กรรมไก่ของเฮียโหงว

ในห้อง 'กฎแห่งกรรม - ภพภูมิ' ตั้งกระทู้โดย raming2555, 21 มกราคม 2013.

  1. raming2555

    raming2555 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    5 ธันวาคม 2012
    โพสต์:
    1,548
    ค่าพลัง:
    +18,899
    กรรมไก่ของเฮียโหงว
    เมื่อตอนเฮียโหงวอายุได้สัก 14-15 ปีเห็นจะได้ เราก็จะอยู่ในช่วง 8-9 ขวบ ก็ประมาณ ป.2-3 นี่แหละ ตอนนั้นที่บ้านเลี้ยงไก่ชน ความจริงแล้วเรื่องเลี้ยงไก่นี่เริ่มตั้งแต่ ตั้วเฮียก่อนเลย เมื่อมีพี่ชายคนโตเริ่มคนที่สองก็ตามมา พอมาถึงเฮียโหงวก็เลย ตามกันไป ตอนนั้นสนามหลวงยังไม่ได้ย้ายไปไหน ชอบตีไก่ก็ไปดู กันที่นั่น เพื่อนดีๆของเฮียโหงวก็จะมาชวนกันตีไก่ ก็ตีกันจนหัวโกร๋น ดูแล้วเหมือนอีแร้งดีๆนี่เอง เวลาตีเสร็จก็ต้องให้น้ำแล้วเอาขนไก่ปั่นคอ เขาว่าไม่งั้นไก่จะเสีย คือมีเสมหะพันคอ แล้วก็ต้องค่อยๆเช็ดขนทีละเส้น เอาใจ จนเคยถามว่า พ่อมึงเลี้ยงมึงมาแท้ๆ ไม่เคยเห็นมึงดูแลเช็ดตัวให้เลยวะ นี่บางครั้งถึงกับเอามุ้งไปกางให้นอนนะ พ่อมันไม่เคยเห็นมันทำอย่างนี้หรอก พูดเข้าจะโดนตืบเอา ทีนี้เวลาจะคัดไก่ไปตีกันก็ต้องเลือก เขาก็มีวิธีดูแข้ง ว่าแข้งต้องกลม เขียว ตาลาย ไอ้เราก็ว่าคล้ายจะเป็นลมด้วยไหมวะ ก็ไม่ค่อยเข้าวงการกับเขาสักเท่าไร ต้องดูที่นิ้วก้อยด้วยว่าเกร็ดที่นิ้วก้อยแตก จะตีแม่นมาก มีกำไรที่แข้ง ปีกมีขนเต็ม ต้องมีการลองซ้อมตีก่อนว่า เป็นไก่ตั้งหรือไก่เชิง ถ้าเป็นไก่ตั้งเวลาตีจะ ตีตรงๆ เตะตรงๆ เดินลุยเข้าไปซึ่งๆหน้า อันนี้แบบลูกผู้ชาย กับไก่เชิงคือต่อหน้ามุดเข้าใต้ปีก โผล่มาอีกทีก็พันปีกแล้วจิกหลังหัวเตะ อันนี้ก็ทำให้คู่ต่อสู้ เจ็บปีกบินไม่ขึ้น ก็มีโอกาสแพ้ได้ง่าย บางตัวจะเลือกตีที่หน้างอนเหนือจงอยปากขึ้นไปหน่อย ตรงนั้นเป็นจุดอ่อนอีกจุดหนึ่ง กับตีเข้าลูกกะตาพอลืมตาไม่ขึ้นก็เสร็จ เจ้าของไก่บางคนมันโกง มันเอายาหม่องทาใต้ปีกไก่ก็มี พอไก่พันกันก็ทำให้ตาไปโดนยาหม่อง ลืมตาไม่ขึ้นก็โดนตีฝ่ายเดียว บางตัวจะใช้เดือยแทง คือกระโดดขึ้นไปใช้เดือยแทงลูกตาคู่ต่อสู้ อันนี้ก็ตาบอดเสียไก่ได้เลย พวกนี้สังเกตว่าเดือยจะแหลม บางตัวเดือยทู่แต่ใช้เดือยแทงเหมือนกัน แต่มันแทงเข้าที่คอ โดนหนักๆเข้าคอหักได้เหมือนกัน แต่ที่จะทำให้เสียไก่ได้หนักๆก็ไม่พ้นโรคขี้ขาว ว่ากันว่าแพร่มาจากนกกระจอกที่มากินข้าวเปลือก เป็นโรคแล้วขี้ทิ้งไว้พอไก่ติดเชื้อเข้าเท่านั้นแหละ ลามไปทั้งครอกตายเกลี้ยง เฮียโหงวแกเคยลองแล้วสารพัดสูตรทั้งฉีดยา ทั้งให้ยาแก้หวัดลดไข้ในสัดส่วนสำหรับเด็ก ให้สมุนไพรทั้งหลาย ตายเรียบ จริงๆต้องฉีดวัคซีนป้องกันไว้ก่อนแต่เนิ่นๆ ก็มีข้ออ้างอีกว่าถ้าฉีดแล้วมันจะเป็นจุดอ่อนที่โดนตีตรงนั้นแล้วไก่มันจะเจ็บมากแหยงแล้วหนีเลย เสียไก่ แต่จริงๆคงไม่มีตังไปให้เขาฉีดซะมากกว่า
    ไอ้ไซ่ง้อน ตัวมันหนักได้สักสองโลกว่า ตีกันมาจนหัวไม่มีขนแล้ว ล้านเลี่ยนเตียนโล่งแดงเถือกไปหมด ขนที่คอก็ร่อยหรอเต็มที แล้วก็แก่พอได้แล้วตีไม่ค่อยไหวสักเท่าไร ก็ได้พอคุมตัวเมียอยู่สองสามตัว พอได้ ก็ด้วยความคึกคะนองของเฮียโหงว แกจัดการถอนขนทั้งหมดออกยกเว้นปีกกะหาง ที่ถอนไม่ได้ขนเส้นมันใหญ่ถอนแล้วเลือดจะออกแล้วจะเจ็บมาก นอกเหนือจากปีกกับหางแล้วไม่เหลือขนสักเส้น ก็ยังไม่พอแก่ความสวยงามเพราะว่ามันแดงแต่หัวไปจรดคอแต่ตัวไม่แดง ท่านจึงได้เอาเหล้าดองตะขาบมาทาตัว อันว่าเหล้าดองตะขาบนี้ก็มีที่ไปที่มาคือ เฮียแกไปได้สูตรมาว่าถ้าเอาตะขาบตัวโตๆมาตัดเขี้ยวแล้วแช่ลงในเหล้า 40 ดีกรี เหล้าขาว หรือก็คือเหล้าโรง แล้วทิ้งไว้สัก 15 วัน ก็จะได้ยาวิเศษสำหรับแก้พิษแมลงกัดสัตว์ต่อย ทาเข้าไปจะหายทันที ด้วยสรรพคุณอันเกิดจากขี้ของมันที่ปล่อยออกมาตอนโดนดองนั่นเอง แล้วอยู่มาวันนึงก็เจอตะขาบตัวใหญ่เกือบฟุตเห็นจะได้ ตัวอ้วนใหญ่ จับได้ก็จัดการตัดเขี้ยวทิ้งวิ่งไปซื้อเหล้าโรง 40 ดีกรีมาครึ่งขวดก็หย่อนตะขาบลงไปดอง ก็ผ่านมาหลายเดือนไม่มีใครเป็นอะไรให้ต้องใช้ยาดองตะขาบสูตรพิเศษนี้เลย ไซง่อนจึงโชคดีเป็นตัวแรก หรือว่าโชคร้าย พอทาไปปุ๊บแดงขึ้นมาทันทีทั้งตัว ก็จะไม่ให้แดงได้ไงก็ เหล้า 40 ดีกรีนะมันก็แสบร้อนผิว ก็ปล่อยเดินมันก็แดงทั้งตัว เฮียแกอารมณ์ดีว่าเนี่ยสวยดีเหมือนอีแร้ง แล้วยังทำให้เลือดลมมันเดินดีด้วยนะ ไซง่อนมันก็เดินกางปีก ก็กลายเป็นสวยไปเพราะว่าเหมือนแร้งกางปีก
    หน้าฝน ไก่พวกนี้ไม่ชอบนอนกรงก็ไปเกาะรั้วเหล็กตรงตลาดหน้าบ้านนอน ฝนตกหนักน้ำท่วมได้แค่ครึ่งเข่า ไก่ที่ไม่มีขนปกคลุมตัวก็ต้องหนาวมากก็คงเกิดสั่นตกลงมาจากรั้วโดนน้ำที่ท่วมอยู่ขนาดนั้นก็ จมน้ำตายไป เท่าที่จำได้มีแค่นั้น ตอนหลังเฮียโหงวแกสารภาพว่าทำไปทั้งหมด 3 ตัว แต่ละตัวแกจำหน้ามันได้หมดจำชื่อมันได้หมด แต่แกก็แปลกทำบาปทำกรรมมาตั้งแต่เด็ก พออายุได้ 19 ปี ก็เกิดเปลี่ยนแปลงตัวเองกะทันหัน ไปสนใจเรียนหนังสือโดยเฉพาะวิชาภาษาอังกฤษ แล้วก็เริ่มหันมาสนใจธรรมะมากขึ้นเลิกทำบาปทำกรรมกันแบบหน้าตีนเป็นหลังมือ สายไปแต่ก็ยังดีที่รู้สึกตัวได้นะ
    ลมพิษ แกก็เป็นเหมือนชาวบ้านเขานั่นแหละ ถ้ามีตังค์ก็ไปหาหมอซะก็สิ้นเรื่อง มีเรื่องเพราะไม่มีตังค์ ทางบ้านยากจนเป็นพิเศษ ก็ไปเอาเหล้าโรงกะใบพลูมาโขลกเข้าด้วยกันแล้วทา มันก็ขึ้นเป็นปื้นแดงๆอันสักเท่าฝ่ามือทั้งแสบทั้งคัน ถ้าเกาก็จะยิ่งคันยิ่งแสบเข้าไปใหญ่ พอทาเหล้าโรงผสมใบพลูก็แสบกันเข้าไป ทำอยู่ 2-3 วันก็รู้แล้วว่าไม่หาย คราวนี้ไปได้คารามายด์โลชั่น มาทา ปะมันทั้งตัวเลย อยู่หลายวัน ก็ไปถึงมือหมอ หมอก็ไม่รู้จะรักษายังไง ก็ให้ยาแก้แพ้มากิน พวกคลอโรแอมเฟตตามีนมาลีเอด ก็ต้องให้มาตามปะสาคนจนไปหาหมอนะ พอกินยาแก้แพ้แล้วก็ดีขึ้น แต่ว่าถ้าไปโดนฝุ่นเข้าให้จะคันถ้าเกาก็จะเป็นเห่อขึ้นทันทีแล้วลามไปทั้งตัวคัน ปวดแสบปวดร้อน ต้องกินยาแก้แพ้สักวันหรือสองวันบางทีก็คืนนึง นอนตื่นมาก็หาย พอเรียนจบ ปวช.จากพาณิชยการธนบุรี มาก็หางานทำไปได้งานเป็นเสมียนโรงไม้ ของคนจีน เดือนนึง 4500 บาท เจอทั้งอากาศร้อน เจอทั้งขี้เลื่อยที่ปกติคนโดนก็คันอยู่แล้วมาเจอคนที่เป็นโรคภูมิแพ้ผิวหนังเข้า แกว่าสุดยอด ทั้งคัน ทั้งแสบ สารพัด ทนเอา ด้วยจบจากพาณิชย์ ธนฯ ทำอยู่ร่วม สามปี จึงเก็บเงินมาเรียนการโรงแรม เข้าครัวทีก็ทั้งร้อนยิ่งเหงื่อออกก็ยิ่งคันเกาไม่ได้ขยับนิดๆหน่อยๆก็เป็นผื่นเป็นปื้นขึ้นมา ก็ทนกันมา ไม่ว่าอะไรเพราะไม่รู้จะทำยังไง ก็กินแต่ยาแก้แพ้ราคาถูก
    มโนมยิทธิ มีฤทธิ์ทางใจ ได้เข้าไปขอเรียนกับหลวงพ่อฤษีลิงดำ ตอนนั้นปี 30 เห็นจะได้ หลวงพ่อยังเป็น พระมหาถาวร ถาวโร ท่านมาสอนที่ซอยสายลม พหลโยธิน ซอย 8 เป็นบ้านเจ้ากรมเสริมเดิมยกให้หลวงพ่อไว้ใช้ประโยชน์ทั้งสอนกรรมฐานและรับสังฆทาน ก็เข้าไปร่ำเรียนกัน ได้มั่งไม่ได้มั่ง ส่วนเฮียโหงวนี่แกเห็นความมืดชัดเจนแจ่มใสมาก คือว่ามืดไปหมด แกก็พยายามทำนะ ส่วนเราก็ไปกันฝึกไปฝึกมาก็ครั้งที่สองก็พอไปได้ อันนี้ฝึกกันคนละวงกะเฮียโหงว สุดท้ายเราก็ไม่แน่ใจว่าฝึกได้จริงๆเหรอ ก็ไปลองฝึกอยู่กับหลวงพี่อาจินต์ ท่านก็ยืนยันว่าได้มโนมยิทธิแล้วนะให้ลงไปข้างล่างไปท่องญาณ 8 กับครูเปี๊ยกได้ ไอ้เราก็รู้สึกว่ามันก้ำกึ่งกับการคิดเอาเองนะ จะว่าคิดเอาเองบางทีมันก็ไม่เชิงเพราะมันรู้สึกและเห็นภาพก่อนที่มันจะคิด จะว่าเห็นเองก็บางทีมันคล้ายๆกับจินตนาการไปเอง อุปทานหรือเปล่า ก็ฝึกกันไป
    ไปวัดท่าซุงที่อ.มโนรมณ์ อุทัยธานี ก็ขอไปเข้ากรรมฐานช่วงปิดเทอมกะเอาดี เอาจริงเอาจังกันสัก 2 อาทิตย์ ดูสิเป็นยังไง ไปวัดก็ได้เจออาจารย์แต๋ว ครูโรงเรียนมัธยม ที่โกรกพระ นครสวรรค์ ถือว่าเป็นศิษย์ใกล้ชิดหลวงพ่อคนหนึ่ง เป็นคนโอบอ้อมอารีย์มีน้ำใจ ไม่ค่อยว่าอะไรกะใคร ไม่หือไม่รือ ใครจะว่าอะไรก็ช่างเขา ก็เข้ามาทักทายเราว่า เด็กคนนี้จิตสวยดีนะ (ตอนนั้นก็คิดว่าแกเพี้ยนนิ) ไอ้เราก็ยิ้ม อายุพอได้ 19 ปี เป็นวัยรุ่นปะสาอะไรไม่รู้เหมือนกันเข้าวัด เจอใครเขาก็คงว่าเพี้ยน ก็ถ้ากินเหล้าเมายา เข้าบาร์เข้าเธค เขาก็ว่าดี ตอนนั้นจน ไม่มีตังค์จะไปเที่ยวหรอก ก็อาศัยไปวัดประหยัดดี ก็จะมาเอาความชั่วไปทิ้ง แล้วจริงๆก็อยากวิเศษกว่าชาวบ้านเขา ได้ไปเห็นโน่นเห็นนั่น อันนี้ก็ต้องถือว่าคิดชั่ว
    เมื่อเจอพี่แต๋วที่ถือเป็นรุ่นพี่ ก็ต้องมีการลองของกันบ้าง ตามประสาคนที่มันไม่ยอมจะเชื่ออะไรง่ายๆ พอสบโอกาสจึงถามพี่แต๋วว่า พี่ชายผมเป็นโรคประจำตัวภูมิแพ้ที่ผิวหนังเป็นเพราะอะไรครับ?? พี่แต๋วหลบตาไปชั่วขณะก่อนจะหันมาบอกว่า พี่ชายเธอเคยไหม เอาไก่ไปถอนขน ทั้งที่ยังเป็นๆ แล้วเอาอะไรไปทาที่ตัวมันน่ะ มันแสบๆจนตัวมันแดงๆ...จึงได้ถามพี่แต๋วต่อไปว่าจะแก้ไขยังไงดี พี่แต๋วบอกว่าไก่มันอาฆาตมาก มากกว่าสัตว์ชนิดอื่นตามที่หลวงพ่อเคยเล่าให้ฟัง แต่พอดีช่วงนี้หลวงพ่อให้ทำพิธีถวายสังฆทานอุทิศเฉพาะให้ไก่ โดยมีรวงข้าวเปลือกใส่ไว้ในถังสังฆทานด้วย ให้รีบไปทำซะ...
    ประสบการณ์ครั้งนี้ทำให้รู้ว่า กรรมใดใครก่อ กรรมนั้นย่อมตอบสนอง ไม่อาจปกปิด บิดเบือนได้ และ มโนมยิทธินั้น เป็นของจริง คนที่ทำจริง และได้ผลจริง นั้นมีอยู่
     

แชร์หน้านี้

Loading...