กรุณา... ไม่เบียดเบียนซ้ำเติม คิดช่วยให้พ้นทุกข์

ในห้อง 'กฎแห่งกรรม - ภพภูมิ' ตั้งกระทู้โดย นพณัฐ, 22 ธันวาคม 2012.

  1. นพณัฐ

    นพณัฐ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    11 มิถุนายน 2012
    โพสต์:
    587
    ค่าพลัง:
    +4,496
    [​IMG]

    กรุณา คือ ภาวะของจิตที่หวั่นไหวไปเพราะความทุกข์ของผู้อื่น
    เหมือนอย่างถ้าซื้อได้ก็จะซื้อความทุกข์ของเขา คือจะช่วยทำความทุกข์ของเขาให้หมดสิ้นไป

    จึงมีอาการที่ทนเฉยอยู่ไม่ได้ ต้องขวนขวายช่วยเหลือเพื่อบำบัดทุกข์
    ปราศจากความคิดเบียดเบียนซ้ำเติม เห็นใครตกอยู่ในความทุกข์ไม่มีที่พึ่ง ก็อดอยู่ไม่ได้ที่ต้องคิดช่วย

    กรุณานี้เป็นพรหมวิหารธรรมอีกข้อหนึ่ง ที่พึงอบรมให้มีในจิต วิธีอบรมคือระวังใจ
    มิให้คิดเบียดเบียนใครและหัดใจให้คิดว่า เมื่อตนเองมีทุกข์ก็ต้องการความช่วยเหลือฉันใด ผู้อื่นสัตว์อื่นก็ฉันนั้น

    ดังนี้แล้วก็หัดใจให้ไม่นิ่งดูดาย ให้ขวนขวายช่วยเปลื้องทุกข์ของผู้อื่นตามความสามารถหรือตามที่ควรจะทำได้
    หัดแผ่จิตใจที่กรุณาออกไปแก่คนและสัตว์ทั้งหลาย โดยเจาะจงหรือโดยไม่เจาะจงทั่วไป
    ด้วยความคิดว่า “จงพ้นจากความทุกข์เดือดร้อน”

    อันที่จริงภาวะของจิตใจที่ต้องการความช่วยเหลือในเมื่อมีทุกข์ ย่อมมีอยู่เป็นสามัญธรรมดา
    แต่ยังเจือด้วยวิหิงสา คือความคิดเบียดเบียนผู้อื่นสัตว์อื่นเพื่อให้ตนพ้นทุกข์
    และยังมีความโศกโทมนัส ในเมื่อได้เห็นทุกข์ของคนผู้เป็นที่รัก
    เพราะเป็นภาวะของจิตที่คับแคบต้องการให้ตนเอง และผู้เป็นที่รักของตนพ้นทุกข์เท่านั้น

    พระบรมครูทรงสั่งสอนให้ปฏิบัติ อบรมปรับปรุงภาวะที่มีอยู่แล้วนี้แหละ ให้เป็นธรรมขึ้น
    คือ ให้เป็นคุณอันบริสุทธิ์ที่เกื้อกูลกว้างขวางออกไป
    มิให้มีคับแคบเฉพาะตนและผู้ที่ตนรัก หรือจำเพาะพวกของตน


    แต่ให้แผ่กว้างออกไปตลอดจนถึงไม่มีจำกัด ไม่มีประมาณและปราศจากวิหิงสา...
    ความคิดเบียดเบียน และให้สงบความโศกโทมนัสใจ เพราะความทุกข์ของคนเป็นที่รักด้วย
    เพราะว่าวิหิงสาเป็นศัตรูที่ห่างของกรุณา ส่วนความโศกโทมนัสเป็นศัตรูที่ใกล้ของกรุณา

    จึงได้มีพระพุทธภาษิตตรัสสอนไว้ให้ยกตนเป็นพยาน หรือเป็นอุปมา
    เช่นเดียวกับในข้อเมตตาและให้ยกคนตกยากเป็นอุปมาว่า
    “พึงแผ่จิตถึงสัตว์ทั้งปวงด้วยกรุณาเหมือนอย่างเห็นคนตกยากมีความลำบาก ก็เกิดกรุณาขึ้น ฉะนั้น”


    : ศีลและพรหมวิหาร ๔
    : สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    • candlelight.jpg
      candlelight.jpg
      ขนาดไฟล์:
      24.5 KB
      เปิดดู:
      434
  2. yo09()

    yo09() เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 ธันวาคม 2012
    โพสต์:
    296
    ค่าพลัง:
    +4,896
    เมตตาฆ่าความโกรธ กรุณาฆ่าความเกลียด
    มุฑิตาฆ่าความเครียด อุเบกขาฆ่าความเขลา


    สายน้ำไม่ไหลกลับ
    ปีล่วงลับไม่กลับคืน
    ดวงจันทร์ใช่ว่าจะมีทุกคืน
    ความหวานชื่นใช่ว่าจะมีทุกวัน

    สุขแบบชาวโลก มีทุกข์โศกเป็นผล
    สุขแบบอริยชน มีผลเป็นความสงบ

    โลกนี้แท้จริงแล้ว...ว่างเปล่า
    " นิพพานชาตินี้กันเถอะ "
     
  3. porntips

    porntips เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 มกราคม 2012
    โพสต์:
    968
    ค่าพลัง:
    +2,414
    กำลังพยายามทำอยู่ แต่ยังไม่ได้ทุกขณะจิต ได้บ้างไม่ได้บ้าง
     
  4. นพณัฐ

    นพณัฐ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    11 มิถุนายน 2012
    โพสต์:
    587
    ค่าพลัง:
    +4,496
    เพราะด้วยความเมตตา ความรัก ความปรารถนาดี
    ที่มีแก่ผู้อื่น สัตว์อื่น ให้ได้ล่วงพ้นจากทุกข์...
    เมื่อมีจิตเมตตาแล้ว ย่อมที่จะมีความกรุณา เป็นธรรมต่อเนื่อง
    เป็นการลงมือกระทำ เพราะความสงสารอยากที่ช่วยเหลือ

    เมื่อคุณธรรมในเรื่อง ความกรุณา เกิดขึ้นแล้ว...
    การแสดงออก ก็ย่อมที่จะเกิดขึ้นตามเหตุการณ์น้้น ๆ ด้วย
    ดังเช่น การช่วยเหลือคนเจ็บ คนป่วย คนพิการ
    หรือ การช่วยเหลือสัตว์เร่ร่อนไม่มีเจ้าของ ฯลฯ

    พรหมวิหารสี่ เป็นธรรมอันประเสริฐยิ่งแล้ว สังคมย่อมจะสงบ สุข สันติ ได้เสมอ
    หากเราหมั่นฝึกฝน พัฒนาชีวิตและจิตใจของตน และพึงไว้ซึ่งคุณธรรม ดังเช่นนี้แล.
    ขอให้ท่านทั้งหลาย เจริญในธรรม ยิ่ง ๆขึ้นไป สาธุ...
     
  5. tokyoriver

    tokyoriver สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 ธันวาคม 2012
    โพสต์:
    13
    ค่าพลัง:
    +18
    อนุโมทะนา กับ ทํามะขํ้นี้เดี สาทุ
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    • images.jpg
      images.jpg
      ขนาดไฟล์:
      8.2 KB
      เปิดดู:
      26
  6. chuchart_11

    chuchart_11 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    30 ตุลาคม 2011
    โพสต์:
    764
    ค่าพลัง:
    +2,932
    ขออนุโมทนาสาธุ ธรรมใดที่ท่านสำเร็จแล้ว ขอข้าพเจ้าสำเร็จด้วยเทอญ สาธุๆๆ
     
  7. นาก บางกอก

    นาก บางกอก Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    30 พฤศจิกายน 2012
    โพสต์:
    19
    ค่าพลัง:
    +30
    แท้จริงแล้วเรารวมทั้งสิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิตล้วนมีจิตวิญานเดียวกันทั้งสิ้น ครั้งหนึ่งมีคำถามขึ้นกับตัวเองว่าทำไม่เราจึงมีตัวตนรับรู้ถึงการมีชีวิตและความคิด..ทั้งๆที่ในความเป็นจริงจักกวาลอันเวิงว้างนี้มันแสนยากที่จะมีดวงดาวสักดวงที่จะมีสิ่งมีชีวิตได้แม้จนปัจจุบัณนี้ก็ยังคงมืดมนกับข่าวของเพื่อนรวมจักวาล(ถึงมีก็ยังคงน้อยมากกับพื้นที่ของอวกาศและมิติต่างๆ)..คำถามอยู่ที่แล้วทำไม่เราจึงมีตัวตนทำไม่ต้องเป็นเราที่มีสิทธิได้เกิดมาเป็นเม็ดทรายที่วิเศษเม็ดหนึ่งที่มีชีวิตในมหาสมุทของอวกาศอันไรขอบเขตนี้
    ...ในความฝันผมได้คำตอบว่าแท้จริงแล้วเราไม่ได้มีสิทธิพิเศษใดๆในการมีตัวตน..หากแต่ว่าเราก็คือเรา เราในที่นี้คือจิตรับรู้ที่เป็นหนึ่งเดียวรวมเป็นมิติหนึ่งของจักวาลอวกาศเวลามิติของสสาร และไม่สามรถแยกออกจากกันได้ในความจริง แต่สามารถแยกออกจากกันได้โดยความรู้ที่แบ่งมิติต่างๆด้วยความเข้าใจ(ความรู้เท่านัน) เราก็คือเรา ร่างกาย สสาร ก้อนหิน สัตว์ต่างๆ พลังงาน เหล็ก ดิน น้ำ ลม ไฟ ร้อน เย็น และต่างๆ คือ สิ่งที่"เรา"เข้าไปรับรู้(หรือควาจริงคือเราไม่อาจแยกออกจากสิ่งทั้งหลายนี้ได้เลย) คนมีพันๆล้านคนทุกคนเป็นสิ่งมีชีวิตรูปแบบหนึ่งที่แสดงออกถึงการับรู้และจดจำจากประสบการที่พบเจอและจดจำเพื่อตอบสนองออกมาต่างกันไปเป็นเรื่องของแต่ละคนสิ่งนี้เองทำให้เกิดการแบ่งแยกและเข้าใจอย่างฝังแน่นว่าตัวเราเป็นของเรา แต่ควาจริงแก่นแท้ที่แฝงอยู่ในจิตและทุกอนูก็คือ"เรา"(จิตรับรู้)เองทั้งสิ้น นั้นหมายความว่าเราก็คือทุกสิ่งและทุกสิ่งทั้งมีชีวิตและไม่มีชีวิตล้วนเชื่อมโยงกันในเชิงลึก แม้เรา(รางกายนี้จะไม่เกิดรวมตัวกันขึ้นเป็นสิ่งมีชีวิตก็ตามเราก็จะรับรู้ในสิ่งอืนๆทั้งมีชิวิตหรือไม่มีก็ตาม ต่อให้ไม่มีมนุตย์บนโลกเลยสักคน เราก็ยังคงมีตัวตนเสมอและรับรู้ในรูปแบบที่มันจะมี สิ่งต่างๆก็เหมือนกระดาษแผ่นหนึ่งที่นำเอามาเจาะรูหลายๆรูเล็กบ้างใหญ่บ้าง แล้วนำไฟฉายหนึงกระบอกส่องไปที่กระดาษที่เจาะรูใว้นั้น เมื่อมองอีกด้านเราจะเห็นแสงที่ลอดผ่านช่อง(รู)นั้น เป็นแสงใครแสงมันแต่เมื่อมอกกลับไปที่ต้นทางแหล่งกำเนิดแสง เราจะเข้าใจว่ามันมาจากแหล่งเดียวกัน รูที่กระดาษนั้นก็เปรียบกับสิ่งต่างๆทั้งมีชีวิตและไม่มีชีวิตที่เกิดขึ้นมา แต่แสงนั้นคือ จิตรับรู้(คือเรา)ที่เข้าไปแทรก ต่อให้กระดาษนั้นไม่มีรูหรือไม่มีกระดาษ แสงก็คือแสง แต่เมือจิตรับรู้นี้เข้าไปแทรกในสิ่งมีชีวิตที่มีสติปัณญาแล้วครั้งหนึ่งร่างกายและประสบการนั้นย่อมถอดแบบออกมาตามที่จิตปรุงแต่งในความเป็นตัวตนนั้นๆ เกิดเป็นจิตใหม่ที่จดจำจากความรับรู้ในแบบชีวิตนั้นๆ แต่ยกตัวอย่างผู้ที่ฝึกสมาธิจนถึงขั้นสูงอย่างเช่น พระอรหันที่ตัด ขันธ์ 5 ได้ แต่จิตก็ยังมีความจำจากประสบการเมื่อมีชีวิตอยู่ จึงเข้าสู่นิพานแต่ไม่มีทางดับสูนย์เพราะจักวาลไม่เคยสูนย์เสียสิ่งใดย่อมเป้นคำกล่าวที่เป้็นจริงอย่างที่สุดแต่จิตพระอรหันนี้จะไม่มาเกิดในสิ่งใดอีก(เพราะมีความจำประสบการ หรือเรียกว่ามีสติสัมปชัญญะ อย่างแจ่มแจ้ง) แต่ผวกพรหมบางผวกไม่พอใจในการสงบนิ่งที่เป็นกลางจึงบำเพนต่อไปแบบสุดขั่วจนไม่เหลืออะไรแม้ความทรงจำและประสบการ จิตนั้นจึงกลับไปเป็นปริสุทธิดังเช่นเมื่อครั้งแรก(ที่ในความเชื่อว่ากลับไปรวมกลับพรหมนั้นเอง) ผลที่ได้คือการกลับมาเวียนว่ายตายเกิดอีก แต่พระพุทธองค์ทรงเข้าพระทัยดี จึงเดินสายกลางไม่ทำแบบสุดขั่ว เพราะผลที่ได้แบบสุดขั่วนั้นจะทำให้เสียโอกาศแยกตัวเป็นอิสระจากการเวียนวายตายเกิดของจิตรับรู้ของเราเอง การเข้านิพานจึงเป็นเราของเราโดยสมบูรณ์โดยแท้ .....
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  8. เปาชุนไหล

    เปาชุนไหล เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กุมภาพันธ์ 2012
    โพสต์:
    435
    ค่าพลัง:
    +2,240
    คนที่มีศีล๕ มีพรหมวิหาร๔ มีกรรมบท ๑๐ ประจำใจ
    ห่างไกลจากนรก
     

แชร์หน้านี้

Loading...