เรื่องเด่น เล่าขานตำนานไสยเวทย์ไทย ตอน ขวานครูพิษณุกัณฑ์ เทพอาวุธปราบมาร สิ่งชั่วร้าย

ในห้อง 'ประสบการณ์ เรื่องเล่า' ตั้งกระทู้โดย joni_buddhist, 18 พฤษภาคม 2017.

  1. joni_buddhist

    joni_buddhist จงเตือนตนด้วยตน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 กันยายน 2005
    โพสต์:
    13,066
    กระทู้เรื่องเด่น:
    146
    ค่าพลัง:
    +62,720
    เล่าขานตำนานไสยเวทย์ไทย ตอน ขวานครูพิษณุกัณฑ์ เทพอาวุธปราบมาร สิ่งชั่วร้าย ลมเพลมพัด อาถรรพ์ต่างๆ
    18555834_10213084954348192_7748170804703728503_n.jpg
    ขวานครูพิษณุกัณฑ์…มีคติการสร้างจากเทวบรมครู...เป็นขวานพระเวทย์ของบรมครูทั่วทั้งฟากฟ้าจักรวาล..ไว้ต้านปราบมารมีอำนาจดุจขวานของปรศุราม...มีประโยชน์มาก พกติดตัวแทนมีดหมอเพราะเป็นของกายสิทธิ์ ใช้ไล่ผี แก้อาถรรพ์ ทางสามแพร่ง ถนนชน ตึกสูง ฮวงจุ้ยได้ทุกอย่างโดยเอา คนขวานชนกับสิ่งไม่ดีนั้นๆใช้ทำน้ำมนต์รักษาโรค กดที่บวม แก้โรคที่รักษาไม่หายโรคเวรกรรม โดยเอาคมขวานแกว่ง ที่น้ำยาต้มยาสมุนไพรก็ได้ เดินทางไกล ป้องกันตัว ผีป่า เจ้าที่เล่นงาให้เอาขวานนี้ซุกไว้ใต้หมอนก่อนนอนก็ได้ บันดาลให้เกิดโชคลาภ บันดาลให้เกิดความเป็นสิริมงคลตามอิทธิฤทธิ์ของเทพส่งผลดีต่อดวงเมืองของประเทศไทย และส่งผลดีต่อประชาชนผู้ประกอบการดี เกื้อกูลอุดหนุนให้มีอำนาจ มีบารมี สมบูรณ์พูนผล ทวีลาภ เป็นมหานิยม ป้องกันโรคภัย คุณไสย จะเป็นผู้โชคดี ร่ำรวยเป็นเศรษฐี...

    ปัจจุบันมีพระคณาจารย์ที่นามว่าพ่อท่าเว๊าะห์ท่านเป็นผู้สืบทอดวิชา ทำขวานครูพิษณุกันฑ์ขวานที่ท่านสร้างมีหลายรุ่นและมีหลายแบบ เช่น แบบช่อสูง 30cm,แบบเดี่ยวใหญ่ยาวประมาณ 14cmแบบเดี่ยวเล็กยาวประมาณ 7cm เป็นเนื้อทองเหลือง หล่อแบบโบราณแล้วเอามาจารอักขระหัวใจคาถาสืบเนื่องมาจาก พ่อท่านเวาะเป็นคนชอบในงานก่อสร้างโดยเฉพาะงานไม้ ท่านจึงมีขวานเหน็บเอวอยู่เกือบจะตลอดเวลาสมัยท่านยังหนุ่มๆ เมื่อยามออกพรรษา ท่านจะนำพาลูกศิษย์เดินธุดงค์จากนราธิวาสไปเชียงใหม่บ้าง พิษณุโลกบ้าง เป็นเวลาหลายปี เมื่อท่านเจอเหล็กยอดเจดีย์เก่าที่หักลงมา ท่านก็จะเก็บสะสมไว้ เมือกลับมาวัดท่านก็จะไปโรงตีเหล็ก ทำการตีเหล็กเป็นรูปขวานด้วยตนเอง ซึ่งมีหลายขนาด แล้วใช้ไม้รักแดงบ้าง ดำบ้าง มาทำด้าม ซึ่งท่านทำเองทุกขั้นตอน เหตุที่ใช้ชื่อนี้ พิษณุ คิอชื่อหนึ่งของพระวิษณุหรือพระนารายณ์ ซึ่งเป็นเทพผู้ยิ่งใหญ่ในจักรวาล คอยคุ้มครองดูแลโลก กัณห์ มาจาก หัวใจโจร ท่านบอกว่า โจร เป็นผู้ทำลายล้าง การใช้หัวใจโจรจึงเป็นการใช้เกลือจิ้มเกลือ หนามยอกเอาหนามบ่ง ให้โจรทำลายล้างสิ่งไม่ดีต่างๆให้หมดไป ที่ด้ามขวานท่านจะเขียนหรือจารไว้ด้วยมงคลคาถาหัวใจอาวุธและมงคลฉายา..ถิรสัทโธ
    ดังนั้นจุดประสงค์หลักของการสร้างก็คือ ใช้เป็นอาวุธทำลายล้างสิ่งไม่ดี ล้างเสนียดจัญไร ป้องกันอันตรายจากสิ่งที่เรามองไม่เห็น และเพื่อความเจริญรุ่งเรือง ความเป็นใหญ่ ของผู้ที่ได้นำไปใช้หรือพกติดตัว..วัตถุมงคลที่ท่านสร้างส่วนใหญ่จะสร้างไม่มาก และไม่มีการประชาสัมพันธ์...เฉพาะบทความนี้จึงได้รับฉันทานุมัติเป็นกรณีพิเศษสุดครับ เครื่องรางขวานถือเป็นอาวุธที่ทรงแสนยานุภาพเพื่อทำลายล้างสิ่งชั่วร้าย ปีศาจ และความทุกข์ทั้งปวง เชื่อกันว่าหากมีขวานติดตัวไป ณ ที่ใด จะไม่มีความชั่วร้ายใดๆ สามารถเข้ามากล้ำกลายได้ สิ่งชั่วร้ายจะโดนทำลายจนหมดสิ้น เป็นหนึ่งในเครื่องรางและสิ่งศักดิ์สิทธิเป็นสัญลักษณ์แห่งพลังอันสูงสุดใน ศาสนาพุทธันตระ(มหายาน) เป็นพลังงานที่ทรงแสนยากรอันทรงพลานุภาพ สามารถป้องกันภยันตรายทั้งปวง แคล้วคลาด ปลอดภัย ป้องกันคุณไสยมนต์ดำ

    ประวัติพ่อท่านเว๊าะห์ มีดังนี้
    พ่อหลวงเวาะห์...โต๊ะกือป๊ะ
    อหิงสกะอาศรม ท้ายวัดตุยง อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี
    ......โดย ศุภักษร ลอยสุวรรณ์
    เมืองงามสามวัฒนธรรม ศูนย์ฮาลาลเลิศล้ำ ชนน้อมนำศรัทธา ถิ่นธรรมชาติงามตา ปัตตานีสันติสุขแดนใต้" ปัตตานีเป็นหนึ่งในห้าจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่มีความเป็นมาและมีความสำคัญจังหวัดหนึ่งในภาคใต้ ตั้งอยู่ริมฝั่งทะเลตะวันออกของภาคใต้สุด ติดกับทะเลจีนใต้หรืออ่าวไทยมีอาณาเขตติดต่อกับจังหวัดสงขลายะลาและนราธิวาส จากหลักฐานทางโบราณคดีและโบราณวัตถุที่พบมีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 12-13 ได้แสดงให้เห็นความเจริญรุ่งเรืองในอดีตของเมืองปัตตานีที่ชาวพื้นเมืองเรียกว่า"ลังกาสุกะ"โดยยังมีร่องรอยของเมืองโบราณขนาด ใหญ่ที่บริเวณอำเภอยะรัง ซึ่งได้รับการขุดแต่งและอนุรักษ์ไว้ เป็นซากอาคารศาสนสถานที่แสดงว่าชุมชนแห่งนี้มีความเจริญทางวัฒนธรรมสูงมาแล้วในอดีต นักวิชาการทางประวัติศาสตร์เชื่อว่าปัตตานีในอดีตเป็นที่แวะพักจอดเรือเพื่อแลกเปลี่ยนซื้อขายสินค้า ระหว่างพ่อค้าชาวอินเดียทางตะวันตกกับพ่อค้าชาวจีนทางตะวันออกและชนพื้นเมืองบนแผ่นดินและตามหมู่เกาะใกล้เคียงต่างๆเมืองปัตตานีในอดีตจึงมีประวัติความเป็นมาอันยาวนาน....ที่นี่คือ..เมืองงามสามวัฒนธรรมที่ผสานความต่างให้เกิดความสวยงามในการอยู่ร่วมกันได้อย่างลงตัว วัดช้างให้ศาสนสถานที่เป็นที่พึ่งหลักชัยให้พุทธศาสนิกชน มัสยิดกรือเซะศูนย์รวมใจของผองพี่น้องมุสลิม ตลอดถึงศาลเจ้าเล่งจูเกียง(เจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว) ศาลเจ้าเก่าแก่คู่เมือง ที่เป็นหลักชัยของพี่น้องชาวไทยเชื้อสายจีน เอ่ยถึงปัตตานีผู้นิยมชมชอบขลัง ทุกลมหายใจต่างระลึกถึงมหาบารมีหลวงพ่อทวด วัดช้างให้ สุดยอดพระนิรันตรายสยามที่พุทธศาสนิกชนต่างใฝ่ฝันสักครั้งขอไปกราบสักการะบูชาท่านสักครั้งที่วัดช้างให้...
    สังคมพหุวัฒนธรรม อันเป็นพื้นที่ซึ่งมีการอยู่ร่วมกันของผู้คนต่างศาสนา และต่างวัฒนธรรม อันมีหลักฐานเชิงสัญลักษณ์ปรากฏให้เห็นมากมาย ไม่ว่าจะเป็นศาสนสถาน หรือชุมชนบางหมู่บ้านที่ชาวพุทธและมุสลิมยังคงพึ่งพาอาศัยกันดุจพี่น้อง ตั้งแต่ครั้งบรรพกาลจวบจนปัจจุบัน เฉกเช่นเรื่องราวของ “พระอาจารย์เรวัตร ถิรสัทโธ”อายุกว่าห้าสิบปี หรือที่ชาวบ้านไทยพุทธ-มุสลิมเรียกกันติดปากว่า "พ่อหลวงเวาะห์"
    “นายเรวัตร เชาว์ทอง”เป็นชื่อและสกุลเดิมของพ่อหลวงเวาะห์ ซึ่งพื้นเพเดิมเป็นชาว อ.ตากใบ จ.นราธิวาส และได้เดินเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์มาแล้วเป็นเวลากว่า 30 ปี โดยปูมหลังของชีวิตมีบรรพบุรุษนับถือศาสนาอิสลาม กระทั่งมาถึงรุ่นของโยมพ่อซึ่งเป็นชาวพุทธ ส่วนโยมแม่เป็นชาวมุสลิม เป็นคนที่มีนิสัยรักเพื่อน เลือดร้อน มุทะลุ และชอบช่วยเหลือคนตกทุกข์ได้ยาก ไม่ว่าเห็นใครลำบาก จะต้องเสนอตัวเข้าไปช่วยเหลืออยู่เสมอ จนบางครั้งต้องมีเรื่องราวทะเลาะเบาะแว้งไปทั่ว เพราะนิสัยที่ไม่ยอมเห็นคนถูกรังแกนั่นเอง
    เมื่อครั้งเป็นวัยรุ่น มีเพื่อนทั้งไทยพุทธและมุสลิม ชอบเฮฮาตามประสาคนวัยคะนอง กระทั่งเรียนหนังสือจบจากวิทยาลัยเกษตรกรรมนราธิวาส เพื่อนฝูงรุ่นราวคราวเดียวกันได้เดินทางไปศึกษาต่อในระดับสูง แต่ชีวิตของ “เรวัตร เชาว์ทอง”ยังคงโลดโผนโจนทะยานในเมืองนราธิวาส กระทั่งเริ่มรู้สึกอยากหาหนทางยุติความรุ่มร้อน เพื่อสงบจิตสงบใจ โดยได้เข้าพิธีอุปสมบทเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2525 ที่วัดธารากร (บางน้อย) ต.ธารากร อ.ตากใบ จ.นราธิวาส โดยมี พระครูสุนทรธรรมานุรักษ์ เป็นพระอุปัชฌาย์
    ท่านเวาะห์ศึกษาธรรมที่วัดแห่งนี้เป็นเวลา 2 ปีเต็ม ก่อนจะมาจำพรรษาที่วัดพิกุลทอง ต.กะลุวอเหนือ อ.เมือง จ.นราธิวาส เป็นเวลา 17 ปี จากนั้นจึงได้เดินทางออกธุดงค์ไปตามป่าเขาลำเนาไพร ทั่วประเทศ อีกทั้งยังมีโอกาสไปศึกษาความรู้ต่างๆ กับ หลวงพ่อคง สุวณฺโณ วัดวังสรรพรส ต.บ่อ อ.ขลุง จ.จันทบุรี ก่อนจะเดินทางกลับมายังจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยจำพรรษาที่วัดสถิตชลธาร อ.หนองจิก จ.ปัตตานี ....ปัจจุบันจำพรรษาที่กุฏิซึ่งอยู่ในบริเวณที่ดินท้ายวัดมุจลินทวาปีวิหาร..หรือที่เรียกกันว่า..วัดตุยง อ.หนองจิก จ.ปัตตานี
    “เดิมเราเป็นคนมีฐานะ พ่อแม่ทำธุรกิจค้าผ้า แถมมีทรัพย์สินที่บรรพบุรุษรุ่นทวดสร้างทิ้งไว้ให้ ไม่สนใจความสุขที่แท้จริง ได้แต่โลดโผนไปวันๆ กระทั่งวันหนึ่งอยากหยุดและละวางทุกสิ่งขึ้นมาเฉยๆ จึงตัดสินใจศึกษาธรรมในเส้นทางของพระภิกษุสงฆ์ เพื่อหาหนทางดับทุกข์ให้กับตัวเอง”พ่อหลวงเวาห์ะกล่าวแม้จะเป็นคนที่มีรากฐานครอบครัวเป็นชาวมุสลิม ก่อนจะเข้าสู่เส้นทางพุทธศาสนา
    แต่บัดนี้ “พ่อหลวงเวาะห์”ยังคงมีปฏิสัมพันธ์กับพี่น้องมุสลิมมาตลอด โดยไม่ได้รับเพียงกิจนิมนต์ของญาติโยมชาวพุทธเท่านั้น แต่งานบุญ งานแต่ง งานขึ้นบ้านใหม่ ร่วมไปถึงพิธีศพของชาวมุสลิม งานมัสยิด “พ่อหลวงเวาะห์”ก็เดินทางไปร่วมงานด้วยตามปกติ ซึ่งถือว่าเป็นพระรูปเดียวที่ไปร่วมงานทั้งของชาวพุทธ และชาวมุสลิม ในพื้นที่ชายแดนภาคใต้
    ทุกแห่งหนไม่ว่าจะเป็นพื้นที่สีแดงหรือสีอะไรก็ตาม เมื่อมีงานบุญทั้งของพุทธและอิสลามจะพบเห็น "พ่อหลวงเวาะห์" เพราะท่านคิดอยู่เสมอว่า ศาสนาใดก็มีเป้าประสงค์เดียวกัน นั่นคือ การช่วยให้ทุกคนพ้นจากบ่วงแห่งความทุกข์ จนทุกวันนี้ชาวบ้านทั้งไทยพุทธและมุสลิม ไม่มีใครที่ไม่เคยได้ยินชื่อของภิกษุสงฆ์ที่เรียกขานกันติดปากว่า“พ่อหลวงเวาะห์โต๊ะกือป๊ะ” หรือ “ท่านเวาะห์อาจารย์ขุนขวาน” ซึ่งมีที่มาจากบุคลิกเมื่อครั้งเป็นฆราวาสที่ชอบพกขวานขนาดเล็ก หรือ ที่ชาวปักษ์ใต้เรียกกันว่า“ลูกขวาน”ติดตัวไปไหมาไหนตลอดเวลา นั่นเอง
    เมื่อถามที่มาของชื่อที่ว่า "พ่อหลวงเวาะห์ โต๊ะกือป๊ะ" ซึ่งเป็นภาษายาวี พระเรวัตร อธิบายให้ฟังว่า “พ่อหลวงเวาะ นั้นเป็นชื่อทางสงฆ์ที่ชาวพุทธเรียก ส่วน โต๊ะ เป็นคำเรียกของคนมุสลิมในพื้นที่ ซึ่งมีความหมายว่า ครู ในขณะที่คำว่า กือป๊ะ แปลว่า ขวาน ดังนั้นจึงกลายเป็นชื่อที่เขาเรียกเรากันติดปากในหมู่คนพุทธและคนมลายูในชายแดนใต้ว่า พ่อหลวงเวาะ โต๊ะกือป๊ะ” พระอาจารย์เรวัตร ถิรสัทโธ เล่า..
    บทบาทของพ่อหลวงเวาะห์ ทุกวันนี้ นอกจากจะช่วยเหลือชาวบ้านทั้งพุทธและมุสลิมด้วยวิธีทางสายกลางอย่างเท่าเทียมกันแล้ว ยังเป็นที่ปรึกษาเจ้าหน้าที่ระดับสูง เพื่อให้ความเห็นและแนะนำการแก้ไขปัญหาชายแดนภาคใต้ อย่างเรียบๆ แบบธรรมชาติ เพราะธรรมะ คือธรรมชาติ โดยมองว่าที่ผ่านมามักจะให้ยึดหลักการแก้ปัญหาแบบใช้อำนาจ ให้มีความยำเกรง ไม่ตรงกับสภาพของชาวบ้านในพื้นที่ ที่อยู่แบบเรียบง่าย แบบธรรมชาติ การแก้ปัญหาภาคใต้ต้องใช้แบบพระคุณ ไม่ใช่พระเดช
    ในร่มกาสาวพัสตร์มากว่า 30 ปี วันนี้ท่านเวาะห์ยังมีอีกหนึ่งภารกิจสำคัญที่ยังคงสานต่อในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ จนเป็นที่รับรู้กันในวงกว้าง นั่นคือ การทำหน้าที่เป็น “หมอช้าง” ซึ่งเป็นวิชาที่ได้รับการถ่ายทอดมาจาก“ทวด” เนื่องจากใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ มีช้างป่าและช้างเผือกจำนวนมาก ดังนั้นจำเป็นต้องมีกระบวนการอันเป็นศาสตร์ที่มีการถ่ายทอดมาจากบรรพชน ซึ่งวันนี้ในพื้นที่เหลือ มีเพียงพ่อหลวงเวาะห์เท่านั้นที่สามารถประกอบพิธีเต็มรูปแบบ ตามสูตรโบราณ อย่างครบถ้วน โดยเฉพาะช่วงปิดภาคเรียนฤดูร้อน ในพื้นที่จะมีพิธีเข้าสุนัตหมู่ (มาโซะยาวี)อย่างไรก็ตาม เมื่อครั้งได้จัดขึ้นที่องค์การบริหารส่วนตำบลกะลุวอเหนือ อ.เมือง จ.นราธิวาส ได้มีช้างเข้าร่วมขบวนแห่ถึง 16 เชือก เด็กเข้าร่วมพิธี 75 คน ซึ่งการที่มีพระสงฆ์เข้าร่วมในพิธีดังกล่าว รวมถึงบรรดาท่านผู้รู้ทางด้านศาสนาอิสลามในพื้นที่ บอกว่าไม่ผิดหลักศาสนาแต่อย่างใด เพราะเป็นการร่วมงานวัฒนธรรมประเพณี ไม่ได้เข้าร่วมพิธีทางศาสนา อีกทั้งถือเป็นภาพลักษณ์ที่ดีที่ทำให้สังคมภายนอกได้เข้าใจ ในอีกมิติหนึ่งของพี่น้องชาวจังหวัดชายแดนภาคใต้ แม้จะมีความต่างในเรื่องศาสนาและความเชื่อ แต่ก็สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข โดยยึดหลัก แม้แตกต่าง แต่ไม่แตกแยก
    ...ในท่ามกลางความไม่สงบและวุ่นวายของดินแดนสามจังหวัดภาคใต้ พ่อหลวงเวาะ โต๊ะกือป๊ะ ที่มีทั้งชาวไทยพุทธและชาวไทยมุสลิม แวะเวียนไปหาท่านทุกวัน บ้างก็ให้ท่านทำน้ำมนต์ให้อาบ บ้างก็ไปขอของดีจากท่าน ท่านเป็นพระที่พูดภาษายาวีชำนาญมาก ชาวมุสลิมนับถือกันมาก เรียกท่านว่า ดาโต๊ะ หรือโต๊ะกือปะ ท่านทำวัตถุมงคลเป็นรูปขวานเป็นเอกลักษณ์ประจำตัวของท่าน …ผมเคยเขียนประวัติท่านเป็นคนแรกเมื่อประมาณสิบปีที่แล้วในนิตยสารพระเครื่องชื่อดังเล่มหนึ่ง...ซึ่งครั้งนั้นท่านเป็นเจ้าอาวาสวัดพิกุลทอง อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส..ก่อนที่ท่านจะมาพำนักท้ายวัดสถิตย์ชลธาร (วัดไร่) กับพระสมุห์ชัยยะ (อาจารย์แดง)โอภาโส ซึ่งเป็นพระสหธรรมิกรุ่นน้อง..เป็นศิษย์ของพระสิทธิญาณมุนี พ่อท่านสุข วัดตุยงเช่นเดียวกัน...จนกลับคืนสู่ถิ่นบูรพาจารย์...ท้ายวัดตุยงในวันนี้...
    สถานที่แห่งนี้คณะศิษย์ได้รวมกันซื้อที่ดินถวายสร้างที่พำนัก และมอบถวายที่ดินที่ซื้อนั้นให้เป็นกรรมสิทธิ์ของวัดตุยง ในการนี้ท่านได้จัดสร้าง วัตถุมงคลรูปขวานหล่อแบบโบราณ ขึ้นมาจำนวนหนี่ง เพื่อให้เป็นที่ระลึกแก่ลูกศิษย์ที่ร่วมกันซื้อที่…..ในปีนี้มีกำหนดจะซื้อที่ดินขยายอาณาเขตออกไปอีก
    ขวานครูพิษณุกัณฑ์ (พ่อหลวงเวาะห์โต๊ะกือป๊ะ)สร้างจากวิชาของหลวงพ่อจาดวัดบางกระเบาและผสมผสานจิตทรงอำนาจที่ฝึกกรรมฐานขั้นปรมัตถ์จาก..พ่อท่านสุขวัดตุยง...ซึ่งในอดีตท่านได้ศึกษาวิชาสายพ่อท่านครน วัดบางแซะ จากโยมฆราวาสท่านหนึ่งที่จังหวัดนราธิวาส...เรียนวิชาสายตะวันออกจากหลวงพ่อคงวัดวังสรรพรส หลวงพ่อศรีนวลวัดเกวียนหัก..ได้วิชาทำสีผึ้งเมตตาที่ต่อมาท่านได้หุงสีผึ้งเป็นประจำทุกปี....
    “ขวานครูพิษณุกัณห์” นี้ไว้ต้านปราบมาร สิ่งชั่วร้าย ลมเพลมพัด อาถรรพ์ต่างๆ ไม่มากล้ำกลาย รวมถึงหนุนดวงชะตา คาถาบูชาว่า “นะโมพุทธายะ มะอะอุ ทุสะนิมะ ผุด ผัด ผิด ผิด ผัด ผุด”
     
  2. ครึ่งชีวิต

    ครึ่งชีวิต เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    20 ตุลาคม 2005
    โพสต์:
    4,084
    ค่าพลัง:
    +14,917
    สาธุๆๆ ขอรับ
     
Loading...
กระทู้ที่คล้ายกัน - เล่าขานตำนานไสยเวทย์ไทย ตอน ขวานครูพิษณุกัณฑ์
  1. joni_buddhist
    ตอบ:
    0
    เปิดดู:
    500
  2. joni_buddhist
    ตอบ:
    2
    เปิดดู:
    5,403
  3. joni_buddhist
    ตอบ:
    0
    เปิดดู:
    6,874
  4. joni_buddhist
    ตอบ:
    4
    เปิดดู:
    9,816
  5. joni_buddhist
    ตอบ:
    4
    เปิดดู:
    2,974

แชร์หน้านี้

Loading...