กระแส"พญานาค"กับข้อเท็จจริงบางอย่าง(มีคลิป) คนที่ไม่เชื่อควรดูด้วยดุลพินิจ

ในห้อง 'วิทยาศาสตร์ทางจิต - ลึกลับ' ตั้งกระทู้โดย 9@Phonlee, 1 กุมภาพันธ์ 2018.

  1. aegmanmu

    aegmanmu เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 พฤษภาคม 2012
    โพสต์:
    4,809
    ค่าพลัง:
    +9,521
    77362594_2367147263551084_105031148891013120_n.jpg
    ปีนี้ภูมิใจครับ กฐินสำเร็จ พระศรีอาริยเมยตรัยสำเร็จ
     
  2. 9@Phonlee

    9@Phonlee เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 กรกฎาคม 2014
    โพสต์:
    1,438
    ค่าพลัง:
    +4,182

    555....เพื่อนหรือเอกพูดไม่หมดจึงเข้าใจผิด
    นึกว่าซื้อสลากแล้วหาคนมาแบ่งครึ่ง
    ....คนละใบหรือ2ใบ
    งั้นขอแบ่งมั่ง...เผื่อมีโชคใหญ่

    ส่วนเงินรางวัลเฉพาะรางวัลที่1
    เป็นเจตนาเดิมของผมเอง...ที่ตั้งไว้
    ถ้าถูก...จะหักเงินรางวัล 10%
    มาทยอยสร้างบุญให้หมดภายใน3ปี
    555...ถ้า2ใบ ก็คือ1.2ล้าน
    ปีละ 4 แสน...ค่อยๆเลือกบุญที่จะทำ

    ส่วนเงินรางวัลอื่นๆถ้าถูก(รางวัลที่2เป็นต้นไป)
    ก็จะหัก 10%ออกมาทำบุญในช่วงนั่นๆ
    นี่คือเป็นสัจจะวาจา...ตลอดชีพ
    เหมือนใบขับขี่ตลอดชีพเลย...555
    ใครอยากมีใบขับขี่ตลอดชีพ
    ...ก้อลองดู
    ...แต่ปัจจุบันนี้ไม่มีแล้ว
    เว้นไว้แต่คนที่เคยทำไว้แล้ว..55
     
  3. 9@Phonlee

    9@Phonlee เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 กรกฎาคม 2014
    โพสต์:
    1,438
    ค่าพลัง:
    +4,182
    Tips & Tricks (วรรคทอง)
    หน้า 182 ลำดับ# 3639

    ...เช้านี้มาฟังอาจารย์นพ
    เล่าโรคเวรโรคกรรมและอื่นๆให้ฟัง

    nopphakan said
    นิทาน....
    เรื่อง ของสุขภาพ อย่างที่เคยบอก
    ถ้าเหตุเป็นเพราะกรรมหรือโรคเวรโรคกรรม คำว่ากรรม
    พูดง่ายๆคือ กระแสพลังงานอย่างหนึ่ง
    หรือ อนุภาคที่เป็นสื่อนำแรงอย่างหนึ่ง(การกำเนิดของสะสารต่างๆ มีส่วนประกอบ
    ของอนุภาคที่เป็นองค์ประกอบของสะสารที่แทนที่ไม่ได้ กับ สื่อนำแรงที่ไม่อิงพื้นที่ และมี
    กี่แรงเข้ามารวมกันก็ได้ ส่วนนี้ย้อนให้ฟังเล่นๆ)

    ความหมายทางด้านแรงที่เป็นกิริยาก็คือ อนุภาคที่เป็นสื่อนำแรงต่างๆเหล่านั้นเข้ามารวมกันมาก
    ในที่นี้ เช่น ความคิดเชิงลบ ความเครียด ความจริงจัง ความโกรธ ความอิจฉาริษา
    การเห็นคนอื่นๆได้ดีกว่าไม่ได้ ความอยากดี อยากเด่น อยากดัง ฯลฯ
    จนส่งผลกระทบ กับอนุภาคที่เป็นองค์ประกอบของสะสารที่รวมๆแล้วประกอบเป็น
    ร่างกายเรานั้นมันพร่อง ทางโลกปกติทั่วไปก็คือ จะเกิดอาการเจ็บป่วยกับ
    อวัยวะชิ้นส่วนนั้นๆนั่นเอง.... ทางการปฏิบัติเรียกว่า ธาตุพร่อง ทางโลกเรียกเจ๊บป่วย
    ทางความเชื่อเรียกโรคเวรโรคกรรม....

    ซึ่งโดยรวมแล้ว เหตุมันมาจาก การเผลอไปสร้างอนุภาคที่เป็นสื่อนำแรงต่างๆขึ้นมา
    จากความคิดนั้นเอง...และยังประกอบไปด้วยสภาพแวดล้อมต่างๆ เช่น คลื่นความร้อน
    ความถี่ต่างๆ จากเครื่องใช้ไฟ้ฟ้าต่างๆ การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของโลก
    การเข้าไปอยู่ในสภานที่ต่างๆ ที่เป็นสื่อนำแรงชนิดที่ทำให้เกิดความร้อน
    การปรามาสต่างๆในสิ่งที่ไม่ควร ฯลฯ....

    การเกิดโรคพวกนี้ ถ้าเหตุเกิดจาก วิบาก ๙๐ เปอร์เซนต์ขึ้นไป
    จากองค์ประกอบต่างๆข้างบน โอกาสที่ความหนาแน่นของสื่อนำแรงจะสูง
    เป็นเหตุให้รักษาไม่ได้
    ถ้าวิบาก ๕๐ บวกกับ ธรรมชาติ ๕๐ โอกาสหายได้แต่ใช้เวลาเล็กน้อย
    แต่ถ้า วิบาก ๑๐ ธรรมชาติ ๙๐ แบบนี้อย่างไรก็หายได้.....

    ส่วนการรักษามีทั้งแบบพิเศษ การใช้ยาสมุนไพร การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
    ที่เอื้อต่อการให้เกิดสื่อนำแรงนั้น รวมทั้งการใช้ยาแผนปัจจุบัน.....

    ณ ปัจจุบัน มีคลื่นความถี่ ต่างที่มนุษย์สร้างขึ้นจากเครื่องกำเนิดต่างๆ
    เข้ามาปน กับคลื่นสนามแม่เหล็ก คลื่นแรงโน้มถ่วง ที่เป็นสื่อนำแรงปกติ
    ร่วมกับบนโลกนี้มากมาย

    ในความก็คือ โอกาสที่ จะได้พบบุคคลเหนือโลกที่สามารถเหาะเหิรเดินอากาศ
    ในสภาพแวดล้อมปกติเป็นไปได้ยาก แต่หายตัวได้ เคลื่อนย้ายวัตถุได้
    เคลื่อนย้ายตัวเองได้ เล่นแร่แปรธาตุได้ ในสภาพแวดล้อมปกติยังมีให้พบเห็นได้อยู่

    ดังนั้น กลุ่มท่านทั้งหลาย ที่มีความสามารถเหนือโลก ส่วนหนึ่งท่านจึงหลีกเหลี่ยง
    สภาพแวดล้อมปกติ และหายเข้าไปในป่าลึก ถึงเวลาจริงๆท่านถึงจะออกมา
    อย่าง ท่านที่ดังๆ ในยุค ลพ.มีชื่อ ที่อุทัยธานี้ ที่สมยานามคล้ายๆกันนั้น...........
    เด่วถึงเวลาท่านก็ออกมา เพราะท่านมีหน้าที่บางอย่างอยู่(ฟังมา)

    ในบางเขตพื้นที่ มีพระสงฆ์เก่งๆมากมาย อยู่ในเขตมิติทับซ้อน
    บางท่านก็ออกมาบ้าง หากมีวาสนากับบุคคลใดเพื่อมาสอนธรรม
    หรือมาสอนสมาธิก็มี....(ฟังมาบวกกับมีประสบการณ์บางส่วน)

    บางเขต บริเวณนั้น เค้าเดินกัน เท้าไม่ติดพื้นนะครับ
    เพียงแต่ว่า จะเข้าได้ ต้องเป็นพระสงฆ์เท่านั้น
    เป็นฆารวาสก็เข้าไม่ได้อีก....(ฟังมา)

    โดยสรุปคือ ในโลกนี้ ยังมีเรื่องลึกลับ เหนือวิสัยอีกมากมาย
    ท่านถึงกล่าวว่า ถ้าเราไม่ได้เข้าถึงด้วยตนเอง
    ท่านห้ามให้ไปสนใจ คือ อย่าไปคิด วิเคราะห์ แยกแยะ สรุปตีความเอาเอง
    เพราะเราจะเข้าใจแต่ในภาพรวม เราจะรู้ได้แค่สภาวะที่เราปฏิบัติถึงเท่านั้น

    ดังนั้นในภาพรวม ของธรรมะที่เผยแผ่สู่มนุษย์โลก จึงเป็นธรรมะที่เหมาะสม
    และคลอบคลุมที่สุด ที่จะพาให้มนุษย์ได้หลุดพ้น ไม่วนเวียนอยู่กับ
    เรื่องเหนือโลกเหนือวิสัย ซึ่งมีอยู่แล้วเป็นปกติ
    และวิทยาศาสตร์ก็กำลังตามหลังมาเรื่อยๆ....

    ล่าสุด ทางวิทยาศาสตร์ ค้นพบ ได้ถึงสภาวะความว่าง
    ( เขียนให้อ่านเล่นๆ เข้าใจคือเข้าใจ ไม่เข้าใจก็ไม่ต้องเข้าใจ...
    สภาวะนี้เป็นกรณี ที่เกี่ยวข้องกับ แรงนิวเคลีย์แบบอ่อน
    ที่มี กลูออน เป็นเหมือนตัวยึดเหนี่ยว ที่แตกมาจาก
    ในระดับของ นิวตรอน(ศูนย์กลางอะตอม)
    ที่มี อนุภาคที่เป็นองค์ประกอบสะสารและสื่อนำแรง รวมทั้งโปรตรอน
    และยังมี อนุภาคที่เป็นส่วนประกอบ ทั้งประจุบวกและประจุลบ
    อยู่ภายในแล้ว ที่ทางวิทย์ฯเรียก อัพคว๊ากและดาวน์คว๊าก
    มันยังมี อนุภาคที่เรียกว่า W และ Z นั้นร่วมด้วยอีก
    อนุภาคนี้ สามารถเกิดการเปลี่ยนแปลงอนุภาคได้
    หาก W หรือ Z เกิดการเปลี่ยนแปลงประจุ
    จากโปรตรอนเป็นนิวตรอน....
    แต่ว่ามันจะมีกรณีหนึ่ง
    ที่หาก อนุภาค ที่มีทั้งประจุบวกและลบต่างๆเหล่านั้น
    มันหลุดออกจากนิวเคลียสในขณะที่เกิดการเปลี่ยนแปลงประจุแล้ว
    ทางวิทยาศาสตร์พบว่า มันหายไป ที่เล่าให้ฟังนี้
    มาจากการค้นพบ ด้วยเครื่องมือที่มีมูลค่าหลายร้อยล้าน)

    ถามว่า ปัจจุบัน ทางวิทยศาสตร์ ค้นพบแล้วถึงระดับความว่างใช่ไหม
    ตอบ ทางพุทธฯ ว่าใช่ครับ.....
    ถามว่า แล้วสภาวะที่ทางวิทยฯค้นพบว่า สะสารมันหายไปนี้ ใช่สภาวะนิพพานไหม
    ตอบ ไม่ใช่ครับ
    ถามว่า ทำไม เมื่อสะสารมันหายไปได้ ทำไมถึงยังไม่ใช่ สภาวะนิพพานครับ
    ตอบ มันยังไม่ได้หายไปจริงๆครับ....เพราะสภาวะนี้ เกิดขึ้นเร็วมาก
    เร็วกว่าแสงครับ ปัจจุบัน จึงยังไม่มีเครื่องมือใดๆที่ สามารถจะจับ
    อนุภาค ในช่วงนี้ได้ครับ.....แม้แต่ตัวผู้เขียนเอง
    ก็ยังไม่มีกำลังสติพอที่จับ ในช่วงนี้ได้ทัน
    จึงเป็นเหตุ ให้เข้าใจคาดเคลื่อนไปว่า มันคือ สภาวะที่น่าจะหลุดพ้น
    แต่ความจริงแล้ว เห้ย ! มัน ยัง บ่ แม่น เด้อ..๕๕


    สรุป แค่จะบอกว่า ความละเอียด เรื่องเหนือวิสัย มันมีของมันอยู่
    เราโชคดีมากแค่ไหนแล้ว ที่ได้เกิดมาพบพระพุทธศาสนา
    ผ่านมา ๒ พันกลางๆแล้ว ด้วยเครื่องมือ ทางวิทยาศาสตร์
    ก็พึ่งเข้าถึงได้ ในระดับพื้นฐานเท่านั้นเอง...........

    มันสนุกตรงนี้หละ ทางพุทธฯ ทุกเรื่องที่เหนือวิสัย
    มันมีเหตุและผลในการอธิบายได้ทั้งสิ้น ด้วยอ้างอิง
    กับเรื่องแรงในวิทยฯมันก็มีเหตุรองรับซึ่งกันและกันได้ด้วย........
    ไม่ใช่เพียงแค่ความเชื่อ ความศรัทธา การเล่าต่อๆกัน
    แต่ลึกๆแล้วมันล้วนแต่แฝงไว้ด้วยอุบายต่างๆนาๆ
    เป็นกุศโลบายที่แยบยลครับ
     
  4. 9@Phonlee

    9@Phonlee เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 กรกฎาคม 2014
    โพสต์:
    1,438
    ค่าพลัง:
    +4,182
    บางครั้งบางเวลา...บางคราว
    อยากเล่าอะไรสนุกให้ฟัง
    เพราะไม่รู้จะเล่าอะไรดี...55

    ผมจึงนำเรื่องลี้ลับ(แค่ความรู้สึกก็จะเล่าให้ฟัง)
    หรือเรื่องที่ไม่น่าจะเป็นไปได้...
    555....ผมเป็นขาประจำที่ชอบโม้เรื่องพวกนี้แหละ
    แต่ทุกเรื่องจะเป็นประสบการณ์จริงร้อย%

    แต่ไม่แน่ใจว่า...คนฟังจะเบื่อหรือไม่
    หรือรำคาญว่า...โม้แต่เรื่องตนเองที่ไร้หลักฐาน
    ...ตามหลายๆเรื่องที่เคยเล่าผ่านมา

    อย่างเรื่องข้างล่างนี้...
    เก้ายกมาทั้งแผงเลย แม้ไม่ใช่Tips&Tricks
    ...แต่บังเอิญเจอเช้านี้...อยู่ใกล้ๆกัน

    ...ด้วยเหตุหนึ่งท่านอจ.นพคุยเรื่องข้างบน
    ...มีพูดถึงเรื่องลี้ลับบ้างนิดๆ เช่น...
    "โดยสรุปคือ ในโลกนี้
    ยังมีเรื่องลึกลับ เหนือวิสัยอีกมากมาย"
    "ทางพุทธฯ ทุกเรื่องที่เหนือวิสัย
    มันมีเหตุและผลในการอธิบายได้ทั้งสิ้น"

    (เน้นครับ)
    เพียงต้องการฉายซ้ำให้บางคนหรือคนใหม่ได้อ่าน
    555....ใช้เวลาเขียนเรื่องเล่าจริงนั่น...ตั้งนาน
    เสียดายครับ...สำหรับคนที่ชอบทางนี้
    ...ถ้าข้ามไป หรือไม่ได้อ่าน

    หมายเหตุ
    ภาพปริศนาที่เห็นจะเกิดจากอะไรก็แล้วแต่
    แต่เสียงดังมากที่ทุบกระเบื้องหลังคาบนหัว
    ...นั่นสิเป็นปริศนาที่คาใจ


    ปล.เดี๋ยวดึงลงมาข้างล่างนะครับ
    ...เพราะเรื่องราวมันยาว
     
  5. 9@Phonlee

    9@Phonlee เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 กรกฎาคม 2014
    โพสต์:
    1,438
    ค่าพลัง:
    +4,182
    วัดป่าภูหายหลง ในคืนวันมาฆบูชา
    ผมไปถึงที่นั่นประมาณทุ่มครึ่ง
    คนที่มาเวียนเทียนไหว้พระบนยอดเขามีแค่หลักสิบ
    (โบสถ์วิหารอยู่สูงระดับน้ำทะเลประมาณ 700เมตร)
    อาจเพราะคนอื่นมาช่วงหัวค่ำ กลับไปหมดแล้ว
    ...บางช่วงเหลือผมอยู่คนเดียว...เออเงียบดี
    ท่ามกลางแสงจันทร์เต็มดวง...ที่ใหญ่กว่าปกติ
    ...ออกสีเหลืองส้มจางๆ

    ช่วงหนึ่งผมทำใจกล้าๆ(ความจริงกลัวนะครับ)
    เดินไปที่ศาลาบูรพาจารย์ซึ่งแยกออกไปอีกโซน
    ทางเดินที่มีแสงจากหลอดไฟสลัวๆ(ไม่สว่างมาก)
    ศาลานี้จะมีรูปเหมือนพระเกจิอยู่ในห้องเดียวกัน
    ...ปกติโซนนี้แม้กลางวันยังแทบไม่มีญาติโยมเดินมา
    ...เพราะแยกออกไปต่างหาก
    ต้องเดินบันไดลงไปสัก 20 ขั้น...แล้วต่ออีก 20 ขั้น
    แต่นี่กลางคืน...คงต้องรู้ว่าไม่มีเงาคน
    ...มีแต่เงาต้นไม้ใต้แสงจันทร์...ไหวไปไหวมา
    ช่วงที่เดินลงไปถึงใต้ศาลาพอดี
    ...เสียงดัง "ปัง " อย่างแรง
    ทีแรกคิดว่างูใหญ่ตกลงกระแทกกระเบื้องหลังคา
    หรือมีใครเอามือจงใจตบหลังคา
    แต่จะมีใคร...มือยาวอะไรปานนั่น...ตบถึง
    มันดังมาก...ตรงตำแหน่งหัวฉันพอดี
    ผมสะดุ้งเฮือก...สิ่งแรกที่ทำคือ
    รีบท่อง "นโมพุทธายะ ๆ ๆ ๆ ๆ " อย่างไว
    (ถ้าเป็นบางคนอาจเผ่น100เมตรไปแร้ว)
    ...พอตั้งสติได้ ผมเดินต่อไปถึงประตูศาลา
    ด่อมๆ มองๆตรงบานกระจก
    เงียบครับ...ไม่มีใครอยู่ในห้องพระ
    พนมมือไหว้องค์พระเกจิ...ไม่ได้เข้าไป
    จากนั่น...ผมจึงรีบจ้ำเดินออกไป...อย่างไว

    กลับขึ้นไปบนวิหารอีกครั้ง(แสงไฟสว่างจ้าดี)
    ก็ได้เห็นผู้คน 7-8 คนขึ้นมาเวียนเทียน
    ...ยังพอทำให้ใจชื่นขึ้นมาบ้าง

    ...สักครู่ใหญ่ๆ...หลังจากคนเดินลงไปหมดแล้ว
    ...ผมก็ตั้งหลัก...ถ่ายรูปไปรอบๆวิหาร

    img_20190219_200719-jpg.jpg
    img_20190219_195342-jpg.jpg
    img_20190219_195544-jpg.jpg img_20190219_200413-jpg.jpg
    img_20190219_204043-jpg.jpg
    img_20190219_203129-jpg.jpg

    *******************************

    นี่คือบันไดพญานาคอันศักดิ์สิทธิ์
    img_20190219_203815-jpg.jpg

    ลองดูรูปข้างล่างนี้ครับ
    ผมก็ไม่รู้ว่าเป็นตัวอะไร
    เรียกว่า "ภาพปริศนา" ก็แล้วกัน
    img_20190219_222817-copy-3-jpg.jpg

    ถ้าดูไม่ออก...คืนนี้มาเฉลย
    (ตามที่คาดว่า...จะเป็นนะครับ)

    9@Phonlee, 22 กุมภาพันธ์ 2019
     
  6. 9@Phonlee

    9@Phonlee เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 กรกฎาคม 2014
    โพสต์:
    1,438
    ค่าพลัง:
    +4,182
    *ภาพปริศนา*
    ตามที่วงกลมไว้

    ...ดูคล้ายๆเป็นตัวอะไร img_20190219_222817-copy-4-jpg.jpg

    9@Phonlee, 22 กุมภาพันธ์ 2019


    หมายเหตุเพิ่มเติม วันนี้(7/11/62)
    (คล้ายเห็นปากชัดเจน ตา2ข้างจมูก ลางๆ)
    ส่วนตัวผมคิดว่า...
    แม้จะเกิดจากแสงไฟ (ดูหลายมุมแล้วไม่น่าใช่)
    ที่"บังเอิญ"ทำให้เกิดภาพที่วงกลมไว้

    ผมมักพูดบ่อยๆจากที่ชมภาพแปลกๆที่คนอื่นถ่ายไว้ว่า...
    "แม้เป็นแสงไฟ แต่ก็เป็นพลังบางอย่าง
    ...ที่เจตนาทำให้เกิดภาพเช่นนั่น"

    (ผมหมายถึงภาพที่วิเคราะห์หลายๆมุมแล้วว่า...
    ...ไม่น่าจะเกิดจากแสงไฟ)
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 7 พฤศจิกายน 2019
  7. aegmanmu

    aegmanmu เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 พฤษภาคม 2012
    โพสต์:
    4,809
    ค่าพลัง:
    +9,521
    น่าสนๆ
     
  8. nopphakan

    nopphakan ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    7,917
    ค่าพลัง:
    +33,659
    เสียงมาจากภูมิที่คอยดูแลปกป้อง บริเวนนั้นหละครับ กำลังสูงกว่าเจ้าที่
    เพราะมีคอนเนกกับข้างบนด้วย
    แต่มาทำหน้าที่ตรงนี้เฉยๆครับ

    ถ้าเมื่อก่อนส่วนตัวเจอระดับนี้
    ท่านจะชอบเข้ามาหาระยะประชิด
    แต่ส่วนตัวยังรู้สึกกลัวๆ จากบารมี
    ทางด้านฤิทธิ์ ที่แผ่มาทางจิตท่านเหล่านี้อยู่

    อารมย์คล้ายๆ เจอคนหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส
    ทักทายเราเหมือนเป็นกันเอง
    แต่ว่า เค้าพกปืนแบบพกนอก
    พร้อมใช้งาน ๒ กระบอก
    ไว้ที่เอวนั่นหละครับ ๕๕
     
  9. aegmanmu

    aegmanmu เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 พฤษภาคม 2012
    โพสต์:
    4,809
    ค่าพลัง:
    +9,521
    กฐินตกค้างสามัคคี 35 วัด สองประเทศ
    (ไทย - เชียงตุง เมียนมาร์) ปีที่ 4/2562

    #รายชื่อวัดจำนวน 26 วัดในไทย
    #ถวายวันที่ 10 พฤศจิกายน 2562

    วัดที่ 1 วัดหนองบัวคำ อ. ลี้ จ. ลำพูน
    วัดที่ 2 สำนักสงฆ์ถ้ำพญางู อ.ปางมะผ้า จ.แม่ฮ่องสอน
    วัดที่ 3 สำนักสงฆ์รังบี้ อ. อมก๋อย จ.เชียงใหม่
    วัดที่ 4 วัดห้วยหญ้าไซ อ.ลี้ จ.ลำพูน
    วัดที่ 5 วัดแม่หว่างลุ่ม อ.ลี้ จ.ลำพูน
    วัดที่ 6 พระพุทธบาทนกแควะ อ.ลี้ จ.ลำพูน
    วัดที่ 7 วัดแม่หว่างต้นฝาง อ.ลี้ จ.ลำพูน
    วัดที่ 8 วัดบ้านตาล อ.ฮอด จ.เชียงใหม่
    วัดที่ 9 วัดสาวิกาป่ากล้วย อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน
    วัดที่ 10 วัดแม่ตะละกลาง อ.กัลยาณิวัฒนา จ.เชียงใหม่
    วัดที่ 11 วัดพระเจ้าหูยาน อ.ป่าชาง จ.ลำพูน
    วัดที่ 12 วัดป่าปลู อ.บ้านโฮ่ง จ.ลำพูน
    วัดที่ 13 วัดแม่ลอบท่าไม้แดง อ.บ้านโฮ่ง จ.ลำพูน
    วัดที่ 14 วัดพุทธบาทสามยอด อ.บ้านโฮ่ง จ.ลำพูน
    วัดที่ 15 วัดเสาหิน อ.เมือง จ.ลำพูน
    วัดที่ 16 วัดกู่ขาว อ.บ้านโฮ่ง จ.ลำพูน
    วัดที่ 17 วัดบ้านแม่สงใต้ อ.วังเหนือ จ.ลำปาง
    วัดที่ 18 วัดบ้านไร่ อ.ดอยเต่า จ.เชียงใหม่
    วัดที่ 19 วัดบ้านทุ่งคอกช้าง อ.ดอยเต่า จ.เชียงใหม่
    วัดที่ 20 พุทธอุทยานดอยกิ่งแล อ.ดอยเต่า จ.เชียงใหม่
    วัดที่ 21 วัดป่าจี้ อ.ลี้ จ.ลำพูน
    วัดที่ 22 วัดนายางเหนือ อ.สบปราบ จ.ลำปาง
    วัดที่ 23 วัดบ้านบวก อ.ลี้ จ.ลำพูน
    วัดที่ 24 วัดป่าดอยน้อย อ.ลี้ จ.ลำพูน
    วัดที่ 25 วัดห้วยโป่ง อ.ทุ่งหัวช้าง จ.ลำพูน
    วัดที่ 26 สำนักสงฆ์ปากาโรอภิชัย อ.ทุ่งหัวช้าง จ.ลำพูน
    77362594_2367147263551084_105031148891013120_n.jpg
     
  10. 9@Phonlee

    9@Phonlee เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 กรกฎาคม 2014
    โพสต์:
    1,438
    ค่าพลัง:
    +4,182

    หายสงสัยเลยครับอาจารย์นพ

    ...ถ้าเดินมาประชิดใกล้ๆ
    ผมคงช๊อตล้มลงแน่นอน
    ...ท่านคงเมตตาสงสาร 55

    (เอาภาพเก่ามาฝาก)
    ผู้ชมช่วยระบายสีทางจิตเอง
    ...ให้เป็นภาพกลางคืนไฟสลัวๆก็แล้วกัน
    ภายใต้แสงจันทร์เงาแม๊กไม้ไหวไปมา
    จากโบสถ์วิหารข้างบนต้องเดินลงบันได2ช่วง

    555....บอกคำเดียวว่า "น่ากลัว"
    แต่ค่ำคืนนั่นทำไมใจกล้าจัง
    ...ยังงงตัวเองอยู่

    ครั้งหนึ่งพระอาจารย์สุ่มเคยปรารถให้ฟังประมาณว่า...
    ศาลาบูรพาจารย์ไม่ค่อยมีผู้คนเดินไปไหว้
    ว่าจะเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์ภายนอกให้ดูใหม่
    ผมเลยตอบว่า "น่าจะดีครับ...อาจไกลและดูเงียบ"

    456.jpg
    เสียงทุบดัง"ปั้ง"บนกระเบื้องหลังคานี่ครับ
    ...เป็นช่วงจังหวะที่เดินผ่านพอดีด้วยสิ

    454.jpg 455.jpg
     
  11. 9@Phonlee

    9@Phonlee เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 กรกฎาคม 2014
    โพสต์:
    1,438
    ค่าพลัง:
    +4,182
    รบกวนถามอาจารย์นพ(ตามข้างล่าง)
    ผมยกบางตอนมาจากกระทู้หน้าแรก...เช้านี้
    ...ที่หลวงตามหาบัว ท่านเทศสอนมา

    ด้วยผมไม่แน่ใจคำว่า"ภาวนา"
    คือคำอธิษฐานขอพรหลังสวดมนต์
    ไม่ได้หมายถึงภาวนาบทสวดมนต์...ใช่หรือไม่
    ถ้าใช่...จะได้เพิ่มอธิษฐานภาวนาให้เข้มข้นยิ่งขึ้น


    เพราะสังเกตจากบางประโยคที่หลวงตาเทศสอน...
    "...การภาวนาให้สมบูรณ์อันนี้ถูกต้อง..."
    "...แต่การภาวนาแห้งผากใช้ไม่ได้เลย..."



    (หลวงตามหาบัว)
    "การภาวนานี่สำคัญมากทีเดียว" อยู่ไหนก็ตามอะไรอดอยากขาดแคลนแต่การภาวนาให้สมบูรณ์อันนี้ถูกต้อง "อะไรก็เหลือเฟือ ๆ แต่การภาวนาแห้งผากใช้ไม่ได้เลย" การภาวนาสำคัญมากทีเดียว

    นี่เคยฝึกหัดมาเต็มกำลังความสามารถถึงเรื่องการภาวนาก็ดีทุกอย่าง จึงได้มาพูดให้หมู่เพื่อนฟัง ไม่อ่อนแอนะ "ทำอะไรเอาจริงเอาจังมาก การภาวนาก็เอาจริงเอาจังทุกอย่าง" จนกระทั่งมาถึงจุดสุดท้ายนี้พอ พอหมดเลย .. "
     
  12. nopphakan

    nopphakan ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    7,917
    ค่าพลัง:
    +33,659
    ภาวนาในที่นี้ของ ลต.ท่าน
    คือกิริยา การระลึกรู้ลมหายใจครับ
    หรือการทำสมาธินั่นหละครับ

    ส่วนภาวนาแห้งฝาก คือ
    การขาดช่วง ขาดตอน
    ทำบ้างไม่ทำบ้าง
    หรือไม่ต่อเนื่องสม่ำเสมอนั่นเองครับ


    พอดีทางโลภ มีศิลปิน เอามาใช้
    ในลักษณะการขอ เลยอาจทำให้สับสนบ้างครับ
     
  13. nopphakan

    nopphakan ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    7,917
    ค่าพลัง:
    +33,659
    ลป. สี ครับ ใช้งบก่อสร้าง ๓,๐๐๐ ล้าน
    DE693AF8-F9D5-4DDE-A484-E2D9C8A635AF.jpeg AD3D522F-0382-41D9-B1C8-9307880DC4F9.jpeg 266D46AF-33B0-499F-B479-1162C6DCD918.jpeg
     
  14. 9@Phonlee

    9@Phonlee เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 กรกฎาคม 2014
    โพสต์:
    1,438
    ค่าพลัง:
    +4,182


    ขอบคุณครับท่านอจ.นพ
    ...หายสับสนแล้วครับ
    ทำให้มั่นใจในการปฎิบัติ

    (55...เล่าให้ฟัง...อีกแร้วว์)
    จากเดิม...หลังจาก นโมตัสสะ
    ตามด้วยพระคาถา ลป. ลพ.รวม 9บท
    จากนั่นส่งบุญให้สรรพสิ่งต่างๆ
    ลำดับสุดท้ายอธิษฐานภาวนาขอพรสิ่งที่ตนปรารถนา

    แต่หลังจากกระแสความศรัทธาลป.ดู่เข้ามาในชีวิต
    จึงเพิ่มบทสวดพระมหาจักรพรรดิ
    พระคาถาไตรสรณคมน์
    พระคาถาลป.ดู่
    ส่วนการส่งบุญก็เพิ่มความเข้มข้นมากขึ้นตามไป
    ...ปิดท้ายภาวนาขอพรใหัตัวเองยังคงรูปเดิมไว้
    คือเน้นการส่งบุญให้สรรพสิ่งเป็นสำคัญ

    2-3เดือนที่เปลี่ยนเพิ่มบทสวดเข้ามา
    รู้สึกว่าอารมณ์เยือกเย็นสุขุมขึ้น
    ความโกรธลดน้อยลง
    เหมือนมีคำว่า"ช่างมันเถิดๆ"อยู่ในใจ
     
  15. 9@Phonlee

    9@Phonlee เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 กรกฎาคม 2014
    โพสต์:
    1,438
    ค่าพลัง:
    +4,182
    ขอบคุณครับ อาจารย์นพ
    ที่นำภาพมาลง
    ทำให้คิดถึงความหลัง
    ได้ช่วยเตือนสติตัวเองว่า...
    "10ปีผ่านไปเร็วไว ไวจัง"
    เหมือนซดบะหมี่หมดชามเดี๋ยวเดียว
    ชีวิตแสนไว..ไวจริงและแสนสั้น
    ...จึงไม่ควรประมาทในชีวิต

    ได้ไปเมื่อปี 2552 ทริปอีสาน-ลาวใต้
    ไปกราบนมัสการพระธาตุพนมครั้งที่ 2
    ขากลับตัดเลาะไปทางร้อยเอ็ด
    น่าจะห่างจากร้อยเอ็ด 70-80 กม.

    ...ว่าจะไปทริปจว.โซนนี้อีกครั้ง
    แต่มีหลายๆอย่างไม่เป็นใจ
    จึงผิดหวังครั้งแล้วครั้งเล่า
    โดยเฉพาะความต้องการไป...
    ...กราบนมัสการองค์พระธาตุพนม


    สุดท้าย...ขอบอกต่อเลยว่า
    "พระมหาเจดีย์ชัยมงคล"ตามภาพ
    ...สวยใหญ่อลังการมากๆ
    ใครที่ไม่เคยไป...ลองแวะไป
    ...จะไม่ผิดหวังแน่นอน
     
  16. 9@Phonlee

    9@Phonlee เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 กรกฎาคม 2014
    โพสต์:
    1,438
    ค่าพลัง:
    +4,182
    วันที่ 9 พ.ค. 2561

    พระมหาเจดีย์ชัยมงคล ตั้งอยู่บริเวณวัดผาน้ำทิพย์เทพประสิทธิ์วราราม ตำบลผาน้ำย้อย อำเภอหนองพอกจังหวัดร้อยเอ็ด มีลักษณะ เป็นมหาเจดีย์ขนาดใหญ่ที่วิจิตรพิสดาร ใช้ศิลปกรรมร่วมสมัยระหว่างภาคกลางและภาคอีสานเป็นการผสม กันระหว่างพระปฐมเจดีย์ และพระธาตุพนม ใช้งบประมาณก่อสร้างถึงปัจจุบันกว่า 3,000 ล้านบาท ดำเนินการสร้างโดย "พระอาจารย์ศรี มหาวิโร” ซึ่งเป็นศิษย์ พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต พระมหาเจดีย์ชัยมงคล ออกแบบโดยกรมศิลปากรเป็นสีขาวตกแต่งลวดลาย ตระการตาด้วยสีทอง เหลือง อร่าม รายล้อมด้วยเจดีย์องค์เล็กทั้ง 8 ทิศ ภายในองค์พระมหาเจดีย์เหมือนอยู่บนวิมานแดนสวรรค์ แต่ละชั้นได้ตกแต่งลวดลสยที่วิจิตรของศิลปะยุคใหม่และยุคเก่าผสมผสานเป็นศิลปะร่วมสมัยที่หสดูได้ยาก ชั้น 3 มีองค์จำลองของเกจิอาจารย์ชื่อดังทั่วประเทศ ตรงกลางห้องโถงเป็นจุดรับพลังจากองค์พระธาตุและพระบรมสารีริกธาตุที่บรรจุอยู่ที่ชั้น 6 มหัศจรรย์อย่างยิ่ง

    เจดีย์แบ่งเป็น 6 ชั้น

    ชั้นที่ 1 เป็นห้องโถงกว้างใหญ่ โอ่อ่า ผนังจารึกนามทานาธิบดีต่าง ๆ ใช้เป็นห้องประชุม บำเพ็ญบุญ
    ชั้นที่ 2 เป็นห้องโถงโอ่อ่าเช่นกัน ผนังติดตั้งรูปพระพุทธประวัติ ลวดลาย ไทยวิจิตรพิสดาร
    ชั้นที่ 3 เป็นที่ประดิษฐานรูปพระณาจารย์ ปราชญ์ อีสานในอดีต เป็นรูปเหมือนสลักหินอ่อน และหุ่นรูปเหมือนพระสุปฏิปันโน 101 องค์
    ชั้นที่ 4 จัดเป็นพิพิธภัณฑ์แสดงวัดวาอาราม สถานปฏิบัติสมถะวิปัสสนา กรรมฐานที่หลวงปู่ศรีเคยบำเพ็ญธรรมมา
    ชั้นที่ 5 บันไดเวียน 119 ชั้น เป็นห้องโถงรูประฆัง 8 เหลี่ยมบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ

    ขอบขอบคุณข้อมูลแหล่งที่มา...
    สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดร้อยเอ็ด




    image108_4.jpg
    (รูปภาพจากthailandtourismdirectory)



     
  17. nopphakan

    nopphakan ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    7,917
    ค่าพลัง:
    +33,659
    57905E47-9654-4411-8012-233D20564BE3.jpeg 5E09E2CF-C688-4E91-9A33-344CF7849874.jpeg 417A9EF7-71C9-4AF7-8B23-3A213A6AB16E.jpeg
     
  18. 9@Phonlee

    9@Phonlee เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 กรกฎาคม 2014
    โพสต์:
    1,438
    ค่าพลัง:
    +4,182
    วัดป่าตึง หลวงปู่หล้าตาทิพย์ อัศจรรย์สังขารไม่เน่าเปื่อย

    %E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%9B%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B6%E0%B8%8715.jpg

    วัดป่าตึงเป็นวัดที่หลวงปู่หล้าเคยเป็นเจ้าอาวาสอยู่ในสมัยก่อน จนกระทั้งท่านละสังขารในปี พ.ศ.2536 จนถึงตอนนี้ก็ล่วงเลยมากว่า 20 ปี ชื่อเสียงของหลวงปู่หล้า เป็นที่รู้จักของคนทั่วไปก็เนื่องด้วยท่านเป็นพระที่ประพฤติปฏิบัติตนอยู่ในหลักศีลธรรมอันงดงามตลอดเวลา มีความเมตตาต่อทุกๆ คนที่เข้าหาท่าน หลวงปู่หล้าท่านได้รับสมญานามจากศรัทธาญาติโยมว่ามีญาณวิเศษที่สามารถล่วงรู้เหตุการณ์ข้างหน้าได้ จนชาวบ้านทั่วไปเรียกท่านว่า “หลวงปู่หล้าตาทิพย์”

    %E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%9B%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B6%E0%B8%8731.jpg กุฎิไม้สักทองหลังใหญ่

    %E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%9B%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B6%E0%B8%8739-300x200.jpg %E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%9B%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B6%E0%B8%8712-300x200.jpg
    %E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%9B%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B6%E0%B8%8735-225x300.jpg %E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%9B%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B6%E0%B8%8736-225x300.jpg %E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%9B%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B6%E0%B8%873-225x300.jpg

    ความอัศจรรย์ของท่านหลังละสังขารก็คือ ร่างกายไม่เน่าเปื่อย เและมีลักษณะแข็งเหมือนหิน เป็นเรื่องที่อัศจรรย์มาก และยังสามารถยกร่างให้ลุกขึ้นในท่ายืนได้ และนานๆ ครั้งญาติโยมจะมีการเปลี่ยนชุดของหลวงปู่หล้า นอกจากนี้ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ยังอยู่ครบในโลงแก้วที่ตั้งในกุฏิไม้สักทองหลังใหญ่

    ด้านหน้าโลงแก้วที่เป็นที่ตั้งสังขารของหลวงปู่หล้า มีหุ่นขี้ผึ้งของท่านในท่ายืน ไว้ให้ผู้ที่มีความศรัทธาได้สักการบูชา ส่วนกุฎิไม้สักทองหลังนี้ เกิดจากความศรัทธาของญาติโยม จึงได้ช่วยกันสร้างให้ท่าน มีลวดลายของประตูหน้าต่างที่สวยงาม ทุกๆ อย่างดูเรียบร้อยปราณีต ด้านหน้ากุฎิเป็นบันไดใหญ่ และข้างๆก็มีลิฟท์ ที่สร้างสำหรับหลวงปู่หล้า แต่ไม่ทันได้ใช้ เนื่องเพราะหลวงปู่หล้ามรณภาพไปเสียก่อน

    %E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%9B%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B6%E0%B8%8738.jpg
    หุ่นขี้ผึ้งหลวงปู่หล้าตาทิพย์

    เหตุที่ชาวบ้านเรียกท่านหลวงปู่หล้าตาทิพย์ นั้นก็เพราะว่า ในอดีตวันหนึ่งฝนตั้งเค้าจะตกหนัก หลวงปู่หล้าบอกให้พระเณรรีบออกจากกุฏิ เพราะกุฏิเก่าและทรุดโทรมมากและมีต้นลานขนาดใหญ่อยู่ข้างกุฏิ ปรากฏว่าวันนั้นฝนตกหนักกิ่งต้นลานก็หักโค่นลงมาทับกุฏิพัง พระเณรที่อยู่ในวัดทุกคนปลอดภัยและพากันสรรเสริญว่าท่านมีตาทิพย์ นอกจากนั้นยังมีเรื่องเล่าอีกว่า เช้าวันหนึ่งเวลาประมาณตี 5 หลวงปู่หล้าให้พระเณรรีบทำความสะอาดวิหารเพราะจะมีแขกมาหาที่วัด ครั้นพอถึงเวลา 6 โมงเช้า พระศรีธรรมนิเทศ เจ้าอาวาสวัดสันป่าข่อยนำญาติโยมมาหา ด้วยเหตุนี้ชาวบ้านจึงพากันเรียกท่านว่า “หลวงปู่หล้าตาทิพย์”

    %E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%9B%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B6%E0%B8%8717.jpg ศาลาหลวงปู่หล้า

    %E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%9B%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B6%E0%B8%871-300x225.jpg %E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%9B%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B6%E0%B8%874-300x225.jpg
    %E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%9B%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B6%E0%B8%875-300x200.jpg %E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%9B%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B6%E0%B8%8723-300x200.jpg

    ประวัติย่อวัดป่าตึง เชียงใหม่
    %E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%9B%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B6%E0%B8%8711-300x200.jpg ประวัติความเป็นมาของวัดป่าตึง ( ห้วยหม้อ ) บริเวณที่ตั้งวัดป่าตึง เดิมที่นั้นเป็นป่าไม้แน่นหนา ทางภาคเหนือเรียกว่าไม้ตึง ภาคกลางเรียกว่าไม้พลวง ไม้ตึงมีลำต้นสูงใหญ่ ใบใช้มุงหลังคาและห่อของได้ ป่าตึงนั้นเดิมที่เป็นเมืองเก่าประมาณอายุไม่ได้ เพราะมีซากปรักหักพังของเจดีย์วัดร้างอยู่ มีเตาเผาเครื่องถ้วยสังคโลก ตามที่เจ้าหน้าที่กรมศิลปากรมาสำรวจมีประมาณ 320 เตา จากหมู่บ้านป่าตึงถึงป่าห้วยลาน ปัจจุบันเป็นอ่างเก็บน้ำห้วยลาน โครงการพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ถ้าขุดตรงไหนที่เป็นบริเวณเตาเผา เครื่องถ้วยสังคโลกก็จะพบถ้วย โถ ชาม แจกัน และพระเครื่อง ของใช้ต่าง ที่เป็นทองสัมฤทธิ์ และทองคำบ้าง ห่างจากวัดป่าตึงประมาณ 2 กิโลเมตร จะพบวัดร้างอีกวัดหนึ่ง ชื่อว่าวัดสารกัลญาณมหันตาราม (วัดเชียงแสน) ซึ่งพระครูจันทสมานคุณ (หลวงปู่หล้า) อดีตเจ้าอาวาสวัดป่าตึงได้ขุดพบหลักศิลาจารึก พระพุทธรูป และเจดีย์ ปัจจุบันนี้อยู่ที่พิพิธภัณฑ์วัดป่าตึง บริเวณวัดป่าตึงอดีตเป็นที่วัดร้างเป็นป่าไม้ตึงได้มีนาย คำ ซึ้งอาศัยอยู่ใกล้กับบริเวณวัดร้างได้มาเพี้ยวถางทำไร่ขณะที่นังพักได้พบผะอบ ซึ่งข้างในได้บรรจุพระบรมสารีกธาตุจึงนำไปถวายครูบาปินตา ซึ่งเป็นพระอุปฌาย์ของหลวงปู่หล้า อดีดเจ้าอาวาสวัดป่าตึง ขณะนั้นจำพรรษาอยู่วัดบ้านหลวง (วัดแม่ผาแหน) ปัจจุบัน ดังนั้นท่านครูบาปินตาจึงเห็นสมควรที่จะสร้างวัดขึ้นเพราะสถานที่แห่งนี้ เดิมทีเป็นวัดมาก่อนพร้อมทังมีชาวบ้านอาศัยอยู่และหมู่บ้านคือ บ้านป่าตึง บ้านปง และบ้านเหล่า จึงเห็นสมควรที่จะสร้างวัดขึ้นมา วัดป่าตึงเริ่มก่อสร้างเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2425 ในพื้นที่ หมู่ 7 บ้านป่าตึง ตำบลออนใต้ อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ มีเนื้อที่ 15 ไร่ 3 งาน 94 ตารางวา และได้รับแต่งตั้งจากกระทรวงศึกษาธิการ ลงวันที่ 9 มกราคม 2427 มีสนาสนะและถาวรวัตถุเป็นหลักฐานมั่นคง มีพระภิกษุ – สามเณรอยู่จำพรรษาตลอดมา

    %E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%9B%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B6%E0%B8%8722-200x300.jpg %E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%9B%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B6%E0%B8%8729-225x300.jpg %E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%9B%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B6%E0%B8%8730-200x300.jpg

    ปัจจุบัน ของมีค่าหลายอย่าง อาทิ วัตถุโบราณ พระพุทธรูป เครื่องถ้วยชามสังคโลก เก็บอยู่ใน พิพิธภัณฑ์เครื่องถ้วยชาม ที่ตั้งอยู่ในบริเวณวัด และบนกุฏิไม้สักที่งดงามหลังใหญ่ ในวัดป่าตึง เป็นที่ตั้งสรีสังขารของเกจิอาจารย์ชื่อดัง คือหลวงปู่หล้า ซึ่งไม่เน่าเปื่อย บรรจุไว้ในโลงแก้วที่ประดับประดาด้วยดอกไม้ ให้ผู้ที่มีศรัทธาได้บูชา ชื่อเสียงของหลวงปู่หล้า เป็นที่รู้จักของคนทั่วไป เนื่องด้วยท่านเป็นพระที่ประพฤติปฏิบัติตนอยู่ในหลักศีลธรรมอันงดงาม หลวงปู่หล้าท่านได้รับสมญานามจากศรัทธาญาติโยม เนื่องจากว่าท่านมีญาณวิเศษ ที่สามารถล่วงรู้เหตุการณ์ข้างหน้าได้ จนชาวบ้านทั่วไปเรียกท่านว่า “หลวงปู่หล้า ตาทิพย์” หลวงปู่หล้ามรณภาพเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2536 เจริญอายุถึง 97 ปี

    การเดินทางไปวัดป่าตึง
    จากเมืองเชียงใหม่ ให้มาตามถนนซุปเปอร์ไฮเวย์ เชียงใหม่ลำปาง จนถึงแยกดอนจั่น ให้เลี้ยวออกไปตามทางหลวง 1317 เส้นทางเดียวกับไปนํ้าพุร้อนสันกำแพง เลี้ยวขวาที่เข้าถนนหมายเลข 1147 (ตรงแยกจะมีป้ายบอก) มาทางเดียวกับสนามกอล์ฟอัลไพน์ แต่ให้ตรงเข้าไปอีก ประมาณ 5 กิโลเมตร วัดป่าตึง จะอยู่ทางขวามือ

    ที่อยู่: หมู่ 8 ตำบลออนใต้ อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ 57250
    โทรศัพท์: 053-984700, 053-880061, 081-0246001, 089-851 5791

    %E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%9B%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B6%E0%B8%8720-300x200.jpg %E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%9B%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B6%E0%B8%879-300x200.jpg

    .

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา...
    https://www.topchiangmai.com/trip
     
  19. 9@Phonlee

    9@Phonlee เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 กรกฎาคม 2014
    โพสต์:
    1,438
    ค่าพลัง:
    +4,182
    417a9ef7-71c9-4af7-8b23-3a213a6ab16e-jpeg.jpg


    ไม่เคยไปวัดนี้ครับ
    รู้แต่ลป.หล้า เกจิอาจารย์ชื่อดัง

    ไม่ทราบว่าภาพที่อาจารย์นพลงไว้
    เป็นวัดเดียวกันกับที่ผมนำมาลงหรือไม่

    ...55 คงไม่เป็นไร ช่วงนี้หน้าเทศกาลท่องเที่ยว
    ...ช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวไปในตัว
     
  20. nopphakan

    nopphakan ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    7,917
    ค่าพลัง:
    +33,659
    ชื่อท่านคล้ายกันครับ คุณ ๘
    ที่ส่วนตัวนำมาลง อยู่ที่ภูจ้อก้อ
    มุกดาหารครับ

    พระสงฆ์ยุคนั้น มักจะมีเรื่อง
    ญานวิถีในการล่วงรู้เหตุการณ์ในอดีต
    ในอนาคตเป็นปกติครับ
    ซึ่งญานวิถีเหล่านี้
    มีฐานมาจาก
    ตาทิพย์ หูทิพย์ ครับ(ตากับหูมักจะมาคู่กัน)
    ความสามารถเหล่านี้เป็นบางส่วน
    ของศรัทธาต่างๆ นอกจากการปฎิบัติดี ปฎิบัติชอบของท่านๆเหล่านั้นครับ

    และการขึ้นมาของญานวิถีมาจากการปฎิบัติ
    แล้วมาด้านปัญญา คือมาบรรลุธรรมภายหลัง ท่านเลยมีแบบเป็นธรรมชาติของท่านครับ สายเหนือ สายอีสาน
    ต่างตรงเน้นปฎิบัติได้ เกิดญานวิถี
    แล้วมาปัญญา กับเน้นปฎิบัติไปหนุนปัญญา
    แล้วมีญานวิถี สรุปมีเหมือนๆกันครับ
    สังเกตุง่ายๆว่าท่านใดมีวัตถุมงคล
    หรือมีบ้างแต่ไม่เน้นนั่นหละครับ เป็นตัวบอก

    พอดีไปงานรุ่นน้องที่ มุกดาหาร แว๊นไปเรื่อยๆ เลยได้แวะหลายที่หน่อยครับ
    จังหวะวัดดังๆ จะอยู่ขอบๆจังหวัดพอดี
    ทั้งร้อยเอ็ด ยโสธร มุกดาหาร
    เอาว่า เลี้ยวซ้ายนิด เลี้ยวขวาหน่อย
    ไปข้างหน้าหน่อยหนึ่ง
    ก็คนละจังหวัดแล้วครับ ๕๕
    ช่วงนี้ ไม่ร้อนมาก อากาศดี ทำให้แว๊น
    สบายๆ วัดดังส่วนมาก ท่านมีชื่อ
    ละสังขารไปหมดแล้ว อย่าวบางวัดที่มีเจดีย์ขาวทอง เช่น วัดป่าสุนทราราม เลิงนกทา
    ท่านอาพาธ อยู่ โรงบาลสงฆ์ ขอนแก่น
    มีอีกวัดที่แวะจังหวะหาที่พัก มีกฐินพระราชทาน พอดีลืมสังเกตุชื่อวัด
    เอาว่าตอนนั่งพักอยู่
    มีบางท่านที่บอกว่าท่าน
    อยู่วัดนี้มา ๑๓๐ ปีแล้ว
    บอกว่าวัดนี้ชื่อวัด โพนคำทอง
    แต่พอออกไปเห็นป้ายบอกชื่อ
    โพนคำสูง ประมานนี้ครับ

    ส่วนที่ภูจอก้อ ต้องเดินขึ้นบรรไดไป๒๘๙ หรือ ๒๙๘ ไม่แน่ใจครับ ถึงจะถึงเจดีย์
    ส่วนตัวพักอยู่ ๔ รอบกว่าจะขึ้นไปถึง ๕๕๕
     

แชร์หน้านี้

Loading...