กระแส"พญานาค"กับข้อเท็จจริงบางอย่าง(มีคลิป) คนที่ไม่เชื่อควรดูด้วยดุลพินิจ

ในห้อง 'วิทยาศาสตร์ทางจิต - ลึกลับ' ตั้งกระทู้โดย 9@Phonlee, 1 กุมภาพันธ์ 2018.

  1. 9@Phonlee

    9@Phonlee เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 กรกฎาคม 2014
    โพสต์:
    1,257
    ค่าพลัง:
    +3,943
    ประวัติวัดป่าภูหายหลง
    และประวัติโดยสังเขปพระครูบรรพตสมานคุณ
    หรือพระอาจารย์ประพันธ์ อนาวิโล (พระอาจารย์สุ่ม)

    ประวัติวัดป่าภูหายหลง
    เมื่อประมาณ 60-70 ปีที่แล้ว สภาพภูมิประเทศแถบวัดป่าภูหายหลงแห่งนี้ ซี่งประกอบไปด้วยหมู่บ้าน 3 แห่งคือ หมู่บ้านซับสำราญ หมู่บ้านเขากอย และหมู่บ้านเพิ่มสมบัติ มีลักษณะเป็นเทือกเขาและป่าทึบ การคมนาคมเป็นไปด้วยความยากลำบากยิ่ง ทำให้โอกาสในการทำบุญของชาวบ้านลดน้อยลงตามไปด้วยเนื่องจากวัดที่มีอยู่ในละแวกนั้นก็อยู่อีกหมู่บ้านหนึ่งห่างไกลกันมาก นานๆ ครั้งจึงจะมีพระธุดงค์ที่แสวงหาความวิเวกมาโปรดชาวบ้านพอให้ได้ปิติในผลบุญบ้าง
    ต่อมาได้มีพระรูปหนึ่งเดินธุดงค์ผ่านมา ชื่อ พระอาจารย์หลง (ไม่ทราบฉายา) ชาวบ้านเกิดความศรัทธายิ่งและอยากให้ท่านเป็นหลักของจิตใจ จึงได้อาราธนาพระอาจารย์หลงให้ท่านจำพรรษาที่ภูเขากอย (บางคนก็เรียกว่าภูเขาหลงเนื่องจากเป็นชื่อที่ปรากฏในแผนที่ทหาร) โดยชาวบ้านได้ร่วมแรงร่วมใจกันสร้างเสนาสนะเป็นที่พักสงฆ์ และทำทางขี้นลงเขาให้พระภิกษุเพื่อความสะดวกในการปฏิบัติศาสนกิจ โดยตั้งชื่อวัดว่า วัดภูเขากอย เมื่อปี พ.ศ.2482

    ชาวบ้านทั้ง 3 หมู่บ้านได้ผลัดเวียนกันขึ้นมาดูแลวัดและอุปัฐากพระภิกษุสงฆ์อย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด การพัฒนาก็มีมากขึ้นตามไปด้วยทั้งการพัฒนาวัดและการพัฒนาทางด้านจิตใจของชาวบ้านเนื่องจากพากันขึ้นมาบำเพ็ญบุญปฏิบัติธรรมเพิ่มมากขึ้นด้วย

    เมื่อประมาณปี พ.ศ.2506 นิคมสร้างตนเองลำตะคอง กรมประชาสงเคราะห์ได้เข้ามาจัดสรรที่ดินให้กับประชาชนเพื่อทำการเกษตร แต่เนื่องจากวัดภูเขากอยได้ตั้งขึ้นมาก่อนและด้วยพื้นที่ของภูเขามีความลาดชันสูง ไม่สามารถทำการเกษตรได้ ทางนิคมสร้างตนเองจึงได้เว้นพื้นที่ของภูเขากอยทั้งหมดให้กับทางวัดได้ใช้ในการปฏิบัติศาสนกิจ ดูแลรักษา และพัฒนาให้เกิดสาธารณะประโยชน์กับ 3 หมู่บ้าน
    ต่อมาประมาณเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2542 พระอาจารย์ประพันธ์ อนาวิโล (ครูจารย์สุ่ม) ซึ่งเป็นศิษย์หลวงปู่หล้า เขมปัตโต แห่งวัดป่าภูจ้อก้อ จ.มุกดาหาร ได้มีโอกาสมาพำนักที่วัดแห่งนี้ ซึ่งสภาพตอนนั้นเป็นทุ่งหญ้าคา มีต้นไม้เล็กๆ ขึ้นประปราย เสนาสนะมีเพียงกุฏิและศาลาหลังเล็กๆ ไม่มีพระประจำวัดนานแล้ว ชาวบ้านนำโดยผู้ใหญ่ประหัส ทองจันเอกจึงได้อาราธนาพระอาจารย์ประพันธ์ให้เป็นหลักศาสนาและศูนย์รวมจิตใจของชาวบ้านทั้ง 3 หมู่บ้าน

    พระอาจารย์ประพันธ์ อนาวิโล จึงได้ตั้งชื่อวัดขึ้นมาใหม่เพื่อความเป็นสิริมงคลว่า วัดป่าภูหายหลง อันมีความหมายว่า เป็นดินแดนแห่งความหลุดพ้นจากความหลงทั้งปวง นั่นหมายถึงพุทธบริษัท 4 ที่มาปฏิบัติธรรมจะมองโลกตามความเป็นจริง ไม่หลงมัวเมาอยู่ในกิเลสตัณหา โลภะ (โลภ) โทสะ (โกรธ) โมหะ (หลง) หลุดพ้นจากความทุกข์ ความไม่เที่ยง และความไม่มีตัวตน (ความหลงในอัตตา) ก้าวข้ามล่วงพ้นทะเลหลง มุ่งตรงสู่พระนิพพานต่อไป




    พระครูบรรพตสมานคุณ
    หรือพระอาจารย์ประพันธ์ อนาวิโล(พระอาจารย์สุ่ม)
    เจ้าอาวาสวัดป่าภูหายหลง

    wjf12 - Copy.jpg


    9jzy8.jpg
    มีชาติกำเนิดในตระกูล " โพธิ์พุ่ม "
    เกิดเมื่อวันอาทิตย์ที่ 21 เมษายน 2505
    ที่บ้านกุดจิก ตำบลบงใต้ อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร
    โยมบิดาชื่อ นายอ่าง ( บาง ) โพธิ์พุ่ม
    โยมมารดาชื่อ นางผง โพธิ์พุ่ม ( นามสกุลเดิมวงอนันต์ )
    ท่านมีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน 6 คน เป็นหญิง 4 คน มีลำดับดังนี้

    1. พระอาจารย์ประพันธ์ อนาวิโล ( สุ่ม โพธิ์พุ่ม )
    2. นายประทุม โพธิ์พุ่ม
    3. นางประเทือง ศรีโทมี
    4. นางบุญเรือง ชุมดาว
    5. นางบุญทัย โพธิ์พุ่ม
    6. นางวริยา โพธิ์พุ่ม

    พระอาจารย์ประพันธ์ อนาวิโล เมื่ออายุครบ 20 ปีบริบูรณ์
    จึงได้อุปสมบท ณ อุโบสถวัดประชานิยม ตำบลหนองหลวง
    อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร
    เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2525 โดยมี

    พระครูสาสน์ดกศล เป็นพระอุปัชฌาย์
    พระสง่า ปญญากโร เป็นพระกรรมวาจารย์
    พระบุญหลั่น จนทวโส เป็นพระอนุสาวนาจารย์

    ได้รับฉายาว่า " อนาวิโล "

    หลังจากอุปสมบทแล้วในพรรษาแรกได้จำที่วัดธาตุฝุ่น บ้านคำเจริญ ตำบลค้อใต้ อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร
    พรรษาที่ 2 ได้มาจำพรรษาที่วัดป่าดอนธาตุปูรณี บ้านวังทอง ตำบลวังทอง อำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี
    พรรษาที่ 3 ได้มาจำพรรษาที่วัดธาตุฝุ่น บ้านคำเจริญ ตำบลค้อใต้ อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร
    พรรษาที่ 4 ได้มาจำพรรษาที่วัดป่าเขาคลองกลาง บ้านคลองกลาง ตำบลสองพี่น้อง อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี
    พรรษาที่ 5 ถึงพรรษาที่ 16 ได้มาจำพรรษาที่วัดป่าบรรพตคีรี ( ภูจ้อก้อ ) ตำบลหนองสูงใต้ อำเภอหนองสูง จังหวัดมุกดาหาร

    ตลอดระยะเวลา 12 ปี ที่ได้จำพรรษาอยู่ที่วัดป่าบรรพตคีรี ( ภูจ้อก้อ ) ตำบลหนองสูงใต้ อำเภอหนองสูง จังหวัดมุกดาหาร พระครูบรรพตสมานคุณ (พระอาจารย์ประพันธ์ อนาวิโล) ได้ดูแลปรนนิบัติรับใช้และปฏิบัติธรรม อยู่กับหลวงปู่หล้า เขมปตโต จนหลวงปู่มรณภาพเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2539 พระอาจารย์ประพันธ์ อนาวิโล ยังคงจำพรรษาที่นี่ต่ออีก 2 ปี จนถึงปี พ.ศ. 2542 จึงได้ไปจำพรรษาที่วัดเวฬุวัน อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี นับเป็นพรรษาที่ 17

    ปี พ.ศ. 2542 พระอาจารย์วิชาและคณะศรัทธา ได้นิมนต์พระอาจารย์ประพันธ์ อนาวิโล รับมาจำพรรษาที่สำนักสงฆ์วัดป่าภูหายหลง หมู่ที่ 11 บ้านซับสำราญ ตำบลวังกะทะ อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา และเป็นเจ้าอาวาสสืบมาจนถึงปัจจุบัน

    ตำแหน่งหน้าที่ และสมณศักดิ์ทางการพระศาสนา

    21 เมษายน 2546 เป็นพระปลัดประพันธ์ อนาวิโล
    1 เมษายน 2547 เป็นเจ้าอาวาสวัดป่าภูหายหลง
    9 ธันวาคม 2548 เป็นพระครูวินัยธร ประพันธ์ อนาวิโล
    1 กรกฏาคม 2550 เป็นเจ้าคณะตำบลวังกะทะ เขต 1 ( ธรรมยุติ )
    5 ธันวาคม 2552 เป็นพระครูบรรพตสมานคุณ (พระอาจารย์ประพันธ์ อนาวิโล)



    ขอขอบคุณ...
    รูปภาพจาก...เวปแก่นทอง

     
  2. aegmanmu

    aegmanmu เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 พฤษภาคม 2012
    โพสต์:
    4,706
    ค่าพลัง:
    +9,306
    เมื่อวานฝันน เลยได้ไปวัดกุฏีดาวเลย สนุกเร้าใจมากครับ
     
  3. 9@Phonlee

    9@Phonlee เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 กรกฎาคม 2014
    โพสต์:
    1,257
    ค่าพลัง:
    +3,943

    เชื่อแหละ...ว่าต้องเร้าใจจิงๆ
    ตื่นขึ้นมาหัวใจคงเต้นระทึก
    เพราะ "วัดกุฎีดาว" อยุธยา
    เป็นวัดเก่าแก่ที่ซ่อนอาถรรยพ์
    เคยอ่านเจอบทความต่างๆ...สนุกมากๆ
    เด๋วค้นหา...ดึงมาให้อ่านนะคร๊าบ

    อย่างงั้นน้องเอกก็ช่วยเล่าความฝันให้ฟังหน่อยจิ
     
  4. 9@Phonlee

    9@Phonlee เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 กรกฎาคม 2014
    โพสต์:
    1,257
    ค่าพลัง:
    +3,943
    เด๋วเช้าวันนี้ขอต่อเรื่อง.....
    วัดธาตุมหาชัย นครพนม...อีกสักหน่อย
    เกี่ยวกับสถานที่น่าท่องเที่ยว"
    ...ในอีกมุมที่น่าสนใจให้อ่าน


    ***********************************
    สถานที่ท่องเที่ยวจังหวัดนครพนม

    หอนาฬิกาเวียดนามอนุสรณ์
    หอนาฬิกาเวียดนามอนุสรณ์ เป็นสัญลักษณ์ อีกแห่งหนึ่งของเมืองนครพนมโดดเด่นเป็นสง่า ตัวอาคารถูกทาสีด้วยสีชมพูอ่อนสะดุดตา หากใครมาตัวเมืองนครพนมต้องไม่พลาด หอนาฬิกาแห่งนี้ถูกสร้างโดยชาวเวียดนามที่อาศัยอยู่ในจังหวัดนครพนม เพื่อเป็นที่ระลึกก่อนย้ายกลับเวียดนามตามท่านโฮจิมินห์ หลังชนะสงครามภายในประเทศ เมื่อครั้งฝรั่งเศสพ่ายแพ้ในสงครามเดียนเบียนฟู ชาวเวียดนามที่ลี้ภัยมาอาศัยในนครพนมได้ร่วมกันสร้างหอนาฬิกาขึ้นเพื่อระลึกถึงไมตรีจิตของคนไทย สร้างเมื่อ พ.ศ.2503 สูงประมาณ 50 เมตร จุดนี้เป็นเหมือนการขอบคุ

    _oc=AQkeYyHAUNKFUrG0v8HJDr-eV-CP7feVHZF9pptSHSyijLa2QShxHsr8-8VXG2vKulQ&_nc_ht=scontent.fbkk12-4.jpg
    _oc=AQlt1tBkWQCq_xslCk_V19eg2ionXt0L03WRLGEv_44J4jXP9xB5JWoDI5ZfYWzi470&_nc_ht=scontent.fbkk12-4.jpg

    สะพานมิตรภาพไทย-ลาว 3 นครพนม
    สะพานมิตรภาพไทย-ลาว 3 เป็นสะพานที่เชื่อมต่อระหว่างประเทศไทย (นครพนม) กับประเทศลาว(คำม่วน) พื้นที่ฝั่งไทยที่บ้านห้อม ตำบลอาจสามารถ อำเภอเมืองนครพนม จังหวัดนครพนมฝั่งลาวอยู่ที่บ้านเวินใต้ เมืองท่าแขก แขวงคำม่วน เป็นสะพานที่มีความสวยงามมากอีกแห่งหนึ่งในประเทศไทย มีวิวข้างหลังเป็นภาพภูเขาหินปูนของประเทศไทยลาวลูกน้อยใหญ่ที่เรียงรายสลับซับซ้อน บริเวณด้านล่างสะพานมีจุดชมวิวที่สามารถมองเห็นสะพานได้จากข้างล่าง ตั้งอยู่ริมฝั่งโขงสามารถมาเดินเล่นพักผ่อนรับลมเย็น ที่พัดมาจากฝั่งลาว

    _oc=AQmollJOUicKN9M0NnFgqfJpBST8xis3oxx1SeB9YR8dTuJddIR4GsEcfh0DaWLgy7M&_nc_ht=scontent.fbkk12-4.jpg
    c_oc=AQnJxVf-jIhULyKQN6O6CgYu2T_G0iHs5P-odnpmFgmOtWmgwsG0XwrboHRUWh2HxPc&_nc_ht=scontent.fbkk8-3.jpg
    _oc=AQmt15McJKF3RUvl0sT9j0vX0huUgNhUim9JIVKkiKbjQvOBL-MGPpiNvSdgL7GDk64&_nc_ht=scontent.fbkk12-1.jpg

    หาดทรายทองศรีโคตรบูร
    หาดทรายทองศรีโคตรบูร หรือ หาดทรายริมน้ำโขง ที่ ตั้งอยู่ในอำเภอเมือง จังหวัดนครพนม เป็นปรากฎการณ์ทาง ธรรมชาติที่เกิด ขึ้นในช่วงฤดูแล้งประมาณเดือนกุมภาพันธ์ – พฤษภาคม ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่แม่น้ำโขงลดระดับเกิดเป็นหาดทรายสวยกลางลำน้ำโขง ยาวหลายกิโลเมตร เหมาะสำหรับเป็นที่พักผ่อน หย่อนใจ และชม ความงามของธรรมชาติ สำหรับจุดที่สามารถชมวิวของ หาดทรายทองได้อย่างงดงามในปัจจุบัน คือ สวนสาธารณะและหาดทรายทองศรีโคตรบูร และบริเวณโรงแรมนครพนมริเวอร์วิว ซึ่งได้จัดพื้นที่สำหรับลงไปเดินชมหาดทรายทอง รวมถึงสามารถชมวิวได้จากระเบียงหน้าห้องพัก ช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับชมหาดทรายคือ ในช่วงเช้า และช่วงเย็น เพราะจะได้แสงสีทองของพระอาทิตย์ส่องกระทบผืนทรายและผืนน้ำ

    _oc=AQkclhLwjpVCUqdt6HWG3QlfFk2JZ6Gjp_wYMls0-fAzFmR6y_TIydxdQ0NWSkT6p1Y&_nc_ht=scontent.fbkk12-2.jpg
    _oc=AQmcSAdgZQ3PLFuFcMtpuLbrpPuFL4yYqUGmkeGiCqX9NhKc1p_3GyhFZcnLwohrZpI&_nc_ht=scontent.fbkk12-2.jpg
    _oc=AQm3QfLrGK1x2parKKHoC9cC6b5_19S8zSDl9PYRrEuBKUOeYMwDASfwQSpUnwfAHwA&_nc_ht=scontent.fbkk12-3.jpg



    (ขอบคุณที่มา...
    เพจวัดธาตุมหาชัย)
     
  5. 9@Phonlee

    9@Phonlee เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 กรกฎาคม 2014
    โพสต์:
    1,257
    ค่าพลัง:
    +3,943
    Tips & Tricks (วรรคทอง)
    หน้า 156 ลำดับที่ #3102

    อาจารย์นพเล่าเรื่องภัยธรรมชาติ
    ดิน น้ำ ลม และไฟ ต่างๆ บนโลกนี้
    "น่าสนใจมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆ"

    ["nopphakan, post: 10911285]
    ทั่วไปนะครับเรื่องภัยธรรมชาติต่างๆ ที่เกิดจาก
    ดิน น้ำ ลม และไฟ ต่างๆ บนโลกนี้
    ทางด้านวิชาการ จะมีแบบจำลอง
    เพื่อใช้พยากรณ์ล่วงหน้าได้เป็น
    หลักหลายสิบปีอยู่แล้วปกติครับ.......
    เช่น เรื่อง การระเบิดภูเขาไฟ แม่นระดับหลักนาที

    เรื่อง ของพายุต่างๆนั้น มีรายชื่อพายุเรียง
    ตั้งอักษร์ A-Z

    เรื่อง ไฟป่า เป็นสถิติ มีความเชื่อมั่นสูง
    พูดง่ายๆว่า มีโอกาสเกิดขึ้นได้...
    แม้แต่ในประเทศไทย เราจะพบกับคำว่า
    บริเวณนี้ ''ไหม้ทุกปี''

    เรื่องปริมาณน้ำ แบบจำลอง บอกได้ล่วงหน้าเป็นหลัก
    ไม่ต่ำกว่า ๒๐ ปี.......เคยเรียนมา มีสมการที่ใช้คำนวณได้
    อยู่ใน วิชา Advance Math. สมัยเรียน ป.โท ครับ...
    แต่ลืมแล้วหละครับ เพราะมันเป็นวิชาบังคับต้องเรียนร่วม
    กับกับทุกสาขาในแขนงเดียวกัน....สมการมันบอก
    ได้แม้กระทั่งปริมาณของน้ำฝน ที่จะตกในอนาคตครับ....

    เรื่องโอกาสในการเกิดแผ่นดินไหวในบริเวนต่างๆ
    โอกาสเกิดคลื่นยักษ์ คลื่นสึนามิ พวกนี้
    เราดูจากแผนที่ ที่เรียกว่า ไซด์ซิมิคแมพ ได้ครับ
    คลื่นวิหนึ่ง ไปได้ ๒ ถึง ๓ กิโล(วัดกันได้ครับ)
    หลักๆเกิดจากแผ่นดินแยก กับ ซ้อนทับกัน....

    สังเกตุอะไรได้ไหมว่า ภัยธรรมชาติเหล่านี้
    โลกนี้มีทฤษฏีรองรับไว้แล้ว.....จากฐานข้อมูล
    ที่มี ณ ช่วงเวลาที่ทำการทดลองและวิจัย
    แน่นอนว่า มันรวมในเรื่อง ของสภาพแวดล้อม
    ทางธรรมชาติ สภาพแวดล้อมของบริเวณ
    พื้นที่ที่สำรวจ แน่นอนว่า ในอนาคตมันย่อม
    มีการเปลี่ยนแปลงได้อยู่แล้ว....
    ดังนั้น ทฤษฎีต่างๆ แบบจำลองที่พยากรณ์ได้
    มันไม่ได้ ถูกต้องที่สุด แต่มันดีที่สุดแล้ว ณ เวลานั้นๆ...

    ดังนั้น หากใครซักคน จะมาพยากรณ์ในเรื่อง
    ภัยธรรมชาติ ภัยภิบัติ จากทฤษฏี ฐานข้อมูลต่างๆ

    ให้พูดอย่างไร ก็จะสามารถตีให้ถูกได้หมด
    เพียงแต่ มากน้อยแค่ไหนเท่านั้นเองครับ...

    แต่ที่แปลกกันก็คือ ชอบเอามาพูดในเรื่องของความเชื่อ
    ในเรื่องของสิ่งเหนือธรรมชาติ บ้างก็โยงมาในเรื่องของ
    ศาสนา เรื่องการเมือง เรื่องภิภพ ต่างดาว อวกาศ
    ผู้วิเศษต่างๆที่เกี่ยวข้อง ที่หนักคือ โยงเข้ามากลาย
    เป็นตนเองที่กลายเป็นผู้วิเศษ ผู้พยากรณ์ฯลฯ
    อะไรต่างๆนาๆ....มันเลยกลายเป็นฟ้องว่า
    เราเองนั่นหละ...ที่ไม่เข้าใจธรรมชาติตรงนี้
    อยู่กับธรรมชาติบนโลกใบนี้อย่างไม่เข้าใจ
    หลักการที่มันเหตุและผล ในตัวมันเองครับ.....

    ดังนั้น เรื่องทำนองนี้ จะเป็นเรื่องที่ยังมาไม่ถึง......
    ผู้ที่มีความสามารถในการ คาดการณ์ รู้เห็นอนาคตได้
    จึงมักไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องแบบนี้ครับ.......
    แม้จะพูดให้ฟัง ผู้รับฟัง ก็ไม่ควรจะไปยึด
    ในสิ่งที่ได้ยิน....เพราะมันจะกลายเป็นวิตกจริต
    เด่วก็ได้ ไปซื้อที่ บนภูเขา สร้างบ้าน
    เสร็จพวก เกร๊งกำไร จากการขายที่ไป ๕๕๕
    (นึกแล้วเสียดาย น่าจะมีที่บนเขาเยอะๆ ๕๕๕)

    เพราะ อนาคตมันเปลี่ยนแปลงได้เสมอ
    ไม่เหมือนอดีต....พอนึกภาพออกไหม.....

    เนื่องจากสภาพแวดล้อม ทางธรรมชาติ
    มันสามารถเปลี่ยนแปลงได้ หลักๆก็คือ
    มนุษย์นี่หละครับ...ที่เป็นต้นเหตุให้เกิดการเปลี่ยนแปลง
    ด้วยเรา ได้นำเอาทรัพยากรทางธรรมชาติต่างๆ
    ที่มันเป็นส่วนในการสร้างสมดุลย์ทางธรรมชาติปกตินั้น
    เอามาใช้งานในด้านต่างๆ เป็นเหตุให้ระบบของธรรม
    ชาติตรงนี้ มันมีการเปลี่ยนแปลง...

    มันก็เปรียบเสมือน เป็นการทำให้สมการในแบบจำลอง
    มีค่าเปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากข้อมูลมันเปลี่ยน
    ดังนั้น เมื่อสมการเปลี่ยนเพราะข้อมูล ผลที่ได้
    ของสมการก็เปลี่ยนแปลงไป อาจจะเร็วขึ้นคือ
    ภัยธรรมชาติเกิดเร็วขึ้น เช่นภูเข้าไฟระเบิดปกติ
    จะ ๕๐ ปีอาจเหลือ ๑๐ ปี หรือ ช้าลงก็ได้
    ไม่ว่าจะคลื่นยักษ์ ปริมาณน้ำ ขนาดพายุ ความรุนแรง
    จะสามารถออกมาในทางที่ให้ ค่าที่เพิ่มขึ้น หรือ ลดลง
    เป็นไปได้ทั้งสองทางครับ.....


    ดังนั้นแล้ว ในทางปฏิบัติ จึงมีคำสอนขึ้นมาว่า

    '' รู้ก็ให้รู้ ให้เห็นแต่ของเราคนเดียวนี่หละ
    ไม่มีใครรู้ ใครเห็นเหมือนเรา ก็ไม่ต้องให้
    ใครเค้ารู้ด้วยหรอก..............

    แล้วค่อยมาดูว่า มันเกิดจากอะไร
    จากเหตุ ๑ จากเหตุ ๒ จากเหตุ ๓ เหตุ ๔ เป็นต้น ''
    มันก็จะทำให้เรายังอยู่ในเส้นทางได้....
    อยู่ร่วมกับธรรมชาติ ได้อย่างแยบยลต่อไป
    หรือ แค่พอฮาๆ ขำๆ ก็ว่ากันไป.........

    ปล. ถ้า รู้อดีต รู้อนาคต รู้อะไร ของบุคคล สัตว์ สิ่งของ ฯลฯ
    รู้ได้ก็ปล่อยให้มันรู้ไป แต่ไม่ต้องไปอะไรๆกับมัน
    คือรู้แล้วก็แล้วไป.....รู้แล้วก็ทิ้งไป.

    ถ้ามันไม่รู้ ก็ไม่ต้องไปอยากรู้อะไรๆกับมัน
    ให้แล้วๆไป. พูดง่าย คือ ช่างมัน....

    ให้รู้จัก แล้วๆไป ไม่อะไรๆกับมัน
    ไม่ว่าจะรู้หรือไม่รู้อะไร แล้วก็ทิ้งมันไป

    ต่อไปมันจะรู้หรือไม่รู้ ตามธรรมชาติของมันเอง
    และมันจะละเอียดลึกขึ้นได้ของมันเองตามลำดับ
    โดยที่ เราจะไม่ไปอะไรกับมัน
    และก็จะเป็นคนปกติทั่วๆไป
    ที่ใช้ชีวิต ร่วมกับโลกได้อย่างแยบยลนั่นเอง.......

    ทุกเรื่องนั่นหละ ที่ต้องแล้วๆไปให้เป็น
    และไม่อะไรกับมัน เราก็จะเริ่มเข้าวิถี
    การรู้ตามธรรมชาติ ของเนื้อหาเดิมแท้
    ของจิตเราได้เอง ทุกคนนั้นหละครับ......

    (ขอบคุณครับ ท่านอจ.นพ)
     
  6. 9@Phonlee

    9@Phonlee เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 กรกฎาคม 2014
    โพสต์:
    1,257
    ค่าพลัง:
    +3,943
    มาตามนัด
    วัดกุฎีดาว อยุธยา
    "ตามรอยขุมสมบัติอาถรรพ์"

    เร้าใจ สนุก ฟังเพลิน

     
  7. aegmanmu

    aegmanmu เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 พฤษภาคม 2012
    โพสต์:
    4,706
    ค่าพลัง:
    +9,306
    ฝัน 29-07-2562
    ข้าพเจ้าฝันว่าไปสถานที่แห่งนึง สถานที่แห่งนี้มีแต่คนใส่ชุดขาวหมดเลย เสื้อกับกางเกงขาวหมด จากนั้นก็มีคนรู้จักผมเดินไปเดินมา สักพักมีคนบอกกับผมว่า "ไอ้หนุ่มช่วยเอาทองคำไปทำบุญให้ที ทำบุญให้กับชายผู้นี้ที ผู้ชายคนนี้เสียสละเพื่อส่วนรวม" ในใจผมคิดว่าใครว่ะ แล้วให้ไปทำที่ไหน ผมรู้สึกว่าเหมือนทองอยู่ในธนาคารไทยพาณิชย์ แต่ในฝันธนาคารปิด และลุงคนนั้นก็บอกว่าเด็กเอ็งก็รู้

    ก่อนหน้านี้พี่ที่ผมรู้จักเค้าก็ได้ไปวัดกุฏีดาวมา และมาคุยกับผมและเพื่อนก็คุยกับผมก่อนผมฝัน ผมเลยคิดว่าอาจฝันหลอกกะได้มั้ง ประมาณว่าเก็บไปฝัน จึงนำเรื่องไปเล่าให้เพื่อนฟัง เพื่อนของผมพอฟังก็ได้บอกว่า ตอนมันตื่นมันรู้สึกอยากไปอยุธยา แต่มันอยากไปลพบุรีไปไหว้พระที่นั้น ผมเลยตั้งจิตว่าหากฝันนี้เป็นฝันหลอกขอให้ไม่ได้ไป แต่ถ้าหากเป็นฝันจริงขอให้ดลใจเพื่อนให้ได้ไป สรุปก็ได้ไป ไปราวๆๆ บ่าย2-3 ครับ
     
  8. 9@Phonlee

    9@Phonlee เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 กรกฎาคม 2014
    โพสต์:
    1,257
    ค่าพลัง:
    +3,943
    ร่มใจ วัดกุฎีดาว วันที่ 30 ธ.ค. 2561
    3Line

    D5769E0A32F8402299242DB75D5946F3.jpg

    โดย สืบสิน ภาพ : มลฑณา ถนัดค้า

    สวัสดีปีใหม่ครับคุณผู้อ่านทุกท่าน หากยังไม่มีโปรแกรมไปเที่ยวไหน ขอแนะนำว่าให้มาเที่ยวที่นี่ครับ จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งนอกจากใช้เวลาในการเดินทางไม่มากแล้ว ยังอิ่มบุญ ร่มใจมากทีเดียวครับ เพราะนอกจากพระนครศรีอยุธยาจะเป็นเมืองเก่าอันทรงคุณค่าแล้ว ยังเป็นที่ตั้งของวัดอยู่มากมายอันเกิดมาจากแรงศรัทธาและความเชื่อของคนในสมัยนั้น เมื่อเดินเข้าชมวัดหนึ่ง เดินอีกไม่ไกลก็สามารถเดินชมวัดอื่นๆ ต่อไปได้เลย

    รวมไปถึงวัดอันเป็นโบราณสถานที่มีเรื่องราวอันยิ่งใหญ่และทิ้งร่องรอยความงดงามเอาไว้ให้เชยชม อย่างน้อยก็ทำให้จิตใจที่ฟุ้งซ่านสามารถสงบและร่มเย็นเมื่อได้เข้าไปสัมผัส

    วัดกุฎีดาวเป็นอีกวัดหนึ่งที่อยู่บนถนนนอกเกาะเมืองอยุธยาทางทิศตะวันออก ติดกับทางเข้าวัดประดู่ทรงธรรม วัดจักรวรรดิราชาวาสวรมหาวิหาร และวัดมเหยงคณ์ ซึ่งแวดล้อมไปด้วยหมู่บ้านประชาชนใกล้เคียง ซึ่งวัดนี้นอกจากจะดูยิ่งใหญ่และสวยงามแล้ว ยังมีเรื่องเล่าว่าเป็นวัดที่มีสมบัติฝังเอาไว้มากมาย อันเป็นที่มาของเรื่องเล่าขานปู่โสมเฝ้าทรัพย์

    92AE090EC42B4808900E47863504E36B.jpg

    วัดกุฎีดาวเป็นวัดที่อยู่ทางด้านตะวันออกของแม่น้ำป่าสัก ที่เชื่อว่าบริเวณนี้เป็นที่ตั้งของแผ่นดินอโยธยาและชุมชนเมืองโบราณ ซึ่งมีมาก่อนการสร้างกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี และบริเวณนี้ยังคงเต็มไปด้วยซากอาคารและเจดีย์ของวัดสมัยอยุธยา ซึ่งโบราณสถานของวัดกุฎีดาวนั้นมีสภาพที่ค่อนข้างสมบูรณ์และสวยงามแห่งหนึ่งของกรุงศรีอยุธยาที่ปรากฏให้เห็นในปัจจุบัน

    วัดกุฎีดาวไม่ได้ปรากฏหลักฐานทางประวัติการสร้างที่ชัดเจน แต่จากที่ถูกกล่าวถึงในพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาว่าได้รับการบูรณะครั้งใหญ่เมื่อปี 2254 ในสมัยของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ โดยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งพระมหาอุปราชเป็นผู้สร้าง สันนิษฐานทางโบราณคดีว่าวัดนี้สร้างราวๆ สมัยอยุธยาตอนต้นและถูกทิ้งร้างเมื่อเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 พ.ศ. 2310

    พระอารามของวัดนี้มีกำแพงล้อมรอบทั้งหมด มีเจดีย์ทรงระฆังเป็นเจดีย์ประธาน ภายในพระวิหารขนาดใหญ่เป็นความงามของสมัยอยุธยาตอนปลาย คือที่ฐานอาคารกลางพระวิหารนิยมทำให้แอ่นอ่อนช้อยคล้ายท้องเรือสำเภา เสาทรงกลมเรียงขนานกันที่หัวเสาเป็นรูปดอกบัวมีความโอ่โถง สง่างาม ด้านหน้ามีองค์พระตั้งเป็นประธานให้สักการะ

    7C995D9243FC4348BBEF327673F382B8.jpg

    ทิศเหนือของเจดีย์ประธานนอกกำแพงมีพระตำหนักกำมะเลียนเป็นอาคาร 2 ชั้นสี่เหลี่ยมผืนผ้า สันนิษฐานว่าเมื่อครั้งสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศบูรณะปฏิสังขรณ์พระอารามแห่งนี้ พระองค์ทรงใช้เป็นที่ประทับและว่าการในการสร้างวัดสามารถขึ้นไปดูจากด้านบนได้

    หากสังเกตที่รอบกำแพงด้านล่างจะเป็นประตูเล็กๆ เชื่อกันว่าใช้เป็นทางออกเมื่อเกิดเหตุไม่คาดคิด ตอนนี้ทางกรมศิลปากรได้ปิดทางแล้วเพื่อความปลอดภัยในการดูแล

    วัดกุฎีดาวเป็นวัดหนึ่งที่มีความสำคัญมาก่อนกรุงศรีอยุธยาและได้รับการบูรณะปฏิสังขรณ์เรื่อยมา แสดงถึงความสำคัญของวัดด้วยมีความโอ่โถงและมีความงดงามวิจิตรอ่อนช้อย เป็นสถาปัตยกรรมที่แสดงถึงฝีมือช่างคนไทยในอดีตที่มีความประณีตให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาศาสตร์แขนงต่างๆ ต่อไป

    BB5F5D3CBE214823B7355BFF3D5EB68D.jpg

    หลายๆ คนคงอาจเคยได้ยินคำว่า“ปู่โสมเฝ้าทรัพย์” กันมาแล้ว ไม่ว่าจะในภาพยนตร์ ละคร หนังสือ หรือเรื่องเล่าที่สืบต่อกันมา และเรื่องนี้เป็นเรื่องเล่าที่เกิดขึ้นจริงในอดีตเกี่ยวกับลายแทงสมบัติอันบ่งบอกจุดที่ซ่อนของขุมทรัพย์มากมาย ภายในอาณาบริเวณอาณาจักรกรุงศรีอยุธยา ลายแทงนั้นบอกว่าพระนครศรีอยุธยามีสมบัติโบราณถูกฝังเอาไว้ถึง 303 แห่ง โดยเฉพาะที่ “วัดกุฎีดาว” มีขุมทรัพย์ฝังอยู่ถึง 16 แห่ง ลายแทงขุมทรัพย์มีค่ามหาศาลนี้ ผู้ที่ได้ครอบครองไว้เป็นเจ้านายระดับพระองค์เจ้าพระองค์หนึ่ง การได้มาของลายแทงนี้ไม่ทราบชัดว่าท่านได้มาอย่างไร

    จึงได้ทำเรื่องเสนอต่อกรมศิลปากรขออนุมัติดำเนินการขุดค้นหาขุมทรัพย์ดังกล่าว โดยขอแบ่งทรัพย์ที่ขุดขึ้นได้เพียง 10% และอีก 90% จะมอบให้เป็นสิทธิของกรมศิลปากร เมื่อกรมศิลปากรอนุมัติท่านจึงเริ่มดำเนินการขุดค้นที่วัดกุฎีดาวเป็นแห่งแรกในปี 2503 น่าประหลาดที่การขุดสมบัติที่วัดกุฎีดาว เมื่อขุดลงไปตรงจุดที่ลายแทงระบุว่ามีสมบัติซ่อนอยู่กลับไม่พบสิ่งใดเลยแม้แต่ชิ้นเดียว

    การขุดค้นหาสมบัติโบราณที่วัดกุฎีดาวในครั้งนั้น นอกจากจะพบความผิดหวังแล้ว พระองค์เจ้าฯ และพระสหายยังพบกับเหตุการณ์อัศจรรย์ที่น่ากลัวอีกหลายอย่าง นั่นก็คือท่านและพระสหายเห็นปู่โสมเฝ้าทรัพย์มาปรากฏต่อหน้าต่อตากลางวันแสกๆ เป็นร่างของนักรบไทยโบราณ ร่างใหญ่โต แต่ไร้หัว

    C34292A8C6DC470790EE697FC2F42E46.jpg

    นอกจากนี้ ภายในวังของท่านก็ยังมีเสียงคล้ายคนขุดดินตลอดเวลา เสียงนั้นดังชัดเจนได้ยินกันหลายคน เหตุการณ์น่ากลัวที่เกิดขึ้น ทำให้พระองค์ต้องเชิญอาจารย์ที่นั่งทางในเก่งๆ มาช่วยดู อาจารย์ท่านนั้นก็บอกว่าวิญญาณที่ปรากฏเป็น “ปู่โสมเฝ้าทรัพย์” เขาเป็นเจ้าของสมบัตินั้น และโกรธแค้นมากที่เจ้านายพระองค์นี้มาทำการขุดค้นสมบัติของเขา จึงมาสำแดงกายให้เห็น ทั้งยังสาปแช่งพวกที่มาขุดสมบัติของเขาทุกคน



    ขอขอบคุณที่มา
    นสพ.โพสต์ทูเดย์
     
  9. 9@Phonlee

    9@Phonlee เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 กรกฎาคม 2014
    โพสต์:
    1,257
    ค่าพลัง:
    +3,943
    วัดกุฎีดาวในมุมสูง
    3นาที สั้นๆ แต่น่าติดตามชมครับ
    ...เพลงไทยประกอบไพเราะจับใจจริงๆ
    ดูแล้วเหมือนได้ร่วมอยู่ในสถานที่จริง



     
  10. aegmanmu

    aegmanmu เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 พฤษภาคม 2012
    โพสต์:
    4,706
    ค่าพลัง:
    +9,306
    สุดยอดเลย
     
  11. aegmanmu

    aegmanmu เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 พฤษภาคม 2012
    โพสต์:
    4,706
    ค่าพลัง:
    +9,306
    เมื่อไปถึงวัด ตอนผมลงจากรถเพื่อน ปรากฏว่ามีลมพัดแรงมาครับ เหมือนกับว่า ต้อนรับการมาของผม ก่อนหน้านี่ผมได้เตรียมทองคำเปลว 100% มาด้วย ไม่ทราบว่าทำไมอยากเอามา และเงินทำบุญของเมียหัวหน้าผม กะว่าคงมีบุญให้ทำที่นี้ ผมได้ไปบริเวณโบสถ์ ปรากฏว่าพระพุทธรูปสีแดงโบราณอยู่ 5 องค์ ที่ฝ่าพระหัตถ์มีลูกแก้วสีขาวใสอยู่ ผมว่าน่าจะมีคนมาปรับภพภูมิให้ดวงจิตที่นี้ แต่ไม่ไดมีวางครบ 5 องค์นะ มีวางองค์ที่ 2 กับ 4 ผมกับเพื่อนเลยช่วยกันวางองค์ที่ 1,3,5 และพอไปเล่าให้เพื่อนฟัง เพื่อนบอกหวยงวดนี้เปล่า ปรากฏว่าออกหวยจริง รู้ไหมท่าน9 ผมจำไว้่กะว่าวันหวยออกจะเล่น สรุปกระดาษที่จดไว้ ผมลืมไปเลย เสียดายมากๆ เป็นแบบนี้หลายครั้งแหละ ไม่รู้ว่าเพราะอะไร ฝันแม่นช่วงนี้ครับ แต่เอาเลขนั้นไม่ได้ 67399421_2520909157929243_3239690949449744384_n.jpg 67403164_2520909014595924_563995249676910592_n.jpg 67403834_2520909401262552_1030908450164441088_n.jpg
     
  12. aegmanmu

    aegmanmu เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 พฤษภาคม 2012
    โพสต์:
    4,706
    ค่าพลัง:
    +9,306
    มีเรื่องแปลกอยู่ 3 อย่าง
    1.ก่อนผมไปถึง ต้นไม้ตรงเจดีย์ โค่นหักมาทบเจดีย์ ป้าที่อยู่ดูแลแถวนั้นบอก ซือเลย 29 หวยงวดนี้
    ผมแวะไปถ่่าย มีหมาน้อยด้วย ไปแอบดูเผื่อมีสมบัติผุดขึ้นมา 55+
    001.jpg 002.jpg 003.jpg
    2.ตรงศาลปู่ทองคำ มีคนนั่งแล้วอยู่ๆๆมีงูตกลงมาจากต้นไม้ และเลื้อยหายไป
    67584517_2520931211260371_7997853915519385600_n.jpg 67457051_2520930961260396_897270147612409856_n.jpg 67305769_2520930847927074_6819256031265161216_n.jpg
    การจุดธูปที่นี้่แปลก มือซ้าย 7 มือขวา 9
    หวยลาวออก 2792 แปลกๆๆไหมครับ
     
  13. aegmanmu

    aegmanmu เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 พฤษภาคม 2012
    โพสต์:
    4,706
    ค่าพลัง:
    +9,306
    3.ถ่ายภาพออกมาแล้วโบสถ์เป็นสีทองเลย
    67979449_2520932047926954_4982414285314457600_n.jpg
     
  14. aegmanmu

    aegmanmu เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 พฤษภาคม 2012
    โพสต์:
    4,706
    ค่าพลัง:
    +9,306
    ้ จงถึงแล้วแก่ดวง 67494531_2520904264596399_2444516486610419712_n.jpg จิต ดวงวิญญาณ ผีไม่มีญาติ สัมภเวสี ผีตายโหง ที่อยู่ ณ สถานที่แห่งนี้ ที่เคยบังเกิด เป็นพ่อแม่ญาติพี่น้อง เป็นบรรพบุรุษของข้าพเจ้า หรือแม้กระทั่งเป็นครูบาอาจารย์ เป็นคนเคยรู้จัก เป็นเหล่าบริวารทั้งหลาย ขอให้บุญกุศลทั้งหลายเหล่านี้ จงถึงแล้วแก่พวกท่าน ท่านใดที่ทุกข์ ขอให้พ้นแล้วจากทุกข์ทั้งหลาย ท่านใดที่สุขขอจงมีแต่ความสุขยิ่งๆขึ้นไป หากท่านใดที่ติดค้าง ติดพันธนาการ อยู่ในสถานที่ใด สถานที่หนึ่ง ไม่ได้รับบุญกุศล จากลูกหลานและบริวาร มานานแสนนาน ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอพร้อมจะมอบให้ ให้บุญกุศลนี้ จงแผ่ไปไกลไพศาล ถึงแกเหล่าดวงจิตดวงวิญาณ ที่ตกทุกข์ได้ยากทั้งหลายทั้งปวง ที่อยู่ ณ สถานที่แห่งนี้ ณ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมืองอโยธยาศรีรามเทพนคร ขอให้รับบุญกุศลจากข้าพเจ้า และจงได้ปรับภพภูมิ ออกจากห่วงกรรม วิบากกรรมทั้งหลาย นับแต่บัดนี้ด้วยเถิด
    สาธุ อุกาสะ
    สาธุ อุกาสะ
    สาธุ อุกาสะ
     
  15. 9@Phonlee

    9@Phonlee เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 กรกฎาคม 2014
    โพสต์:
    1,257
    ค่าพลัง:
    +3,943
    อ่านแล้วชวนขนลุกเลย
    จู่ๆมีลมพัดแรงกระโชกมา
    นี่แหละคือพลังงานเร้นลับชนิดหนึ่ง
    ...ที่มองไม่เห็น

    ผมเคยกล่าวว่าน้องเอกมีภูมิหลัง
    มีต้นทุนด้านซิกเซ้นส์(ค่อนข้างแรง)
    ...ส่วนที่บังเอิญได้เลขเด็ดมาจากวัดกุฎีดาวแต่ไม่ได้ซื้อ
    หรือมีเหตุบางอย่างทำให้ลืมซื้อ
    นี่อาจแสดงว่า
    "สมคำเล่าลือจริงๆ ว่าท่านเป็นปู่โสมเฝ้าทรัพย์"
    ห่วงแม้แต่เลขเด็ดที่น้องเอกพบเจอ
    หรือแค่คิด แค่ใบ้ออกมา ยังไม่ได้เลย
    ดังนั่นที่น้องเอกตามหมา ตามดูเผื่อพบสมบัติ
    อย่าริทำนะครับ ขืนจิกอะไรชิ้นเล็กๆใส่กระเป๋ามา
    "น่าเป็นห่วงนะครับ"

    เผื่อๆแค่เงื้อมมือหยิบ
    อาจโดนงู(หลายตัว)ไล่ฉกก็เป็นได้

    ขอบคุณน้องเอกที่เล่าให้ฟัง...สนุกมากครับ
    สักวัน...ผมคงต้องหาเวลาไปวัดนี้
    วัดกุฎีดาวคงมีความลี้ลับหลายอย่างให้ค้นหา
    อย่างน้อยได้ไปกราบไหว้สถานที่และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่นี่
    ...คงเป็นสิริมงคลยิ่งนัก

    พูดถึงเรื่องลมพัดแรงขณะที่ลงจากรถ
    คงไม่ต่างกับครั้งที่ผมกับครอบครัวไปกราบไหว้ลป.ทวด
    ณ อาณาจักรลป.ทวดเขาใหญ่ ครั้งแรก
    ช่วงนั่นมีลป.ทวดนาคปรกที่เสร็จสมบูรณ์เปิดเนตรแล้ว
    ส่วนลป.ทวดองค์ใหญ่ที่สุดในโลกยังเสร็จแค่บริเวณฐาน
    ...พอลงจากรถไม่กี่ก้าว ได้เกิดลมกระโชกอย่างแรง(อย่างแรง)
    ลมหมุนติ้วพัดพาเอาเศษใบไม้ เศษฝุ่นแดงๆ
    กระจายไปทั่วรอบๆบริเวณนั่น
    ก่อนที่จะหมุนเป็นลำขึ้นสู่ท้องฟ้า
    ในเวลาใกล้ๆกันเกิดขึ้นอีกครั้งตรงด้านหน้าองค์ลป.ทวด
    ...เล่นเอาอีก4คน ที่มาด้วยกันวิ่งหลบเป็นพัลวัน

    จำได้ว่าวันนั่นเป็นวันเข้าพรรษา
    ก่อนวันวิสาฬหบูชา 1 วัน
    (รายละเอียดเรื่องเล่านี้มี2หน้า ถ้าใครสนใจอ่าน
    ให้พิมพ์ที่กูเกิ้ล "เรื่องดีๆที่อยากเล่าให้ชาวพุทธฟัง"

    หรือลองคลิ๊กดูข้างล่างนี้)

    https://palungjit.org/threads/551347/
     
  16. 9@Phonlee

    9@Phonlee เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 กรกฎาคม 2014
    โพสต์:
    1,257
    ค่าพลัง:
    +3,943
    tips & Tricks (วรรคทอง)
    หน้า 156 ลำดับที่ #3110

    เป็นวันแรกที่น้องเอกเข้ามา ถามและเล่าความฝันที่น่าสนใจ
    ประมาณว่า(ดึงมาให้อ่านเต็มๆเลย)
    "ผมได้ฝันถึงองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าครับ พระองค์นำคณะสงฆ์มาโปรดใครบางคน เป็นผู้ชาย ขาว สูง แต่ผู้ชายคนนั้นไม่ยอมอยู่ให้องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้แสดงธรรม พระองค์จึงเดินกลับมาที่หมู่คณะสงฆ์ตามเดิม ตัวผมในฝันตอนนั้นเป็นเณรครับ กำลังหาคนช่วยนุ่งจีวรอยู่ ฝันแค่นี้ผมก็รู้ด้วยตนเองว่า ท่านคงมาสอนหรือบอกอะไร คงจะเกี่ยวว่าใครสอนได้ก็สอน สอนไม่ได้ก็ไม่สอน พอมาอ่านประโยคที่ว่าดอกใต้โคลนตม มันจิ๊ดเลย แต่ละครั้งที่ผมฝันถึงพระองค์ พระองค์มาในกายงามตลอด หล่อเหลาสุดๆ
    ผมมีคำถามครับ ถ้าพญานาควรกายเงิน ท่านจะเป็นลักษณะอย่างไรครับ
    ที่ได้อ่าน เช่น สีดำ (วรกายสีดำ เชื่อว่า ท่านมีอุปนิสัย ดุดัน ชอบสันโดษ เรียบง่าย และมีหน้าที่ปกป้องทรัพย์สมบัติ ใครต้องการทรัพย์จากพญานาค ก็มักจะบูชาพญานาคที่มีวรกายสีดำ) อ่านตรงสีดำนี้นึกถึงองค์ท้าวนาคพันธ์เลยครับ ฝันว่าท่านมาคายแก้วให้ผม"


    [QUOTE="nopphakan, post:]
    พยานาคสีเงิน
    ถ้าเปรียบกับคน...จะได้พอเห็นภาพง่ายๆ..
    ก็เหมือนคนมีของ จอมคาถา ผู้มีวิชาคาคมนั่นหละ...
    เพียงแต่ว่า พบเห็นได้น้อย.....คล้ายคนที่เคร่ง
    ในการฝึกสมาธินั่นหละ..


    เหตุเพราะทางภูมิพยานาค เนื่องจากมีท่านที่เป็นเลิศ
    ทางวิชาเดินธาตุโบราณอยู่ ณ ปัจจุบันนี้
    เรียกว่า ได้รับการยอมรับจากทุกภพภูมิ
    ว่าไม่มีใครเก่งกว่า สมมุติถ้าเป็น
    พระในสมัยพุทธกาล
    ก็จะเป็น เอกะคัตทะ ในด้านนี้นั่นหละ
    ....เนื่องด้วย วิชานี้ ค่อนข้างที่จะต้อง
    เริ่มต้นจากฐานกำลังสมาธิในระดับที่สุง
    ดังนั้น ผู้ที่มาทางสายนี้ ก็มักจะเป็นผู้มีระเบียบ
    วินัยทางด้านการฝึกสมาธิ เป็นพี่ฟิต ทางสมาธิ
    ประเภทง้องๆแง๋งๆ
    สายฮา อาจจะไม่เหมาะ..
    และวิชาเดินธาตุโบราณนี้
    ปลายทางจะสามารถที่ จะเนรมิตหรือเสกบริกรรม
    อะไรก็ตาม จากนามธรรมจนเป็นรูปธรรมได้...
    เรียกว่า เป็นบารมีเฉพาะทาง
    ที่เหล่าบรรดาท่านพยานาคทั้งหลาย
    ท่านฝึกตบะ นั่งสมาธิ จนเกิดเป็นลูกแก้วคู่บารมี
    ที่มักจะนำมาห้อยเป็นสังวาลย์ เวลาอุปโลกน์เป็น
    ร่างกายคล้ายคนนั้นหละ...หรือตอนที่มีหลายๆเศียร
    ที่เราจะมองเห็น อยู่ตรงกลาง เวลาแผ่แม่เบี้ย นั่นเอง

    ในระหว่างทางของการเดินทางของวิชาเดินธาตุโบราณนี้
    ก็จะมีอีกแขนงหนึ่ง ที่สามารถ ไปทางปรอทธาตุได้
    ปรอทธาตุ ก็คือ การทำนามธรรมให้เป็นรูปธรรมรูปแบบหนึ่ง
    คุณสมบัติของปรอท ก็ทำให้เกิดฤทธิ์ทางด้านต่างๆ
    ลักษณะของ ปรอทธาตุ(ที่ได้จากพลิกนามธรรมเป็นรูปธรรม
    ไม่ใช่แบบ หุง ต้ม ฆ่าเชื้อ หลอม แบบทางพม่านะ)
    การใช้งาน ก็คือ มักจะอมเอาไว้ในปาก ของท่านนั้นๆ
    พูดง่ายเป็น เครื่องมือ อุปกรณ์ ที่ทำให้เกิดฤทธิ์ต่างๆนั่นเอง
    เหมือนพระอาจารย์ในดง บางท่าน ที่ท่านมีนั่นหละ...

    ส่วนสีเงินๆ ที่เรามองเห็นได้ นั้น เป็นลักษณะสีของจิตที่เด่น
    ในช่วงนั้น พอเวลาอุปโลกน์มาเป็น กายลำตัวขนานพื้น
    ก็จะติดลักษณะของจิตมาด้วยเป็นปกติ เราเลยเห็นเป็นสีเงิน
    แต่ถ้ามาเป็นกลายคล้ายคน เราจะมองเห็นว่าที่ แก้มข้างซ้ายท่าน
    จะอูมๆ นิดหนึ่งนั่นหละ.....

    เนื่องด้วยปรอทธาตุ ส่วนตัวมองว่า ค่อนข้างอันตราย
    ถ้าใจไม่ดีจริงๆ มันค่อนข้างที่จะเสี่ยง
    เหมือนคนมี อาวุธ พร้อมที่จะใช้งานได้ตลอดเวลา
    แบบมีอำนาจ ที่ไม่ผิดกฏหมาย เปรียบได้
    ดังดาบอาษาสิทธิ์ เหมือนทางจีนๆนั่นหละ.....

    พบเห็นได้น้อย ทั้งในกรณีพยานาค
    หรือในกรณีบุคคล
    ถ้าแบบหุง ต้ม ฆ่าเชื้อ พอพบเห็นได้
    ในท่านที่ สืบทอดวิชามาจากครูบาร์
    อาจารย์ทางพม่า บางท่านอยู่มาเป็นพันๆปี
    ก็มีนะครับ ทางพม่าเนี่ย..เรียกว่า
    เรื่องปรอท ต้องยกให้ทางพม่านั่นหละครับ...
    ที่ใช้งานได้จริงๆ ทำตามพิธีใช้เวลาหลายปีนะครับ
    แบบนี้ เคยมีแต่ให้ แม่ยายไปแระ พร้อมเลี่ยมทอง...
    ส่วนตัว เคยถูกห้ามถึง ๓ ครั้ง สำหรับเรื่องปรอท
    ในสมัยที่ ปรอทกำลังจะเข้ามา ก็เลยเปลี่ยนแนว
    มาลองเป็น เรียกพระธาตุดูนั่นหละ.......

    จบหละ นิทาน พอขำๆ...


    (ขอบคุณอาจารย์นพ)
     
  17. 9@Phonlee

    9@Phonlee เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 กรกฎาคม 2014
    โพสต์:
    1,257
    ค่าพลัง:
    +3,943
    ประวัติเรื่องราวของพญานาคมีให้อ่านเยอะ
    แค่ผมเห็นว่าประวัติข้างล่างนี้
    นี้มีรายละเอียดบางอย่างที่น่าสนใจ

    จึงดึงมาให้อ่านเต็มๆ


    ************************************************
    • ประวัติพญานาค
    ประวัติพญานาค
    16/08/2017 View: 39,923
    art_42333908.jpg
    ประวัติพญานาค
    พญานาคแบ่งออกเป็น ๔ ตระกูลใหญ่ ดังนี้

    ๑) ตระกูลวิรูปักข์เป็นนาคมีผิวกายเป็นสีทอง ในกำเนิดนาคสี่ตระกูลนี้ พญานาคตระกูลวิรูปักข์นี้ถือว่าเป็นราชาใหญ่กว่านาคทั้งปวง ท้าววิรูปักข์ ซึ่งเป็นหนึ่งในสี่มหาราช ที่ปกครองสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกาด้านทิศตะวันตก

    ๒) ตระกูลเอราปักถะ เป็นนาคมีผิวกายเป็นสีเขียว

    ๓) ตระกูลฉัพยาปุตตะ เป็นนาคที่มีผิวกายเป็นสีรุ้ง

    ๔) ตระกูลกัณหาโคตรมะ เป็นนาคที่มีผิวกายเป็นสีดำ

    ---นอกจากนี้ ยังได้แบ่งพญานาคออกเป็นตระกูลย่อย ๆ ออกไปอีกถึง ๑,๐๒๔ ชนิด คือพวกสัตว์เลื้อยคลานประเภทงู ทั้งที่เป็นงูเห่า งูจงอาง งูเหลือม และงูทุกชนิดถือว่าเป็นลูกหลานของพญานาคทั้งสิ้น

    *พญานาคแบ่งตามหน้าที่ออกเป็น ๔ พวก ตามระดับของนาค คือ

    ๑) นาคสวรรค์มีหน้าที่เฝ้าวิมานของเทวดา

    ๒) นาคกลางหาว มีหน้าที่ให้ลมให้ฝน

    ๓) นาคโลกบาล มีหน้าที่รักษาแม่น้ำลำธาร

    ๔) นาครักษาขุมทรัพย์มีหน้าที่รักษาขุมทรัพย์ในดิน และป่าไม้ นอกจากนี้พญานาคยังแบ่งออกได้เป็นกามรูปี พญานาค คือ ญานาคที่เสวยกามคุณ อพามรูปี พญานาค คือ พญานาคที่ไม่เสวยกามคุณพญานาคบางพวกมีอายุสั้น บางพวกก็มีอายุยืน อาจจะมีอายุยาวนานเป็นกัลป์ ก็ได้อย่างพญานาคตัวหนึ่งชื่อพญานาคกาละมีอายุยืนยาวมาก ตั้งแต่พระพุทธเจ้ากุสันธะจนถึง พระสมณโคตมะ และจะมีอายุจนถึงพระศรีอาริยะเมตไตย์ ในคัมภีร์ปรมัตถโชติกพมหาอภิธรรมมัตถสังหฏีกา องค์นาคาธิบดีทั้ง ๗ องค์ (แต่ละเศียร) นั้น คือ กษัตริย์แห่งเมืองบาดาลที่ปกครอง วังนาคินทร์ต่าง ๆ ซึ่งแต่ละองค์เป็นพญานาคที่ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบอยู่ในศีลในธรรมแล้วทั้งสิ้น องค์นาคาธิบดีทั้ง ๗ องค์ (แต่ละเศียร) มีพระนามดังต่อไปนี้๑. พญาอนันตนาคราช เชื่อว่าเป็นบัลลังก์ของพระวิษณุนารายณ์ปรมนาถ ณ เกษียรสมุทร ๒๘ อนันตนาคราชนั้นมีกายใหญ่โตมหึมา มีความยาวไม่สิ้นสุดมีพันเศียร มักจะแปลงร่างเป็นมนุษย์รูปร่างสวยงาม
    • ๒. พญามุจลินท์นาคราช เป็นพญานาคมีอานุภาพมาก อาศัยอยู่ที่สระโบกขรณี ใกล้ต้นไม้มุจลินท์ สายพันธุ์ของพญามุจลินท์นาคราช คือ พญานาค ๗ เศียร ซึ่งสืบสายพันธุ์มาจนถึงพญาศรีสัตตนาคราช (นาคาธิบดีสีสัตตนาคบาดาล) ซึ่งเชื่อว่าเป็นกษัตริย์แห่งพญานาคที่ฝั่งลาว
    • ๓. พญาภุชงค์นาคราช เป็นพญานาคที่มีผิวกายเป็นสีเทา มีหงอนและเศียรสีแดง มีเศียร ๑ เศียร เป็นเจ้าวิสุทธิเทวา เป็นพญานาคราชประจำองค์พระศิวะเทพ หรือพระอิศวรเจ้า อยู่ในตระกูลฉัพพะยาปุตตะ
    • ๔. พญาศรีสุทโธนาคราช เป็นพญานาคมีผิวกายสีเขียวมรกตมีเศียรสีทอง ๙ เศียร ผู้ครองเมืองหนองกระแสทางฝั่งไทย และมีบริวาร ๕,๐๐๐ ตัว เป็นพญานาคที่ชอบรักษาศีลปฏิบัติธรรม และมาที่วัดพระธาตุพนมเสมอ เป็นเพื่อนกันกับพญาศรีสัตตนาคราชที่ปกครองอยู่ทางฝั่งลาว ต่อมาเกิดการสู้รบกันนานถึง ๗ ปี เรื่องการแบ่งอาหารไม่ยุติธรรม พระอินทร์จึงยุติสงคราม ด้วยการให้พญานาคทั้งสองสร้างแม่น้ำแข่งกัน พญาสุทโธนาคราช จึงพาบริวารไพร่พล อพยพ ออกจากหนองกระแส สร้างแม่น้ำมุ่งไปทาง ทิศตะวันออกของหนองกระแส เมื่อถึงตรงไหนที่เป็นภูเขาก็ คดโค้งไปตามภูเขา หรืออาจจะลอดภูเขาบ้างตามความยากง่ายในการสร้าง พระสุทโธนาคเป็นคนใจร้อน แม่น้ำนี้ จึงคดโค้ง เรียกชื่อว่าแม่น้ำโขง
    • ๕. พญาศรีสัตตนาคราช มีความเชื่อว่าเป็นกษัตริย์แห่งพญานาคแม่น้ำโขงด้านฝั่งลาวมีเศียร ๗ เศียร เป็นตระกูลพญานาคที่มีมาแต่ครั้งพุทธกาล มีความใกล้ชิดพระพุทธองค์ และ พระพุทธศาสนาถือว่าเป็นต้นตระกูลแห่งพญานาคทั้งหมด มีบริวาร ๕,๐๐๐ ตัว เป็นพญานาคที่ชอบรักษาศีลปฏิบัติธรรม และมาที่วัดพระธาตุพนมเสมอ เป็นเพื่อนกันกับพญาศรีสุทโธนาคราชที่ปกครองอยู่ทางฝั่งไทย
    • ๖. พญาเพชรภัทรนาคราชหรือพญาเกล็ดแก้วนาคราช เป็นพญานาคที่มีผิวกายสีเงินเหมือนแก้ว มีหงอนและเศียรสีแดง มีเศียรเดียว เป็นลูกขององค์อนันตนาคราช
    • ๗. พญานาคดำแสนศิริจันทรานาคราช เป็ นพญานาคาราชตระกูลกัณหาโคตมะองศ์สีดำ มีผิวกายเป็นสีดำ อายุเก้าหมื่นปี มนุษย์มีอาวุธทรงฤทธานุภาพ คือ ตรีศูรย์ปกครองอาณาจักร ใต้ทะเลแอตแลนติส ดูแลโซนยุโรปทั้งหมด มีวิมานใต้ทะเลเป็นทองทั้งหมด มีหน้าที่กวาดล้างคนชั่วด้วยการทำ แผ่นดินไหวสึนามิ พายุฝนลมต่าง ๆ คนดีท่านจะให้คณุ มีฤทธิ์เดชชนะศัตรูเมตตามหานิยม ผ่านความเจริญรุ่งเรือง และร่วงโรยของอารยะธรรมมนุษย์มาแล้วหลายครั้ง สำหรับฝรั่ง จะคุ้นเคยท่านในภาพของเทพโปเซดอน ซึ่งในการเทียบชั้นของพญานาคนั้น ให้องค์นาคาธิบดี เทียบเท่า พระเจ้าแผ่นดิน
    ---กษัตริย์องค์นาคาธิบดีศรีสุทโธ เดิมเป็นนาคธรรมดาสังเกตจากที่มีเศียรเดียวแต่ได้เป็นองค์นาคาธิบดี(กษัตริย์แห่งนาค) ฝั่งไทย เพราะองค์อิศวรประทานให้เนื่องจากได้ทำความดีความชอบในการค้นหาโคศุภราชขององค์อิศวร เมื่อครั้งโคศุภราชหนีมาเที่ยวบนโลกมนุษย์ปกติเหล่าพญานาคที่มีสัมมาทิฎฐิเป็นผู้ที่ถือศีลแปดเคร่งครัด มุ่งในการบำเพ็ญเพียร เกิดความเบื่อหน่ายในกำเนิดในภพชาติของความเกิดเป็นพญานาคจะไม่ทำร้ายใคร แต่ก็มีพญานาคชั้นเลว หรือที่เรียกว่าเงือก เป็นผู้ไม่ถือศีล มีมิจฉาทิฏฐิชอบทำร้ายมนุษย์ที่ทำมาหาเลี้ยงชีพตามแม่น้ำนาคมีพิษร้ายสามารถทำอันตรายผู้อื่นได้ด้วยพิษถึง ๖๔ ชนิด ซึ่งตามตำนาน ๒๙ กล่าวว่า สัตว์จำพวกงู แมงป่อง ตะขาบ คางคก มด ฯลฯ มีพิษได้ก็ด้วยเหตุที่นาคคายพิษทิ้งไว้ แล้วพวกงูไปเลียพวกที่มาถึงก่อนก็เอาไปมาก พวกมาที่หลัง เช่น แมงป่อง กับ มด ได้พิษน้อย

    a111.jpg

    ---แค่เอาหางเอาหัวป้ายเศษพิษสัตว์จำพวกนี้จึงมีพิษน้อยและพญานาคต้องคายพิษทุก ๑๕ วัน พิษของพญานาคนั้น ถ้าใครโดนพิษแล้วจะมีลักษณะอาการ คือร่างของผู้ถูกกัดจะแข็งราวกับหิน บริเวณรอยแผลที่กัด จะเน่าและมีน้ำเหลืองไหลออกมา พญานาคมีพิษที่กัดแล้วคน ๆ นั้นจะมีอาการร้อนรอยแผลคล้ายถูกรอยไฟไหม้ อาการเหมือนถูกฟ้าผ่า พญานาคมีวิธีทำอันตรายที่แตกต่างกัน คือใช้เขี้ยวขบกัดแล้ว พิษค่อยแผ่ซ่านไปทั้งตัว ใช้ตามองดูแล้วพ่นพิษออกมาทางตา ใช้ร่างกายกระทบสัมผัส พิษจะแผ่ออกมาทั้งตัว ใช้ลมหายใจพ่นพิษออกมาและพิษนั้นจะแผ่ซ่านไปทั่วทั้งตัว ถ้าเปรียบเทียบอุปนิสัยระหว่างพญานาค ในคัมภีร์สันสกฤตส่วนใหญ่จะมีนิสัยดุร้ายขาดความเมตตา ชอบแสดงอิทธิฤทธิ์ทำลายชีวิตมนษุย์และสิ่งต่าง ๆ ให้พินาศอย่เูสมอจะมีนาค ที่มีอุปนิสัยดีอยู่ไม่กี่ตนแต่นาคในคัมภีร์บาลีส่วนใหญ่เป็นนาคที่มีอุปนิสัยดีใฝ่ ธรรมทั้งนี้เพราะนาค

    *สรุป

    ---จึงกล่าวได้ว่า รูปร่างของนาคนั้นสามารถปรากฏร่างในลักษณะสภาพของความเป็นสัตว์ทิพย์กึ่งเทพ และสัตว์ เสวยทิพย์สมบัติบนสวรรค์วิมารดุจดังเทวดาถ้าปรากฏในลักษณะทิพย์กึ่งเทพ ก็จะมีลักษณะเป็นมนุษย์นาคมีเครื่องประดับคล้ายเครื่องทรงของพระมหากษัตริย์ถ้าปรากฏในลักษณะที่เป็นสัตว์ก็เป็นงูที่แผ่พังพานมีขนาดยาวใหญ่ กว่างูธรรมดาอาศัยอยู่ใต้ทะเลลึกและตามแม่น้ำ เช่น กาฬนาคราช ที่อาศัยอยู่ใต้แม่น้ำเนรัญชรา บนเศียรพญานาคมีเครื่องหมายสวัสดิกะและมีจำนวนเศียรแตกต่างกันไปตั้งแต่ ๑ เศียร ๓ เศียร ๕ เศียร ๗ เศียร และ ๙ เศียร มีลิ้นสองแฉก และมีกายสีต่างกันตามตระกูล เช่น ตระกูลวิรูปักข์เป็นนาคมีผิวกายสีทองเป็นราชาของนาคทั้งสี่ประเภท ท้าววิรูปักข์ ซึ่งเป็นหนึ่งในสี่มหาราชที่ปกครองสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกาด้าน

    *ทิศตะวันตกพญานาคแบ่งตามหน้าที่ออกเป็น ๔ พวก ตามระดับของนาค คือ

    (๑) นาคสวรรค์มีหน้าที่เฝ้าวิมานของเทวดา

    (๒) นาคกลางหาว มีหน้าที่ให้ลมให้ฝน

    (๓) นาคโลกบาล มีหน้าที่รักษาแม่น้ำลำธาร

    (๔) นาครักษาขุมทรัพย์ มีหน้าที่รักษาขุมทรัพย์ในดิน และป่าไม้ พญานาคแบ่งออกเป็นประเภทใหญ่ ๆ ได้ ๒ ประเภท คือ

    (๑) กามรูปี พญานาค พญานาคที่เสวยกามคุณ (๒) อพามรูปี พญานาค พญานาคที่ไม่เสวยกามคุณ

    ---นอกจากนี้ยังได้แบ่งพญานาคออกเป็นตระกูลย่อยๆ ออกไปอีกถึง ๑,๐๒๔ ชนิดนาคเป็นผู้รักษาสมบัติมั่งมีทรัพย์ในคัมภีร์บาลีจึงมีเรื่องพญานาค ตอบแทนผู้กระทำความดีด้วยทรัพย์สมบัตินั้น พญานาคที่มีมิจฉาทิฏฐิสามารถทำอันตรายผู้อื่นได้ด้วยพิษถึง ๖๔ ชนิด และปกติพญานาค จะคลายพิษทิ้งทุก ๑๕ วัน

    COF9_v_UcAE8Fty.jpg

    *การบูชาพญานาคเพื่อขอให้เกิดโชคลาภ

    ---เรื่องโชคลาภหลายๆคนอดถามไม่ได้ได้เกี่ยวกับโชคลาภว่าบูชาพญานาคจะมีโชคลาภหรือไม่ ความจริงเรื่องนี้ขึ้นอยู่กับกรรมและและวาระของแต่ล่ะบุคคลด้วย ส่วนพญานาคท่านเป็นผู้ที่สามมารถเข้าถึงทรัพย์ในดินและน้ำ เป็นสัญลักษณ์แห่งความอุดมสมบูรณ์ จึงมีความเป็นเป็นเลิศในด้านโชคลาภ และการการช่วยเหลือของพญานาคก็จะมีข้อจำกัดน้อยว่าพระสงฆ์ พญานาคสามารถช่วยเหลือเรื่องต่างๆ ได้แต่ไม่เกินกฎแห่งกรรม เช่น ชาวบ้านท่าหนองจันทร์ ตำบลท่าค้อ อำเภอเมือง จังหวัดนครพนม แห่ไปกราบไหว้บูชาขอโชคลาภจากดินจอมปลวกที่เกิดขึ้นมีลักษณะคล้ายหัวพญานาคจำนวน ๓๒ หัว ทำให้ทำให้ถูกหวยใต้ดินในงวดวันที่ ๑ กันยายน ๒๕๕๒ ซึ่งการกราบไหว้บูชาดินจอมปลวกนี้พญานาคนี้ เป็นความเชื่อของแต่ล่ะบุคคล บางคนก็มาเพื่อขอโชคลาภ บางคนก็มากราบไหว้เพื่อสิริมงคลเท่านั้น ก่อนที่จะพบดินจอมปลวกพญานาคนี้ มีผู้นิมิตเห็นงูยักษ์มาบอกว่าจะมาจำพรรษาที่วัดบ้านหนองจันทร์แห่งนี้ และต้องการให้ประชาชนเลื่อมใสศรัทธา รู้จักเข้าวัดทำบุญ บูชาในสิ่งที่ควรบูชา

    ---การบูชาเพชรนาคา หรือ เพชร ๗ มณี ๗ แสงเชื่อว่าเป็นของศักดิ์สิทธิ์พลังลึกลับอย่างน่าอัศจรรย์ใจ ที่ประชาชนสนใจแสวงหามาบูชา ซึ่งมีความเชื่อว่าวัตถุนี้เกิดขึ้นมาด้วยบุญญาธิการแห่งการบำเพ็ญเพียรพระโพธิสัตว์พระองค์หนึ่งที่ตั้งจิตอธิฐานปรารถนาที่จะได้ลงมามาตรัสรู้เป็นองศ์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้า เพชรพญานาค จะมีความพิเศษต้องขึ้นอยู่กับบุญวาสนาบารมี และการประพฤติปฎิบัติของผู้ที่ครอบครองเพาะสามารถเปลี่ยนสี จากอ่อนเป็นสี่เข้มหรือเปลี่ยนสีต่างๆได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจ และเปลี่ยนเป็นขุ่นหรือใสตามสภาวะจิตของผู้ครอบครอง เพชรพญานาคสามารถแบ่งออกได้เป็น ๓ สัณฐานใหญ่ คือ

    ๑. สัณฐานลูกรักบี้ รูปร่างกลมยาวเรียวหัวท้ายเรียว ยาว ๒-๓ ซ.ม. จนถึง ๙-๑๐ แบ่งออกเป็น ๒ ประเภท เป็นเพชรนาคาและเป็นเหล็กไหล เหมือนแม่เหล็ก หรือแบบดูดไม่ติด

    ๒. สัณฐานเหมือนพลอยหลังเบี้ย แบ่งออกได้ ๒ แบบ คือ
    • ๒.๑ รูปกลม จะมีรูปลักษณะทรงกลมตรงกลางจะนูนขึ้นมาดังหลังเบี้ยทั้งสองด้าน ด้านข้างสามรถมองเห็นขอบรอยเชื่อมของเพชรนาคา จะมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางตั้งแต่ ๗ มิลลิเมตร ถึง ๑ ซ.ม.
    • ๒.๒ รูปวงรี จะมีทรงเป็นวงรี ตรงกลางจะนูนขึ้นมา ดังหลังเบี้ยทั้งสองด้านจะมีขนาดตั้งแต่ ๕ มิลลิเมตรจนกระทั่งมีความยาวถึง ๑-๒ นิ้ว
    ๓. สัณฐานกลมแบบแก้ว จะมีมีลักษณะกลมเป็นลูกแก้ว แต่สังเกตุดูดีๆ แล้วบางเม็ดจะมีรอยขอบรอบๆ มีตั้งแต่ขนาดเม็ดเท่าปลายนิ้วก้อย (ประมาณ ๑ ซ.ม.) ถึงขนาคเท่าไข่ไก่

    1483406962799.jpg

    ๔. สัณฐานพิเศษที่หายากจะมี คือ
    • ๔.๑. ลักษณะลูกสมอจันท์ จะมีลักษณะกลมคล้ายดังลูกแก้ว เหมือนกับสัณฐานกลมหลังเบี้ยแบบที่ ๒.๑ จะมีขนาดใหญ่เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณเกือบ ๒ ซ.ม.หรือขนาดเท่าไข่ไก่
    • ๔.๒. ลักษณะเป็นเขี้ยวแก้ว จะมีลักษณะรูปทรงสัณฐานเป็นเขี้ยวจะมีความยาวประมาณหนึ่งข้อนิ้วก้อยนิดๆ จนกระทั่งมีความยาว ๖-๗ นิ้ว
    • ๔.๓. ลักษณะรูปหยดน้ำ จะมีลักณะรูปทรงคล้ายหยดน้ำขนาดใหญ่ประมาณปลายนิ้วก้อย
    • ๔.๔. ลักษณะเป็นฟันกราม จะมีลักษณะรูปทรงคล้ายฟันหน้าหรือฟันกรามของคนจะมีส่วนที่ยื่นออกมาดังรากหลายขนาดทั้งฟันกรามเล็กกรามใหญ่
    • ๔.๕. ลักษณะรูปหัวใจ
    • ๔.๖. ลักษณะรูปดอกบัว
    • ๔.๗. ลักษณะรูปหงอนพญานาค
    • ๔.๘. ลักษณะเป็นไข่นอกจากนี้ยังสัณฐานหายากอื่นๆ คือ สัณฐานวัชระ (อาวุธของพระอินทร์)
    *สัณฐานพญานาค ๗ หรือ ๙ เศียร สัณฐานพระปางนาคปรก พระพุทธรูปสัณฐานกริช พระขรรค์ มีดหมอ สัณฐานสัตว์ในป่าหิมพานต์ เช่น หงส์ คชหงส์ เป็นต้น การบูชาตามความเชื่อของสีสันเพชรนาคา คือ

    ---๑. สีขาว หมายถึง สีเพียงถือศีลภาวนาปฎิบัติธรรมลดละกิเลสตัณหาอุปทานให้วางจิตให้อยู่ในสายกลางไม่มีบุญบาปมีสติเป็นผู้รู้ (เกิดปัญญา) เท่าทันในสภาวะปัจจุบัน เกิดความใสสะอาดบริสุทธิ์มีจิใจเยือกเย็นหนักแน่นมั่งคงไม่หวั่นไหวง่ายๆ

    ---๒. สีแดง หมายถึงพลังบารมีมีพุทธคุณหรือบารมี ขององค์พระมหาพระโพธิสัตว์ที่ได้ทรงบำเพ็ญแห่งกำลังฤทธิ์อำนาจ กล้าหาญเด็ดเดียว ความคิดฉับไหวเฉียบคม ตัดสินใจรวดเร็ว เป็นที่เคารพเกรงขาม ผู้ที่ครอบครองเพชรนาคาสีแดงนี้ จะต้องเป็นผู้ที่ปฎิบัติธรรมฝึกฝนให้จิตมีสติรู้เท่าทันอารมณ์ สีแดงพิเศษจะเป็นพลังอานุภาพฤทธิ์อำนาจสูงกว่าสีปกติ

    ---๓. สีเขียว หมายถึง อำนาจจิตที่มีความเมตตา เย็นกายเย็นจิต มีเดชตบะบารมีของผู้ทรงธรรมที่มีจิตสัมผัสทางโลกลี้ลับ ทำให้จิตมีความเยือกเย็นมั่งคง ยิ่งสีเข้มยิ่งมีอนุภาพของพลังที่สื่อผ่านมาจากเพชรนาคา เป็นที่เคารพเชื่อถือเกิดจากการบำเพ็ญเพียรตะบารมี สัจจะอธิฐานเป็นสีของกายทิพย์ท้าวสักกะเทวราช ผู้เป็นจอมเทพมีอำนาจฤทธานุภาพจ้าวแห่งสวรรค์แห่งสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

    ---๔. สีเหลือง หมายถึง ความนุ่มนวลมีสง่าราศี แสดงถึงความความมั่งคั่ง มีโชคลาภไหลมาเทมาความเจริญสดใสรุ่งเรืองดั่งทองคำ ที่มีค่าในตัวเอง กระแสแห่งสีสดใสเท่าใดยิ่งมีกระแสแห่โชคลาภทรัพย์สินเงินทองเปล่งประกายมากขึ้นเท่านั้น เป็นกระแสที่ทำให้น่าเกรงขามเคารพศรัทธาในความมีสง่าราศี ดังเจ้าพระยาผู้มีศักดิ์ศรีจะได้รับการช่วยเหลืออนุเคราะห์ให้หน้าที่กิจการเจริญก้าวหน้าราบรื่น

    ---๕. สีส้ม หมายถึง พลังแห่งการป้อมการภัยจากอาวุธภัยอันตรายต่างๆเป็นพลังที่มีความเด็ดเดียว กล้าหาญ เป็นผู้ที่มีความคิดก้าวหน้ายุติธรรมไม่เอารัดเอาเปรียบผู้อื่นเป็นกระแสพลัง ลดสลายอุปสรรค์พลังที่ไม่ดีที่เข้ามา ผู้ใดคิดจะมาเบียดเบียนต้องพ่ายแพ้ตนไปในที่สุดมีเทพทีมีคุณธรรมดูแลปกปักรักษา เป็นสีแห่งพระบารมีพระสยามเทวาธิราชที่ดูแลปกปักรักษาคุ้มครองประเทศชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์จากอันตรายจากศัตรูผู้ที่ไม่เป็นมิตรที่คิดมากระทำย้ำยี

    ---๖. สีม่วง หมายถึง พลังที่มีอำนาจลึกลับ ยากที่จะรู้ได้เกี่ยวข้องจิตวิญญาณโอปติกะภูตผีปีศาจ ทำให้เกิดความเกรงกลัว ไม่กล้าที่จะคิดไม่ดี กระทำไม่ดีเหมือนมีพลังลึกลับ จ้องมองอยู่ยิ่งสีที่เข้มจนเกือบดำไม่ต้องพูดถึง มีพลังลึกลับอนุภาพมากขึ้นเป็นทวีคูณป้องกันภูตผีปีศาจคุณผีคุณคน คุณไสย การกระทำย้ำยีต่างๆ ให้เสื่อมสลายหายไปและเป็นสีที่สามารถดูดซับพลังอำนาจกลับทั้งดีและไม่ดีได้ ขึ้นอยู่กับผู้ที่เป็นเจ้าของบุคคลที่มีวาสนาครอบครองเพชรนาคาสีม่วงนี้ จะเป็นคนที่มีพลังลึกลับหรือมีสัมผัสพิเศษเรื่องลึกลับ ควรที่จะฝึกปฏิบัติจิตให้มีความเมตตา หนักแน่นปล่อยวางจากอารมณ์ที่มากระทบให้จิตมีความโปร่งใสบริสุทธิ์ จะทำให้อนุภาพของเพชรนาคาสีม่วงนี้จะเปล่งประกายออกมาครอบคลุมทั่วร่างกายตลอดเวลาเสมือนเกราะแก้วคุ้มครอง

    ---๗. สีฟ้า หมายถึง ถึงผู้ที่มีบุญวาสนาที่ได้สร้างสมมาในอดีต มีน้ำใจกว้างขวางใสสะอาดน่าเคารพนอบน้อมดังเพื่อนสนิทชิดเชื้อกันมานาน พูดจาเจรจาติดต่อค้าขายคล่องตัวสะดวก เป็นผู้ที่มีบุญฤทธิ์ที่เหล่าเทวดาดูแลค้ำชู เดินทางไปไหนมาจะมีความสะดวกสบาย

    ---๘. สีน้ำเงิน หมายถึง ผู้ที่มีอำนาจวาสนาบารมีสูง มีทั้งบุญฤทธิ์และอิทธิฤทธิ์บารมีเป็นผู้มีอำนาจผู้ปกครองมีทั้งเดชตบะบารมี เป็นที่เคารพน่าเกรงขามมีขุมทรัพย์มหาศาลที่ซ้อนเร้นอยู่ดังร่มโพธิ์ร่มไทรที่แผ่กิ่งก้านร่มเย็นที่พักพิงแก่สรรพสัตว์ มีพลังที่ป้องกันศัตรูภัยอันตรายต่างๆทั้งแปดทิศจะต้องมีเทพพรหมเทวดาดูแลปกปักรักษาตลอดเวลาเสริมสร้างบารมียิ่งขึ้น

    ---๙. สีชมพู หมายถึง สีแห่งพลังอานุภาพเมตตามหานิยม มหาเสน่ห์มหานิยมนิ่มนวลอ่อนโยน มีความโดเด่นสะดุดตาดึงดูดสำหรับเพศตรงข้าม และผู้คนรอบข้างผู้ที่เกี่ยวข้องจะทำให้ผู้คนรอบข้างเกิดความเมตตาช่วยเหลืออย่างน่าอัศจรรย์ใจ ยิ่งสีชมพูเข้มออกสดใสยิ่งมีพลังมหาเสน่ห์ดึงดูดเป็นที่รักใคร่เป็นที่พึงปรารถนา ดังนางพญาที่สูงศักดิ์สง่างดงามอย่างน่าประหลาดผู้ที่ได้ครอบครองจะต้องเป็นผู้ที่มีจิตใจที่ดีงามไม่นำพลังไปใช้ในทางที่ไม่ดีกระทำกับเพศตรงข้ามจนกระทั่งผิดศีลในข้อที่สาม

    ---๑๐. สีชา หมายถึง สีที่มีพลังอานุภาพ สามารถที่จะยับยั้งอารมณ์ความคิดที่ใช้แต่อารมณ์ ทำให้สติปัญญาความรู้สึกผิดชอบชั่วดี ที่ถูกที่ควรที่ตามไม่ทันจนกระทำพลาดพลั้งผิดพลาดไปจนเกิดความเสียหายเหมาะกับผู้ที่ขาดแหล่งพึงพิงทางจิตใจ หรือผู้ที่มีจิตใจเลื่อนลอยเศร้าเสียใจผิดหวังท้อแท้ และมีความพิเศษก็ คือ จะมีอานุภาพทางมีโชคมีลาภอย่างที่คาดไม่ถึง

    ---การอธิฐานจิตบูชาเพชรพญานาค การบูชาเพชรพญานาค หรือเพชรเจ็ดสีมณีเจ็ดแสงนั้น มิใช่บูชาตามความหมายของสีว่านี้สีดีอย่างนี้แบบนั้นหรือสีที่เหมาะกับวันเกิดเดือนเกิดแล้วจะได้ตามนั้น จะต้องขึ้นอยู่กับบุญวาสนาบารมีที่ได้สร้างสะสมกันตั้งแต่อดีตชาติและเคยได้เป็นของกันมาก่อน ผู้แลจะต้องอยู่ในศีลในธรรมที่เป็นที่ตั้ง จึงจะต้องมีการอธิฐานจิตเสี่ยงบารมี ตามกำลังบุญวาสนาบารมีของตังเองว่าสีแบบใดจะคู่กับบุญวาสนาบารมีของตัวเรา หรือได้คำแนะนำจากครูบาอาจารย์ผู้รู้เท่านั้นสำหรับผู้ที่ได้สีตามที่อธิฐานจิตบูชาเพชรพญานาคมาครั้งแรก คือ เมื่อได้เมื่อได้หินมาก่อนผ่าให้อธิฐานก่อนว่าอยากได้สีอะไรส่วนมากก็จะได้สีตามจิตที่อธิฐานจิตบูชาเพชรพญานาค



    4052560153632_4035.jpg

    *มีเครื่องสักการบูชาดังนี้
    ---๑. ธูป ๙ ดอก
    ---๒. เทียนสีชมพูหรือสีขาว ๕ เล่ม
    ---๓. ผลไม้ ๙ อย่าง มีมะมะพร้าวอ่อน กล้วยน้ำว้า (ควรมี) เป็นต้น
    ---๔. ทำพวงมะลิหรือพวงมาลัยอื่นๆ
    ---๕. จุดธูปเทียนตั้งนะโม ๓ จบท่องไตรสรณะคม อาราธนาศีล ๕ บทพุทธคุณ ธรรมคุณสังฆคุณ
    ---๖. สวดคาถา หรืออีกตำราบูชาด้วยคาถา นโน พุทธายะ นะมะ อะอุ สาธุ ข้าพเจ้าขอบูชาท่านปู่สุนันโทนาคราช พร้อมทั้งบริวารแห่งเมืองบาดาลทั้งหลายด้วยดอกมะลิ ผลไม้นานและน้ำบริสุทธิ์ เย็น ใสสะอาด ขอให้ข้าพเจ้าและครอบครัว มีอายุวรรณะ สุขะ พละ แข็งแรงสมบูรณ์ และมีความสุข สมหวังในสิ่งที่ ปรารถนาทุกประการเทอญ
    ---๗. ตั้งจิตอธิฐานตามที่ต้องการ ( ไม่เกินกำลังของกฎแห่งกรรม ) ตั้งจิตอธิฐานด้วยความแน่วแน่ตั้งมั่นจบด้วยบทแผ่เมตตา เมื่อสำเร็จสมหวังดังที่ได้อธิฐานทุกครั้ง จะต้องทำบุญใส่บาตรถวาย สังฆทาน ถวายพระพุทธรูป เป็นต้น อุทิศถวาย ให้ “ท่านปู่พญานาคสุนันโทนาคราช พร้อมทั้งบริวารทั้งหลาย ตลอดจนเจ้ากรรมนายเวรเป็นที่ตั้ง ” ซึ่งจะเป็นการสร้างกุศลผลบุญบารมีไปในตัว

    *การอธิฐานเพชรนาคา ๙ สี ให้นำเพชรนาค มาบรรจุรวมกันในภาชนะเดียวกันแล้วอธิฐานให้หมุนตามเข็มนาฬิกา ผลออกมาดังนี้

    ---๑. หมุน ๑ ครั้งป้องกันภัย
    ---๒. หมุน ๒ ครั้งป้องกันภูตผีปีศาจ
    ---๓. หมุน ๓ ครั้ง ขอโชคลาภ
    ---๔. หมุน ๔ ครั้งสะท้อนป้องกันสิ่งไม่ดี ( ป้องกันการทำร้ายจากศัตรู )
    ---๕. หมุน ๕ ครั้งป้องกันสัตว์เลื้อยคลาน
    ---๖. หมุน ๖ ครั้งรักษาโรค
    ---๗. หมุน ๗ ครั้ง ครอบครัวอยู่เย็นเป็นสุข ( สามี ภรรยารักกัน )
    ---๘. หมุน ๘ ครั้งถ้าไม่สบายรักษาตัวเอง
    ---๙. หมุน ๙ ครั้งชนศัตรูหมู่มาร

    ---การนำเพชรพญานาคติดตัวไป เช่นเป็นเครื่องประดับเป็นหัวแหวน เป็นจี้ห้วยคอเป็นสร้อยข้อมือก็ตามหรือนำมาบูชาเอาไว้ที่บ้าน ควรที่จะจัดหาพานรองรับตามความเหมาะสมวางผ้าแดงขาวรองพื้น ก่อนที่จะนำเพชรพญานาคหรือเครื่องประดับ ที่มีเพชรนาคาวางลงบนพานและจัดหาขันหรือถ้วยใส่น้ำสะอาดโรยมะลิร่วงวางบูชาไว้ตรงด้านหน้าพานที่วางบรรจุเพชรพญานาคอยู่ ควรจะเปลี่ยนน้ำสะอาดทุกวันหรือวันเว้นวันวันตามความเหมาะสมน้ำที่วางบูชาเพชรนาคานี้ เป็นน้ำมนต์ที่มีพลังอานุภาพ ใช้ดื่มกินอาบราดทั่วตัวไล่สิ่งที่ไม่ดีเสนียดจัญไรที่มาเกาะติดตามตัวเราเพื่อเป็นสิริมงคลเป็นเกราะคุ้มกันปกป้อง



    pushonk.jpg

    ---พร้อมระลึกขอบารมีท่านปู่พญาสุนันโทนาคราชกำหนดเห็น รูปองศ์พญานาคมาขดล้อมรอบตัวของเรา ส่องแสงสว่างเป็นรัศมีกระจายรอบตัวประมาณ ๑ วา หรืออาจจะหาขันหรือภาชนะที่ใส่น้ำสะอาดพร้อมขันหรือภาชนะเล็กที่ลอยน้ำได้เพื่อนำเพชรพญานาคหรือเครื่องประดับมีเพชรพญานาควางอยู่ในขันหรือภาชนะที่ลอยได้อีกทีหนึ่ง ถ้าต้องการทำน้ำมนต์ โดยการหาขันใส่น้ำสะอาดอัญเชิญเพชรพญานาค ลงแช่ในน้ำ พร้อมกับการจุดธูปเทียนท่องคาถา พร้อมกับสำรวมกายวาจาใจให้สงบนิ่งสักพักหนึ่งแล้วอธิฐานขอนำน้ำนั้นมาดื่มหรืออาบเป็นอันเสร็จพิธี

    *สรุป

    ---กล่าวโดยสรุปความเชื่อเรื่องพญานาคในทัศนะของคนไทยทั่วไปเชื่อว่าพญานาคเป็นกึ่งเทพและสัตว์มีฤทธิ์ แปลงกายเป็นมนุษย์และสิ่งอื่นได้ได้ตามสภาวะเหตุการณ์ พญานาคได้แสดงอิทธิฤทธิ์ให้เห็นด้วยการรอยเลื้อยให้มองเห็น ทำเป็นดวงไฟพุ่งขึ้นจากแม่น้ำโขงที่เรียกว่าบั้งไฟพญานาค ปรากฏเป็นงูใหญ่ว่ายน้ำอยู่กลางน้ำโขง ทำบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ใช้รักษาโรคที่ดงคำชะโนด พระมหาเถรไทยได้อาศัยอิทธิฤทธิ์ของพญานาคเป็นอุบาย ถ่ายทอดธรรมให้เกิดศรัทธาแก่ชาวพุทธ และสร้างศาสนาวัตถุบำรุงพระพุทธศาสนา ประชาชนที่อาศัยในแถบลุ่มแม่น้ำโขง เคารพเพชรพญานาคว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ขอพรให้ป้องกันภัย ให้เกิดความอุดรสมบูรณ์ และขอโชคลาภ จากความเชื่อดังกล่าว ทำให้สังคมไทยแถบลุ่มน้ำโขง เกิดแนวคิดใหม่ในพิธีกรรม ศิลปกรรมประเพณีกรรม เช่น การปล่อยเรือไฟบูชาแม่น้ำและเจ้าแห่งน้ำคือพญานาค พัฒนาไปสู่การท่องเที่ยวควบคู่กันไป

    --------------------------------------



    ขอขอบคุณแหล่งข้อมูล

    ที่มา...http://www.mcu.ac.th/userfiles/file/mcuthesis2556library

    วันที่ 16 สิงหาคม 2560

    รวบรวมโดย...แสงธรรม

    ที่มา...เวปวัดเขาไกรลาศ
     
  18. aegmanmu

    aegmanmu เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 พฤษภาคม 2012
    โพสต์:
    4,706
    ค่าพลัง:
    +9,306
    ไม่เคยเจอนะครับ แต่ฝันเป็นพญานาคงู เกล็ดสีเงินเลยครับ ออกรุ้งๆสวยมากๆ ตาแดงๆ
     
  19. 9@Phonlee

    9@Phonlee เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 กรกฎาคม 2014
    โพสต์:
    1,257
    ค่าพลัง:
    +3,943

    ส่วนตัวไม่เคยฝันถึงพญานาคเลย
    แค่เคยฝันถึงงูใหญ่มากและยาว สีดำ
    ลำตัวใหญ่กว่าต้นมะพร้าว
    เลื้อยวนไปมาบนถนนลูกรังและพงหญ้า
    ประเภทมีสี มีหงอน ไม่เคยฝันถึงเลย

    ส่วนป้าวรรณที่เคยเห็นพญานาคตัวเป็นๆ
    ป้าคนนี้โครตจะโชคดี
    ถูกหวยบ่อยมากๆๆๆๆ
    อาชีพแกคือรับจ้างดูแลคนชราตามบ้าน
    เคยอยู่ดูแลคนชราตามศูนย์แต่ลาออกไป
    เป็นเวลากว่า 20 -30ปี
    พอคนนี้เปลี่ยนภพภูมิ...ก็ดูแลคนใหม่แทน
    (คิวงานพอๆกะดาราซุปสตาร์)
    ...คนจองตัวตลอดเพราะทำงานดีมากๆ
    (55ยกยอป้าหรือพี่วรรณสักหน่อย)
    นอกจากดูแลตามหน้าที่
    พอคนแก่นอนหลับ...ก็จะช่วยทำกับข้าวและอื่นๆ
    ผมเคยแซวแกประมาณว่า...
    ที่ถูกหวยบ่อยๆนอกจากพญานาคแล้ว
    น่าจะเป็นเพราะใส่ใจดูแลคนแก่...ได้ดีเยี่ยม
    เวลาจากไป...จึงเข้ามาเกื้อหนุนเสริมโชคให้ลาภ

    งวดก่อนถูก งวดนี้ก็ถูก...ถูกทีมากด้วย
    หลักหมื่น หลักหลายๆหมื่น
    ประมาณถูกหวยเป็นเรื่องธรรมดา
    งวดไหนไม่ถูก จะสงสัยทันทีว่าทำไมไม่ถูก

    ครั้งหนึ่งเคยถามป้าวรรณว่า...
    นอกจากบูชาองค์พญานาคแล้ว
    ไม่ทราบว่ายังมีของดีอะไรซ่อนอยู่
    พอถามแก...แกบอกไม่มี ไม่มี
    แต่มักเห็นอะไรแว๊บๆไม่เว้นแม้แต่กลางวัน
     
  20. 9@Phonlee

    9@Phonlee เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 กรกฎาคม 2014
    โพสต์:
    1,257
    ค่าพลัง:
    +3,943
    ไปแลพญานาคที่ภาคใต้ สงขลา
    คนใต้ไม่น้อยที่เชื่อและศรัทธาพญานาคเหมือนกัน


    **********************************

    ตำนานพญานาคพ่นน้ำ เมืองสงขลา
    หน้าแรก/เรื่องผีๆ/ตำนานพญานาคพ่นน้ำ เมืองสงขลา
    25f6caab3c14ffac1129b608b79649ae?s=96&d=mm&r=g.jpg shock_admin21 ธ.ค. 20172556
    1353990371.jpg

    พญานาคพ่นน้ำ เคยเห็นแต่พญานาคพ่นไฟ พอมาสงขลาจะเจอพญานาคพ่นน้ำ
    คติความเชื่อเกี่ยวกับพญานาคที่เชื่อว่า “พญานาค” เป็นสัญลักษณ์ของการ ให้น้ำ
    และความอุดมสมบูรณ์ ชาวใต้จึงนับถือพญานาคเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์และกราบไหว้ขอพร

    เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต นับเป็นแหล่งการเรียนรู้ทาง วัฒนธรรมแห่งใหม่ที่เกิดขึ้นของชาวสงขลา
    ประติมากรรมพญานาคพ่นน้ำ เป็นสัญลักษณ์หนึ่งของ จังหวัดสงขลา มีลักษณะแบบลอยตัว
    สามารถมองเห็นได้รอบด้าน เนื้อวัตถุเป็นโลหะทองเหลืองรมสนิมเขียว ออกแบบโดย
    อาจารย์มนตรี สังข์มุสิกานนท์

    มีการสร้างขึ้นเป็น 3 ส่วน คือ ส่วนที่หนึ่ง หัวพญานาค ตั้งอยู่บริเวณสวนสองทะเล
    ปลายแหลมสนอ่อน มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของลำตัว 1.20 เมตร ความสูงจากฐานลำตัว
    จนถึงปลายยอดสุด ประมาณ 9 เมตร พ่นน้ำลงสู่ปากอ่าวทะเลสาบสงขลา

    ส่วนที่สอง สะดือพญานาค ตั้งอยู่บริเวณลานชมดาว สนามสระบัว แหลมสมิหลา
    ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของลำตัว 1.20 เมตร ความยาว 5.00 เมตร ความสูง 2.50 เมตร
    ลักษณะลำตัวโค้งครึ่งวงกลม เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ลอดใต้สะดือพญานาค
    ให้เกิดความเป็นสิริมงคลแก่ตนเอง

    ส่วนที่สาม หางพญานาค ตั้งอยู่บริเวณชายหาดสมิหลา ริมถนนสะเดา
    ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1.20 เมตร ความยาว 4.00 เมตร ความสูง 4.50 เมตร
    ปัจจุบันประติมากรรมพญานาคพ่นน้ำได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย
    และชาวต่างประเทศที่เข้ามาเยี่ยมเยือน จังหวัดสงขลา

    จะว่าไปแล้วก็เป็นสัญญาลักษณ์ของเมืองสงขลาเลย มองอีกมุมคล้ายๆกับ
    ตัวสิงโตพ่นน้ำ และข้างๆกัน จะมีพระบรมรูปกรมหลวงชุมพร
    ไว้ให้พวกเราได้สักการะเอาฤกษ์เอาชัยเมื่อมาเยือนเมืองสงขลา


    ขอบคุณแหล่งที่มาและภาพจาก : https://www.bloggang.com/อัศจรรย์ “พญานาค” พ่นน้ำ


    (ขอบคุณที่มา
    M.thai.com)
     

แชร์หน้านี้

Loading...