อุเบกขาของโพธิสัตว์ (คำสอนจากพระฤาษีวาสุเทพ )

ในห้อง 'พุทธภูมิ - พระโพธิสัตว์' ตั้งกระทู้โดย พุทโธอวโลกิเตศวร, 12 พฤศจิกายน 2017.

  1. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร เป็นที่รู้จักกันดี ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    13,913
    กระทู้เรื่องเด่น:
    200
    ค่าพลัง:
    +56,020
    [​IMG]

    เหตุเกิดเมื่อวันก่อนที่ผมชวนพี่โด่งไปถ่ายรายการ GHOSTGURU เรื่อง "เหล็กไหล" ซึ่งพี่โด่งได้ตัดเหล็กไหลด้วยตนเอง และนำมาเล่าให้ฟังในรายการอย่างสนุกสนานน่าสนใจมาก หลังอัดรายการเสร็จ พี่โด่งก็มอบเหล็กไหลให้ผมองค์หนึ่งเป็นที่ระลึก

    คืนนั้นผมจึงเอาเหล็กไหลมากำภาวนาจนเคลิ้มๆไป ก็เห็นภาพของฤาษีท่านหนึ่ง ผมขาวยาวมุ่นไว้บนศรีษะ เคราขาวยาวเดินมาหา ท่านบอกว่า "เราชื่อ วาสุเทพ ในอดีตหลายหมื่นปีมาแล้ว บริเวณนี้ (ถ้ำที่พี่โด่งไปเชิญเหล็กไหล) เป็นทะเลมาก่อน ที่นี่เป็นถ้ำใต้ทะเล เราเป็นพญานาคดูแลอยู่ เหล็กและธาตุกายสิทธิ์ทั้งหลายที่นี่ เราเป็นผู้ดูแล ตอนนี้เราบำเพ็ญสำเร็จเป็นพรหมแล้ว ที่ถ้ำนี้มีธาตุกายสิทธิ์อีกอย่างหนึ่ง (แล้วก็เกิดเป็นภาพขึ้นมาเป็นเหล็กไหลผิวแดงเหลือบเขียว สวยงามมาก) ชื่อว่า เหล็กไหลหัวใจพยัคฆ์ มีคาถาในการเรียกคือ... (ขออนุญาตไม่บอกคาถานะครับ) ในสมัยอดีต โด่งเค้าเคยเกิดมาเจอเรา และได้มาช่วยเหลือเรา เราจึงให้เหล็กเขา..."

    พอผมตื่นขึ้นมา ก็รีบจดคาถาไว้ แล้วโทรไปเล่าให้พี่โด่งฟัง ซึ่งก็บังเอิญว่า พี่โด่งมีกิจต้องไปเชิญเหล็กที่ถ้ำนี้อีกในคืนนั้นพอดี พี่โด่งเลยบอกว่า จะลองเอาคาถาที่ผมฝันไปลองเชิญดู จะได้พิสูจน์ดูว่า ผมฝันอุปาทานไปเอง หรือเป็นเรื่องจริง
    พอดึกๆ หลังจากผมนั่งเสกตะกรุดโสฬสมหามงคล (ซึ่งเสกประจำทุกวัน) เสร็จ พี่โด่งก็ไลน์มาพอดี พี่โด่งบอกว่า ลองใช้คาถาอธิษฐานดูแล้ว ก็มีเหล็กออกมาหลายแบบเหมือนที่เชิญทุกครั้ง แต่มีเหล็กแปลกๆอยู่องค์หนึ่งที่ไม่เคยออกมาก่อนในการเชิญครั้งไหนออกมาด้วยองค์หนึ่ง

    เหล็กนั้น เป็นเหล็กไหลแก้วสีแปลกมาก ถ้ามองด้วยตาเปล่าจะเป็นสีดำๆคล้ำๆทั่วไป แต่ถ้าส่ิงไฟดูจะพบความอัศจรรย์ว่า ภายในเป็นแก้วสีแดงและเขียวเข้มอย่างละครึ่งองค์ และมีลายสีขาวคล้ายเมฆหมอกหรือลายเสือคั่นอยู่ตรงกลาง ซึ่งไม่เคยปรากฏมาก่อนในการเชิญครั้งไหน และตรงกับที่ผมฝันพอดี คือเป็นเหล็กสีแดงเหลือบเขียว และมีชื่อว่า "เหล็กไหลหัวใจพยัคฆ์"

    วันรุ่งขึ้น พี่โด่งกลับขึ้นมากทม. ในช่วงเย็นพี่โด่งจึงนำมาให้ผมดูที่บ้าน และมอบให้ผมไว้สวดมนต์บูชาเป็นที่ระลึก
    เมื่อผมนำมากำสวดมนต์ภาวนา ก็พบว่ามีพลังงานบางอย่างที่แรงมากแผ่ออกมาจากเหล็กนี้จนแน่นเหมือนบีบหัวใจและทำเอามึนหัวไปหมด จนต้องเดินจิตภาวนาให้เบาพอที่จะรับพลังงานได้จึงค่อยๆเป็นปกติ พอจิตเบาเข้าที่แล้ว ก็เคลิ้มๆไปว่า ฤาษีวาสุเทพที่เคยฝันเมื่อครั้งก่อน ปรากฏเดินมาหา แล้วบอกว่า...

    "เธอรู้ไหม ทำไมถึงเรียก เหล็กหัวใจพยัคฆ์ พยัคฆ์คือหัวใจที่เด็ดเดี่ยวที่สุด แกร่งกล้าที่สุด ใครล่ะที่มีหัวใจพยัคฒ์ นั่นคือโพธิสัตว์ ไม่มีใครในสามโลกที่มีหัวใจแกร่งกล้าเด็ดเดี่ยวเท่าพระโพธิสัตว์ ที่มุ่งหมายว่ายข้ามทะเลทุกข์ และแบกขนสัตว์โลกทั้งหลายให้พ้นทุกข์ไปด้วยอีกแล้ว

    เรารู้ว่าพวกเธอทั้งหลาย ล้วนปรารถนาโพธิญาณ มันเป็นทางที่ต้องเด็ดเดี่ยว ต้องไม่ท้อถอย ต้องตายเป็นตาย เกิดเป็นเกิด เราจึงนำเหล็กนี้มีมอบไว้ให้เป็นกำลังใจในการปฏิบัติ

    เธอเห็นสีของเหล็กไหม มันมีทั้งสีเขียวและสีแดงในองค์เดียวกัน นั่นคือหัวใจโพธิสัตว์ โพธิสัตว์ต้องรู้ที่จะแสดงอิทธิเดช (สีแดง) และอิทธิคุณ (สีเขียว) แก่สัตว์โลกทั้งหลาย (ลายขาวที่ม้วนคั่นตรงกลาง) อย่างเหมาะสม ของบางอย่างเราต้องกำราบด้วยอิทธิเดช ของบางอย่างเราต้องเมตตาด้วยอิทธิคุณ สีแดงคือสีแห่งฤทธิ์ เธอต้องฝึกฝนจิตให้เข่้มแข็งไม่ท้อถอย เพื่อคอยปราบปรามความชั่ว ทั้งในตนเองและผู้อื่น สีเขียวคือความร่มเย็น เธอต้องฝึกเมตตาพรหมวิหารให้ขึ้นใจ เพื่อแผ่ความร่มเย็นต่อตนเองและสัตว์โลกทั้งหลาย

    ความร้อนและความเย็นมันไม่ได้ขัดกัน บางครั้งเราต้องใช้ความร้อน กำราบให้โลกร่มเย็น บางครั้งเราต้องใช้ความสงบเย็น กระตุ้นให้เกิดไฟตบะอันร้อนแรงเข้มข้นในการปฏิบัติ เธอต้องรู้จักใช้มันให้ถูก เพื่อพยุงตนเองและสัตว์โลกทั้งหลายให้พ้นจากทุกข์ภัยในวัฏฏสงสารที่ยังอยู่อีกยาวไกล

    นี่คือธาตุที่ทำให้พบแต่ความดี ปราศจากความทุกข์อย่างที่เธอค้นหา ปราศจากความทุกข์คือความดับทุกข์ จะดับทุกข์ได้ต้องใช้ฤทธิ์ ฤทธิ์จะเกิดยังไง ฤทธิ์จะเกิดไม่ใช่เพราะเธอสา้ง แต่เพราะเธอต้องดับ ดับความโลภ โกรธ หลงในใจให้ได้ ดับใจให้ได้ ฤทธิ์ที่แท้ภายในถึงจะเกิด เมื่อนั้นฤทธิ์จะไม่เสื่อม จะดับทุกข์ภัยได้จริง พบแต่ความดีทำยังไง ต้องทำให้เกิดดี ทำให้เกิดดีทำยังไง ต้องเพาะบ่มโพธิญาณให้เกิด โพธิญาณ
    เกิดยังไง เกิดด้วยพรหมวิหาร โพธิญาณต้องมีพรหมวิหารเต็ม เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา แผ่บารมีไปช่วยทั้งเบื้องล่าง เบื้องกลาง และเบื้องบน ด้วยจิตที่เป็นอุเบกขาญาณ ช่วยโดยไม่หวังผลตอบแทน นอกจากเพื่อโพธิญาณ

    อุเบกขาของโพธิสัตว์ คือทำทุกอย่างตามหน้าที่ โดยไม่หวังอื่นใดตอบแทนนอกจากโพธิญาณ นั่นจึงจะทำให้บารมีเต็มไว อย่าไปทำไปขอไป ทำแล้วขอสบาย ทำแล้วขอรวย ทำแล้วขอให้มีคนมาช่วย ไม่ต้องทำมาก ทำแล้วตั้งปณิธานอย่างเดียวคือเพื่อโพธิญาณ กำลังมันจะพุ่งตรงไปสู่จุดสูงสุดเข้มข้นเป็นสายเดียว มันไม่แตกกระจาย ไม่แตกปลาย กำลังมันจะรวมเร็ว แล้วไม่ต้องกังวลหรอก โพธิสัตว์แท้นี่ เทวดาเค้าไม่ปล่อยให้ลำบาก มันลำบากไม่ได้ ที่นั่งเขาร้อน เขาต้องมาช่วย แต่เราต้องช่วยตัวเองก่อน ไม่ใช่ทำอะไรนิดหน่อยก็ขอเทวดาช่วย อันนั้นมันโพธิสัตว์ปลอม จิตมันไม่มีตบะความอดทน ไม่มีกำลัง เขาก็ไม่อยากเสียเวลามาช่วย

    ทำใจตนเองให้แม่นมั่นเหมือนพยัคฆ์กำลังตะปปเหยือ่ เธอเห็นไหม เวลาเสือมันจะตับเหยื่อ มันไม่สนอะไรทั้งนั้น จิตมันมั่นคงนิ่งสงบอยู่กับเหยื่ออย่างเดียว รวมกำลังไว้ ตาเขม็งไม่ขยับ ซุ่มอยู่อย่างสงบนิ่งเพื่อรอจุดหมายเดียว เมื่อทุกยอ่างพร้อม กระโจนออกมา เหยื่อหนีไม่พ้น จับได้แน่นอน จบแน่นอน เข่้าใจไหม

    นั่นคือสาเหตุที่เหล็กนี้ หากไม่ส่องไฟ สีจะดำคล้ำนิ่งเงียบ นั่นคือโพธิสัตว์ โพธิสัตว์เป็นเสือซุ่มเงียบ ไม่ต้องไปโชว์กับใครเขา มุ่งทำไป ใจเรารู้ เทวดารู้ สามโลกธาตุเขารู้ ใครใจสว่าง ใครใจแจ้ง เขาจะเห็นพลังงานของเราจากภายใน ไม่ต้องไปสนใจคนภายนอก ให้เขามองเราเหมือนก้อนหินไร้ค่า ก้อนหินนิ่งๆ เหมือนบ้าใบ้ไปตามเรื่อง จะได้ไม่ต้องมยุ่งกับเรามากมาย ใครตาดีก็เห็น ใครตาร้ายก็ช่างมัน อย่าไปสนใจใจคน คนมันหลากจำพวก เราไปดึงใจคนไม่ได้ กำลังเรายังไม่ถึง เราทำของเราไป ทำให้เต็ม พอกำลังเต็มแล้ว สำเร็จโพธิญาณแล้ว มันดึงได้เอง ดึงได้หมด ไม่มีกำลังอะไรเหนือกำลังพระพุทธคุณ ทำให้มันถึงเถอะ มันมีแน่ มันมีจริง

    หนทางอีกยาวนาน ขอให้มุ่งทำไปอย่าท้อถอย เราเป็นกำลังใจให้ ตั้งใจทำไป เทวดารับรู้ ใจเธอรับรู้ อย่าโกหกตัวเอง โกหกใครก็ได้ อย่าโกหกตัวเอง ตั้งใจทำแล้ว ตั้งใจจะเป็นพยัคฆ์แล้ว อย่าถอยกลับไปเป็นแมว ไม่เอา เสียเวลา เอาให้ถึงที่สุด เทวดาคอยช่วยอยู่ อย่ากังวล ขอให้ทำให้ถูกแนวทางเถอะ อิทธิเดช อิทธิคุณ ไปพิจารณาให้ดีๆ มีประโยชน์มาก อันนี้เราแนะนำไว้ ให้เธอพิจารณาดู ใช้ปัญญานะ ศีล สมาธิ ปัญญา อย่าทิ้งกัน เอามันให้แจ้ง ให้จริง ความดีจะเกิดนะ ตั้งใจเถอะ ทำไป สาธุ..."



    ***************************************************************

    ขอบคุณอ.รอบทิศ ไวยสุศรี

    https://www.facebook.com/robtis?hc_...e0ylhUTXqeJEPJnC-v3V94D1uoXLHwspB_FHBPnh44sPU
     
  2. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร เป็นที่รู้จักกันดี ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    13,913
    กระทู้เรื่องเด่น:
    200
    ค่าพลัง:
    +56,020
    พระฤาษีวาสุเทพ ท่านเกี่ยวพันกับดอยสุเทพ และเป็นบิดาบุญธรรมผู้ชุบเลี้ยงพระนางจามเทวี มหาสตรีผู้บำเพ็ญบารมีเพื่อพระโพธิญาณอีกพระองค์หนึ่ง

    เป็นพระมหาฤาษีที่มีความสำคัญอีกพระองค์หนึ่ง
     
  3. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร เป็นที่รู้จักกันดี ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    13,913
    กระทู้เรื่องเด่น:
    200
    ค่าพลัง:
    +56,020
    การอธิษฐานจิต คือการตั้งเป้าหมายเพื่อให้เกิดความสำเร็จตามที่ใจต้องการเช่น อธิษฐานจิตปลุกเสกให้วัตถุมงคลเกิดพุทธคุณทางเมตตามหานิยมตามที่ใจปรารถนา อธิษฐานจิตขอพรจากเทวดาให้ร่ำรวยพบความสำเร็จตามที่ใจต้องการ อธิษฐานจิตเพื่อตั้งใจสร้างบารมีให้สำเร็จซึ่งพระโพธิญาณ

    #วิธีอธิษฐานจิต เปรียบเทียบให้เห็นวิธีง่ายๆเหมือนการยิงหนังสติ๊ก ซึ่งมีอยู่ 3 ขั้นตอนคือ

    1.ตั้งเป้า – จะยิงหนังสติ๊ก ต้องยกหน้าไม้ขึ้นมามองตั้งเป้าก่อนว่าจะยิงไปทางไหน เวลาอธิษฐานจิต ตอนเริ่มต้น เราต้องตั้งเป้าหมายในการอธิษฐานให้ชัดเจนก่อนว่า เราจะอธิษฐานให้เกิดเรื่องอะไรเช่น อธิษฐานจิตขอให้วัตถุมงคลที่จะปลุกเสกนี้มีพุทธคุณทางเมตตามหานิยม อธิษฐานจิตขอพรจากเทวดาให้ร่ำรวยขายของได้เยอะๆ

    2.ง้างหนังสติ๊ก – หลังจากตั้งเป้าแล้ว ก็ต้องตั้งใจดึงง้างหนังสติ๊กให้เต็มแรง เพื่อจะได้มีกำลังส่งลูกหินไปยังเป้าหมาย เวลาอธิษฐานจิต หลังจากตั้งเป้าหมายในการอธิษฐานแล้ว ให้ทำใจให้ว่าง ไม่คิดหวังในเรื่องใดๆทั้งสิ้น (เพราะจะทำให้จิตฟุ้งซ่าน จิตจะไม่เป็นสมาธิ ไม่มีกำลังในการใช้งาน) ให้สวดมนต์ภาวนาพระคาถา หรือจะนึกภาพพระ ภาพกสิณ กำหนดลมหายใจ เข้าฌานสมาบัติ แล้วแต่ความถนัด ให้จิตสะอาดสงบเย็นสว่างไสวมากที่สุด เพื่อให้จิตมีกำลังสมาธิในการใช้งานสูงสุด

    3.เล็งยิง – หลังจากง้างหนังสติ๊กจนเต็มแรงแล้ว ก็ต้องใช้ตาเล็งเป้าครั้งสุดท้าย แล้วจึงปล่อยลูกหินยิงออกไปสู่จุดหมาย เวลาอธิษฐานจิต หลังจากทำสวดมนต์ภาวนาทำสมาธิให้ใจสงบสว่างมีกำลังมากที่สุดแล้ว ก็ให้ตั้งจิตน้อมกำลังทั้งหมดนั้น อธิษฐานซ้ำลงไปในสิ่งที่ต้องการอีกรอบเช่น อธิษฐานให้วัตถุมงคลเป็นเมตตามหานิยม อธิษฐานขอพรเทวดาให้ร่ำรวย แล้วก็แผ่พลังงานลงไปในสิ่งที่อธิษฐานนั้น อาจจะด้วยการเป่าลมปราณลงไป หรือนึกภาพเป็นแสงสว่างส่องออกไปยังสิ่งที่อธิษฐาน หรือส่องมาครอบตัวเรา ในกรณีที่อธิษฐานให้ตนเอง

    #เคล็ดลับเพิ่มเติมในการอธิษฐานจิต

    1.ถ้าการอธิษฐานจิตนั้น เป็นการอธิษฐานเพื่อขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายเช่น ขอพรจาก เจ้าที่เจ้าทาง กุมารทอง เทพพรหม ฯลฯ เราควรต้องสวดมนต์ภาวนารวมกำลังแผ่บุญไปให้เขาก่อนทุกครั้ง เพื่อเป็นการแสดงความเคารพ แสดงความเป็นมิตร และเป็นการเพิ่มกำลังให้เขามีกำลังช่วยเราได้มากขึ้น

    2.ในการอธิษฐานอะไรก็ตาม ให้ตั้งไปจนถึงจุดสูงสุดคือ พระพุทธเจ้า และพระนิพพาน เพื่อให้ได้กำลังสูงสุดในการอธิษฐานเช่น เวลาอธิษฐานจิตวัตถุมงคล ก็อย่าขอแค่บารมีเทพพรหม แต่ให้ตั้งพระพุทธเจ้าเป็นประธาน แล้วขอบารมีทั้งหมด ไล่ลงมาตั้งแต่ พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพทุธเจ้า พระโพธิสัตว์เจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ เทพพรหมทั้งหลาย มาช่วยปลุกเสก ก็จะได้กำลังมากกว่าอย่างประมาณไม่ได้ และจะไม่มีเทวดามิจฉาทิฏฐิ หรือผีไม่ดี มาทำให้พิธีมัวหมอง
    หรือถ้าอธิษฐานเพื่อขอพรให้ตนเอง ก็อย่าขอแค่รวย แค่สุขภาพดี แต่ให้ขอต่อไปจนถึงพระยิพพานเช่น ขอให้ร่ำรวย จะได้มีเงินมาทำบุญสร้างกุศล ตราบจนถึงพระนิพพาน ขอให้สุขภาพดี จะได้มีกำลังมาสร้างบุญกุศลไปทุกชาติภพตราบจนถึงพระนิพพาน ก็จะได้แระโยชน์และมีกำลังสูงมากกว่า (แต่อธิษฐานแล้ว ต้องทำตามด้วย ไม่ใช่ได้เงินแล้วไม่ทำบุญ หายป่วย แล้วไม่สวดมนต์ภาวนาตามที่อธิษฐานไว้ “อธิษฐาน” ต้องประกอบด้วย “สัจจะ” เสมอ จึงจะมีกำลังสมบูรณ์)

    3.การอธิษฐานใดๆนั้น จะให้มีกำลังสมบูรณ์ที่สุด ต้องใช้หลัก พละ 5 เข้ามาเสริมคือ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา เช่น อธิษฐานขอเทวดาให้ตนเองร่ำรวย ก็ต้องมี
    3.1.ศรัทธา - ทำใจศรัทธาในเทวดาองค์นั้นอย่างแท้จริง เพื่อจะได้จูนเชื่อมโยงพลังงานของท่านมาใช้ได้เต็มที่
    3.2.วิริยะ – ต้องหมั่นอธิษฐานถึงเทวดาองค์นั้นเสมอๆ ไม่ใช่อธิษฐานครั้งเดียว แล้วก็ขี้เกียจนอนรอผลไปเรื่อยๆ ก็ยากจะได้ผล เราต้องหมั่นอธิษฐานเพื่อจูนพลังงานของเราเข้าหาท่านอยู่เสมอ จึงจะน้อมพลังงานท่านมาใช้ได้เต็มที่มากขึ้น
    3.3.สติ – ต้องหมั่นระลึกถึงเทวดาองค์นั้นเสมอๆ เพื่อให้จิตมีสติเชื่อมต่อพลังงานกับเทวดาองค์นั้นเสมอๆ จะได้น้อมพลังงานมาใช้ได้ตลอดเวลา
    3.4.สมาธิ – ต้องหมั่นสวดมนต์ภาวนาทำใจให้มั่นคงเป็นสมาธิสว่างไสว เพราะยิ่งจิตมีกำลังมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเชื่อมต่อพลังงานกับพระและเทพพรหมได้มากขึ้น และมีกำลังจิตช่วยให้สำเร็จได้มากขึ้น
    3.5.ปัญญา – สมาธิบางครั้งก็ยังมีกิเลสเจือปน บางช่วงจิตอาจหม่นหมองด้วยกิเลส ใช้งานได้ไม่ดี เราจึงต้องหมั่นใช้ปัญญาพิจารณาธรรมอยู่เสมอไปด้วย เพื่อขัดเกลาให้จิตสว่างไสวในธรรม ล้างโลภโกรธหลงในใจให้เบาบางลง จิตก็จะสะอาดสว่างมากขึ้น เชื่อมต่อพลังงานของพระและเทพพรหมชั้นสูงได้มากขึ้น และปัญญายังช่วยให้เราพิจารณาการอิษฐานได้ดีขึ้นคือ อธิษฐานทั้งที ต้องใช้ปัญญาพิจารณาว่าอย่าเอาแค่เทวดา ต้องตั้งให้ถึงพระพุทธเจ้า อย่าเอาแค่ร่ำรวยชาตินี้ที่เป็น “ทรัพย์เทียม” แต่ต้องขอให้พอมีพอใช้เพื่อมีกำลังสร้างบุญกุศลอันป็น “ทรัพย์แท้” ที่จะเป็นทุนติดตัวไปทุกชาติภพ ตราบจนถึงพระนิพพาน ซึ่งเป็นอริยทรัพย์ที่ไม่มีวันเสื่อม ไม่มีวันย้อนกลับมาเวียนว่ายตายเกิดให้เป็นทุกข์ในวัฏฏสงสารอีกต่อไป


    https://www.facebook.com/robtis?hc_...TnUECOPFQc69JhVVHH_1-OaXo6w657XMUExvA&fref=nf
     
  4. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร เป็นที่รู้จักกันดี ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    13,913
    กระทู้เรื่องเด่น:
    200
    ค่าพลัง:
    +56,020
     
  5. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร เป็นที่รู้จักกันดี ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    13,913
    กระทู้เรื่องเด่น:
    200
    ค่าพลัง:
    +56,020

แชร์หน้านี้

Loading...