เรื่องเด่น อุทานกถา(2)พระธรรมเทศนาหลวงพ่อสดวัดปากน้ำ

ในห้อง 'พระไตรปิฎก' ตั้งกระทู้โดย หลับอยู่, 22 มิถุนายน 2017.

  1. หลับอยู่

    หลับอยู่ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 มิถุนายน 2010
    โพสต์:
    918
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +282
    พวกนี่มันสงสัยกันทุกคนนั่นแหละ ธรรมมากมายนัก โน่นก็ธรรมนี่ก็ธรรม ไม่รู้จะไปเอาธรรมที่ไหนแน่ ไม่รู้จะเอาธรรมที่ไหนแท้ๆ นี้ธรรมอันนี้แหละเป็นตัวจริงละ ให้เอาใจติดอยู่ตรงนี้แหละ อย่าเที่ยวหาอื่นให้มันอื่นจากศูนย์กลางกายมนุษย์กลางกายของตัวไปเลย
    2017-06-23-11-57-13.jpg
    ตรงนั้นแหละเอาใจไปจรดอยู่ตรงนั้นแหละ ถ้ายังไม่เห็นนานเข้าก็เห็นเอง พอถูกส่วนเข้าก็เห็นเอง ที่ไปหาที่อื่นไปโน่นไปตรงโน้นไปตรงนี้ ไปที่โน่นไปที่นี่ ไปหาธรรมในดอนในดงกันยกใหญ่ทีเดียวเพราะไม่เห็น พอไปเห็นเข้าแล้ว โธ่ ผ้าโพกหัวหาแทบตายไม่เห็น อยู่บนหัวนี่เอง ไปหาธรรมแทบตาย ธรรมอยู่กลางตัวของตัวเองนั่นเอง นั่นแหละธรรมอยู่ตรงนั้นแหละ แต่ว่าไม่ปรากฏขึ้น เมื่อปรากฏขึ้นแก่พราหมณ์แล้ว พราหมณ์ก็หมดความสงสัย
    ยโต ปชนาติ สเหตุธม.ม
    เพราะพราหมณ์นั้นได้รู้จักธรรมนั้นว่าเกิดแต่เหตุ ได้รู้ว่า'ธรรมเกิดแต่เหตุ"
     
    แก้ไขครั้งล่าสุดโดยผู้ดูแล: 23 มิถุนายน 2017
  2. หลับอยู่

    หลับอยู่ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 มิถุนายน 2010
    โพสต์:
    918
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +282
    กัณฑ์ที่ ๒๑
    อุทานคาถา
    ๒๑ มีนาคม ๒๔๙๗

    นโม ตส.ส ภควโต อรหโต สม.มาสม.พุท.ธส.ส
    นโม ตส.ส ภควโต อรหโต สม.มาสม.พุท.ธส.ส
    นโม ตส.ส ภควโต อรหโต สม.มาสม.พุท.ธส.ส ฯ

    ยทา หเว ปาตุภวน.ติ ธม.มา
    อาตาปิโน ฌายโต พ.ราห.มณส.ส
    อถส.ส กง.ขา วปยน.ติ สพ.พา
    ยโต ปชานาติ สเหตุธม.ม?ฯ
    ยทา หเว ปาตุภวน.ติ ธม.มา
    อาตาปิโน ฌายโต พ.ราห.มณส.ส
    อถส.ส กง.ขา วปยน.ติ สพ.พา
    ยโต ขยํ ปจฺจยานํ อเวทิ
    ยทา หเว ปาตุภวน.ติ ธม.มา
    อาตาปิโน ฌายโต พ.ราห.มณส.ส
    วิธูปย? ติปฏ.ฐติ มารเสน
    สูโรว โอภาสยมน.ตลิก.ขน.ติฯ
     
  3. หลับอยู่

    หลับอยู่ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 มิถุนายน 2010
    โพสต์:
    918
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +282
    ณ บัดนี้ อาตมาจักได้แสดงในอุทานคาถา ที่สมเด็จพระบรมศาสดาทรงเปล่งขึ้นด้วยพระองค์เอง มิได้ปรารภสิ่งหนึ่งสิ่งใด ปรารภแต่ธรรมสิ่งเดียวเท่านั้น ทรงเปล่งอุทานคาถาขึ้นดังที่ยกขึ้นไว้ ณ เบื้องต้นนั้น
    อุทานคาถานี้เป็นความเปล่งขึ้นจากพระโอษฐ์ของพระองค์เอง เปล่งขึ้นด้วยมาปรารภถึงธรรมว่าเป็นของอัศจรรย์นัก ธรรมนั้นเป็นของอัศจรรย์
    บัดนี้ ท่านทั้งหลายทั้งคฤหัสถ์และบรรพชิต จงตั้งใจให้บริสุทธิ์สนิทฟังอุทานคาถา ซึ่งเปล่งขึ้นจากพระทัยของพระศาสดา



    ปรากฏโดยวาระพระบาลีว่า
    ยทา หเว ปาตุภวน.ติ ธม.มา อาตาปิโน ฌายโต พ.ราห.ม.ณส.ส อถส.ส กง.ขา วปยน.ติ สพ.พา ยโต ปชานาติ สเหตุธม.ม? ฯ
    แปลเป็นสยามภาษาว่า
    “เมื่อใดธรรมทั้งหลายปรากฏแก่พราหมณ์ผู้มีความเพียรเพ่งอยู่
    เมื่อนั้นความสงสัยทั้งปวงของพราหมณ์นั้นย่อมสิ้นไป
    เพราะพราหมณ์นั้นได้รู้จักธรรมว่าเกิดแต่เหตุเมื่อใดธรรมทั้งหลายเกิดแก่พราหมณ์ผู้มีความเพียรเพ่งอยู่
    เมื่อนั้นความสงสัยทั้งปวงของพราหมณ์นั้นย่อมสิ้นไป
    เพราะพราหมณ์นั้นได้รู้จักความสิ้นไปของปัจจัยทั้งหลาย
    เมื่อใดธรรมทั้งหลายปรากฏขึ้นแก่พราหมณ์ผู้มีความเพียรเพ่งอยู่
    พราหมณ์นั้นย่อมกำจัดความมืดเสียได้
    ดำรงอยู่เหมือนดวงอาทิตย์อุทัยขึ้นมากำจัดความมืด ทำอากาศให้สว่างฉะนั้น”


    นี้เป็นธรรมที่ลึกซึ้งไม่ใช่เป็นของรู้ถึงได้ง่าย รู้ถึงได้ยากนัก
    ธรรมทั้งหลายที่ปรากฏแก่พราหมณ์นั้น เราควรจะรู้ ธรรมอะไรที่ปรากฏแก่พราหมณ์น่ะ และก็บอกลักษณะท่าทางไว้ให้เสร็จ เหมือนดวงอาทิตย์ขึ้นไปแล้วกำจัดความมืดทำอากาศให้สว่าง นี้เป็นข้อใหญ่ใจความสำคัญนัก
    จะเอาธรรมตรงไหน ดวงไหน ชิ้นไหน อันไหนกัน ธรรมที่เกิดขึ้นแก่พราหมณ์น่ะ ถ้าว่าไม่รู้จักธรรมดวงนั้น ฟังไปเถอะ สักร้อยครั้งก็ไม่ได้เรื่อง ไม่ได้เรื่องได้ราวทีเดียว
    อุทานคาถานี้ลึกซึ้งอยู่ไม่ใช่ของง่าย เผอิญจะต้องกล่าวไว้ย่อ ไม่ได้กล่าวพิสดาร เรียกว่า อุทานคาถา

    ธรรมที่ปรากฏแก่พราหมณ์น่ะ เป็นมนุษย์เป็นหญิงก็ดี ชายก็ดี ทั้งคฤหัสถ์บรรพชิตไม่ว่า ที่ปรากฏอยู่บัดนี้มีธรรมบังเกิดขึ้นกับใจบ้างไหม ที่ปรากฏอยู่เสมอน่ะ บางคนก็มีบางคนก็ไม่มี ที่ไม่มีนั้นเทียบด้วยคนตาบอด ที่ธรรมปรากฏขึ้นแล้วน่ะเทียบด้วยคนตาดี
    เรื่องนี้พระองค์ทรงรับสั่งในเรื่องธรรมว่า ทิฏ.ฐธม.มสุขวิหารี ธรรมเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบันทันตาเห็น
    ธรรมที่บังเกิดปรากฏอยู่กับตัวน่ะ พวกมีธรรมกายมีธรรมปรากฏแก่ตัวเสมอ
    พวกไม่มีธรรมกายนานๆ จะปรากฏธรรมสักครั้งหนึ่ง ธรรมที่ปรากฏขึ้นน่ะประจำตัวเชียวนะ ติดอยู่กับใจของบุคคลนั้น สว่างไสว
    ถ้าปฏิบัติดีๆ เหมือนดวงอาทิตย์ในกลางวันเชียวนะ แจ่มจ้าอยู่เสมอ แต่ว่าใจนั้นต้องจรดอยู่กับธรรม ถ้าว่าใจไม่จรดอยู่กับธรรมหรือธรรมไม่ติดอยู่กับใจละก็ ความสว่างนั้นก็หายไปเสีย เหมือนอย่างตามประทีปในเวลากลางวัน ประทีปอย่างย่อมๆความสว่างก็น้อย ประทีปนั้นขยายออกไป ความสว่างก็ขยายออกไป อย่างนั้นแหละฉันใด ธรรมก็มีหลายดวง สว่างต่างกันอย่างนั้นเหมือนกัน
     
  4. หลับอยู่

    หลับอยู่ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 มิถุนายน 2010
    โพสต์:
    918
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +282
    ธรรมนะอยู่ที่ไหน มนุษย์อยู่ที่ไหนธรรมอยู่ที่นั่น มนุษย์มีธรรมด้วยกันทุกคน เขาเรียกว่าดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์
    ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ใสบริสุทธิ์ เท่าฟองไข่แดงของไก่ ที่ทำธรรมเป็นละก็ ใจไปติดที่ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์นั้นติดอยู่ที่นั่น นั่นแหละได้ชื่อว่าธรรมนั้นปรากฏแก่มนุษย์คนนั้นแล้ว
    2017-06-23-11-57-13.jpg
    ถ้าว่ากายมนุษย์ละเอียด ใจมนุษย์ละเอียดก็ติดอยู่ที่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ละเอียดนั่น สองเท่าฟองไข่แดงไก่ ได้ชื่อว่าธรรมนั้นปรากฏแก่กายมนุษย์ละเอียดนั้นแล้ว
    ถ้าว่าเป็นกายทิพย์ ใจก็ไปติดอยู่ที่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำเป็นกายทิพย์
    ถ้าว่าไม่ติดอยู่ในดวงธรรมนั้น ไม่เห็นดวงธรรมนั้นเเจ่ม ได้ชื่อว่าธรรมยังไม่ปรากฏ
    เมื่อธรรมปรากฏแล้วก็เห็นธรรมดวงนั้นแจ่ม สามเท่าฟองไข่แดงของไก่ ดวงขนาดนั้น ดวงกลม
    กายทิพย์ละเอียดเห็นดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายทิพย์ละเอียด สี่เท่าฟองไข่แดงของไก่ แจ่มอยู่กับใจเสมอ นั่นได้ชื่อว่าปรากฏแก่กายทิพย์ละเอียดแล้ว
    กายรูปพรหม ใส ห้าเท่าฟองไข่แดงของไก่ ใสบริสุทธิ์ นั่นแหละธรรมนั้นปรากฏแก่กายรูปพรหมแล้ว
    กายรูปพรหมละเอียด เห็นดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายรูปพรหมละเอียด เห็นดวงใส หกเท่าฟองไข่แดงของไก่ ติดอยู่กับใจเสมอ สว่างไม่มืด ได้ชื่อว่าธรรมนั้นปรากฏแก่กายรูปพรหมละเอียดแล้ว
    กายอรูปพรหม กายติดกับดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายอรูปพรหม เจ็ดเท่าฟองไข่แดงของไก่ เห็นแจ่มอยู่เสมอไป นั้นได้ชื่อว่า ธรรมดวงนั้นปรากฏแก่กายอรูปพรหมแล้ว
    กายอรูปพรหมละเอียด ธรรมที่ทำให้เป็นกายอรูปพรหมละเอียด แปดเท่าฟองไข่แดงของไก่ ใจอรูปพรหมละเอียดติดอยู่ที่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายอรูปพรหมละเอียด เห็นใสชัดปรากฏ แปดเท่าฟองไข่แดงของไก่ นี่ละเห็นปรากฏอย่างนี้ละก็ นั่นละได้ชื่อว่าธรรมปรากฏแก่กายอรูปพรหมละเอียดแล้ว

    ถ้ากายธรรม ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายธรรมเท่าหน้าตักธรรมกายกลมรอบตัว ถ้าใจของธรรมกายติดอยู่ที่ดวงธรรมที่ทำให้เป็นธรรมกาย ติดอยู่เสมอละก็ นั่นแหละได้ชื่อว่าธรรมปรากฏแก่ธรรมกายนั้นแล้ว ธรรมกายละเอียดเห็นดวงธรรมที่ทำให้เป็นธรรมกายละเอียด วัดเส้นผ่านศูนย์กลาง 5 วา กลมรอบตัว กายธรรมพระโสดา เห็นดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายธรรมพระโสดา วัดเส้นผ่านศูนย์กลางได้ 5 วา กลมรอบตัวติดอยู่กับใจพระโสดา พระโสดานั้นได้ชื่อว่ามีธรรมประจำใจแล้ว ได้ชื่อว่าธรรมนั้นปรากฏแก่กายธรรมพระโสดาแล้ว พระโสดาละเอียด พระสกทาคา สกทาคาละเอียด พระอนาคา อนาคาละเอียด พระอรหันต์ พระอรหันต์ละเอียด พวกนี้ติดอยู่เสมอไม่หลุด ติดอยู่เสมอนั้นได้ชื่อว่าธรรมปรากฏขึ้นแล้ว แต่พวกที่ยังไม่เห็น ไม่มี ไม่ปรากฏ ได้ชื่อว่ายังไม่เห็น ไม่มี ไม่ปรากฏ ธรรมนั้นได้ชื่อว่าไม่ปรากฏ



    ตามคำวาระพระบาลี ยทา หเว ปาตุภวน.ติ ธม.มา อาตาปิโน ฌายโต พ.ราห.มณส.ส แปลเนื้อความว่า เมื่อใดธรรมทั้งหลายปรากฏแก่พราหมณ์ผู้มีความเพียรเพ่งอยู่ ผู้เพ่งอยู่แล้ว ก็เห็นดวงธรรมนั้นแหละ นี่แหละได้ชื่อว่า ธรรมปรากฏแก่พราหมณ์ละ
    อถส.ส กง.ขา วปยน.ติ สพ.พา
    เมื่อนั้นความสงสัยทั้งปวงของพราหมณ์ย่อมสิ้นไปก็ใจไปติดอยู่เสียกับธรรมเห็นธรรมแล้ว ก็หมดสงสัยในเรื่องธรรมกันเสียที เห็นแล้วติดแล้วปรากฏแล้ว หมดสงสัยในเรื่องธรรมกันเสียที
     
    แก้ไขครั้งล่าสุดโดยผู้ดูแล: 23 มิถุนายน 2017
  5. หลับอยู่

    หลับอยู่ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 มิถุนายน 2010
    โพสต์:
    918
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +282
    พวกนี่มันสงสัยกันทุกคนนั่นแหละ ธรรมมากมายนัก โน่นก็ธรรมนี่ก็ธรรม ไม่รู้จะไปเอาธรรมที่ไหนแน่ ไม่รู้จะเอาธรรมที่ไหนแท้ๆ นี้ธรรมอันนี้แหละเป็นตัวจริงละ ให้เอาใจติดอยู่ตรงนี้แหละ อย่าเที่ยวหาอื่นให้มันอื่นจากศูนย์กลางกายมนุษย์กลางกายของตัวไปเลย
    ตรงนั้นแหละเอาใจไปจรดอยู่ตรงนั้นแหละ ถ้ายังไม่เห็นนานเข้าก็เห็นเอง พอถูกส่วนเข้าก็เห็นเอง ที่ไปหาที่อื่นไปโน่นไปตรงโน้นไปตรงนี้ ไปที่โน่นไปที่นี่ ไปหาธรรมในดอนในดงกันยกใหญ่ทีเดียวเพราะไม่เห็น พอไปเห็นเข้าแล้ว โธ่ ผ้าโพกหัวหาแทบตายไม่เห็น อยู่บนหัวนี่เอง ไปหาธรรมแทบตาย ธรรมอยู่กลางตัวของตัวเองนั่นเอง นั่นแหละธรรมอยู่ตรงนั้นแหละ แต่ว่าไม่ปรากฏขึ้น เมื่อปรากฏขึ้นแก่พราหมณ์แล้ว พราหมณ์ก็หมดความสงสัย
    ยโต ปชนาติ สเหตุธม.ม? เพราะพราหมณ์นั้นได้รู้จักธรรมนั้นว่าเกิดแต่เหตุ ได้รู้ว่าธรรมเกิดแต่เหตุ
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    • p27.jpg
      p27.jpg
      ขนาดไฟล์:
      44 KB
      เปิดดู:
      7
  6. หลับอยู่

    หลับอยู่ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 มิถุนายน 2010
    โพสต์:
    918
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +282
    ธรรมเกิดแต่เหตุอย่างไร? ก็เพ่งพินิจพิจารณาดวงธรรมทำให้เป็นกายมนุษย์ ใสบริสุทธิ์เหมือนกระจกคันฉ่องส่องเงาหน้า เท่าฟองไข่แดงของไก่ เออ ธรรมดวงนี้เกิดแต่เหตุ รู้ทีเดียว เกิดแต่เหตุ เหตุอะไร? เพราะมนุษย์ทำบริสุทธิ์กาย บริสุทธิ์วาจา บริสุทธิ์ใจ ไม่มีร่องเสียเลยเชียว นิดเดียว เท่าปลายผมปลายขนก็ไม่มี กลับเป็นคนอีกทีก็เกิดเป็นมนุษย์อีก ดวงธรรมอันนั้นเป็นขึ้นอีก ดวงธรรมดวงเก่านั้นหมดไป หมดอำนาจหมดชีวิตไป กลับเป็นมนุษย์ดังเก่าอีก ก็มีธรรมดังเก่าแบบเดียวกัน อ้อ ธรรมนี้เกิดแต่เหตุอย่างนี้เกิดแต่เหตุที่มนุษย์ทำนี่เอง ถ้ามนุษย์ไม่ทำความบริสุทธิ์กายวาจาใจให้ถ่องแท้แล้วละก็ ไม่ได้เป็นมนุษย์ กลับไปเป็นอสุรกาย เป็นสัตว์ดิรัจฉาน เป็นสัตว์นรกไป ธรรมนั้นก็เสียไป ดำขุ่นหมองเศร้ามัวไปหมด แต่ว่ามนุษย์นั้นไม่เห็น ถ้าเห็นแล้วไม่ไปนรกแน่นอน ไม่ไปละ กลับเป็นมนุษย์ทีเดียว นี่แหละได้ดวงธรรมที่ทำให้เป็นมนุษย์แล้ว
    เห็นไหมล่ะ ด้วยวิธีบริสุทธิ์ กาย วาจา ใจ กายมนุษย์ละเอียดก็เป็นเช่นเดียวกัน ดวงธรรมละเอียดลงไปกว่านี้ 2 เท่าฟองไข่แดงของไก่ ทั้งกายมนุษย์หยาบมนุษย์ละเอียด ทั้ง 2 กายนั้นเป็นกายที่มารวมกัน อุตส่าห์รักษาความบริสุทธิ์ของตัวเองไว้ บริสุทธิ์กาย วาจา ใจ ไม่มีร่องเสียเลย
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    • 8path.gif
      8path.gif
      ขนาดไฟล์:
      103.1 KB
      เปิดดู:
      6
    • Y4775273-7.jpg
      Y4775273-7.jpg
      ขนาดไฟล์:
      13.7 KB
      เปิดดู:
      9
  7. หลับอยู่

    หลับอยู่ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 มิถุนายน 2010
    โพสต์:
    918
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +282
    เมื่อบริสุทธิ์ด้วยกาย วาจา ใจ ไม่มีร่องเสียเลยแล้วละก็ อุตส่าห์พยายามเหมือนภิกษุสามเณร อุบาสก อุบาสิกานั้นแหละ อุตส่าห์บำเพ็ญทาน ศีล สุตะ จาคะ ปํญญา อุตส่าห์ให้ทาน ตามกาลตามสมัยตามกำลังของตน อุตส่าห์รักษาศีลให้ดียิ่งขึ้นไป กาย วาจา ใจ ไม่ให้เดือดร้อนใคร ไม่ให้กระทบกระเทือนใคร ตัวเองก็ไม่ให้เดือดร้อนไม่ให้กระทบกระเทือน คนอื่นก็ไม่ให้เดือดร้อนไม่ให้กระทบกระเทือนใคร รักษา กาย วาจา ใจ ไว้เป็นอันดี เรียกว่า ศีล สุตะ ถึงวันธรรมสวนะก็อุตส่าห์พากันมาสดับตรับฟังพระธรรมเทศนาอย่างนี้แหละ เหมือนพระภิกษุ สามเณร ก็อุตส่าห์มาสดับตรับฟังพระเทศนา ทำอย่างนี้เรียกว่า สุตะ จาคะ กระทบกระเทือนกันบ้างก็ช่างเถิด ให้อภัย ไม่ถือเอาโทษ ไม่ถือเอาความขุ่นมัวเศร้าหมองอันใด ให้อภัยกันเสียหมดทีเดียว อยู่ด้วยกันตั้งร้อยตั้งพันก็ไม่เป็นไร ยิ้มแย้มแจ่มใสกันดีเพราะให้อภัยซึ่งกันและกัน ปัญญา รู้จักบาปบุญคุณโทษ ประโยชน์มิใช่ประโยชน์ สูงและต่ำ ดีชั่ว ผิดชอบ
    เมื่อเราตั้งอยู่ในความเป็นผู้ใหญ่ ก็ต้องมีใจโอบอ้อมอารีต่อผู้น้อย ต้องมีใจอย่างนั้น
    นั่นเรียกว่า มีปัญญา ต้องอยู่ในความโอบอ้อมอารี
    เราเป็นผู้น้อย ก็ต้องตั้งอยู่ในความเคารพยำเกรงผู้ใหญ่ อย่าถือเอาแต่ตัวของตัวไม่ได้
    หรือไม่เช่นนั้น ผู้ปกครองก็ต้องใจโอบอ้อมอารี
    ผู้อยู่ใต้ปกครองก็ต้องเคารพยำเกรงต่อผู้ใหญ่ อย่างนี้อยู่เป็นสุขเบิกบานสำราญใจ ต้องเคารพคารวะซึ่งกันและกัน ผู้น้อย ผู้ใหญ่ เป็นลำดับลงไป เคารพซึ่งกันและกันตามหน้าที่ ตามพรรษา อายุ ตามคุณธรรมนั้นๆ
    ดังนี้ได้ชื่อว่า แตกกายทำลายขันธ์จากมนุษย์โลกนี้ ทำดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายทิพย์ให้บังเกิดขึ้น สามเท่าฟองไข่แดงของไก่โตหนักขึ้นไป ดีหนักขึ้นไป กายทิพย์ทั้งหยาบทั้งละเอียด ทำละเอียดลงไปแบบเดียวกัน ทำให้ดียิ่งขึ้นไปกว่านั้นอีก
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    • buddha.jpg
      buddha.jpg
      ขนาดไฟล์:
      132.4 KB
      เปิดดู:
      4
  8. หลับอยู่

    หลับอยู่ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 มิถุนายน 2010
    โพสต์:
    918
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +282
    เรายังเวียนว่ายตายเกิดในกามภพนี่ สุขไม่พอ ต้องทำให้สูงขึ้นไปกว่านี้ อุตส่าห์ทำรูปฌาน
    เมื่อบริสุทธิ์กาย วาจา ใจ ศีลก็บริสุทธิ์เป็นอันดีแล้ว
    กาย วาจา ใจ ก็บริสุทธิ์เป็นอันดี ทาน ศีล สุตะ จาคะ ปัญญา ก็สมบูรณ์บริบูรณ์ดีแล้ว
    ตั้งใจแน่แน่วบำเพ็ญฌานให้บังเกิดขึ้น
    ใจหยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงธรรมนั่น
    ใจหยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์นั่น กายมนุษย์ละเอียดนั่น หยุดนิ่งพอถูกส่วนเข้าเห็นดวงปฐมฌานทีเดียว วัดผ่าเส้นศูนย์กลาง 8 ศอก กลมรอบตัว
    นั่นเรียกว่าดวงปฐมฌาน แล้วก็นิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงปฐมฌานนั้นเเหละ
    พอถูกส่วนเข้าก็บังเกิดดวงทุติยฌาน วัดผ่าเส้นศูนย์กลาง 8 ศอกเท่ากัน
    หยุดนิ่งอยู่กลางดวงทุติยฌาน พอนิ่งถูกส่วนเข้า เกิดดวงตติฌานขึ้นจากดวงทุติยฌานนั่น
    วัดผ่าศูนย์กลาง 8 ศอก กลมรอบตัว
    ใจก็หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงตติยฌานนั่น ถูกส่วนเข้าเห็นดวงจตุตถฌาน วัดผ่าศูนย์กลาง 8 ศอก กลมรอบตัวสี่ดวงนี้เป็นปฐมฌาน ทุตติยฌาน ตติยฌาน จตุตฌาน
    เมื่อทำฌานให้เกิดขึ้นเช่นนี้แล้ว อำนาจฌานนี่แหละ อำนาจความบริสุทธิ์กาย วาจา ใจ อำนาจทาน ศีล สุตะ จาคะ ปัญญา เป็นเหตุให้บังเกิดธรรมที่ทำให้บังเกิดเป็นกายรูปพรหม ห้าเท่าฟองไข่แดงของไก่ กลมรอบตัว ฟองไข่แดงของไก่สี่ดวงรวมกันเข้าเป็นดวงเดียว กลมรอบตัว ทั้งหยาบทั้งละเอียดแบบเดียวกัน
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    • p27.jpg
      p27.jpg
      ขนาดไฟล์:
      44 KB
      เปิดดู:
      6
  9. หลับอยู่

    หลับอยู่ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 มิถุนายน 2010
    โพสต์:
    918
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +282
    ถ้าว่าทำยิ่งขึ้นไปกว่านั้น ใจของกายมนุษย์ ใจของกายรูปพรหมนั่น หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายรูปพรหม ทั้งหยาบทั้งละเอียด พอถูกส่วนเข้า รู้ว่าฌานสูงขึ้นไปกว่านี้มี นิ่งอยู่กลางจตตุถฌานนั่น พอถูกส่วนเข้า เห็นนิ่งอยู่กลางจตตุถฌานนั่น วัดผ่าศูนย์กลาง 8 ศอก กลมรอบตัวเหมือนกัน ใจรูปพรหมก็นิ่งอยู่ศูนย์กลางอากาศนั่น พอถูกส่วนเข้า เข้าถึงอากาสานัญจายฌาน กายรูปพรหมเข้าไม่ได้ กายอรูปพรหมก็ปรากฏขึ้น
    ใจกายอรูปพรหมก็นิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงอากาสานัญจายนะนั่น ถูกส่วนเข้าเห็นวิญญาณัญจายตนะ เห็นชัดทีเดียว รู้ว่าเกิดมาจากกลางของอากาศนั่น วัดผ่าสูนย์กลาง 8 ศอก กลมรอบตัวเหมือนกัน

    ใจของอรูปพรหมทั้งหยาบทั้งละเอียด ก็หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางของดวงรู้นั่น พอถูกส่วนเข้า
    เห็นอากิญจัญญายตนะ รู้ละเอียด วัดผ่าศูนย์กลาง 8 ศอก กลมรอบตัวเหมือนกัน ใจของอรูปพรหมก็หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงรู้ละเอียดนั่น
    พอถูกส่วนเข้าเห็นรุ้ก็ใช่ ไม่รู้ก็ใช่อยู่กลางดวงของรู้ละเอียดนั้น เรียกว่าเนวสัญญายตนะ รู้ก็ใช่ ไม่รู้ก็ใช่ให้เกิดขึ้นดังนี้ได้ ก็ได้ชื่อว่าเป็นอรูปฌาน ดวงธรรมนั้นก็โตออกไป ถ้าว่าวัดฟองไข่แดงเป็นที่ตั้งละก็ 8 เท่าฟองไข่แดงของไก่ 8 เท่าโต ขึ้นไปดังนี้ ก็รู้ทีเดียวว่า
    ธรรมเหล่านี้เกิดขึ้น เกิดขึ้นจากเหตุ เหตุเพราะทำขึ้น
    บำรุงขึ้นให้เป็น ถ้าไม่บำรุงขึ้น ไม่ทำขึ้น ไม่เป็น
    ก็มุ่งจะให้สูงขึ้นไปกว่านั้น ก็ทำขึ้นไปอีก
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    • 8path.gif
      8path.gif
      ขนาดไฟล์:
      103.1 KB
      เปิดดู:
      6
    • Image-05x.jpg
      Image-05x.jpg
      ขนาดไฟล์:
      276 KB
      เปิดดู:
      6
  10. หลับอยู่

    หลับอยู่ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 มิถุนายน 2010
    โพสต์:
    918
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +282
    กายอรูปพรหมนั่นที่จะทำต่อขึ้นไป
    นิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายอรูปพรหม พอถูกส่วนเข้าก็เดินศีลเทียว เพ่งอยู่ในเนวสัญญานาสัญญายตนะ ดวงธรรมที่ละเอียดจริงนั่นแหละ ก็เห็นดวงศีล วัดผ่าเส้นศูนย์กลางคืบหนึ่ง เท่าดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์
    หยุดนิ่งอยู่กลางดวงศีลนั่น ถูกส่วนเข้าเห็นดวงสมาธิ วัดผ่าเส้นศูนย์กลางคืบหนึ่ง กลมรอบตัว
    หยุดนิ่งอยู่กลางดวงสมาธิพอถูกส่วนเข้าเห็นดวงปัญญา วัดผ่าเส้นศูนย์กลางคืบหนึ่ง กลมรอบตัว
    หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงปัญญา ถูกส่วนเข้า ก็เห็นดวงวิมุตติ วัดผ่าเส้นศูนย์กลางคืบหนึ่ง กลมรอบตัว หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงวิมุตติ ถูกส่วนเข้าเห็นดวงวิมุตติญาณทัสสนะ วัดผ่าเส้นศูนย์กลางคืบหนึ่ง กลมรอบตัว
    หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะ
    พอถูกส่วนเข้าเห็น กายธรรม รูปเหมือนพระปฏิมากร เกตุดอกบัวตูม ใสเหมือนกระจกคันฉ่องส่องเงาหน้า หน้าตักโตเล็กตามตัวส่วน อย่างโตที่สุดหย่อนกว่า 5 วา อย่างเล็กที่สุดไม่เกินคืบหนึ่งไป นั่นเรียกว่ากายธรรม เกิดลำดับไป


    ก็รู้ว่า อ้อ! ธรรมเกิดขึ้นได้เพราะเหตุ
    เหตุที่เรากระทำลงไปนี่เอง เหตุของศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ นี่แหละ
    ให้เข้าถึงกายธรรมได้ เข้าถึงได้อย่างนี้ เห็นปรากฏอย่างนี้ทีเดียว
    กายธรรมโครตรภู
    กายธรรมพระโสดาทั้งหยาบทั้งละเอียด ก็ทำไปแบบเดียวกันนี้
    กายธรรมพระสกทาคาทั้งหยาบทั้งละเอียดก็ทำไปแบบนี้
    กายธรรมพระอนาคาทั้งหยาบทั้งละเอียดก็ทำไปแบบนี้
    จนกระทั่งเข้าถึงกายธรรมพระอรหัต ก็ทำไปแบบนี้

    เมื่อธรรมปรากฏขึ้นเช่นนี้แล้ว
    พราหมณ์แกก็รู้ว่าเกิดธรรมเกิดแต่เหตุ
    เหตุที่กระทำลงไปอย่างนี้ ไม่กระทำไม่เกิด
    ถ้าไม่มีเหตุดังนี้เกิดไม่ได้
    ต้องมีเหตุอย่างนี้จึงเกิดได้
    เมื่อจักเหตุดังนี้ต้องทำลงไปในเหตุ
    ต้องการธรรมต้องทำลงไปในเหตุ
    ผิดเหตุละก็ไม่เกิด นี่ชั้นหนึ่ง
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    • Image-05x.jpg
      Image-05x.jpg
      ขนาดไฟล์:
      276 KB
      เปิดดู:
      4
  11. หลับอยู่

    หลับอยู่ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 มิถุนายน 2010
    โพสต์:
    918
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +282
    ในคาถาที่ 2 ว่า ยทา หเว ปาตุภวน.ติ ธม.มา อาตาปิโน ฌายโต พ.ราห.มส.ส อถส.ส กง.ขา วปยน.ติ สพ.พา ยโต ขย ปจ.จยาน อเวทิ

    เมื่อใดธรรมทั้งหลายปรากฏแก่พราหมณ์ผู้มีความเพียรเพ่งอยู่ เมื่อนั้นความสงสัยทั้งปวงของพราหมณ์นั้นย่อมสิ้นไป เห็นจริงเเท้ไม่ต้องสงสัย

    ยโต ขย ปจ.จยาน อเวทิ
    เพราะพราหมณ์นั้นได้รู้ความสิ้นไปของปัจจัยทั้งหลาย

    ตรงนี้สำคัญนัก พราหมณ์นั้นได้รู้ว่าความสิ้นไปของปัจจัยทั้งหลาย รู้ความสิ้นไป เมื่อพราหมณ์เดินขึ้นไปเป็นลำดับจนกระทั่งถึงกายพระอรหัต ก็รู้ทีเดียว รู้ชัดทีเดียว ที่จะขึ้นไปเช่นนี้ก็ต้องรู้ชัด เห็นชัดทีเดียว เพราะแกเห็นแล้ว
    ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ที่จะชะลอกายมนุษย์ไว้ได้นี้เพราะ อภิชฌา พยาบาท มิจฉาทิฏฐิ บังคับอยู่
    บังคับธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์อยู่ ทั้งหยาบทั้งละเอียด
    กายทิพย์เล่า เพราะปัจจัยคือ โลภะ โทสะ โมหะ ทั้งหยาบทั้งละเอียด บังคับกายทิพย์ทั้งหยาบทั้งละเอียดอยู่
    กายรูปพรหมทั้งหยาบทั้งละเอียดเล่า ทั้งหยาบทั้งละเอียดก็เพราะปัจจัย คือ ราคะ โทสะ โมหะ ทั้งหยาบทั้งละเอียดบังคับกายรูปพรหมอยู่ ขึ้นไปจากภพไม่ได้ ไปไม่พ้น กายอรูปพรหมเล่า ทั้งหยาบทั้งละเอียด เพราะกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย อวิชชานุสัย บังคับอรูปพรหมทั้งหยาบทั้งละเอียดอยู่ พ้นจากภพไปไม่ได้
    กายธรรมเล่าเพราะ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉาสีลัพพตปรามาสเป็นสังโยชน์ เป็นปัจจัยคุ้มครองป้องกันไม่ให้หลุดพ้นไปจากโคตรภูบุคคลได้ทั้งหยาบทั้งละเอียด
    เมื่อเข้าถึงพระโสดา เป็นพระโสดาบัดบุคคลแล้ว ทั้งหยาบทั้งละเอียดเพราะ กามราคะ พยาบาทอย่างหยาบ บังคับอยู่ ทั้งหยาบทั้งละเอียด กายพระสกทาทั้งหยาบทั้งละเอียดเล่า เพราะกามราคะ พยาบาทอย่างละเอียด มันบังคับอยู่ ทั้งหยาบทั้งละเอียด พระสกทาคาไปไม่ได้ติดอยู่เพียงแค่พระสกทาคานี้
    เมื่อเข้าถึงพระอนาคา ทั้งหยาบทั้งละเอียดก็ รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อุทธัจจะ อวิชชา สังโยชน์เบื้องบนนี่เอง นี่เป็นปัจจัยคุ้มครองป้องกันไม่ให้เป็นพระอรหัตได้ เป็นลิ่ม เป็นสลักอยู่อย่างนี้
    ท่านอุตส่าห์พยายามให้เข้าถึงพระอรหัต เดินทางศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ พอบรรลุเป็นพระอรหัต หลุดจากรูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชาเรียกว่า ขีณาสโว ผู้มีอาสวะสิ้นแล้ว กามาสวะ ภวาสวะ อวิชชาสวะ ไม่มีในพระอรหัต เมื่อไม่มีในพระอรหัตเห็นชัดเช่นนี้ ท่านก็รู้นะซี รู้ชัด เห็นชัดทีเดียวว่านี่เเหละ

    ยโต ขย ปจ.จยาน อเวทิ

    พราหมณ์นั้นได้รู้ความสิ้นไปของปัจจัยทั้งหลาย ไม่มีปัจจัยเลย
    ปัจจัยฝ่ายที่จะตรึงไว้ไม่มีมีเลย หลุดจากปัจจัยหมด
    เป็นพระอรหัต
    เป็นสมุจเฉทปหาน
    แน่นอนในพุทธศาสนา
     
  12. หลับอยู่

    หลับอยู่ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 มิถุนายน 2010
    โพสต์:
    918
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +282
    เมื่อรู้จักหลักเช่นนี้ ในบาทที่ 3 รับรองอีก รับรองทีเดียวว่า
    ยทา หเว ปาตุภวน.ติ ธม.มา อาตาปิโน ฌายโต พ.ราห.มณส.ส
    เมื่อใดธรรมทั้งหลายปรากฏแก่พราหมณ์ผู้มีความเพียรเพ่งอยู่

    วิธูปย ติฏ.ฐติ มารเสน
    พราหมณ์นั้นย่อมกำจัดมารและเสนามารเสียได้

    สูโรว โอภาสยมน.ตลิกขน.ติ
    ดำรงอยู่เหมือนดวงอาทิตย์ผุดขึ้นมากำจัดมืด กระทำอากาศให้สว่างฉะนั้น
    นี้ปรากฏเป็นพระอรหัตแล้วอย่างนี้ สว่างเป็นดวงอาทิตย์กลางวันเรื่อยไม่มีค่ำเลย
    เมื่อยังไม่ถึงพระอรหัตละก็ยังมีค่ำ ยังมีสว่างอยู่
    ถ้าถึงพระอรหัตละก็ไม่มีค่ำทีเดียว มีสว่างตลอด เพราดวงธรรมเต็มที่แล้ว
    ดวงธรรมที่ทำให้เป็นพระอรหัตนั่นวัดผ่าศูนย์กลาง 20 วา กลมรอบตัว ดวงนั้นยิ่งกว่าดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ไปอีก
    ดวงจันทร์ก็ดี ดวงอาทิตย์ก็ดี ส่องให้ความสว่างในที่ที่ส่องได้
    ที่ลึกลับลงไปใต้แผ่นดินส่องไม่ได้ ถ้ำคูหาส่องไม่ถึง
    ดวงธรรมของพระอรหัตนั้น ใต้แผ่นดินก็สว่างหมด เหนือดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ก็สว่างหมด
    เห็นสว่างตลอดหมด ในถ้ำ ในเหว ในปล่อง ในใส้พุงตับไต เห็นตลอดหมด ปรากฏอย่างนี้
    ท่านจึงได้เทียบด้วย
    สูโรว โอภาสสยมน.ตลิขน.ติ
    เหมือนดวงอาทิตย์อุทัยขึ้นมา แล้วกำจัดความมืด ทำอากาศให้สว่าง
    ดวงธรรมก็ทำให้สว่างยิ่งกว่านั้น สว่างในไส้พุงตับไตสว่างหมด ในภูเขา ดวงอาทิตย์ส่องได้แต่ในที่ที่ส่องได้ ในที่ลึกลับเข้าไปในภูเขาเข้าไปส่องไม่ได้ ส่วนดวงธรรมส่องเข้าไปได้ตลอดหมด
    ท่านจึงได้ยืนยันว่า
    นต.ถิ ปญ.ญา สมาอาภา
    แสงสว่างใดเสมอด้วยปัญญาไม่มี
    ดวงธรรมนั่นแหละให้เกิดปัญญาสว่าง ไม่มีที่กำบังอันใดแต่นิดเดียว
    จะกำบังก็กำบังไม่ได้ ไม่มีส่งหนึ่งสิ่งใดกำบังได้เลย ส่องสว่างได้ตลอด
    นี้ท่านจึงได้ชี้ว่าเหมือนยังกับดวงอาทิตย์ผุดขึ้น
    เหมือนดวงอาทิตย์เกิดขึ้นแล้วกำจัดความมืด ทำอากาศให้สว่าง
    ดวงธรรมก็เทียบด้วยอย่างนั้นเหมือนกัน
     
  13. หลับอยู่

    หลับอยู่ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 มิถุนายน 2010
    โพสต์:
    918
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +282
    นี้เป็นอุทานคาถา พระบรมศาสดาทรงตรัสเทศนา เป็นธรรมอันลึกซึ้ง ฟังพอดีพอร้ายไม่รู้เรื่อง เมื่อเป็นของลึกซึ้งขนาดนี้ละก็ จำเอาไว้ว่าเราจะต้องทำให้เป็นเหมือนอย่างนี้ นี่ที่เขาเป็นธรรมกายเขารู้หนา แค่นี้เขาเข้าใจทีเดียวว่า อ้อ! ตำรับตำรามีจริงอย่างนี้ เราก็เห็นจริงเหมือนตำราแล้ว ถูกต้องตามตำราแล้ว ผู้ที่ไม่เห็น ไม่เป็นปรากฏ ก็เท่ากับตาบอด ไปไหนไม่รอด ติดอยู่แค่กายมนุษย์นี่เอง ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ก็ไม่เห็น ไม่เป็นกับเขา เมื่อไม่เห็น ไม่เป็นกับเขา ก็ไม่มีธรรมเป็นเครื่องอยู่ ก็เป็นทุกข์อยู่ร่ำไป ไม่มีสุข ผู้มีธรรมเป็นเครื่องอยู่ก็เป็นสุข
    พระพุทธเจ้าทรงรับสั่งว่า ธม.มสุขวิหารี
    ผู้มีธรรมเป็นเครื่องอยู่เป็นสุข ในปัจจุบันทันตาเห็น ถ้ามีธรรมเป็นเครื่องอยู่ละก็เป็นสุขในปัจจุบันทันตาเห็น เป็นสุขเดี๋ยวนั้น
    ท่านยืนยันด้วยว่า อกาลิโก เมื่อเข้าถึงดวงธรรมนั้นแล้ว เป็นสุขเดี๋ยวนั้น ไม่ต้องผลัดกาลเวลา ไม่มีกาลเวลา จะได้เลื่อนความสุขนั้นมาในเวลานั้นเวลานี้นี่ไม่มีสุข พอถึงก็สุขทีเดียว ไปถึงเดี๋ยวนั้นก็เป็นสุขเดี๋ยวนั้นทีเดียว จึงเรียกว่า อกาลิโก แล้วไม่ใช่เท่านั้น เห็นดวงแจ่มแจ้งกระจ่างสว่างกับใจอยู่ อาจจะเรียกบุคคลผู้อื่นเข้ามาดูได้ รูปพรรณสัณฐานเป็นอย่างนี้
    นี่เหมือนกับเทศน์ให้ฟังอย่างนี้แหละ เรียกบุคคลอื่นให้มาดูได้ เป็นดวงขนาดนั้น ๆ โตเท่านั้น สว่างถึงนั่น อาจจะเรียกบุคคลอื่นให้เข้ามาดูได้อย่างนี้ นี่เรียกว่า เอหิปส.สิโก โอปนยิโก ไม่ใช่เป็นของเเข็ง
    น้อมเข้าไปในใจก็ได้
    น้อมเข้าไปตั้งอยู่แค่ไหนก็ได้
    น้อมออกข้างนอกก็ได้
    น้อมลงข้างล่าง ซ้าย หน้า หลัง นอก ใน
    น้อมไปได้ตามใจชอบหมดทั้งสิ้น ไม่ผิด นั่นเป็นของอ่อนตามใจอย่างนั้น เรียกว่า โอปนยิโก เป็นของน้อมได้ตามชอบใจ
    ปจ.จต.ต? เวทิตพ.โพ วิญ.ญหิ

    ผู้รู้รู้ได้เฉพาะตัว
    ใครเข้าถึงใครก็รู้
    ใครทำเป็นใครก็เห็น
    ใครได้ใครก็ถึง
    ใครไม่ได้ใครก็ไม่ถึง
    ใครไม่เป็นใครก็ไม่เห็นเท่านั้น
    ปรากฏอย่างนี้
    นี้แหละ อุทานคาถาที่พระศาสดาทรงประสงค์แสดงไว้
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    • Y4775273-7.jpg
      Y4775273-7.jpg
      ขนาดไฟล์:
      13.7 KB
      เปิดดู:
      9
  14. หลับอยู่

    หลับอยู่ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 มิถุนายน 2010
    โพสต์:
    918
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +282
    ชี้แจงแสดงมาแล้วนี้ ตามวาระพระบาลี คลี่ความเป็นสยามภาษาตามมตยาธิบายพอสมควรแก่เวลา เอเตน สจ.จวช.เชน ด้วยอำนาจความสัจที่ได้อ้างธรรมปฏิบัติในอุทานคาถาตั้งแต่ต้นจนอวสานนี้ ขอความสุขความสวัสดีจงบังเกิดมีแก่ท่านทั้งหลาย บรรดามาสโมสรในสถานที่นี้ทุกทั่วหน้า สพ.พพุทธาภาเวน ด้วยอนุภาพพระพุทธเจ้าทั้งปวง สพ.พธม.มานุภาเวน ด้วยอานุภาพพระธรรมทั้งปวง สพ.พสง.ฆานุภาเวน ด้วยอนุภาพพระสงฆ์ทั้งปวง ปิฎกต.ตยานุภาเวน ด้วยอานุภาพปิฎกทั้งสาม คือ วินัยปิฎก สุตตันตปิฎก ปรมัตถปิฎก ชิสาวกานุภาเวน ด้วยอานุภาพชินสาวกของท่านผู้ชนะมาร จงดลบันดาลความสุขสวัสดิ์ให้อุบัติบังเกิดมี เป็นปรากฏในขันธปัญจกแห่งท่านทานิสราบดีทั้งหลาย บรรดามาสโมสรในสถานที่นี้ทุกถ้วนหน้า อาตมาภาพชี้แจงแสดงมาพอสมควรแก่เวลา สมมติว่ายุติธรรมคาถาด้วยอรรถนิยมความเพียงเท่านี้ เอว? ก็มีด้วยประการฉะนี้ฯ
    b42.gif b42.gif b42.gif
    b8.gif b8.gif b8.gif
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    • Y4775273-7.jpg
      Y4775273-7.jpg
      ขนาดไฟล์:
      13.7 KB
      เปิดดู:
      6
  15. หลับอยู่

    หลับอยู่ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 มิถุนายน 2010
    โพสต์:
    918
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +282
    พระไตรปิฎก เล่มที่ ๔ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๔
    มหาวรรค ภาค ๑



    พระวินัยปิฎก
    เล่ม ๔
    มหาวรรค ภาค ๑
    ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
    มหาขันธกะ
    โพธิกถา ปฏิจจสมุปบาทมนสิการ

    [๑] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า แรกตรัสรู้ ประทับอยู่ ณ ควงไม้โพธิพฤกษ์
    ใกล้ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ในอุรุเวลาประเทศ. ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคประทับนั่งด้วยบัลลังก์เดียว
    เสวยวิมุตติสุข ณ ควงไม้โพธิพฤกษ์ตลอด ๗ วัน และทรงมนสิการปฏิจจสมุปบาทเป็นอนุโลม
    และปฏิโลม ตลอดปฐมยามแห่งราตรี ว่าดังนี้:
    ปฏิจจสมุปบาท อนุโลม

    เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร
    เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ
    เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป
    เพราะนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ
    เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ
    เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา
    เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา
    เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน
    เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ
    เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ
    เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส
    เป็นอันว่ากองทุกข์ทั้งมวลนั่นย่อมเกิด ด้วยประการฉะนี้.
    ปฏิจจสมุปบาท ปฏิโลม
    อนึ่ง เพราะอวิชชานั่นแหละดับโดยไม่เหลือด้วยมรรคคือวิราคะ สังขาร จึงดับ
    เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ
    เพราะวิญญาณดับ นามรูปจึงดับ
    เพราะนามรูปดับ สฬายตนะจึงดับ
    เพราะสฬายตนะดับ ผัสสะจึงดับ
    เพราะผัสสะดับ เวทนาจึงดับ
    เพราะเวทนาดับ ตัณหาจึงดับ
    เพราะตัณหาดับ อุปาทานจึงดับ
    เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ
    เพราะภพดับ ชาติจึงดับ
    เพราะชาติดับ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส จึงดับ
    เป็นอันว่ากองทุกข์ทั้งมวลนั่นย่อมดับ ด้วยประการฉะนี้.

    ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทราบเนื้อความนั้นแล้ว จึงทรงเปล่งอุทานนี้ในเวลานั้น
    ว่าดังนี้:-
    พุทธอุทานคาถาที่ ๑

    เมื่อใดแล ธรรมทั้งหลาย ปรากฏแก่พราหมณ์
    ผู้มีเพียรเพ่งอยู่ เมื่อนั้น ความสงสัยทั้งปวง
    ของพราหมณ์นั้นย่อมสิ้นไป เพราะมารู้ธรรม
    พร้อมทั้งเหตุ.



    [๒] ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงมนสิการปฏิจจสมุปบาท เป็นอนุโลมและปฏิโลม
    ตลอดมัชฌิมยามแห่งราตรี ว่าดังนี้:-
    ปฏิจจสมุปบาท อนุโลม
    เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร
    เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ
    เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป
    เพราะนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ
    เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ
    เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา
    เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา
    เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน
    เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ
    เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ
    เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส
    เป็นอันว่ากองทุกข์ทั้งมวลนั่นย่อมเกิด ด้วยประการฉะนี้.
    ปฏิจจสมุปบาท ปฏิโลม
    อนึ่ง เพราะอวิชชานั่นแหละดับโดยไม่เหลือด้วยมรรคคือวิราคะ สังขาร จึงดับ
    เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ
    เพราะวิญญาณดับ นามรูปจึงดับ
    เพราะนามรูปดับ สฬายตนะจึงดับ
    เพราะสฬายตนะดับ ผัสสะจึงดับ
    เพราะผัสสะดับ เวทนาจึงดับ
    เพราะเวทนาดับ ตัณหาจึงดับ
    เพราะตัณหาดับ อุปาทานจึงดับ
    เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ
    เพราะภพดับ ชาติจึงดับ
    เพราะชาติดับ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส จึงดับ
    เป็นอันว่ากองทุกข์ทั้งมวลนั่นย่อมดับ ด้วยประการฉะนี้.


    ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทราบเนื้อความนั้นแล้ว จึงทรงเปล่งอุทานนี้ในเวลานั้น
    ว่าดังนี้:-
    พุทธอุทานคาถาที่ ๒
    เมื่อใดแล ธรรมทั้งหลาย ปรากฏแก่พราหมณ์
    ผู้มีเพียรเพ่งอยู่ เมื่อนั้น ความสงสัยทั้งปวง
    ของพราหมณ์นั้นย่อมสิ้นไป เพราะได้รู้ความ
    สิ้นแห่งปัจจัยทั้งหลาย.

    [๓] ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงมนสิการปฏิจจสมุปบาท เป็นอนุโลมและปฏิโลม
    ตลอดปัจฉิมยามแห่งราตรี ว่าดังนี้:-
    ปฏิจจสมุปบาท อนุโลม
    เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร
    เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ
    เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป
    เพราะนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ
    เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ
    เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา
    เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา
    เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน
    เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ
    เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ
    เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส
    เป็นอันว่ากองทุกข์ทั้งมวลนั่นย่อมเกิด ด้วยประการฉะนี้.
    ปฏิจจสมุปบาท ปฏิโลม
    อนึ่ง เพราะอวิชชานั่นแหละดับโดยไม่เหลือด้วยมรรคคือวิราคะ สังขาร จึงดับ
    เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ
    เพราะวิญญาณดับ นามรูปจึงดับ
    เพราะนามรูปดับ สฬายตนะจึงดับ
    เพราะสฬายตนะดับ ผัสสะจึงดับ
    เพราะผัสสะดับ เวทนาจึงดับ
    เพราะเวทนาดับ ตัณหาจึงดับ
    เพราะตัณหาดับ อุปาทานจึงดับ
    เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ
    เพราะภพดับ ชาติจึงดับ
    เพราะชาติดับ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส จึงดับ
    เป็นอันว่ากองทุกข์ทั้งมวลนั่นย่อมดับ ด้วยประการฉะนี้.

    ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทราบเนื้อความนั้นแล้ว จึงทรงเปล่งอุทานนี้ในเวลานั้น
    ว่าดังนี้:-
    พุทธอุทานคาถาที่ ๓

    เมื่อใดแล ธรรมทั้งหลาย ปรากฏแก่พราหมณ์
    ผู้มีเพียรเพ่งอยู่ เมื่อนั้น พราหมณ์นั้น ย่อม
    กำจัดมารและเสนาเสียได้ ดุจพระอาทิตย์อุทัย
    ทำอากาศให้สว่าง ฉะนั้น.


    โพธิกถา จบ
    -----------------------------------------------------
    เนื้อความพระไตรปิฎก เล่มที่ ๔ บรรทัดที่ ๑ - ๑๑๕. หน้าที่ ๑ - ๕.
    http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/v ... agebreak=0

    b42.gif b42.gif b42.gif
    b48.gif b48.gif b48.gif
    b44.gif b44.gif b44.gif
    b8.gif b8.gif b8.gif
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    • buddha.jpg
      buddha.jpg
      ขนาดไฟล์:
      132.4 KB
      เปิดดู:
      7
  16. หลับอยู่

    หลับอยู่ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 มิถุนายน 2010
    โพสต์:
    918
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +282
    พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๘
    ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา



    ๕. สรภังเถรคาถา
    คาถาสุภาษิตของพระสรภังคเถระ


    [๓๖๕] เราหักแขมด้วยมือทั้งสองทำกระท่อมอยู่ เพราะฉะนั้น เราจึงมีชื่อ
    โดยสมมติว่า สรภังคะ วันนี้เราไม่ควรหักแขม ด้วยมือทั้ง
    สองอีก เพราะพระสมณโคดมผู้เรืองยศ ทรงบัญญัติสิกขาบทแก่
    เราทั้งหลาย เมื่อก่อน เราผู้ชื่อว่าสรภังคะไม่เคยได้เห็นโรคคือ
    อุปาทานขันธ์ ๕ ครบบริบูรณ์ทั้งสิ้น โรคนั้น อันเราผู้ทำตามพระดำรัสของพระพุทธเจ้า
    ซึ่งเป็นเทพเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ ได้เห็นแล้ว
    พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า
    พระวิปัสสี
    พระสิขี
    พระเวสสภู
    พระกกุสันโธ
    พระโกนาคม
    พระกัสสป
    ได้เสด็จไปแล้วโดยทางใดแล
    พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าโคดม
    ก็ได้เสด็จไปแล้ว โดยทางนั้น
    พระพุทธเจ้า ๗ พระองค์นี้
    ทรงปราศจากตัณหา ไม่ทรงถือมั่น ทรงหยั่งถึงความสิ้นกิเลส
    เสด็จอุบัติแท้ โดยธรรมกาย ผู้คงที่ ทรงเอ็นดูอนุเคราะห์
    สัตว์ทั้งหลาย ได้ทรงแสดงธรรม คือ อริยสัจ ๔ อันได้แก่ทุกข์
    เหตุเกิดทุกข์ ความดับทุกข์ ทางเป็นที่สิ้นทุกข์ เป็นทาง
    ไม่เป็นไปแห่งทุกข์ อันไม่มีที่สุดในสงสาร เพราะกายนี้แตก และ
    เพราะความสิ้นชีวิตนี้ การเกิดในภพใหม่อย่างอื่นมิได้มี เราเป็น
    ผู้หลุดพ้นแล้วจากสรรพกิเลสและภพทั้งปวง.
    -----------------------------------------------------
    พระเถระ ๕ องค์ ได้กล่าวคาถาองค์ละ ๗ คาถา รวมเป็น ๓๕ คาถาคือ
    ๑. พระสุนทรสมุททเถระ ๒. พระลกุณฏภัททิยเถระ
    ๓. พระภัททเถระ ๔. พระโสปากเถระ
    ๕. พระสรภังคเถระ.
    จบ สัตตกนิบาต.
    -----------------------------------------------------
    Quote Tipitaka:
    เนื้อความพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๖ บรรทัดที่ ๖๗๘๐ - ๖๘๐๕. หน้าที่ ๒๙๐ - ๒๙๑.
    http://www.84000.org/tipitaka/pitaka_it ... agebreak=0

    b42.gif
    b42.gif b42.gif
    b44.gif b44.gif b44.gif
    b8.gif b8.gif b8.gif
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    • p27.jpg
      p27.jpg
      ขนาดไฟล์:
      44 KB
      เปิดดู:
      10
    • Image-05x.jpg
      Image-05x.jpg
      ขนาดไฟล์:
      276 KB
      เปิดดู:
      5
  17. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    7,727
    กระทู้เรื่องเด่น:
    70
    ค่าพลัง:
    +24,153

แชร์หน้านี้

Loading...