เมื่อพระยามัจจุราชมาทวงชีวิตข้าพเจ้า

ในห้อง 'กฎแห่งกรรม - ภพภูมิ' ตั้งกระทู้โดย tjs, 14 มิถุนายน 2013.

  1. tjs

    tjs ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 เมษายน 2012
    โพสต์:
    2,880
    ค่าพลัง:
    +18,401
    ขออนุญาตินำมาเผยแผ่ครับ
    ===============

    โมฆะบุรุษนี่ ได้มีความคิดแบบนี้มานานแล้วว่า แม้ผู้อื่นจะมีปัญญามาก ทรงสรรพวิชาไว้มากแท้ ถึงกระไร ก็ยังไม่ใช่นิยตเหมือนเรา

    ถ้าอย่างนั้น เราควรจะกล่าวให้โมฆะบุรุษนี้สลดใจแต่เนิ่นๆ
    ว่า..ช้าก่อน ผู้นิรทุกข์
    ท่านยังไม่ใช่นิยต ทั้งยังไม่พบทางแห่งความเป็นนิยต
    แม้แต่ปฏิปทาของท่าน ที่จะเป็นเหตุ หรือหนทางแห่งความเป็นนิยตก็ยังไม่มี
    ธรรมดา ผู้ปรารถนาจะเป็นสิ่งใด
    ก็ย่อมรู้วิธีการหรือหนทางที่จะเป็นสิ่งนั้นๆ
    เฉกเช่น บุคคลจะไปนิคมใดนิคมนึ่ง
    ก็ย่อมรู้วิธีการหรือหนทางเพื่อจะไปสู่นิคมนั้นถึงจะไปถึง
    จะมาตั้งหน้าตั้งตาปรารถนาแต่ถ่ายเดียวว่า ข้าพเจ้าขอเป็นเช่นนั้น ข้าพเจ้าขอเป็นเช่นนี้
    โดยไม่รู้ปฏิปทา,วิธีการ,หนทางหรือสภาวะที่จะไปถึงความสมปรารถนานั้นได้

    บุคคลเช่นนั้น นับว่ายังอีกไกลหรอก
    ========

    11064940_806126132807234_1732887217688708637_n.jpg ดวงแก้วแห่งโพธิญาณ ตราบสิ้นพุทธภูมิ
    ขออธิบายว่า
    หนทางแห่งนิยตะ เป็นอย่างไร เริ่มจากสิ่งใด
    หนทางแห่งนิยตะ เริ่มจากสิ่งเดียวกัน กับอนิยตะ แต่มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
    อนิยตะและนิยตะมีจุดเริ่มต้นสิ่งเดียวกันคือ ปณิธาณในพุทธภูมิ

    : แต่ปณิธาณที่เหมือนกันแต่ต่างกันอย่างสิ้นเชิงคือ ความเป็นผู้ถึงพร้อมแล้วในปณิธาณของตน
    อันหมายถึง ความถึงพร้อมแล้วใน
    1 ศรัทธา บารมีคือ จิตมีความศรัทธาตั้งมั่นดีแล้วจักไม่ลาในพุทธภูมิเป็นแน่แท้ไม่เป็นอื่น

    2 วิริยา บารมี คือจิตตนตั้งมั่นดีแล้วในความเพียรที่ต้องประกอบไม่ย้อท้อจวบจนกว่าจะได้รับพยากรณ์จากพระพุึทธเจ้า และจวบจน กวำ จะสำ เร็จเป็นพระพุทธเจ้า คือวิริยะบารมีส่วนนี้ตั้งมั่นดีแล้วไม่แปรผันเป็นอื่น

    3 ปัญญา บารมีที่ตั้งมั่นดีแล้ว บังเกิดญาณบารมีมั่นคงในปัญญาญาณแห่งตน แจ้งในหนทางแห่งโพธิญาณและแจ้งแล้ว ในปัญญาวิมุตติคือมีดวงตารู้แจ้งมั่นคงแล้วเป็นไปเพื่อปัญญาแห่งความหลุดพ้นเพื่อโปรดตนเองสอนตนเองและผู้อื่นจวบจนในพระชาติสุดท้ายคือจักสำเร็จ พระอนุตระสัมมาสัมโพธิญาณได้อย่างแน่นอน เพราะสั่งสมไว้ดีแล้ว ย่อมสำเร็จโดยแน่แท้ไม่เป็นอื่น

    เมื่อเหตุทั้งสามประกอบถึงพร้อมดีแล้ว ย่อมถึงเวลาจะได้รับพุทธพยากรณืเป็นพระนิยตะโพธิสัตว์แน่นอนไม่เป็นอื่น เพราะตนได้สั่งสมเหตุปัจจัยได้ดีพร้อมแล้ว พระพุทธเจ้าทั้งหลาย พึงกระทำหน้าที่พยากรณ์ตามปัจจัยแห่งเหตุที่ทำไว้ดีงามพร้อมแล้วนั่นเองครับ สาธุ
     
  2. tjs

    tjs ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 เมษายน 2012
    โพสต์:
    2,880
    ค่าพลัง:
    +18,401
    วันแห่งความรัก ขอให้เรามีสติ มอบความรักด้วยจิตใจที่สะอาดดีงาม หรือบริสุทธิ์อันเป็นความรักที่ปราถนาดีต่อกัน คิดดีต่อกัน มอบสิ่งดีๆให้กัน โดยไม่หวังสิ่งใดตอบแทนคืนกลับมาสู่ตน เป็นรักที่เปิดกว้างส่งไปให้ผู้อื่นมอบให้ผู้อื่นโดยสุจริตใจ

    จงมอบความรักโดยการให้ ให้ที่ว่าคือให้ความปราถนาดี ให้ความคิดที่ดี ให้คำพูดที่ดี ให้วางตนที่ดี ให้โอกาสที่ดี ให้ทรัพย์และปัจจัยที่ดีตามความเหมาะสม ให้อภัยด้วยดี ให้ความเมตตาปราณี ให้แสงสว่างคือให้ปัญญาที่ดีงาม ทั้งหมดทั้งมวลคือการให้สิ่งดีๆมอบให้ผู้อื่น ให้ชีวิตที่ดีให้เขามีความสุขความเจริญสืบไป

    และด้วยรักที่สะอาดบริสุทธิ์ย่อมให้ผลคือความสุขที่แท้จริงทั้งแก่ผู้ให้และผู้รับ

    ดังนั้นจึงขอให้เราท่านจงมอบความรักด้วยสติปัญญาที่ดีงาม เพื่อผลลัพธ์ที่ดีงามที่จะเกิดตามมาแก่เราท่านทั้งหลาย สืบไปครับ
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  3. tjs

    tjs ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 เมษายน 2012
    โพสต์:
    2,880
    ค่าพลัง:
    +18,401
    พระโพธิสัตว์ บรมครู พระนาม พระกษิติครรภ์ดโพธิสัตว์
    พระนามเต็มของพระองค์ในภาษาจีนคือ "ต้าหยวนตี้จั้งผู่ซ่า" (จีนตัวเต็ม: 大願地藏菩薩;)
    พระกษิติครรภโพธิสัตว์ได้รับมอบหมายจากพระศากยมุนีพุทธเจ้าให้เป็นผู้แสดงธรรมโปรดสัตว์ในกามภูมิ 6 ในช่วงที่พระองค์ปรินิพพานไปแล้วและพระศรีอริยเมตไตรยยังไม่ได้ลงมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า[1] พระกษิติครรภมีปณิธานสำคัญในการช่วยสัตว์โลกให้พ้นจากนรกทั้งหมด หากนรกยังไม่ว่างจากสัตว์นรกก็จะยังไม่ขอตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ด้วยเหตุดังกล่าว พระองค์จึงถือว่าเป็นพระโพธิสัตว์แห่งสัตว์นรกทั้งปวง
    รูปลักษณ์ของพระโพธิสัตว์องค์นี้ ปกติมักทำเป็นรูปพระภิกษุมหายาน มีรัศมีเปล่งรอบพระเศียรซึ่งปลงพระเกศาแล้ว หัตถ์หนึ่งทรงจับไม้เท้าซึ่งใช้เปิดประตูนรก อีกหัตถ์หนึ่งทรงถือแก้วจินดามณี (แก้วสารพัดนึก) เพื่อประทานแสงสว่างท่ามกลางความมืดของนรกภูมิ
    โอวาทตี่จั่งอ๊วงพระกษิติครรภโพธิสัตว์
    1. ผู้ใดกระทำความดีตลอดชีวิต เมื่อหมดอายุขัย จะมีเทพบุตรมารับไปสู่เทวภูมิ
    2. ผู้ที่มีบาปบุญก้ำกึ่งกัน เมื่อตายลงไม่ต้องตกอบายภูมิ(นรกภูมิ เปรตภูมิ เดรัจฉานฎมิ) และจะได้เกิดในมนุษย์ภูมิตามกรรมของตน
    3. ผู้มีบาปมากกว่าบุญ ต้องไปรับโทษทัณฑ์ในนรกขุมต่าง ๆ เสร็จแล้วให้ไปเกิดในมนุษย์ภูมิ โดยแบ่งเป็นคนจนคนรวย อายุยืน อายุสั้น ขี้โรค พิการ ตามกรรมของตน หากได้สร้างกุศลเพิ่มจะได้เกิดในที่ดีมีสุข
    4. ผู้มีบาปมาก ต้องตกนรกรับโทษทัณฑ์ในนรกขุมต่าง ๆ เสร็จแล้วให้ไปเกิดเป็นคนยากจน ต่ำต้อย ลำบากตรากตรำ ขณะมีชีวิตต้องประสบภัยพิบัติต่าง ๆ ตายแล้วตก นรก ต่อไป
    5. คนอกตัญญู ไม่ซื่อสัตย์ ฆ่าตัวตาย ทำร้ายหรือฆ่าคนและสัตว์ตามใจชอบ ไม่เชื่อบาปบุญคุณโทษ ล้วนต้องตกนรกทนทุกข์ทรมานตลอดกาล
    นี้คือ กฏสวรรค์ที่กำหนดให้ทางยมโลกจัดการกับพวกวิญญาณบาป ขอให้ชาว
    โลกทั้งหลายหมั่นทำความดีละความชั่ว ตายแล้วจะได้ไม่ต้องถูกลงโทษ
    มนุษย์เมื่อเสียชีวิต วิญญาณผู้นั้นมีทางไปเพียง 2 ทางคือ ทางสวรรค์และทางนรก ผู้ที่บำเพ็ญจนบรรลุธรรม จะได้สู่ทางสวรรค์ นอกนั้นทำกรรมแล้วล้วนต้องตกนรกทั้งสิ้น
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  4. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    9,757
    กระทู้เรื่องเด่น:
    114
    ค่าพลัง:
    +24,723
    ...............
    ว่าจะถามคุณน้องก้องเรื่องจะบวชในอนาคต อยากทราบว่าอีกนานไหมคะ อยากมีส่วนร่วมด้วย อนุโมทนาสาธุค่ะ
     
  5. tjs

    tjs ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 เมษายน 2012
    โพสต์:
    2,880
    ค่าพลัง:
    +18,401
    ผมวางแผนไว้ดังนี้ครับ
    หลังจากทำงานจนมีเงินเก็บมากพอแล้ว คิดว่าไม่น่าจะเกินอีก 5ปี หรือหากมีเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้นที่มีผลกระทบมาก ก็อาจจะไม่เกินสามปีก็จะออกบวช แต่การออกบวชมี2ขั้นตอนคือ

    1. จะบวชแบบเป็นพราหมหรือแบบปู่ฤาษี เพื่อทดแทนคุณท่านและจะช่วยเหลือคนในแบบเทพพรหมจะใช้เวลา1-3ปี แล้วแต่เบื้องบนกำหนด ส่วนสถานที่หรือการอุปถัมภ์ช่วยเหลือนั้น มีสหายธรรมเขาพร้อมรออยู่
    ซึ่งคงแล้วแต่เทพพรหมเลือกให้ เพราะเราเอาแค่กายใจเราไปเพื่อทำให้ท่านเพื่อสร้างความดีสร้างประโยชน์ให้ท่าน และเพื่อฝึกตนเองในเรื่องการถือศีลด้วย เพราะการถือศีลแบบพราหมหรือฤาษีก็มีข้อหลักๆคล้ายกับพระสงฆ์ แต่ผมจะนำเอาศีลของพระสงฆ์ มาถือปฏิบัติด้วย เพื่อฝึกฝนตนเองปูรากฐานเตรียมตนไว้เพื่อการบวชเป็นพระต่อไปในอนาคต
    ดังนั้นชีวิตผมในระหว่างนี้ จึงเป็นของเทพพรหมตลอดจนพระโพธิสัตว์ที่ท่านจะมาผ่านผมทำหน้าที่เป็นสื่อกลาง โดยยึดเอาหลักพระรัตนตรัยเป็นหลัก ยึดมั่นในพระพุทธเจ้า พระธรรมเป็นหลักดำเนินชีวิตสร้างทุกความดี ละบาปทุกชนิด ชำระจิตชำระกาย ให้สะอาดบริสุทธิ์ด้วยศีลและภาวนา
    ซึ่งข้อนี้ผมรู้ดีว่าจะต้องพบเจออะไรและมีความเสี่ยงอย่างไร ถ้าเราทำตรงนี้ไม่ได้ก็อย่าหวังว่าจะเป็นพระสงฆ์สาวกที่ดีได้ ประกอบกับเราจะได้สร้างบุญบารมีในแบบที่ดี สะดวกและเข้าถึงได้ง่าย เกิดประโยชน์ตามที่เราปราถนา เมื่อทำหน้าที่ตรงนี้พอเพียงแล้ว และอบรมตนมากพอแล้ว พร้อมแล้วจึงออกบวช

    2 การออกบวชเป็นพระสงฆ์ จำเป็นต้องเลือกพระอุปัชฌาย์ และวัดในเมืองที่เจริญเพื่อเรียนพระไตรปิกฏ ให้แตกฉานกำหนดไว้ มุ่งเน้นมากในพระวินัย พระอภิธรรม ส่วนพระสุตันตปิฏกให้เรียนรู้พอประมาณแล้วค่อยไปศึกษาเพิ่มเติมในภายหลัง ตั้งเวลาไว้ประมาณ 5 พรรษา จึงออกจาริกธุดงค์ ถือธุดงควัตรตามแบบโบราณ ด้วยเท้าเปล่าไม่รับเงินทอง ฉันอาหารเมื้อเดียว อริยาบทสามคือยืนเดินนั่ง ห้ามนอนหงายและอื่นๆตามวัตรปฏิบัติ การธุดงค์นี้เริ่มเดินทางไปสู่ทิศเหนือ ไปตะวันออกเฉียงเหนือ ลาว ผ่านลงมาทางทิศตะวันออก เขมร ล่องลงใต้ แล้วกลับขึ้นมาทางทิศตะวันตกไปทางพม่า แล้วจึงวกกลับมาภาคกลาง
    ถัดจากนั้นแล้ว จะได้จำอยู่พรรษาที่วัดไหนหรือจะสร้างวัดใหม่ก็แล้วแต่เบื้องบนกำหนดครับ

    สิ่งที่สำคัญที่สุดในการบวชคือ การที่เราต้องยอมรับความจริงอย่างสุดหัวใจว่า เมื่อเราตั้งใจดีแล้วในการบวช เราต้องเอาแบบอย่างพระพุทธเจ้า และพระอริยะเจ้าเถระทั้งหลายว่า
    1 จงมาบวชเพื่อกระทำซึ่งพรหมจรรย์ให้ขาวสะอาดบริสุทธิ์ คือขัดเกลาตนนอบรมตนเองชำระจิตของตนที่ยังสกปรกอยู่ให้สะอาดบริสุทธ
    2จงมาเพื่อรักษาพรหมจรรย์ที่ชำระได้แล้วให้บริสุทธิ์งดงามสืบไป
    3 จงมอบกายถวายชีวิตให้พระรัตนตรัย
    4จงมอบกายถวายชีวิตให้พระวินัยคือผิดศีลไม่ได้ เน้นย้ำว่า ต้องเอาชีวิตเป็นเดิมพันธ์ ห้ามผิดปราชิกและสังฆาทิเสฏ
    5 มอบกายใจนี้ให้พระอภิธรรม กายใจนี้ต้องอยู่กับธรรมที่พระพุทธองค์ประกาศสั่งสอนไว้แล้ว

    เป็น5ข้อที่เป็นพื้นฐาที่ต้องตั้งหลักถือปฏิบัติอยู่ในจิตใจของเรา อนึ่งเมื่อเราได้อบรมตนอย่างถึงพร้อมแล้ว นำตนเป็นที่พึ่งแห่งตนและเป็นแบบอย่างแห่งตนดีพร้อมแล้ว หน้าที่ที่เหลือคือการโปรดผู้อื่น และสืบทอดพระศาสนาในแบบบารมีของเรา อันเป็นภาระสุดท้าย ครับ

    สรุปคือวางแผนไว้ อีกประมาณ 8ปีโดยประมาณครับ แต่สุดท้ายก็ขึ้นอยู่กับเบื้องบน ถ้าเขาเร่งรัด กอาจจะรวดเร็วขึ้นครับ หรืออาจมีการปรับเปลี่ยน เมื่อใกล้เวลาก็จะทราบได้เองครับ สาธุ
     
  6. tjs

    tjs ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 เมษายน 2012
    โพสต์:
    2,880
    ค่าพลัง:
    +18,401
    จากการ ที่กระผมได้สื่อจิตกับท่านพญายมบาล
    ถึงเรื่องการพิพากษาคดีความตามกรรมที่เป็นบาปและบุญของจิตวิญญาณทั้งหลายหลังความตายในเวลา7วัน

    ขออธิบายรายละเอียดได้ว่า

    เมื่อท่านทั้งหลาย ถูกนำไปสู่สถานพิพากษาแห่งนรกภูมิ เพื่อตัดสินความผิด ตัดสินบุญบาป

    ในสถานที่แห่งนี้ เป็นห้องโถงใหญ่หรือเป็นถ้ำขนาดใหญ่ มีกองไฟลุกแสงสว่างทั่วทั้งคูหา มีนายนิริยบาลยืนประจำจุดรายล้อม ตรงด้านในลึกใจกลาง จะมีปรัมพิธี มีแท่นบรรลังค์ ของท่านพระยายมราชและเจ้าหน้าที่หลายท่านพร้อมเพรียงกัน

    คำถามแรก ท่านจะถามชื่อเสียงเรียงนามก่อน เพื่อให้เรารายงานตัว เราก็ต้องบอกชื่อนามสกุล ชื่อเล่น อายุ
    เป็นการทวนสอบความถูกต้อง และทวนสอบอายุไขอีกครั้งเพื่อความถูกต้อง

    คำถามที่สอง ท่านจะถามว่าเป็นอะไรตาย เป็นการทวนสอบความตายว่าเป็นไปตามบัญชีกรรมหรือไม่

    และเมื่อสิ้นคำถามในข้อสองแล้ว ก่อนจะถามคำถามถัดไป ท่านให้นายนิริยบาล นำน้ำมาให้ดื่มและให้เราตั้งสัจจะว่าจะกล่าวแต่ความจริงทั้งสิ้นอันเป็นความสัจจริงที่ต้องชี้แจงให้การพิพากษาถูกต้องตรงตามความเป็นจริง จากนั้น

    คำถามที่สาม ท่านจะถามว่า ในชีวิตตอนเป็นมนุษย์อยู่นั้น เคยทำบุญหรือความดีอะไรบ้าง

    คำถามที่สี่ ท่านจะถามว่า ในชีวิตตอนเป็นมนุษย์อยู่นั้น เคยทำบาปหรือความดีอะไรบ้าง

    คำถามที่ห้า ท่านจะถามเราว่า ในกรรมที่ก่อไว้ ทั้งบาปและบุญนั้น เรามีความเข้าใจอย่างไรให้เราชี้แจง บุญเป็นอย่างไร ที่ทำไว้ ส่วนบาปกกรรม ที่เราทำไว้ก็เช่นเดียวกัน และเราได้มีความสำนึกหรือรู้สึกหรือคิดอย่างไร

    คำถามที่หก ท่านจะถามว่าระหว่างบาปและบุญที่สร้างกระทำไว้ล้วนั้น ส่วนไหนมากน้อยกว่ากัน ให้เราระลึกดูและพิจารณาดูอย่างตรงไปตรงมา ในข้อหกนี้ ทางท่านสุวรรณและท่านสุวาล จะตรวจสอบและตรวจทานรับรองความจริงทั้งหมดให้ทุกคนรับทราบไปพร้อมกัน

    คำถามที่เจ็ด ท่านยมบาลจะสอบ สอบถามหากกรณีที่ทำกรรมไว้มากกว่าบุญ ว่าจะยอมรับในการต้องไปชดใช้กรรมในนรก ว่าจิตวิญญาณ ยินยอมอย่างไร หรือไม่ และกรณีที่บาปบุญมีกำลังใกล้เคียงกันมาก ท่านยมบาล จะสอบถามถึงผลบุญอื่นๆที่ได้ทำไว้หากระลึกได้หรืออธิบายเพิ่มขึ้นในความดีของตน ก็จะพ้นจากการต้องไปรับใช้กรรมในนรก ส่วนกรณีที่มีบุญมากกว่าบาป และมีการตรวจสอบรับรองแล้วจริงก็จะได้ไปเกิดในสวรรค์ต่อไป
    คำถามที่แปด ท่านยมบาลจะถามว่า บาปที่ทำและบุญที่ทำ มีกรรมส่วนใดบ้างที่เป็นกรรมหนัก คำถามส่วนนี้จะเป็นคำถามที่ใช้เพื่อการประกอบการตัดสิน เพราะกรรมหนักที่เป็นบาปหนัก จะมีน้ำหนักมากทำให้ตกนรกรับกรรม หรือบุญหนักก็จะมีส่วนช่วยให้หลุดพ้นจากนรก ก็เราตอบหรือชี้แจงให้ท่านทราบ

    คำถามที่เก้า ท่านยมบาลจะถามในเรื่องธรรมะ การเกิด แก่ เจ็บ ตาย การสอบถามความเข้าใจในธรรมะของเรา คำถามข้อนี้เป็นเหมือนคะแนนช่วย เพราะจิตทั้งหลาย เมื่อมีความรู้เข้่าใจและตั้งมั่นในการทำความดี ย่อมเป็นส่วนหนุนส่งให้พ้นจากนรก หากแต่กรรมไม่ดีหรือบาปอาจเกิดจากความไม่เจตนา

    คำถามที่สิบ คำถามสุดท้าย ท่านยมบาลจะสอบถามว่าสรุปแล้ว ตนรับรู้หรือยังด้วยตนเองว่า มีกำลังบาปหรือบุญที่มากน้อยกว่ากัน ควรต้องรับกรรมที่ดีหรือชดใช้กรรมชั่วของตน พร้อมทั้งเมื่อเราสารภาพและรู้แจ้งยอมรับด้วยตนเอง ท่านสุวรรณท่านสุวาล ก็จะตรวจสอบและรับรองยืนยันความถูกต้องอีกครับ

    บทสรุปการพิพากษา ท่านพระยายมราชผู้รอบรู้ในกรรมดีและไม่ดีทั้งปวงทั้งหลาย จะพิจารณาโดยญาณปัญญาตามบัญญัติและกฏแห่งกรรม จึงบัญญัติผลการตัดสินพิพากษาให้เป็นไปตามกรรมและข้อบัญญัติที่กำหนดไว้
    ว่าจะไปรับบุญที่ชั้นไหนอย่างไร หรือชดใช้กรรมที่ชั้นไหนอย่างไรนานแค่ไหน

    คำถามสุดท้าย คือให้เรากล่าวหรือพูดอะไรก็ได้ อันจะเป็นประโยชน์แก่ตนเองในสิ่งที่ดีงามตามเหตุแห่งกรรมไม่ดีที่เราไม่เจตนาหรืออื่นๆอันเป็นสิ่งที่จะช่่วยให้เราหลุดพ้น หรือเหมือนคล้ายการต่อรอง แต่ทุกอย่างที่กล่าวนั้นต้องเป็นความสัจจริงเท่านั้น

    บทสรุปวรรคสุดท้ายนี้ ท่านพญายมราชจะพิจารณาด้วยตัวท่านแล้วจึงส่งจิตวิญญาณทั้งหลายไปรับใช้กรรมตามกรรมที่กำหนดและบทบัญญัติกรรมและโทษแห่งกรรมที่พึงได้รับ

    จึงเป็นอันเสร็จสิ้นกระบวนการตัดสินพิพากษา ครับสาธุ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 16 กุมภาพันธ์ 2017
  7. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    9,757
    กระทู้เรื่องเด่น:
    114
    ค่าพลัง:
    +24,723
    เรามิอาจรู้ได้ว่าเราจะไปแบบไหนหรือขาดสติ อาจตอบอะไรไม่ถูก เบลอๆ ตอนสวดมนต์เสร็จพี่เลยต่อด้วย"ถ้าลูกถึงกาละจะรู้สึกหรือไม่รู้สึกตัวก็ดีขอให้ท่านพระยายมได้โปรดรับทราบถึงบุญและสมาธิที่ลูกบําเพ็ญเพียรมาเพื่อนิพพานด้วยเถิด" จะได้ไหมคะ(กันไว้ก่อน)เพราะแค่ไปอยู่ต่อหน้าท่านก็"พูดไม่ออก บอกไม่ถูก เหมือนนํ้าท่วมจมูกหายใจไม่ออก ทําตากลับกลอกบอกไม่ได้"แล้วค่ะ
     
  8. เทพบุตรลั้ลลาลั้ลลั้ลลาาา

    เทพบุตรลั้ลลาลั้ลลั้ลลาาา เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    12 พฤศจิกายน 2014
    โพสต์:
    849
    ค่าพลัง:
    +1,886
    แสดงว่าเมื่อยู่ต่อหน้าท่านพยายมฯ จะมีลักษณะคล้ายออทิสติค(พิณาตามอาการป้าต้อย)
     
  9. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    9,757
    กระทู้เรื่องเด่น:
    114
    ค่าพลัง:
    +24,723
    ...........
    555มีลูกเพื่อนคนนึงเป็นนะคะ พวกนี้ฉลาดมากถ้าเขาบอกชื่อคนจะตามด้วยนามสกุลและบ้านเลขที่เสร็จเลย สมองเค้าคล้ายสายฟ้าแลบนะ เสียค่าฝึกเรียนแพงมากทํางานบ้านแบบไม่มีฝุ่นเกาะเลย
    "กันไว้ดีกว่าแก้ เพราะพอแย่แล้วจะแก้ไม่ทัน"o_O
     
  10. tjs

    tjs ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 เมษายน 2012
    โพสต์:
    2,880
    ค่าพลัง:
    +18,401
    ============


    การเกิดใหม่ของจิต หลังจากความตาย หรือการเปลี่ยนอัตภาพใหม่ของจิต ย่อมมีความเป็นไปที่แตกต่างกันตามแต่เหตุปัจจัย ปรุงแต่งให้ผล อันประกอบด้วย
    1มีวิปากกรรมนิมิต ปรุงแต่งจิต
    2มีกุศลนิมิต ปรุงแต่งจิต
    3มีอกุศลนิมิต ปรุงแต่งจิต
    4มีรูปนิมิต ปรุงแต่งจิต
    5มีเวทนานิมิต ปรุงแต่งจิต
    6มีสัญญานิมิตปรุงแต่งจิต
    7มีสังขารนิมิตปรุงแต่งจิต
    8มีวิญญาณนิมิตปรุงแต่งจิต
    9มีภวังคนิมิต ปรุงแต่งจิต
    10มีเจตสิกนิมิตปรุงแต่งจิต
    11มีรูปฌาณนิมิต ปรุงแต่งจิต
    12มีอรูปฌาณนิมิต ปรุงแต่งจิต
    13มีญาณนิมิต ปรุงแต่งจิต
    ทั้ง13ข้อยังมีข้อปลีกย่อยอีกมากมาย เป็นเหตุปัจจัยปรุงแต่งจิต

    จิตเกิดดับนับครั้งไม่ถ้วนในห้วงวินาทีสั้นๆ แม้กระนั้น จิตที่เกิดใหม่หลังความตาย ต่างมีการเคลื่อนไปดังนี้เป็นต้น
    1 ด้วยบุญย่อมเคลื่อนไปเสวยทิพยสมบัติวิมานเลยก็มี
    2 ด้วยบาป ย่อมเคลื่อนไปยังนรกภูมิรับกรรมเลยก็มี
    3 ด้วยบุญแต่มีกรรมตัดรอนย่อมไปยังสถานพิพากษาพญายมราชเพื่อชี้ชัด
    4 ด้วยบาปแต่กำลังของบาปยังไม่ให้ผลส่งจิตไปรับกรรม จึงต้องไปรอพิพากษาสำนักพญายมราชก็มี
    5 ด้วยบาป ย่อมไปสู่เดรัจฉานทันทีก็มี
    6 ด้วยบาปย่อมไปเกิดใหม่ในครรภ์มารดาเพื่อเกิดมาใช้กรรม มีร่างกายพิการไม่สมบูรณืตั้งแต่เกิดก็มี เป็นต้น
    7 ด้วยบาปไปกำเนิดเป็นทาสบริวารรับใช้ในนรกภูมิก็มี
    8 ด้วยบุญไปกำเนิดในครรภ์มาดารเพื่อเกิดใหม่ ที่สุขสบายเพรียบพร้อมเลยก็มี
    9 ด้วยวิปกรรมในอดีตให้ผล ส่งให้ไปได้ทุกที่ตามกรรมหรือกฏแห่งกรรมเป็นตัวกำหนด

    ดังนั้น การท่องไปของจิตวิญญาณหลังความตายจึงมีมากมายเหลือเกินที่พรรณา เราไม่สามารถชี้ชัดได้ ตามแต่เหตุปัจจัยส่งเสริมสนับสนุนให้เป็นครับ

    ผู้มีเจโตปริยญาณ และได้ญาณวิปากญาณ (ปรีชากำหนดรู้ผลแห่งกรรม) และ สัพพัตถคามินี ปฏิปทาญาณ (ปรีชากำหนดรู้ทางไปสู่ภูมิทั้งปวง) ย่อมรู้จุติจิตแห่งสัตว์และรู้อัตภาพของจิตแห่งสัตว์ที่เคลื่อนไปทั้งปวงครับสาธุ

    16865197_1261505010602675_1472908693838711260_n.jpg

    การอธิฐานให้ท่านยมราช ท่านยมบาลรับทราบรับรู้ก็เป็นวิธีหนึ่งที่ดีครับ เพื่อท่านจะได้รับรองความดีของเราครับกันพลาดได้อย่างแน่นอน และควรอุทิศให้ท่านไปด้วยเลยทุกครั้งเหมือนที่ผมทำครับ สาธุ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 21 กุมภาพันธ์ 2017
  11. tjs

    tjs ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 เมษายน 2012
    โพสต์:
    2,880
    ค่าพลัง:
    +18,401
    เมื่ออยู่ต่อหน้
    ======
    เมื่ออยู่ต่อหน้าท่านพญายมราช เหมือนมีมนต์สกดครับ เดชะตะบะท่านแก่กล้ามาก

    ส่วนใหญ่คนที่สั่งสมบุญไว้มากและมีการฝึกอบรมจิตของตนมาดี เตรียมตัวพร้อมแล้ว ส่วนใหญ่จะเลยไปที่ทิพยสมบัติืของตนทันีไม่ต้องมาพบท่านพญายมราชครับ

    อีกอย่างหนึ่งที่เป็นความจริงคือ คนที่มีบุญประกอบความดีมากมาย ถ้าท่านพญายมราชมาหรือยมฑูติมารับ เขาจะมาดีและอ่อนน้อมถ่อมตนให้เกียรติแก่กันครับ เป็นที่รับรู้กันครับ

    เรื่องการฝึกฝน มันเป็นเรื่องของการฝึกสมองอันแตกต่างจากการฝึกจิต จิตที่ฝึกมาดีย่อมมีอานุภาพมากมายกว่าสมองที่ฝึกมาดี ครับ ดังนั้นต้องฝึกทั้งสมองและจิตควบคู่ไปด้วยกันครับ
     
  12. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    9,757
    กระทู้เรื่องเด่น:
    114
    ค่าพลัง:
    +24,723
  13. tjs

    tjs ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 เมษายน 2012
    โพสต์:
    2,880
    ค่าพลัง:
    +18,401
    วิธีของผมในการแนะนำเผยแผ่ธรรมะมีอยู่ว่า
    =============
    ดวงแก้วแห่งโพธิญาณ ตราบสิ้นพุทธภูมิ
    บัวมีหลายเหล่า การสอนแนะนำจึงแตกต่างกัน จากง่ายไปสู่ยาก กลยุทธในการช่วยแนะนำเพื่อให้พ้นทุกข์จึงเป็นเรื่องจำเพาะบุคคล จำเพาะกาละเทสะ การสั่งสมบุญ อาศัยบุญเพื่อเรียกศรัทธาก็มี เพื่อหวังผลก็ย่อมทำได้คือหวังหรืตั้งหรือจบ แล้วทำ เพื่อความดีงาม และยอดแห่งบุญมีสติปัญญามากแล้วย่อมเป็นไปเพื่อนิพพานและช่วยเหลือสัตว์อื่น เกื้อกูลสัตว์อื่นด้วยเมตตาธรรม ดังนั้น ควรทำความเข้าใจอย่างมากให้กว้างขวางและลึกครับสาธุ

    การจบ หรือตั้งตั้งเจตนาแห่งบุญ นั้นทำได้ ไม่แปลกที่พระโสดาบันก็ดี พระอริยะบุคคลส่วนหนึ่งก็ดี มหาเทพ เทพพรหมส่วนหนึ่งก็ดี ล้วนตั้งปณิธาณในเจตนาแห่งบุญแล้วจึงทำจึงถวาย

    ธรรม คือแก่นแท้เสมือน แก่นไม้ แก่นไม้ ต้นไม้ดำรงตั้งมั่นอยู่ได้ แก่นเกิดมีมั่นคงได้เพราะอาศัยเปลือกและกะพี้หล่อเลี้ยง ฉันใด วิหารธรรม ย่อมหล่องเลี้ยงด้วย คุณธรรมความดี มีกุศลธรรมเป็นรากฐานเบื้องต้น ฉันนั้น

    สรรพสิ่งเกื้อหนุนกันเสมอ สิ่งที่ปล่อยวางคือสิ่งใด แล้วอริยะมรรคคือทางแห่งสัมมามีไว้เพื่อสิ่งใด

    สิ่งที่ควรเข้าถึงคือ การละปล่อยวางแล้วโดยชอบ โดยสัมมา นั่นเป็นอย่างไร ทำแบบไหน เข้าถึงได้อย่างไร

    อิทัปปัจยตา สอนเรื่องปฏิจจะสมุปบาท ที่หมุนเวียนเป็นกงล้อแห่งทุกข์ ทำให้เราเข้าใจ ทุกข์และสมุทัย ส่วนนิโรธ คือความดับ เราอาศัย อริยะมรรคเป็นหนทางหรือวิธีการดับ แต่การจะดับ มันแตกต่างกันที่จิตแต่ละดวงมีความหนักเบาของอาสวะกิเลสที่แตกต่างกัน นี่คือเป็นความละเอียดอ่อนและความยากและท้าทายของผู้แนะนำ ที่ต้องรอบรู้ฉลาดมากพอ มันเป็นเรื่องของการสั่งสมบารมีด้านการเป็นบรมครูที่ต้องสั่งสม

    สรุปได้ว่า การสอนหรือเผยแผ่ธรรมมะ นั้นจงเอาเยี่ยงพระพุทธองค์คือ เราไม่ได้เผยแผ่ธรรมะตามใจเราที่เราอยากสอน แต่เราสอนธรรมตามใจผู้ฟัง ผู้ฟังขาดสิ่งใดเราต้องให้สิ่งนั้น เราสอนเขาเพื่อช่วยเขาให้เขาพ้นทุกข์ ก็ย่อมต้องทำเพื่อเขาไม่ใช่สนองความอยากของตัวเราที่อยากจะเอาอะไรให้เขาไม่ได้ ดังนั้น จึงตระหนักเสมอว่า เขาอยากได้อะไร เขาขาดอะไร เราจึงควรมอบและเติมเต็มให้เขา นี่คือเมตตาแห่งพุทธองค์ เพื่อโปรดสรรพสัตว์ดโดยแท้จริง

    ก่อนที่เราจะปล่อยวาง เราก็ต้องถือให้เป็นเมื่อถือได้แล้วทำเป็นแล้ว เราย่อมปล่อยวางได้เป็น

    ที่ต้องถือนั่นคือถือคุณธรรม เรายึดถือเพื่อปล่อยวาง เราจะข้ามทะเลทุกข์ เราต้องยึดถือคือเรือและไม้พาย เพื่อใช้ข้ามฝั่ง เมื่อเราถึงฝั่ง เราขึ้นฝั่งโดยไม่สนใจเรือและไม้พาย

    ถ้าเรายังสนใจยึดติดอยู่กับเรือและไม้พายเราก็ขึ้นฝั่งไม่ได้




    เมื่อเราเห็นความจริง จิตย่อมยอมรับความจริง การยอมรับนับถือความจริงจึงเป้นเหตุแห่งการปล่อยวางในที่สุด ครับ สาธุ
     
  14. tjs

    tjs ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 เมษายน 2012
    โพสต์:
    2,880
    ค่าพลัง:
    +18,401
    คนที่จะหมดกรรมต่อกันเป็นอย่างไร

    ขออธิบายว่า คนที่จะหมดกรรมต่อกันเป็นอย่างนี้คือ
    1 เขาทั้งสองได้ชดใช้กรรม ร่วมกันทั้งเก่าและใหม่จนหมดสิ้นไม่มีเหลือติดค้างใดๆ
    2 เขาทั้งสองไม่มีกรรมส่วนใดที่เกี่ยวข้องกันอีก จึงเหมือน อยู่คนละโลกกันคือจะไม่มีความเกี่ยวข้องกันอีกทุกกรณี
    3 เขาทั้งสองจะขาดสิ้นจากกันแม้สัญญา คือความจดจำก็ค่อยๆเลือนหายหมดไป ไม่นึกคิดถึงกันอีก หรือแม้นึกคิดถึงกันก็น้อยและจะวางลงไปทันทีไม่มีความปรุงแต่งใดๆเกิดต่อไปเพราะหมดสิ้นแล้วในกรรมที่ผูกพันธ์ร่วมกันมา
    4 เขาทั้งสอง จะหมดสิ้นความรู้สึกทุกอย่างที่เคยร่วมผูกพันธืกันมา จไม่เหลือความรู้สึกใดๆตกค้างในจิตใจ
    5 เขาทั้งสอง จะเสมือน คนที่ไม่เคยรู้จักหรือไม่เคยพบกันมาก่อน คือเลือนหายไปจากจิตไปเลยด้วยกาลเวลาจะลบคนเหล่านี้ออกไปหมดสิ้นจนลืมไปว่าเคยรู้จักหรือเคยพบปะคบหากันมาก่อนครับ

    เป็นความจริงว่า กรรมเป็นเครื่องกำหนด ของการตั้งอยู่และดับไปสิ้นไปแห่งกรรม เมื่อใดที่ยังไม่หมดสิ้นกรรมต่อกัน ย่อมต้องเกี่ยวพันธ์ ข้องเกี่ยวกันไม่จบสิ้น แต่เมื่อใดที่หมดสิ้นกรรมต่อกัน ย่อมขาดจากกันอย่างสิ้นเชิง

    นี่คืออัตภาพแห่งชาติปัจจุบันนี้ ส่วนอัตภาพใหม่ในชาติหน้าภพหน้า อันนี้ยังตอบไม่ได้ว่าจะมีกรรมเสวยวิบากให้ผล ในเวลานั้นอย่างไร ครับ

    สาธุครับ
     
  15. tjs

    tjs ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 เมษายน 2012
    โพสต์:
    2,880
    ค่าพลัง:
    +18,401
    ความเชื่อที่ว่า เมื่อความตายมาเยือน การมีสติ ถึงพร้อมในกุศล ขณะดับจิต ย่อมส่งผลให้จิตเปลี่ยนอัตภาพไปสู่สวรรค์สุขคติภพ


    ================

    เป็นความเชื่อที่จริงและถูกต้อง แต่ทว่า แท้จริงแล้ว เป็นสิ่งที่ทำได้ยากอย่างยิ่ง การที่จิตจะรวมสติ ในขณะเสี้ยววินาทีแห่งความตาย มันทำได้ยากมา เพราะอาศัยปัจจัยคือ
    1 ถ้ามีวิบากกรรมเก่าในชาติก่อนให้ผลที่ไม่ดีก็จะตกไปสู่ที่ต่ำทันที
    2 ถ้าในอดีตของชาติปัจจุบันทำกรรมไม่ดีไว้มากและฝังอยู่ในจิตเกิดเป็นจิตใต้สำนึกกรรมไม่ดี จิตก็จะตกสู่ที่ต่ำทันที
    3 ถ้าวิบากกรรมคือผลแห่งกรรมไม่ดี สั่งสมไว้มาก วิบากกรรมไม่ดีย่อมให้ผลทันที จิตย่อมตกไปสู่ที่ต่ำทันที
    4 ถ้าไม่มีกรรมใดๆมาตัดรอนหรือให้ผล แต่จะเกิดสภาวะคือ กายและจิตที่กลัวความตาย กลัวการสูญเสีย
    ความไม่อยากตาย อวิชาทั้งหลายที่เกิดในขณะจิตขณะนั้น ย่อมดึงจิตไปสู่ที่ต่ำทันที
    5 เวทนาทางกายทั้งหลายขณะดับจิต ย่อมดึงจิตไปสู่ที่ต่ำทันที
    6 ความยึดมั่นในรูปและนามทางโลกย่อมดึงจิตให้ติดอยู่ในรุปและนามกามภพเหล่านั้นทันที
    7 ความยึดมั่นในอัตตาทิฏฐิของตน ย่อมดึงจิตให้ติดอยู่ในอัตภาพนั้นไม่สามารถไปไหนได้ก็มี
    8 ความไม่มีปัญญาและอวิชาครอบงำ ขณะดับจิต ย่อมยึดมั่นจิตไว้ให้ติดอยู่ในอัตภาพนั้นทันทีไม่สามารถไปสู่สุขคตืภพได้
    9 อื่นๆอันไม่ดีไม่งามทั้งรูปและนามประกอบปรุงแต่งจิต ยึดมั่นจิต ไว้ ย่อมติดอยู่ ไปไหนไม่ได้

    ดังนั้น การที่ท่านทั้งหลายจะมีสติ แล้วจะได้ไปสุขคติภพแล้วไปสวรรค์สมบัติ นั้น มันเป็นของยาก ไม่ง่าย ท่านต้องทำลายปัจจัยทั้ง9ข้อนี้ลงไป ให้หมด นั้นคือการที่ท่านต้อง ฝึกอบรมจิตให้มาก ท่านต้องฝึกตายให้เป็น ให้จิตมันยอมรับความตายทืี่ธรรมดานี้ให้ได้ ต้องฝึกอบรมรับรู้สู้่กับเวทนาทั้งปวง ว่าเวทนานี้หนอธรรมดาเป็นอย่างนี้ ฝึกอบรมให้มีสติปัญญา ถึงพร้อมในรูปนามรู้แจ้งในธรรมดาแห่งรูปนาม เครื่องปรุงแต่ง ทั้งหยาบ ปานกลางและละเอียด

    เพื่อท่านฝึกอบรมมามากพอฝึกมาดีแล้ว มีเสาหลักปักแน่นหนามั่นคงแล้ว และท่านได้ละบาป ตัดมันทิ้งไปแล้ว หมั่นสั่งสมความดี ปัจจัยศรัตรูที่จะมาปิดกั้นทางสวรรค์ลดน้อยลงแล้ว ที่เหลือมันก็ง่ายขึ้น ดังนั้น การดึงสติในขณะดับจิต ย่อมทำได้ง่ายขึ้น ท่านใดที่ฝึกอบรมมามากจนจิตทรงฌ เกาะความดีเกาะพระเป็นวสี ย่อมเชื่อมั่นได้ว่า จิตท่านไปสู่สุขคติแน่นอนครับ สาธุ
     
  16. tjs

    tjs ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 เมษายน 2012
    โพสต์:
    2,880
    ค่าพลัง:
    +18,401
    นิพพิทา ความเบื่อหน่าย

    เป็นสภาพอย่างหนึ่งที่เกิดแก่จิต ได้เสมอ ตามสภาพแวดล้อมปรุงแต่งให้ปรากฏ

    ความเบื่อหน่าย เกิดได้จากหลายสาเหตุ อันได้แก่ ความเหนื่อยหน่ายกับสิ่งต่างๆ ความชินชาเคยชิน
    ความไม่ได้ดังปราถนา ความรู้สึกเดิมๆที่เกิดซ้ำๆ ความรู้แจ้งในสภาวะต่างๆก็ทำให้เกิดความเบื่อหน่ายได้

    ผลแห่งความเบื่อหน่าย ย่อมส่งผลให้จิตด้านบวกและด้านลบ
    ด้านบวก ความเบื่อหน่าย ก่อให้เกิดความปล่อยวางละวางลงได้
    ด้านลบ ก่อให้เกิด ความท้อถอย ขาดความเพียรพยายาม หดหู่ ปิดกั้นสติปัญญาทางธรรม

    นิพพิทา จึงเป็นสภาวะหนึ่งที่ควรมีสติระลึกรู้ให้มาก เพราะอาจก่อให้เกิดผลด้านลบ ย่อมนำมาซึ่งทุกข์และปิดกั้นสติปัญญาในธรรม ดังนั้น ควรไม่ประมาท เมื่อใดที่เกิดนิพพิทาขึ้น ให้รู้เท่าทัน และวางกำลังใจของตน
    ให้ดีให้ถูกต้อง เพื่อควคุมการฝึกอบรมขัดเกลาสภาวะนี้ให้ดี นะครับ สาธุ
     
  17. tjs

    tjs ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 เมษายน 2012
    โพสต์:
    2,880
    ค่าพลัง:
    +18,401
    สิ่งที่อดทนได้ยากคือ การที่เราถูกคนอื่นดูถูกเหยียดหยามในความดีที่เราตั้งใจทำ

    มันเป็นเหมือนอัตตาที่เราสร้างมันขึ้นมาโดยไม่รู้คืออวิชาครอบงำ เพราะเรายึดมั่นในความดีที่ตนทำว่า

    เราได้ทำดีแล้ว เมื่อใครมากระแทกหรือกล่าวดูถูกความดีของเรา เราส่วนมากย่อมไม่พอใจเพราะมันไม่เป็นความจริง จึงเกิดความขุ่นเคืองใจ ไม่ยอมรับอย่างสิ้นเชิง กลายเป็นความทุกข์และไม่พอใจ ผูฝึกฝนมาดีย่อมมีสติรู้เท่าทันใจตนระงับปล่อยวางจำแนกแยกแยะได้

    อารมณ์ที่ตามไม่ทันขุ่นมัว หรือร้อนเป็นไฟ จึงไม่ควรเกิด จงอย่ายึดมั่นในความดีที่ตนทำ จงสักแต่ว่าทำเพราะทำแล้วผลที่ได้รับจักเกิดผลดี ก็เท่านั้น หากมันไม่ดีก็เรื่องของมันเพราะเราทำหน้าที่อย่างดีที่สุดแล้ว

    จงปล่อยวางในความดีและผลของความดีที่ให้ผลจะดีหรือไม่ดีก็ตาม
    อัตตาแห่งตนแท้จริงไม่มีอะไรเป็นของเรา หากแต่เมื่อใดที่เรายังยึดมั่นในสิ่งเหล่านี้ เราย่อมต้องติดบ่วงในความดีที่กลายเป็นอัตตาของตนที่ใครมาตำหนิไม่ได้

    เมื่อปล่อยวางได้มีสติปัญญารู้เท่าทันในอัตตาแห่งตน ก็ให้ปล่อยวางเสีย เมื่อนั้น ใครจะดูถูกดูผิดดูแคลน
    อย่างไรก็ไร้ผล จิตย่อมว่างสงบสะอาดบรมสุขเสมอ เพราะเราได้หลุดพ้นจากอวิชาตัวนี้ได้แล้วนั่นเอง

    เพราะแท้จริงแล้ว คำพูดของคนอื่นมันก็เป็นเรื่องของ กาย วาจา ใจของคนอื่นไม่ใช่เรา แล้วเราจะรับเอา เข้ามาทำไม

    ของหนักภายในกายใจเราก็มีอยู่มากแล้ว จึงไม่ควรรับจากภายนอกเข้ามาอีก ควรตระหนักให้มากเฉพาะกายใจของเราก้พอ เพราะสุขทุกข์มันอยู่ที่กายใจของเราเท่านั้น ปล่อยวางกายใจของเราเสีย ทำลายอัตตาของตนเสียเมื่อนั้นย่อมบรมสุขครับ สาธุครับ
     
  18. tjs

    tjs ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 เมษายน 2012
    โพสต์:
    2,880
    ค่าพลัง:
    +18,401
    ชีวิต คนเรา เหมือนคลื่นลมทะเล มีขึ้นมีลง
    1 บางครั้งคลื่นก็โหมแรง บังคับอะไรไม่ได้เลย เหมือนต้องกลายเป็นคนพิการ ได้แต่ตั้งรับ หากเป็นเช่นนี้ให้ ปล่อยวาง ทำจิตให้อยู่ในสติ สมาธิ ศีล ภาวนา จิตเกาะบุญไว้เกาะพระไว้จะดีที่สุด

    2 ไม่แรงมาก พอประคับประคองไปได้ ให้ไม่ประมาท ทำบุญทาน ร่วมด้วยไปเรื่อยๆ เดี่ยวไม่นานก็พ้นกรรม

    3 คลื่นราบเรียบสงบดี อย่างนี้สบายจะล่องไปให้ถึงฝั่งโดยเร็ว

    4 คลื่นราบเรียบแต่ใต้น้ำมีคลื่อนไหลแรงเชี่ยวมาก อันนี้คือผลบุญให้ผลแต่ผลกรรมกำลังตามมาติดๆรอให้ผลในเวลาอันใกล้ กรณีนี้จงไม่ประมาทหมั่นทำความดีละบาป หมั่นทำทาน ศีล สวดมนต์ภาวนาเตรียมตัวเรรับและผ่านไปให้ได้

    ที่สุดแล้วกรรมเป็นอจินไตย ยากยิ่งที่ปุถุชนจะเข้าใจและล่วงรู้ แม้จะร่วงรู้ได้แต่ก็แก้ไขได้ยาก แต่ก็ต้องแก้ไข
    ดังนั้น จงไม่ประมาท ทำแต่ความดีละบาป ตั้งมั่นในการสั่งสมความดี ย่อมผ่านพ้นอุปสรรคและประสพผลสำเร็จ มีความสุขในชีวิตในที่สุดครับ สาธุ
     
  19. tjs

    tjs ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 เมษายน 2012
    โพสต์:
    2,880
    ค่าพลัง:
    +18,401
    ผมเชื่อว่า หลักศาสนา ทุกศาสนา เป็นปรัชญาชั้นสูง ความรู้ทางวิชาการทางวิทยาศาสตร์เป็นเพียงความรู้ที่ฉาบทาคือเปลือกและกะพี้ มิใช่แก่นแท้แห่งปัญญา หรือความรู้ที่ยิ่งกว่า

    แต่แก่นไม้เกิดขึ้นมีอยู่ได้ก็เพราะอาศัยมีเปลือกและกะพี้

    ดังนั้น ความรู้ใดๆในโลกถือว่าล้วนมีค่า มีความสำคัญทั้งนัั้น และที่สำคัญที่สุด คือแก่นแท้แห่งความรู้ คือแกนไม้อันหมายถึงปัญญา
    คือหัวใจที่เราต้องเข้าถึงมันจริงๆให้ได้

    เพราะเมื่อใดที่เรายังเข้าถึงแก่นแท้แห่งปัญญาไม่ได้ เมื่อนั้น เราก็เป็นคนโง่คนหนึ่ง ที่แยกไม่ออกระหว่างความดีหรือไม่ดี ความชอบหรือไม่ชอบ ความมีประโยชน์หรือความมีโทษ

    เพราะอวิชามารในจิตเราที่เราต้องรู้เท่าทันและทำลายมันให้หมดกำลัง หมดฤทธิ์ที่ จะมาครอบงำนำพาเราให้เดินทางผิดสร้างกรรมไม่ดี ที่ไม่ควรทำ กลายเป็นคนที่โง่คือพ่ายแพ้ต่ออำนาจของกิเลสมารในใจตน

    ขอจงเป็นผู้ไม่ประมาทในตนเอง คนอื่นเขาจะเป็นอย่างไรก็ช่างเขา มันตัวเขาใจเขา เราบังคับไม่ได้

    แต่กายใจของเรา เราต้องฝึกฝนอบรมให้ดีขึ้นให้ได้ เพราะผลสุดท้าย ความดีที่เราทำเราสร้างมันให้ผลที่ดีงามเสมออย่างแท้จริง

    และยังมีความจริงอย่างหนึ่งคือ สัตว์จำพวกหนึ่ง แม้จะรอบรู้ฉลาดมากแต่ก็ยังเลือกทำชั่ว เพราะอวิชามีอำนาจมากมายมาก จนเขาเหล่านั้นมองข้ามความดีหรือปัญญาชั้นสูงไป เพราะสุดท้ายแล้วคืออาศัยกรรมวิบากที่ตามให้ผลประกอบจึงไม่สามารถเปลี่ยนแปลงความเชื่อความคิดของเขาเหล่านั้นได้ครับ สาธุครับ

    เมื่อเป็นเช่นนี้ คือให้ปล่อยวาง วางใจเราลงเสีย ก็เท่านั้เองครับ
     
  20. tjs

    tjs ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 เมษายน 2012
    โพสต์:
    2,880
    ค่าพลัง:
    +18,401
    ปกติปีใหม่ทุกปีที่ผ่านมา 3ปีแล้ว ผมจะทำบุญสร้างพระถวายวัด ขนาดหน้าตัก19-25นิ้ว ทุกปี แต่ปีนี้ปีที่4 ช่วงปีใหม่ติดภาระกิจมากจึงยังไม่ได้จัดทำและไม่ได้บอกกล่าวใครเพื่อร่วมบุญเพราะเกรงใจ จนเพื่อนๆตำหนิมาว่าควรให้เพื่อนๆทราบด้วย จะได้ร่วมอนุโมทนาหรือร่วมทำบุญสร้างพระร่วมกันครับ

    ดังนั้น โอกาสนี้ผมจึงขอบอกบุญทุกท่านครับ โดยพระที่จะถวายวัดคือ พระพุทธชินราช หน้าตัก19/20นิ้ว ฐานพระกว้างประมาณ 39นิ้ว ผมได้ตกลงกับทางร้านพระเรียบร้อยแล้ว โดยได้จองพระและจะไปรับพระในช่วงสงกรานต์นี้ เพื่อถวายวัดต่อไปครับ จึงขอบอกบุญและร่วมอนุโมทนามา ณ ที่นี้ด้วยครับ

    ปล อานิสงค์ของการสร้างพระหรือถวายพระพุทธรูป มีอานิสงค์มาก ทั้งด้านบุญบารมี ด้านเดชะตบะ ด้านความเจริญรุ่งเรืองก้าวหน้าทั้งทางโลกและทางธรรม ด้านแคล้วคลาดปลอดภัยจากภัยอันตรายทั้งปวง เงินทองงอกงามไม่ขัดสนร่ำรวยมั่งมี ลาภยศตำแหน่งเจริญก้าวหน้า มีชื่อเสียงเป็นที่รักและเมตตา

    ตลอดจน เป็นบุญกุศลที่เมื่ออุทิศให้จิตที่ทุกข์ยากจะ มีอานิงค์มาก ช่วยให้เขาหลุดพ้นทุกข์ได้ทันทีหรือจิตที่ต้องการไปเกิดใหม่ ย่อมได้ไปสู่อัตภาพใหม่ภพใหม่ทันที

    มีโอกาสจึงขอแนะนำว่าควรทำบุญสร้างพระบ้างในชีวิตหนึ่งที่เกิดมา จะเป็นมหากุศลครับ ยังผลในชาตินี้และชาติข้างหน้ามีอานิสงค์เอนกอนันต์คือ จะได้เกิดเป็นพระราชาหรือเจ้าเมืองเป็นนายคนมีบารมีพระคุ้มครองอย่างน้อย 7ชาติครับ สาธุ

    สามารถร่วมทำบุญได้ที่ บัญชี นาย ทิตย์พิชัย จิตรามาศ ธนาคาร กรุงเทพ แบบออมทรัพย์ สาขาสุวินทวงค์ หมายเลขบัญชีคือ 386-802732-1 ครับ สาธุ
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    แก้ไขครั้งล่าสุด: 6 เมษายน 2017
  21. tjs

    tjs ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 เมษายน 2012
    โพสต์:
    2,880
    ค่าพลัง:
    +18,401
    ขอบคุณทุกๆท่านมากครับที่ทะยอยร่วมบุญสร้างพระพุทธชินราช

    พรุ่งนี้ผมจะแจ้งความคืบหน้าอีกทีครับ สาธุ
     

แชร์หน้านี้

Loading...