หมอธรรม

ในห้อง 'เรื่องผี' ตั้งกระทู้โดย yanjai_makmy, 12 สิงหาคม 2017.

  1. yanjai_makmy

    yanjai_makmy เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    11 กุมภาพันธ์ 2012
    โพสต์:
    157
    ค่าพลัง:
    +357
    วันนี้จะมาเล่าเรื่องของ "หมอธรรม" ผมไม่แน่ใจว่าจะมีมากกว่าที่ผมรู้มาหรือปล่าวนะครับแต่เท่าที่ผมรู้จักและสัมผัสมากับตัวเองหมอธรรมมีอยู่ด้วยกัน 2 ประเภท 1.ธรรมเกิดเอง 2.ธรรมที่เกิดจากการเรียน
    ประเภทที่เกิดเอง หมายถึง ครูบาธรรมจะเป็นผู้เลือกว่าจะต้องการใครเพื่อใช้เป็นสื่อกลางในการช่วยผู้คนจากเรื่องเหนือธรรมชาติทั้งหลาย ทางอีสานเขาจะเรียกว่า ครูบาธรรม คำว่า ครูบา หมายถึงพระ การสื่อสารกันก็เหมือนคนคุยกันแต่เราเองจะมองไม่เห็น ไม่ได้เข้าสิงร่างเหมือนร่างทรงทั่วๆไป ของที่อยู่บนหิ้งบูชาก็จะเป็นโตะหมู่บูชาพระทั่วไปข้างล่างจะมีขันธ์ครูจริงๆก็จานข้าวดีๆนี่แหละ(อยู่ต่ำกว่าพระพุทธเจ้า) ไม่มีองค์ ไม่มีเศียร ของใหว้ครูก็จะมี ดอกไม้ 10 ช่อ ธูป 1 ห่อ เทียน 1ห่อ(เป็นซองใสๆ) และเงินค่าครู 22 บาท ถ้าจะมาให้ครูบาธรรมช่วยเหลือสมัยก่อนค่าครู 24 บาท ดอกไม้ 10 ช่อ ธูป 1 ห่อ เทียน 1ห่อ(เป็นซองใสๆ) ไม่แน่ใจเท่าไหร่แต่ไม่เกินนี้แน่นอน แต่ทุกวันนี้เหมือนเขาเรียกเอาเองอ่ะนะ เรียกเอาเกินก็ผิดครูเหมือนกันนะอย่างแรกเลยก็ถ้าจะดูดวงหรือดูว่ามีอะไรที่มันเหนือธรรมชาติไหมจะมองไม่เห็น
    ประเภทที่เรียน หมายถึง ไปขอเรียนกับคนที่เขาเป็นธรรมอยู่แล้ว ก็จะมีของใหว้ครู และแบบประเภทนี้บังเอินว่าสมัยผมเรียน ปวช. มีเพื่อนผมคนนึงไปเรียนธรรม(มันอยากเป็น) เลยพอได้มีเรื่องมาเล่าให้ฟังกัน เพื่อนบอกว่า ช่วงแรกที่เรียนก็จะต้องมียกครูและจะมีชุดขันธ์ครูไปไว้ที่บ้านด้วยไม่ได้เหมือนขันธ์ของร่างทรงนะครับเป็นจานข้าวธรรมดาๆนี่แหละดอกไม้ธูปเทียนผ้าเงินมีแค่นั้นเงินค่าครูสมัยโบราณไม่เกิน 22 บาท แต่ขันธ์ร่างทรงนี่แล้วแต่ตำหนักส่วนใหญ่ก็ 499 999 1999 (เคยรับมาเหมือนกัน 555) แล้วช่วงที่เรียนใหม่ๆเพื่อบอกว่าก็ต้องนุ่งขาวห่มขาวแล้วก็จะโดนทดสอบจิตใจโดยธรรมที่เรียนมาคือ อยู่ดีๆก็เดินเข้าป่าหรือขึ้นไปอยู่บนต้นไม้แบบไม่รู้ตัวว่าไปยังไง และที่หนักจริงๆคือจะมีผีปอบผีพรายมีร่วมทดสอบด้วย เพื่อนบอกว่าไม่รู้มนต์คาถาอาคมสักตัวเพราะตอนไปขอเรียนก็แค่ยกครูเท่านั้นแล้วธรรมจะสอนเราเองคือแบบจู่ๆก็จะพูดคาถาอาคมขึ้นมาเอง แล้วก็จะเป็นคนมีสัมผัสที่ 6 โดยอัตโนมัติคือจะได้ยินได้เห็นสิ่งที่ปกติเราจะมองไม่เห็น

    ภาคอีสานยังมี ผีฟ้า ผีแถน แม่มด(จะเป็นหมู่บ้านที่พูดภาษาเขมรคล้ายๆกับผีฟ้า) ผมเคยไปดูเขาเล่นผีฟ้า เล่นผีแถน อยู่บ่อยๆสมัยเป็นเด็กแต่ทุกวันนี้ก็ยังมีอยู่นะ แต่เล่นแม่มดยังไม่เคยเห็นเพราะหมู่บ้านที่อยู่เป็นหมู่บ้านที่พูดภาษาลาว ถามว่าทำไมถึงเรียกว่าเล่น จริงๆแล้วมันคือการบูชาผีเจ้า ก็จะมีการร้องรำและเข้าทรงผีฟ้า ผีแถนในพิธี ยายทวดผมก็เป็นผีฟ้าแต่ผมเกิดไม่ทันแต่ตอนเป็นเด็กผมเคยเห็นหิ้งบูชาอยู่เพราะว่าเขายังไม่ได้เอาทิ้งดูน่ากลัวมาก 555 แต่ผมไม่รู้หรอกว่ามีอะไรบ้างผมเอามาแกะเล่นหมดแหละ ว่างๆจะมาเล่าให้ฟังนะผีฟ้าน่ะ





     
  2. nopphakan

    nopphakan ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    5,963
    ค่าพลัง:
    +27,290
    ขอช่วยโม้ต่อในบางมุมหน่อยนะ
    ไหนๆก็ตามโม้ตามกันมาเกือบทุกกระทู้แระ ๕๕๕
    หมอธรรมถ้าแบบที่ส่วนตัวเข้าใจนะ.... ก็คือ
    ท่านที่มีความสามารถพิเศษบางอย่าง
    และนำความสามารถพิเศษที่มีเหล่านั้น
    เพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่นๆเป็นหลัก
    พูดง่ายๆว่า ดูเจตนา การนำความสามารถนั้น
    ไปใช้งานเป็นหลักนั่นเอง.....

    ประเด็นก็คือ ความสามารถที่ได้มานั้นเกิดจากอะไรได้บ้าง...เด่วช่วยขยายตรงนี้

    ๑.ผู้ที่ญานวิถีเปิดเอง หรือพูดง่ายๆว่า เมื่อถึงวาระ
    อยู่ดีๆก็เกิดมีความสามารถนั้นๆขึ้นมาได้เองในระดับ
    ใช้งานได้เลย บุคคลเหล่านี้มีมาก ทางปฏิบัติบอกว่า
    เป็นกลุ่มดวงจิตที่เอาบารมีทางด้านญานวิถีลงมาด้วย

    แต่ร้อยละ ๙๙% ถ้าหากว่า จิตยังไม่คลายตัวเองได้มาก่อน
    จากการเจริญสติในชีวิตประจำวัน พูดง่ายๆว่า
    จิตยังแยกรูปแยกนามไม่ได้......
    มักจะกลายเป็นบุคคลที่มีปัญหาในการเข้าสังคมเพราะว่า
    จะแยกไม่ออกระหว่างโลกความจริงกับโลกปัจจุบัน
    ทางปฏิบัติเรียกว่า มีปัญหาในการหายตัวในญานวิถี
    เพราะไม่ว่าจะไปรับรู้เรื่องอะไรก็ตาม ก็จะกลายเป็น
    ปรุงร่วมและซึมกับเรื่องที่รับรู้ไปทุกๆเรื่อง
    ซึมไปซึมมา ก็เลยกลายเป็น มีอาการคล้ายคนเพี้ยน
    สามารถพบเห็นได้ ตามโรงพยาบาลโรคจิตต่างๆ
    แต่ดวงจิตกลุ่มนี้ หากได้มาฝึกสมาธิ เจริญสติแล้ว
    ก็มักจะกลายเป็นผู้โปรด ส่วนความสามารถที่ไม่ได้ใช้
    ก็จะถูกปิดไป บางคนยังจำไม่ได้เลยว่า ตนเคยทำอะไรได้ก็มี ๕๕๕
    แต่สิ่งหนึ่ง ที่จะมีติดดวงจิตกลุ่มนี้ปกติก็คือ

    ความสามารถในการรับรู้ทางด้านนามธรรมที่ดีกว่าผู้ปฏิบัติทั่วไปครับ

    ๒.กลุ่มที่เรียกว่า สืบเชื้อ เป็นกลุ่มที่สืบสายเลือดมาจากบรรพบุรุษ
    ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความสามารถเช่นกัน เชื้อที่ว่า อาจจะเป็นภูมิอะไรก็ได้
    ซึ่งมีการสร้างสะสมบารมีมานาน และต้องมีการสืบทอดวิชาต่อไปยัง
    รุ่นลูกรุ่นหลาน กลุ่มนี้หากว่า ลูกหลานไม่ทราบวิธี
    แล้วจะไปตัดสายใยตรงนี้ ด้วยการนำคนที่มีวิชา มีศีลธรรม
    มีความสามารถสูง หรือพระสงฆ์ พราหม์ต่างๆ ไปทำวิธี
    กลุ่มนี้ มีความสามารถที่จะหักหอผู้ที่ไม่ยอมสืบเชื้อได้ทันที....

    ดังนั้น กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่ ใครก็ตามที่จะไปยุ่งเกี่ยวต้องระวัง
    ผลกระทบตรงนี้ให้มากๆนะครับ ย้ำเลยว่า ห้ามไปแสดงก้ามดาก
    ใส่กลุ่มนี้เป็นอันขาด ไม่ว่าท่านจะมีความสามารถแค่ไหนก็ตาม

    เพราะว่า เค้าจะยอม เฉพาะ ท่านที่เป็นร่างทรงเท่านั้น
    ย้ำว่า ยอมเฉพาะที่เป็นร่างทรงเท่านั้นครับ...

    ดังนั้นให้ระวังให้ดี เพราะในอดีต
    มีหลายเหตุการณ์ ที่บุคคลเหล่านั้น
    ต้องเสียชีวิตด้วยความ ไม่เข้าใจของผู้หวังดีครับ
    ปล. ยาวจัง แต่อีก #Rep แล้วกัน
     
  3. nopphakan

    nopphakan ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    5,963
    ค่าพลัง:
    +27,290
    มาต่อ อีกกลุ่ม คือ กลุ่มที่
    ๓. คือกลุ่มที่มีการสืบทองวิชาเฉพาะทางในสาย
    ที่สืบทอดกันมาตั้งแต่สมัยบรรบรุพ แต่เป็นไป
    ในลักษณะของการที่ต้องรับขันธ์ ไม่ว่าขันธ์อะไรก็ตาม

    ที่นี้ ขันธ์ที่ไปรับนี่หละครับ ที่จะส่งผลต่อตัวผู้รับได้
    เรียกว่า ดาษสองคม...
    .
    เพราะ ๓.๑ ถ้าหากว่า บุคคลที่จะรับขันธ์ไม่มีความ
    สามารถพื้นฐานจากการฝึกมาก่อน
    สำหรับการไปรับถ่ายทอดวิชานั้นๆ ยกตัวอย่างให้เข้าใจง่ายๆนะ
    เช่น บางวิชาผู้เรียนต้องมีพื้นฐานจากกสิณมาก่อน
    หรือบางวิชา ผู้เรียนต้องมีภูมิต้านพลังงานภายนอกมาก่อน
    และยิ่งไม่ได้ฝึกสติมาก่อน และเดินปัญญาทางธรรมลดกิเลศมาก่อน
    กลุ่มเหล่านี้ มีโอกาศที่จะถูก พลังงานภายนอกแทรกได้ทันทีครับ
    และพอแทรกแล้ว ก็จะเกิดความสามารถแบบที่ไม่รู้เหมือนกัน
    ว่าตัวเองทำได้อย่างไร และก็ถ้าจะให้อธิบายวิธีการฝึก
    เพื่อให้เข้าถึงความสามารถนั้นๆก็จะไม่สามารถเข้าใจได้
    รู้แต่ว่าทำได้ และเวลาทำได้ก็มักไม่รู้ตัวเองร่วมด้วยครับ
    ถ้าเป็นไปในลักษณะแบบนี้ ให้ถอยออกมาซะ
    แล้วมาพัฒนาภูมิต้านทานทางจิตของตนเองให้ดีๆ
    ไม่งั้น จิตจะถูกดึง ให้เข้าสู่ วิถีการบำเพ็ญบารมีสายอสูรกายครับ

    เพราะจะหลงตัวเองได้ อย่างไม่น่าเชื่อ
    และจะคิดว่า ตัวเองเป็นอะไรซักอย่างที่ยิ่งใหญ่
    และจะคิดว่า ความสามารถที่ตนมีนั้นสุดยอด
    ทั้งๆที่ ตนเองภูมิต้านทางพลังงานภายนอกจะไม่ดี
    เช่น ไปในสถานที่ศักดิ์ทั้งหลาย แล้วจะมีอาการต่อร่างกาย
    ต่อจิตใจ และจะโน้มให้ไปปรามาส สิ่งดีๆเหล่านั้น
    กลายเป็นการสร้างวิบากกรรมให้หลักเข้าไปอีก.....

    และที่สำคัญเลย จะไม่สนใจเรื่องการเจริญสติ
    และการเดินปัญญาครับ.....

    ๔.กลุ่มนี้ ก็คือ ผู้ปฏิบัติเอง ตัวจิตมีความพร้อมในการเรียนรู้วิชา
    ต่างๆเหล่านั้น กลุ่มนี้ จะเป็นไปในลักษณะที่ค่อยๆพัฒนาตนเอง
    ไม่มีความสามารถใดๆเกิดขึ้นได้พิเศษ หากว่าไม่เคยได้ใช้
    ได้พยายามให้เกิดประโยชน์แก่ผู้อื่นๆ หรือต้องมีเจตนาที่ดี
    เพื่อผู้อื่นๆ ถึงจะสามารถฝึกวิชาเหล่านั้นได้ครับ



    ส่วนกลุ่มไหนก็ตาม ที่ใช้ความสามารถต่างๆที่ตนเองมี
    ไม่ว่า เพื่อหนุนในทางด้านให้เกิดลาภ
    หนุนในเกิดยศถาบรรดาศักดิ์
    หนุนให้เกิดการเคารพนับถือตนเอง
    หนุนให้เกิดการได้รับการสรรเสริญต่างๆ
    กลุ่มเหล่านี้ แม้จะชอบอ้างพุทธศาสนา
    แต่เป็นกลุ่มที่ ไม่ได้เดินในเส้นทาง
    ของพุทธศาสนาแน่นอนครับ
    เป็นไปได้ให้เลี่ยงซะ.....


    ที่สำคัญเลย ความสามารถทุกคน
    มันมีด้วยกันหมดนั่นหละครับ
    เพียงแต่ว่า เราต้องเข้าใจว่า
    มันควรเป็นความสามารถที่เกิดจาก
    ตัวเราเองได้ฝึกได้ปฏิบัติมา
    หรือเกิดจาก การที่ตัวเรา ลดละกิเลสต่างๆ
    ได้ดีกว่าบุคคลอื่นๆเค้า......


    อย่าไปหลงคารมย์ พวกความสามารถเร่งด่วน
    ที่มักเอา ระดับสูงๆมาหลอกหล่อเรา ว่าเราเป็นระดับโน้นนี่นั้น
    ที่มักเอาเสียง เอาเพลง เอาทำนอง
    เอาเรื่องว่า เราทำได้ จะมีสาวๆเพียบ
    กรี๊ดตั้งแต่ ม.ต้น ยันรุ่นป้า
    หรือจะมีหนุ่มๆมาชอบมากมาย แต่ละคนป่านดาราเกาหลี
    หรือเราจะมีเสน่ห์เหลือหลาย พวกนี้ล้วนแล้วแต่
    เป็นการอุปโลกน์ หลอกหลวงให้เราเข้าไปสู่
    การบำเพ็ญ สายวิญญานมีฤิทธิ สายอสูรกายทั้งนั้นครับ


    ปล. ผีต่างๆ วิญญานมีฤิทธิต่างๆ สืบเชื้อ อะไรต่างๆเหล่านี้
    เราต้องเข้าใจว่า มีมาก่อน พุทธศาสนานะครับ
    ไม่ใช่เราเป็นพุทธฯแล้วจะไปว่า ไปดูถูกเค้า
    แต่เราควรเข้าใจว่า สิ่งต่างๆเหล่านี้ ยังไม่ใช่ทางพ้นทุกข์
    เพราะฉนั้น เราควรรู้จักการ เคารพนับถือซึ่งกันและกัน
    และรู้จักการอยู่ร่วมกับอย่างสงบ
    ในขณะที่เราก็ยังเดินอยู่ในเส้นทางแห่งการพ้นทุกข์นี่อยู่
    แห๋มๆ ตอนท้ายพูดซะดูหล่อเลยแฮะตรู...
     

แชร์หน้านี้

Loading...