กระทู้ทางผ่าน..ขอฝากด้วยค่ะ..พลีส > แชร์สัพเพเหระ

ในห้อง 'ดูดวง และ ทำนายฝัน' ตั้งกระทู้โดย สีลสิกขา, 10 มกราคม 2013.

  1. Amatayan

    Amatayan เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    5 พฤษภาคม 2011
    โพสต์:
    1,578
    ค่าพลัง:
    +6,188
    พระท่านบอกว่า คนที่ทำบุญให้ทาน ไม่ว่าจะมากจะน้อย เขาจะเป็นคนในพุทธศาสนาหรือไม่ก็ตาม ด้วยบุญเพียงเล็กน้อยที่เขาทำแล้วนั้น ยังมีกำลังส่งผลให้เขาได้พบกับสัตบุรุษได้ในกาลภายหน้า....ถ้าสััมมาทิฏฐิเขามีมากขึ้นๆ เขาย่อมเห็นแจ้งมรรคผลได้ในกาลอันควรครับ...เพราะฉะนั้นอย่าดูหมิ่นบุญทำประมาณน้อย...ขอให้ทุกท่านได้พบสัตบุรุษผู้เป็นบัณฑิตนะครับ แล้วได้เข้าไปนั่งใกล้ ได้ฟังธรรมและประพฤติธรรมนั้นพร้อมด้วยโยนิโสมนัสสิการด้วยนะครับ
     
  2. ต้นพุทธ

    ต้นพุทธ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กันยายน 2012
    โพสต์:
    923
    ค่าพลัง:
    +3,613
    ในทางธรรมนั้น เมื่อเรามีความอยากเกิดขึ้นเมื่อใด สิ่งที่อยากได้ก็จะไม่ได้
    ในทางโลกนั้น สิ่งที่เราไม่ชอบและเกลียดชัง เรามักจะได้มา
    เหมือนที่คนโบราณชอบพูดกันว่า "เกลียดอะไรจะได้อย่างนั้น"


    ฉะนั้นหากวันนี้คุณทำทาน ด้วยความคาดหวังผสมความอยากได้รับการตอบแทนในบุญกุศลที่ทำ อานิสงค์ของทานนั้นๆ ก็จะลดน้อยลง
    .. ที่สุดแล้วสำหรับบางคนก็จะกลายเป็น ทำทานด้วยความ "โลภ" ดูจิตตนเองให้ทันนะค่ะ และหากคุณซื่อสัตย์กับตนเอง คุณจะมองเห็นเหตุแห่งการทำทานของคุณค่ะ


    ต้นพุทธขอแนะนำ วิธีเริ่มต้นที่จะฝึกละความโลภที่อาจจะเป็นที่มาของการทำทาน ด้วยการ เชื่อในบุญกุศลที่ทำว่าจะไม่ไปไหน ใครทำอย่างไรก็ได้อย่างนั้น ง่ายๆก่อนเลยค่ะ อย่างการทำหนังสือธรรมะเผยแผ่ ก็ไม่ต้องใส่ชื่อของเราลงไป บริจาคที่ไหนก็ไม่ต้องออกนาม

    ..เหตุผลส่วนตัวที่เชื่อว่าเป็นจริงก็คือ ไม่ว่าบุญหรือกรรมที่เราทำไว้
    ถึงแม้นไม่บอกว่า ใคร เป็นผู้กระทำ กรรม(ทั้งกุศลกรรมและอกุศลกรรม) ก็ไม่เคยตอบสนองผิดคน
    อย่างเวลาเราไปขโมย ก็ไม่ได้เขียนชื่อทิ้งไว้ไม่ใช่เหรอคะว่า นาย ก เป็นคนขโมย แล้วก็ไม่ได้อธิฐานขอให้ได้รับผลกรรมในการขโมย หรือแม้แต่อธิฐานขอให้รอดพ้นจากความผิดในการขโมย แต่ทำไมกรรมถึงตามนาย ก จนได้หละค่ะ

    เพราะฉะนั้น หากทำบุญก็ไม่จำเป็นต้องติดประกาศหรือระบุหรอกค่ะว่าใครเป็นคน"ให้"
    ขอให้เชื่อในกฏแห่งกรรม แล้ว บุญกรรมจะจัดสรรทุกอย่างเองด้วยความยุติธรรมที่สุด


    การทำทานนั้น ไม่ใช่ทำเพื่อ หวังผลในบุญแห่งทานนั้น
    เช่น ..ทอดกฐิน 20 แต่ขอพรซะ 2 ล้าน5 บ้านพร้อมที่ดินและชีวิตที่ดีซุโค่ย ในทุกๆด้าน มันเป็นไปไม่ได้ค่ะ

    ไม่ได้ทำเพื่อ บอกให้ใครๆรับรู้ว่าเราเป็นคน "ให้"
    ผนังกำแพงวัดคะ หาดูได้ไม่ยาก บริจาคแล้วก็ใส่ชื่อสกุลตั้งแต่รุ่นปู่ยันรุ่นเหลน รวมไปถึง..ว่าที่หลานเกิดใหม่กันไปเลย.."คุ้ม"

    ไม่ได้ทำเพื่อ สนับสนุนให้กองกิเลส เแห่งความโลภ มันก่อตัวสูงขึ้น
    ทำบุญเยอะๆ สรรหามาทำ เพราะเขาบอกว่าทำแล้วจะแก้กรรมได้ ชีวิตจะดีขึ้นตามกำลังทรัพย์ที่ทำ ไม่เชื่อถามชาว ธ_ _ มก_ย ดูได้ค่ะ

    และไม่ได้ทำเมื่อ ..มีเหลือเฝือแล้วค่อยทำ

    คนบางกลุ่มมักพูดว่า ตัวเองยังเอาตัวไม่รอดเลยจะให้ทำบุญเหรอ รอให้ฉั้นถูกล๊อตเตอรี่ก่อน รอให้มีเงินเยอะๆก่อนนะ รอให้..บรา ๆๆๆ

    แต่เราทำทาน เพื่อ...ฝึกการแบ่งปันค่ะ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 25 มีนาคม 2014
  3. Amatayan

    Amatayan เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    5 พฤษภาคม 2011
    โพสต์:
    1,578
    ค่าพลัง:
    +6,188
    วันนี้ขอนำเสนอคำว่า " เวทนา " คำว่าเวทนานั้นคืออะไร?....

    เราเคยได้ยินกันเสมอๆว่า ช่างน่าสงสาร ช่างน่าเวทนาจริงๆ ดูเหมือนคำว่าเวทนานี้ แปลว่าน่าสงสาร น่าเห็นใจเป็นอย่างยิ่ง ยิ่งกว่าคำว่าสงสารๆธรรมดาๆทั่วไป เวทนานี้ดูเหมือนเป็นคำที่แสดงถึงความน่าเห็นใจอย่างสุดซึ้ง....ว่ากันตามภาษาในพระบาลี คำว่า "เวทนา" เป็นคำที่มีความหมายว่า เสวยอารมณ์

    คำว่าเสวยอารมณ์คืออะไร คือการรับรู้ในอารมณ์ที่เป็นสุขบ้าง ทุกข์บ้าง เฉยๆบ้าง แต่ว่าโดยเวทนาแล้วมีอยู่หลายอย่าง ว่าโดยเวทนา ๑ ก็มี เวทนา ๒ ก็มี เวทนา ๓ ก็มี เวทนา ๕ ก็มี เวทนา ๖ ก็มี จนกระทั่งพิสดารถึงเวทนา ๑๐๘ โน่น พูดไปพูดมา เดี๋ยวงง...นะครับ

    เวทนา ๑ คือ ทุกขเวทนา เพราะที่เรามีความสุขเพราะความทุกข์ลดลง เราจึงเข้าใจว่านั่นคือความสุข แต่ที่จริงแล้วนั้น เป็นเพราะทุกข์เบาบางลง เราจึงเข้าใจว่านั่นคือความสุข....


    ส่วนเวทนา มี ๒ คือ สุขเวทนา ๑ ทุกข์เวทนา ๑ ทั้งสองนี้เป็นอาการที่ปรากฏชัด ในยามที่สัตว์ได้สิ่งที่ตัวเองชอบใจ ได้สิ่งที่ตัวเองต้องการ ได้การกระทบสัมผัสสิ่งที่ดีๆ ก็เป็นความสุขเรียกว่า สุขเวทนา ส่วนถ้าเราได้รับอารมณ์ที่ไม่ชอบ ไม่น่าปรารถนา หรือมีความโกรธ มีความเร่าร้อน การรับรู้เสวยอารมณ์นั้น ก็เป็นทุกขเวทนา....

    ส่วนเวทนา ๓ คือเพิ่มอุเบกขาเวทนาเข้ามาอีก ๑ อย่าง เพราะบางครั้งเราก็มีความรู้สึกเฉยๆ ไม่ยินดี หรือไม่ได้มีความเร่าร้อนอะไรๆ แต่เจ้าอารมณ์อุเบกขานี่มันไม่ค่อยมีใครรู้ ท่านจึงบอกว่าอารมณ์นี้เป็นอารมณ์ที่เห็นได้ไม่ชัดเจน ส่วนมาก เวทนา ๒ ดังกล่าวจะปรากฏชัดเจนกว่า....จะว่าไปอีกหลายเวทนา เดี๋ยวท่านผู้อ่านจะเริ่มสงสัยว่า ตกลงเวทนานั้นมีเยอะเห็นปานนั้นเชียวรึกระไร...ถ้าได้เรียนรู้ หรือได้ศึกษาแล้วจะเห็นประโยชน์ของภาคปริยัติธรรมมากมาย ใช่ว่าทางที่เดินไปนั้นที่สุดจะเดินไปทางเดียวกัน แล้วทุกคนจะถึงทางเหมือนกันนั้น ก็น่าคิดนะครับ เดินมาถูกทาง หรือหลงทาง...เพราะมรรคนั้นมีหลายมรรคเช่นกัน วันหลังมาจิ้มคีย์ใหม่ วันนี้ไปก่อนนะครับ...จบเรื่องเวทนาไว้ก่อนยกที่ ๑ ครับ
     
  4. buakwun

    buakwun เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กุมภาพันธ์ 2012
    โพสต์:
    2,831
    ค่าพลัง:
    +16,604
    “สัตว์โลกนี้ เป็นเหมือนคนตาบอด, ในโลกนี้ น้อยคนนักจะเห็นแจ้ง, น้อยคนนักจะไปในสวรรค์ เหมือนนกหลุดแล้วจากข่าย (มีน้อย) ฉะนั้น”

    “บรรดามนุษย์ ชนผู้ถึงฝั่ง มีจำนวนน้อย, ฝ่ายหมู่สัตว์นอกนี้ เลาะไปตามตลิ่งอย่างเดียว, ก็ชนเหล่าใดแล ประพฤติสมควรแก่ธรรมในธรรมที่เรากล่าวชอบแล้ว, ชนเหล่านั้น ล่วงบ่วงมารที่ข้ามได้ยากอย่างยิ่งแล้ว จักถึงฝั่ง”
     
  5. Amatayan

    Amatayan เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    5 พฤษภาคม 2011
    โพสต์:
    1,578
    ค่าพลัง:
    +6,188
    โลภะ คือ สมุทัยสัจจ์ คือเหตุให้เกิดทุกข์ ชาวนักปฏิบัติ มักเกลียด และ ไม่ต้องการไอ้เจ้าตัวโลภะมันเกิด ต่างก็รู้ว่ามันเป็นตัวการที่ร้าย.....แต่พอสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเองก็อยากได้ของที่เป็นสิ่งอันวิจิตร หรืออยากได้สิ่งที่ดีๆ เวลาที่มันเกิดขึ้นถูกใจ หรือมักติดใจ ...เวลามันเกิดกลับไปติดใจมัน...ไม่เข้าใจ ....ไปแล้ว..
     
  6. ต้นพุทธ

    ต้นพุทธ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กันยายน 2012
    โพสต์:
    923
    ค่าพลัง:
    +3,613
    ขอบคุณน้องอมตฯ นะค่ะ ที่นำเอาความหมายของคำศัพท์ภาษาบาลี ที่เราท่านมักจะเข้าใจผิดคิดว่า คำ คำเดียวกันให้ความหมายได้เหมือนกันทั้งทางโลกและทางธรรม แต่จริงๆแล้วไม่ใช่และค่อนข้างต่างกันมากมายเลยโดยเฉพาะในส่วนของรายละเอียด ว่างๆ ก็แวะมาให้ความรู้กันอีกนะค่ะ
     
  7. Amatayan

    Amatayan เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    5 พฤษภาคม 2011
    โพสต์:
    1,578
    ค่าพลัง:
    +6,188
    ผู้พ้นกิเลสด้วยศรัทธา

    พระสิงคาลมาตาเถรี

    เอตทัคคะมหาเถรีผู้พ้นกิเลสด้วยศรัทธา



    พระสิงคาลมาตาเถรีผู้ได้รับการแต่งตั้งจากพระบรมศาสดาให้เป็นยอดของภิกษุณีทั้งหลายผู้พ้นกิเลสด้วยศรัทธา ก็โดยเหตุที่ท่านได้ตั้งความปรารถนาไว้ตลอดแสนกัป ตามเรื่องที่จะกล่าวตามลำดับดังต่อไปดังนี้

    ตั้งความปรารถนาไว้ในอดีต

    ในกัปที่หนึ่งแสนแต่ภัทรกัปนี้ ในสมัยของพระปทุมุตรพุทธเจ้า ครั้งนั้นนางเกิดในสกุลอำมาตย์ที่มั่งคั่ง มีทรัพย์มาก ในพระนครหงสวดี เมื่อเติบใหญ่แล้ว วันหนึ่ง นางได้ไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมกับบิดาเพื่อฝังธรรม ครั้นเมื่อได้สดับพระธรรมเทศนานั้นแล้วก็บังเกิดความเลื่อมใสอย่างแรงกล้า จึงได้ออกบวชเป็นภิกษุณี ครั้นบวชแล้ว ก็ได้ละเว้นบาปกรรมทางกาย ละวจีทุจริตชำระอาชีวะบริสุทธิ์ มีความเลื่อมใสเคารพเป็นอย่างยิ่งในพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ ขวนขวายในการฟังธรรม มีศรัทธาในพระพุทธเจ้าเป็นปกติของตน

    ครั้งหนึ่ง เมื่อฟังธรรมของพระศาสดา นางเห็นพระศาสดาทรงสถาปนาภิกษุณีรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะเป็นเลิศกว่าพวกภิกษุณี ฝ่ายสัทธาธิมุติ จึงปรารถนาตำแหน่งนั้นบ้าง

    ครั้งนั้น พระสุคตเจ้าผู้มีพระอัธยาศัยประกอบด้วยกรุณา ตรัสกะนางว่าบุคคลผู้มีศรัทธาไม่หวั่นไหว ตั้งมั่นดีในพระตถาคต มีศีลงามที่พระอริยะรักใคร่สรรเสริญ มีความเลื่อมใสในพระสงฆ์ มีความเห็นตรง นักปราชญ์เรียกผู้นั้นว่า เป็นผู้ไม่ขัดสน ชีวิตของผู้นั้นไม่เป็นหมัน เพราะฉะนั้น บุคคลผู้มีปัญญา เมื่อระลึกถึงคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย พึงหมั่นประกอบศรัทธา ศีล ความเลื่อมใสและความเห็นธรรม

    นางได้ฟังพระพุทธดำรัสนั้นแล้ว มีความเบิกบานใจ ได้ทูลถามถึงความปรารถนาของนาง

    ครั้งนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพยากรณ์ว่า เธอเลื่อมใสในพระพุทธเจ้า มีธรรมงาม จักได้ตำแหน่งที่เธอปรารถนานั้น ในกัปที่หนึ่งแสนต่อจากกัปนี้ พระศาสดาพระนามว่าโคดม มีสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราช จักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก เธอจักได้เป็นธรรมทายาทแห่งพระศาสดาพระองค์นั้น จักเป็นโอรสอันธรรมนิรมิต เป็นมารดาแห่งสิงคาลมาณพ จักได้เป็นสาวิกาของพระศาสดาครั้งนั้น

    นางเมื่อได้ฟังพระพุทธพยากรณ์นั้นแล้ว ก็มีความยินดี มีจิตประกอบด้วยเมตตา บำรุงพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยการเพียรปฏิบัติตนทั้งหลายจนสิ้นชีวิต ด้วยกุศลกรรมที่ได้ทำไว้แล้วนั้นและด้วยการตั้งเจตน์จำนงไว้ นางละร่างกายมนุษย์แล้ว ได้ไปสู่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์

    ในสมัยพระสมณโคดมพุทธเจ้า

    ในพุทธุปบาทกาลนี้บังเกิดในสกุลเศรษฐีกรุงราชคฤห์ ได้สามีที่มีสกุล เป็นคฤหบดีมหาศาล มีชาติเสมอกัน มีทรัพย์เก็บไว้ในเรือน ๔๐ โกฏิ ต่อมานางได้มีบุตรคนหนึ่ง ชื่อว่า สิงคาลกุมาร เพราะเหตุนั้น ชนทั้งหลายจึงเรียกนางว่า สิงคาลมารดา

    ได้ยินว่าคฤหบดีผู้เป็นบิดาสิงคาลกุมารนั้น ถึงความเชื่อมั่นในพระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นอุบาสกผู้โสดาบัน แต่บุตรของเขาไม่มีศรัทธา ไม่เลื่อมใส. ครั้งนั้น มารดาและบิดาก็ได้สั่งสอนบุตรนั้นเนืองๆ อย่างนี้ว่า นี่แน่ลูก ลูกจงเข้าไปเฝ้าพระศาสดา เข้าไปหาพระธรรมเสนาบดีสารีบุตร พระมหาโมคคัลลานะ พระมหากัสสปะพระมหาสาวกทั้ง ๘๐ องค์

    แต่บุตรนั้นก็กล่าวว่า การเข้าไปหาสมณะทั้งหลายย่อมไม่มีแก่ฉัน เพราะการเข้าไปหาสมณะทั้งหลายก็ต้องไหว้เมื่อก้มลงไหว้หลังก็เจ็บ เข่าก็ด้าน จำเป็นต้องนั่งบนพื้นดิน เมื่อนั่งบนพื้นดินนั้น ผ้าก็จะเปื้อน จะเก่า นับแต่เวลานั่งใกล้ ย่อมมีการสนทนาเมื่อมีการสนทนา ย่อมเกิดความคุ้นเคย แต่นั้นย่อมต้องนิมนต์แล้วถวายจีวรและบิณฑบาตเป็นต้น เมื่อเป็นเช่นนั้น ประโยชน์ย่อมเสื่อม การเข้าไปหาพวกสมณะย่อมไม่มีแก่ฉัน ดังนี้

    มารดาบิดาแม้สอนบุตรของเขาจนตลอดชีวิต ด้วยประการฉะนี้ ก็ไม่สามารถจะนำเข้าไปในศาสนาได้. ต่อมา บิดาของเขาเมื่อใกล้จะตาย นอนอยู่บนเตียงคิดว่า ควรจะให้โอวาทแก่บุตรของเรา แล้วคิดต่อไปว่า เราจักให้โอวาทแก่บุตรอย่างนี้ว่า นี่แน่ลูก ลูกจงนอบน้อมทิศทั้งหลาย เมื่อเขาไม่รู้ความหมายที่แท้จริงก็จักนอบน้อมทิศทั้งหลาย ลำดับนั้น พระศาสดาหรือพระสาวกทั้งหลาย เห็นเขาแล้วจักถามว่า เธอทำอะไร แต่นั้นเขาก็จักกล่าวว่า บิดาของข้าพเจ้าสอนไว้ว่าเจ้าจงกระทำการนอบน้อมทิศทั้งหลาย ลำดับนั้น พระศาสดาหรือพระสาวกทั้งหลาย จักแสดงธรรมแก่เขาว่า บิดาของเธอจักไม่ให้เธอนอบน้อมทิศทั้งหลายเหล่านั้น แต่จักให้เธอนอบน้อมทิศเหล่านี้ เขารู้คุณในพระพุทธศาสนาแล้วจักทำบุญดังนี้

    ลำดับนั้น คฤหบดีให้คนเรียกบุตรมาแล้วกล่าวว่านี่แน่ลูก ลูกควรลุกแต่เช้าตรู่ แล้วนอบน้อมทิศทั้งหลายดังนี้. ธรรมดาถ้อยคำของบิดาที่สั่งไว้ก่อนที่จะตาย ย่อมเป็นถ้อยคำอันบุตรพึงระลึกถึงจนตลอดชีวิต. เพราะฉะนั้น คฤหบดีบุตรนั้น จึงได้ลุกขึ้นแต่เช้าตรู่ กระทำการไหว้ทิศทั้งหลายอย่างนั้น

    ตอนเช้าตรู่ในวันนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรวจดูโลกด้วยพุทธจักษุ ก็ทอดพระเนตรเห็นสิงคาลกคฤหบดีบุตรนั้น กำลังนอบน้อมทิศทั้งหลายอยู่ ทรงดำริว่า วันนี้ เราจักกล่าวสิงคาลกสูตรอันเป็นวินัยของคฤหัสถ์แก่สิงคาลกคฤหบดีบุตร ถ้อยคำนั้นจักบังเกิดประโยชน์แก่มหาชน เราควรไปในที่นั้น ดังนี้

    วันนั้น พระองค์จึงเสด็จออกแต่เช้าตรู่ เสด็จเข้าไปยังกรุงราชคฤห์เพื่อบิณฑบาต เมื่อเสด็จเข้าไป ได้ทอดพระเนตรเห็นสิงคาลกคฤหบดีบุตร ไหว้ทิศทั้งหลายอยู่อย่างนั้น จึงได้ตรัสถามสิงคาลกคฤหบดีบุตรว่า ดูก่อนคฤหบดีบุตร เธอทำอะไรหนอ

    สิงคาลกคฤหบดีบุตรทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ คุณพ่อของข้าพระพุทธเจ้าเมื่อใกล้จะตายได้สั่งไว้ให้ข้าพระพุทธเจ้าพึงนอบน้อมทิศทั้งหลาย ข้าพระพุทธเจ้าสักการะ เคารพนับถือ บูชาคำของคุณพ่อ จึงลุกขึ้นแต่เช้า กระทำการนอบน้อมทิศทั้งหลายอยู่ดังนี้

    พระผู้มีพระภาค.: ดูกรคฤหบดีบุตร ในวินัยของพระอริยเจ้า เขาไม่นอบน้อมทิศ ๖ กันอย่างนี้

    สิงคาลกคฤหบดีบุตรทูลถามว่า.: ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในวินัยของพระอริยเจ้าท่านนอบน้อมทิศ ๖ กันอย่างไร ขอประทานโอกาส ขอพระผู้มีพระภาคจงทรงแสดงธรรมแก่ข้าพระองค์ตามที่ในวินัยของพระอริยเจ้าท่านนอบน้อมทิศ ๖ กันนั้นเถิด ฯ

    จากนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงได้แสดงสิงคาลสูตร แก่สิงคาลมาณพ เมื่อจบแล้วสิงคาลมาณพบังเกิดความเลื่อมใส กล่าวถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะจนตลอดชีวิต นางสิงคาลมาตาก็ได้บรรลุเป็นพระโสดาบันในคราวนั้น

    นางสิงคาลมาตาออกบวช

    จากนั้น เมื่อนางเห็นว่า สามีก็ได้สิ้นชีวิตไปแล้ว ประกอบกับบุตรของตนก็ได้เป็นผู้มีศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาแล้ว จึงได้ออกบวชเป็นภิกษุณี

    ตั้งแต่บวชแล้ว กลับได้สัทธินทรีย์ประมาณยิ่ง นางไปสู่วิหารเพื่อต้องการฟังธรรม กำลังยืนมองดูพระสิริสมบัติของพระทศพลอยู่นั่นเอง ขณะนั้นพระศาสดาทรงทราบว่า นางเป็นผู้ดำรงมั่นในลักษณะแห่งศรัทธาแล้ว จึงทรงแสดงธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งความเลื่อมใส พระเถรีนั้นก็กระทำศรัทธาลักษณะนั่นแหละให้เป็นธุระ ได้บรรลุพระอรหัตแล้ว

    ทรงแต่งตั้งเป็นเอตทัคคะผู้พ้นกิเลสด้วยศรัทธา

    ภายหลัง พระศาสดาประทับนั่ง ณ พระเชตวันวิหาร เมื่อทรงสถาปนาพวก ภิกษุณีไว้ในตำแหน่งต่าง ๆ ตามลำดับ จึงทรงสถาปนาพระสิงคาลมาตาเถรีไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะผู้เลิศกว่า ภิกษุณีทั้งหลายผู้พ้นกิเลสด้วยศรัทธา
     
  8. daowdeaw

    daowdeaw เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 เมษายน 2013
    โพสต์:
    537
    ค่าพลัง:
    +1,557
    ขอแวะเข้ามาอ่านสาระธรรมดี ๆ ในกระทู้แชร์สัพเพเหระนี้ด้วยคนค่ะ
    ขออนุโมทนากับพี่ ๆ ทุกท่านที่แชร์ประโยชน์และธรรมะดี ๆ ให้อ่านนะคะ
     
  9. ต้นพุทธ

    ต้นพุทธ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กันยายน 2012
    โพสต์:
    923
    ค่าพลัง:
    +3,613
    ยินดีเป็นอย่างยิ่งค่ะ เข้ามาบ่อยๆนะค่ะ มีคำถามก็ฝากกันไว้ได้ค่ะ
    หากเป็นหลักธรรมคำสอน ก็คงเป็นน้องอมตฯมาตอบ
    หากเป็นวิชาการมีหลักการอ้างอิง ก็คงเป็นพี่บัวขวัญ
    หากเป็นปรัชญาชาวบ้านแบบเอามัน พี่พุทธก็ตอบเลยแล้วกัน เน้นมันๆ สาระไม่ค่อยมี ก็อย่าว่ากันนะค่ะ

    ส่วนเจ้าของกระทู้พี่สีลสิกขา บัดนี้ ชีลอยตัวอยู่เหนือกระทู้ค่ะ เอาไว้น้ำหนักลดลง คงจะลงมาร่วมแชร์

    (deejai)(deejai)(deejai)
     
  10. ต้นพุทธ

    ต้นพุทธ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กันยายน 2012
    โพสต์:
    923
    ค่าพลัง:
    +3,613
    ก่อนนอนคืนนี้ พี่ต้นพุทธขอฝากคำถามน้อง Amatayan ไว้สักข้อนะค่ะ

    คือ การทำบุญตักบาตร นั้น นอกจากอาหาร แล้วในบาตรของพระสงฆ์ เราควรถวายเงิน(ปัจจัย) ลงไปในบาตร ร่วมกับอาหารนั้นเหมาะสม ถูกต้องหรือไม่ค่ะ

    หากต้องการถวายปัจจัยจริงๆ แบบไหน ถึงจะเหมาะควร (good)


    ขอบคุณล่วงหน้าค่ะ
     
  11. Amatayan

    Amatayan เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    5 พฤษภาคม 2011
    โพสต์:
    1,578
    ค่าพลัง:
    +6,188
    คำถามนี้ ถ้าว่าโดยหลักธรรมและวินัยเท่าที่ได้เคยถามพระ ที่ท่านสอนอภิธรรมผมมา ท่านก็บอกว่ามันเป็นวัตถุที่มีโทษนะครับ ไม่ใช่ปัจจัยสี่ คือ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค ที่อยู่อาศัย ....เป็นสิ่งที่ถ้ายินดี พอใจ หรือตั้งความหวังที่จะได้ก็จะเป็นโทษครับ คือท่านต้องปฏิบัติธรรมสองประการคือ คันถธุระ และวิปัสสนาธุระ คือว่าง่ายๆ บวชมาเพื่อเรียนธรรมและวินัย และกระทำพระนิพพานให้แจ้ง สละทรัพย์และครอบครัวเย้าเรือนออกบวช...ตามจริงแล้วการรับด้วยความยินดีถือว่าอาบัติ เกิดความเศร้าหมองแห่งศีลครับ....ที่วัดหลายๆวัดใช้วิธีออกเป็นใบปวารณาบัตร แล้วเอาไปถวายพระ ถ้าพระมีความต้องการใช้ทรัพย์นี้ ก็ไปเบิกกับไวยาวัจกร ท่านไม่รับเงินรับทอง ผมเห็นอยู่ครั้งนึง พระนั่งแท็กซี่มาจากไหนไม่รู้ พอพระท่านถึงวัดแล้วก็บอกให้คนขับรอสักครู่ พระไปบอกไวยาวัจกรมาจ่ายค่าโดยสารให้ ...อื่ม..ยังงี้แหละครับ อยู่ที่พระจะโยนิโสเองครับ แต่ที่เราเห็นกันก็คือนิยมใส่ลงไปในบาตรทีเดียวซึ่ง ความสกปรกไปเปื้อนข้าวบ้าง มันก็ไม่ดีอะนะครับ บางทีเขาก็ใส่ซอง วางบนฝาบาตร บางทีใส่ย่าม ก็แล้วแต่พระ จริงๆพระนั่นแหละรู้กฎหมาย ควรบอกโยม เพราะโยมไม่รู้และไม่ได้อยากรู้เรื่องวินัยด้วย แต่พอพระทำนอกลู่นอกทาง เอาแต่ด่าพระเนอะ...

    การใช้จ่ายสมัยนี้มันเยอะอะนะพี่ ถ้าไม่ใส่เงินให้ท่านใช้จ่ายก็ยังไงอยู่เหมือนกันนะ แต่พระท่านที่ผมถามว่าท่านอยู่ได้ไง ท่านก็บอกว่าตัดสินใจเข้ามาแล้ว ก็ต้องรักษาธรรมวินัยให้เคร่งครัด เขาจะมีอบรมวินัยพระแบบจัดอบรมกันตลอด พระท่านที่เคร่งครัดก็จะมีวิธีบอกญาติโยมให้ทำให้ถูกวิธี

    สรุปว่า อยู่ที่พระนั่นแหละครับ ว่าท่านจะแนะนำอะไร ถ้าท่านศึกษาวินัยมาดี เคร่งครัด ท่านก็จะปฏิเสธโยมเอง....
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 29 มีนาคม 2014
  12. buakwun

    buakwun เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กุมภาพันธ์ 2012
    โพสต์:
    2,831
    ค่าพลัง:
    +16,604
    เท่าที่ใส่บาตรพระสงฆ์ทุกเช้า ก็เห็นญาติโยมส่วนใหญ่มักจะถวายปัจจัยแทนข้าวปลาอาหาร ซึ่งเท่าที่สังเกต ภิกษุเองก็ยินดีในปัจจัยเหล่านั้น สังเกตจากสายตาของภิกษุที่มองไป อันนี้ไม่ได้ตำหนิหรือปรามาสพระสงฆ์ แต่จากประสบการณ์ที่ได้เห็นมาทุกวัน หากจะกล่าวตำหนิพระสงฆ์อย่างเดียวก็ไม่ถูก ในเมื่อญาติโยมต้องการถวาย พระสงฆ์เองจะขัดซึ่งกรณีนั้นก็คงมิได้ แต่การรับเงินทองในที่สาธารณะโจ่งแจ้งแบบนั้นมันก็ไม่สง่างามตามวินัยสงฆ์เอาเสียเลย
    แต่ก็เถอะ.. เมื่อสตางค์มี...สตรีก็มา ส่วนมากมีสาเหตุมาจากพระมีเงิน ยินดีในเงินทอง เมื่อพระภิกษุไม่มีเงิน คงไม่เป็นเช่นนี้ ไม่ว่าจะรับเงินทองไว้เพื่อประโยชน์อะไรก็ไม่ได้ทั้งนั้น ทำให้ต้องอาบัติทั้งสิ้น

    พระพุทธองค์ทรงบัญญัติสิกขาบทห้ามไว้ว่า “อนึ่ง ภิกษุใด รับเองก็ดี ให้คนอื่นรับไว้ให้ก็ดี ซึ่งทองและเงิน หรือยินดีทองและเงินที่เขาเก็บไว้ให้ ต้องอาบัตินิสสัคคียปาจิตตีย์”

    พระพุทธองค์ทรงแสดงโทษของเงินและทองไว้มาก พระภิกษุผู้รับเงินทอง ยินดีในเงินทอง จะไม่สง่างาม ไม่ผ่องใส มีแต่จะเศร้าหมอง เป็นทาสของกิเลสตัณหา ดุจเนื้อถูกความมืดปกคลุมไว้ ฉะนั้น บวชมาแล้วควรประพฤติวัตร ปฏิบัติธรรม แต่กลับต้องมาติดข้องอยู่กับเงินทองเหล่านี้ อันเป็นเหตุทำให้ภพชาติยืดยาวต่อไปอย่างไม่รู้จักจบจักสิ้น
     
  13. ต้นพุทธ

    ต้นพุทธ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กันยายน 2012
    โพสต์:
    923
    ค่าพลัง:
    +3,613
    พี่บัวเล่าแล้ว พี่พุทธเล่าต่อ
    แถวบ้าน ก็มีตักบาตรแบบที่พี่บัวบอกเลยคะ คือบ้างก็เอาซองเงินใส่บาตร หรือแม้แต่มี ธนบัตร เหรียญต่างๆ ใส่ลงไปในบาตร แทนอาหาร
    อันนี้ในส่วนของญาติโยมที่อาจจะทำไปด้วยรู้ก็ดีไม่รู้ก็ตาม

    ถัดมาก็สงฆ์ค่ะ ท่านถึงกับ คัดแยกถุงอาหารที่มีปัจจัย หรือซองต่างๆ ระหว่างให้พรโยม เพื่อแยกส่วนที่เป็นอาหารล้วนๆ กับส่วนที่เป็นปัจจัยออกจากบาตร
    ท่านไม่ได้พูดห้าม ไม่มีคำอธิบายใดๆ มีแต่แยกเอาไว้คนละส่วน คนละย่าม
    หนำซ้ำ บางรูป ยังเลือกรับเฉพาะโยมที่จำกันได้ว่า ใส่ปัจจัยเป็นนิจ
    มากไปกว่านั้นคือ พระซ้อนท้ายมอเตอร์ไซด์รับจ้าง ตระเวนรับบาตร แล้วตรงปรี่ไปยังญาติโยมที่จำได้ว่า ถวายปัจจัยเป็นประจำ ชนิด รอคิวต่อจากพระอีกรูป โดยที่ญาติโยมคนนั้นยังรับพรจากพระรูปก่อนไม่เรียบร้อย
    เฮ้อ ... อันนี้จะบอกว่า พระท่านไม่รู้ก็คงไม่ได้ เพราะหลายๆรูปที่เป็นแบบนี้ บอกกันตรงๆ ต้นพุทธรู้ดีว่าบวชมากว่า 3 พรรษาแล้วทั้งสิ้น
     
  14. ต้นพุทธ

    ต้นพุทธ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กันยายน 2012
    โพสต์:
    923
    ค่าพลัง:
    +3,613
    ขอบคุณ น้องAmtayan และพี่บัวค่ะ สำหรับภฺมิรู้ภูมิธรรมดีๆ ที่สามารถนำมาปฏิบัติให้ถูกต้องและใช้ในชีวิตประจำวัน ขอให้ทั้ง2 ท่านเจริญในธรรมนะค่ะrat_wting
     
  15. Amatayan

    Amatayan เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    5 พฤษภาคม 2011
    โพสต์:
    1,578
    ค่าพลัง:
    +6,188
  16. Amatayan

    Amatayan เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    5 พฤษภาคม 2011
    โพสต์:
    1,578
    ค่าพลัง:
    +6,188
  17. Amatayan

    Amatayan เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    5 พฤษภาคม 2011
    โพสต์:
    1,578
    ค่าพลัง:
    +6,188
  18. ต้นพุทธ

    ต้นพุทธ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กันยายน 2012
    โพสต์:
    923
    ค่าพลัง:
    +3,613
    Amtayan แน่ใจนะ ว่าไม่ใช่รูปตัวเอง
     
  19. buakwun

    buakwun เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กุมภาพันธ์ 2012
    โพสต์:
    2,831
    ค่าพลัง:
    +16,604
    ประโยชน์ธรรมในคำกลอน

    ทุกปัญหา ปัญญาดี มีทางออก
    คนจนตรอก ทุกทางออก งอกปัญหา
    จนน่าเบื่อ เมื่อคน จนปัญญา
    แย่สุดกว่า ไร้ปัญญา พาอับจน

    บ้าใบ้หวย ป่วยใจ ไข้ซื่อบื้อ
    สมอง-มือ ทำรวย หวยทำคลั่ง
    งานไม่ทำ ซ้ำโลภมาก อยากมีตังค์
    มัวแต่นั่ง นอนรอรวย จากหวยเบอร์

    เสียค่ารถ ค่าเวลา หาใบ้หวย
    คนอยากรวย จึงยากจน ค้นเสาะหา
    จะบอกให้ ได้ถูกแน่ แค่ใกล้ตา
    คือปัญญา จากสมอง ลองคูณดู

    หากรู้แน่ แค่ยี่สิบ หยิบซื้อทั่ว
    เพียงสองตัว ถูกหนึ่งใบ ได้พันสาม
    แปดหมื่นกว่า คราที่สอง ต้องติดตาม
    งวดที่สาม ห้าล้านห้า น่าคิดใหม

    งวดหกถึง หนึ่งจุดห้า ล้าน ล้านบาท
    ถึงเก่งกาจ ก็ต้องพลาด ขาดผู้ขาย
    รู้จริงนะ จะบอกใคร ไปทำไม
    ค่าบ้าใบ้ จ่ายซ้ำไป ไม่เข็ดกัน

    ข่าวสมหวัง รางวัลใหญ่ ในหลายครั้ง
    โดยไม่ตั้ง ใจซื้อ คือส่วนใหญ่
    หมื่นบาทนี้ ที่จ่าย ให้เขาไป
    เรียงร้อยใบ ได้กลับพก หกพันห้า

    ทุกพนัน ผันเปลี่ยน เวียนเสีย-ได้
    ไม่มีใคร รวยจากการ พนันแน่
    เงินในกอง ต้องถูกเถือ เมื่อเปลี่ยนแปร
    ฐานะแย่ ไร้ค่าเพิ่ม เติมไม่เต็ม

    เบียร์-น้ำเมา เหล้า-สุรา พาตกต่ำ
    ล้วนเป็นน้ำ ล้างสติ มิรู้สิ้น
    เจ็ดสิบเศษ เหตุโรคเกาะ เพราะดื่มกิน
    เสียทรัพย์สิน สูญสิ้นชีพ ห้าสิบกว่า

    ฉลองสุข ทุกข์ใจ งานใหญ่เล็ก
    ดื่มให้เด็ก ได้พบเห็น เป็นตัวอย่าง
    สอนหนักหนา ว่าไม่ดี ไม่มีทาง
    เพียงแต่หวัง เด็กรุ่นใหม่ ได้คิดเอง

    สารแปลกปลอม ดื่มไป กายไม่รับ
    ยากนานขับ ไล่ออกไป ได้หมดสิ้น
    เสียเงินซื้อ ตื๊อ-รินไส่ ให้เพื่อนกิน
    เป็นหนี้สิน ฆาตกร ตอนสร่างเมา

    ทาสบุหรี่ ขี้ยา น่ารังเกียจ
    อ้างคลายเครียด เหตุเสพติด คิดเลิกยาก
    เสียทรัพย์ด้วย ป่วย-เจ็บ-ตาย ไม่หนีจาก
    เพียงอ้าปาก บุหรี่หล่น รนงับไว้

    มะเร็งร้าย ภัยที่สอง รองนิวเคลียร์
    พิษของเสีย โรคเชื้อดัง ยังเบากว่า
    สารเคมี สี่พันใช้ ใส่มวนยา
    เป็นปัญหา มนุษย์โลก โศรกทุกข์กัน

    ฆาตกรรม เลือดเย็น เห็น-รู้ได้
    พ่ายแพ้ใจ กายเพลีย เสียนิสัย
    ควันมรณะ ขยะบุหรี่ อัคคีภัย
    เผาก่อนตาย ถุงลมปอด และหลอดลม

    แค่บุหรี่ สี่นิ้ว ตัวจิ๋วนิด
    ไม่ยอมคิด บุกเบิก เลิกทาสได้
    มันเสียที ที่กำเนิด เกิดเป็นไท
    ซ้ำพ่นภัย ควันเหลือใช้ ใส่ครอบครัว

    สุขทางกาม เพียงรางวัล สืบพันธุ์ต่อ
    ถูกลวงล่อ ว่าสุขล้น จนหลงไหล
    กิน-เกียรติ-กาม ตามพอดี ไม่มีภัย
    หักห้ามไว้ ชนะใจ ได้ภาคภูมิ

    กำหนัดเดือด เลือดไม่พอ หล่อสมอง
    ขาดไตร่ตรอง ถูก-ผิด คิดไม่ได้
    สติขาด ปราศธรรม ห้ามจิตใจ
    เป็นข่าวร้าย ให้อ่านกัน ทุกวันมี

    ความฝันปลุก สติตื่น ขึ้นแก้ไข
    เมื่อร่างกาย หลับสนิท ผิดจังหวะ
    ทับเส้นเลือด หนาว-ร้อนจัด ปวดปัสสาวะ
    สำนึกจะ สร้างเรื่องหลาย ร้ายและดี

    เฝ้ารอหา "บารมี" ที่"ศักดิ์สิทธิ์"
    และ"คนดี" ทุกชีวิต คิด-ช่วย-หนุน
    ไม้ซีกขลัง พลังมี ทวีคูณ
    ทำลายสูญ สิ้นซุงชั่ว ทั่วแผ่นดิน

    โปรดช่วยคิด ขีดเขียน เรียนพระธรรม
    แล้วช่วยนำ พุทธธรรมแท้ แผ่ขยาย
    ให้ทุกคน ชนทุกชาติ ปราศทุกข์ภัย
    บุญยิ่งใหญ่ ทั้งผู้ให้ และผู้รับ

    ขอให้รวย ด้วยปัญญา สง่า-สวย
    ขอให้รวย คุณธรรม กรรมใหม่ ๆ
    ขอให้รวย กุศลดี ที่สร้างไว้
    ขอรวยให้ จิตแจ่มใส กายแข็งแรง
     
  20. Amatayan

    Amatayan เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    5 พฤษภาคม 2011
    โพสต์:
    1,578
    ค่าพลัง:
    +6,188
    [​IMG]

    น่าเห็นใจ แหม...เฉียด...ไม่เป็นไร งวดหน้าเอาใหม่...อิอิอินะสหาย
     

แชร์หน้านี้

Loading...