อยากสอบถามเรื่องการนั่งสมาธิครับ

ในห้อง 'อภิญญา - สมาธิ' ตั้งกระทู้โดย tommie, 4 มกราคม 2017.

แท็ก:
  1. tommie

    tommie สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 มกราคม 2017
    โพสต์:
    18
    ค่าพลัง:
    +20
    ผมเพิ่งเริ่มต้นฝึกนั่งสมาธิ และ ดูกาย ดูจิต ไม่เคยไปปฎิบัติธรรมที่สำนักไหน อาศัยไล่อ่านเอาในบอร์ดนี้ หรือเวปอื่นๆ แล้วก็ฟังคลิปต่างๆจาก youtube แล้วลองนั่งสมาธิเองเมื่อมีเวลา โดยท่อง พุทโธ รู้ลมหายใจที่ปลายจมูก แล้วนับไปเรื่อยๆ เวลาเผลอไปคิดรู้สึกตัวก็จะเริ่มนับใหม่ ส่วนใหญ่ก็นับได้ไม่เยอะครับ 10 กว่ารอบก็คิดเรื่องอื่นแล้ว เริ่มนับใหม่ และนั่งไม่ได้นาน 15-20 นาที ต่อวัน ทำแบบนี้มาประมาณ 2-3 อาทิตย์แล้ว

    หลังๆนี้ พอนั่งสมาธิ เริ่ม พุทโธ ไปไม่นาน อยู่ๆเสียงรอบตัวจะวูบเงียบลง ความรู้สึกร่างกายดำดิ่งเหมือนเวลานั่งเครื่องบินลดเพดานบิน หรือเหมือนตกจากที่สูง ตัวจะชาๆ หลับตาอยู่มองไม่เห็นภาพแสงอะไรทั้งสิ้นมืดไปหมด จะอยู่ในอาการนั้นพักเดียว รู้สึกว่าใจเต้นเร็วมากและกลัวก็ถอยออกมา แล้วก็เลิกนั่งสมาธิ เป็นแบบนี้มา 2-3 วันแล้วครับ อาการที่ว่า สังเกตว่าเวลาจะมา จะมาตอนผ่อนลมหายใจออกจนสุด ตอนสูดลมหายใจเข้าจะไม่มา เวลาอยู่ในอาการนี้ใจจะคิดว่า อาการนี้มาแล้วเราจะรอดูต่อว่าเป็นยังไงหรือเราจะถอยออกมาดี ทุกครั้งก็จะกลัวแล้วก็ถอยออกมา

    ปัจจุบันระหว่างวันจะพยาม มีสติรู้สึกตัวเท่าที่จะนึกได้ หายใจพุทโธ ไปเรื่อยๆ เท่าที่จะระลึกได้ บางทีนั่งๆอยู่ไม่ได้ พุทโธอะไร ความรู้สึกแบบตอนนั่งสมาธิที่โลกภายนอกเงียบลงและดำดิ่ง (แบบเบาๆไม่แรงเหมือนตอนนั่งสมาธิ) มันมาเองเป็นวูบๆ อยู่ๆก็รู้สึกอาการนั้น เลยสงสัยเหมือนกันว่าตัวเองไม่สบายวูบหรือเปล่า ลองวัดความดันดูก็ปรกติ

    อยากขอคำชี้แนะจากท่านผู้รู้ว่า อาการวูบๆดำดิ่งที่ว่ามันคืออะไรครับ เกี่ยวกับการนั่งสมาธิหรือเปล่าแล้วจะไปต่อกับการนั่งสมาธิอย่างไรดี หรือว่าถ้าไม่ใช่อาการที่มาจากการนั่งสมาธิ ผมควรไปหาหมอแทน

    ขอบพระคุณทุกคำตอบครับ
     
  2. ขาจอน

    ขาจอน Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    24 พฤศจิกายน 2015
    โพสต์:
    129
    ค่าพลัง:
    +42
    ไม่ต้องไปแก้

    พุทโธ พุทโธ ไป แบบไม่ต้องผ่อนลม หายใจปกตินั่นหละ

    พุทโธแล้วรู้ทันจิตที่ไหล ไม่ต้องดึง ไม่ห้ามวูบ มีสติก็รู้ทันขึ้นมา เป็นขณะ

    ส่วนมันไป รู้ตัวชา ใจเต้น มันแฉลบไปหาสมาธิ ถ้าสังเกตได้บ่อยๆ ก็จะ แวบๆ วับๆ

    ให้พุทโธ ๆ ไปนั่นหละ ไม่ประครองรักษา พุทโธชัดก็รู้ จางก็รู้ วูบก็รู้ เกิดอะไรก็รู้

    เราภาวนา เพื่อถอดถอนความเห็นผิดว่ามีตัวตน

    กิเลสมันฉลาด อะไรเอะใจนิดหน่อย ใจสั่น ลิ้นจุกปาก ตัวแข็ง ตาเหลือก ก็ กลัวตายเลิกปฏิบัติ

    เอาปัญญาอบรมสมาธิเข้ามา ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา ผ่านกลัวตายได้

    ก็จะค่อยๆเข้าใจสมาธิ ที่ไม่มีนิมิต สมาธิในพุทธศาสนา
     
  3. nopphakan

    nopphakan ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    5,215
    ค่าพลัง:
    +25,588
    อาการวูปๆ มันเป็นกิริยาหนึ่งที่บอกว่า
    กำลังสมาธิสะสมที่จะรักษาฐานสมาธิเดิมของเรา
    และกำลังสติทางธรรมที่จะทำให้เราขึ้นอยู่
    ระดับสมาธิขั้นกว่าเราไม่พอครับ
    เรื่องปกติครับ เป็นกันได้ทุกคน...
    และไม่ต้องไปใส่ใจครับ เพราะมันเป็นแค่กิริยา
    ระหว่างทาง เป็นตัวที่ใช้บอกสภาวะเฉยๆ
    และถ้าไปสนใจมัน มันก็จะกลายมาเป็นตัวขวาง
    การพัฒนาต่อยอดของเราได้อย่างคาดไม่ถึง
    พวกนี้ถ้าเราข้ามสภาวะไปได้ เด่วเราจะรู้ได้
    ของเราเองอัตโนมัติครับ
    วิธีแก้ ๑. เดินจงกลมก่อนซัก ๕ ถึง ๑๐ นาที แล้วค่อยมานั่งสมาธิ
    หรือสลับกันไปมาก็ได้ครับ แล้วแต่สดวก
    ๒.ในระหว่างวันเจริญสติให้ต่อเนื่องเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะ
    ช่วงเอี้ยว(คือ ช่วงที่เราทำอะไรเป็นปกติจนเคยชิน)
    ให้เพิ่มช่วงนี้เข้าไปด้วย เช่น ตัวอย่างๆ เมื่อก่อนพอเดินไปเข้า
    ห้องน้ำเราก็เดินไปเลยตามความเคยชิน
    ให้เพิ่มด้วยการนับก้าวเดิน
    ตอนไปเข้าห้องน้ำหน่อยเป็นการฝึกเจริญสตินั่นเอง
    (ยังไงก็ได้ขอให้มีฐานอยู่ที่กาย) พอนึกภาพออกนะครับ

    ส่วนเวลาที่ร่างกายนิ่งๆ ไม่ได้ทำอะไร ให้ทำความ
    รู้สึกรับรู้ว่ามีลมเข้าและออกหยุดที่ปลายจมูก
    และหายใจให้ลึกถึงท้องด้วยครับ เพื่อปรับความละเอียด
    ของระบบลมหายใจของเราด้วย คือ หายใจเข้าให้ท้องพอง
    หายใจออกให้ท้องยุบ ตรงนี้สำคัญมากครับ
    เพราะเป็นพื้นฐานของกรรมฐานเกือบทุกกองครับ
    ยากหน่อยแต่ดีสำหรับอนาคตครับ
    ส่วนเวลาทำงานก็ให้ตั้งใจทำงานให้เต็มที่..
    ส่วนจะภาวนาอะไรก็ได้ ไม่ต้องไปเน้นครับ
    เพราะว่าคำภาวนาเป็นเสมือนเครื่องเชื่อมโยงจิต
    และผลของคำภาวนาจะใช้ได้ก็ต่อเมื่อ
    จิตอยู่ในโหมดที่ทำงานได้ครับ
    ดังนั้นช่วงนี้ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ
    จะภาวนาหรือไม่ภาวนาได้หมดครับ
    และที่สำคัญอย่าเผลอไปตามลมหายใจครับ
    เพราะว่าจิตจะเกิด(คือมันปรุงร่วมกับความคิดกับขันธ์ ๕
    นามธรรมได้) และมันจะยังไปดึงความคิด
    จากสมองเราให้ทำงานอยู่ ซึ่งระดับสมาธิ
    มันจะสูงสุดได้ไม่เกินปฐมฌานเท่านั้นครับ
    ให้เน้นความรู้สึกว่ามีลมกระทบตอนหายใจเข้า
    และออกหยุดที่ปลายจมูกแทนนะครับ

    ๓.เพิ่มความถี่ในการทำสมาธิระหว่างวัน โดยไม่ต้อง
    เน้นท่าทางอะไร เอาแค่สงบพอ เช่น ว่างแระอยู่นิ่งๆ
    ทำความรู้สึกรับรู้ลมหายใจเข้าออกซัก ๒ ถึง ๓ นาที
    แต่ทำให้ได้บ่อยๆ..
    ทำตามที่แนะนำ ถึงจะมีกำลังสมาธิและสติทางธรรม
    มาหนุนให้ผ่านสภาวะที่มาถามได้ครับ

    ย้ำว่า ทำความรู้สึกรับรู้ว่ามีลมเข้าและออกหยุดที่ปลาย
    จมูกก็พอครับ (^_^)
     
  4. Saber

    Saber เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 มิถุนายน 2010
    โพสต์:
    4,853
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +10,989
    อาการปิติ จิตกำลังรวมลงสมาธิ แต่ติดตรงกลัว ขวางผลการปฏิบัติ จิตเลยไม่รวมลงสมาธิ ครับ

    สรุปสั้นๆว่า ทำความดี ไม่ตายหรอก ไม่ต้องกลัวตาย อะไรจะเกิดก็อย่าไปสนใจ เวลามีอาการอะไร ให้มีสติ ตั้งมั่นกับคำภาวนา จนจิตสงบลงสมาธิ ครับ
     
  5. tommie

    tommie สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 มกราคม 2017
    โพสต์:
    18
    ค่าพลัง:
    +20
    ขอบคุณมากครับสำหรับทุกๆคำตอบ จะนำไปปฎิบัติดู

    เช้านี้ลองนั่งสมาธิดูใหม่ พออาการวูบๆมา ก็ไปจับที่ พุท โธ กับ ลมหายใจที่ปลายจมูก อาการวูบๆ ก็หายไปเองครับ นั่งอยู่ประมาณชั่วโมงนึง วูบ แล้วหายเป็นพักๆ ไม่ดำดิ่งนานๆ แล้วก็ดูจิตไหลไป ไหลมา คิดโน่น คิดนี่ ไปเรื่อย รู้ตัวบ้าง ไม่รู้ตัวบ้าง ได้ประมาณนั้นครับ

    อยากถามคุณ nopphakan เรื่องฝึกหายใจเข้าให้ท้องพองหายใจออกให้ท้องยุบ ผมตามอ่านที่คุณ nopphakan ตอบมาหลายกระทู้ พยายามทำตามอยู่ครับ ปรกติเป็นคนหายใจตื้นๆ พอลองมาหายใจเข้าให้ท้องพอง ผ่อนหายใจออกจนท้องยุบ มันฝืนๆไม่เป็นธรรมชาติ พอไม่ตั้งใจทำก็กลับไปหายใจตื้นๆ เหมือนเดิม ผมอยากรู้ว่า ถ้าเรารู้ตัวแล้วพยายามฝึกหายใจแบบนี้ นานๆไป เราจะหายใจได้ลึกๆไปเองโดยธรรมชาติโดยไม่ต้องฝืนหรือเปล่าครับ อันนี้ผมมองว่าถึงแม้ทำแล้วนั่งสมาธิจะไม่ไปถึงไหน แต่อย่างน้อยการหายใจที่ถูกต้องมันช่วยเรื่องสุขภาพ

    อยากถามเพิ่มเติมว่า เวลาฝึกหายใจ ให้เราหายใจเข้าจนท้องพอง กลั้นหายใจไว้พักนึง แล้วผ่อนหายใจออกจนสุด ช่วงกลั้นหายใจนั้นจำเป็นหรือไม่ครับ หรือแค่หายใจจนท้องพอง หายใจออกจนท้องยุบก็พอแล้ว ไม่ต้องกลั้นหายใจ เพราะที่ผ่านมาเวลา หายใจเข้าหายใจออก เราจะไม่รู้สึกว่ามีช่วงที่ต้องกลั้นลมหายใจไว้
     
  6. ผ่านมาเฉยๆ

    ผ่านมาเฉยๆ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 มิถุนายน 2010
    โพสต์:
    712
    ค่าพลัง:
    +868
    เจ้าของกระทู้ทำแบบหลายครูหลายตำรา
    พุทโธก็จะเอา ดูจิตก็จะเอา
    จิตมีแค่ปีติเบื้องต้นยังไม่ทันจะรวมหรือทำการใดๆได้
    ก็เปลี่ยนไปดูจิต
    การจะดูจิตได้อย่างถูกต้องนั้น
    จะต้องผ่านกาย เวทนา ถึงจะเข้าถึงจิตครับ
    ที่ว่าดิ่งๆตกจากที่สูงนั้นก็คือจิตมีสมาธิแต่สติตามไม่ทัน
    ว่าตรงๆก็กลัวนั่นแหละตามที่ท่านเซเบอร์กล่าวไว้
    ตั้งแต่สันตินันท์ปรากฏตัวการดูจิตที่ถูกต้องก็ผิดเพี้ยน
    นี่แหละน้ายุคกึ่งพุทธกาล
    ไม่เกิดภัยพิบัติมากวาดขยะทิ้งคงจะไม่ได้แล้วละ
    ยังไงก็เอาใจช่วยนะครับเจ้าของกระทู้
    ขอให้โชคดี
     
  7. tommie

    tommie สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 มกราคม 2017
    โพสต์:
    18
    ค่าพลัง:
    +20
    ขอบคุณครับท่านผ่านมาเฉยๆ ผมเป็นผู้มาใหม่ก็พยายามศึกษาไปเรื่อยๆ หลายครูหลายแนว ผมไม่เอ่ยชื่อครูบาอาจารย์ที่ผมยึดเป็นแนวทาง ปัญญาระดับอนุบาลของผมไม่อาจเอาไปตัดสินครูบาอาจารย์แต่ละสายได้ครับ แต่สิ่งที่ผมเชื่อก็คือการปีนให้ถึงยอดเขามันน่าจะขึ้นได้หลายทาง ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าที่กำลังปีนอยู่มันเป็นทางแบบยากหรือแบบง่าย (คิดว่าปีนเขาน่าจะยากทุกทางนั่นแหละ) ผมเห็นว่าข้อดีของศาสนาพุทธก็คือ เมื่อลองปฎิบัติ แล้วจะเห็นเองรู้เอง ซึ่งที่ผ่านมาช่วงสั้นๆ มันก็ได้สัมผัสอะไรใหม่ๆที่ไม่เคยเจอมาก่อนได้ นี่หละครับมันทำให้มีกำลังใจไปต่อ แต่พอปฎิบัติแล้ว ติด เกิดความสงสัย เกิดความอยากไปต่อ ก็ต้องขวนขวายหาความรู้เอาเองจากแหล่งต่างๆ เนื่องจากยังมีภาระหน้าที่การงานทางโลกอีกมาก ก็เลยอาศัยค่อยเป็นค่อยไปศึกษาด้วยตัวเองแบบนี้ไปก่อนครับ
     
  8. บ้องแบ้ว

    บ้องแบ้ว เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 พฤษภาคม 2010
    โพสต์:
    2,836
    กระทู้เรื่องเด่น:
    63
    ค่าพลัง:
    +4,470
    ถ้าอยากรู้จักจิตใจตนเอง แนะนำลพ.พุธ ฐานิโย ค่ะ แบ้วก้อเพิ่งเริ่มต้นปฏิบัติเหมือนกันค่ะจขกท. แบ้วปฏิบัติตามแล้วมีความสุขค่ะ แต่ไม่รู้ว่าขั้นไหนอย่างไร

    แบ้วคิดว่า จขกท.ถูกจริตกับการปฏิบัติแนวไหน ควรเริ่มที่แนวนั้นแนวเดียวให้ถึงที่สุด

    สันตินันท์กำลังเป็นที่นิยมของยุคนี้ แบ้วเคยศรัทธาปฏิบัติตามมาแล้ว ไม่ขอวิจารณ์

    แต่

    ลป.วัดป่า(ท่านเป็นเพื่อนของน้องชายปู่แบ้ว) ที่ปฏิบัติสายลป.มั่น ท่านสอนให้พุทโธ หรือทำอานาปานุสสติ และพระอาจารย์อีกองค์ที่จ.นนท์ ก้อให้แบ้วทำอานาปานุสสติ ทั้งสององค์ไม่พูดถึงการดูจิตตามแบบสันตินันท์เลยแม้แต่นิดเดียว

    ดังนั้นถ้าศรัทธาองค์ไหน ควรศึกษาให้ลึกซึ้งถึงที่สุด แล้วจะรู้เอง ไม่ต้องนั่งเถียงกันว่าสายไหนเป็นอย่างไร ศรัทธาสันตินันท์ ก้อไปให้ถึงที่สุดค่ะ เรื่องแบบนี้ห้ามกันไม่ได้ ต้องรู้เอง
     
  9. บ้องแบ้ว

    บ้องแบ้ว เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 พฤษภาคม 2010
    โพสต์:
    2,836
    กระทู้เรื่องเด่น:
    63
    ค่าพลัง:
    +4,470
    347167ecd.jpg
    ถ้าภาวนาพุทโธ ก้ออยู่กับคำภาวนาอย่างเดียว เด็ดเดี่ยวมีสัจจะ ไม่ต้องไปตามดูจิตดูความคิด พุทโธ ให้จิตอยู่กับพุทโธ ให้ได้ ให้จิตเป็นหนึ่งเดียวกับพุทโธ ภาวนาถวายชีวิตแด่องค์สัมมาสัมพุทธเจ้า จะเป็นจะตาย ขออยู่กับคำว่า พุทโธ บริกรรม ชัดๆช้าๆ พุทโธ ให้จิตจับคำนี้ ชัดๆ
     
  10. บ้องแบ้ว

    บ้องแบ้ว เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 พฤษภาคม 2010
    โพสต์:
    2,836
    กระทู้เรื่องเด่น:
    63
    ค่าพลัง:
    +4,470
    เพิ่งเริ่มต้นปฏิบัติ อย่าไปเคร่งเครียดมาก เอาศีลให้บริสุทธิ์ และเลือกแนวทางที่ตรงจริต(คือปฏิบัติแล้วจิตสงบจะเป็นจะตายจะเกิดอะไรช่างมัน)
     
  11. ขาจอน

    ขาจอน Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    24 พฤศจิกายน 2015
    โพสต์:
    129
    ค่าพลัง:
    +42
    รู้ไป อย่างนั้นหละ พุทโธแล้วรู้ทันใจ รู้แล้วฝึกคิดไปก่อนเลยก็ได้ มันไม่เที่ยง ไม่ใช่เรา
    ขยันรู้บ่อยๆ มันจะละภพน้อยภพใหญ่ มีตัวตนตรงไหนปุ๊บ รู้ปั๊บ ถอน ถอน สละไปเรื่อยๆ
    เห็นอย่างเป็นกลางได้เอง ดูจิต ดูเพื่อละตัวตน เห็นบ่อยๆ เดี๋ยวก็จะรวมเป็นสมาธิ
    ดูจิตแล้วมัน จะเกิดสมาธิก็ตรงนี้ เรียกปัญญามันอบรมสมาธิ
    ของจริงมันพูดได้เต็มปากเต็มคำ เหตุตรงนี้ผลตรงนี้ ผมภาวนา ไปถามพระป่า ท่านก็เอ้อ
    ไม่มีว่าดูจิตผิด สติปัฏฐานผิด ส่วนใหญ่ทำไม่ได้เอง แล้วเที่ยวไปโวยวาย ปรักปรำคนนั้นไม่ดีคนนี้ไม่ดี
    ส่วน ถ้ามันไปทางธาตุ ดูกาย ก็จะอีกอย่าง แต่ที่เขียนมา ไม่มีผลดังว่า
    เห็นแต่ เพ่งท้อง พองยุบ ลึกๆสั้นๆ กลั้นลมหายใจ
    มันแล้วแต่ธาตุแล้วแต่ปัจจัย ก็ทำไปเถอะ ดีกว่าไม่ทำ
    มันจะยากง่าย ปฏิบัติลำบากหรือสบาย เอาเข้าจริงมันเลือกไม่ได้หรอก
    มันภาวนาไปตามวาระ จนกว่าจะข้ามนั่นหละ
     
  12. บ้องแบ้ว

    บ้องแบ้ว เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 พฤษภาคม 2010
    โพสต์:
    2,836
    กระทู้เรื่องเด่น:
    63
    ค่าพลัง:
    +4,470
    จขกท.
    อ่านที่คุณnopphakan. คุณsaber และคุณผ่านมาเฉยๆ ตอบ ดีแล้วค่ะ
     
  13. tommie

    tommie สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 มกราคม 2017
    โพสต์:
    18
    ค่าพลัง:
    +20
    ที่ผมใช้คำว่า "ดูจิต" มันจะดูเกินจริงไปครับ สิ่งที่ผมทำคือท่อง พุธ โธ พอมันมีคำพูดเกิดขึ้นในหัว หรือ พอแวบไปคิดเรื่องอะไร ก็ระลึกรู้ว่าแวบไปคิดแล้วนะ แล้วก็กลับมา พุธโธ ๆ ต่อ แค่นั้นเองครับ ผมเรียกมันว่า "ดูจิต" ซึ่งผมไม่ได้จะพยายามจะดูให้เห็นไตรลักษณ์ของจิตแต่อย่างใด ดูไปก็ไม่เห็นแค่สมาธิตั้งมั้นเป็นยังไงผมยังไปไม่ถึงเลยครับ

    ทีอยากจะบอกคือก่อนหน้านี้ ผมไม่เคยรู้ด้วยซ้ำไป ว่าคนเราสามารถรู้ได้ว่าจิตกำลังคิด ทำให้ที่ผ่านมา มักจะคิดวนเวียนเรื่องเดิมๆอยู่ตลอด คิดแล้วก็ไม่ได้คำตอบอะไร มโนไปเรื่อย ยิ่งถ้าเป็นการคิดถึงเรื่องที่แย่ๆในชีวิต มันก็ทำให้เกิดทุกข์มาก ทุกข์ซ้ำไปทุกทีที่คิด คิดแล้วก็แก้ไขอะไรไม่ได้ แต่พอมาเริ่มปฎิบัติ แบบบ้านๆนี่หละ ก็ทำให้ระลึกรู้ว่า ว่าจิตกำลังคิด อาการคิดวนๆ มันก็เป็นอยู่ แต่น้อยลง เพราะพอรู้ตัว มันก็เลิกคิด แค่นี้มันก็ช่วยผมได้เยอะแล้วครับ

    ผมลองไปหาคลิปใน youtube มีฆราวาส หลายๆคน (ไม่รู้เหมือนกันว่าเค้านับถือศาสนาอะไร) ก็แนะนำวิธีนี้แนวๆนี้ สำหรับ พวกเครียด พวกคิดมาก หลายๆคลิปก็ไม่มีอะไรเกี่ยวกับธรรมมะ ศาสนาพุธเลย แค่แนะแนวทางให้คนลองอยู่กับปัจจุบัน ซึ่งผมก็คิดว่ามันมีหลักศาสนาพุทธอยู่ในนั้น เพียงแต่ถ้าใช้ศัพท์บาลียากๆยาวๆ คนที่ไม่ได้เข้าวัด อาจจะหนีไม่ฟังตั้งแต่แรก ตัวอย่างเช่นในคลิปเค้าก็แนะว่า เวลาเราคิดวนเวียน เครียด ก็ให้สูดหายใจลึกๆ มองข้างหน้าว่า เห็นอะไร ได้ยินเสียง อะไร ได้กลิ่นอะไร รู้สึกยังไงที่มือ ฯลฯ ซึ่งเป็นอุบายให้กลับมาหาปัจจุบัน โดยไม่ต้องพูดถึงหลักศาสนาคำบาลียาวๆ เพราะคนนับถือศาสนาอื่น ก็น่าจะนำไปปฎิบัติได้
     
  14. นิวรณ์

    นิวรณ์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 กันยายน 2008
    โพสต์:
    8,264
    ค่าพลัง:
    +3,143
    การเห็นไตรลักษณ์ ไม่ได้มีอะไรมาก

    การที่คุณรู้สึกได้ว่า จิตมันออกจาก"ภพ" มันคือ อาการดับของจิต

    จิต คือ ธาตุรู้ ที่มี สภาวะสวะปรกติคือ ส่งออก

    คำว่า "จิตส่งออก" ก็คือ มันไปสร้างภพ หรือ เคลื่อนเข้าไปในภพ

    เราจะใช้ ภาษาพูดสื่อว่า มันไปสร้างภพ ก็ต่อเมื่อ นักภาวนา เห็น กริยาอาการจิตมัน ส่งออก
    หรือ ตกไปจาก วิหารธรรม ไปสู่ ภพของการคิด( จิตมีหน้าที่ 14 อย่าง หนึ่งในนั้น จะเป็น
    อาการจิตไหลไปคิด ซึ่งเราจะ sampling เอามา สิกขา การส่งออกของจิต ใช้ อาการจิต
    อย่างใดอย่างหนึ่ง ที่เกิดบ่อย และ นักภาวนาเห็นได้จากการปฏิบัติแล้ว รู้สึกว่า สาสนัง มีอยู่จริง)

    เราจะใช้ภาษาพูดสื่อว่า มันเคลื่อนเข้าไปในภพ ....อันนี้จะ เป็นนักภาวนา ที่เกิดมาในชาตินี้
    พร้อมด้วย ปัญญาเจตสิก(ภาวนามาหลายกัป แล้ว) จิตจะเห็น โมหะมูลจิต ได้ชัด เหมือน
    ตาเห็นรูป .....ซึ่ง นักภาวนาด้วยกัน จะมองกันออก เวลา นักภาวนาจะ ภาวนาด้วยจิตตื่น
    หรือ ด้วยกริยาจิตเบิกบาน หรือ จิตเป็นอิสระ หรือ จิตเป็นชาโครนุโยค หรือ จิตบันเทิงก็
    รู้ว่าจิตบันเทิง จิตไม่บันเทิงก็รู้ว่าจิตไม่บันเทิง แล้ว หายใจเข้า/ออก โดยไม่ยึดถือ ปฏิปทา
    นั่งหายใจเข้าออก จมแช่ ....จะหายใจแค่ระลึก จิตที่มันหลุด มันคลาย ออกจากภพ

    ดังนั้น

    เจ้าของกระทู้ เห็นจิต เกิด ดับ แล้ว ภาวนาขึ้นไปที่ ธรรมมานุปัสสนา อริยสัจจะบรรพะ
    ได้เลย อย่าโง่ งมโข่งอยู่ที่ ดูจิต

    แล้วทำอย่างไร

    ก็ดูจิต ไปนั่นแหละ เพียงแต่ให้เห็น ปฏิปทา ที่หายใจรับรู้ ผัสสะ ที่ กระทบ อยานตนะ6
    แล้วไม่เกิดเป็น บัญญัติ คำพูด ทิฏฐิธรรมขึ้นมา ( ก็ ตรงบันทัด สีแดง ที่ไฮไลท์--ระบบใหม่ ต้องคลิก expand-- ให้เห็น
    จาก การปฏิบัติของตัวคุณเอง ที่กล่าวออกมาเอง เป็น สัจจ ที่จะ ไล่กระทืบ พวกปากหอย
    ปากปู ที่มันภาวนาไม่เป็น แต่ ริ เปลี่ยนยูซเซอร์มา ด่าพระ )

    อย่า งง นะ

    ฟังแต่เฉพาะ ส่วนที่เป็น ปฏิบัติของคุณ อันไหน มีรสเหมือนว่า ผู้ตอบกระทู้ ฟาดงวง
    ฟาดงา ไปยังคนอื่น ก็ปล่อย

    ฟังแต่เฉพาะ ส่วนที่เป็น ปฏิบัติของคุณ ตรงที่ จิตมีปฏิปทา หรือ มีสิกขา ในการ กลับมา
    ยังปัจจุบัน โดย หายใจ ปึ๊ดเดียว อันนั้น แหละ คือ อานปานสติ

    อานาปานสติ จะเป็น อนิมิตสมาธิ แม้นแต่ ตัวกรรมฐานตัวเองก็จะ สำรอก ไม่ยึดถือ
    ปฏิปทาว่ากำลังทำ อานาปานสติ ด้วย จะเป็น สัมปชัญญะบรรพะ (เห็น กายคือลม
    ลมคือกาย หายใจเข้า หายใจออก แทนกรรมฐาน5 โลมา ทันตา ตะโจ ฯ)

    ทีนี้ เนื่องจาก อานาปานสติ สำรอกแม้นปฏิปทาที่ ยกสิกขา อยู่ด้วย เป็น นิรามิสสุข
    นักภาวนา จะซื่อ จนเซ่อ เห็นจิตอิสระ จิตที่ไม่เป็นภพ แล้วก็ดันไม่ โยนิโสมนสิการ
    ให้จิตบันเทิง ว่า ได้ดีในสิกขา

    พอไม่ได้ยก สิกขา ที่เกิด ดับ ก็เลย ไม่ได้ยก ขึ้นธรรมานุปัสสนา เห็น ธรรมแม้นนี้(ปฏิปทา)
    ก็เกิดดับ สำรอกออกไม่เหลือ

    พอไม่ได้ ยกการสำรอกออกไม่เหลือ ก็เลย ไม่ได้ ตามดู การสำรอกออกไม่เหลือ
    หายใจเข้า หายใจออก

    เลยไม่ได้ อนิจจสัญญา อนัตตาสัญญา หรือ ตามเห็น การละอัสมิมานะ อยู่เป็นประจำ

    การภาวนาอานปานสติ เลย เคว้งคว้าง ไม่เต็มรอบของการเจริญ ชั่วช้างกระดิกหู งูแล๊บลิ้น
     
  15. นิวรณ์

    นิวรณ์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 กันยายน 2008
    โพสต์:
    8,264
    ค่าพลัง:
    +3,143
    อนึ่ง การจะดูธรรมานุปัสสนา อาจจะไม่ต้อง ยากขนาดนั้น เหมือนในโพสที่แล้ว

    ถ้า เจ้าของกระทู้ มี " ปฏิภาณปัญญา "

    ให้ สังเกต เวลา อธรรมวาที หรือ การบรรยายปฏิบัติจาก คนอื่น ที่เรากำหนดรู้
    ได้ว่า เป็นพวก นอกแนว เป็น พวกมิจฉาทิฏฐิ แล้ว คำสอนพวกนั้น มันร่อนออก

    ไม่สามารถ หลอก หรือ ทำให้เขว จากกรรมฐาน ที่ทำอยู่แล้วได้

    ให้สังเกต ส่วนนี้เข้ามาเลย

    เป็นการ ลัดขึ้นไปเห็น การพ้นการฟังจากผู้อื่น ซึ่งเป็น โสดาปฏิมรรค เหลือแต่ สดับสิ่งที่
    จิตมันผลิกไป พลิกมา ของมันเอง โดยไม่ได้ จงใจเจตนา

    เห็นตรงนี้ เข้ามา แล้ว ทำให้ถึงซะ อย่าให้ เสียชาติเกิดไปอีกหนึ่งชาติ
     
  16. นิวรณ์

    นิวรณ์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 กันยายน 2008
    โพสต์:
    8,264
    ค่าพลัง:
    +3,143
    ว่าด้วย "บาลี"

    วันนี้ เสนอ บาลี คำว่า สัจจานุโลมมิคญาณ

    สำหรับนักภาวนา อานาปานสติ ที่หายใจ ปึ๊ดเดียว เพื่อแหวก อายตนะ6 เข้าสู่
    การพ้นโลก การพ้นจากการฟัง( กำหนดการสำรอก อายตนะ6ออก สำรอกผัสสะออก
    ตามเห็น ผัสสะดับ ทิฏฐิจึงดับ ....)

    ทีนี้ กรณีที่ บุคคลบางจำพวก ที่ไม่เข้าถึง สัททา แต่ก็เป็น โคตรภูบุคคล จะมี
    กริยาจิตปรกติ หยุดอยู่ที่ สัจจานุโลมมิคญาณ

    ให้พิจารณา อินทรีย22 แทน กรรมฐานทุกกรรมฐาน

    แล้วจะเห็น จิตที่อนุโลมไปตาม สัจจะ( รูปขันธ์บ้าง สัญญาบ้าง สังขารบ้าง เวทนาบ้าง วิญญาณบ้าง)
    ว่า จิตนั้นเป็นเพียงแต่ ธาตุที่มีอวิชชา เมื่ออนุโลมไปตาม สัจจะ เหล่านั้นแล้ว ความไพบูลย์
    ของ อุปทานขันธ์ ก็รายล้อม ร้อยรัด ย้อมจิตธาตุนั้นไว้ ให้กลายเป็น อาการของสัตว์ ชนิดต่างๆ
    ภพต่างๆ ก็ให้กำหนดรู้ทุกอย่าง )

    ติ๊ง !!! จบ


    ปล. ถ้าไม่กำหนดรู้ มันจะไม่เห็น สัจจานุโลมมิคญาณ เป็น อวิชชา เพราะ เห็น
    แล้ว ก็ งมโข่ง ในภพ ไม่หลุดไปไหน เฮีย เท่าเดิม !!! [ ดูจิตไม่ถึงฐานจิต ]
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 5 มกราคม 2017
  17. tommie

    tommie สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 มกราคม 2017
    โพสต์:
    18
    ค่าพลัง:
    +20
    ผมอนุโมทนาทุกคำแนะนำครับ ผมเชื่อว่าทุกสายทุกท่านถูกตามแนวทางของตัวเอง เชื่อว่าทุกท่านมีเจตนาดี ต้องการให้เพื่อนร่วมโลกพ้นทุกข์ด้วยกันทั้งสิ้น แต่วิธีไหนจะทำให้ปีนถึงยอดเขาอันนี้ผมไม่รู้จริงๆ และคิดว่าชาตินี้ผมปีนไม่ถึงยอดเขาแน่นอน ผมขอแค่เดินไปให้ไกลสุดเท่าที่จะไปได้ก็พอแล้วครับ
     
  18. ขาจอน

    ขาจอน Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    24 พฤศจิกายน 2015
    โพสต์:
    129
    ค่าพลัง:
    +42
    ใจมันค่อยทำงาน
    ร่อนออกๆ
    รู้สึกเหมือนมันแห้งลงๆ
    ว่าจะไปหาพระ แต่สังเกตเองก็อ้อ อืม
     
  19. นิวรณ์

    นิวรณ์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 กันยายน 2008
    โพสต์:
    8,264
    ค่าพลัง:
    +3,143
    [๕๔๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบอธิจิตพึงกำหนดไว้ในใจ
    ซึ่งนิมิต ๓ ตลอดกาลตามกาล คือ

    พึงกำหนดไว้ในใจซึ่งสมาธินิมิต ๑
    พึงกำหนดไว้ในใจซึ่งปัคคาหนิมิต ๑
    พึงกำหนดไว้ในใจซึ่งอุเบกขานิมิต ๑

    ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุผู้ประกอบอธิจิต พึงกำหนดไว้ในใจเฉพาะแต่สมาธินิมิต
    โดยส่วนเดียวเท่านั้น พึงเป็นเหตุเครื่องให้จิตเป็นไปเพื่อความเกียจคร้าน

    ถ้าภิกษุผู้ประกอบอธิจิต พึงกำหนดไว้ในใจเฉพาะแต่ปัคคาหนิมิตโดยส่วนเดียวเท่านั้น
    พึงเป็นเหตุเครื่องให้จิตเป็นไปเพื่อความฟุ้งซ่าน

    ถ้าภิกษุผู้ประกอบอธิจิต พึงกำหนดไว้ในใจเฉพาะแต่อุเบกขานิมิตโดยส่วนเดียว
    พึงเป็นเหตุเครื่องให้จิตไม่ตั้งมั่นเพื่อความสิ้นอาสวะโดยชอบ

    ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อใด ภิกษุผู้ประกอบอธิจิต กำหนดไว้ในใจซึ่งสมาธินิมิตตลอดกาล
    ตามกาล กำหนดไว้ในใจซึ่งปัคคาหนิมิตตลอดกาลตามกาล กำหนดไว้ในใจซึ่งอุเบกขานิมิต
    ตลอดกาลตามกาล เมื่อนั้น จิตนั้นย่อมอ่อน ควรแก่การงาน ผุดผ่อง และไม่เสียหาย
    แน่วแน่เป็นอย่างดีเพื่อความสิ้นอาสวะ

    ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนช่างทองหรือลูกมือช่างทองตระเตรียมเบ้าแล้วติดไฟ
    แล้วเอาคีมคีบทองใส่ลงที่ปากเบ้าแล้วสูบเสมอๆ เอาน้ำพรมเสมอๆ เพ่งดูเสมอๆ

    ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าช่างทองหรือลูกมือช่างทอง พึงสูบทองนั้นแต่อย่างเดียว
    พึงเป็นเหตุให้ทองนั้นไหม้ ถ้าช่างทองหรือลูกมือช่างทอง พึงเอาน้ำพรมแต่อย่างเดียว
    พึงเป็นเหตุให้ทองนั้นเย็น ถ้าช่างทองหรือลูกมือช่างทอง พึงเพ่งดูทองนั้นแต่อย่างเดียว
    พึงเป็นเหตุให้ทองนั้นสุกไม่ทั่วถึง

    ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อใดช่างทองหรือลูกมือช่างทองสูบทองนั้นเสมอๆ เอาน้ำพรมเสมอๆ
    เพ่งดูเสมอๆ เมื่อนั้น ทองนั้นย่อมเป็นของอ่อน ควรแก่การงาน ผุดผ่อง และไม่แตกง่าย
    เข้าถึงเพื่อการทำโดยชอบ และช่างทองหรือลูกมือช่างทอง มุ่งประสงค์สำหรับเครื่องประดับ
    ชนิดใดๆ คือ แผ่นทอง ต่างหู เครื่องประดับคอ หรือดอกไม้ทองก็ดี ย่อม
    สำเร็จสมความประสงค์ของเขาทั้งนั้น แม้ฉันใด ฉันนั้นเหมือนกันแล

    ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบอธิจิต พึงกำหนดไว้ในใจซึ่งนิมิต ๓ ตลอดกาลตาม
    กาล คือ พึงกำหนดไว้ในใจซึ่งสมาธินิมิต ๑ พึงกำหนดไว้ในใจซึ่งปัคคาหนิมิต ๑
    พึงกำหนดไว้ในใจซึ่งอุเบกขานิมิต ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุผู้ประกอบ
    อธิจิต พึงกำหนดไว้ในใจเฉพาะแต่สมาธินิมิตโดยส่วนเดียว พึงเป็นเหตุเครื่อง
    ให้จิตเป็นไปเพื่อความเกียจคร้าน ถ้าภิกษุผู้ประกอบอธิจิต พึงกำหนดไว้ใน
    ใจเฉพาะแต่ปัคคาหนิมิตโดยส่วนเดียว พึงเป็นเหตุเครื่องให้จิตเป็นไปเพื่อความ
    ฟุ้งซ่าน ถ้าภิกษุผู้ประกอบอธิจิต พึงกำหนดไว้ในใจเฉพาะแต่อุเบกขานิมิต
    โดยส่วนเดียว พึงเป็นเหตุเครื่องให้จิตไม่ตั้งมั่นโดยชอบเพื่อความสิ้นอาสวะ
    ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อใด ภิกษุผู้ประกอบอธิจิต กำหนดไว้ในใจซึ่งสมาธิ
    นิมิตตลอดกาลตามกาล กำหนดไว้ในใจซึ่งปัคคาหนิมิตตลอดกาลตามกาล กำหนด
    ไว้ในใจซึ่งอุเบกขานิมิตตลอดกาลตามกาล เมื่อนั้น จิตนั้นย่อมอ่อน ควรแก่การ
    งาน ผุดผ่อง และไม่เสียหาย ย่อมตั้งมั่นโดยชอบเพื่อความสิ้นอาสวะ และ
    ภิกษุนั้น ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่อทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเองซึ่งธรรมที่ควรทำ
    ให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเองใดๆ เธอย่อมสมควรเป็นพยานในธรรมนั้นๆ ในเมื่อ
    เหตุมีอยู่เป็นอยู่ ถ้าภิกษุนั้นพึงหวังว่า เราพึงแสดงฤทธิ์หลายประการ ฯลฯ พึง
    ทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลาย
    สิ้นไปด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ เธอย่อมสมควรเป็นพยาน
    ในธรรมนั้นๆ ในเมื่อเหตุมีอยู่เป็นอยู่ ฯ
     
  20. ผ่านมาเฉยๆ

    ผ่านมาเฉยๆ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 มิถุนายน 2010
    โพสต์:
    712
    ค่าพลัง:
    +868
    ท่านเจ้าของกระทู้ปฏิบัติถูกต้องแล้ว
    ตรงกับโศรกของหลวงปู่ดูลย์ที่ว่า
    จิตส่งออก เป็นสมุทัย
    ผลจากจิตส่งออก เป็นทุกข์
    จิตเห็นจิต เป็นมรรค
    ผลจากจิตเห็นจิต เป็นนิโรธ
    ตามนี้เลยครับ
    ถ้าเข้าใจและทำตามโศรกได้แล้วจะเข้าใจคำว่าดูจิตได้ครับ
    แต่เบื้องต้นจากที่อ่านมา
    ที่ว่าเริ่มรู้ว่าเริ่มมองเห็นความคิดนั้นใช้ได้แล้วครับ
    แต่ความคิดไม่ใช่จิตครับเป็นเพียงควันครับ
    ยังไม่ใช่กองไฟ
    ความฟุ้งซ่านเป็นเพียงนิวรณ์ครับ
    ยังไม่ใช่เนื้อหาของการปฏิบัติภาวนาเลยครับ
    ถ้าท่านที่เข้าใจการปฏิบัติอ่านตรงนี้แล้วจะเข้าใจถึงความต่าง
    ของการดูจิตที่แท้จริงกับแบบอวดอ้างแล้วแอบเปลี่ยนคำสอนบางช่วงบางตอนเพื่อสนับสนุนทิฐิของฝ่ายตนเองครับ
    ขอให้โชคดี
     
Loading...