"กฎแห่งกรรมกำหนดภพภูมิ" เจ้าสมปรารถนา ณ น่าน

ในห้อง 'กฎแห่งกรรม - ภพภูมิ' ตั้งกระทู้โดย paang, 12 พฤศจิกายน 2005.

  1. paang

    paang เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 เมษายน 2005
    โพสต์:
    9,517
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +34,303
    [​IMG]


    ตามประวัติศาสตร์เมืองน่าน เมื่อปี ๒๔๔๖ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาให้เจ้าสุริยพงษ์ผลิตเดช เลื่อนยศฐานันดรศักดิ์ขึ้นเป็น "พระเจ้านครน่าน" มีพระนามปรากฏตาม สุพรรณบัฏว่า "พระเจ้าสุริยพงษ์ผลิตเดช กุลเชษฐมหันต์ ไชยนันทบุรมหาราชวง ศาธิบดี สุริตจารีราชนุภาวรักษ์ วิบูลยศักดิ์กิติไพศาล ภูบาลบพิตรสถิตย์ ณ นันทราชวงษ์" เป็นพระเจ้านครน่านองค์แรก และองค์เดียวในประวัติศาสตร์น่าน
    ภายหลังได้รับการสถาปนา เป็นพระเจ้าน่าน พระเจ้าสุริยพงษ์ผลิตเดชฯ จึงได้สร้างหอคำ (คุ้มหลวง) ขึ้นแทนหลังเดิมซึ่งสร้างในสมัยของ เจ้าอนันตวรฤิทธิเดช และด้านหน้าหอคำ มีข่วงไว้ทำหน้าที่คล้ายสนามหลวง สำหรับจัดงานพิธีต่างๆ ตลอดจนเป็นที่จัดขบวนทัพออกสู้ศึก จัดขบวนนำ เสด็จหรือขบวนรับแขกเมืองสำคัญ และเมื่อปี ๒๔๗๔ เจ้ามหาพรหมสุรธาดา เจ้าผู้ครองนครน่านถึงแก่พิราลัย ตำแหน่งเจ้าผู้ครองนคร ก็ถูกยุบเลิกตั้งแต่นั้นมา
    ส่วนหอคำได้ใช้เป็นศาลากลางจังหวัดน่าน จนเมื่อปี ๒๕๑๑ จ.น่าน ได้มอบหอคำ ให้กรมศิลปากรใช้เป็น สถานที่จัดตั้งพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่าน จนกระทั่งปัจจุบัน

    [​IMG]

    และ เมื่อเจ้าแม่โคมทอง ณ น่าน ผู้ที่สืบทอดดูแลคุ้มราชบุตร จนวาระสุดท้าย จากนั้นเจ้าสมปรารถนา ณ น่าน กับน้องสาว เจ้าวาสนา ณ น่าน จึงเป็นผู้สืบทอดคุ้มราชบุตรเรื่อยมา

    จากประวัติเจ้าราชบุตร คุ้มเจ้าราชบุตร หลังที่เห็นปัจจุบัน เป็นหลังที่สร้างขึ้นใหม่ หลังเดิมนั้นสร้างขึ้นโดย เจ้ามหาพรหม สุรธาดา กับเจ้าแม่ศรีโสภา เจ้ามหาพรหมสุรธาดา เจ้าผู้ครอง นครน่านองค์สุดท้าย ก่อนที่จะย้ายไปประทับที่หอคำ (พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่านปัจจุบัน)

    การก่อสร้างคุ้มหลังเดิมสร้างเมื่อปี ๒๔๔๖ เป็นคุ้มที่พำนักจนถึงปี ๒๔๘๔ รวม ๓๘ ปี ต่อมาเจ้าราชบุตร (หมอกฟ้า ณ น่าน) พระโอรสของเจ้ามหาพรหมสุรธาดา ได้รื้อถอนคุ้มหลังเดิม และสร้างขึ้นใหม่เมื่อวันที่ ๓ ธันวาคม ๒๔๘๔
    สำหรับที่ตั้งของ คุ้มเจ้าราชบุตร (หมอกฟ้า ณ น่าน) ตั้งอยู่ใกล้กับบริเวณวัดพระธาตุช้างค้ำวรวิหาร อ.เมือง จ.น่าน ลักษณะเป็นบ้านสถาปัตยกรรมพื้นบ้าน ผสมผสานกับรูปแบบทางตะวันตก ที่นิยมสร้างกันมากในสมัย ร.๕ ภายนอกตัวอาคารบ้าน ประดับด้วยลวดลายไม้ฉลุ เป็นลายต่างๆ สวยงามมาก


    [​IMG]

    "ชีวิตที่มีความเป็นเจ้า มีเชื้อสายเจ้าก็ไม่เคยคิดว่าตัวเอง จะสูงส่งอะไร ยังมองว่าตัวเองเป็นคนธรรมดา ทำให้ทุกวัน ดำเนินชีวิตเหมือนกับชาวบ้านทั่วๆ ไป เป็นแบบเศรษฐกิจ พอเพียง เพียงเท่านี้ก็คิดว่าตัวเองมีความสุข แล้ว และสิ่งที่ ต้องทำก็คือการรักษาคุ้มเจ้าราชบุตร ให้ดำรงอยู่ต่อไป " นี่เป็นคำยืนยัน จากเจ้าสมปรารถนา ณ น่าน ในฐานะเจ้าของ คุ้มเจ้าราชบุตร (หมอกฟ้า ณ น่าน)
    เจ้าสมปรารถนา บอกว่า เมื่อวันใดตัวเองไม่ได้อยู่บนโลกใบนี้แล้ว ก็ยังมีหลานที่เป็นผู้สืบทอดเจตนารมณ์ ในการรักษาคุ้มเจ้าราชบุตรแห่งนี้ ไว้ให้ลูกหลานรุ่นอื่น ได้เข้ามาเที่ยวชมกันต่อไป คุ้มราชบุตรแห่งนี้สร้างเสร็จ เมื่อวันที่ ๒๕ เมษายน ๒๔๘๕ จวบจนกระทั่งปัจจุบัน ซึ่งสภาพในปัจจุบันนี้ค่อนข้างจะเก่า และทรุดโทรมตาม กาลเวลา ทำให้วันนี้ต้องดูแลรักษา คุ้มแห่งนี้เอาไว้ให้สมบูรณ์ที่สุด

    หลายคนมองว่า คุ้มแห่งนี้เป็นคุ้มที่เก่าแก่ จะมีในเรื่องของวิญญาณใดๆ หรือไม่นั้น ตรงนี้ไม่อยากบอกว่า สิ่งที่เรามองไม่เห็น จะมีอย่างไรหรือไม่ แต่ก็เชื่อว่า ใครก็ตามที่ทำดี ท่านจะช่วยคุ้มครอง สิ่งสำคัญที่ไม่เคย ลืมคือ การกราบไหว้เป็นประจำทุกวัน เพื่อให้เจ้าตาเจ้ายายคุ้มครอง และทุกปีในวันพิราลัย ของพระองค์ท่าน จังหวัดก็จะจัดพิธีวางพานพุ่ม และทายาทก็จะทำบังสุกุล เป็นบังสุกุลตายส่งไปให้ จะว่าไปแล้วตลอดชีวิต ก็ยังไม่เคยเห็นท่านมาปรากฏร่างให้เราเห็น

    ส่วนความเชื่อเรื่องบุญกรรม เจ้าสมปรารถนา บอกว่า เป็นคนเชื่อในเรื่องกฎแห่งกรรม จะว่าไปแล้วตามหลัก ของพระพุทธศาสนา "กรรม" เป็นเครื่องกำหนด กำหนดให้มีการเกิด ให้มีการชดใช้ดีชั่ว เลวร้าย มีจน สุขทุกข์ ล้วนแล้วเกิดมาจากกรรมทั้งนั้น ใครทำดี ได้ดี ใครทำชั่ว ได้ชั่ว เป็นกฎแห่งกรรมที่ไม่มีทางหนีพ้น


    [​IMG]

    "คนเราจะกลัวบาป ไม่ทำบาปขึ้นอยู่กับตัวเอง มาเป็น ส่วนประกอบก็อาจจะกลัว แล้วไม่ทำบาปอีกกฎแห่งกรรม จึงเป็นเครื่องกำหนดชะตาชีวิตของเรา ให้ไปในภพภูมิที่ดี หรือไม่ดีให้คนเราที่ได้กระทำไว้ เมื่อครั้งยังมีชีวิต" เจ้าสมปรารถนา เชื่อกฎแห่งกรรมกำหนดชะตา

    อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเจ้าสมปรารถนาจะไม่แขวนพระ แต่ทุกวัน จะต้องสวดมนต์ไหว้พระ เฉกเช่นชาวพุทธทั่วไป จะเห็นได้ว่าภายในคุ้มราชบุตร จะมีพระเครื่องที่ได้ตกทอด มาจากท่านเจ้าพ่อ ที่เคยสะสมไว้นำมาตั้งโชว์ อยู่ในตู้มากพอสมควร ไม่ว่าจะเป็นพระพุทธรูป พระสมเด็จรุ่นต่างๆ ใครที่ชอบพระเครื่อง สามารถมาดูพระเครื่องเหล่านี้ ของท่านเจ้าพ่อได้อย่างใกล้ชิด

    สำหรับประชาชนทั่วไป หากสนใจเข้าเยี่ยมชมสมบัติตกทอด เป็นสมบัติของทายาทในตระกูล "ณ น่าน" ภายในคุ้มเจ้าราชบุตร (หมอกฟ้า ณ น่าน) ติดต่อสอบถามได้ที่โทร.๐-๕๔๗๑-๐๖๐๕, ๐-๑๙๙๘-๘๐๓๕


    ที่มา http://www.komchadluek.net/
     
  2. สุวรรณา รัตนกิจเกษม

    สุวรรณา รัตนกิจเกษม เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กันยายน 2005
    โพสต์:
    311
    ค่าพลัง:
    +772
    บทธรรมวิจัย เรื่อง
    “พระคุณของแม่”

    พลตำรวจตรี สุชาติ เผือกสกนธ์


    เนื่องในวันที่ ๑๒ สิงหาคมนี้เป็น "วันเฉลิมพระชนมพรรษาของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และวันแม่แห่งชาติ" ผู้เขียนจึงขอเสนอบทธรรมวิจัย ซึ่งเป็นผลจากการปฏิบัติธรรมของผู้เขียนต่อผู้อ่าน เพื่อเป็นวิทยาทานถวายเป็นพระราชกุศล ดังจะกล่าวต่อไปนี้
    ข้อปฏิบัติสำคัญที่สุดซึ่งจะเกื้อหนุนให้ผู้ปฏิบัติได้มีดวงตาเห็นธรรม มีปัญญา บริสุทธิ์รู้แจ้งเห็นจริงในสภาวธรรมต่างๆ ได้แก่ โพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ และในจำนวนนี้ได้รวมถึงวิธีการกำหนดสติเพื่อพิจารณาให้รู้เท่าทันสิ่งต่างๆ เรื่องราวต่างๆ หรือสติปัฏฐาน ๔ ซึ่งประกอบด้วย กายานุปัสนา คือ การพิจารณากาย เวทนานุปัสนา คือ การพิจาณาความทุกข์ความสุข จิตตานุปัสนา คือ การพิจารณาสภาพจิต และธรรมานุปัสนา คือ การพิจารณาสภาวธรรม
    ในการปฏิบัติกายานุปัสนานี้ ผู้ปฏิบัติจำเป็นต้องตั้งสติให้รู้สึกตัวอยู่ทุกอิริยาบถว่า เรากำลังกระทำอะไรอยู่เช่น นั่ง ยืน นอน เดิน วิ่ง ขับรถ ฯลฯ รวมทั้งพิจารณาไปถึงอวัยวะทุกชิ้นส่วนของร่างกายเริ่มแต่ เกศา(ผม) โลมา(ขน) นขา(เล็บ) ทันตา(ฟัน) ตโจ(ผิวหนัง) แล้วจึงพิจารณา ให้ลึกซึ้งเข้าไปถึงอวัยวะภายในต่างๆให้มากที่สุด การพิจารณาตามประเด็นนี้ค่อนข้างจะลำบากสำหรับผู้ปฏิบัติที่มิได้มีโอกาสศึกษาเกี่ยวกับสรีระวิทยามาก่อน
    สำหรับผู้ปฏิบัติที่กำลังหรือเคยศึกษาแพทย์จะไม่มีปัญหาอะไร เพราะได้ศึกษาพบเห็นอวัยวะเหล่านี้ทั้งทางภาคทฤษฎี และภาคปฏิบัติมาเป็นระยะๆต่อเนื่องกันมาโดยตลอดแล้ว สำหรับผู้เขียนเอง ได้ประสบปัญหาในการปฏิบัติธรรมเรื่องนี้เช่นเดียวกัน เพราะไม่เคยได้ศึกษาสรีระวิทยามาก่อน แต่ด้วยความเพียรจึงได้ลงทุนซื้อหาหนังสือเกี่ยวกับโครงสร้างและระบบการทำงานของร่างกายที่มีรูปภาพแสดงอวัยวะภายในส่วนต่างๆมาศึกษาพิจารณา จึงช่วยให้มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องนี้ขึ้นมากทีเดียว และเมื่อได้ปฏิบัติธรรมแล้วก็ได้พบความจริงขึ้นมาประการหนึ่งว่า ในร่างกายของเรานั้นมีระบบควบคุมการทำงานอยู่สองระบบด้วยกัน คือ ระบบประสาท และ ระบบต่อมไร้ท่อ ระบบแรกใช้เส้นประสาทเป็นสื่อสำหรับการรับรู้และสั่งการ ส่วนระบบหลังใช้วิธีการขับของเหลวที่เรียกว่า ฮอร์โมน ออกมาแล้วส่งเข้ากระแสโลหิตส่งไปยังเซลล์ต่างๆของร่างกาย ทั้งสองระบบนี้มีศูนย์ควบคุมการทำงานร่วมกันเสมือนกับศูนย์บัญชาการใหญ่ที่มีระบบการสื่อสารที่ใช้สาย (Wire) และไร้สาย (Wireless) หรือ คลื่นวิทยุนั่นเอง
    ตามหลักพุทธศาสนาแล้ว มุนษย์ และสัตว์จะเกิดหรือปฏิสนธิขึ้นได้นั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยสำคัญคือ ความพร้อมที่จะให้กำเนิดของพ่อกับแม่ซึ่งได้แก่ความแข็งแรงสมบรูณ์ของตัวอสุจิจากพ่อ และการสุกงอมของไข่ในมดลูกของแม่ที่มาผสมกันจนเกิดเป็นเซลล์ หรือ “กลละ” แล้วมีความเจริญเติบโตก่อตัวเป็นรูปร่างมีความพร้อมที่จะรับปฏิสนธิวิญญาณให้เข้ามาสวมในร่างซึ่งต้องเป็นช่วงเวลาเดียวกับวันเวลาที่ครบกำหนดการแสดงผลของ “ชนกกรรม” หรือวิบากของกรรมเก่าที่ส่งผลให้มนุษย์ หรือสัตว์นั้นมาเกิด
    การเจริญเติบโตของทารกในระหว่างที่อยู่ในครรภ์ของแม่ทั้งในส่วนที่เป็นร่างหรือรูปขันธ์ และอารมณ์จิตใจหรือนามขันธ์นั้น ตามหลักวิชาการแพทย์เท่าที่ผู้เขียนมีความรู้เข้าใจเพียงเล็กน้อยจึงเห็นว่า น่าจะขึ้นอยู่กับฮอร์โมนที่ต่อมไร้ท่อในร่างกายของแม่ผลิตให้เป็นสำคัญ ดังนั้น จึงมีคำกล่าวแนะนำแก่แม่ในระหว่างตั้งครรภ์กันมาตั้งแต่โบราณว่า ให้แม่หมั่นทำบุญกุศลทำจิตใจให้ชื่นบานสบาย ไม่มีอารมณ์เสียหงุดหงิดฉุนเฉียวมีโทสะจริตให้มากเกินไป ลูกที่คลอดออกมาจะได้เป็นผู้ที่มีจิตใจเป็นกุศล ไม่เห็นแก่ตัวตระหนี่อิจฉาริษยาพยาบาท ทั้งยังมีคำกล่าวอีกด้วยว่า หากต้องการให้ลูกมีรูปร่างหน้าตาสวยงามก็ให้แม่หมั่นเฝ้ามองรูปภาพของผู้ที่มีหน้าตาสวยงามอาทิ นางสาวไทย ดาราภาพยนตร์เป็นต้น เพราะการปฏิบัติเช่นนี้จะช่วยกระตุ้นให้ร่างกายของแม่ผลิตฮอร์โมนที่เป็นปัจจัยในการสร้างอารมณ์ดีร้ายเหล่านี้ขึ้นแล้วจะถ่ายทอดไปถึงทารกที่เกิดใหม่ได้ นอกจากนี้ ถึงแม้ว่าทารกนั้นจะถูกคลอดออกจากครรภ์ของแม่แล้วก็ตาม แต่ถ้าทารกนั้นยังดื่มน้ำนมของแม่อยู่ ก็จะยังมีการถ่ายทอดนิสัยอารมณ์จากแม่ไปให้แก่ทารกอีกต่อไป เพราะฮอร์โมนที่ถูกผลิตโดยต่อมไร้ท่อในร่างกายของแม่นั้นมีส่วนช่วยในการผลิตน้ำนมด้วย จึงกล่าวได้ว่า ความสัมพันธ์ระหว่างแม่กับทารกในระหว่างที่อยู่ในครรภ์และในวัยที่รับประทานนมของแม่จึงมีอย่างลึกซึ้งยิ่งใหญ่ไพศาลยากที่จะพรรณาให้ครบถ้วนด้วยวาจาหรือเป็นลายลักษณ์อักษรได้ดังที่มีปรากฏอยู่ในเนื้อเพลงที่ว่า “...จะเอาโลกมาทำปากกา แล้วเอานภามาแทนกระดาษ เอาน้ำหมดมหาสมุทรแทนหมึกวาด ประกาศพระคุณไม่พอ...”
    หากความเข้าใจของผู้เขียนที่ได้กล่าวข้างต้นถูกต้องไม่ขัดแย้งกับหลักวิชาการแพทย์ก็เป็นการยืนยันได้ว่า พระพุทธศาสนานั้นเป็นศาสตร์บริสุทธิ์ (Pure Science) ที่สามารถเชื่อมโยงไปยังวิชาวิทยาศาสตร์แขนงอื่นๆได้โดยไม่จำกัดขอบเขตและเวลาสุดแต่ว่าผู้ปฏิบัติจะนำเอาไปประยุกต์ในเรื่องใดประเด็นใด ที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น มิได้หมายความว่า พ่อจะไม่มีพระคุณไม่มีความหมายอะไรแก่ลูกๆเลย ขอได้โปรดเข้าใจว่า หากขาดพ่อแล้ว องค์ประกอบที่จะทำให้มนุษย์และสัตว์เกิดย่อมจะไม่สมบรูณ์ พ่อจึงเป็นบุคคลที่มีความสำคัญ มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับลูกในลำดับถัดมา รวมทั้งเป็นครูคนแรกของลูกอีกด้วย พระคุณของพ่อจึงมิได้ยิ่งหย่อนไปกว่าของแม่เลยแม้แต่น้อย
    คำว่า “วันแม่” นี้เป็นวันที่ได้สมมุติบัญญัติกันขึ้นมาเพื่อให้เราได้มีสติรำลึกถึงพระคุณของแม่ และเท่าที่ถือปฏิบัติกันมาเป็นขนบธรรมเนียมประเพณี ลูกๆ จะถือกันว่า วันนี้เป็นวันพิเศษที่สมควรหากระทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดเพื่อเป็นการแสดงออกถึงความกตัญญูกตเวทิคุณ ส่วนวันอื่นๆ แม่จะเป็นอย่างไร มีทุกข์สุขอย่างไรก็ไม่สนใจ ผู้เขียนจึงใคร่ขอเสนอแนะว่า การกำหนดสติรำลึกถึงพระคุณของแม่ ของพ่อ หรือของผู้ที่มีพระคุณต่อเรานั้น หากสามารถกระทำได้แล้วควรจะกระทำอย่างต่อเนื่อง เมื่อมีโอกาสมีเวลาก็หมั่นไปพบปะเยี่ยมเยือนสอบถามทุกข์สุข ทราบว่า ท่านชอบอาหารคาวหวานอะไร ขอให้ซื้อติดไม้ติดมือเล็กๆน้อยๆไปฝากท่าน จะทำให้ท่านรู้สึกปิติปลาบปลื้มยินดีชื่นอกชื่นใจไม่น้อย หากไม่สามารถไปพบปะเยี่ยมเยือนท่านได้จริงๆ ขอให้ถือปฏิบัติเป็นกิจวัตรประจำวันว่า ก่อนเข้านอนให้กราบที่หมอนแล้วตั้งจิตระลึกถึงพระคุณของท่านวันละหนึ่งครั้งเท่านั้นก็พอ
    องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสถึงข้อปฏิบัติที่จะสร้างความเป็นสิริมงคลความเจริญแก่ผู้ปฏิบัติไว้ ๓๘ ประการดังปรากฏในพระมงคลสูตรในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ไว้ดังนี้
    ปูชา จะ ปูชนียานัง การบูชาบุคคลที่ควรบูชา
    มาตา ปิตุอุปัฏฐานัง การบำรุงมารดาบิดา
    กตัญญุตา มีความกตัญญู เอตัมมังคลมุตตมัง นี่เป็นมงคลอย่างสูงสุด หากท่านผู้ใดปฏิบัติได้ ความเป็นสิริมงคล ความสุขความเจริญย่อมจะหลั่งไหลมาสู่ตัวท่านอย่างแน่นอน ผมขออนุโมทนาด้วยความจริงใจ
    <CENTER>
    <CENTER>********************* </CENTER>
    เรียบเรียง ณ วันที่ ๒๕ สิงหาคม ๒๕๔๑
    </CENTER>
     

แชร์หน้านี้

Loading...