โรคภัยไข้เจ็บ อันเกิดจากการนั่งสมาธิ / การฝึกจิต / การฝึกพลัง

ในห้อง 'จิตวิทยา & สุขภาพ' ตั้งกระทู้โดย suwi, 10 ตุลาคม 2008.

  1. มารโลกันต์

    มารโลกันต์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 เมษายน 2008
    โพสต์:
    1,990
    ค่าพลัง:
    +8,604

    กล้าขนาดนี้เลย เหรอจ๊ะน้อง

    อาบจนแก้มแดงเหมือนลูกตำลึง ถ้าได้ยาเขียวเสริม

    สงสัยแก้มจะเปล่งปลั่ง เป็นน้ำ เป็นนวล
     
  2. Apinya17

    Apinya17 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 ธันวาคม 2009
    โพสต์:
    773
    ค่าพลัง:
    +2,962
    แหะๆ พี่มังกร มันชินกับอากาศหนาวน่ะ ถ้าอยู่เมืองไทย จากอุณหภูมิ 35 องศา โดนราดด้วยน้ำเย็น 5 องศา คงจะเดี้ยงไข้ขึ้นแน่ๆ เลย
     
  3. suwi

    suwi เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 มิถุนายน 2007
    โพสต์:
    2,650
    ค่าพลัง:
    +18,547
    อ้างอิง:
    <TABLE border=0 cellSpacing=0 cellPadding=6 width="100%"><TBODY><TR><TD style="BORDER-BOTTOM: 1px inset; BORDER-LEFT: 1px inset; BORDER-TOP: 1px inset; BORDER-RIGHT: 1px inset" class=alt2>ข้อความดั้งเดิมโดยคุณ มังกรบูรพา [​IMG]
    กล้าขนาดนี้เลย เหรอจ๊ะน้อง

    อาบจนแก้มแดงเหมือนลูกตำลึง ถ้าได้ยาเขียวเสริม

    สงสัยแก้มจะเปล่งปลั่ง เป็นน้ำ เป็นนวล
    </TD></TR></TBODY></TABLE>

    ลางคน เหมาะแก่ยาเขียว
    แต่ลางคน กลับเหมาะแก่ยาร้อน (เช่น นารายณ์ทรงจักร์-ปลูกเตโช)

    เป็นด้วยธาตุเดิมไม่เหมือนกัน (ความสมบูรณ์แห่งตรีธาตุ)
    ได้ยาที่เหมาะแก่กายแก่ธาตุ(อชินโรค-อชินธาตุ) จะทำให้ ร่างกายสมบูรณ์ สร้างพลังได้สูงสุด

    มิใช่ อะไรๆ ก็ยาเขียว เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง (ถูกส่วนเดียวจ้า)
     
  4. Apinya17

    Apinya17 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 ธันวาคม 2009
    โพสต์:
    773
    ค่าพลัง:
    +2,962
    อ.สุวิค่ะ ช่วงนี้เวลาทำสมาธิ จะมีอาการสั่นสะท้านช่วงหน้าอก แล้วก็สั่นสะท้านแบบเย็นๆ
    สมาธิช่วงนี้ไม่ไปไหนเลย อาการสั่นๆ กระเพื่อมๆ ข้างใน แม้บางครั้งไม่นั่งสมาธิ แค่จ้องคอม ก็เป็น....บางที ยังงง สมาธิเราทำไง ขึ้นๆ ลงๆ ไม่ได้ดั่งใจเลย
    สี่ห้าวันก่อน สมาธิตกมากๆ แบบว่า คืนนึง ตื่นมา 3 ฝัน ก็ฝันมันสะสามเรื่องเลย จำได้ทั้งสามเรื่อง ...ฟุ้งซ่าน สะ ไอ้อาการสั่นๆ กระเพื่อมๆ นี่มันทำให้การทำสมาธิไม่ก้าวหน้าใช่ไหมค่ะ มีวิธีแก้ไขไหม


    มีอีกอาการนึงคือ ช่วงนี้เป็นอะไรไม่รู้ กินอะไรก็ไม่อิ่ม ....ชีวิตปกติ เป็นคนไม่ชอบทานเนื้อสัตว์สักเท่าไหร่ค่ะ แต่เพิ่งมาเริ่มเป็นพวกกินพืช แบบมังสะวิรัส ก็เมื่อเดือน ธันวา ที่ผ่านมานี่เอง ตอนนี้ก็ไปได้ดี ไม่มีอาการอยากทานเนื้อ และชีวิตง่ายขึ้นเยอะ มีอะไรก็กิน ทำกินเองแบบง่ายๆ บางทีมันหิวโหย ยังไงพิลึก ...ก็กินพวก ขนมปัง กินแป้งสะเยอะ เพราะว่าใช้ชีวิตที่ง่ายๆ คือ เช้า สาย ขนมปัง ตอนเย็นถึงจะกินข้าว กับ พวกผัดผัก กินไข่ต้ม กินเต้าหู้ .. แต่ร่างกายกับ อืดขึ้น พองๆ ยังไงไม่รู้ ตอนนี้น้ำหนักทะลุไปสะแล้ว ทำยังไงดีค่ะ มียาขนานไหนที่กำจัดแป้งและน้ำตาลได้บ้าง
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 5 มีนาคม 2010
  5. suwi

    suwi เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 มิถุนายน 2007
    โพสต์:
    2,650
    ค่าพลัง:
    +18,547

    มีมากรายทีเดียวที่ฝึกถึงจุดนี้แล้ว ไม่อาจผ่านไปได้ จึงขึ้นๆลงอยู่ตรงนี้อีกนานแสนนาน
    ยินดึด้วย ฝึกให้ผ่านนะ


    อานาปานสติ เป็นการฝึกให้มีสติ(และสัมปชัญญะ) เกาะติดไปกับลมหายใจ

    <O:p</O:p
    การฝึกมีสองรูปแบบใหญ่ๆ คือ
    <O:p</O:p๑ เฝ้าดูลมหายใจที่ผ่านไปมา ดุจดังนั่งเฝ้าดูสายน้ำ(หรือสายลม)ไหลผ่านปากโพลงถ้ำ<O:p</O:p
    ๒ (โดดลงในสายน้ำ)เกาะติดไปกับสายน้ำไม่ว่าสายน้ำไปที่ใดเราก็อยู่ที่นั่น<O:p</O:p
    นั่นคือ เกาะติดกับลมหายใจแล้วไหลไปมา จากจุดไปอีกจุด<O:p</O:p
    <O:p</O:p


    การฝึกแบบที่ ๑ ง่าย (ง่ายจริงหรือ ถ้าจุดที่นั่งเฝ้าดูไม่อยู่นิ่ง/กระเพื่อม)<O:p</O:p

    แต่การฝึกแบบที่ ๒ จะว่าง่ายก็ใช่ จะว่ายากก็ใช่<O:p</O:p
    ด้วยการตามลมหายใจ มีการเคลื่อนไหวตลอด บางครั้งสั้น บางครั้งยาว บางครั้งหยุดบางครั้งกลั้น(ลมหายใจ)

    หากเปรียบลมหายใจเป็นดั่งสายน้ำ
    เมื่อโดดลงในสายน้ำ
    ผู้ด้อยประสพการณ์ ย่อมถูกสายน้ำพัดพา กลิ้งไปมา ปะทะหินผา ท่อนไม้ ได้รับอันตราย ไม่อาจควบคุมการทรงตัวได้

    แต่หากค่อยฝึกประคองกายประคองจิต ให้นิ่งไปตามครรลองแห่งสายน้ำ
    ใม่นาน เราก็จะสามารถประคองจิตให้นิ่งไปกับสายน้ำได้(จิตนิ่งบนสายน้ำที่เคลื่อนไหว)
    เมื่อนั้น เราก็อาจ สังเกตุเรียนรู้ความเป็นไปแห่งสายน้ำได้

    นี่เป็นความรู้หนึ่งที่จะต้องใช้

    กลับไปสู่บทเรียนที่ ๑ เฝ้าดูลมหายใจที่ผ่านไปมา ดุจดังนั่งเฝ้าดูสายน้ำ(หรือสายลม)ไหลผ่านปากโพลงถ้ำ

    ปลายจมูก ที่เราใช้เป็นที่มั่นในการเฝ้าดูสายลมที่พัดผ่าน
    หาก ปัฐวีธาตุ ที่ประกอบเป็นปลายจมูก ไม่สั่นไหว สติสัมปชัญญะ เกาะแน่นใช้ปลายจมูกเป็นฐาน ย่อมมั่นคง

    วันดีคืนดี ปัฐวีธาตุ คือปลายจมูก/กระดูกอก ถูกโยกคลอนด้วย สายลม และสายน้ำ
    ฐานที่มั่นย่อมไหวตาม
    สติที่เกาะติดบนฐานปัฐวีย่อมไหวตาม
    หากสัมปชัญญะ ตามรู้ไม่ทัน(ด้วยไม่เข้าใจ/ไร้ความรู้) สมาธิย่อมถอน

    นี่เป็นอีกความรู้หนึ่ง

    กายเนื้อที่เราอาศัยอยู่ ประกอบด้วยธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ
    ธาตุทั้งสี่ผสมป็นเป็นซึ่งกันและกัน ไม่อาจแยกจากกันได้
    ปลายจมูก/หรือฐานอก ที่ใช้เป็นฐานของสมธิ ก็เช่นกัน
    ล้วนเป็น ดิน น้ำ ลม ไฟ แทรกกันอยู่
    เมื่อสมาธิละเอียดถึงจุดหนึ่งที่สัมผัสกับธาตหนึ่งธาตใดได้

    เราจะรับรู้ถึงสมบัติของธาตนั้นได้ เช่น
    การนิ่งสงบของธาตุดิน (จะฝึกรับรู้ในส่วนนี้ได้ก่อน)
    การไหวตัวของธาตุลม
    การเคลื่อนที่จากที่สูงลงต่ำ ของธาตุน้ำ
    ละอองไอความร้อนที่เป็นเปลวไหลจากล่างขึ้นบน
    และอื่นๆอีกมาก

    นี่เป็นอีกความรู้หนึ่ง

    เมื่อการฝึกสมาธิผ่านไปแต่ละขั้นตอน จนจิตที่นิ่งรับรู้ถึงการ นิ่งสนิท และการไหวตัว ของธาตสี่ ดังกล่าว
    การที่จะศึกษา ภาวะการไหวตัวของฐานที่มั่นในสมาธิได้ ก็ต้องอาศัยคามรู้ในเรื่องการทรงตัวนิ่งบนความเคลื่อนไหว ดังกล่าวไว้แล้ว

    และเมื่อเข้าใจความนิ่งและการไหวตัวของธาตุทั้งสี่กระจ่างแล้ว
    จิตย่อมรู้ว่า ธาตุทั้งสี่ที่ประกอบเป็นธาตุขันฑ์นี้ ไม่ได้เป็นสภาวะที่ยึดมั่นเป็นที่อาศัยได้ ทุกอย่างย่อมไหวตัวเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุและปัจจัย
    จิตย่อมมองหาที่ยึดเกาะใหม่
    (ที่ยึดเกาะใหม่นี้คืออะไรหนอ ใครหนอจะเป็นผู้ตั้งคำถามนี้ ให้ข้าสุวินันท์ ตอบ)






    <O:p</O:p<O:p</O:p
     
  6. suwi

    suwi เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 มิถุนายน 2007
    โพสต์:
    2,650
    ค่าพลัง:
    +18,547

    ปัจจุบันมีอาตัวหนึ่งชื่อ มธุรเมห์ ใช้แก้ ไขมัน ความดัน เบาหวาน กินคู่กับยาปลูกเตโช แก้อาการ ไขมัน/โรคอ้วน เกินได้

    แต่ยาตัวนี้ยังไม่ครอบคลุม โรคข้างเคียง
    กำลังทำยาตัวใหม่อยู่ ชื่อ ปรเมห์ (ปะระเมห์)
    ใช้แก้ ไขมัน โรคอ้วน ความดันสูง เบาหวาน เส้นเลือดสมองตีบ โรคหัวใจ ฯ
    ยาตัวนี้จะแก้อาการที่คุณเป็นอยู่ได้

    วิธีง่ายๆ ที่จะช่วยอาการหิวและโหย คือการจิบน้ำร้อน / น้ำสมุนไพรร้อนๆ (เช่น น้ำมะตูม(จางๆ)) มากๆบ่อยๆ จะทำให้หายหิวได้

    พยายามลดอาหารพวกแป้งให้น้อยลงด้วย (เช่นขนมปัง)
    ให้กินขนมปัง กับน้ำสมุนไพรที่ว่าไว้ จะช่วยได้มาก
     
  7. Apinya17

    Apinya17 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 ธันวาคม 2009
    โพสต์:
    773
    ค่าพลัง:
    +2,962
    catt24 อ่านหลายรอบเลยค่ะ ขอบคุณมากน่ะค่ะ จะลองทำตามดู แบบละเอียดๆ
     
  8. suwi

    suwi เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 มิถุนายน 2007
    โพสต์:
    2,650
    ค่าพลัง:
    +18,547

    การฝึกสมาธิ แบบ เกศา โลม ฯ ของสุวิ
    จะให้รายละเอียด การฝึกสมาธิบนความเคลื่อนไหวได้ดี
    ลองศึกษาดู
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  9. Apinya17

    Apinya17 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 ธันวาคม 2009
    โพสต์:
    773
    ค่าพลัง:
    +2,962


    นักเรียนแบบครูลักพักจำ แอบเซฟไว้ตั้งนานแล้วค่ะ พร้อมกับคำภีร์ การปั่นพลังจักระ
    ขอบคุณค่ะ
     
  10. TONY JAAA

    TONY JAAA เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 พฤศจิกายน 2005
    โพสต์:
    582
    ค่าพลัง:
    +29,575
    OOนิ่งในนิ่ง ถูกวิธี ไม่มีโรคOO

    --------------------------------------------------------------------------------

    บางคน เข้าใจผิดและสอนคนอื่นว่า

    ว่านิ่งในนิ่งมากเกิน จะก่อโรค....( แล้วแต่จะตั้งชื่อ)



    คำว่า นื่งในนิ่ง ....



    ทีว่านิ่ง คือ ใจนื่ง


    นื่งในที่นี้ ไม่ใช่นื่งที่เกิดจากการตั้งเจตนาให้เป็นสมถะ ป้กจิตด้วยฌาณอย่างเดียวเหมือนสายฌาณโลกีย์ล้วนๆของฤาษี บางท่าน

    แต่ ใจนั้นไมส่ายไปตามสื่งที่รับรู้

    แต่เหมือนศูนย์กลางใบเลื่อยที่หมุนเป็นวงกลม ที่หมุนอยู่ตรงกลาง

    ในแนวการปฏิบัติอื่น ยังไม่กล่าว แต่ตามแนววิชชาธรรมกายนั้น
    เมื่อจิต ไม่ส่าย ก็จะสบายอยู่ในศูนย์กลางดวงธรรมที่เป็นกำเนิดของแต่ละกาย
    อยู่ที่ ศูนย์กลางกายฐานที่ 7

    กลางตรงนั้น มีศูนย์ละเอียดควบคุม ดิน น้ำ ไฟ ลม ของกายแต่ละกาย

    เมื่อจิตอยู่ตรงศูนย์กลาง ธาตุทั้งหมด ก็สมดุลย์



    บางคนพยายามฝึกนิ่งในนิ่ง ก็จริงอยู่หรอก

    แต่ ทำได้แค่ไหนเพียงไร เบนออกศูนย์หรือไม่ นอกครูจนผิดทางหรือเปล่า

    หรือ ตอนแรกนิ่งจริงอยู่หรอกด้วยอำนาจสมถะต้นๆ แต่ต่อมา

    "ความอยากนื่ง" มันทำให้ไม่นิ่ง.... เพราะมัน "อยาก" จะนื่ง
    เลยเป็นสมุทัยหรือเหตุ ให้ ธาตุดินน้ำไฟลม มี่ศูนย์กลางกาย ไม่สมดุลย์
    ระบบการสันดาป การเผาผลาญของกายหยาบก็ผิดปกติ
    เกิดความอึดอัด ตั้งแต่ระดับ กายละเอียด จนมาถึงระดับเซลล์กายเนื้อ
    และ อวัยวะเรื่มผิดปกติ


    เมื่อสัมปชัญญะบกพร่อง อารมณ์หรือความคิดไม่ดีมันแฝงกับอารมณ์นื่งของสมถะ สั่งสมไว้มากๆในใจ นานๆไปก็จะมีอาการอึดอัดไปทั่ว

    คนที่ นิ่งในนิ่ง ถูกส่วน ...........กายเนื้อจะออกใสอมชมพู ลมปราณจะไหลเวียนดี แม้ไม่ได้คร่ำเคร่งฝึกลมปราณ...........



    อ้อ....ยืนยันได้จริงๆ เพราะ มีนักกีฬาว่ายน้ำของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่คนหนึ่ง

    แม้ตอนว่ายน้ำ จิตก็นื่งในนื่งดีนะ .........กายเนื้อไหว แต่ ใจนิ่ง........( นั่นแน่ กำลังคิดว่า

    โม้ละสิ 555 )


    ................จะเหมาเอาตามตำราตนเอง หรือประสพการณ์ส่วนตัว ตัดสินไม่ได้หรอกว่า..........
    " นื่งในนื่งมากๆ จะมีร่างกายผิดปกติอย่างนั้นอย่างนี้.."
    ต้องแยกแยะประเด็นให้ดีว่า....นิ่งในนิ่งที่ว่านั้น ทำถูกส่วน หรือไม่


    ........อย่าลืมนะ ที่สุดของนิ่งในนื่ง ทีทำถูกวิธี นั้น ทำให้เข้านิโรธสมาบัติได้

    พระอริยะที่ทรงสมาบัติแปดได้ และเป็นอนาคามีขึ้นไป เวลาท่านทำนื่งในนึ่งจนถึงที่สุดนั้น

    กายเนื้อไม่หายใจนะครับ แต่ปราณละเอียดขั้นสูง หล่อเลี้ยงกายนะ.....ร่างกายจะแข็งแรงมาก


    แม้ไม่ทานอาหารหรือไม่หายใจปกติ เป็นเวลาเจ็ดวัน แต่ละท่านที่ออกนิโรธฯมา ไมมีประวัติว่าองค์ไหนท่านมีอาการเจ็บป่วยนะ...



    การฝึกนิ่งในนิ่งที่ผิดวิธี และ ไม่ถึงที่สุดต่างหาก จะทำให้เจ็บป่วย




    จะเป็นบาปกรรม เพราะความประมาทได้ ถ้าเจตนาดี แต่ ทำให้คนเข้าใจผิดเหมารวมไปถึง
    การกระทำที่เป็นวิหารของพระอริย หรือ คนที่มีจิตบริสุทธิ๋ในระดับต่างๆ<!-- google_ad_section_end -->
    __________________
    <!-- google_ad_section_start(weight=ignore) -->
     
  11. TONY JAAA

    TONY JAAA เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 พฤศจิกายน 2005
    โพสต์:
    582
    ค่าพลัง:
    +29,575

    OOOOOOOOOOOOOOOOOOOOOOOOOOOOOOOOOOOOO


    สรรพวิชาในโลกมีมากมายหลากหลาย

    เด่นด้อยต่างกัน

    พระพุทธองค์ครั้งยังเป็นโพธิสัตว์ ได้ทรงเสาะแสวงหาครูอาจารย์
    มากมาย

    โดยความเคารพ นอบน้อม ไม่ถือตัว ว่าบารมีมาก ยิ่งใหญ่เกินใคร
    ( ทั้งๆที่พระองค์ยิ่งใหญ่จริง )

    ทรงเข้าไป ขอวิชา วางความรู้เดิม แล้วตั้งใจฝึกวิชาที่ขอเรียนอย่างเต็มที่

    จนเข้าถึงแก่นวิชา ถึงจุดสูงสุดแล้ววาง

    อันไหนไม่ใช่เพื่อประโยชน์สูงสุดตามเป้าหมายเพื่อตนและสรรพชีพอย่างพร้อมเพียง
    ท่านก็จากไปด้วยดี

    แม้ จนเมื่อบรรลุพระโพธิญาณ ก็ยังคิดถึงครู อยากกลับไปตอบแทนคุณด้วยธรรมที่ตรัสรู้

    ไม่ได้ ทำร้ายทำลาย ผู้เคยสั่งสอนตนแต่ประการใด




    ..............


    ผมกลับมาคราวนี้ ไม่ได้มาในฐานะผู้สอนวิชายาเขียว อาบน้ำแข็ง

    แต่ มาในฐานะคนๆหนึ่ง ที่เคยผ่านมาที่นี่


    และ เป็นเหตุหนึ่ง ที่เจ้าของกระทู้ นำมาตั้งกระทู้นี้



    ท่านผู้สอนวิชาอาบน้ำแข็ง-ยาเขียว ก็เป็นคนหนึ่งที่มีบุญคุณสอนวิชาแขนงหนึ่งให้ผม

    จะผิดถูกเช่นไร ท่านก็คือครู


    การที่มีใครสักคนอยากศึกษาวิชานี้ แล้วเราก็สั่งโดสยาและการอาบ
    ไปตามหลักวิชา เป็นสิ่งผิดหรือ คุณสุวิ

    ถ้าคนมาศึกษา ไม่ถูกกับวิชานี้ ก็จะลาไปเองหรือ หยุดไปเอง

    เพราะเราค่อยๆ เพิ่มโดส ไม่ใฃ่หักโหม ทำโง่ๆ



    ปัจจุบัน ผมไม่สอนวิชานี้แก่ใคร เพราะ เห็นอันตรายและช่องโหว่บางประการ ,,,,,,,แต่ก็ไม่เคยกล่าวให้ร้ายหรือปรามาส ผู้มีพระคุณ

    คนเรา ถ้าได้รับคำแนะนำสักนิดจากใคร คนๆนั้นก็คือครูของเรา


    ผมได้วิชานี้ มาอุดช่องโหว่บางประการของผม

    ได้แล้ว ก็จากลา หยิบเอาส่วนดีไว้



    และ ผมไม่ได้สั่งให้ใครทานยาเขียวมั่วๆ

    เหมือนกับว่าเป็นอะไรๆ ก็พาราฯ กับยาแก้อักเสบ



    ...แต่ หากคนๆนั้น มาอยู่ในหลักสูตร ยาเขียว+อาบน้ำแข็ง

    ก็ทำตามขั้นตอนของวิชา...



    แยกแยะให้ดี อย่ากล่าวหารวม


    ตระกูลผมล้วนอยู่ในวงการแพทย์ทั้งนั้น แม้ผมไม่ได้จบปริญญาแพทย์
    ผมย่อมซึมซับวิธีการ ต่างๆ


    เมื่อโจมตีกันมาก ก็สมควรแล้วที่จะต้องยุติ


    ให้เป็นอีกวิชา ที่สาบสูญไป



    ...หรือ ว่า คนที่จบปริญญาแพทย์เท่านั้น ที่จะเรียนรู้เรื่องยาหรือ
    คนที่ยกนามบรมครูทางสายใดๆขึ้นมาเท่านั้น จึงจะเลิศ จะถูกต้องที่สุดในทางนั้นๆ


    โรคใจ รักษายากกว่าโรคกาย


    การจะสำเร็จ อนุศาสนีย์ปาฏิหาริย์ คือ กล่าววาจารักษาโรคใจได้นั้น

    ควรฝึกอย่างไรเล่า?

     
    แก้ไขครั้งล่าสุดโดยผู้ดูแล: 19 มีนาคม 2010
  12. TONY JAAA

    TONY JAAA เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 พฤศจิกายน 2005
    โพสต์:
    582
    ค่าพลัง:
    +29,575
    OOOOOOOOOOOOOOOOOOOOOOOOOOOOOOOOOOOOOOO


    ..........บนเส้นทางของผู้เดินทาง

    หลงบ้าง แวะบ้าง สื่อสารกับคนท้องถิ่นคลาดเคลื่อนไปบ้าง


    ตราบใด ถ้านักเดินทาง ไม่หยุด ไม่ทิ้งเป้าหมาย แม้ช้า ก็ยังถึง



    ถ้าไม่ลด ไม่คลาย ในความเชื่อมั่นมากเกินไปของ

    อุปกรณ์สื่อสาร อุปกรณ์นำทาง เชื่อมั่นเกินไปในความรู้เก่า ความคิดเอาเอง

    ทิฐิมานะ ฯลฯ ...เราอาจจะทำลาย หนทาง และมิตรภาพระหว่างการเดินทางไปเสีย....

    แม้จะถึงเป้าหมาย แต่อาจบอบช้ำ เต็มที


    ...หากเราลดบางอย่างได้มาก

    เราอาจถึงเป้าหมาย พร้อมกับมิตรอีกมากมาย

    โดยไม่บอบช้ำมาก

    สุขเต็มที่ ไร้นิวรณ์ กิเลส ทั้งมวล อันเป็นเครื่องทำความหมองของจิต
     
  13. TONY JAAA

    TONY JAAA เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 พฤศจิกายน 2005
    โพสต์:
    582
    ค่าพลัง:
    +29,575
    ตัวกระผม เป็นแค่คนโนเนม คนหนึ่งในสังคม

    มีแต่ความปรารถนาดี ไม่ได้มาแก่งแย่งชื่อเสียง ลาภยศ สักการะ
    หมู่ฝูง บริวาร พรรคพวก กับใคร

    แม้ไม่ได้มีปริญญาเฉพาะทางในสิ่งที่ศึกษา
    ผ่านมาเพื่อแสวงหามิตรภาพ และ ผู้ร่วมศึกษา ค้นคว้าทางพ้นทุกข์ของชีวิต


    ผ่านมา แล้วก็ผ่านไป...


    แต่ คนบางคน หรือ ท่านหลายๆท่าน เมื่อประกาศตัวออกไปแล้ว

    ว่าเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ เป็นครูอาจารย์คน

    มีหลายชีวิตเกี่ยวพันธ์ รับฟัง ทำตาม

    การจะพูด จะคิด จะทำ อะไร ย่อมกระทบต่อสังคมวงกว้าง


    ก่อเกิดห่วงกรรมที่ต้องแก้ซับซ้อน ชาติเดียวไม่อาจจบ


    ต้องใช้สติสัมปชัญญะ ตามที่บางท่านกล่าวมามากๆ


    พลาดก้าวเดียว .ไม่ว่าด้วย กาย วาจา และ ใจ

    มีผลมาก
     
    แก้ไขครั้งล่าสุดโดยผู้ดูแล: 19 มีนาคม 2010
  14. suwi

    suwi เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 มิถุนายน 2007
    โพสต์:
    2,650
    ค่าพลัง:
    +18,547
    มีศาตราจาร์ สองท่าน ท่านหนึ่งจบจากอังกฤษ อีกท่านจบจากอเมริกา<O:p</O:p
    ทั้งสองนั่รถโดยสารไปด้วยกัน มองไปนอกหน้าต่างรถ เห็นหิมะโปรยลงมา<O:p</O:p

    ท่านหนึ่งกล่าวลอยๆออกมาว่า สงสัยอากาศจะหนาวมาก น้ำเป็นน้ำแข็งแล้ว<O:p</O:p
    อีกท่านสนับสนุนว่า จริง อากาศคงหนาวน่าดู อุณหภูมิคงซัก 0 องศากระมัง<O:p</O:p
    ศ ๑. รีบกล่าวว่า ผิดแล้ว อุณหภมิน่าจะ อยู่ที่ ๓๒ องศานะ<O:p</O:p
    ศ ๒. ผิดไปละ มันควรเป็น ๐ องศานะ ผมนะเรียนรู้ และได้ทดลองวัดมากะมือทีเดียว<O:p</O:p
    ศ๑. ไฮ้ แน่ใจเหรอ ยังไงๆ ผมก็ยืนยีนนะ ว่าเป็น ๓๒ องศา<O:p</O:p

    ต่างคนต่างมองหน้ากัน เงียบไปพักใหญ่ ในใจต่างคงคิดว่า ไอ้นี่คงบ้าไปแล้ว ต่างถอนใจเบา<O:p</O:p

    มีเด็กนักเรียน ป.ตรี นั่งข้างๆมาสองคน ได้ฟัง ศ. ทั้งสองคุยกัน<O:p</O:p
    ก็หันหน้ามาสพตากัน แล้วนั่งอมยิ้มอยู่ หนึ่งในเด็กน้อย พูดว่า<O:p</O:p
    บ้านผมนะอยู่บนยอดเขา ต้มน้ำจนเดือดนะ อุณหภมิเพียง เจ็ดแปด สิบองศาเอง ต้มไข่ยังไม่สุกเลย<O:p</O:p
    เด็กอีกคนกล่าวบ้าง ของผมนะไปเที่ยวที่เหมื่องเก่าในหุบเขาใต้ดินนะ<O:p</O:p
    ไก้ด์ เขาต้มไข่เลี้ยงพวกเรา น้ำยังไม่ทันเดือดเลย ไข่ก็สุกแล้ว โห้อุณภูมตั้ง เกือบ ๓๐๐ องศาแนะ น้ำยังไม่เดือดเลย<O:p</O:p
    แล้วเด็กทั้งสองก็มองหน้ากัน หัวเราะหึๆ สักพัก<O:p</O:p
    หันไปมองหน้า ศาตราจารย์ทั้งสอง แล้วอดไม่ได้ ปล่อยหัวร่อออกมาก๊ากใหญ่<O:p</O:p

    ธรรมทั้งหลาย ย่อมเกิดแต่เหตุ ........<O:p</O:p
    ธรรมทั้งหลาย ย่อมแปรเปลี่ยนไปตามปัจจัย<O:p</O:p
     
  15. suwi

    suwi เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 มิถุนายน 2007
    โพสต์:
    2,650
    ค่าพลัง:
    +18,547
    คุณโอมคงรับไม่ได้กับคำกล่าวที่ เน้นตัวแดงไว้
    ผมได้พิจารณา ในคำพูด กับความรู้สึก

    ได้พบว่าจริง มันเหมือนเป็นการปรามาสกัน
    ซึ่งข้าน้อยมิได้ตั้งใจจะให้เกิด
    ขอน้อม ขออภัยด้วย

    ขอเล่าย้อนหลังสักหน่อย เมื่อเราเริ่มอาบน้ำแข็งกัน
    ในวิชาหมอที่สุวิเรียนมาก็มีในส่วนนี้ แต่เป็นเพียงการอาบน้ำร้อน-น้ำเย็นในการรักษาโรค เท่านั้น

    การอาบน้ำแข็งกระตุ้นเลือดลมได้ดี และยังกระตุ้นกุลฑาลิณี ได้ด้วย ทำให้พลังสูงขึ้น
    แต่หลังจากมีหลายๆคนได้ทำตาม หลายๆคนเริ่มใเจ็บป่วย มากบ้างน้อยบ้าง
    บ้างถึงกับบอบช้ำในอวัยวะภายใน อันเกิดจาก กุลฑาลิณีกะแทกใส่
    ทั้งๆที่ทุกคนได้กินยาเขียว และยาอื่นๆ ที่แนะนำแล้ว

    หลายๆคนได้ขอความกระจ่างเพื่อรักษาตนเอง
    และมีหลายๆคน ได้ขอให้สุวิช่วยรักษาให้

    เมื่อสุวิได้ศึกษาในความป่วยไข้ของผู้ที่มาร้องขอแล้ว จึงรู้ว่า
    มิใช่ทุกคน ที่จะอาบน้ำแข็งได้ตามหลักวิชาที่ให้ไว้
    ด้วยเป็นเพราะธาตุสี่ อันเป็นธาตุเจ้าเรือนแต่ละคนไม่เหมือนกัน

    แต่หากดัดแปลงวิธีการ และตัวยา ในการกระตุ้น ให้เหมาะแก่คนเหมาะแก่ธาตุ ทุกคนจะอาบน้ำแข็งได้ และเกิดประโยชน์สูงสุด

    จึงเกิดแรงบันดาลใจจะเขียนคัมภีร์ อาบน้ำร้อน-น้ำเย็นไว้ และตั้งใจจะผนวกการอาบน้ำแข็งเข้าไปด้วย
    แต่ครูบาอาจารย์ของสุวิ ได้ทัดทานไว้ ด้วยอาจเกิดการปรามาส และการแก่งแย่ง ไม่เข้าใจกันขึ้น
    สุวิจึงปล่อยให้กระทู้ตายไป

    ขอโทษด้วย
    ขอโทษด้วยจากใจจริง
     
  16. TONY JAAA

    TONY JAAA เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 พฤศจิกายน 2005
    โพสต์:
    582
    ค่าพลัง:
    +29,575
    ละครย่อมมีกำหนดเวลา
    ควรปิดฉาก เมื่อถึงเวลา
    ถอดวางหัวโขน


    ขอให้ทุกท่านมีความสุขกาย สุขใจ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุดโดยผู้ดูแล: 27 มีนาคม 2010
  17. Apinya17

    Apinya17 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 ธันวาคม 2009
    โพสต์:
    773
    ค่าพลัง:
    +2,962
    โอ้ววว กลายเป็นเช่นนี้ไป เสียดายจัง
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  18. TONY JAAA

    TONY JAAA เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 พฤศจิกายน 2005
    โพสต์:
    582
    ค่าพลัง:
    +29,575
    ถ้าท่านเจ้าของกระทู้ต้องการ

    ผมยินดีจะลบทุกโพส ที่เกี่ยวกับอาบน้ำแข็งและยาเขียว

    และ ต้องรบกวนทุกท่านที่โพสตอบเรื่องนี้ หรือ ลิ๊งค์คำสนทนาเรื่องนี้กับผม

    ช่วยมาลบโพสของท่านที่ลิ๊งค์เรื่องยาเขียว และ อาบน้ำแข็ง ทิ้งด้วยครับ


    ถ้าท่านที่เคยทำ ผ่านมาอ่าน รบกวนท่านลบและแจ้งให้ผมทราบด้วย
    ( ขอเวลาหาวิธีเข้าชื่อเดิมก่อนครับ)




    [MUSIC]http://www.dhammakaya.org/wma/wlps52050103.wma[/MUSIC]
     
    แก้ไขครั้งล่าสุดโดยผู้ดูแล: 26 มีนาคม 2010
  19. suwi

    suwi เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 มิถุนายน 2007
    โพสต์:
    2,650
    ค่าพลัง:
    +18,547
    ไม่ต้องลบทิ้งหรอก

    การอาบน้ำแข็งมีประโยชน์อยู่
    องก์วิชา ที่แสดง ก็ครบถ้วน มีประโยชน์ (สำหรับท่านที่มีธาตุเหมาะ)

    สุวิเสียอีก ติในส่วนเสีย แต่ไม่สามารถแสดงส่วนเสียให้ปรากฎชัด
    และไม่ได้แสดงวิธีแก้
    ว่าจะเอาวิชาอาบน้ำร้อนมาแสดงคู่ ก็ไม่ได้ทำ น่าละอายจริงๆ

    หวังว่าคงไม่มีใครเอาน้ำร้อนมา ทดลองอาบ นะ
    สุวิช่วยไม่ได้จริงๆ
    มันมีโทษเห็นๆ โทษมากกว่าการอาบน้ำแข็งเสียอีก

    ไม่ได้ฟังหลวงป๋า ทำวิชามานาน
    คุณโอมนำมาให้สุวิฟังบ้างซิ
     
  20. TONY JAAA

    TONY JAAA เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 พฤศจิกายน 2005
    โพสต์:
    582
    ค่าพลัง:
    +29,575
    รถที่ปลดเกียร์ว่าง แต่ยังวิ่งได้ด้วยความเร็วไปข้างหน้า เพราะระบบหล่อลื่นดี มีความเร็วสะสมไว้เยอะ

    คนภายนอกดูไม่รู้ ...ก็ว่าบ้า วิ่งทำไม่ให้เปลืองน้ำมัน ขับบ้าง จอดบ้าง ดีกว่า


    ที่จริง ปลดเกียรว่าง แล้ว วิ่งชมวิว รับลมเย็นสบาย ได้เห็นอะไรในชีวิตผ่านพ้นไปอีกเยอะ

    OOOOOOOOOOOOOOOOOOOOOOOOOOOOOOOOOOOOOOOOOOOOOOOOOOO


    มัชฌิมาปฏิปทา ของแต่ละคน ไม่เท่ากัน
     

แชร์หน้านี้

Loading...