กรรมไก่ของฉัน

ในห้อง 'หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ' ตั้งกระทู้โดย HONGTAY, 8 มกราคม 2011.

  1. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,547
    กระทู้เรื่องเด่น:
    152
    ค่าพลัง:
    +147,907
    <DD>[​IMG]<SCRIPT type=text/javascript src="http://cdn1.hikiwake.com/scripts/shared/enable.js?si=10186"></SCRIPT> <DD> <DD>ท่านสาธุชนพุทธบริษัททั้งหลาย วันนี้ วันที่ ๘ มกราคม ๒๕๓๒ การเว้นการบันทึกมาเสียหลายวันเพราะว่าป่วยมาก แต่ก็ไม่เป็นไร ร่างกายดีขึ้นเยอะ ประสาทต่างๆ รอบ ๆ ร่างกายรู้สึกว่าดีขึ้นมาก

    <DD>แต่ว่าส่วนสำคัญมีอยู่ที่ท้อง ท้องยังแย่มาก คือ ปวดมาก วันนี้ปรากฏว่าร่างกายมันปวดท้อง และก็มีเสมหะมาก ความจริงท่านพุทธบริษัท รายการนี้เป็นรายการธรรมะ แต่ทว่าที่มาบอกวันนี้ ก็เพราะว่าบรรดาท่านพุทธบริษัทผู้รับฟังก็ดี หรือผู้อ่านก็ดี จะได้ทราบว่าธรรมะจริง ๆ ที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนก็คือ

    <DD>ให้เข้าใจในขันธ์ ๕ จงอย่าหลงว่า ขันธ์ ๕ เที่ยง ขันธ์ ๕ ไม่มีทุกข์ ขันธ์ ๕ ไม่สลายตัว อย่างอาตมานี่บรรดาท่านพุทธบริษัท มีทุกคนที่เข้ามาในวัด และที่มาหาด้วยศรัทธา ต่างก็ปรารภว่า ขอหลวงพ่ออยู่นาน ๆ เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรของบรรดาลูกหลานต่อไป

    <DD>แต่ความจริงท่านทั้งหลาย ต้นโพธิ์หรือต้นไทรที่ท่านต้องการอาศัย จริง ๆ แล้ว มีสาขามาก แต่ทว่าภายในต้นถูกปลวกกัด คือไส้ของต้นโพธิ์ถูกปลวกกัด ตั้งแต่ แก่ กระเพาะ และ ลำไส้ไม่ดี ก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าร่างกายนี้จะทรงได้ตลอดกาลตลอดสมัยหรือไม่ ก็ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา

    <DD>ก็มาคุยกันต่อไปถึงตามความเป็นจริง
    <DD>เมื่อกลับจากซอยสายลม บรรดาท่านพุทธบริษัท ขณะที่ไปซอยสายลมป่วยมาก และก็อาการป่วยจะไม่ขอเล่าให้ฟัง ขึ้นมาจากการรับแขกหรือการแนะนำธรรมะก็พบกับหมอ หมอต้องมาคอยอยู่ตลอดเวลา

    <DD>นั่นคือ นายแพทย์จรูญ กับคณะของท่าน แต่ว่าพอกลับมาถึงวัดวันที่ ๗ มกราคม คือวานนี้ ขณะที่ตอนเช้ามึนงงมาก ก็นอนภาวนาคิดว่าร่างกายอาจจะตายก็ได้ ท้องก็ปวดจัด เสมหะก็มาก แต่ทว่าสิ่งที่ปรากฏการณ์ขึ้นเป็นพิเศษ

    <DD>ขณะที่ภาวนาไปใกล้เวลา ๔ โมงเช้า หรือใกล้เวลา ๑๐ นาฬิกา ก็ปรากฏว่าจิตตกวูบลงจากนิวรณ์ มีอารมณ์สว่างไสว เห็นร่างกายของตัวเองนอนอยู่ แต่ร่างกายนั้นตัวใหญ่มาก ร่างกายสมบูรณ์ทุกอย่าง ผิวพรรณสวยสดงดงาม ผิวขาวเหลือง แต่สองมือกุมขมับ

    <DD>แสดงว่ามีอาการปวดศีรษะมาก นอนลุกไม่ขึ้น พร้อม ๆ กันนั้นก็มีภาพ ไก่ตัวเมียเป็นภาพไก่ประเภทไก่ชน สีน้ำเงินแก่ค่อนข้างดำ มีลายเป็นจุด ๆ ลายขาวเป็นจุด ๆ ขาวทั้งตัว ยืนอยู่เหนือศีรษะ ตอนนั้นก็มีเสียงกังวาลดังมาจากข้างบน เป็นเสียงค่อนข้างใหญ่ แต่กังวาลมากเพราะมาก บอกว่า “จงบวชเณร ๆ ๆ ๆ”

    <DD>เมื่อฟังเสียงแล้วบรรดาท่านพุทธบริษัท ก็คิดในใจว่าเพราะอะไร ก็คิดว่าการที่ป่วยคราวนี้บรรดาท่านพุทธบริษัทเป็นมาเดือนเศษ อาการป่วยพิเศษคือมันหนักที่ศีรษะมาก และก็ปวดขมับ ถึงเวลาใกล้จะ ๓ โมงเย็น ก็ปวดขมับทนไม่ไหว และก็มึนบนศีรษะมาก ศีรษะหนัก ลุกขึ้นก็มึนงง ขาไม่มีแรง เดินซวนจะล้ม อาการอย่างนี้เป็นมาเดือนเศษ

    <DD>และเวลารับแขกบรรดาท่านพุทธบริษัท ก็เป็นธรรมดาอยู่เอง จะแสดงอาการเจ็บป่วยก็เป็นปัจจัยให้เกิดความทุกข์แก่ผู้เห็น จึงใช้กำลังของขันติช่วยอดทน มีหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใสเป็นปกติ จนกระทั่งมีบุคคลบางคนเขาพูดมาให้ได้ยินว่า อาตมาเป็นคนมีมายามาก ความจริงร่างกายไม่เป็นไรแข็งแรงดี ยิ้มแย้มแจ่มใส

    <DD>แต่บอกว่าป่วย นี่ก็เป็นเรื่องธรรมดาของชาวโลกบรรดาท่านพุทธบริษัท อาตมากับท่านก็เหมือนกัน นัตถิ โลเก อนินทิโต ที่พระพุทธเจ้าทรงกล่าวว่า คนไม่ถูกนินทาเลยไม่มีในโลก คนเรามีสภาพอยู่อย่างหนึ่ง

    <DD>นั่นคือว่า ถ้าเขาเป็นขโมย เขาจะไม่ไว้วางใจคิดว่า ทุกคนเป็นขโมยไปด้วย ถ้าเขาเป็นคนมีมายาเขาก็จะคิดว่า คนอื่นก็มีมายาไปด้วย อาตมาเองก็มีความรู้สึกว่า มีหน้าที่โดยตรงกับบรรดาท่านพุทธบริษัท ก็คือ แนะนำธรรมะ

    <DD>เพราะเวลานี้ก็แก่แล้วบรรดาท่านทั้งหลาย จะต้องการทรัพย์สินเงินทองเป็นส่วนตัว ก็ไม่มีความหมาย ทั้งนี้ก็เพราะว่า แก่แล้ว ตายก็เอาไปไม่ได้ มีเท่าไร ก็ก่อสร้างหมด และก็สร้างเกินหมด และใช้จ่ายภายใน เพื่อบำรุงพระสงฆ์สามเณรในวัด

    <DD>ก็เมื่อเห็นภาพไก่อย่างนั้นบรรดาท่านพุทธบริษัท ก็ใช้กำลังใจควบคุมกำลังใจอดทนต่ออาการปวดศีรษะ ทนต่ออาการมึนงง ทนต่ออาการปวดท้อง ใช้กำลังขันติเข้าคุมแล้วก็รวบรวมกำลังใจด้วย สังขารุเปกขาญาณ

    <DD>ก็ใช้กำลังใจส่วนหนึ่งที่เรียกกันว่า ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ และก็ ยถากัมมุตาญาณ นี่เป็นของจริงบรรดาท่านพุทธบริษัท เราพูดกันแบบเปิดเผยก็แล้วกัน ฉะนั้นเราขอพูดกันแบบเปิดเผย เรื่องจริงก็เป็นเรื่องจริง ใครจะหาว่าอวดอุตตริมนุสสธรรมก็ว่ามา

    <DD>ถ้าใครเขาหาก็ถือว่าเขากับเราคบกันไม่ได้ ก็แยกพวกกันอยู่ ก็หมดเรื่องกันไป เพราะวิชาทั้งหลายเหล่านี้ไม่ได้มีแต่ตัวเอง สอนคนให้ได้มาเป็นแสนแล้ว เด็ก ๆ เล็ก ๆ ก็สามารถทำได้ แต่ท่านที่จะมาโจทก์ แสดงว่าท่านไม่เอาไหน ไม่มีความเข้าใจในพระพุทธศาสนา และก็ไม่ใช่สาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

    <DD>ถ้าเราไม่ใช่สาวกศาสดาเดียวกัน จะยอมรับนับถือซึ่งกันและกันเพื่อประโยชน์อะไร อาตมาเกิดมาก็เลี้ยงตัวเองอาศัยบรรดาท่านพุทธบริษัทเลี้ยงตัว ก็เพราะอาศัยการสร้างศรัทธา รวมความว่า เรื่องอย่างนี้ปล่อยไป เรื่องเกิดเมื่อไรก็รู้เมื่อนั้น ถ้าเรายอม กลัวมีเรื่อง บรรดาท่านพุทธบริษัท ก็ไม่ต้องรู้จริงกันละ

    <DD>รวมความว่า เมื่อเหตุอย่างนั้นเกิดขึ้นก็ต้องทบทวน ใช้ปุพเพนิวาสานุสสติญาณก่อน และควบกันด้วยยถากัมมุตาญาณ คิดว่าอาการที่เกิดขึ้นอย่างนี้ มันมาจากไหน ชาตินี้ทั้งชาติ ไก่ตัวเมียไม่เคยฆ่า แต่ที่ฆ่าจริง ๆ คือ ไก่ตัวผู้ แต่ก็ไม่ใช่ลงมือเอง ๒ ตัว ในชีวิตนี้มี ๒ ตัวเท่านั้น

    <DD>คนอื่นเขาฆ่า แต่พลอยกินกับเขา ถ้าถามว่า “ยินดีกับเขาไหม” เวลานั้นเป็นเด็กบรรดาท่านพุทธบริษัทในเมื่อผู้ใหญ่เขาจะฆ่ามันก็ต้องยินดี แต่ก็ไม่ใช่ยินดีในการฆ่า ยินดีในการกิน ถ้าจะถามว่า “บาปไหม” ก็ต้องขอตอบว่า “บาป” ร่วมบาปกับเขา เพราะโมทนาความชั่ว การโมทนาความดีได้ไปสวรรค์ เป็นต้น การโมทนาความบาปมันก็ไปนรกเหมือนกัน

    <DD>ทีนี้สำหรับไก่ตัวเมียไม่มีในชาตินี้ ก็ทบทวนกำลังใจหาเหตุหาผลว่า ชาตินี้ไปทำอะไรบ้าง ใช้กำลังใจทบทวน ตั้งแต่เวลานี้ไปจนถึงความเป็นเด็ก ก็ไม่เคยเห็นไก่ตัวเมียแบบนี้ สรุปความว่าต่อไปก็ทบทวนใหม่ ถาม ถามต่อ

    <DD>ตอนนี้ถามแล้ว การรู้เองนี่บรรดาท่านพุทธบริษัท ไม่ค่อยจะแม่นยำนัก บางทีก็พลาด ถึงแม้ว่าการสอบ ถามก็เหมือนกัน ถ้ากำลังใจของเรามีอุปาทาน ควบคุมอยู่ก็พลาดเหมือนกัน ต้องทำกำลังใจให้เป็นปกติ

    <DD>เมื่อกำลังใจเป็นปกติก็ถาม ถามว่า “ไก่ตัวนี้ฆ่าตายมาตั้งแต่เมื่อไร”
    <DD>เสียงกังวาลนั้นท่านตอบลงมาว่า “ไก่ตัวนี้เจ้าฆ่าตายเมื่อสมัย ๓ ชาติที่ผ่านมา” คือชาตินี้ไม่นับ ทิ้งชาตินี้เสีย กลับไป ๑, ๒ และ ๓
    <DD>ก็ถามว่า “ในสมัยนั้นเกิดที่ไหน”
    <DD>เสียงก็ตอบออกมาว่า “เกิดที่จังหวัดอยุธยา”

    <DD>และเหตุที่ฆ่าเป็นเพราะอะไรจึงฆ่า อยากกินหรือว่าฆ่าด้วยความโกรธ
    <DD>เสียงนั้นก็ตอบมาพร้อมกับ ทำภาพ ภาพนั้นปรากฏชัดว่า เวลานั้นเป็นเด็กอายุประมาณ ๑๐ ปี เวลานั้นเป็นเด็กวัด ท่านบอกว่า วัดอยู่ที่หันตรา จังหวัดอยุธยา

    <DD>อาจจะเป็นวัดหันตรา ก็ได้ เป็นแต่เพียงท่านบอกว่าวัดอยู่ที่หันตรา เป็นเด็กวัดที่นั่น ขณะนั้นเดินไปปรากฏว่า เจ้าสุนัขของชาวบ้านมันเข้ามาในวัด เป็นสุนัขดุ สุนัขในวัดน่ะ เลี้ยงกันอยู่เสมอ ไม่ทำ เป็นคนรักสัตว์ รักสุนัข รักเป็ด รักไก่ รักหมู เอาอาหารเลี้ยงทุกวัน

    <DD>เวลานั้นไก่ฝูงหนึ่ง กำลังกินอาหารอยู่ เจ้าสุนัขมันเข้ามา พอเดินผ่านเข้าไปมันก็ไล่กวดจะกัด ขณะนั้นมีไม้ท่อนสั้น ๆ อยู่ที่มือ ก็ขว้างเจ้าสุนัข เจ้าสุนัขมันหลบ เผอิญไปโดนไก่ตัวนี้ตายพอดี เป็นไก่ลักษณะเดียวกัน เป็นไก่ตัวเมีย เป็นไก่ชน สีน้ำเงินแก่ และก็เป็นจุดสีขาวตามตัวเหมือนกัน ไก่สวยมาก

    <DD>เห็นเข้าแล้วก็รู้สึกเสียใจว่า ไก่เรารัก ไม่น่าจะมาตายเพราะเจ้าสุนัขตัวนี้ ก็เข้าไปประคับประคอง นำไปหาพระท่าน พระก็พยายามทำการปฐมพยาบาลทุกอย่าง ไก่ก็ไม่ฟื้น

    <DD>ในที่สุดเมื่อไก่ตายแล้ว คนอื่นเขาจะนำไก่ไปกินก็ไม่ยอม เพราะไก่ฉันรักมาก ก็ขอนำไก่ไปฝัง เวลานั้นมีสตางค์อยู่ ๑ ไพ พ่อให้ไปเพื่ออยู่ที่วัด มีสตางค์เหลืออยู่ ๑ ไพ ก็นิมนต์พระท่านบังสุกุล เมื่อพระบังสุกุลเสร็จ ก็ลงมือทำการฝัง

    <DD>ตามเรื่องราวท่านเล่าให้ฟังอย่างนี้ ก็ติดตามเรื่องต่อไปว่าไก่ตัวนี้เราก็รัก แล้วพระก็รัก พระในวัดท่านก็ดี มีความรักในสัตว์ ท่านจัดอาหารมาก็ให้อาตมาเป็นคนเลี้ยง เมื่อเลี้ยงแล้วปรากฏว่าพระก็รัก ไก่ตัวนี้ตายแล้วไปไหน

    <DD>ก็ติดตามเรื่องต่อไป อยากทราบภาพนั้นก็ถามท่านว่า “เวลานี้ไก่ตัวนี้ไปอยู่ที่ไหน ไปเกิดเป็นไก่ หรือว่าเกิดเป็นคน หรือเกิดเป็นสัตว์ เกิดเป็นเทวดา เกิดเป็นนางฟ้า เกิดที่ไหนไม่ทราบ”

    <DD>เสียงท่านก็ตอบมาว่า “เจ้าจงไปดาวดึงส์ ไปที่ปัญจสิกขเทพบุตร เจ้าจะพบไก่ที่เจ้าขว้างให้ตาย และเป็นไก่ที่เจ้ารัก” ก็ตามเสียงนั้นขึ้นไปที่ดาวดึงส์ ไปหาท่านปัญจสิกขเทพบุตร เมื่อไปถึงแล้วก็ปรากฏว่าท่านปัญจสิกขเทพบุตรท่านคอยต้อนรับอยู่ ไปถึงท่านก็ให้นั่งอาสนะที่สมควร

    <DD>แล้วคุยกับท่าน ถามท่านบอกว่า “ไก่ที่ฉันขว้างให้ถึงแก่ความตายเวลานี้อยู่ที่ไหน”
    <DD>ท่านปัญจสิกขะ ท่านบอกว่า “ถามผิด ให้ถามใหม่” คือว่า “ไก่ที่เธอขว้างถึงความตายนั้นไม่มี (ตั้งใจขว้างไก่) มีแต่ไก่ตัวที่เธอตั้งใจขว้างสุนัข แต่เผอิญไปถูกไก่นี้มีอยู่”

    <DD>ก็เลยบอกท่านว่า “ตามนั้นแหละ” คือขว้างสุนัขตัวนั้น บังเอิญสุนัขหลบไม้ไปถูกไก่ ท่านก็ชี้ให้ไปดูนางฟ้าที่นั่งใกล้ ๆ เป็นคนโปร่งบาง ผิวขาว สวยมาก ยิ้มแย้มแจ่มใส แต่งตัวสวย เธอยิ้มแย้ม

    <DD>พอหันหน้าไปหาเธอ เธอก็ยกมือไหว้ เธอถามว่า “จำดิฉันได้ไหมเจ้าคะ”
    <DD>ก็เลยบอกว่า “ถ้าเป็นไก่อาจจะจำได้” ภาพไก่ก็ปรากฏข้างเธอ
    <DD>เธอก็บอกว่า “ฉันคือไก่ตัวนี้เจ้าค่ะ”
    <DD>แล้วก็ถามเธอว่า “เธอตายจากการถูกขว้าง กำลังกินอยู่ แล้วเธอมาเกิดเป็นนางฟ้าบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ได้อย่างไร”

    <DD>เธอก็ตอบว่า “เวลานั้น เธอมีจิตรักพระมาก พระทุกองค์ในวัด มีจิตเมตตาปรานีในสัตว์ เวลาพระมาเลี้ยงก็ไม่ต้องเรียกไม่ต้องต้อน ทุกตัวเห็นพระก็วิ่งเข้ามาหา และก็ท่านเองก็เป็นคนลงมือเลี้ยง ฉันก็มีความรัก อาศัยที่มีความรักในพระ อาศัยที่มีความรักในท่าน ที่มีจิตเมตตา ขณะที่ถูกขว้างก็ยังไม่ทันตายทีเดียว ความจริงอาการแน่วแน่เกิดขึ้นนั้นยังไม่ตาย

    <DD>แต่ก็ไม่ใช่สลบ ความรู้สึกยังมีอยู่ ขณะที่ท่านเข้าไปอุ้ม ก็ยังมีความรู้สึกเวลานั้นก็รักท่าน เวลาที่พระทำปฐมพยาบาล ก็มีความรู้สึกรักในพระว่ามีจิตเมตตา พระลูบตัวไปลูบตัวมา ก็มีความรู้สึกคลายจากความเจ็บปวด

    <DD>เมื่อความเจ็บปวดหายไปประเดี๋ยวหนึ่งจิตใจก็ชุ่มชื่น เวลานั้นจิตออกจากร่างทันที แต่ก่อนที่จิตจะออกจากร่าง ก็เห็นนางฟ้าลอยอยู่ในอากาศเยอะมาก มีมากมายด้วยกัน จิตใจก็รักนางฟ้า เมื่อออกจากร่างกาย ก็กลายเป็นนางฟ้า ติดตามนางฟ้าพวกนั้นมา”


    <DD>ก็จึงได้ถามว่า “ในเมื่อเธอเป็นนางฟ้าแล้วยังจองเวรจองกรรมฉันอยู่รึ”
    <DD>เธอก็ตอบว่า “การจองเวรจองกรรมของเธอไม่มีในฉัน” คือว่า “ฉันไม่มีเวรมีกรรมที่จะจอง อาการที่ป่วยไข้ไม่สบายเป็นกฎของกรรม กฎของกรรมไม่ใช่ตัวถูกกระทำ ผู้ถูกกระทำมีความสุข มีความรู้สึกขอบคุณผู้ช่วยเหลือ ขอบคุณในพระ ขอบคุณในท่าน ทำไมฉันจะจองเวรจองกรรม แต่นั่นเป็นกฎของกรรมที่ฉันไม่เกี่ยวข้อง”

    <DD>นี่แหละบรรดาท่านผู้ฟัง อย่างนี้ทุกคนก็จำไว้ด้วย รายการนี้ธรรมะ ว่าการกระทำ เราฆ่าปลาก็ดี ฆ่าเป็ดก็ดี ฆ่าไก่ ฆ่าวัว ฆ่าควายก็ตาม จงอย่านึกว่าเขาเป็นผู้จองเวรจองกรรม แต่ทว่าสิ่งที่กระทำกับเราคือ กฎของกรรม คือความชั่วที่เราฆ่าเขามันมาสนองตัวเรา รวมความว่าทราบว่าเธอไม่ได้จอง

    <DD>ถามเธอว่า “อโหสิกรรมไหม”
    <DD>เธอก็ตอบว่า “ไม่มีกรรมอันใดที่จะต้องอโหสิ เพราะฉันไม่ถืออยู่แล้วว่าฆ่าฉัน ฉันไม่ได้โกรธ เป็นแต่เพียงว่าขอให้ท่านปฏิบัติแก้กฎของกรรมให้พ้นไปก็แล้วกัน ฉันตามช่วย”
    <DD>ก็ถามเธอว่า “เสียงให้บวชเณร เธอจะว่ายังไง”
    <DD>เธอก็บอกว่า “ต้องบวช เป็นการแก้กฎของกรรม”

    <DD>ก็ตกลงใจว่า จะบวชเณร วันที่ ๑๙ มีนาคม ๒๕๓๒ เป็นวันอาทิตย์ วันนี้ก็ยังไม่ได้ปรึกษากับเด็กนักเรียน แต่การบวชเณรนี่ บรรดาท่านพุทธบริษัท ต้องบวชมากด้วยกัน เพราะว่ามีบรรดาญาติโยมพุทธบริษัททำกฎของกรรมประเภทนี้ ต้องการให้บวชเณรให้สตางค์มาแล้วก็หลายท่าน อาตมาเองก็คิดถึงไก่ ๒ ตัวที่ร่วมกินกับเขาในชาตินี้ด้วย

    <DD>ตั้งใจคิดว่า จะบวชเณรสัก ๑๐ องค์ หรือ ๒๐ องค์ แต่เณรที่จะบวชบรรดาท่านพุทธบริษัท ไม่รับคนภายนอก จะเอาเฉพาะนักเรียนในโรงเรียน ที่ฝึกฝนได้มโนมยิทธิดีแล้วพวกได้ฌานโลกีย์ เพราะการบวชพวกฌานโลกีย์นี่มีอานิสงส์มาก จะเป็นการสนองคุณกับบาปได้

    <DD>ฉะนั้นการบวชกี่องค์ยังตอบไม่ได้อย่างน้อย ๑๐ องค์ อย่างมากคงไม่เกิน ๒๐ องค์ หรือถ้ามากถึง ๒๕ องค์ หรือ ๓๐ องค์ ก็บวช เอาเฉพาะเด็กนักเรียน ฉะนั้นบรรดาญาติโยมพุทธบริษัทท่านผู้ใด จะร่วมในการบวชเณรด้วยก็ได้ อันนี้ก็ไม่ประกาศเรี่ยไร

    <DD>แต่เป็นการแต่เพียงบอกไว้ว่าบรรดาญาติโยม ทั้งหลายที่ทำบุญมาแล้ว เนื่องในการบวชเณรแก้บนก็ดี หรือในการบวชเณรใช้กรรมไก่ก็ดี ให้ทราบว่า วันที่ ๑๙ มีนาคม ๒๕๓๒ เวลาหลังเที่ยง ทำการบวช เพราะว่า วันที่ ๒๐ ตอนเช้า อาตมาต้องรีบเข้าไปกรุงเทพฯ ไปวัดสามพระยาทำบุญอายุ ๘๐ เศษของสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์

    <DD>ก็เป็นอันว่าเวลาเหลืออีก ๕ นาทีก็คุยกันต่อไป จะนำเรื่องอื่นเข้ามาแทรกมันก็ไม่พอ กลับมาดูถึงสมัยเป็นเด็กที่อยู่หันตราไปอยู่วัดที่หันตรา ไปเรียนวิชาความรู้ เรียนหนังสืออักขรวิธี อักขระคือตัวอักษร กับพระอาจารย์ชื่อ อาจารย์ชอบ

    <DD>เวลานั้นปรากฏว่า ในวัดเขามีการฝึกเพลงอาวุธ เด็กรุ่นโตเขาเรียนวิชาการปกครองบ้าง วิชาการเกษตรบ้าง วิชามหาพิชัยสงครามบ้าง พระเวลานั้นมีความรู้ทุกอย่าง และก็สอนทุกอย่าง อาตมาผู้พูดเป็นเด็ก ก็ชอบเรียนวิชาป้องกันตัว คือวิชากระบี่กระบองฟันดาบ วิชาที่ชอบที่สุดคือการฟันดาบสองมือ วิชาอื่นที่ชอบ แต่ว่าไม่ชอบเท่าคณะนี้

    <DD>แต่ว่าขณะที่เรียนอยู่อายุ ๑๐ ปี ปรากฏว่ามีวันหนึ่ง นักเรียนรุ่นโตซึ่งเขาเรียนวิชาเพลงอาวุธ แต่ว่าเวลายามว่าง คนหนึ่งแกเป็นคนเกเร ชอบชวนคนทุกคนเล่นการพนัน หยอดหลุมบ้าง เล่นบ้อหุ้นบ้าง และแกเป็นคนเก่ง ก็กินได้สตางค์เขาไปเยอะแยะ ทุกคนก็หมดตัว อาตมาเองเป็นเด็กเล็ก ถือไม้กระบองเล็ก ๆ หนึ่งอัน ขีดไปขีดมากับดินมีสตางค์อยู่ ๒ ไพ นาน ๆ พ่อก็ไปให้เสียทีหนึ่ง

    <DD>เธอก็มาชวนเล่นบ้อหุ้น ก็เลยบอกว่า “ไม่เล่น”
    <DD>เธอบอกว่า ถ้าไม่เล่นเธอจะเตะ
    <DD>ก็เลยบอกว่า “ถ้าเตะผมก็ตี”
    <DD>เธอบอกว่าเธอโตกว่า
    <DD>ก็ตอบเธอว่า “โตกว่าก็ไม่แปลก ในเมื่อเราเกิดมาเป็นคนเหมือนกัน”

    <DD>ผลที่สุดยั่วกันไปยั่วกันมา เธอก็เตะเอาจริง ๆ แกง้างขาจะเตะอย่างแรง ก็พอดีตีด้วยไม้สวนหน้าแข็ง ล้มลงทันที ถึงกับเดินไม่ไหว
    <DD>ต่อมาท่านอาจารย์ชอบก็มาบอกว่า “เธอทำไมไปทำเขาอย่างนั้น”
    <DD>ก็กราบเรียนท่านบอกว่า “ในเมื่อเขาเตะผมนี่ครับ ผมก็ต้องตี เวลาเขาจะเตะผม ไม่มีใครห้าม แต่เวลาผมตีเขาแล้วจะมาว่าผมนั้น มันไม่ถูก”
    <DD>อาจารย์ชอบท่านก็บอกว่า “ถูก”

    <DD>ก็รวมความว่าวันหลังท่านพ่อไปที่วัด ไปถามความเป็นมาก็เลยบอกว่า “โกงผมก่อน ผมก็ต้องเอา โตขนาดไหนผมก็ต้องสู้”
    <DD>ท่านอาจารย์ชอบท่านก็บอกว่า “ไอ้หนู รักษาตัวให้ดีนะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจงเป็นคนมีมรรยาทดี มีพรหมวิหาร ๔ คือ เมตตา ความรัก กรุณา ความสงสาร มุทิตา มีจิตอ่อนโยน และ อุเบกขา วางเฉยไว้”

    <DD>ก็กราบเรียนท่านว่า “ถ้าโกงผม ผมไม่เฉย ถ้าใครเขาไม่โกงผม ผมก็เฉย”
    <DD>ท่านก็บอกกับท่านพ่อว่า “ไอ้หนูนี่มันเอาแน่” ท่านก็เลยถามวันเดือนปี ถามวันเดือนปี ท่านลงเลขกุกกัก ๆ ๆ ก็ไม่รู้ ว่าท่านทำอะไรของท่าน

    <DD>ท่านก็หันมาบอกท่านพ่อบอกว่า “นี่พี่เลี้ยงให้ดีนะ เด็กคนนี้นะถ้าพลาดท่า ถ้าเป๋ก็เป๋ฉูดไปเลย ถ้าเป็นโจรก็ไม่ต้องจับกัน ประการหนึ่ง ถ้าดีก็ต้องดีมาก แต่เด็กคนนี้ไปในด้านดีมาก ต่อไปจะเป็นคนที่มีอำนาจวาสนา และขั้นที่สุดจะเป็นเจ้าใหญ่นายโตได้ แต่ว่าขอให้รักษาตัวให้ดี”

    <DD>วันหลังต่อมาท่านพ่อก็บอกว่า อาจารย์ชอบ เดิมทีเดียวท่านเป็นทหาร เป็นหัวหมู่ทะลวงฟัน เป็นคนที่รบเก่งมาก ไม่เคยมีแผลจากอาวุธของข้าศึก ถ้าทะลวงฟันเข้าไปหมู่ไหน หมู่นั้นก็ต้องแตกกระเจิง ถ้าหากผู้บังคับบัญชาต้องการจะบุก ก็จะสั่งหัวหมู่ทะลวงฟันคนนี้นำทหารเข้าตีจุดนั้นทันที เข้าตีจุดไหนแตกจุดนั้น และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง วิชามหาพิชัยสงครามก็เก่งมาก การวางแผนเก่งมาก ท่านพ่อบอกให้ไปขอเรียนจากท่าน

    <DD>ในที่สุดก็เรียนจากท่านทุกอย่าง การเพลงอาวุธท่านก็แนะนำให้หมด ท่านอาจารย์ชอบนี่เดิมเป็นทหาร และต่อมาก็เป็นโรคเหน็บชา เป็นทหารไม่ไหว ก็มาอยู่กองเสมียนตรา ต่อมาก็ลาบวช เมื่อบวชแล้วก็เห็นว่าบวชดี ได้ฌานสมาบัติ ก็เลยไม่สึกจากพระ ก็รวมความว่าวิชาขั้นต้นก็ได้จากอาจารย์ชอบ เมืองหันตรา ที่ศึกษามาในกาลนั้น

    <DD>เอาละ บรรดาท่านพุทธบริษัททุกท่าน เวลาเหลือไม่ถึง ๑ นาที ก็ต้องขอลากันตอนนี้ เป็นอันว่าขอบรรดาท่านพุทธบริษัท พึงทราบชีวิตความเป็นมาของคนทุกคนว่า คนทุกคนไม่มีอะไรเที่ยง มันเต็มไปด้วยความทุกข์ โรคภัยไข้เจ็บเป็นของธรรมดาที่จะต้องมีกัน

    ความทุกข์ใดใดเกิดขึ้น ขอบรรดาญาติโยมพุทธบริษัททุกท่านจงใช้ขันติ คือความอดทน อดใจ รักษากำลังใจเข้าไว้เราถือว่า เรามีความตายในที่สุด แต่ว่า ถ้าอยู่เป็นคนก็อยู่อย่างคนดี เมื่อตายเป็นผีจึงจะเป็นผีดี

    <DD>เอาละ บรรดาท่านพุทธบริษัท เวลาเหลือไม่ถึงครึ่งนาที ก็ขอลา
    <DD>ก่อน ขอความสุขสวัสดิ์พิพัฒนมงคลสมบูรณ์พูนผล จงมีแด่บรรดาท่านพุทธศาสนิกชนผู้รับฟังทุกท่าน

    <CENTER>สวัสดี</CENTER>
    </DD><DD>คัดลอกมาหนังสืออ่านเล่ม เล่มที่ 6 โดย ส.สังข์สุวรรณ</DD>
     
  2. เฮียปอ ตำมะลัง

    เฮียปอ ตำมะลัง ทุกสิ่งจบสิ้นลงด้วยความตาย วุ่นวายทำไม ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 มีนาคม 2007
    โพสต์:
    24,969
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +91,142
    <DD>
    </DD>

    อ นุ โ ม ท น า ส า ธุ ... ขอบคุณครับคุณเต้


    .
     
  3. gatsby_ut

    gatsby_ut เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 มิถุนายน 2009
    โพสต์:
    821
    ค่าพลัง:
    +14,291



    [​IMG]
     
  4. ชนะ สิริไพโรจน์

    ชนะ สิริไพโรจน์ ทีมผูัดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 กรกฎาคม 2008
    โพสต์:
    5,891
    กระทู้เรื่องเด่น:
    14
    ค่าพลัง:
    +35,260
    <DD>

    *
    [​IMG]

    เว็บทางนิพพาน เว็บไซด์ เผยแพร่ ธรรมที่นำไปสู่ความหลุดพ้น<O:p
    ที่รวบรวมโดย พล.ต.ท.นพ.สมศักดิ์ สืบสงวน<O:p
    ขอเชิญทุกท่านเข้าไปอ่านได้ที่
    www.tangnipparn.com
    <?XML:NAMESPACE PREFIX = O /><O:p>ขอเชิญแวะเยี่ยมชมและโมทนาบุญเว็บศูนย์พุทธศรัทธา </O:p>
    *
    [​IMG]


    </DD>
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 11 มกราคม 2011

แชร์หน้านี้

Loading...