เทศน์ ของหลวงปู่ขาว อนาลโย ในงานทำบุญครบ 60 ปี นายแพทย์อวย เกตุสิงห์ 3 กย.2511

ในห้อง 'หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต' ตั้งกระทู้โดย แดนโลกธาตุ, 2 กันยายน 2006.

  1. แดนโลกธาตุ

    แดนโลกธาตุ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กันยายน 2006
    โพสต์:
    3,464
    กระทู้เรื่องเด่น:
    7
    ค่าพลัง:
    +23,976
    <TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="94%" align=center border=0><TBODY><TR><TD class=postbody vAlign=top><HR>[​IMG]

    เทศน์ในงานทำบุญอายุ ๖๐ ปี
    นายแพทย์อวย เกตุสิงห์
    หลวงปู่ขาว อนาลโย

    (๓ กันยายน ๒๕๑๑)
    วัดถ้ำกองเพล
    ต.โนนทัน อ.เมือง จ.หนองบัวลำภู



    การทำงานครั้งนี้ก็ยาก น้อยคนที่สามารถจะทำได้ พระเถรานุเถระที่อยู่กันคนละแห่งหน ต่างองค์ต่างมา ยากที่จะมารวมกันได้ นี่ก็เพราะบุญวาสนาบารมีของคุณหมอ เป็นผู้มีธรรมอยู่ในตน มีความดีอยู่ในตน จึงสำเร็จเสร็จสรรพลงได้ อีกอย่างหนึ่ง ก็เพราะความเป็นสามัคคีอันหนึ่งอันเดียวกันของพวกญาติพวกมิตรทั้งหลาย ด้วยอำนาจบุญของคุณหมอที่มีความดีในตน อัตประโยชน์ ประโยชน์ของตน ทำให้มีสมบูรณ์บริบูรณ์ ญาตถะประโยชน์ ประโยชน์ของญาติก็ได้ทำ โลกัตถะประโยชน์ ประโยชน์ของโลก

    ประโยชน์ ๓ อย่างนี้ถ้าบริบูรณ์แล้ว มีกำลังแล้ว เป็นผู้ดีมีคนนับหน้าถือตา เพราะเป็นผู้มีอุปการคุณ และเป็นผู้มีศรัทธาทะนุบำรุงพระพุทธศาสนา พระกรรมฐานทั้งหลายจึงมีความยินดี แม้อยู่ที่ไหนก็มีความยินดีมา เพราะความเป็นสามัคคีอันหนึ่งอันเดียวกันนั่นเอง พระพุทธเจ้าท่านแสดงว่า สามัคคี สมัคคานัง ตโป สุโข ทำงานใหญ่โตปานนี้นากนักที่จะทำสำเร็จได้ ต้องอาศัยสามัคคีกัน ทำให้สำเร็จได้ ทั้งญาติมิตรเป็นสามัคคีกันพร้อมเพรียงกันจึงสำเร็จได้โดยเรียบร้อยเป็นการดี

    เรื่องธรรมะธัมโม ท่านก็เทศน์อยู่หลายองค์แล้ว สามองค์สี่องค์แล้ว เรื่องธรรม พวกกรรมฐาน พวกป่าพวกดง พูดเข้ามาที่นี่ไม่ได้อยู่ที่อื่น พูดเข้ามาที่สกนธ์กายของตนนี่แหละ กาย จิต พูดเข้ามาที่นี่ มาพิจารณาอัตภาพร่างกายนี้ มันเห็นว่าร่างที่อาศัยอยู่นี่ ได้ร่างอันนี้มาเพราะ ปุพเพกตปุญญตามคือบุญกุศลของเราที่ได้สร้างสมอบรมมาหลายภพหลายชาติ บำเพ็ญคุณงามความดีมา จึงได้สมบัติอันนี้ดี เรียกว่าอัตสมบัติ สมบัติอันนี้เป็นของหายาก เมื่อได้มาแล้วให้เป็นผู้ไม่ประมาท ? พึงระลึกว่าสมบัตินี้เอามาใช้ชั่วคราว เอามาใช้ชั่วคราวสมบัติอันนี้ เดี๋ยวก็เปื่อยพังทลายเป็นดิน เป็นน้ำ เป็นลม เป็นไฟ ของเก่ามัน แล้วก็หาเอาอีก เหมือนกันกับบ้านคุณหมออย่างนั้น ที่แรกไม่ดี ที่นี้ไม่สู้ดี เอาใหม่ เอาใหม่ก็มีสมบัติทำเอาใหม่ ทำเอาดีปานไหนก็ได้ เป็นปราสาทสามชั้นสี่ชั้นก็ได้ เพราะเรามีสมบัติ

    สมบัติอันนี้คือบุญกุศล คือคุณงามความดี มีการรักษาศีลอย่างสมบูรณ์ ศีลสมบัติ ศีลเป็นสมบัติอันหนึ่ง เป็นสิริมงคล เป็นความงามอันหนึ่ง สมาธิสมบัติ ทำจิตของเราให้แน่วให้แน่อยู่กับที่ ไม่ให้ออกไปตามอารมณ์ภายนอก ให้อยู่กับที่ ให้สงบอยู่กับที่ ปัญญาสมบัติ ความรู้เท่า พิจารณาให้รู้เท่าต่อสังขารร่างกาย ความเป็นจริงของมัน อาศัยไตรลักษณ์ คือ ๓ อย่าง เรียกว่า อนิจลักษณ์ ทุกขลักษณ์ อนัตลักษณ์ ลักษณะทั้ง ๓ อย่างนี้ มีเสมอกันหมดทุกตัวสัตว์ บรรดาสัตว์ทีมีวิญญาณ มีความเกิดขึ้นเป็นเบื้องตน มีความแปรปรวนในเบื้องกลาง มีความสลายลงไปในที่สุด ปัญญาให้พิจารณาให้รู้เท่า ว่าเป็นเครื่องอาศัยกันอยู่ชั่วคราว เราจะเป็นผู้ไม่ประมาท รีบเร่งทำ รีบเร่งเอาสมบัติภายใน คือเอาอัตภาพนี้ รีบเร่งทำคุณงามความดี

    ทรัพย์ภายในนี้จะติดตามเราไป ถ้าเรายังไม่มีความเบื่อหน่ายในสังสารจักร การท่องเที่ยว เราจากไป เราจะได้มีสุคติอย่างเดียว ทุกคติไม่มี ท่านแสดงว่าธรรมมี ๓ อย่าง กุศลาธรรม อกุศลาธรรม อพยากตาธรรมา ธรรม ๓ อย่าง อพยากตธรรม หมายความว่า ความเป็นกลาง ไม่ดีไม่ชั่ว ไม่มีความดี ไม่มีความชั่ว หมายเอาจิตอันนั้นสูงแล้ว กุศลาธรรมคือกุศลธรรม อันมนุษย์สร้างอยู่ในโลกนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างเรียกว่ากุศลาธรรม คือคุณความดี กุศล ความฉลาด คุณหมอเป็นผู้ฉลาดสามารถจะเอาทรัพย์อันใดที่เป็นแก่นสาร ทรัพย์อันใดที่ไม่มีสาระแก่นสาร คืออัตภาพ ทำให้มันเป็นแก่นสารเอากับมัน เอากำไรกับมัน ทำกำไรกับมัน ได้แล้วเร่งอบรมจิตใจของเราให้ดีแล้ว อัตภาพมันจะเป็นอย่างไรก็ตามมัน มันมีความแก่ มีความเจ็บ ความตายเป็นธรรมดาของมัน แล้วก็ไม่มีความหวาดหวั่น หวั่นไหวต่อมัน เพราะรู้เท่ามัน รีบพากันทำเอาเสีย

    ท่านว่าแสดงธรรมไม่มีอยู่ที่อื่นนี่แหละ ก้อนธรรมทั้งหมด ทั้งก้อนนี่แหละ สกนธ์กายของเรานี่แหละ มีอยู่นี่แหละ กายเรียกว่ารูปธรรม นามธรรมคือความรู้สึกเป็นสุข เป็นทุกข์ ความจำ ความหมาย ความปรุง ความแต่ง อย่างใดอย่างหนึ่ง ความรู้ทางทวารทั้งหมด เรียกว่าวิญญาณ รวมเป็นหมดทั้งรูป ก็เรียกว่ารูปธรรม ความรู้ทั้งหมด เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เรียกว่านามธรรม มีอยู่สำหรับในโลกนี้ แต่ว่าเป็นของไม่เที่ยง ไม่แน่นอน พระพุทธเจ้าจึงแสดงว่า สัพเพสังขารา อนิจจาติ ยทา ปัญญาย ปัสสติ อถ นิพพินทติ ทุกเข เอสะ มัคคโค สิสทธิยา ผู้มีปัญญาใคร่ครวญพิจารณาเห็นอัตภาพร่างกาย เช่น มนุษย์ก็ตาม สัตว์เดรัจฉานอะไรก็ตาม มาพิจารณาเห็นเป็นของไม่แน่นอน ว่าเป็นของไม่เที่ยง เป็นของเป็นทุกข์ เมื่อพิจารณาเห็นด้วยปัญญา อันนี้เรียกว่าเป็นทางหมดจดของผู้นั้น เป็นทางบริสุทธิ์ของผู้นั้น

    สัพเพ สังขารา ทุกขยาติ ยหา ปัญญาย ปัสสติ อถนิพพินทติ ทุกเข เอสะ มัคโค วิสุทธิยา สังขารร่างกายมาเห็นเป็นทุกข์ ให้พิจารณาธรรมอันนี้ คือสกนธ์กายอันนี้ เป็นทุกข์ ย่อมมีความเบื่อหน่ายต่อสังขารที่เป็นอยู่ สัพเพธัมมา อนัตตาติ ยทา ปัญญาย ปัสสติ อถ นิพพินทติ ทุกเข เอสะ มัคโค วิสุทธิยา ธรรมทั้งหลายไม่ใช่สัตว์ไม่ใช่บุคคล คือสกนธ์กายของเรานี่แหละ ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน พระพุทธเจ้าแสดงไว้ง่ายๆ ไม่ลึกซึ้งซับซ้อน เปิดเผยว่าธรรมะของพระพุทธเจ้า เหมือนกันกับภาชนะที่คว่ำอยู่ พระพุทธเจ้าเป็นผู้เปิดขึ้นให้เห็นสิ่งทั้งหลายทั้งปวงอันนั้นๆ เหมือนอยู่ในที่มืด พระพุทธเจ้าเป็นผู้จุดตะเกียงให้คนอื่นเห็นของเห็นสิ่งทั้งปวง

    ท่านแสดงให้เห็นอันนี้ ไม่ได้แสดงให้เห็นออกไปนอกสกนธ์กายนี้ เห็นจิตเห็นใจของตนนี้มันเป็นยังไง สอนให้มันมีสติ มีสัมปชัญญะ สติความระลึกอยู่กับกายนี้ สติความระลึกผูกพันอยู่กับใจนี้ ให้มันรู้ กำหนดเข้ามาพิจารณา จะรู้จะเห็น อกาลิโก ไม่ต้องอ้างกาลอ้างเวลา ถ้ามีสติกำหนดเข้ามา จะรู้ทุกเวลาว่า จิตของเรามีราคะไหม หรือหายแล้วไม่มี ก็จะรู้จำเพาะตนนี้ ดูโทสะมีอยู่ หรือหายโทสะแล้ว ดูโมหะ ความโง่ความเขลาความหลง ยังมีอยู่ก็จะรู้ หรือจิตของเรามันหายโทสะหายโมหะแล้วก็จะรู้ พระพุทธองค์จึงให้พิจารณาเข้ามาให้เห็น เห็นอันนี้ เรียกว่าเห็นธรรม จิตของตนเป็นอย่างไร จิตของตนเป็นกุศล มีเมตตา มีวิหารธรรมเป็นเครื่องอยู่ หรือมันยังมีราคะ โทสะ โมหะ ครอบงำอยู่ก็จะรู้ รู้แล้วจะได้แก้ไขตัวมัน รีบปลดเปลื้องออกไป รีบเร่งทำความเพียร ขับไล่สิ่งที่เศร้าหมอง คือ ราคะ โลภะ โทสะ โมหะ ให้มันเบาบางไป ออกจากขันธสันดาน

    ดวงจิตบริสุทธิ์ผุดผ่อง ทำให้คนบริสุทธิ์ ทำให้คนมีสิริ ให้มีโภคทรัพย์ ก็เพราะคนเป็นผู้ทำคุณงามความดี มีศีล ศีลที่บริบูรณ์แล้วย่อมเป็นที่มาแห่งโภคทรัพย์ จิตดีบริสุทธิ์แล้ว จิตไม่มีอิจฉาพยาบาทเบียดเบียนแล้ว จิตอันนั้นแหละก็เป็นที่มาแห่งโภคทรัพย์ ปัญญาเป็นผู้รู้เท่าสิ่งทั้งปวงแล้วว่า สิ่งทั้งปวงมีความเกิดขึ้น มีความสลายไป รู้เท่าอย่างนี้แล้วไม่มีความเสียอกเสียใจ โภคทรัพย์ภายนอกมันมีขึ้น แล้วมันเกิดวิบัติไป ก็ไม่มีความเสียอกเสียใจ หรือมีเพื่อนยากคู่ทุกข์คู่ยากจะต้องพลัดพรากจากไป ก็จะไม่มีความทุกข์และเสียใจ เพราะรู้เท่าอัตภาพร่างกาย สัตว์ทั้งหลายเกิดมาในโลกนี้ มีแต่บ่ายหน้าไป บ่ายหน้าไปหาความแตกดับเป็นธรรมดาของมันอยู่อย่างนี้ อันที่จริงมันไม่ใช่ตาย

    พระพุทธเจ้าว่ามันตายเล่น ไม่ใช่ตายจริง ตายแล้วมันกลับก่อขึ้นอีก มันบังเกิดอีก เพราะความอาลัยอาวรณ์ผิด เหมือนพวกคุณหมอ คุณหญิงก็ดี เดี๋ยวนี้อัตภาพร่างกายมาอยู่ที่นี่ ที่ถ้ำกลองเพล พอออกจากที่นี่จะไปไหนล่ะ เพราะใจ ดวงใจมันไปจดจ่ออยู่ที่กรุงเทพฯ ที่อยู่ของตนอยู่ที่ไหน ต้องไปจดจ่ออยู่ที่นั่น สัตว์ตายแล้วเกิดที่ไหน พระพุทธองค์ไม่ทรงพยากรณ์ เพราะการทำความดีความชั่วอยู่ มันเป็นเพราะกรรม กรรมเป็นของๆ ตน กรรมดีให้ผลตอบแทน คือความดี ความพอใจ กรรมไม่ดีให้ผลตอบแทนคือความไม่ดี ความไม่พอใจ มันเป็นสมบัติของสัตว์ ชาตินี้ยังอาลัยอยู่กับสิ่งทั้งปวงแล้ว คิดดูใจเราเดี๋ยวนี้แหละ เดี๋ยวนี้จดจ่ออยู่กรุงเทพฯ ตายไปเกิดที่ไหนล่ะ เกิดกรุงเทพฯ มนุษย์ถือผี ถือนั่น ถือเทพ บวงสรวงอย่างนั้นอย่างนี้ เอาอันนั้นเป็นสรณะที่พึ่งก็เหมือนกัน มันเคยแต่ไหว้ เคยแต่พึ่งอันนั้น มันตายจากนั่นมันเอาแต่นั่นเป็นชาติ ชาติอันนั้นมันต้องเป็น ชาติของเขาอยู่อย่างนั้น จิตเราไปจดจ่ออยู่ที่ไหน มันก็ไปเกิดที่นั่นแหละ อยู่ที่บ้านมันก็ไปเกิดอยู่ที่บ้าน

    เพราะเหตุนั้นแหละ พระพุทธเจ้าจึงแนะนำสั่งสอนเทศนาอบรมจิตใจ อย่าให้มันไปเกี่ยวข้องในอารมณ์ บ้านช่องที่บ้านที่อยู่ที่ทำการทำงาน ทำๆ ไป แต่ไม่ให้จิตไปเกี่ยวข้อง ให้จิตอยู่กับจิต ให้จิตมันรู้เท่าอยู่กับจิต กายนี่ก็ไม่ใช่ของตน มันแตกมันดับไปแล้ว มันไปก่อภพใหม่ชาติใหม่ ดวงจิตดวงเดียวนี่แหละมันไปก่อ จิตนี่แหละเดิมมันผ่องแผ้ว แต่อาศัยมันไม่รู้เท่าอารมณ์ อาศัยอาคันตุกกิเลส คือ รูป เสียง กลิ่น รส เครื่องสัมผัสทั้งหลาย เอาเข้ามาฉาบมาทาแล้ว ทำจิตใจของเราให้เศร้าหมองขุ่นมัวไป จิตเดิมเลยกลายเป็นตัวอวิชชา ความโง่ความเขลาไป ไม่รู้เท่าตามความเป็นจริง ไม่รู้เท่าสังขาร ยึดถือ

    เมื่อสิ่งทั้งปวงวิบัติไปแล้ว ก็มีความโศกเศร้าอาลัยผูกพัน สิ่งที่ไม่พอใจมาประสบพบกัน มาประชุมร่วมกัน ประสบอันนี้ก็เป็นเหตุให้เกิดความคับแค้น เป็นเหตุให้เกิดทุกข์โทมนัส ความคับแค้น เห็นสิ่งที่พอกพอใจพลัดพรากไป ไม่มาร่วม ไม่ประชุมร่วม นี่ก็เป็นเหตุให้เกิดความโศกเศร้าความอาลัยอาวรณ์ถึงกัน เรื่องของสังขารมันเป็นอย่างนั้น จึงให้พิจารณาให้รู้เท่า เกิดเป็นรูป เป็นนามล้วนแต่ของไม่เป็นสาระแก่นสารหมดทั้งนั้น รู้เท่าแล้วถึงสิ่งทั้งหลาย มันจะเป็นอย่างไรก็ตาม ไม่มีความหวั่นไหว แล้วย่อมผ่องใส จิตไม่เศร้าโศก จิตผ่องใส จิตเบิกบาน จิตเยือกเย็น จิตเยือกเย็นแล้วสิ่งทั้งปวงมารวมหมด ภายนอก วัตถุข้าวของเงินทอง แก้วแหวนเงินทองอะไรก็มารวมหมด มาอาศัย พุทโธ ผู้รู้ พุทโธมีอยู่ทุกรูปทุกนาม

    พุทโธ คือผู้รู้ สัมปชัญญะ คือ ผู้ตื่นอยู่ ผิดหรือชอบ ตื่นขึ้น สัมปชัญญะเป็นผู้ตัดสิน เราทำผิด หรือเราพูดผิด คิดผิด ไม่ถูก สัมปชัญญะเป็นผู้รู้ สติเป็นผู้ระลึกขึ้น พอระลึกแล้ว สัมปชัญญะว่า
     

แชร์หน้านี้

Loading...