อัพเดตข่าวสาร วัดท่าขนุนและหลวงพ่อเล็ก

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย ศิษย์วัดท่าขนุน, 2 กันยายน 2017.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. ศิษย์วัดท่าขนุน

    ศิษย์วัดท่าขนุน สมาชิก ทีมงาน ทีม ธรรมทาน

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กันยายน 2017
    โพสต์:
    1,022
    กระทู้เรื่องเด่น:
    5
    ค่าพลัง:
    +416

    .jpg
    อย่าคิดว่าแค่บาทเดียว


    ปกติเวลาพระอาจารย์ท่านเทศน์หรือเล่าเรื่องต่าง ๆ ให้ฟัง ก็จะมีคุณสุรจิตรที่คอยเวียนถวายค่ากัณฑ์เทศน์ให้พระอาจารย์ตลอด เงินที่ถวายพระอาจารย์แต่ละครั้ง ก็ ๑ บาทบ้าง ๒ บาทบ้าง เห็นดังนี้แล้ว พระอาจารย์ท่านก็เลยเล่าเรื่องหนึ่งให้ฟังว่า

    “ที่เมืองจีนเขามีการเรี่ยไรเพื่อหล่อพระพุทธรูปองค์ใหญ่ พระท่านก็ไปประกาศเรี่ยไร มีผู้หญิงคนหนึ่งที่มีอาชีพกวาดถนน เกิดศรัทธาอยากจะถวาย ทั้งเนื้อทั้งตัวมีเงินอยู่อีแปะเดียว ตัดสินใจถวายร่วมด้วย พระที่เรี่ยไรนั้นอยู่ในอารมณ์ไหนไม่รู้ เห็นว่าเงินน้อยเหลือเกินก็เลยโยนคืนให้

    ‘จะเอาไปทำอะไรก็เอาไป พระองค์ใหญ่ตั้งหลายวา บริจาคมาแค่นี้’ ผู้หญิงคนนั้นก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร บริจาคด้วยทรัพย์ทั้งหมดที่มีอยู่แต่เขาไม่รับ ก็เลยเก็บอีแปะนั้นคืนไป

    เมื่อพระท่านเรี่ยไร ได้ทองแดงทองเหลืองจำนวนมากพอที่จะหล่อพระแล้ว ปรากฏว่าหล่อไม่ติด ครั้งแรกพอทุบเบ้าออกมาเนื้อทองแล่นไม่ทั่ว ต้องเริ่มต้นทำแบบใหม่ ครั้งที่สองก็เป็นแบบนั้นอีก ครั้งที่สามก็เป็นแบบนั้นอีก หลวงพ่อเจ้าอาวาสท่านมีประสบการณ์สูง เรียกพวกลูกวัดและบรรดากรรมการวัดทั้งหมดมาสอบถามว่า ในช่วงที่ออกไปเรี่ยไรทองแดง ทองเหลืองจากชาวบ้าน มีเหตุอะไรผิดปกติบ้างหรือเปล่า ?

    ท่านก็ไล่สอบถามพระไปทีละสาย ๆ จนไปเจอพระสายนี้ บอกว่ามีหญิงคนหนึ่งที่เขากวาดถนนอยู่ เขาบริจาคเหรียญอีแปะมา เห็นว่าน้อยไปก็เลยโยนคืนให้ หลวงพ่อเจ้าอาวาสจึงพาพระทั้งวัดไปขอขมาหญิงกวาดถนน แล้วขอเหรียญอีแปะนั้นมาหล่อพระตามความตั้งใจเดิมของเธอ

    เมื่อได้เหรียญอีแปะนั้นแล้ว ก็เอาใส่ลงไปหล่อพระ พอทุบแบบออกมา ปรากฏว่าเป็นองค์พระสมบูรณ์บริบูรณ์ทุกประการ และที่อัศจรรย์ที่สุดก็คือ อีแปะเหรียญนั้นไม่ละลาย แต่ไปติดอยู่ที่หน้าอกพระ ตรงหัวใจพอดี

    หลวงพ่อเจ้าอาวาสจึงถามรายละเอียด ปรากฏว่าผู้หญิงคนนั้นเขามีอาชีพกวาดถนน เงินเดือนแทบไม่พอยาไส้ อีแปะเหรียญนั้นเขาซื้อข้าวต้มเปล่าได้ถ้วยเดียว และเป็นอาหารประจำวันของเขา ถ้าบริจาคมาแล้ววันนั้นเธอก็ไม่มีกิน ถือว่าเป็นทานตัดชีวิตเลย เพราะฉะนั้น...อย่าคิดว่าแค่บาทเดียว บ้านเรามากพอที่พระจะต้องอาบัติปาราชิกเลย”

    พระอาจารย์เล็ก สุธมฺมปญฺโญ
    เดือนกรกฎาคม ๒๕๕๒ ณ บ้านอนุสาวรีย์


    ภาพประกอบ: หลวงพ่อโตเขาหลิงซาน สูง ๘๘ เมตร จาก www.watthakhanun.com/webboard/showthread.php?t=3343

    ที่มา วัดท่าขนุน
     
  2. ศิษย์วัดท่าขนุน

    ศิษย์วัดท่าขนุน สมาชิก ทีมงาน ทีม ธรรมทาน

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กันยายน 2017
    โพสต์:
    1,022
    กระทู้เรื่องเด่น:
    5
    ค่าพลัง:
    +416
  3. ศิษย์วัดท่าขนุน

    ศิษย์วัดท่าขนุน สมาชิก ทีมงาน ทีม ธรรมทาน

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กันยายน 2017
    โพสต์:
    1,022
    กระทู้เรื่องเด่น:
    5
    ค่าพลัง:
    +416

    -ๆ.jpg
    ถูกหลวงพ่อวัดท่าซุงฝึกให้นั่งได้นาน ๆ


    ถาม : คืนนี้ต้องลองนั่งดูบ้าง ?
    ตอบ : ลองดูก็ได้ ตอนหลวงพ่อวัดท่าซุงท่านสอนให้นั่ง อาตมาทรมานมาก รู้สึกว่าปวดหัวเข่าจะหลุดออกไปอยู่แล้ว แต่ใครไปจะนึกว่าสุดท้ายก็ต้องเอามาใช้อย่างนี้

    ช่วงนั้นเวลาวันพระ หลวงพ่อวัดท่าซุงท่านจะลงเทศน์ที่ศาลา ๒ ไร่ เมื่อถึงเวลาที่หลวงพ่อท่านเทศน์ ญาติโยมก็จะประเคนอาหารให้พระฉัน หลวงพ่อท่านเทศน์ไปพระก็ฉันไป (หลวงพ่อท่านฉันข้าวต้มมาจากที่พักแล้ว)

    พอถึงเวลาหลวงพ่อเทศน์เสร็จก็รับสังฆทานต่อ ตอนนั้นพระก็จะกราบลาไปกันเกลี้ยง วันนั้นท่านบอกว่า “เมื่อถึงเวลาฉันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ให้พระนั่งอยู่จนกว่าข้าจะสั่งให้ลุก” โอ้โฮ…ตั้งแต่เจ็ดโมงครึ่งล่อเสียบ่ายสี่โมงครึ่ง รู้สึกว่าปวดจนหัวเข่าจะหลุด..!

    หลังจากนั้นท่านบอกว่า ทุกงานให้นั่งอยู่ในลักษณะอย่างนี้ เพราะว่าญาติโยมที่เขามาวัด ถ้าเขาได้เห็นพระมาก ๆ แล้วเขาจะชื่นใจ นั่งอยู่ให้เขาดูหน่อย อาตมาก็…หลังจะขาด…ขาจะหลุดอยู่แล้ว แต่หลวงพ่อท่านนั่งคุยกับโยม โยกหน้าโยกหลังแจกของให้โยมทั้งวัน ท่านแย่กว่าเราตั้งเท่าไร ?

    หลังจากนั้นมาแต่ละท่านก็อ้างว่าติดงานประจำ ไม่ยอมลงศาลาวันพระ แต่อาตมาอ้างไม่ได้เพราะว่างานของอาตมาก็คือ เฝ้าหน้าห้องของหลวงพ่อวัดท่าซุง ท่านอยู่ที่ไหนอาตมาก็ต้องอยู่ที่นั่น ก็เลยเฮงอยู่คนเดียว จะมีหลวงตาแก่ ๆ อย่างหลวงปู่ทองเทศ หลวงตาเจริญ หลวงตาสมชาย นั่งอยู่ด้วยกัน สงสารคนแก่จริง ๆ อาตมาเองบางครั้งก็ต้องยกมือขอเวลานอก ขอไปห้องน้ำหน่อย เพราะว่าอั้นไม่อยู่จริง ๆ

    ตอนนั้นรู้สึกทรมานเหมือนใจจะขาด ไม่รู้ว่าหลวงพ่อวัดท่าซุงท่านจะให้นั่งไปทำไม ? หลังจากที่ออกจากวัดมาแล้ว และต้องมานั่งตรงนี้จน ๑๐ ปีผ่านไป ก็รู้แล้วว่าทำไมท่านถึงต้องฝึกนั่งในตอนนั้น …(หัวเราะ)…

    หลวงพ่อวัดท่าซุงท่านสายตายาวไกลทุกอย่าง ท่านเห็นแจ้งแทงตลอดไปหมด อาตมามองไปไม่ถึง แค่เฉพาะหน้าที่รบกับกิเลสก็ไม่ไหวแล้ว ถึงเวลาก็แล้วแต่หลวงพ่อท่านจะสงเคราะห์เถิด…

    สนทนากับพระอาจารย์เล็ก สุธมฺมปญฺโญ
    ณ บ้านอนุสาวรีย์ฯ เดือนเมษายน พุทธศักราช ๒๕๔๕


    ที่มา วัดท่าขนุน
     
  4. ศิษย์วัดท่าขนุน

    ศิษย์วัดท่าขนุน สมาชิก ทีมงาน ทีม ธรรมทาน

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กันยายน 2017
    โพสต์:
    1,022
    กระทู้เรื่องเด่น:
    5
    ค่าพลัง:
    +416
    ช่วงก่อนวันเกิดประมาณหนึ่งเดือน กับช่วงหลังวันเกิดประมาณหนึ่งเดือน จะเป็นช่วงจังหวะรอยต่อของกรรมพอดี ถ้าไม่เร่งทำความดีไว้ บางทีสิ่งไม่ดีเกิดขึ้น
    ฉะนั้น… ต้องชิงทำกุศลไว้ก่อน อย่ารอให้ถึงวันเกิดแล้วค่อยทำ ก่อนวันเกิดสักเดือนหนึ่งก็รีบทำได้แล้ว
    …………………………..
    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร. วัดท่าขนุน
    http://www.watthakhanun.com/webboard/showthread.php?t=3835&page=3

    .jpg

    ที่มา วัดท่าขนุน
     
  5. ศิษย์วัดท่าขนุน

    ศิษย์วัดท่าขนุน สมาชิก ทีมงาน ทีม ธรรมทาน

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กันยายน 2017
    โพสต์:
    1,022
    กระทู้เรื่องเด่น:
    5
    ค่าพลัง:
    +416
    กระโถนข้างธรรมาสน์ ฉบับที่ ๑๖๖ เดือนธันวาคม ๒๕๖๐

    โดยพระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร. วัดท่าขนุน ต.ท่าขนุน อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี

    เล่มอื่น ๆ ตามไปอ่านได้ที่ http://www.watthakhanun.com/webboard/forumdisplay.php?f=60 และ http://www.grathonbook.net/book/ นะคะ

    -ฉบับ.jpg

    ที่มา วัดท่าขนุน
     
  6. ศิษย์วัดท่าขนุน

    ศิษย์วัดท่าขนุน สมาชิก ทีมงาน ทีม ธรรมทาน

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กันยายน 2017
    โพสต์:
    1,022
    กระทู้เรื่องเด่น:
    5
    ค่าพลัง:
    +416

    .jpg
    ทุกข์นั้นมีค่ายิ่งกว่าเพชรยิ่งกว่าทอง


    ถาม : แล้วคนช่วยที่อยู่รอบข้าง…(ฟังไม่ชัด) ?
    ตอบ : ตัวช่วยจริง ๆ อยู่รอบข้าง นั่นคือว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เราเห็น สามารถเป็นครูให้เราได้ทั้งนั้น คนอื่นที่เขานั่งอยู่ เขาเจ็บไหม ? ป่วยไหม ? เมื่อยไหม ? ทั้งหมดล้วนแล้วแต่กำลังเป็นไปอยู่ในทุกข์ทั้งสิ้น เขาก็ทุกข์ เราก็ทุกข์

    แต่ขณะเดียวกันตัวช่วยรอบข้างนี่แหละ จะกลายเป็นบริวารของมารได้ทุกเวลาเหมือนกัน สิ่งที่เราเห็น สิ่งที่เราได้ยิน ถ้าเรารับเข้ามาในใจโดยปราศจากการระมัดระวัง ก็พร้อมที่จะก่อให้เกิดการกระทบ พอกระทบเมื่อไร เราส่งใจออกไปรับรู้เมื่อไร ก็แปลว่าทุกข์เมื่อนั้น ตัวช่วยอยู่รอบข้าง แต่ขณะเดียวตัวที่คอยซ้ำก็อยู่รอบข้างเหมือนกัน ตัวเดียวกันด้วย

    ที่บอกว่ามารกับความดีหน้าตาเหมือนกันเลย ก็คือตรงจุดนี้แหละ อยู่ที่ใจของเรา ถ้าใจของเราดี รอบข้างดีหมด ถ้าใจของเราไม่ดี รอบข้างก็ไม่ดีไปด้วย

    หลวงปู่ขาว สมัยโน้น…ท่านเล่าให้ฟัง พอท่านผ่านจุดของการต่อสู้ไป จนมั่นใจว่าไม่แพ้แล้ว ขนาดกุฏิเก่า ๆ ทั้งหลัง กราบแล้วกราบอีกไม่เบื่อ กุฏิเก่า ๆ อยู่มาตลอดไม่เคยมองเสียด้วยซ้ำเลย กลายเป็นครูไปได้อย่างไรก็ไม่รู้ ?

    …เอาแค่ทุกข์ตัวเดียวนะ ทุกคนเวลาเกิดความทุกข์ ก็จะไปคร่ำครวญอยู่กับทุกข์ ลำบากเหลือเกิน ทุกข์ยากเหลือเกิน แต่ว่าในสายตาของพระปฏิบัติที่ทำไปถึงตรงจุดนั้นแล้ว ทุกข์นั้นมีค่ายิ่งกว่าเพชรกว่าทองอีก มีเงินเท่าไรก็ซื้อไม่ได้

    อดีตโบราณาจารย์หลายลัทธิที่มีความสามารถสูงมาก มีชื่อเสียงเป็นที่เลื่องลือ ปฏิบัติมาตลอดทั้งชีวิต ก็ไม่สามารถจะเห็นอริยสัจที่แท้จริงตัวนี้ได้

    พระพุทธเจ้าของเราบำเพ็ญบารมีอย่างน้อยสี่อสงไขยกับหนึ่งแสนมหากัป ปฏิบัติด้วยความลำบากยากเข็ญถึงหกปีเต็ม ๆ ด้วยปัญญาธิคุณอันล้ำเลิศ พระองค์ท่านจึงตรัสรู้เห็นอริยสัจอันนี้ได้ ของที่หาได้ยากเย็นแสนเข็ญขนาดนั้น ปรากฏอยู่เฉพาะหน้าของเราแล้ว เงินทองเท่าไรก็ซื้อไม่ได้ กลายเป็นของที่มีค่าชนิดที่ไม่สามารถจะไปควานหามาจากที่ไหนได้ ของที่เราว่าไม่ดีแท้ ๆ กลายเป็นของล้ำค่าในสายตาของท่านไป

    ตามทันไหมตรงนี้ ? ตามไม่ทันพูดใหม่ก็ไม่เหมือนเดิม …(หัวเราะ)… เพราะฉะนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างจะมีมุมมองของตัวเอง เมื่อไปถึงตรงจุดนั้นแล้ว จะไม่มีดีไม่มีชั่ว ดีชั่วก็เป็นแค่สมมุติ สิ่งที่เห็นคือผู้ที่กำลังเป็นไปตามกรรม

    กระแสกรรม อันนั้นมีดำกับขาว ฝ่ายขาวพาเราขึ้นสูง ฝ่ายดำพาเราลงต่ำ เรากระโดดไปกระโดดมาอยู่ในสองกระแสนี้ จนกว่าจะตัดขาดสิ้นเชิงไป หลุดออกไปจากกระแสทั้งคู่เสียก็หลุดพ้น แต่ถ้าหากว่ายังไม่สามารถหลุดพ้นได้ ต้องเกาะกระแสสีขาวเสียก่อน เกาะไว้เหมือนกับเราขึ้นบันไดสูง ๆ ให้เกาะราวบันไดไว้ก่อน เป็นการประกันความเสี่ยง แล้วถึงเวลา ถ้าหากว่าเราขึ้นมา สมมุติว่าเป็นห้องนี้ เข้ามาในห้องแล้วเราก็ไม่ได้แบกราวบันไดมาด้วย เรากองเอาไว้ที่เดิม อันดับแรก เราต้องเกาะก่อน คือเกาะดี แล้วหลังจากนั้นพอถึงที่สุดแล้วถึงจะปล่อยดี

    หลวงปู่มหาอำพันที่อาตมาจะทำบุญถวายร้อยปีเกิดของท่าน ท่านใส่บาตรทุกเช้า อาตมาอยู่วัดเทพศิรินทราวาสกับหลวงปู่สี่ปีเต็ม ๆ คอยดูแลปรนนิบัติท่าน เพราะว่าท่านอายุมากแล้ว มรณภาพตอนแปดสิบแปด ท่านใส่บาตรทุกเช้า ท่านบอกพระทุกรูปตอนไปทำวัตรว่า นิมนต์นะครับ..นิมนต์นะครับ ถ้าท่านใดออกบิณฑบาตกรุณาผ่านกุฏิผมด้วย ขอเป็นเนื้อนาบุญของผมบ้าง พระทุกรูปเดินผ่านท่านจัดเตรียมอาหารอยู่ ท่านก็ใส่บาตรทุกวัน

    อาตมาต้องตื่นมาช่วยท่านทุกวัน ช่วยไปช่วยมาก็สงสัย คือรู้ว่าหลวงปู่เป็นพระดีแน่นอน ก็กราบเรียนว่า หลวงปู่ครับ..บุญของหลวงปู่ก็กินไม่ไหว ใช้ไม่หมดอยู่แล้ว แล้วหลวงปู่ยังต้องทำไปทำอะไรอีก ? ท่านบอกว่า "ไฮ้..! คุณก็..คนเราถ้าหากว่าปีนขึ้นไปบนหน้าผาได้แล้ว ก็มีแต่ต้องรีบตะเกียกตะกายไปให้ห่างจากหน้าผาให้มากที่สุด ขืนไปเอ้อระเหยอยู่ตรงนั้น ถ้าหล่นตุ๊บลงไปใหม่จะทำอย่างไรล่ะ ?"

    คือพระที่ท่านเข้าถึงความดีแล้ว ท่านจะทรงความไม่ประมาทอยู่เสมอ ของอาตมาเองนี่ประมาทเต็มตัวเลย ไม่ต้องห่วง ทำดีพอแล้ว ไม่ต้องทำอีกก็ได้ พอกินแล้ว เกิดหาใหม่ไม่ทันก็อดกิน นั่นแหละครูบาอาจารย์แต่ละองค์ ท่านจะให้ในสิ่งที่เป็นแบบอย่างแก่เรา แล้วเราเองเอาสิ่งทั้งหลายนั้นมาประยุกต์ นำส่วนที่พอเหมาะพอสม มาปฏิบัติให้เกิดคุณกับตัวเราได้ ไม่ใช่ยกมาทั้งแท่ง ที่ยกมาทั้งแท่งอย่างที่บอกว่าสู้แค่ตาย อาตมาสู้มาแล้ว และตายฟรีมาแล้วด้วย..!

    นักปราชญ์เขาบอกว่า เรียนรู้ตามตำราถือว่าเก่ง..ใช่ไหม ? ต้องพลิกแพลงใช้งานได้ถึงจะยอด แต่ถ้าเยี่ยมจริง ๆ ให้บัญญัติใหม่ …(หัวเราะ)… ของเราไม่เก่งขนาดนั้น ต้นบัญญัติจริง ๆ คือพระพุทธเจ้าเท่านั้น บัญญัติใหม่อาตมาไม่เอาด้วย

    สนทนากับพระอาจารย์เล็ก สุธมฺมปญฺโญ
    ณ บ้านอนุสาวรีย์ฯ เดือนมิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๔๔


    ที่มา วัดท่าขนุน
     
  7. ศิษย์วัดท่าขนุน

    ศิษย์วัดท่าขนุน สมาชิก ทีมงาน ทีม ธรรมทาน

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กันยายน 2017
    โพสต์:
    1,022
    กระทู้เรื่องเด่น:
    5
    ค่าพลัง:
    +416
    มารพยายามช่วยเราอย่างสุดชีวิตเพื่อให้เราหลุดพ้น
    แต่ความโง่ของเราที่ไม่ยอมหลุดพ้นต่างหาก ก็เลยสอบตกทุกที
    …………………………….
    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร. วัดท่าขนุน
    http://www.watthakhanun.com/webboard/showthread.php?t=3787&page=5

    .jpg

    ที่มา วัดท่าขนุน
     
  8. ศิษย์วัดท่าขนุน

    ศิษย์วัดท่าขนุน สมาชิก ทีมงาน ทีม ธรรมทาน

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กันยายน 2017
    โพสต์:
    1,022
    กระทู้เรื่องเด่น:
    5
    ค่าพลัง:
    +416
    จำไว้ให้แม่น ๆ ใครก็ตามที่ปฎิบัติธรรมแล้วประสบกับการทดสอบแรง ๆ
    แปลว่าบุคคลนั้นถ้าทำต่อไปจะเกิดผลเร็วมาก
    เขาเกรงว่าเราจะหนีรอดไปได้ ก็เลยพยายามขัดขวางแบบรุนแรงเช่นกัน
    ในเมื่อขวางแรงก็ทำให้เราเข้าใจผิดได้ง่าย
    ถ้ากำลังใจไม่มั่นคง หลายรายหลุดวงโคจรไปเลย
    ……………………………….
    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร. วัดท่าขนุน
    http://www.watthakhanun.com/webboard/showthread.php?t=3612

    -ๆ-ใครก็ตามท.jpg

    ที่มา วัดท่าขนุน
     
  9. ศิษย์วัดท่าขนุน

    ศิษย์วัดท่าขนุน สมาชิก ทีมงาน ทีม ธรรมทาน

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กันยายน 2017
    โพสต์:
    1,022
    กระทู้เรื่องเด่น:
    5
    ค่าพลัง:
    +416
    .jpg

    อย่างที่ได้กล่าวไปแล้วว่า พวกเราทั้งหลายตั้งใจปฏิบัติธรรมเพื่อหวังความหลุดพ้น ฉะนั้น..อย่าให้การตั้งเป้าหมายของเรานั้นเป็นไปโดยเลื่อนลอย สักแต่ว่าพูด โดยไม่ได้มีการทุ่มเทการปฏิบัติเพื่อให้ไปสู่เป้าหมายของเราอย่างจริงจัง ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ต้องบอกว่า “อีกนาน”

    คำว่า “อีกนาน” นี้ แฝงไว้ด้วยความหมายว่าเราจะต้องเวียนตายเวียนเกิดอีกนับชาติไม่ถ้วน ยังต้องทนทุกข์ทรมานโดยการเวียนว่ายตายเกิดอีกประมาณไม่ได้ การที่เราปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้น หลักใหญ่ก็อยู่ ศีล สมาธิ ปัญญานี่เอง

    อริยมรรคมีองค์ ๘ นั้น สัมมาทิฐิ ความเห็นที่ถูกต้อง คือเห็นในอริยสัจ สัมมาสังกัปปะ ความดำริที่ถูกต้อง คือดำริจะออกจากกาม เป็นต้น สัมมาทิฐิและสัมมาสังกัปปะนี้จัดเป็นปัญญา

    สัมมาวาจา การพูดที่ถูกต้อง สัมมากัมมันตะ การกระทำที่ถูกต้อง การพูดที่ถูกต้องก็คือเว้นจากการพูดโกหก พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดวาจาที่ไร้ประโยชน์ การกระทำที่ถูกต้องก็คือ ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ประพฤติผิดในกาม ไม่ดื่มสุราเมรัย เป็นต้น สัมมาอาชีวะ ก็คือหาเลี้ยงชีพในทางที่ถูกต้อง ไม่ละเมิดกฎหมายบ้านเมืองและศีลธรรม เป็นต้น สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ และสัมมาอาชีวะจัดเป็นศีล ก็คือควบคุมวาจา ควบคุมกาย ตลอดจนการทำมาหากินของเราไม่ให้ละเมิดศีลธรรม

    สัมมาวายามะ คือความเพียรพยายามในทางที่ถูกต้อง เพียรพยายามละกิเลสที่เกิดขึ้น เพียรระมัดระวังไม่ให้กิเลสอื่น ๆ เกิดขึ้น เพียรสร้างความดีให้เกิดขึ้น เพียรระวังรักษาและสร้างเสริมความดีให้เจริญยิ่ง ๆ ขึ้น สัมมาสติ เป็นผู้มีสติตั้งมั่น ก็คือสติต้องเป็นไปในสติปัฏฐานทั้ง ๔ คือมีความเข้าใจใน กาย เวทนา จิต ธรรม รู้เท่าทันอารมณ์ใจต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงนั้น จะดีหรือชั่วก็ตาม ล้วนแต่ต้องละวางทั้งสิ้น

    สัมมาสมาธิ คือสมาธิที่ถูกต้อง ได้แก่การดำเนินจิตโดยการปฏิบัติภาวนาให้ได้อย่างน้อยปฐมฌานละเอียดขึ้นไป เพื่อที่จะได้มีกำลังในการตัดกิเลส ถ้าหากว่าเราไม่ได้นำกำลังสมาธิมาตัดกิเลสไม่จัดว่าเป็นสัมมาสมาธิ สัมมาวายามะ สัมมาสติและสัมมาสมาธิเป็นส่วนของสมาธิ

    ดังนั้น..เราจะเห็นว่ามรรค ๘ ก็คือปัญญา ศีล สมาธิ หรือที่เราเรียกว่า “ไตรสิกขา” นั่นเอง สำหรับพวกเราแล้ว ศีลถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่น่าหนักใจ เราสามารถระมัดระวังรักษาศีลทุกสิกขาบทเอาไว้ได้ แต่ว่าให้เพิ่มความละเอียดยิ่งขึ้น ในระดับที่ว่าไม่ละเมิดศีลด้วยตนเองแล้ว ไม่ยุยงให้ผู้อื่นกระทำการละเมิดศีล และไม่ยินดีเมื่อเห็นผู้อื่นล่วงละเมิดในศีล

    ในเรื่องของสมาธินั้น เป็นส่วนสำคัญที่สุดสำหรับพวกเราทั้งหลายในตอนนี้ เพราะว่าถ้าขาดสมาธิ สติก็ไม่ว่องไว ไม่แหลมคม ทำให้รู้เท่าทันกิเลสไม่ได้ หรือว่าถ้าหากรู้เท่าทันกิเลสได้ แต่กำลังสมาธิไม่เพียงพอ ก็ขาดสิ่งที่จะฉุดรั้งหักห้าม ไม่ให้เราล่วงละเมิดในสิ่งที่เป็นกิเลสทั้งปวง

    ดังนั้น..ในการปฏิบัติแต่ละครั้งของพวกเรา หลังจากที่ทบทวนศีลให้บริสุทธิ์บริบูรณ์แล้ว ขอให้ทุกคนทำใจให้จดจ่ออยู่กับลมหายใจเข้า ลมหายใจออกของเราให้เป็นปกติ ลมหายใจเข้าจะผ่านจมูก..ผ่านอก..มาสุดที่ท้อง ลมหายใจออกจะผ่านท้อง..ผ่านอก..มาสุดที่ปลายจมูก ก็ให้ตามดูตามรู้เอาไว้ ส่วนจะทรงเป็นสมาธิขั้นใดก็ตาม นั่นเป็นเรื่องของผลที่จะเกิดขึ้น ไม่ได้เกี่ยวกับเรา

    ถ้าเรามัวแต่ปฏิบัติเพื่อหวังว่าจะได้ผลอย่างนั้น ได้ผลอย่างนี้ เคยทำได้อย่างนั้นอย่างนี้ แล้วอยากจะทำได้อย่างนั้นอีก ถ้าเป็นเช่นนั้นสมาธิของท่านจะไม่ทรงตัว เพราะจิตส่งส่ายวุ่นวายไปเรื่อย

    เมื่อท่านมีลมหายใจอยู่ ก็ให้กำหนดรู้ลมหายใจ มีคำภาวนาอยู่ ก็ให้กำหนดรู้คำภาวนา ถ้าลมหายใจเบาลง ก็กำหนดรู้ว่าลมหายใจเบาลง คำภาวนาหายไป ก็กำหนดรู้ว่าคำภาวนาหายไป อย่าไปดิ้นรนอยากหายใจใหม่ อย่าไปดิ้นรนอยากภาวนาใหม่ ให้เรากำหนดความกำหนดรู้สึกที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้าตอนนั้นให้ชัดเจนไว้ก็พอ สภาพจิตจะดิ่งลึกเข้าไปหาสมาธิที่ลึกกว่านั้นไปเอง

    ส่วนใหญ่แล้วพวกเราพอถึงเวลาลมหายใจหายไป สติก็ขาดไปด้วย เมื่อสติคืนมาก็รีบตะเกียกตะกายหาลมหายใจใหม่ เท่ากับว่าเราย้อนกลับไปนับ ๑ ใหม่ ทั้งที่เราขึ้นบันไดไปตั้งเยอะแล้ว ใกล้จะถึงจุดหมายชั้นบนแล้ว เราก็ย้อนกลับมาขั้นแรกใหม่เสียทุกที จึงทำให้การปฏิบัติของเราไม่ก้าวหน้า

    อีกส่วนหนึ่งก็คือว่า เมื่อปฏิบัติแล้วเราไม่สามารถรักษาสมาธิภาวนาให้ทรงตัวต่อเนื่องได้ การปฏิบัติของเราเป็นการว่ายทวนน้ำ เมื่อสมาธิไม่ทรงตัวต่อเนื่องก็เท่ากับว่าเราลอยตามน้ำไป พอปฏิบัติใหม่ก็เท่ากับว่ายทวนน้ำกลับขึ้นมาใหม่ ซึ่งอย่างดีก็ได้แค่เดิม ถ้าวันไหนเหนื่อยล้าขึ้นมาก็ได้น้อยกว่าเดิม เท่ากับว่าเราห่างจากเป้าหมายไปเรื่อยทุกครั้ง

    ดังนั้น..ในส่วนสำคัญอีกส่วนก็คือว่าเมื่อเราปฏิบัติได้แล้ว ต้องรู้จักประคับประคองอารมณ์ใจของเราให้นิ่ง ให้ทรงตัวเหมือนอย่างตอนที่เรานั่ง ให้นานที่สุดเท่าที่จะนานได้ถ้าหากว่าเราซักซ้อมบ่อย ๆ มีความคล่องตัวมากขึ้น ไม่ว่าอิริยาบถไหนเราก็สามารถทรงสมาธิไว้ได้ ไม่ว่าจะทำการทำงานสิ่งใดเราก็จะทรงสมาธิไว้ได้

    ถ้าเป็นเช่นนั้นโอกาสที่ รัก โลภ โกรธ หลง จะกำเริบขึ้นมาก็น้อย สภาพจิตของเราจะมีความผ่องใสมากเป็นพิเศษ ตัวปัญญาก็จะแหลมคมว่องไว รู้เท่าทันว่าจะทำอย่างไรถึงจะต่อต้านกับกิเลส หรือว่าหลบหลีกไม่ให้กิเลสนั้นทำอันตรายเราได้ และท้ายสุดก็คือสามารถกำจัด ตัดละกิเลสให้หมดสิ้นไปได้จากใจของเราได้

    การปฏิบัติสมาธิภาวนาจึงเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดสำหรับเราในตอนปัจจุบันนี้ อีกประการหนึ่งก็คือว่า เมื่อปฏิบัติไปแล้ว อารมณ์ใจทรงตัวถึงที่สุดก็จะเริ่มคลายออกมา ซึ่งเป็นอาการปกติของสมาธิทั้งปวง เราต้องรีบหาวิปัสสนาญาณให้พิจารณา ให้เห็นชัดเจนว่าร่างกายนี้ไม่เที่ยง ร่างกายนี้เป็นทุกข์ ร่างกายนี้ไม่มีอะไรเป็นตัวตนให้ยึดถือมั่นหมายได้

    ถ้าไม่คิดพิจารณาดังนี้ สภาพจิตจะเอากำลังสมาธิที่ทำได้ ไปนึกคิดฟุ้งซ่านในเรื่องของ รัก โลภ โกรธ หลง และจะฟุ้งซ่านได้อย่างเป็นหลักเป็นฐานมาก เพราะใช้กำลังสมาธิที่เราทำได้ไปฟุ้งซ่านนั่นเอง

    ดังนั้น..ในวันนี้ที่กล่าวถึงมา ไม่ว่าจะเป็นการที่เราต้องปฏิบัติภาวนาให้อารมณ์ใจทรงตัวก็ดี เมื่ออารมณ์ใจทรงตัวแล้วต้องรักษาประคับประคองไว้ก็ดี โดยเฉพาะเมื่อประคับประคองถึงที่สุดแล้ว ถ้ากำลังจิตถอยออกมา ต้องรีบหาวิปัสสนาญาณให้พิจารณาก็ดี

    สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ถือว่าเป็นงานที่มอบให้กับพวกเรา นำไปซักซ้อมประพฤติปฏิบัติในช่วงระยะตอนนี้ จนกว่าจะถึงต้นเดือนหน้า เพื่อสร้างความคล่องตัว สร้างสมาธิภาวนาของเราให้มีกำลังที่มั่นคง จะได้เสริมในการที่เราจะระมัดระวังรักษาศีล ได้ช่วยสติให้ว่องไวรู้เท่าทันกิเลส ให้มีกำลังในการหักห้ามใจตนเองไม่ให้ละเมิดในสิ่งที่ไม่ดีไม่งาม และท้ายสุดให้มีกำลังในการช่วยปัญญาตัดละกิเลสทั้งหลายทั้งปวงให้สิ้นไป

    พระอาจารย์เล็ก สุธมฺมปญฺโญ
    เทศน์ช่วงทำกรรมฐาน ณ บ้านวิริยบารมี
    วันอาทิตย์ที่ ๒ ตุลาคม ๒๕๕๔


    ที่มา วัดท่าขนุน
     
  10. ศิษย์วัดท่าขนุน

    ศิษย์วัดท่าขนุน สมาชิก ทีมงาน ทีม ธรรมทาน

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กันยายน 2017
    โพสต์:
    1,022
    กระทู้เรื่องเด่น:
    5
    ค่าพลัง:
    +416
    มีสติรู้ตัวอยู่เสมอว่า ท้ายสุดทุกคนก็ตาย
    ไม่มีใครอยู่ร่วมกับเราได้ตลอดกาล
    ……………………………..
    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร. วัดท่าขนุน

    .jpg

    ที่มา วัดท่าขนุน
     
  11. ศิษย์วัดท่าขนุน

    ศิษย์วัดท่าขนุน สมาชิก ทีมงาน ทีม ธรรมทาน

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กันยายน 2017
    โพสต์:
    1,022
    กระทู้เรื่องเด่น:
    5
    ค่าพลัง:
    +416

    .jpg

    รู้จักอารมณ์พระโสดาบันไหม ?


    พระอาจารย์เล่าให้ฟังว่า "สมัยก่อนตอนอยู่บ้านสายลม มีโยมผู้ชายอยู่คนหนึ่ง ตั้งแต่จุดจำหน่ายสังฆทานจนถึงจุดที่หลวงพ่อวัดท่าซุงนั่งอยู่ เขาพนมมือกล่าวเสียงลั่นมาแต่ไกลเลย

    “หลวงพ่อครับ ผมพยายามทำความดี สร้างศาลามากี่หลัง สร้างโบสถ์มากี่หลัง ถวายระฆังมากี่ลูก ทำไมจนป่านนี้ผมยังไม่ได้เป็นพระอรหันต์ละครับ ?”

    หลวงพ่อก็หัวเราะ “โยมรู้จักอารมณ์พระโสดาบันไหม”
    “ไม่รู้จักครับ”
    “เออ..ซื้อหนังสือตรงข้าง ๆ นั่นนะ ถามเขาว่ามีเล่มไหนมีอารมณ์พระโสดาบัน กลับไปอ่านตรงจุดนั้นแล้วก็ทำเสียมันจะได้เป็น สิ่งที่โยมทำมันเป็นบุญ กำลังบุญมีส่วนเสริมในความดีเท่านั้น แต่ไม่ได้ทำอะไรให้เราเป็นอย่างที่ต้องการได้หมด โดยเฉพาะความเป็นพระอริยเจ้าต้องทำด้วยตัวเองทั้งนั้น”

    แกก็ดีนะ ได้ยินคำแนะนำ ก็หันไปซื้อหนังสือเลย ได้หนังสือก็กราบลาหลวงพ่อไปเลย

    เดือนหน้ามาอีก “หลวงพ่อครับ ผมรู้จักอารมณ์พระโสดาบันแล้วครับ” รายงานตั้งแต่ประตูเหมือนเดิม
    หลวงพ่อก็ถาม “แล้วเป็นอย่างไร ทำได้หรือเปล่า ?”
    “ไม่ยากครับ ไม่ยาก”
    “เออ พยายามทำเอาไว้”

    “แต่ผมอ่านไปตรงที่ว่า ถ้าใครสามารถกล่าวถึงอะไรได้แสดงว่าคนนั้นต้องได้ด้วยใช่หรือไม่ครับหลวงพ่อ”
    “อย่าเลี้ยวมาทางนี้สิวะ”
    “ผมมั่นใจว่าหลวงพ่อต้องเป็นอรหันต์ปฏิสัมภิทาญาณ”
    “พอ ๆ ไม่ใช่หน้าที่ของโยมจะมาพยากรณ์”

    คนฟังที่บ้านอนุสาวรีย์หัวเราะกันมากมาย แล้วพระอาจารย์ก็กล่าวว่า “เขาเป็นคนมีปัญญามากนะ แค่แนะนำนิดเดียวก็เข้าทางเลย”

    เก็บตกบ้านอนุสาวรีย์ เดือนสิงหาคม ๒๕๕๒

    ที่มา วัดท่าขนุน
     
  12. ศิษย์วัดท่าขนุน

    ศิษย์วัดท่าขนุน สมาชิก ทีมงาน ทีม ธรรมทาน

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กันยายน 2017
    โพสต์:
    1,022
    กระทู้เรื่องเด่น:
    5
    ค่าพลัง:
    +416
    นักปฏิบัติที่ดีควรมุ่งหน้าเอามรรคเอาผลของตนเอง
    เพราะชีวิตของเราเป็นของน้อย จะตายลงไปเมื่อไรก็ไม่แน่
    ถ้ามัวแต่ไปสนใจภายนอกอยู่
    และหากตายลงไปก่อนที่ตนเองจะหมดกิเลส
    ก็กลายเป็นเสียชาติเกิดไปอีกชาติหนึ่ง…!
    …………………………………..
    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร. วัดท่าขนุน

    .jpg

    ที่มา วัดท่าขนุน
     
  13. ศิษย์วัดท่าขนุน

    ศิษย์วัดท่าขนุน สมาชิก ทีมงาน ทีม ธรรมทาน

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กันยายน 2017
    โพสต์:
    1,022
    กระทู้เรื่องเด่น:
    5
    ค่าพลัง:
    +416

    .jpg
    ขอให้เกิดมาหน้าตาดี


    ถาม : หลวงพ่อครับ แล้วถ้าบางคนเกิดมาหน้าตาขี้เหร่ แล้วเขาก็พยายามขอให้ชาติหน้าเกิดมาหน้าตาดี ?

    ตอบ : ขออย่างเดียวไม่ได้ ต้องทำด้วย เมื่อสักครู่ได้เปรียบเทียบว่า จิตเป็นคนขับรถ ร่างกายเป็นรถ ถ้าเราไปได้รถโปเก เพราะว่าสตางค์เรามีพอซื้อแค่นั้น แล้วเราก็ไม่ขวนขวายหาสตางค์เพิ่ม ก็คงจะได้แต่รถโปเกคันนั้นต่อไป แต่ถ้าเราขวนขวายหาสตางค์เพิ่ม เราก็จะซื้อรถที่ดีกว่านั้นได้ ก็คือการปฏิบัติความดีใน ศีล สมาธิ ปัญญานั่นแหละ

    อย่างเช่นท่านอธิบายไว้ว่า การให้ทานเกิดมาจะรวย การรักษาศีลเกิดมาจะสวย การปฏิบัติภาวนาเกิดมาจะฉลาด ถ้าหากว่าเราอยากจะหน้าตาดี ก็ตั้งหน้าตั้งตารักษาศีลของเราให้ดีไว้ เพราะบุคคลที่จะรักษาศีลได้ จิตต้องประกอบไปด้วยเมตตาพรหมวิหาร ถ้ารักเขา…สงสารเขา….ก็ไม่คิดจะฆ่าเขา รักเขา…สงสารเขา….ก็ไม่คิดลักขโมยเขา รักเขา….สงสารเขา….ก็ไม่คิดล่วงละเมิดสิ่งที่เขารักของที่เขารัก รักเขา….สงสารเขา….ไม่อยากให้เขาเสียใจ ก็พูดแต่ความเป็นจริง และท้ายสุดรักตัวเอง….สงสารตัวเอง…..ไม่อยากให้ตัวเองสุขภาพไม่ดีหรือขาดสติสัมปชัญญะ ก็ไม่ไปแตะต้องเรื่องสุราเมรัย

    ในเมื่อจิตประกอบไปด้วยเมตตาเป็นปกติ ก็จะปรุงแต่งให้สภาพหน้าตาของเราที่เกิดมาชาติใหม่ มีความผ่องใส มีความสวยงาม ยิ่งทำจนชินมากเท่าไรก็ยิ่งสวยมากเท่านั้น

    จริง ๆ แล้วทุกอย่างขึ้นอยู่กับนิยาม ๕ ประการที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ คือ อุตุนิยาม ดินฟ้าอากาศพาให้เป็นไป อย่างบ้านเราจะสังเกตว่าคนเหนือผิวขาว แต่คนใต้ผิวดำ อันนั้นก็คือสภาพดินฟ้าอากาศกำหนด พีชนิยาม เผ่าพันธุ์กำหนด อย่างสมัยนี้ก็ต้องบอกว่าเป็นไปตามดีเอ็นเอ กรรมนิยาม การกระทำตนเองเป็นเครื่องกำหนด อย่างที่เราบอกว่าเราพัฒนาได้ ถ้าเราสร้างความดี สิ่งทั้งหลายก็จะดีตอบแทน จิตนิยาม กำลังใจของเราที่มุ่งมั่น ที่บอกว่าอธิษฐานอย่างเดียวไม่พอ

    และท้ายสุดธรรมนิยาม ธรรมชาติส่งให้เป็นเช่นนั้น แม้ว่าเราจะทำดีก็ตาม แต่กฎของพันธุกรรมก็บอกไว้แล้ว เมนเดลเขาว่าลักษณะเด่น ๓ จะมีลักษณะด้อย ๑ โผล่มา ฉะนั้น..ถ้าท้ายสุดคุณดันไปเจอลักษณะด้อยเข้า อยู่ในกลางฝูงควายแต่ดันเป็นควายเผือกเสียนี่ คือจะโผล่มาในลักษณะนั้น ฉะนั้น..ส่วนประกอบในนิยาม ๕ อย่าง จะเป็นเครื่องปรุงแต่งไปตลอดทุกชาติทุกภพ ถ้าหากหยุดการปรุงแต่งพวกนี้ได้ก็จะจบ ถ้าหยุดไม่ได้ก็ไปเรื่อย เกิดไม่รู้จบ ทุกข์ไม่รู้จบ

    สนทนากับพระอาจารย์เล็ก สุธมฺมปญฺโญ
    ณ บ้านอนุสาวรีย์ฯ เดือนตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๕๒


    ที่มา วัดท่าขนุน
     
  14. ศิษย์วัดท่าขนุน

    ศิษย์วัดท่าขนุน สมาชิก ทีมงาน ทีม ธรรมทาน

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กันยายน 2017
    โพสต์:
    1,022
    กระทู้เรื่องเด่น:
    5
    ค่าพลัง:
    +416
    ความอยากของคนไม่มีที่สิ้นสุด
    ถ้าไม่สามารถควบคุมความอยากได้
    ชีวิตนี้จะหาความสุขที่แท้จริงไม่ได้
    ……………………………..
    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร. วัดท่าขนุน

    .jpg

    ที่มา วัดท่าขนุน
     
  15. ศิษย์วัดท่าขนุน

    ศิษย์วัดท่าขนุน สมาชิก ทีมงาน ทีม ธรรมทาน

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กันยายน 2017
    โพสต์:
    1,022
    กระทู้เรื่องเด่น:
    5
    ค่าพลัง:
    +416

    -ธรรมดา-นั้น-ถ้าหาก.jpg
    ต้องหาคำว่าธรรมดาให้พบ


    คำว่า “ธรรมดา” นั้น ถ้าหากว่าใครค้นพบได้อย่างแท้จริง สามารถที่จะนำมาใช้งานได้ตลอดชีวิตนี้ เนื่องเพราะว่าธรรมดาของแต่ละระดับชั้น แต่ละระดับกำลังใจนั้น ปล่อยวางได้ไม่เท่ากัน ธรรมดาของปุถุชน ปล่อยวางได้ในระดับหนึ่ง ธรรมดาของผู้ทรงฌาณ ปล่อยวางได้อีกระดับหนึ่ง

    ธรรมดาของพระโสดาบัน ปล่อยวางได้มากขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง ธรรมดาของพระสกทาคามีก็ปล่อยวางได้มากยิ่งกว่าพระโสดาบัน ธรรมดาของพระอนาคามี รัก โลภ โกรธ ไม่เอากับใครแล้ว ธรรมดาของพระอรหันต์ ปล่อยได้อย่างแท้จริง ไม่เหลืออะไรให้ยึดถือมั่นหมายแล้ว

    ดังนั้น..ถ้าเราคว้าคำว่าธรรมดาติด ค้นพบ จิตใจยอมรับว่าเราเกิดมามีร่างกาย ธรรมดาจะต้องเป็นเช่นนี้ ธรรมดาต้องพบกับเรื่องกระทบใจอย่างนี้ ธรรมดาต้องพบกับความทุกข์ยากอย่างนี้ ธรรมดาจะต้องเจอคนที่เราไม่ชอบใจอย่างนี้ ธรรมดาที่ต้องพลัดพรากจากของที่รักคนที่รักแบบนี้ ถ้าหากว่าสภาพสติ สมาธิ และปัญญาของเราทรงตัวเพียงพอ การปล่อยวางว่าเป็นธรรมดาก็จะบังเกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติ แต่ถ้าหากว่ามีสติกับสมาธิ โดยปัญญายังไม่ยอมรับ ก็จะปล่อยวางธรรมดาได้ในลักษณะเดียวกับผู้ทรงฌานเท่านั้น

    หลายท่านเมื่อสมาธิทรงตัวดีมาก เริ่มปล่อยวางได้ทั้ง ๆ ที่เป็นการปล่อยวางในลักษณะของผู้ทรงฌาน ก็เผลอไปคิดว่าตนเองเป็นพระอริยเจ้าเสียแล้ว เพราะว่า รัก โลภ โกรธ หลง ไม่มีเลย เนื่องจากว่าโดนอำนาจแห่งฌานสมาบัติกดดับสนิทไปชั่วคราว ตรงจุดนี้ทุกท่านต้องระวังให้จงหนัก การปฏิบัติอย่าเชื่อง่าย ๆ ว่าเราดีแล้ว ต้องทบทวนแล้วทบทวนอีก

    แม้ว่าทบทวนแล้ว ถ้าเป็นบุคคลที่ปัญญาถึงจริง ๆ ก็จะปฏิบัติตามกฎกติกาที่ตนเองยึดถือต่อไป โดยไม่ได้ไปหมายมั่นปั้นมือว่าเราเป็นพระโสดาบันแล้ว เราเป็นพระสกทาคามีแล้ว เราเป็นพระอนาคามีแล้ว เราเป็นพระอรหันต์แล้ว เพราะว่าถ้าหากว่าเราไปมั่นใจตนเองลักษณะนั้น ก็คือตกอยู่ในความประมาทนั่นเอง

    ฉะนั้น..เราจะเห็นได้ว่า คำว่า “ธรรมดา” ก็ดี หรือ “ความไม่ประมาท” ก็ดี จะว่าไปแล้วก็เป็นข้อธรรมที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าค้นพบ และนำมาสั่งสอนพวกเรา เป็นข้อธรรมที่ครอบคลุมกว้างขวางมาก สามารถใช้เป็นหลักปฏิบัติได้ตั้งแต่ต้นยันปลายเลยทีเดียว

    ถ้าหากว่าเรายังไม่สามารถที่จะเห็นธรรมดาได้ ก็แปลว่าสติ สมาธิ ปัญญาของเรายังไม่เพียงพอ ต้องมีการสั่งสมเพิ่มเติมขึ้นไปอีกระยะหนึ่ง เราก็ต้องเพียรพยายามอยู่ใน ศีล สมาธิ ปัญญา ของเราให้เข้มข้นมากกว่านี้

    ต้องทบทวนอยู่ทุกวันว่าศีล ๕ หรือศีล ๘ หรือสิกขาบทของเราสมบูรณ์บริบูรณ์ดีหรือไม่ ? เราล่วงละเมิดศีลด้วยตนเองหรือไม่ ? ถ้าเราไม่ละเมิดศีลแล้ว เรายุยงส่งเสริมให้ผู้อื่นละเมิดศีลหรือไม่ ? ถ้าเราไม่ละเมิดศีลด้วยตนเอง ไม่ยุยงส่งเสริมผู้อื่นให้ละเมิดศีล ถ้าเราเห็นผู้อื่นละเมิดศีลแล้ว เราพลอยยินดีด้วยหรือไม่ ?

    ส่วนในเรื่องของสมาธินั้น อย่างน้อยที่สุดท่านทั้งหลายต้องทรงฌานได้ในระดับปฐมฌานละเอียดขึ้นไป เนื่องจากว่าปฐมฌานหยาบนั้นกำลังไม่เพียงพอที่จะใช้งานได้ เพราะสภาพจิตที่หยาบทำให้ขาดสติได้ง่าย ไม่อาจจะอาศัยเป็นกำลังที่ใช้ในการตัดกิเลสได้อย่างแท้จริง จะต้องทรงอย่างน้อยปฐมฌานละเอียดขึ้นไป

    ท่านทั้งหลายที่ยังไม่เห็นธรรมดานั้น แสดงว่ากำลังสมาธิยังขาดความคล่องตัว ยังขาดความหนักแน่นแห่งจิต จึงต้องมาเร่งรัดในเรื่องของสมาธิ คือการตามดูลมหายใจเข้าออกของเราให้ทรงตัวมากยิ่งขึ้น

    ส่วนในเรื่องของปัญญานั้น แม้ว่าแรก ๆ กำลังสมาธิไม่เพียงพอ แต่ถ้าเราซักซ้อมและคิดพิจารณาไว้บ่อย ๆ ว่าการเกิดมาจะต้องพบ จะต้องเจอเรื่องอะไรบ้าง ไม่ว่าจะเป็นความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ความพลัดพรากจากของรักของชอบใจ ความปรารถนาไม่สมหวัง ความกระทบกระทั่งอารมณ์ที่ไม่ชอบใจ เป็นต้น

    ในเมื่อสิ่งทั้งหลายเหล่านี้เราต้องพบเจอ ไม่สามารถที่จะเลี่ยงได้ ก็ต้องพยายามเห็นให้ได้ว่า ปกติธรรมดาของมันเป็นเช่นนั้น ในเมื่อการเกิดมามีสภาพร่างกายเช่นนี้ มีความปกติธรรมดาเช่นนี้ ความทุกข์ทั้งหลายทั้งปวงที่เกิดขึ้น ล้วนแล้วแต่เป็นกรรมเก่าที่เราได้กระทำมา ในเมื่อเราทำ ธรรมดาของการกระทำก็ย่อมมีผลตอบแทน ความทุกข์ทั้งหลายที่เกิดขึ้นกับเราในชาตินี้ก็ถือว่าเป็นธรรมดา เราทำเราก็ต้องรับ แต่ขึ้นชื่อว่าการเกิดมามีความทุกข์เช่นนี้จะไม่มีสำหรับเราอีก ถ้าหากว่าตายไปชาตินี้เมื่อไร เราขอไปพระนิพพานแห่งเดียว

    ถ้าทุกท่านตามดู ตามรู้ ตามคิดจดจ่ออยู่เฉพาะหน้าอย่างนี้ จนกระทั่งสรุปลงได้ว่า ร่างกายนี้หาความดีไม่ได้ เราไม่ยินดี ไม่พึงปรารถนาในร่างกายนี้ ตายเมื่อไรเราขอไปพระนิพพานแห่งเดียว ถ้าท่านทำอย่างนี้ได้ก็แปลว่า ศีลก็คือการสำรวมกาย วาจา ใจ ไม่ล่วงละเมิดศีลทั้ง ๕ ข้อหรือ ๘ ข้อ ทรงตัวเป็นของเรา

    สมาธิก็คือกำลังความตั้งมั่นของใจ ถ้าหากว่าเราตามดู ตามรู้ลมหายใจเข้าออกอย่างจดจ่อต่อเนื่อง เราก็จะสามารถทรงสมาธิได้ไม่ยาก ในเรื่องของปัญญา ถ้าหากว่าเรารู้เห็นว่าสภาพร่างกายมีแต่ความทุกข์เช่นนี้เราไม่ต้องการอีก ตายเมื่อไรเราขอไปพระนิพพานแห่งเดียว ก็แปลว่าท่านมีปัญญาเป็นสัมมาทิฏฐิ คิดนึกตรึกหาหนทางที่จะพ้นจากความทุกข์ได้อย่างถูกต้องแล้ว

    ก็แปลว่าท่านทั้งหลายทรงในศีล สมาธิ ปัญญา อย่างครบถ้วน ก็ให้ซักซ้อมการเข้าออกสมาธิให้มีความคล่องตัว สามารถเข้าสมาธิได้ทุกอิริยาบถ สามารถที่จะทรงฌานได้ทุกเวลาที่ปรารถนาได้ ถ้าหากว่าท่านทั้งหลายทำอย่างนี้ได้ การจะเห็นธรรมดาก็ดี การจะปฏิบัติธรรมโดยไม่ประมาทก็ดี ก็เป็นเรื่องที่ไม่เกินวิสัยที่ท่านทั้งหลายจะทำได้ รักษากำลังใจของตนให้อยู่สุข อยู่เย็น แม้ว่าจะไม่ตลอดกาลสมัย ก็ขอให้ระหว่างที่ดำรงชีวิตอยู่นี้ มีความสุข เบากาย เบาใจอยู่บ้าง

    ลำดับถัดจากนี้ไป ขอให้ท่านทั้งหลายตามดูตามรู้ลมหายใจเข้าออกของตนเอง พร้อมกับคำภาวนา ถ้ายังมีลมหายใจอยู่ มีคำภาวนาอยู่ ก็กำหนดรู้ลมหายใจพร้อมกับคำภาวนาไปด้วย ถ้าหากว่าไม่มีลมหายใจ ไม่มีคำภาวนา เราก็กำหนดรู้ว่าสภาพของร่างกายเราตอนนี้เป็นเช่นนี้ ไม่ต้องดิ้นรนหายใจใหม่ ขณะเดียวกันก็ไม่ต้องอยากให้พ้นไปจากสภาพนั้น

    ขอให้ทุกท่านรักษาอารมณ์ใจทรงตัวให้อยู่เฉพาะหน้า กับการภาวนาหรือพิจารณาของตน จนกว่าจะได้รับสัญญาณบอกว่าหมดเวลา

    พระอาจารย์เล็ก สุธมฺมปญฺโญ
    เทศน์ช่วงทำกรรมฐาน ณ บ้านวิริยบารมี
    วันศุกร์ที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๔


    ที่มา วัดท่าขนุน
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...