครับ อาการมันเป็นอย่างนี้จริงๆหรือ คุณเป็นคนพบเอง หรือว่าอาจารย์ของคุณเป็นสอน
     
  5. Tamjugg

    Tamjugg เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    7 กันยายน 2012
    โพสต์:
    649
    ค่าพลัง:
    +962
    [๒๔๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย
    เพราะอาศัยปฐมฌานบ้าง ทุติยฌานบ้าง ตติยฌานบ้าง จตุตถฌานบ้าง อากาส
    นัญจายตนฌานบ้าง ฯลฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวความสิ้นไปแห่งอาสวะ
    ทั้งหลาย เพราะอาศัยเนวสัญญานาสัญญายตนฌานบ้าง ฯ


    [๑๔๔] ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงเข้าปฐมฌานออกจากปฐมฌาน
    แล้ว ทรงเข้าทุติยฌาน ออกจากทุติยฌานแล้ว ทรงเข้าตติยฌาน ออกจาก
    ตติยฌานแล้ว ทรงเข้าจตุตถฌาน ออกจากจตุตถฌานแล้ว ทรงเข้าอากาสนัญจาย-
    *ตนะ ออกจากอากาสนัญจายตนสมาบัติแล้ว ทรงเข้าวิญญาณัญจายตนะ ออกจาก
    วิญญาณัญจายตนสมาบัติแล้ว ทรงเข้าอากิญจัญญายตนะ ออกจากอากิญจัญญายตน-
    *สมาบัติแล้ว ทรงเข้าเนวสัญญานาสัญญายตนะ ออกจากเนวสัญญานาสัญญายตน-
    *สมาบัติแล้ว ทรงเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ ฯ
    ครั้งนั้น ท่านพระอานนท์ได้กล่าวถามท่านพระอนุรุทธะว่าพระผู้มีพระภาค
    เสด็จปรินิพพานแล้วหรือ ท่านพระอนุรุทธะตอบว่าอานนท์ผู้มีอายุ พระผู้มีพระ
    ภาคยังไม่เสด็จปรินิพพาน ทรงเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ ฯ
    ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคออกจากสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติแล้ว ทรง
    เข้าเนวสัญญานาสัญญายตนะ ออกจากเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติแล้ว ทรง
    เข้าอากิญจัญญายตนะ ออกจากอากิญจัญญายตนสมาบัติแล้ว ทรงเข้าวิญญาณัญ-
    *จายตนะ ออกจากวิญญาณัญจายตนสมาบัติแล้ว ทรงเข้าอากาสานัญจายตนะ ออก
    จากอากาสนัญจายตนสมาบัติแล้ว ทรงเข้าจตุตถฌาน ออกจากจตุตถฌานแล้ว
    ทรงเข้าตติยฌาน ออกจากตติยฌานแล้ว ทรงเข้าทุติยฌาน ออกจากทุติยฌาน
    แล้ว ทรงเข้าปฐมฌาน ออกจากปฐมฌานแล้ว ทรงเข้าทุติยฌาน ออกจาก
    ทุติยฌานแล้ว ทรงเข้าตติยฌาน ออกจากตติยฌานแล้ว ทรงเข้าจตุตถฌาน พระ
    ผู้มีพระภาคออกจากจตุตถฌานแล้ว เสด็จปรินิพพานในลำดับ (แห่งการพิจารณา
    องค์จตุตถฌานนั้น) ฯ

    ธรรมเราบรรลุแล้วนี้เป็นธรรมลึก ยากที่จะเห็นได้
    สัตว์อื่นจะตรัสรู้ตามได้ยาก เป็นธรรมสงบ ระงับ ประณีต
    ไม่เป็นวิสัยที่จะหยั่งลงได้ด้วยความตรึก
    เป็นธรรมละเอียด อันบัณฑิตจะพึงรู้แจ้ง
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 25 พฤศจิกายน 2016
  6. rakjung2524

    rakjung2524 สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 พฤษภาคม 2014
    โพสต์:
    13
    ค่าพลัง:
    +15
    จากโพสท์ข้างบน คุณ Tamjugg หมายถึง พระพุทธองค์ทรงออกจากจตุตถฌานแล้ว ทรงเข้าอากาสนัญจายตนะ ที่มีอาการ ธาตุดินในร่างกายมีอาการหนักยิ่ง จุกหน้าอกจนที่สุดจะทนไหว แล้วพระพุทธองค์ทรงหยุดและปลงก่อนคือ ให้พิจารณาธาตุดินในสังขารยกไตรลักษณ์ปลงตอนท้ายจะผ่านไป ฌานต่อไป ซึ่งเป็นวิญญาณัญจายตนะ หมายถึง อาการหนักหน้าอกจะหายไป แล้วพระพุทธองค์จึงพิจารณาธาตุน้ำในสังขารยกไตรลักษณ์ปลงตอนท้ายจะผ่านไป ฌานต่อไป จากนั้นพระพุทธองค์ ทรงเข้าอากิญจัญญายตนะ จนร้อนและจุกคอหอย แล้วจึงพิจารณาธาตุไฟในสังขารยกไตรลักษณ์ปลงตอนท้ายถ้าหลุดจะไป ฌานต่อไป จากนั้น ทรงเข้าเนวสัญญานาสัญญายตนะ ที่มีอาการหวิวๆตัวเราเหมือนตอไม้โยกไปมา ลอยๆบางครั้งมีอาการหูดับ ให้พิจารณาธาตุลมในสังขารยกไตรลักษณ์ปลงตอนท้ายถ้าหลุดอาการหวิวจะหายไป

    ขอถามคุณ Tamjugg ว่าอาการเหล่านี้แสดงถึงการไปยังอบายภูมิ มากกว่าที่จะไปยังพระนิพพานหรือไม่อย่างไร แล้วพระพุทธเจ้า พระองค์ทำอย่างที่คุณกล่าวอ้างมา จริงหรือช่วยอธิบายด้วยครับ
     
  7. Tamjugg

    Tamjugg เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    7 กันยายน 2012
    โพสต์:
    649
    ค่าพลัง:
    +962
    จตุธาตุววัตถาน การกำหนดธาตุ ๔
    คือ พิจารณาร่างกายนี้ แยกแยะออกไปมองเห็นแต่ส่วนประกอบต่างๆ ที่จัดเข้าไปในธาตุ ๔ คือ ปฐวี อาโป เตโช วาโย ทำให้รู้ภาวะความเป็นจริงของร่างกาย ว่าเป็นแต่เพียงธาตุ ๔ ประชุมกันเข้าเท่านั้น ไม่เป็นตัวสัตว์บุคคลที่แท้จริง

    ปฐวีธาตุ ธาตุดิน คือธาตุที่มีลักษณะแข้นแข็ง ในร่างกายที่ใช้เป็นอารมณ์กรรมฐาน
    ได้แก่ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ม้าม หัวใจ ตับ พังผืด ไต ปอด ไส้ใหญ่ ไส้น้อย อาหารใหม่ อาหารเก่า;
    อย่างนี้เป็นการกล่าวถึงปฐวีธาตุในลักษณะที่คนสามัญทุกคนจะเข้าใจได้ และที่จะให้สำเร็จประโยชน์ในการเจริญกรรมฐาน

    อาโปธาตุ ธาตุที่มีลักษณะเป็นเอิบอาบ ดูดซึม, แปลสามัญว่า ธาตุน้ำ,
    ในร่างกายที่ใช้เป็นอารมณ์กรรมฐาน ได้แก่ ดี เสลด หนอง เลือด เหงื่อ มันข้น น้ำตา เปลวมัน น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ มูตร ข้อความนี้ เป็นการกล่าวถึงอาโปธาตุในลักษณะที่คนสามัญทุกคนจะเข้าใจได้ และพอให้สำเร็จประโยชน์ในการเจริญกรรมฐาน

    เตโชธาตุ ธาตุไฟ, ธาตุที่มีลักษณะร้อน, ความร้อน;
    ในร่างกาย ได้แก่ ไฟที่ยังกายให้อบอุ่น ไฟที่ยังกายให้ทรุดโทรม ไฟที่ยังกายให้กระวนกระวายและไฟที่เผาอาหารให้ย่อย

    วาโยธาตุ ธาตุลม คือธาตุที่มีลักษณะพัดไปมา, ภาวะสั่นไหว เคร่งตึง ค้ำจุน;
    ในร่างกายนี้ ส่วนที่ใช้กำหนดเป็นอารมณ์กรรมฐาน ได้แก่ลมพัดขึ้นเบื้องบน ลมพัดลงเบื้องต่ำ ลมในท้อง ลมในไส้ ลมพัดไปตามตัว ลมหายใจ
    (ตามสภาวะ วาโยธาตุ คือ สภาพสั่นไหว หรือค้ำจุน);

    สิ่งที่เป็นอจินไตยนั้นมี ๔ อย่าง คือ
    ๑. พุทธวิสัย วิสัยของพระพุทธเจ้า
    ๒. ฌานวิสัย วิสัยของผู้ได้ฌาน
    ๓. กัมมวิบาก ผลจากกรรม
    ๔. โลกจินดา ความคิดเรื่องโลก
    ทั้ง ๔ อย่างนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่าไม่ควรคิดผู้ที่คิดจะพึงมีส่วนแห่งความเป็นบ้า ได้รับความลำบากโดยเปล่าประโยชน์
    ในอจินไตย ๔ อย่างนี้ อย่างแรกคือ พุทธวิสัย คือวิสัยของพระพุทธเจ้านั้น ผู้ที่ไม่ใช่พระพุทธเจ้าคิดอย่างไร ก็เข้าไปไม่ถึงวิสัยของพระพุทธเจ้า มีอานุภาพของพระพุทธคุณและพระสัพพัญญุตญาณเป็นต้น
    อย่างที่ ๒ ฌานวิสัย วิสัยของผู้ที่ได้ฌานอภิญญา ผู้ที่ไม่ได้ฌานคิดเท่าไรก็คิดไม่ออกว่า ทำไมผู้ที่ได้ฌานอภิญญาจึงสามารถแสดงฤทธิ์ต่างๆ มีเหาะได้ หายตัวได้ ดำดินได้ เป็นต้น ผู้ที่ได้อภิญญาประเภทนั้นๆ เท่านั้นจึงจะรู้ได้
    อย่างที่ ๓ กัมมวิบาก ผลของกรรม คือคนธรรมดาๆ ย่อมไม่อาจรู้ว่า ผลของกรรมที่ตนได้รับอยู่ในปัจจุบันนี้มาจากกรรมอะไร ทำไว้แต่เมื่อใด คิดไปเท่าไรก็คิดไม่ออก คิดมากไปจะเป็นบ้าไปเสียเปล่าๆ ผู้ที่รู้ผลของกรรมได้อย่างถ่องแท้ต้องเป็นผู้ที่ระลึกชาติก่อนๆ นับย้อนหลังไปได้โดยไม่จำกัดอย่างพระพุทธเจ้า จึงสามารถจะทราบได้ถูกต้องแท้จริงไม่ผิดพลาด ท่านที่ระลึกชาติได้จำกัด เช่นระลึกได้ ๕๐๐ ชาติ แต่กรรมที่ทำไว้ ทำไว้เมื่อชาติที่ ๕๕๐ ผู้ที่ระลึกชาติได้ ๕๐๐ ชาติก็ไม่สามารถระลึกได้ เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าเท่านั้นที่สามารถจะรู้กรรมและผลของกรรมได้ถูกต้องตามความเป็นจริง เพราะพระองค์ทรงมีบุพเพนิวาสานุสสติญาณ ที่ระลึกชาติย้อนหลังได้โดยไม่จำกัด มียถากัมมูปคญาณ ญาณที่เข้าถึงกรรมของสัตว์ตามความเป็นจริง พระพระสัพพัญญุตญาณ ญาณที่ทรงรอบรู้ทุกสิ่งทุกอย่างที่คนอื่นไม่มี ทั้งยังมีพระอนาวรณญาณ ญาณที่ไม่มีอะไรมาปิดกั้น ที่คนอื่นที่ไม่ใช่พระพุทธเจ้าไม่มี เพราะฉะนั้น ป่วยการคิดเรื่องผลของกรรมว่ามาจากกรรมไหน เมื่อใด เป็นต้น คิดมากไป อาจเป็นบ้าได้
    อย่างที่ ๔ โลกจินดา ความคิดเกี่ยวกับเรื่องโลก เช่นคิดว่าใครสร้างพระจันทร์-พระอาทิตย์ ใครสร้างภูเขา ต้นไม้ เป็นต้น คิดมากไปไร้ประโยชน์เพราะไม่อาจจะรู้ได้
    ด้วยเหตุนี้ อจินไตยทั้ง ๔ อย่างนี้ บางท่านอาจจะคิดว่าตนเองคิดแล้วรู้ได้ ซึ่งก็รู้ได้เพียงวิสัยของตนเท่านั้น พระอรหันต์ก็รู้เท่าวิสัยของพระอรหันต์ จะรู้เท่าความรู้ของพระพุทธเจ้านั้นเป็นไปไม่ได้เลย เพราะฉะนั้น ท่านจึงเตือนว่า สิ่งทั้ง ๔ นี้ไม่ควรคิด คิดไปอาจเป็นบ้า ลำบากโดยเปล่าประโยชน์ ทั้งนี้เพราะท่านเหล่านั้นไม่ได้สั่งสมสติปัญญาบารมีความรู้มาเสมอด้วยพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งต้องอบรมมาอย่างน้อยถึง ๔ อสงไขยแสนกัปป์ทีเดียว

    ผู้ประทุษร้ายต่อผู้ไม่คิดประทุษร้าย ย่อมได้รับผลอย่างใดอย่างหนึ่งใน 10 อย่าง โดยทันที (ทันตาเห็น) คือ
    1. ประสบทุกขเวทนามาก
    2. ประสบความเสื่อม
    3. ตาย
    4. เจ็บป่วยหนัก เป็นโรคร้ายทำลายสูง
    5. จิตฟุ้งซ่าน
    6. มีอุปสรรค เหตุขัดข้องจากผู้มีอำนาจ
    7. ถูกกล่าวหาในเรื่องร้ายแรง
    8. เสื่อมจากญาติ (สิ้นญาติขาดมิตร)
    9. เสื่อมทรัพย์ (สูญเสียทรัพย์ทางใดทางหนึ่ง)
    10. ไฟ หรือไฟป่าไหม้บ้าน
    และเมื่อแตกดับไป ผู้มีปัญญาทรามย่อมเข้าถึงนรก
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 6 ธันวาคม 2016
  8. Tamjugg

    Tamjugg เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    7 กันยายน 2012
    โพสต์:
    649
    ค่าพลัง:
    +962
    โย นินฺทิยํ ปสํสติ ตํ วา นินฺทติ โย ปสํสิโย
    วิจินาติ มุเขน โส กลึ กลินา เตน สุขํ น วินฺทติ

    ผู้ใดสรรเสริญคนควรติ หรือติคนที่ควรสรรเสริญ ผู้นั้นย่อมเก็บโทษด้วยปาก เขาไม่ได้สุขเพราะโทษนั้น.

    "ถ้าคนพาลเข้าไปนั่งใกล้บัณฑิตแม้ตลอดชีวิตเขาย่อมไม่รู้แจ้งธรรม เหมือนทัพพีไม่รู้รสแกงฉะนั้น"

    สมัยหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายกราบทูลถามพระบรมศาสดาว่า:-
    “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เพราะกรรมอะไร นางขุชชุตตราจึงเป็นหญิงหลังค่อม
    พระเจ้าข้า ?”
    “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในอดีตชาติ พระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่งเป็นผู้มีสภาพร่างกายเป็น
    คนค่อมนิดหน่อยมาฉันภัตตาหารในราชสำนักเป็นประจำ นางกุมาริกานางหนึ่งแสดงอาการเป็น
    คนค่อมล้อเลียนแบบพระปัจเจกพุทธเจ้า ด้วยความคึกคะนองต่อหน้าเพื่อนกุมาริกาทั้งหลาย
    เพราะกรรมนั้น จึงส่งผลให้เธอเป็นคนค่อมในอัตภาพนี้”
    “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เพราะกรรมอะไร นางขุชชุตตรา จึงเป็นทางทาสีของบุคคลอื่น
    พระเจ้าข้า ?”
    “ดูก่อนภิกษุทั้งหลายในอดีตครั้งที่พระพุทธเจ้านามว่ากัสสปะ นางได้เกิดในตระกูล
    เศรษฐีในเมืองพาราณสี มีภิกษุณีผู้เป้นพระอรหันต์รูปหนึ่ง ซึ่งมีความคุ้นเคยกับตระกูลของนาง
    มาเยี่ยมเยือนที่บ้าน ขณะนั้นนางกำลังแต่งตัวอยู่ ได้ออกปากขอให้พระเถรีช่วยหยิบกระเช้า
    เครื่องประดับส่งให้ พระเถรีนั้นคิดว่า
    “ถ้าเราไม่หยิบส่งให้ นางก็จักโกรธอาฆาตเรา เพราะกรรมนี้เมื่อนางตายไปแล้ว ก็จะไป
    เกิดในนรก แต่ถ้าเราหยิบส่งให้ นางก็จักเกิดเป็นหญิงรับใช้คนอื่น เพราะกรรมที่ใช้พระอรหันต์
    นางภิกษุณีจึงเลือกกรรมสถานเบาเพื่อเป็นการอนุเคราะห์ต่อนาง จึงได้หยิบกระเช้าส่งให้ เพราะ
    กรรมนี้นางจึงเกิดเป็นหญิงรับใช้บุคคลอื่น”
    “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เพราะกรรมอะไร นางขุชชุตตราจึงมีปัญญามากและบรรลุพระ
    โสดาปัตติผล ?”
    “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในอดีตชาติครั้งเดียวกันนั้น พระราชาได้ถวายข้าวปายาสที่ยังร้อน
    อยู่ลงในบาตรของพระปัจเจกพุทธเจ้า นางเห็นพระปัจเจกพุทธเจ้าต้องเปลี่ยนมือถือบาตรกลับไป
    กลับมาด้วยความร้อน นางจึงถอดกำไลที่ทำด้วยงาจากข้อมือ ๘ อัน ถวายให้พระปัจเจกพุทธเจ้า
    ใช้สำหรับรองมือกันความร้อนด้วยผลแห่งกรรมที่นางถวายกำไลข้อมือ และกรรมที่ช่วยบำรุง
    อุปัฏฐากพระปัจเจกพุทธเจ้าครั้งนั้น ทำให้นางมีปัญญามาก และได้บรรลุพระโสดาปัตติผล”
    เพราะความที่นางขุชชุตตราเป็นผู้มีปัญญามา สามารถแสดงธรรมได้อย่างไรไพเราะลึก
    ซึ้งดีกว่าอุบาสิกาคนอื่น ๆ พระบรมศาสดาจึงทรงยกย่องนางในตำแหน่งเอตทัคคะ เป็นผู้เลิศกว่า
    อุบาสิกาทั้งหลาย ในฝ่าย ผู้แสดงธรรม
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 25 พฤศจิกายน 2016
  9. Tamjugg

    Tamjugg เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    7 กันยายน 2012
    โพสต์:
    649
    ค่าพลัง:
    +962
    ตอนที่9

    ต่อจากความเดิมตอนที่แล้ว ผมพบมหา3ท่านคือ เปรียญธรรม8สองท่านและดร.มหาเปรียญธรรม9อีกหนึ่งท่าน มหาเปรียญธรรม8ท่านแรกมาจากจังหวัดช. เห็นว่าเคยมาปฏิบติแล้ว1เดือนและลงไปสอบเปรียญธรรม9ที่กทมพบกับอาจารย์ดร.มหาประโยค9(พระอาจารย์มหาท่านนี้กทม)ให้ตามมาลองฝึกดู ส่วนมหาประโยค8อีกท่านมาจากจังหวัดน.ใครแนะนำมาผมไม่ได้ถามแน่ชัด แต่ละท่านล้วนมาจากต่างที่ต่างวัดกัน ผมก็ได้เผอิญพบเจอตอนฝึกวิปัสนากรรมฐานที่วัดนี่

    ทุกท่านมาที่นี้เหมือนเริ่มนับหนึ่ง ตำแหน่งพัสยศพรรษาต้องพักไว้(บางท่าน20มากกว่าพรรษาเป็นอาจารย์สอนประโยค9) เริ่มแยกย้ายไปฝึกวิปัสนากรรมฐานและ2วันมาสอบอารมณ์กับหลวงพ่อ1รอบ เฉพาะ ณ ตอนที่นั้นผมฝึกวิปัสนากรรมฐานอยุ่ ไม่รวมก่อนนั้นพระประมาณ3พันรุปหมุนเวียนกันมาฝึกวิปัสนากรรมฐานตลอดหลายปี และฆราวาสอีกนับหมื่นมีทั้งพระมหาเปรียญธรรม พระเถระ10พรรษา 20กว่าพรรษา หลวงปุ่เจ้าอาวาสวัดต่างๆ พระสายปฏิบัติอื่นๆที่ตามที่ตามหาครูอาจารย์วิปัสนากรรมฐานมาเกือบทั่วประเทศ บางท่านบอกผมขึ้นเหนือล่องใต้มาหลายพรรษากว่าจะมาที่นี่ได้ บางท่านบวชตั้งแต่เณรจนตอนนี้จะ50พรรษาจนจบเปรียญธรรม9แล้วยังไม่มีที่ไหนสอนวิปัสกรรมฐานให้รู้ ญานฌาน บุฟเพ เจโตปริญาน ทิพย์จักษุและญานอื่นๆถึงระดับนี้ พระเถระบางท่านบอกเสียดายมาตอนแก่แล้วร่างกายก็ไม่ค่อยไหวเจ็บป่วยบ่อยทำสมาธิได้ไม่นาน ที่นี่ไม่มีการโฆษณาอะไรทั้งนั้นอยุ่บนป่าเขาสัญญานโทรศัพท์ยังไม่ค่อยมี ใครจะมาหรือไม่ ไม่ใช่สาระสำคัญ ต้องไปขวนขวายเองเสาะหาเองจากพระนักปฏิบัติด้วยกันบอกกันปากต่อปากนี้ แม้กระนั้นก็ยังเป็นวัดที่มีพระจำพรรษาเยอะสุดในจังหวัดหลายปีติดต่อกัน มีครั้งนึงจำได้มีพระจำพรรษา40รุปแต่ละรุปมาจากต่างที่ต่างทางกันคือมาจาก38จังหวัด หลวงพ่อท่านก็ไม่ได้มีตำแหน่งมหาเปรียญธรรมอะไรแต่ก็มีมหาเปรียญธรรมหลายท่านกลับมาขอเป็นลูกศิษย์เรียนวิชากรรมฐานที่นี่

    สาระสำคัญที่นี่คือรู้เห็นธรรมด้วยด้วยตนเองไม่ต้องเชื่อใคร ไม่บังคับให้เชื่อ เห็นด้วยตัวของตัวดีสุดตามหลักกาลามสูตรและพระไตรปิฏก และไม่มีการเก็บค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด ญานทรรศนะเปิดบางทีเห็นแล้วยังแทบไม่อยากเชื่อต้องพิสูจน์หลายต่อหลายครั้งแต่ก็ถูกต้องทุกครั้งไว้จะกล่าวในตอนต่อไป มีความก้าวหน้าเทียบในพระไตรปิฏกไปด้วยทำให้ผมเริ่มเชื่อ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 26 พฤศจิกายน 2016
  10. Tamjugg

    Tamjugg เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    7 กันยายน 2012
    โพสต์:
    649
    ค่าพลัง:
    +962
    ตอนที่10

    หลวงน้ามหาเปรียญธรรม8จังหวัดน. ท่านมาที่นี่ก่อนผมประมาณหนึ่งเดือน ท่านก็บอกแรกๆก็ไม่เคยเชื่อเรื่องพวกนี้ค่อยๆทำกรรมฐานไปจนค่อยๆเห็นเองเป็นปัจจัตตัง แต่คนได้ฌานอภิญญาแล้วรู้เห็นกันได้ แต่สายนี้พิสูจน์ได้ไม่ใช่ตัวรู้ตัวเห็นอยุ่คนเดียวแล้วมาพูดมีคนนับพันทำได้ ผมจะกล่าวในตอนต่อๆไป หลวงน้ามหาประโยค8ก็สามารถเห็นฌานในตนได้แล้ว ก็ได้เจอเปรตมาขอบุญเช่นกันเล่นเอาป่วยเลยทีเดียวมาแบบจังๆ ท่านก็เล่าให้ฟังว่าคืนก่อนนอนเปิดหน้าต่างอยุ่บนกุฐิชั้น3 กลางดึกรู้สึกหนาวเลยยื่นมือไปปิดหน้าต่าง มีมือยื่นมาจากนอกหน้าต่างจับมือท่าน ท่านรีบดึงมือกลับอีกวันมาป่วยเลย ผมก็ถามหลวงน้าไปทำไรมาป่วยอากาศไรก็ดีเถระท่านก็เล่าผมให้ฟัง ขนาดว่าท่านเป็นอาจารย์สอนพระมหาดังต้นๆของจังหวัดน. ลูกศิษย์มหาที่ท่านสอนสอบได้อันดับหนึ่งของจังหวัดปีที่แล้ว พระท่านก็บอกบุญฝึกวิปัสนากรรมฐานอานิสงฆ์เยอะมาก รักษาศีลบริโภคน้อยมักน้อยสันโดษ ฉันวันละมื้อหลังเที่ยงไม่ฉัน ปฏิบัติสมาธิมากๆ พิจารณากรรมฐานของพระบรมศาสดาตรัสไว้ มีอสุภกรรมฐานและอัฐิสัญญา ไตรลักษณ์สิ่งเหล่านี้พระศาสดาเคยตรัสทั้งสิ้นเป็นต้น ทำให้ถึงมรรคผลนิพพานได้เลยทำเป็นเล่นไป พวกผีและเปรตที่เคยขโมยของวัดเลยมาหาขอบุญให้ช่วยเป็นธรรมดา มหาเปรียญธรรมทั้ง3ท่านจับฌานได้ก่อนแล้วและเริ่มคล่องแคล้วในการหมุนฌาน เลยเริ่มเข้าจตุฌานเป็นบาทลงดูอดีตชาติ แรกๆผมยังงงท่านเหล่านั้นใช้สมุดโน๊ตเล่มเล็กๆจดอะไรกันเข้าบอกสั้นๆว่าบุปเพชาติที่เท่าไหร่ๆ ผมก็งง (จำเดิมผมจบจากมหาวิทยาลัยอินเตอร์ระดับต้นๆของประเทศ อเมริกาผมก็ไปอยุ่มาแล้ว ไม่เชื่อเรื่องพวกนี้เป็นทุนเดิมอยุ่แล้ว ถึงกับอึ้ง)นี่ฝึกกันขนาดนี่เลยหรอคือผมมาตอนแรกคิดว่าจะรักษาศีลไปวันๆอยุ่เฉยๆสวดมนต์บ้าง ซื้อการ์ตูนตลกมากะจะอ่านเวลาว่าง เหตุการณ์กับพลิกที่นี่ปฏิบัติสมาธิกันทั้งวันทั้งคืน หลายท่านมากกว่า20ชั่วโมง หลายท่าน3วัน3คืนบอกกับผมสั้นๆนอนไม่หลับก็เลยทำสมาธิไปเรื่อยๆ

    อ่านพระสูตรก็มีบอกว่าพระโมคคัลลานะทำสมาธิ7วัน7คืนจนพระพุทธเจ้าต้องบอก วิธีแก้ง่วงนี้ก็ไปแสดงว่าสมัยพุทธกาลก็เน้นทำสมาธิเป็นหลัก นี่ก็ไปในทางเดียวกันนิผมเลยเริ่มเชื่อ ทั้งที่เป็นคนไม่เชื่อไรง่ายแต่พยายามหาหนังสือธรรมะมาเทียบเคียงและปฏิบัติ ญานทรรศนะผมก็ยังไม่เปิดไม่สามารถรู้เห็นเหมือนพระเถระที่ฝึกมาก่อน ก็พยายามหาความรู้เกี่ยวกับธรรมมะของพระพุทธเจ้าทรงตรัสสอน พระพุทธเจ้าทรงกำหนดให้ภิกษุปฏิบัติอย่างหนึ่งใน ๒ อย่าง คือ คันถธุระ และ วิปัสสนาธุระ. วิปัสสนาธุระ คืองานที่มุ่งอบรมปัญญาให้เกิดโดยการปล่อยวางภาระทั้งปวง ทำกายใจให้เบา ยินดีในเสนาสนะที่เงียบสงบ พิจารณาถึงความเสื่อมไปสิ้นไปในสังขารร่างกายจนเห็นสามัญลักษณะคือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ได้ชัดเจน เจริญอบรมวิปัสสนาต่อเนื่องไปไม่ขาดสายจนถึงวิโมกข์คืออนิมิตตวิโมกข์ อัปปณิหิตวิโมกข์ และสุญญตวิโมกข์จนก้าวสู่หลักชัยคือวิมุตติคว้าอรหัตผลได้บรรลุกิจจ์ สามารถหลุดพ้นได้เลยทีเดียว
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 6 ธันวาคม 2016
  11. ผ่านมาเฉยๆ

    ผ่านมาเฉยๆ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 มิถุนายน 2010
    โพสต์:
    712
    ค่าพลัง:
    +868
    .....น่าจะบอกชื่อจังหวัดนะครับ
    จังหวัด ช. ถ้าชัยภูมินี่ไม่ต้องไปไหนไกลหรอกครับที่ชัยภูมิมีพระอริยะตั้งแยะ
    จังหวัด น. นี่กว้างหน่อยมีหลายภาคด้วย
    แต่ก็ช่างเถอะครับ
    สนุกดี
    ติดตามอ่านอยู่นะครับ
     
  12. Tamjugg

    Tamjugg เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    7 กันยายน 2012
    โพสต์:
    649
    ค่าพลัง:
    +962
    ตอนที่11

    ความเข้มข้นของการปฏิบัติเริ่มมากขึ้นเรื่อยๆ คือครบเวลา2วันจะมีการสอบอารณ์พระได้เวลาสอบอารมณ์กับหลวงพ่อ เป็นครั้งแรกของผมกับการสอบอารณ์ พระประมาณ30รุปนั่งเป็นแถว(พระมากกว่านั้นต้องรอสอบรอบ2เพราะศาลาไม่ได้ใหญ่มากและฆราวาสรอสอบหลังจากพระสอบเสร็จ วันนึงก็ประมาณ70-100ท่าน) หลวงพ่อจะสอบอารณ์ให้พระทีละรุปเรียกชื่อจริง พอเรียกชื่อผมปุปผมก็ไปนั่งข้างหน้าตรงข้ามกับท่านห่าง4-5เมตรได้ แล้วท่านก็หลับตาทำสมาธิสัก1วินาทีได้ แล้วก็บอกผม เริ่มเห็นกระดุกเท้าลางๆแล้วนะ ไปนึกถึงบ้านทำไมเกิดคนเดียวตาย ผมตกใจหลวงพ่อรู้ถึงความคิดผมตอนอยุ่บนศาลาเมื่อวันก่อนตอนกรรมฐานได้อย่างไร ทั้งที่ท่านก็อยุ่ในกฏิของท่านตลอดแต่รู้ถึงการกรรมฐานของผมเมื่อวันก่อนรวมถึงความนึกคิด เป็นความจริงที่ผมเริ่มเห็นกระดูกเท้าตนลางๆ และมีความนึกถึงบ้าน และเป็นห่วงพ่อแม่มาแทรกเป็นระยะนั้นคือเรื่องที่เกิดขึ้นวันก่อนบนศาลาและมันอยุ่ในจิตใต้สำนึกผมและไม่มีใครรู้ ไม่ได้บอกใคร(ผมเริ่มคิดหลวงพ่อท่านได้เจโตปริญานของจริงรึเปล่าตามที่พระไตรปิฏกบอกไว้แล้วและของพระอริยะนั้นไม่มีความคลาดเคลื่อนถูกต้องตลอดและไม่มีการเสื่อมผมเริ่มคิด)

    หลวงพ่อท่านรู้ได้รวมถึงเหตุการณ์ความคิดใครเกิดนิวรณ์อะไรในตอนกรรมฐานหรือระหว่าง2วันที่ผ่านรวมแม้กระทั่งความฝันของพระเกือบ50รุปและโยมอีกเกือบ30 จำนวนคนไม่แน่นอนเพราะแต่ละคนล้วนมากจากต่างวัดต่างที่กันญาติโยมก็หมุนเวียนกันมาปฏิบัติเรื่อยๆ หลวงพ่อท่านรู้ได้โดยที่ท่านไม่ต้องมาตามดูอยุ่ใกล้ใครท่านแค่อยุ่กุฏิ สามารถรู้ไปถึงความคิดสันดารความฝันและสิ่งที่เห็นในสมาธิ ทั้งที่ท่านอยุ่ในกฏิท่านตลอด สอบอารม์ถามท่านนึงไม่เกิน5นาที ผมก็ได้แต่คับๆพูดไรไม่ออกไม่กล้าถามไรว่าหลวงพ่อรู้ได้ยังไง ท่านจะดูฌานให้และให้คำแนะนำสั้นๆ ถ้าเรานำไปปฏิบัติหรือละนิวรณ์ตามท่านสอนดีๆญานทรรศนะจะเปิดเร็วมากรวมถึงฌาน ท่านก็บอกไปทำกรรมฐานอีกไป หลังจากนั้นผมก็เดินออกจากศาลาสอบอารมณ์ ให้พระท่านอื่นสอบต่อไป

    ที่นี่สำคัญคนที่ญานทรรศนะเปิดแล้วหมุนฌานได้แล้ว สามารถเห็นภาพต่างๆที่คนอื่นหลับตาทำสมาธิเห็นว่าเค้าคนนั้นถึงฌานไหนหลับตาเห็นอะไรหรือแม้แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในความฝันได้ถูกต้องโดยไม่ต้องอยุ่ใกล้กันเลยหรือไม่พบหน้ากันเลยหลายวันต่อให้เหตุการณ์นั้นผ่านมาหลายวันหลายปีก็สามารถรู้เหมือนเข้าไปอยุ่ในเหตุการณ์หรือกอภาพเหมือนดูหนังกลับมาได้ว่าเค้าเห็นอะไรทำอะไรคิดอะไรอยุ่ในชาตินี้เลย รวมถึงบุฟกรรมในชาตินี้ใครทำไรมา10-20ปีที่แล้วป่วยเป็นโรคอะไรคนหายของหายรู้ได้หมดถูกต้อง เห็นภพภูมิต่างๆเทวดารู้ความคิดคนอื่นรู้หมดทุกอย่างถูกต้องด้วย รวมถึงพบพระอรหันต์พระพุทธเจ้าด้วย ทำให้ศรัทธามากขึ้นเรื่อยๆผมยิ่งอยากทำให้ได้โดยเร็วเลย ใจอยากเห็นพระพุทธองค์สักครั้งเมื่อได้เข้ามานับถือศาสพุทธคงไม่เสียชาติเกิด จะได้หายสงสัยวลีที่ว่า ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นตถาคต นั้นคือของจริง

    ดร.มหาเปรียญธรรม9 30พรรษาได้ท่านนี้มาจากจังหวัดก.บวชตั้งแต่เณรอายุ14ได้ ตามจริงท่านงานเยอะมากเป็นครูสอนมหาประโยค9และต้องช่วยงานเจ้าอาวาส ตัวท่านกำลังจะได้เป็นเจ้าคุณด้วย ท่านมาก่อนผมประมาณ1เดือนทิ้งกุฏิหลังใหญ่ในจังหวัดก.ลาเจ้าอาวาสและลางานสอนมหาปธ.9มาเลย มาอยุ่ที่นี้กุฏิประมาณ4*4เมตรเท่านั้นและไม่มีกิจนิมนต์ใดๆมีแต่วิชาวิปัสนากรรมฐานและทุกคนอยุ่กุฏิเล็กๆเหมือนกันหมดไม่ว่าพรรษาเยอะหรือน้อย พระชั้นไหนมหาประโยคไหนจนถึงด็อคเตอร์ก็ตาม (แต่ละท่านที่มา90เปอเซนล้วนมาจากต่างวัดต่างที่กัน)
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 15 ธันวาคม 2016
  13. Tamjugg

    Tamjugg เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    7 กันยายน 2012
    โพสต์:
    649
    ค่าพลัง:
    +962
    ตอนที่12


    มหาปธ.8อีกท่านจากจังหวัดช.บอกกับผมอาตมาอยุ่วัดเดิมนั้นเจ้าอาวาสให้กุฏิหลังใหญ่ติดแอร์เน็ตพร้อมเลย กุฏิน่าจะใหญ่สุดในวัดสมัยอยุ่วัดเดิม อาตมาถ้าอยุ่ก็อยุ่ถ้าจะไปก็ไปเลยเก็บของใส่ย่ามและอาตมากำลังหาที่ฝึกวิปัสนากรรมฐานมาหลายพรรษาแล้วจนมาถึงที่นี่เดือนก่อนติดสอบปธ.9ก็ทิ้งไป ขึ้นมานี้ก็เพราะอยากมาปฏิบัติจริงๆไม่งั้นคงไม่มาอยุ่จำพรรษาหรอก เพราะวัดเดิมที่ท่านอยุ่นั้นขาดมหาเปรียญธรรมและท่านเองก็ได้ยศมหาซึ่งถือว่าสูงสุดของที่นั่นแล้วเจ้าอาวาสก็ยังไม่ค่อยอยากให้ไปจำวัดที่อื่น ที่นี่แต่ละวันฝึกวิปัสนากรรมฐานเดินจงกลมนั่งสมาธิกันทั้งวันทั้งคืนทีนี้ไม่มีกฏอะไรเพียงแต่เน้นสายปฏิบัติรู้อารมณ์แล้วละอารมณ์ ดร.มหาปธ.9ไม่นานได้ฌานและสามารถดูอดีตชาติได้แล้ว5รอบ คือ100ชาติแล้วกลับมาดูชาติ1ใหม่ที่รอบที่5 เรามักเรียกสั้นๆว่า500ชาติ ลงดูรอบใหม่มันก็ตัดเรื่องในชาติเดิมนั้นแต่ต่างช่วงอายุต่างวัย(นี่เป็นการฝึกเบื้องต้นเท่านั้น ยังมีญานอื่นๆสูงกว่านี้อีกมาก) ดร.มหาปธ.9ได้บอกผมว่าแรกๆก็ไม่เชื่อคิดว่าโม้ตลอดเดือนแรกครูบาจารย์ที่ได้ฌานอภิญญาและสอนให้คนอื่นรู้และทำได้ด้วยนั้นยังมีอยุ่ยุคนี้

    พระเถระหลายต่อหลายท่านใจนักปฏิบัติจริงเดินทางขึ้นเหนือล่องใต้หลายสิบพรรษาที่ไหนดังก็ไปฝึกกับเค้าหมด บางที่โดนดึงตัวไว้เพราะสวดมนต์เก่งสวดปาฏิโมกข์ได้ญาติโยมชอบ บางที่ตำแหน่งมหาอยากดึงตัวไว้ บางทีญาติโยมนิมนต์เป็นเจ้าอาวาส เจ้าคณะตำบล เจ้าคุณก็ไม่สน ตั้งหน้าตั้งตาหาครูบาอาจารย์สอนวิปัสนากรรมฐานต่อ(ท่านเหล่านี้เกิดมาเพื่อบวชพระจริงๆ บวชตั้งแต่เณร12-13จนปัจจุบันจะ30กว่าพรรษา คือไม่เคยผ่านชีวิตฆราวาสเลยและบวชจนถึงวันสุดท้ายของชีวิต ศรัทธาในพระพุทธเจ้าขั้นสูงสุด) ที่ไหนเค้าบอกดีดังก็ไปมาหมด โคเอนก้าก็ไปหรืออีกหลายที่ไม่ขอเอ่ย บอกว่าไม่มีที่ไหนเท่าที่นี่ มหาปธ.หลายท่านส่วนหนึ่งท่านเรียนมาเยอะและไม่เชื่อว่าสมัยนี้ที่ไหนจะทำได้ถึงการเข้าฌานใช้อภิญญาต่างๆและเข้าฌานดูอดีตชาตินี้เป็นแค่จุดเริ่มต้นเล็กๆเท่านั้น

    ดร.มหาปธ.9เริ่มเข้าฌานทำได้แล้วญานทรรศนะเปิดเห็นเองเริ่มเชื่อ และอีกอย่างหลวงพ่อท่านสามารถรู้ความคิดได้ตลอดคือเจโตปริยญานอันมีในพระไตรปิฏกถุกต้องได้ตลอด นี้ยิ่งทำให้มหาหลายท่านคิดหนักจากตอนแรกไม่เชื่อคงคิดว่าโม้ของจริงหรือไรกันแน่ ทั้งที่หลวงพ่อไม่ได้สอบเป็นมหาหรือประโยคอะไรแต่หลวงพ่อท่านมีทิพพจักขุ เจโตปริยญาณ ทิพพโสต ปุพเพนิวาสานุสติญาณ อิทธิวิธิ ส่วนอาสวักขยญาณได้รึเปล่า(แต่ท่านใช้เจโตปริยญานได้ถูกต้องและรู้ถึงวาระจิตทุกคนตลอด ในการสอบอารมร์ให้ลูกศิษย์รุ้ถึงตัวกิเลสแล้วละตาม ทำให้ได้ฌานแบบรวดเร็วไม่ทิตย์ แต่ให้เป็นวสีต่อไปรู้ละกิเลสแล้วก้าวขึ้นอภิญญาตามลำดับ เคยอ่านหนังสือเจอบอกมีแต่พระอรหันต์เท่านั้นที่รู้วาระจิตผู้อื่นได้ถูกต้องตลอดไม่คลาดเคลื่อน และสำคัญคือผู้ฝึกสาารถรู้เห็นได้ด้วยตนเองและทดสอบได้สามารถเห็นพระบรมศาสดาและอภิญญาต่างๆด้วยตนเอง สามารถเห็นของคนอื่น พิสูจน์ได้เองและให้คนได้อภิญญาดูตามได้ เพื่อทดสอบอภิญญาของจริงกันหลงโลกหลงทางเสียเวลาเปล่าแถมสุ่มเสี่ยงต่ออบายถ้าพาคนไปเชื่อผิดๆแบบตนยิ่งกรรมหนัก)

    มหาเปรียญธรรม8 อีก2ท่าน(จังหวัดช.และน.คนละวัดกัน) มาก่อนดร.มหาปธ.9เล็กน้อยคือที่นี่มีพระจากทั่วทุกทิศของประเทศ เหนือใต้อีสานตะวันออก และไม่น่าเชื่อว่าจะมาและหาเจอได้ วัดที่นี้ล้อมรอบด้วยป่าเขาสัญญานโทรศัพท์ยังไม่ค่อยมี คือออกจากวัดต้องเดินไปหลายกิโลเมตรถึงจะเจอหมู่บ้านคน รอบวัดนั้นเป็นป่าล้อมรอบ ป้ายบอกทางมาวัดยังไม่มีและไม่มีการโฆษณาออกทีวีใดๆ มหาปธ.8ทั้ง2ท่านยังดูอดีตชาติได้เล็กน้อย100กว่าชาติ หลวงพ่อก็บอกสั้นๆดร.มหาปธ.9ท่านสมาธิดีดูได้เยอะ ส่วนมหาปธ8 สองท่านนั้นก็ดูได้จำนวนใกล้เคียงกัน ท่านนึง50-60 ผลัดกัน ยิ่งทำให้ผมงงมาก ว่าที่นี้ฝึกถึงระดับคลาสนี้เลยหรอ ลำพังทำฌานให้เกิดคิดในใจตัวผมจะทำได้ไหม ใจลึกๆก็กดดัน เราจะทานข้าวญาติโยมเสียข้าวสุกรึเปล่าเรามัวทำไร ทั้งๆที่ฉันกันวันละมื้อ7โมงเช้าหลังเที่ยงไม่ฉันอีก ใจหนึ่งก็ตกใจการที่มาที่นี้ไม่ได้เตรียมใจจะมาปฏิบัติแบบเข้มข้นขนาดนี้เข้าวิปัสนากรรมฐานกันวันละ20ชั่วโมงคือทั้งวันทั้งคืนมีสรงน้ำพักเข้าห้องน้ำแล้วมาลุยต่อแต่ถ้ารู้อารมณ์ละอารณ์ไม่ดีก็มืดต่อให้ทำนานแค่ไหน มหาหลายท่านก็ให้กำลังใจผมบอกเค้ามาก่อนเอ็งหนึ่งเดือนแล้ว อย่าคิดมากค่อยๆทำกรรมฐานไปขึ้นศาลาบ่อยๆเดี๋ยวก็ได้ฌานเห็นได้เอง นี่เป็นแค่ประสบณ์การส่วนเล็กๆเท่านั้น ยังไม่มีพระเถระอีกมากมายที่เพิ่งมาปฏิบัติที่นี่ได้ญาน ฌาน อภิญญาผมจะทยอยเล่าต่อไป
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 5 มกราคม 2017
  14. Tamjugg

    Tamjugg เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    7 กันยายน 2012
    โพสต์:
    649
    ค่าพลัง:
    +962
    ตอนที่13

    วันนึงหลังสอบอารมณ์เสร็จผมก็ยังญานทรรศนะไม่เปิด อึดอัดใจมาก ก็เดินไปคลายอารมณ์แถวเจดีย์(ซึ่งตอนนั้นกำลังสร้างอยุ่ และที่นี้เองก่อนนั้นผมเคยเห็นโอปาติกะ เป็นแสงสีขาวใหญ่เท่าลูกบาสเกตบอลพุ่งลงมาใกล้ๆไม่เกิน10เมตรและหายไปก่อนตกถึงพื้นโยมเพื่อนผมเห็นด้วยเป็นพยานแทบอึ้งกินเกิดมาไม่เคยพบ ตอนหลังถามหลวงพ่อบอกเทวดามาให้เห็น เหมือนโชว์ให้รู้ว่ามีจริงที่นี้ที่สูงศักดิ์สิทธิ์ อดีตการเคยมีพระอรหันต์มาทำเจดีย์ไว้1000กว่าปีแล้ว เศษอิจเก่าๆยังอยุ่ถึงวันนี้ใครจะไปรื้อทิ้งยึดเป็นที่ตัวเองต้องยกเลิกทุกราย) เดินลงมานั่งศาลาเล็กพวกเรามักเรียกว่าห้องกาแฟ ผมได้พบปะกับพระท่านนึงท่านฝึกวิปัสนากรรมฐาน4พรรษาก่อนผม (ผมมักเรียกสั้นๆว่าศิษย์พี่)บวชจากจังหวัดอยุธยาไม่นานก็ขึ้นมาที่นี่ ผมไม่ได้ถามมากว่าใครแนะนำมา ท่านก็มีอภิญญามีสมาธิแก่กล้ามาก คือมีตาทิพย์รู้ได้รวดเร็วใครเป็นโรคอะไร พี่ชายโทรมาถามแถวเจดีย์พอมีสัญญานบ้าง บอกเหมือนร่างกายจะไม่ไหวแล้วช่วยที ศิษย์พี่เข้าสมาธิสัก1วิขอกตรงหลังหูดำหมดแล้วมะเร็ง พี่ชายท่านไปโรงบาลตรวจก็เป็นมะเร็งจริง ท่านก็บอกอาตมาช่วยไม่ได้หรอกได้แต่แนะนำให้เลิกlสูบบุรีแล้วสมาทานศีลทำวิปัสนากรรมฐานไปช่วยต่ออายุได้อีกหน่อย

    ตกเย็นได้สนทนากับศิษย์ที่ศาลาเล็ก เรามักจะเรียกว่าห้องกาแฟคือมีเครื่องน้ำร้อนเก่าๆเครื่องนึง บางครั้งก็มีกาแฟบ้างบางครั้งก็ไม่มีเลย พระแต่ละท่านก็ไม่ได้มีเงินอะไรวันๆปฏิบัติกรรมฐานอย่างเดียวก็20ชั่วโมงได้ แม้แต่พระเกือบ50รูปก็เหมือนไม่มีพระเลยคือแยกย้ายวิปัสนากรรมฐานตามเสนาสนะเงียบๆ ถ้าใครผ่านอาจจะคิดว่าที่วัดมีพระ2-3รูป แต่พอตอนสอบอารมณ์ถึงจะเห็นนั่งกันเต็มทุก2วัน ขอญาติโยมก็ไม่ได้ที่วัดไม่มีตู้บริจาคหลวงพ่อห้าม ผมบางครั้งก็เอาเงินส่วนตัวออกค่าน้ำปากันเอง สวดมนต์ก็มีเฉพาะช่วงในเข้าพรรษาวันพระใหญ่ส่วนปาติโมกข์(ที่นี้ไม่มีพระประจำ แต่ก็แปลกที่แต่ละพรรษาจะมีพระที่สวดปาติโมกข์ได้มาจำพรรษาพลัดเปลี่ยนกันมาเองไม่เคยขาด ขึ้นมาจำวัดวิปัสนากรรมฐาน ทั้งที่หลวงพ่อไม่เคยร้องขอ ใครจะมาไม่มาก็สำคัญ) คือสายนี้จะใช้อภิญญาหาเงินก็ไม่ยากเลยแถมได้เงินอย่างง่ายดาย แต่ทุกอย่างจะสอดคล้องกับพระไตรปิฏกศีล สมาธิ ปัญญา ศีลขาดก็ไม่รู้ทำสมาธิขึ้นฌานได้ไหมต่อให้ฝึกไปอีก10ปี คำสอนในพระไตรปิฏกเป็นคู่มือสำคัญนั่นเองช่วยให้ญานทรรศนะและจิตสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว อภิญญา5นี่ยังถือว่าเบื้องต้น มีอภิญญา6คือเป้าหมายสูงสุด

    ผมก็ได้ถามพระเถระ ว่าควรทำยังไงถึงญานทรรศนะเปิดเร็วผมอยากพบพุทธองค์สักครั้งในชีวิต การเห็นอดีตชาติยังไม่สำคัญมากสำหรับผมในตอนนั้น แต่ถ้าใช้บุฟเพได้ได้เห็นพระพุทองค์และพระอรหันต์ได้เช่นกันหรือจะเริ่มใช้ตาทิพย์ได้นั่นเอง พระเถระเข้าสมาธิโดยขณะลืมตาสัก1วินาทีแล้วบอกผม เอ็งขาดศรัทธาผมบอกถามแล้วจะแก้ยังไงคับ ท่านบอกใช้ปัญญา ท่านรู้วาระจิตผม ผมบอกว่าใช่คับผมยัง50-50ในความเชื่อพุทธองค์มีจริงไหม ใช้ปัญญาและเติมพละ5 เชื่อไหมผมรู้จักไม่ครบเลยผมต้องหาหนังสือธรรมะสมัยมัธยมมาอ่านซึ่งในห้องกาแฟก็พอมีตำราธรรมมะเก่าๆให้อ่านบ้าง ผมถึงกับหยิบมาอ่านทั้งที่สมัยมัธยมเคยเรียนมองข้ามตลอด พละ5มี ๑. ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา สิ่งเหล่านี้มันเกี่ยวเนื่องกับการปฏิบัติมีผลโดยตรง ทุกคำสอนในพระไตรปิฏกมองข้ามไม่ได้เลย พระศิษย์พี่รู้ด้วยญานนี่อยุ่เพียง4พรรษา(รู้ได้ เก่งขนาดนี้เลยผมคิดในใจ) ประมาณว่าสอบอารมณ์ให้ผมได้เช่นกัน

    ผมก็หาหนังสือธรรมมะแก้ปัญหาศรัทธาและความสงสัยในตัว หาพระไตรปิฏกต่างๆมาอ่านเริ่มเข้าใจทุกอย่างดีเลิศเป็นไปเพื่อความหลุดพ้นสละซึ่งกิเลสเป็นไปเพื่อละ เพื่อทำนิพพานให้แจ้งอภิญญา6เป็นผลพลอยได้จากการฝึกปฏิบัติละกิเลสดีแล้ว คำสอนเหล่านี้มีแต่พระพุทธเจ้าผู้บำเพ็ญบารมี10เท่านั้นที่คิดได้คนแรก อัจฉริยะสมัยไหนๆไอลสไตล์หรือคนทำIQ1000หรืออัฉริยะอีกหลายคนในอนาคตที่จะมาเกิดก็ไม่สามารถคิดคำสอนเหล่านี้ได้เลย ทั้งพละ5 อริยสัจ4 โพชฌงค์ 7 มรรค8 ไตรลักษณ์ เป็นต้นนี้มีแต่พระพุทธเจ้าเท่านั้นที่รู้คนแรกและนำมาตรัสสอน แล้วมันมีผลต่อการปฏิบัติ ญาน ฌาน อภิญญาหรืออาจจะที่สุดอภิญญา6(ไม่ใช่แค่อาจจะที่จริงในพุทธกาลมีพระอริยะสำเร็จไปมากต่อมากๆแล้วแค่ได้ยินคำสอนพุทธองค์)ทางหลุดพ้นนี้ที่แต่พุทธองค์ที่รู้แจ้งและตรัสสอนได้ ส่วนอภิญญานั้นเป็นผลพลอยได้
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 23 ธันวาคม 2016
Loading...