กล่าวธรรมกลายเป็นถองบ้างเถียงบ้างทำไม??

ในห้อง 'อภิญญา - สมาธิ' ตั้งกระทู้โดย ธรรมแท้ว่าง, 10 กรกฎาคม 2021.

  1. ธรรมแท้ว่าง

    ธรรมแท้ว่าง กายเบาใจเบา

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 มีนาคม 2011
    โพสต์:
    12,061
    ค่าพลัง:
    +12,536
    ธรรมทั้งหลายที่ได้รับฟังมาดีอย่างเป็นลำดับถ้าถูกต้องดีแล้ว
    ย่อมจะทำให้ผู้ฟังเกิดเข้าใจ
    จนลดราคะโทสะ กิเลสต่างๆ
    ให้เบาบางลงบ้าง
    จนกล่าวธรรมอย่างเป็นธรรมได้
    เสมอ
    พูดยังงี้ไม่ถูกหรือ??
     
  2. Mdef

    Mdef เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 มีนาคม 2017
    โพสต์:
    1,225
    ค่าพลัง:
    +1,738
    บารมี10 นี้เกื้อกูลกันหมดครับ

    จิตตั้งมั่นก็เป็นอธิษฐานบารมี
    และการจะเป็นกลางซึ่งเป็นอุเบกขาบารมีนี้
    ก็ต้องอาศัยการเจริญสติสัมปชัญญะ
    ในการที่ให้มีปัญญาบารมีในการปล่อยวาง

    ปัญญาในการช้วยปล่อยวาง
    ให้เกิดการเบื่อหน่ายคลายกำหนัดจากอารมณ์
    ก็เป็นนิพพิทาญาณ


    มื่อจิตเป็นกลางก็เป็นเนกขัมมบารมี
    เป็นจิตที่ไม่มีเพศ
    จิตที่มีเพศคือจิตที่ก่อตัณหาอยู่
    ซึ่งจะไม่เป็นกลางมีรักมีชัง
    จะเป็นธรรมคู่ไม่ใช่ทางสายเดี่ยว
    จิตที่เป็นกลางนี้มีสภาพเป็นพรหมวิหาร4

    เมื่อมีเมตตาบารมี
    ศีลบารมีเป็นความไม่เบียดเบียนและ
    อภัยทานซึ่งเป็นทานบารมีที่มีอานิสงส์สูงกว่า
    ทานวัตถุบลาๆๆ ก็มีตามมา

    สติและความเพียรก็เจริญไปในทางที่ชอบ
    ตลอดสายจากการเกื้อกูลกัน

    ทีนี้ ทำไมพอมีคนพูดเรื่องขันติบารมี
    ลุงถึงถองกลับว่า ไม่ใช่การไปทนอะไรในอารมณ์
    แต่ให้เห็นไตรลักษณ์แทน
    ก็เพราะลุงมีอคติ ซึ่งไม่ใช่สติไง
    อคติเพราะความไม่รู้ว่า ขันติบารมี
    ก็คือการ มีสติที่คอยยับยั้งชั่งใจ
    ซึ่งมันก็เป็นส่วนร่วมในคอมโบสกิล
    กับอินทรีย์สังวร นี้หละครับ
    ซึ่งการมีอินทรีย์สังวรก็เป็นศีลบารมี

    หากไม่มีสติคอยยับยั้งชั่งใจ
    มีคนมาขับรถปาดหน้า
    มีคนเดินมาเหยียบเท้า
    จะเกิดอินทรีย์สังวรได้อย่างไรครับ
    หากขาดขันติบารมี

    อันนี้ยกตัวอย่างเรื่องในอดีตหนะครับ

    พื่อให้พอเห็นภาพ
    ว่าทำไมคนเราถึงมีการถองกลับกันได้

    สติเหมาะกับทุกกาล
    อย่าไปตีความขันติ คือการไปนั่งดูอารมณ์
    ที่เกิดขึ้น ที่ตั้งอยู่ ที่ดับไป แบบทนทานแบบโง่ๆ
    ไม่ได้มีการเจริญสติเป็นองค์ประกอบ
    อยู่แบบทนไม้ทนมือมันไปอย่างนั้น


    สัจจะบารมี ก็ตามที่จิตเป็นกลางได้ประมาณไหน
    การระลึกได้ตามจริงก็จะได้ประมาณนั้น
    แต่ความเป็นกลางในแต่ละคนนั้นมันก็อาจจะยัง
    ไม่ได้ถึงกับสุดทาง พระในพุทธกาลที่ว่าตัวเองบรรลุ
    พอพระพุทธเจ้าให้มาดูศพสตรี จากเป็นกลางไม่มีเพศ
    ยังออกมาแสดงความกำหนัดในเพศไม่เป็นกลางได้เลย
    ก็แสดงให้เห็นได้ว่าที่เราว่าเป็นกลางแล้ว
    ระลึกได้จริงแล้ว ก็ยังมีความจริงที่ยิ่งๆกว่าขึ้นไปอีก
     
  3. Mdef

    Mdef เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 มีนาคม 2017
    โพสต์:
    1,225
    ค่าพลัง:
    +1,738
    ปัญญา อบรม สมาธิ
    มีการเจริญสติสัมปชัญญะจนจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ
    จิตตั้งมั่นในที่นี้ไม่ใช่ว่ามีอะไรไปตั้งมั่น
    เหมือนไข่วางอยู่บนโต๊ะ แต่เป็นการรู้เห็นคุณลักษณะ
    ของการเกิด ดับ ของจิตที่สืบต่อกันจนเป็นสมาธิ
    ไตรลักษณ์ลงที่จิต และส่วนต่างๆที่เกิดร่วมกับจิต
    ก็เกิด ดับ สืบต่อกันไปพร้อม

    สมาธิ อบรม ปัญญา
    มีจิตตั้งมั่นไปเห็นไตรลักษณ์
    จะไม่ได้ไปสังเกตในเรื่องของจิต เกิด ดับ
    แต่จะดำรงสติตั้งมั่นรู้ธรรมเฉพาะหน้า
    อาการต่างๆนั้นเกิดดับ แต่รู้นี้ยังคงอยู่
    ไตรลักษณ์ลงที่ขันธ์5 ซึ่งก็อาจจะทำให้มอง
    ไปได้ว่า ขันธ์5 นั้นไม่ใช่จิต
    ซึ่งการที่มีรู้แยกตัวออกมาจาก สังขาร
    เวทนา สัญญา วิญญาณ ว่าไม่ใช่ตัวเดียวกัน
    ก็ยังไม่ได้แปลว่า บรรลุ หรือหลุดพ้นอะไรไปแล้วนะ
    ก็ยังมีการทำงานร่วมกันอยู่ทั้ง จิตและเจตสิก

    ถูกทั้ง 2 แบบครับ ไม่มีฝ่ายทั้ง2 แบบ
    อันนี้ความเห็นส่วนตัวครับ
     
  4. Mdef

    Mdef เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 มีนาคม 2017
    โพสต์:
    1,225
    ค่าพลัง:
    +1,738
    ทำไมบางคนจึงสามารถมีสมาธิอบรมปัญญา
    โดยไม่ต้องตั้งเจตนาเอาไว้ก่อน
    หรือเข้าไปกดไปข่มอะไรเพื่อให้เกิดสมาธิ
    แต่เป็นสมาธิที่เกิดโดยธรรมชาติ

    ก็ขอเพิ่มเติมเรื่องศีล

    ศีลบารมี การมีเจตนางดเว้นเพื่อไม่ให้ล่วงละเมิดศีลนั้น
    จะเป็นการพยายามรักษาศีล เริ่มด้วยเจตาอยู่
    แต่เมื่อรักษาไปได้เรื่อยๆนานๆมันจะกลายเป็นนิสัย

    ทีนี้นิสัยนี้ไม่ต้องอาศัยเจตนา
    แล้วศีลบารมีก็ไม่ได้เพิ่งมีมาแค่ชาตินี้
    คือชาติก่อนๆเขาก็มีการฝึกจนเป็นนิสัยมาแล้ว

    พระสารีบุตรบรรลุแล้วก็ยังแสดงท่าทางเหมือนลิง
    ตอนข้ามน้ำโดยไม่ต้องใช้เจตนา
    ฉันใดก็ฉันนั้นผู้มีนิสัยศีลติดมา
    แม้ไม่ต้องพยายามที่จะทำให้มีสมาธิ
    ก็จะมีสมาธิโดยธรรมชาติอยู่แล้ว

    มรรค8 ย่อมาก็ ศีล สมาธิ ปัญญา
     
  5. แค่พลัง

    แค่พลัง เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 กุมภาพันธ์ 2017
    โพสต์:
    2,720
    ค่าพลัง:
    +1,546
    การเถียง จะเป็นสิ่งที่ผู้ไม่รู้กระทำ
    การชี้นำ จะเป็นสิ่งที่ผู้ชี้ เขาชี้แล้ว ก็วางครับ ไม่ยึดปัญญาของตน
     
  6. Mdef

    Mdef เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 มีนาคม 2017
    โพสต์:
    1,225
    ค่าพลัง:
    +1,738
    ระลึกที่ไหนจิตจะติดตามไปรู้ที่นั้น
    ระลึกลมจิตก็ติดตามไปที่ลม
    สติเป็นประธาน จิตเป็นบริวาร
    เมื่อระลึกถึงลมได้ต่อเนื่อง
    จิตก็จะประคองตัวมันเองโดยไม่มีใคร
    ไปทำให้มันสงบ

    จิตส่งออกไปที่ไหนมีสติตามรู้ไปที่นั้น
    จะยังไม่ใช่สติเป็นประธาน
    เป็นแต่เพียงการตามรู้อาการจิตที่มันไม่สงบ

    ทั้งสงบและไม่สงบ
    ก็มีระลึกรู้ถึงการไม่ยึดมั่นถือมั่น

    ก็จะมีสติปล่อยวางทั้งนอกและใน
    เห็นจิตในจิต
    อยู่เนืองๆ
    สักแต่ว่าสงบ สักแต่ว่าไม่สงบ
    ทั้งสงบและไม่สงบมันก็เป็นสิ่งชั่วคราว

    แต่ที่ต้องสงบก่อนเพราะเวลาสงบนี้
    จะรู้ทั้งในและนอก

    แต่ตอนที่ไม่สงบนี้มันจะออกไปรู้แต่นอกไม่รู้ใน
     
  7. ปราบเทวดา

    ปราบเทวดา ลอยลำ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กุมภาพันธ์ 2017
    โพสต์:
    6,070
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +4,707
    ลองอธิบายพระสูตร นี้ให้ฟังหน่อย



    [๒๗๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย
    อีกข้อหนึ่ง
    ภิกษุเมื่อเดิน ก็รู้ชัดว่าเราเดิน
    เมื่อยืน ก็รู้ชัดว่าเรายืน
    เมื่อนั่ง ก็รู้ชัดว่าเรานั่ง
    เมื่อนอนก็รู้ชัดว่าเรานอน หรือ
    เธอตั้งกายไว้ด้วยอาการอย่างใดๆ ก็รู้ชัดอาการอย่างนั้นๆ
    ดังพรรณนามาฉะนี้

    ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกายภายในบ้าง
    พิจารณาเห็นกายในกายภายนอกบ้าง
    พิจารณาเห็นกายในกายทั้งภายในทั้งภายนอกบ้าง
    พิจารณาเห็นธรรม คือความเกิด
    ขึ้นในกายบ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือความเสื่อมในกายบ้าง
    พิจารณาเห็นธรรมคือทั้งความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อมในกายบ้าง
    ย่อมอยู่ อีกอย่างหนึ่ง สติของเธอที่ตั้งมั่นอยู่ว่า
    กายมีอยู่ ก็เพียงสักว่าความรู้ เพียงสักว่าอาศัยระลึกเท่านั้น

    เธอเป็นผู้อัน
    ตัณหาและทิฐิไม่อาศัยอยู่แล้ว และไม่ถือมั่นอะไรๆ ในโลก ดูกรภิกษุทั้งหลาย
    อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่าพิจารณาเห็นกายในกายอยู่ ฯ

    .........................................

    เห็นว่า พระสูตรวิธีนี้ ไม่ยาว และ ไม่ได้เกี่ยวกับ ลมหายใจ

    เห็น ท่าน ว่าไว้ไหมล่ะ
    "เธอตั้งกายไว้ด้วยอาการอย่างใดๆ ก็รู้ชัดอาการอย่างนั้นๆ"

    อาการ กาย มีหลายอย่าง
    เดียวยืน เดี๋ยวเดิน เดี๋ยวนอนเดี๋ยวนั่ง

    ถามว่า ไอ้อาการ ยืนเดิน นอน นั่ง
    มันอยู่ที่เดียวไหม มันทำให้ จิตสงบได้ไหม
     
  8. Mdef

    Mdef เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 มีนาคม 2017
    โพสต์:
    1,225
    ค่าพลัง:
    +1,738
    ระลึกรู้ลม อิริยาบถมันก็รู้ไปด้วย
    แต่การระลึกรู้ลม การนึกคิดปรุงแต่งตามอายตนะนอก
    มันจะถูกตัดไปโดยธรรมชาติ
    โดยไม่ต้องไปไล่ตามอาการ
    กำหนดรู้ทีละ 1 1 1
     
  9. Mdef

    Mdef เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 มีนาคม 2017
    โพสต์:
    1,225
    ค่าพลัง:
    +1,738
    เสต็บท่านปราบ

    สงสัยกำหนดรู้ว่าสงสัย

    ง่วงนอนกำหนดรู้ว่าง่วงนอน

    อาการเกิดขึ้นที่จิตดับลงที่จิต
    แต่ไม่ใช่ว่าอาการต่างๆเหล่านั้นจะหายไป


    เสต็บลม

    สงสัยก็กลับมาระลึกรู้ลม

    ง่วงนอนก็กลับมาระลึกรู้ลม

    ทิ้งอาการเลย เหมือนเพิกการสนใจ
    เพราะมีอะไรก็กลับมาระลึกรู้ลม
     
  10. Piccola Fata

    Piccola Fata เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    10 เมษายน 2010
    โพสต์:
    1,171
    ค่าพลัง:
    +1,065
    จุดประสงค์ของการเจริญสติ ไม่ใช่เพื่อความสงบนิ่งไร้กิเลสนะคะ

    แต่เพื่อให้จิตเข้าไปรู้ ไปเห็นความจริงของกายใจ เมื่อมันรู้ความจริง มันจะเกิดผลของมันเอง นั่นคือสลัดทิ้งสังโยชน์ตามพละ อินทรีย์ของเรา

    หน้าที่เราคือ เพียรกำหนดรู้ เพื่อให้จิตเห็นการทำงานของกายใจซ้ำไปซ้ำมาและเพื่อให้มันวิ่งมาตามรู้เองโดยเราไม่ต้องกำกับอีก ….ดับไม่ดับก็ช่าง แค่รู้เฉยๆ ไม่จำเป็นไปบังคับให้ดับ …ทุกครั้งที่เรากำหนดรู้ เท่ากับเราตัดวงจรการไหลของจิตให้สั้นลง…จังหว่ะที่สติเกิด..กิเลสจะระงับ…เกิดกิเลส ตามรู้อีก …ก็ระงับอีก…ทำเรื่อยๆต่อเนื่อง กิเลสจะเหลือพื้นที่ทำงานในจิตน้อยลง

    รู้อีกๆ ย้ำมันเข้าไป จนจิตมันแยกออกมานั่งดูเอง เหมือนเรานั่งดูฟุตบอลบนอัฒจันทร์ ชิวๆ เจตสิกจะดิ้นยังไงก้อดิ้นไป ไม่เกี่ยวกะเราละตอนนี้
     
  11. ฟ้ากับเหว

    ฟ้ากับเหว Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 สิงหาคม 2020
    โพสต์:
    875
    ค่าพลัง:
    +344
    นี่แค่ตัวอย่างของคำว่า ไม่พยายาม ใช่ไหมอะ
     
  12. ปราบเทวดา

    ปราบเทวดา ลอยลำ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กุมภาพันธ์ 2017
    โพสต์:
    6,070
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +4,707
    ไม่ใช่อะไรหรอก

    ที่ ยก วิธี มาให้ดู

    เพราะ ในวิธีนั้น ไม่ได้ไปเกี่ยวอะไรกับ ลม

    อยู่ที่ อาการ
    ซ้ำยัง ไม่ใช่ อาการอย่างเดียว มีทั้ง ยืน เดิน นั่ง นอน ตั้งกายไว้อย่างไหน ก็รู้ชัดอันนั้น

    แถม บทสุดท้าย ตัญหาและทิฐิ ไม่สามารถตั้งอยู่ได้

    เหตุ ที่ สติปัฏฐาน มีถึง 21 วิธี

    นี่เพียง 1ในวิธี ในการใช้ ฐานกายเป็นฐานของสติ ซึ่งไม่ใช่ ลมหายใจ

    ฉะนั้น
    ในวิธี จิตตานุปัสนา ไม่ได้มีอะไรไปเกี่ยวกับกาย
    มีแต่ ใช้ฐานจิตเป็นฐานของสติ เดี๋ยวอารมณ์นั้น อารมณ์นี้ อารมณ์นั้น อารมณ์นี้
    สุดท้ายก็ลง ไปที่ ตัณหาและทิฐิ ไม่สามารถตั้งอยู่ได้ เหมือนกัน
     
  13. ปราบเทวดา

    ปราบเทวดา ลอยลำ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กุมภาพันธ์ 2017
    โพสต์:
    6,070
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +4,707
    สเต็บ สงสัยให้กำหนดรู้ สงสัย
    เป็นการพัฒนาไปสู่ธัมมานุปัสนา


    ถ้าจะเอาเสต็บลมจริงๆ
    ไปดูในพระสูตร
    เดี๋ยวลมสั้นกำหนดรู้
    เดี๋ยวลมยาว กำหนดรู้
    เดี๋ยว ลมหยาบกำหนดรู้
    เดี๋ยวลมละเอียดกำหนดรู้

    ไม่ใช้ว่า รู้แต่ลมเข้าออก แต่ต้องกำหนดรู้กองลม
    แต่ถ้าไปคอยรู้แต่ จุด ลมเข้าออก มันจะไปเข้าแบบฤษี

    แต่ไม่ใช่เรื่องเสียหาย มันแฉลบได้ทั้งนั้น
    แต่ถ้า เอาตามพระสูตร อานาปานสติ จริงๆ ต้องกำหนดรู้กองลม

    ระงับสังขาร
    มากำหนดรู้กองลม
    จน จิตเริ่มระลึกรู้กองลมได้เองอัตโนมัติ ก็จะไปเจอกัน ที่จุดนัดพบ
     
  14. Mdef

    Mdef เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 มีนาคม 2017
    โพสต์:
    1,225
    ค่าพลัง:
    +1,738
    คุณไปเข้าใจความนิ่งว่าเป็นอาการถูกสตั้น ?

    ลมนี้มันไม่นิ่ง จิตสงบเขาก็ไม่ได้มีอะไรไปตั้งอยู่นิ่ง
    ลมหยาบ ลมละเอียด มันเป็นปัจจัยกาล
    สงบแบบไตรลักษณ์ ปิติ สุข มันก็ไม่นิ่ง
    และ ปิติ สุข ก็เป็นปัจจัย ให้สงบ

    จิตกุศล จิตอกุศล ก็รู้มันเป็นขั้นต้นของ
    การเรียนรู้บาปบุญคุณโทษ

    แต่การระลึกรู้ลมนี้มันไม่เหินห่างจากฌาน
    คือพร้อมสละออกทั้งบุญและบาปไปละ
    จิต ณ ขณะนั้นๆที่ว่า จะเป็นไปในกิเลส
    หรือ ไม่เป็นกิเลส ระลึกลมปุ๊บ
    สติจะนำจิตออก ทั้งกุศลและอกุศล
    ทั้งกุศลและอกุศลนี้มันไม่มีวันหมด
    อภิสังขารมาร กำหนดรู้ตามไปเรื่อยๆนี้ไม่หมด
    เขามีแต่ทิ้งกระแส ละบาปลอยบุญ

    หลวงปู่หล้า กล่าว อานาปานสติ
    เป็นเหมือนแม่เหล็กดึงดูดทั้ง 40 กรรมฐาน
     
  15. Mdef

    Mdef เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 มีนาคม 2017
    โพสต์:
    1,225
    ค่าพลัง:
    +1,738
    อาการแบบนี้
    กลับไประลึกรู้ลมทีเดียวจบ อิอิ
     
  16. Piccola Fata

    Piccola Fata เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    10 เมษายน 2010
    โพสต์:
    1,171
    ค่าพลัง:
    +1,065
    หมายถึงตัวนี้ค่ะ ที่เหมือนคาดหวังจะให้มันดับไป ซึ่งไม่ใช่สาระสำคัญว่ามันจะต้องดับหรือไม่ดับ ตลอดเวลา

    ส่วนการนิ่งแบบที่คุณกล่าวมันเกิดได้ในลักษณะของสมาธิในวิปัสสนา ซึ่งใครปฏิบัติมาถูกทางไม่ว่าจะมาสายไหน ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นอานาปานสติ ต่างก็ต้องมาเจอความสงบนิ่งภายในที่ตั้งอยู่ท่ามกลางการทำงานของขันธ์ได้เช่นกัน

    เอาจริงๆมันไม่ควรเอาประเด็นว่าสายไหนดีกว่าสายไหนมาคุย เพราะแต่ละสำนักคงมาทะเลาะกันไม่จบ

    สายไหนที่พามาเจอจุดนัดพบ แบบที่คุณปราบกล่าว นั่นคือถูกต้องแล้ว

    ขออนุญาต พักผ่อนยาวๆก่อนนะคะ
    เพิ่งรับวัคซีนมา เพลียๆ
     
  17. ปวีรัศม์ชา

    ปวีรัศม์ชา เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 มกราคม 2021
    โพสต์:
    972
    ค่าพลัง:
    +665
    มีหรอกำหนดรู้ตามอายตนะ มันจะ 1 1 1
    ลมกับอายตนะ สัมพันธ์กัน หรือลมกับอารมณ์จิตสัมพันธ์กันเสมอๆ ไม่มีไม่สัมพันธ์

    รู้ลมสั้นยาว อารมณ์จิตก้อสัมพันธ์ อุปทานหยุดนิ่ง 1:1
    รุ้ตามอายตนะ อุปทานก้อหยุดนิ่งเหมือนกัน 1:1

    แต่ความต่างตรงลมคือ ส่วนมากจะรุ้แช่เป็นลมเดียว สั้นยาวจะค่อยๆ หายไป แล้วเริ่มเมาลม จิตก้อตามลมไปเข้าชาน จะได้แต่กำลังสมาธิ ความเป็นกลางของจิตไม่ค่อยได้
     
  18. ปราบเทวดา

    ปราบเทวดา ลอยลำ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กุมภาพันธ์ 2017
    โพสต์:
    6,070
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +4,707
    ก้แล้วแต่ ทำได้ก็ทำไปซิ ไม่มีใครเขาห้าม
     
  19. Mdef

    Mdef เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 มีนาคม 2017
    โพสต์:
    1,225
    ค่าพลัง:
    +1,738
    ทางเริ่มต้นผม พระให้รู้สึกทั่วทั้งร่างกาย
    สติปัฏฐาน 4

    และให้ไม่ลืมลม อานาปานสติ

    และก็ให้ผมบริกรรมพุทโธ เพราะพระธรรมยุติ
    ส่วนใหญ่พระท่านจะให้มีพุทโธ
    แต่ตอนหลังผมเปลี่ยนจากพุทโธ
    มาเป็นสวดบทจักรพรรดิ

    ทั้ง สมถะ วิปัสสนา หรือบริกรรมสวดมนต์

    ส่วนตัวผมไม่เคยแบ่งแยกสาย
    เพราะผมเป็นสายผสมไง

    ฉะนั้นหากใครพูดในเชิงเหมือนว่าไม่ต้องไปสนใจลม
    ส่วนตัวผมจะมองว่า อันนี้หละเริ่มมีแบ่งๆละ
     
  20. Mdef

    Mdef เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 มีนาคม 2017
    โพสต์:
    1,225
    ค่าพลัง:
    +1,738
    การกำหนดรู้ทั่วถึงทั้งร่างกาย มันจะถูกรวมถึง
    การออกไปหาอารมณ์ทางอายตนะนอกด้วย
    แม้จะเป็นการกำกนดรู้ถึงการ เกิด ดับ ผ่านๆไป
    แต่มันก็เจือไปด้วยจิตส่งออก

    แต่หากควบไปกับการระลึกรู้ลมต่อเนื่อง
    จิตมันจะลดการส่งออกนอกไง
     

แชร์หน้านี้

Loading...