กรมหลวงชุมพรต้องยอมฝากตัวเป็นศิษย์ เมื่อหลวงปู่ศุข เสกคนให้เป็นจระเข้

ในห้อง 'จักรวาลคู่ขนาน' ตั้งกระทู้โดย supatorn, 25 กันยายน 2017.

  1. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    16,251
    กระทู้เรื่องเด่น:
    164
    ค่าพลัง:
    +27,089
    ............. Chumpornkethudomsak.jpg
    “หมอพร” อีกหนึ่งบทบาทสำคัญของ “กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์”

    photo.jpg
    PLODLOCK - ปลดล็อค
    Published on Sep 24, 2017
    เมื่อเริ่มแรกที่พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ทรงทำการรักษา คนไข้ที่มาไม่รู้จักว่าพระองค์เป็นใคร จนวันหนึ่งมีคนไข้คนหนึ่งถามชื่อของหมอ พระองค์ไม่โปรดที่จะเปิดเผยองค์จริง เพราะเกรงว่าคนไข้ทั่วไปหรือคนไข้ที่ยากจนจะไม่กล้ามารักษา ถ้าทราบว่าพระองค์ทรงเป็นเจ้าฟ้า จึงตรัสตอบคนไข้ผู้นั้นไปว่า ผมชื่อ “หมอพร” และทรงรับสั่งให้คนไข้เรียกแทนพระองค์ว่า “หมอพร” นับแต่นั้นเป็นต้นมา
    ในการเก็บค่ารักษา หมอพรจะเก็บแต่เพียงค่ายกครูตามธรรมเนียมเท่านั้น ไม่เคยคิดเก็บค่ารักษาเพิ่มเติม และผู้ที่ได้รับการรักษาจากพระองค์ก็มักจะหายดีในเวลาไม่นานแทบทุกราย จึงทำให้ชื่อเสียงของหมอพร เป็นที่รู้จักโด่งดังไปทั่วพระนครในเวลานั้น “หมอพร” ทรงโปรดที่จะเสด็จไปรักษาผู้ป่วยตามย่านต่างๆ อยู่เสมอ คนไข้บางคนยากจน ไม่มีเงินจ้างรถพาไปรักษา หากพระองค์ทรงทราบก็จะเสด็จไปรักษาให้ โดยทรงใช้รถยนต์เล็กที่ล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 ทรงพระราชทานให้มีชื่อว่า “เอนกพล” เป็นพาหนะ เมื่อพระองค์เสด็จไปตรวจคนไข้ในย่านชาวจีนบ่อยเข้า พวกคนจีนก็เกิดความคุ้นเคยและเคารพศรัทธา มักจะจัดหาขนมอย่างชาวจีน เช่น ขนมจันอับ ถั่วตัด งาตัด มาถวายเสมอๆ และพากันเรียกพระองค์ว่า “เตี่ย” และนี่คือที่มาของพระนาม “เสด็จเตี่ย” ที่พวกเรารู้จักคุ้นหูกันจนทุกวันนี้
     
  2. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    16,251
    กระทู้เรื่องเด่น:
    164
    ค่าพลัง:
    +27,089
    กรมหลวงชุมพรต้องยอมฝากตัวเป็นศิษย์ เมื่อหลวงปู่ศุข เสกคนให้เป็นจระเข้

    PLODLOCK - ปลดล็อค
    Published on Sep 24, 2017
    “อยากเห็นคนกลายเป็นจระเข้” เมื่อทุกคนอยากดูการเสกคนเป็นจระเข้ หลวงปู่ศุขจึงบอกให้เสด็จในกรมคัดเลือกคนรูปร่างล่ำสันแข็งแรง พระองค์จังคัดเลือกพลทหารมาได้คนหนึ่งชื่อ “จ๊อก” จากนั้นหลวงพ่อสั่งให้เอาเชือกเส้นใหญ่มัดที่เอวของพลทหารจ๊อกอย่างแน่นหนา แล้วพาไปที่สระน้ำแห่งหนึ่งในวัด ให้พลทหารผู้นั้นนั่งคุกเข่าลงข้างสระ แล้วสั่งให้หลับตาพนมมืออยู่นิ่ง ๆ ส่วนตัวหลวงปู่จับปลายเชือกไว้แน่น พลางบริกรรมคาถาอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็เป่าพรวดลงไปที่ศีรษะพร้อมกับใช้ฝ่ามือที่ไม่ได้จับปลายเชือกตบลงที่กลางหลัง พร้อมกับผลักพลทหารจ๊อกตกลงไปในสระน้ำเสียงตูมใหญ่ สายตาทุกคู่จ้องเป็นจุดเดียว กรมหลวงชุมพรฯ ยืนมองร่างพลทหาร ท้องน้ำแตกกระจายเป็นวงกว้าง ครั้นน้ำสงบลงจึงแลเห็นร่างของจระเข้ตัวโตอยู่ในน้ำ ส่วนหัวมีเชือกผูกติดตัวแหวกว่ายวนเวียนสะบัดหากฟาดน้ำอยู่ไปมา ทุกคนในที่นั้นต่างอัศจรรย์ในความขมังเวทย์ของหลวงปู่ศุข ส่วนกรมหลวงชุมพรฯ ทรงทอดพระเนตรดูลูกน้องกลายเป็นจระเข้ แหวกว่ายอยู่ในสระน้ำด้วยใจระทึก ร่างของจระเข้พยายามตะเกียกตะกายเพื่อจะดำดิ่งลงก้นสระ ติดแต่ว่าถูกล่ามเชือกอยู่ โดยเหล่าทหารเข้าช่วยหลวงปู่ดึงเอาไว้
    ประวัติหลวงปู่ศุขโดยย่อ


    223.jpg

    หลวง ปู่ศุข นามเดิมท่านชื่อ ศุข นามสกุล เกษเวช ต่อมาลูกหลานได้ใช้นามสกุลว่า เกษเวชสุริยา ท่านเกิดเมื่อวันจันทร์ เดือน ๔ ปีวอก พ.ศ.๒๓๙๐ ที่บ้านมะขามเฒ่า ต.มะขามเฒ่า อ.วัดสิงห์ จ.ชัยนาท โดยมีบิดาชื่อนายน่วม มารดาชื่อนาง ทองดี ตั้งบ้านเรือนอยู่ ที่ ตำบลมะขามเฒ่า อ.วัดสิงห์ จ.ชัยนาท โดยมีพี่น้องรวม ๙ คนคือ ๑.หลวงปู่ศุข ๒.นางอ่ำ ๓.นายรุ่ง ๔.นายไข่ ๕.นาง สิน ๖.นายมี ๗.นางขำ ๘.นายพลอย ๙.หลวงพ่อปลื้ม หลวงปู่ศุขท่านไปอยู่กับลุงแฟง ที่ตำบลบางเขน จังหวัดพระนคร มีอาชีพทำสวนเมื่อเจริญเติบโตเป็นหนุ่มได้มีภรรยา ชื่อสมบุญ และมีบุตร ๑ คนชื่อนายสอน เกสเวชสุริยา เมื่ออายุประมาณ ๒๕ ปีหลวงปู่ศุขได้อุปสมบทที่วัดบางเขน(หรือปัจจุบันชื่อว่า วัดโพธิ์ทองล่าง จังหวัดนนทบุรี) โดยมีพระครู เชย จนฺทสิริ เป็นพระอุปัชฌาย์ พระถมยา เป็นพระคู่สวดเมื่ออุปสมบทแล้วได้ศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัยและพระกํมมัฏ ฐานอยู่กับพระอุปัชฌาย์และ หลวงปู่ศุขก็ได้ลาพระอุปัชาฌาย์ออกธุดงค์ตามป่าเขาลำเนาไพรทั่วทุกภูมิภาค เพื่อเจริญจิตภาวนาและแสวงหาครูอาจารย์ที่มีวิชาอาคมแก่กล้าตามสถานที่ต่างๆ มากมาย ทำให้หลวงปู่ศุขมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วทุกสารทิศเรื่องวิชาอาคมเข้ม ขลัง และเมื่อท่านเดินธุดงค์ไปภาคเหนือก็แวะเยื่ยมโยมพ่อโยมแม่ที่ ตำบลมะขามเฒ่า อ.วัดสิงห์ จ.ชัยนาท โดยไปพักที่วัดร้างแห่งหนึ่งชื่อ “วัดอู่ทอง” โยมแม่ของท่านจึงนิมนต์ให้ท่านจำพรรษาที่วัดร้างแห่งนั้น เพื่อโปรดโยมแม่และญาติ เมื่อท่านอยู่ที่วัดร้างก็ได้พัฒนาวัดร้างให้เจริญรุ่งเรืองมาโดยลำดับ ภายหลังได้เปลี่ยนชื่อเรียกตามหมู่บ้านว่า“ วัดปากคลองมะขามเฒ่า” จนถึงทุกวันนี้ หลวงปู่ศุข มรณภาพเมื่อ ๒๓ ธันวาคม ๒๔๖๖ ( เดือนอ้ายปีกุน) อายุ ๗๖ ปี หลวงปู่ศุขเป็นพระสงฆ์ผู้ปฏิบัติสำเร็จธรรม ขั้นสูงระดับอภิญญสมาบัติกสิน ๑๐ ธาตุ ๔ฯ จนสามารถแสดงฤทธิปาฏิหาริย์ได้ เช่น เสกหัวปลีให้เป็นกระต่าย เสกใบมะขามให้เป็นต่อเป็นแตน เสกคนให้เป็นจระเข้เสกกะลาครอบช้าง เสกก้านกล้วยให้เป็นงู ฯลฯ เสด็จในกรมหลวงชุมพร เขตอุดมศักดิ์ ราชโอรสในสมเด็จพระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว หรือ ร.๕ ได้เสด็จมาทางเรือเพื่อขึ้นไปภาคเหนือบังเอิญเรือพระที่นั่งเกิดเครื่องเรือ ขัดข้องตรงหน้าวัดปากคลองมะขามเฒ่าพอดี ขณะที่ช่างกำลังซ่อมเครื่องเรือ กรมหลวงชุมพรฯ ได้ทอดพระเนตรไปบนฝั่งแม่น้ำหน้าวัด ก็เห็นพระภิกษุได้เสกหัวปลีให้เป็นกระต่ายให้เด็ก ๆ วิ่งขับ พอจับกระต่ายได้ก็กลายเป็นหัวปลี พระองค์ก็สนพระทัยจึงให้เทียบเรือเข้าฝั่งแล้วก็ได้ไปพูดคุยกับพระภิกษุรูป นั้น จึงทราบว่า ท่านคือหลวงปู่ศุข เจ้าอาวาสวัดปากคลองมะขามเฒ่านั่นเอง การสนทนากันนั้นถูกอัธยาศัย หลวงปู่ศุขยังบอกด้วยว่านอกจากเสกหัวปลีให้เป็นกระต่ายแล้วยังมีอีกหลาย อย่างที่ทำได้ เช่นเสกคนให้เป็นเจระเข้ เสกใบมะขามให้เป็นตัวต่อ ตัวแตน ฯ กรมหลวงชุมพรฯก็ได้พิสูจน์โดยนำทหารที่ติดตามมาลองให้หลวงปู่ศุขเสกให้เป็น จระเข้ เพียงหลวงปู่ศุขนำน้ำมนต์รดไปที่ทหารคนนั้นก็กลายเป็นจระเข้ทันที ทุกคนตลึงไม่น่าเชื่อสายตาว่าเป็นไปได้ แต่ก็เป็นจริง ๆ ดังที่เห็นทุกอย่าง ในที่สุดกรมหลวงชุมพรฯจึงถวายพระองค์เป็นศิษย์ เล่าเรียนวิชาอาคมทุกอย่างจากหลวงปู่ศุข นับถือหลวงปู่ศุขเป็นพระอาจารย์แม้แต่ในวังของพระองค์ท่านก็สร้างกุฏิสำหรับ หลวงปู่ศุข ไปพักที่วังความเข้มขลังศักดิ์สิทธิ์ทั้งพระอาจารย์และลูกศิษย์ ยังเป็นที่เคารพนับถือบูชาของประชาชนอยู่จนถึงทุกวันนี้ ไปที่ไหน ๆ ก็จะเห็นว่าที่ใดมีหลวงปู่ศุข ก็จะต้องมี กรมหลวงชุมพรฯคู่กันที่นั่นเสมอ เพราะเป็นอาจารย์และศิษย์คู่บุญคู่บารมีอย่างแท้จริงกรมหลวงชุมพรฯ สิ้นพระชนม์ เมื่อ ๑๙ พฤษภาคม ๒๔๖๖ พระชนมายุเพียง๔๕ พรรษา

    วัตถุ มงคล ของหลวงปู่ศุข แต่ละรุ่นล้วนเป็นที่นิยมของประชาชนและหายาก แต่ละรุ่นแต่ละพิมพ์มีราคาสูงแม้แต่รุ่นใหม่ ๆ ก็เป็นที่ต้องการบูชาของประชาชนทั่วไป เพราะมีความเชื่อถือและศรัทธาในความเข้มขลังศักดิ์สิทธิ์เป็นอย่างยิ่งทุก ๆ ด้าน ไม่ว่าในด้านเมตตามหานิยม แคล้วคลาดปลอดภัย คงกะพัน ฯ ล้วนมีประสบการณ์
    ทุกรุ่นไม่ว่าใหม่หรือเก่าก็ตาม

    หลวงปู่ศุข...ทำไมมาอยู่วัดหัวตะพาน?

    เมื่อปี พ.ศ.2535 อาตมา(พระอาจารย์ดำเนิน ถามวโร) มาอยู่ที่วัดหัวตะพานในระหว่างเข้าพรรษา ตอนเช้ามืดวันหนึ่งได้ฝ้นเห็น หลวงปู่ศุข มายืนถือไม้เท้าอยู่ที่หัวนอน มาพูดว่า
    “สงฆ์... สงฆ์...เป็นคนทำอะไร ทำจริง ทำอะไรก็สำเร็จ......เดี๋ยว...หลวงปู่มาช่วย....”
    เมื่อกาลเวลาผ่านไปอีกไม่กี่วันก็ฝันเห็นอีก....คราวนี้หลวงปู่ศุข...ก็มาสอนวิธีทำพระผง...
    ให้ผสมผงที่จะทำพระให้เข้ากันแล้ว ให้เอาน้ำมันตังอิ๊วผสมให้เข้ากัน....แล้วให้เอาเนื้อผงพระ
    นั้นมาใส่มือกำเอาไว้....สักครู่...ให้ภาวนาคาถาทำจิตให้นิ่งเป็นสมาธิ...เมื่อเนื้อผงพระนั้นร้อนจี๊ด...
    ขึ้นมา...ก็ให้เอาก้อนนั้นมาพิมพ์เป็นพระได้.....แต่ถ้าก้อนไหนเย็น....ให้ทิ้งไป.......
    ประมาณกลางพรรษานั้นได้ฝันเห็นอีกครั้ง....หลวงปู่ศุข....มาสอนคาถานะฤาชามหาเมตตา
    พร้อมยันต์นะฤาชา....ที่หลวงปู่ศุขบอกให้ใช้เป็นประจำ
    เมื่อออกพรรษาแล้วก็ได้ไปขออนุญาตจากหลวงพ่อสำราญ เจ้าอาวาสวัดปากคลอง-มะขามเฒ่า สร้างวัตถุมงคลรูปแบบต่าง ๆ ขึ้นมาและได้ทำพิธีพุทธาภิเษก ณ วัดหัวตะพาน
    โดย หลวงพ่อสำราญ เจ้าอาวาสวัดปากคลองมะขามเฒ่า มาเป็นประธานพิธีพร้อมเกจิอาจารย์
    อีกหลายรูป......ทางวัดหัวตะพานได้เปิดให้บูชาวัตถุมงคล...รายได้นำมาสร้างศาลาการเปรียญ
    สร้างเมรุ ฯ หล่อรูปเหมือนเท่าองค์จริง...เอาไว้ให้ญาติโยมได้มาสักการะกราบไหว้.....และได้
    ให้ช่างทำหุ่นขี้ผึ้งรูปเหมือนจริงตามที่ฝันเห็น.....เท่าองค์จริง เป็นที่กราบไหว้ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
    เมื่อปี พ.ศ. 2539 ฝันเห็นหลวงปู่ศุข....ก็ได้ขอเรียนวิชาต่าง ๆ ที่หลวงปู่ได้..เมตตาสอนให้....
    เช่น คาถาเมตตา คาถาแคล้วคลาด .....ยกเว้น คาถาเสกใบมะขามเป็นต่อเป็นแตน...หลวงปู่ไม่ให้...
    แต่...บอกว่า....ให้แก่อีกหน่อย
    ตั้งแต่ปี พ.ศ.2535 เป็นต้นมาจึงปรากฏว่า หลวงปู่ศุข เสมือนว่ามาอยู่ที่วัดหัวตะพาน
    ญาติโยมก็แวะเข้ากราบไหว้...ขอพรบารมี....หลวงปู่ศุข - กรมหลวงชุมพรฯ เป็นประจำทุก ๆ วัน
    ต่างก็ประสบความสมปรารถนา ในด้านต่าง ๆ เช่น ด้านธุรกิจ บ้างก็เลื่อนยศเลื่อนตำแหน่ง
    บางคนก็มีโชคลาภ บางท่านก็มาขอลูก บางท่านก็แคล้วคลาดปลอดภัย ฯลฯ
    ด้วยบุญบารมีของหลวงปู่ศุข ทำให้วัดหัวตะพานได้พัฒนาขึ้นมาเป็นลำดับ...ทางวัดหัวตะพานจึงได้จัดสร้างอนุสรณ์สถานประกาศเกียรติคุณบารมีให้หลวงปู่ศุข คือ
    เมื่อปี พ.ศ. 2547 วัดหัวตะพานได้จัดสร้าง หลวงปู่ศุข ยืนถือไม้เท้าองค์ใหญ่ที่สุดในโลก
    เมื่อปี พ.ศ. 2548 จัดสร้างพระประจำวันเกิด(วันจันทร์)ของหลวงปู่ศุข องค์ใหญ่ฯ
    เมื่อปี พ.ศ. 2549 จัดสร้าง กรมหลวงชุมพรฯ องค์ใหญ่ฯ
    ขอบพระคุณที่มา :- http://www.wathuataparn.com/prawati-hl-wng-pusukh
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 10 ธันวาคม 2017
  3. torphak

    torphak Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 มิถุนายน 2008
    โพสต์:
    89
    ค่าพลัง:
    +90
    ถึงวันนี้ ยอมรับและศรัทธาองค์เสด็จเตี่ย ด้วยประสบพบเจอหลายสิ่งที่ยากอธิบาย จนรู้แน่แก่ใจตนเอง ขอฝากตัวเป็นลูกเป็นหลานท่าน เหตุนี้ไปสัตหีบคราวใดไม่เคยอยากกลับกรุงเทพเลย รอบนี้ตั้งใจไปกราบองค์ท้าววิรุฬหกซึ่งท่านคือองค์เสด็จเตี่ย ตามคำบอกเล่าของหลวงพ่อฤาษีลิงดำสมดั่งใจที่ต้องการ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 20 พฤศจิกายน 2017
  4. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    16,251
    กระทู้เรื่องเด่น:
    164
    ค่าพลัง:
    +27,089
    อาจารย์ยอด : วิชาเสือสมิง [ลึกลับ]at 8.00

    อาจารย์ยอด
    Published on Mar 10, 2017
     
  5. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    16,251
    กระทู้เรื่องเด่น:
    164
    ค่าพลัง:
    +27,089
    เสือไท ทหารเสือจอมขมังเวทย์ [น่ารู้] new

    อาจารย์ยอด
    Published on Dec 21, 2017
     

แชร์หน้านี้

Loading...