สอบถามผู้รู้เรื่องการปฏิบัติ

ในห้อง 'ประสบการณ์อภิญญา' ตั้งกระทู้โดย ThankU, 27 พฤษภาคม 2016.

ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ 1 คน ( สมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน )
  1. ThankU

    ThankU สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 พฤษภาคม 2016
    โพสต์:
    4
    ค่าพลัง:
    +3
    สอบถามผู้รู้หน่อยครับ วงขนาดของวงพลังงานรอบๆ ตัว ที่มีผลกระทบกับสรรพสัตว์รอบๆ ตัวนี่ ถ้าเล็กแปลว่าบารมีน้อยหน่อย ถ้ากระเทือนเป็นวงกว้างมากๆ ยิ่งกว้างมาก็คือยิ่งสะสมบารมีมาเยอะใช่ไหมครับ

    ผมเคยอ่านเรื่องในหลวงถามหลวงตามหาบัวเรื่องพุทธภูมิคิดว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้

    เรื่องหลวงตากับในหลวงมีดังนี้:

    ท่านก็ถวายคำถามแรก (พระเจ้าอยู่หัวฯ เรียกหลวงตาว่า “หลวงปู่”)
    “หลวงปู่... สาวกภูมิกับพุทธภูมิต่างกันอย่างไร” โอ้..พระเจ้าอยู่หัวฯ ถามปัญหาหลวงตาขนาดนี้
    หลวงตาตอบว่า : ... “พุทธภูมิ ก็เหมือนดั่งเรานั่งรถไฟ นั่งรถไฟไปเชียงใหม่หรือนั่งรถไฟไปอุดรนั่นแหละพุทธภูมิ แต่ถ้าเรานั่งจักรยานมาหรือนั่งมอเตอร์ไซค์ ขี่มอเตอร์ไซค์ไปนั่นแหละ... สาวกภูมิ เพราะฉะนั้นการเป็นพุทธภูมิก็คือการนำคนไปได้เยอะๆ ส่วนสาวกภูมินั้นนำไปได้น้อยๆ ไม่ได้มากนัก อย่างเก่งก็ 1 คน หรือ 3-4 คน ก็ว่ากันไป นั่นคือสาวกภูมิ เข้าใจไหมล่ะพ่อหลวง”
     
  2. ธรรม-ชาติ

    ธรรม-ชาติ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 พฤษภาคม 2012
    โพสต์:
    1,273
    ค่าพลัง:
    +5,169
    +++ "วงขนาดของวงพลังงานรอบๆ ตัว" ในระดับนี้ ตรงนี้ไม่ได้เกี่ยวกับ ขนาดของบารมี สักเท่าไร

    +++ หากคุณ "ทำได้จริงเห็นได้จริง" ให้ลอง "เล่น" ดูดังนี้

    +++ หลังจาก "ทำให้เกิด" วงพลังงานรอบตัวได้แล้ว ให้กำหนด "สำเหนียกรู้" ว่า "ศูนย์กลางที่แท้จริง ของวงพลังงาน" นั้น อยู่ตรงไหน

    +++ จากนั้น "กำหนดเดินจิต" เข้าสู่ "ใจกลางจริง ของวงพลังงานนั้น" แล้วให้ "สังเกตุรู้" ว่าการ เข้าสู่-ขยับออก นั้น ทำให้วงพลังงาน ขยายตัว-หดตัว ตามจังหวะที่เกี่ยวพันกับ "ใจกลาง" ของมันหรือไม่ เล่นกับมันไม่กี่ครั้งก็จะเข้าใจได้ ไม่ยาก (ห้อง อภิญญา XP เป็นห้องปฏิบัติ ดังนั้น ควรทำดูให้ชัดเจนแก่ตน)

    +++ "การเป็นพุทธภูมิก็คือการนำคนไปได้เยอะๆ ส่วนสาวกภูมินั้นนำไปได้น้อย"

    +++ อ่านดูแล้ว "ไม่ได้เกี่ยวกันกับ สนามพลังงานรอบตัว" แต่ที่หลวงปู่ตอบกับพระเจ้าอยู่หัวนั้น คือ "เรื่องของการ นำจำนวนคนเข้านิพพาน" ด้วยการเปรียบเทียบกับ "ขนาดของยานพาหนะ" เท่านั้น

    +++ ให้ "ลบความคิด" เรื่องสนามพลังงาน ออกจาก เรื่องของ พาหนะ แล้วอ่านใหม่ คงเข้าใจได้ไม่ยาก นะครับ
     
  3. nopphakan

    nopphakan ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    5,108
    ค่าพลัง:
    +25,315
    ขอตอบเฉพาะเรื่องวงพลังงานนะครับ...
    ถ้าเป็นวงพลังงานที่ยังมีตัวเราเป็นผู้กระทำ
    เช่น จากอำนาจของ ตบะ สมาธิ ญาน ญาณ กำลังจิต
    อย่างนี้มีผลกระทบ ไม่ว่าต่อสรรพสัตว์
    หรือต่อผู้ที่มีสัมผัสภายในดีครับ...
    ซึ่งไม่ว่าจะกระทบในทางที่ดี
    หรือในทางที่ไม่ดี ก็ถือว่ามีผลกระทบทั้งสิ้นครับ...


    ส่วนวงของบารมีซึ่ง มันใช้ตัวเรา
    ใช้ความสามารถพิเศษอะไร
    ไปเป็นผู้กระทำก็ไม่ได้
    เพราะมันมาจากสภาวะที่จิตคลายตัวเองได้
    โดยธรรมชาติของมันเอง และเป็นไปตามเนื้อหาเดิม
    แท้ของจิตดวงนั้นๆ ยิ่งกว้างเท่าไร
    ยิ่งถือว่าผู้นั้นมีบารมีมากครับ..

    การสังเกตุถ้าเรา เข้าใกล้พระเกจิมีอายุหน่อยแล้วเรา
    รู้สึกเย็นๆ นี่ก็เพราะกระแสจากเมตตาจากตัวจิตท่าน
    ที่แผ่เป็นพลังงานออกไปภายนอก..
    นี่ก็เพราะท่านไม่ได้ทำ เป็นไปตามเนื้อหา
    ของจิตท่าน ณ ปัจจุบันนั้นเอง..

    แต่ถ้าเข้าใกล้ท่านที่มีบารมีทางธรรมมาก
    หรือมากด้วยปัญญาทางธรรมนั้น..
    รวมทั้งมีบารมีมากเรื่องพลังงานร่วมด้วย
    ตามลักษณะกระแสจิตเดิมแท้ของท่าน

    ถ้าเราอยู่ใกล้เราจะรู้สึกเคลียร์ คือ
    จิตเราจะสามารถคลายตัวได้ ส่งผลให้
    ตัวเรารู้สึกคลายในเรื่องที่เรา
    เคยสังสัย ติดขัด ต่างๆนั่นหละครับ....
     
  4. เมธาวี1

    เมธาวี1 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 มีนาคม 2011
    โพสต์:
    710
    ค่าพลัง:
    +1,057
    ผมเคยเจอตอนไปปฏิบัติธรรมครั้งนึง หลวงพ่อบุญเสริม ธมฺมปาโล มาเทศน์ ท่านเดินขึ้นมาบนศาลาแบบเย็นมากจนเสียวสันหลังวาปป ความรู้สึกร้อนๆตอนนั่งบนศาลามันหายไปหมดเลย
     
  5. ธรรม-ชาติ

    ธรรม-ชาติ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 พฤษภาคม 2012
    โพสต์:
    1,273
    ค่าพลัง:
    +5,169
    +++ ถูกต้อง ตรงนี้เป็นส่วนของ "บารมี" ไม่ใช่ส่วนของ "สนามพลัง" ซึ่งเป็นคนละเรื่องกัน

    +++ ตรงนี้จะรู้ได้ ก็ต่อเมื่อ ผู้นั้นรู้จักอาการของ "จิตคลายตัวแล้วเท่านั้น" (จากเพ่ง มาเป็น แผ่)(ตรงนี้ จขกท ยังมาไม่ถึง ผมจึงไม่อธิบายมาในจุดนี้)

    +++ สำหรับผู้มาถึงแล้วเท่านั้น จึงสามารถ "รู้ โดยไม่ใช้ ดู" และรู้จัก "การแผ่บารมี ที่มีลักษณะเป็นวง" ได้ และไม่เกี่ยวกับ สนาม aura อีกด้วย

    +++ ยินดีด้วยสำหรับผู้ที่ "รู้จักอาการแผ่ อันเป็นผลมาจาก ดับ คลาย ปล่อย" แล้ว "ปล่อยไปเลย" อาการนี้เท่านั้นที่จะรู้จัก เรื่องของ "วงบารมี" ได้

    +++ เมื่อรู้จักแล้ว ลองอ่านเรื่อง "อายุวัฒนะกุมาร กับ อวรุทธกยักษ์" ก็จะชัดเจนมากยิ่งขึ้น นะครับ
     
  6. ThankU

    ThankU สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 พฤษภาคม 2016
    โพสต์:
    4
    ค่าพลัง:
    +3
    ถามอีกอย่างครับ พวกที่สามารถเอาบารมีไป "ยึด" มิติมีตัวเองเป็นแกนกลางนี่ ตามหลักแล้วก็น่าจะ "ย้อนเวลา" ในเขตุที่บารมีตัวเองไปถึงได้ เพราะแท้จริงเวลาก็คือการเคลื่อนไหวของสิ่งต่างๆไปพร้อมๆกัน ถ้าย้อนทุกอย่าง...ก็ย้อนเวลา?
     
  7. nopphakan

    nopphakan ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    5,108
    ค่าพลัง:
    +25,315
     
  8. ธรรม-ชาติ

    ธรรม-ชาติ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 พฤษภาคม 2012
    โพสต์:
    1,273
    ค่าพลัง:
    +5,169
    +++ โพสท์นี้ จะตอบควบคู่กันไปทั้งคุณ ThankU + nopphakan ในโพสท์เดียว หลัก ๆ จะจำกัดในเรื่อง "วงบารมี" เท่านั้น

    +++ บารมี ไม่เกี่ยวข้องกับ "สังขตะธรรม (สภาวะธรรมที่ยังอยู่ใน ไตรลักษณ์)" ไม่สามารถ "บังคับให้เกิดขึ้น ให้ตั้งอยู่ หรือ ดับไป" ได้ (อย่าเอาไปปนกับ บารมีอย่างโลก ๆ นะ)

    +++ โพสท์นี้ จะพูดถึงสิ่งที่เรียกว่า "อาการของ สนามบารมี (ยังหาคำศัพท์ที่ดีกว่านี้ ไม่เจอ)" จะเรียกว่า specification ของสนามก็ได้

    +++ คำว่า "บารมี" คำนี้ หากกล่าวกันแบบทางโลก ๆ ก็มักจะเข้าใจกันว่าเป็นการ "สร้างสะสมพลังความดีต่าง ๆ และเป็นพลังงานรูปหนึ่ง" แรก ๆ ผมก็เข้าใจแบบนี้เหมือนกัน

    +++ แต่มาหลัง ๆ นี้ ได้ทดสอบการ "เดินจิต" ในเนื้อหา (อรูป) ต่าง ๆ ปรากฏว่า "เนื้อสภาวะต่าง ๆ ทั้งหมด (อรูปสมาบัติ)" สามารถ "แผ่ขยายและรวมตัวได้" หากสามารถ เดินจิต ได้ถูกต้อง

    +++ ไม่ว่าจะเป็นสภาวะของ จิตเปล่งรังสีประภัสสร (จิตเดิมแท้-อาภัสสระพรหม) หรือ aura จากพลังงานชีวภาพ รวมทั้ง รัสมี ผ่องใส-ขุ่นมัว ของจิต ทั้งหมดล้วนขึ้นกับ การเดินจิต ที่ถูกต้องเท่านั้น

    +++ แต่มีอาการหนึ่ง ที่น่าจะเรียกได้ว่าเป็น "ประกายของบารมี" ตรงนี้ค่อนข้างแปลก ๆ คือ "ไม่สามารถทำให้ แผ่ขยาย-หดตัว ได้ด้วยการเดินจิตทุกชนิด"

    +++ การที่จะ "สำเหนียก" ตรงนี้ได้ ต้องเป็นผู้ที่ "ดับตน หรือ ดับตัวดู" ได้อย่าง "ดับสนิท" แล้วเท่านั้น อาการ "ดับ คลาย ปล่อย" จึงจะเกิดขึ้น

    +++ อาการ "ดับตัวดู" นั้นจะเกิดอาการ จิตกระตุ๊กวูปดับ แล้ว "ทั้งจิตและความเป็นตน จะสาปสูญหายไป" เหลือไว้แต่ "อาการรู้" อาการเดียว (นิโรธ) ผมเรียกว่า "สภาวะรู้"

    +++ เมื่ออาการ "ตัวดู" ดับสนิทแล้ว เหลือแต่ "สภาวะรู้" ตรงนี้จะรู้ชัดเจนอย่างหนึ่งว่า ตัวดูเมื่อ ดับ แล้ว จะมีอาการ "สลายตัว" ของมันด้วย ตรงนี้เรียกว่า "การคลายตัว" ก็ตรงกับอาการอยู่

    +++ อาการ "คลาย" เป็นผลต่อเนื่องจากอาการ "ดับ" ตรงนี้ เจตนา+กิริยาจิต ไม่สามารถก่อกำเนิดขึ้นมาได้ ดังนั้น อาการนี้ "ไม่ใด้เกิดจาก การเดินจิต"

    +++ ในขณะที่มันกำลัง "คลายตัว" อยู่นี้ อาการ "แจ้ง" ชนิดหนึ่ง (เป็นสภาวะแจ้ง) จะปรากฏ ในขั้นตอนของการ "สลายตัว" นี้

    +++ เมื่อ "ปล่อย" มันไว้อย่างนั้น จนอาการ "คลาย" ถึงที่สุดแล้ว ก็ "ปล่อย" มันเอาไว้อย่างนั้น

    +++ ปล่อยให้เป็น "รู้บริสุทธิ์" ไว้อย่างนั้น เมื่อ "ชำนาญ" แล้วก็จะรู้ได้ว่า เมื่อ "ปล่อย" จนถึงที่สุด จะปรากฏ "วงรัศมี" ขึ้นมาอีกวงหนึ่ง เป็นมาเองโดยธรรมชาติของการ "ปล่อยวาง" จนถึงที่สุด

    +++ ขณะที่การ "ปล่อยวาง" ไปจนถึงที่สุด อาการ "จ้า" แห่งสติ จะปรากฏขึ้น ณ บริเวณปลายสุดของอาการ "จ้า" นี้แหละที่ผมชัดเจนว่า มันน่าจะเรียกว่า สนามบารมี หรือ "รัศมีบารมี" มากกว่า

    +++ ความเป็น "ตน" ถูกดับสลายไปตั้งแต่การเริ่มต้นในกระบวนการ "ดับ คลาย ปล่อย" ตั้งแต่แรกแล้ว ดังนั้น "เฉพาะผู้ที่ทำได้" ก็ลองทำดูนะ

    +++ คงได้คำตอบจากข้างบนแล้วนะว่า "ไม่สามารถ เอาบารมีไป ยึด อะไรได้" หากจะ "ยึด" ก็ต้องมีแต่ "เดินจิตใน มหาปัฏฐาน แล้วทำ อธิปัตติปัจจัยโย" เท่านั้น ซึ่งตรงนี้ไม่เกี่ยวกับ "อาการของบารมี"

    +++ เรื่อง "ย้อนเวลา" ทำได้ 2 แบบ แต่ทั้ง 2 แบบ ต้องทำ "วิมุติญาณทัศนะ" ให้ได้เสียก่อน ตรงนี้คือต้อง "แยกความเป็นตน ออกจาก สภาวะรู้" แต่ห้าม "ดับตนเข้านิโรธ" อย่างเด็ดขาด เพราะเรื่องนี้จะต้องใช้ "ความเป็นตน" เป็นฐานของการทำงาน

    +++ การย้อนเวลาแบบที่ "ย้อนเข้าไปในจิตตน" จะสัมพันธ์กับ ตนเองและวงจรของผู้ที่ผูกพันธ์กันมาก่อนเท่านั้น (ระลึกชาติในภพภูมิ) ส่วนการย้อนเวลาแบบ "แยกออกจากตน" (วิมุติ) จน "สิ้นสุดเขตแดน และ อิทธิพล จากความเป็นตน" แล้วออกสู่ อวกาศ จนออกไปนอก บิกแบง แล้วเข้า บิกแบงคู่ขนาน ตรงนี้จะสัมพันธ์กับ ระบบที่เป็นวงจรใหญ่กว่ามาก ๆ ในระดับทั้งสังคมทีเดียว

    +++ ทุกอย่าง "มีอยู่จริง เป็นอยู่จริง" ได้ต่อเมื่อผู้นั้น "ทำได้" เท่านั้น คำว่า แสนโกฐิโลกธาตุ มาได้อย่างไร แล้วแค่ 1 โลกธาตุล่ะ เข้าใจได้แค่ไหน และอะไรเรียกว่า "มหาสติ" ทำมหาสติให้ได้ก่อนก็แล้วกัน ไม่งั้นทุกอย่างจะกลายไปเป็น "มโนเอาเอง" ทั้งหมด หาก "สติไม่มั่นคง (ดำรงค์สติมั่น)" จริง ๆ แล้ว แค่อยู่ในโลกนี้ สังคมนี้ เฉย ๆ ยังหลงเลย คงยังไม่ต้องไปพูดถึง กาลอวกาศ หรอกนะ ;)

    +++ ค่อย ๆ ทำสติให้ได้ก่อน แล้ว "ทำปัฏฐาน (อธิปัตติปัจจัยโย)" ภายในสติ ไม่นานก็ก้าวหน้าเองนะ :)
     
  9. saming2521

    saming2521 Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 มกราคม 2017
    โพสต์:
    138
    ค่าพลัง:
    +141
     
  10. saming2521

    saming2521 Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 มกราคม 2017
    โพสต์:
    138
    ค่าพลัง:
    +141
    ตอบ ไม่ถูกครับ ให้อยู่กับปัจจุบัน ถ้าย้อนควรย้อนด้วยการระลึกชาติ
    ก็จะได้สัมผัสพลังงานได้ เช่นเดียวกันครับ
     
Loading...