กสิณอะไรฝึกง่ายสุดหนอ?

ในห้อง 'อภิญญา - สมาธิ' ตั้งกระทู้โดย lovepyou, 8 กรกฎาคม 2014.

  1. nopphakan

    nopphakan ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    7,954
    ค่าพลัง:
    +33,739
    หลักการและเทคนิคคล้ายคลึงกันเลยครับ.ถ้าจะฝึกสร้างกำลังจิตตั้งไว้ข้างนอก
    ถูกแล้วครับและเทคนิคการสร้างกำลังจิตก็ตามๆที่เล่ามา
    หลักๆคือ ให้จิตสร้างภาพจากตัวจิตเองให้ได้ แล้วให้จิตบังคับภาพนั้นให้ได้
    จิตก็จะมีกำลังจิตได้ คล้ายๆได้ออกกำลังกายให้ตัวเอง ประมาณนี้
    ซึ่งจะสามารถต่อยอดไปทางวิชาเดินธาตุได้จะขี้นไปวิญญานธาตุได้ก่อน
    ซึ่งมีความจำเป็นพื้นฐานทางด้านกำลังจิตจากตรงนี้ก่อนไม่งั้นภูมิต้านท้าน
    ต่อพลังงานภายนอกที่ไม่ดีเราจะยังไม่เพียงพอ..ซึ่งจะไป
    จะได้มรรคผลอีกแบบหนึ่งคือจิตจะตัดเรื่องการยึดติดร่างกายได้ดี
    เป็นเหตุให้เราตัดเรื่องความยึดมั่นถือมั่นในตนได้ด้วยครับ.....
    ..และถ้าตั้งไว้ในกายด้วยภาพพระต่างๆ จะไปได้ตรงกำลังสมาธิ
    นึกภาพออกนะครับ คือ จิตสร้างภาพได้ แต่ไม่ได้ออกกำลังกาย
    ก็จะได้ในเรื่องของกำลังสมาธิที่เข้าถึงการที่จิตแยกกับกายและอยู่กับภาพ
    เหมาะสำหรับการฝึกเพื่อการอฐิษฐาน.ตรงนี้เราจะเสียเปรียบและ
    ต่อยอดได้ช้าเพราะส่วนใหญ่ทำได้ท่านจะอยู่ในรูปของพระสงฆ์.
    คือต้องหายใจเข้าได้ถึงฌาน ๔ ในครั้งเดียว.เหมือนๆหลวงพ่อมีชื่อ
    ในอดีตที่ลงคำสอนไว้นั่นหละครับ..ถ้าฆารวาสฝึกโอกาสจะเข้าถึงได้น้อย
    และเหมาะสำหรับการไต่ระดับเพื่อเอากำลังสมาธิไปใช้ในโหมด
    อรูปฌานเพื่อวิปัสสนาตามโหมดอรูปฌานให้ได้เพื่อลดละกิเลสครับ

    เพราะเป็นการทรงความดีอยู่ตลอดภายใต้การควบคุมภายใต้พระท่านนั่นๆ..
    แต่ว่าต้องรวมจิตให้เป็นหนึ่งถ้าอยู่ในกาย.ถึงจะต่อยอดไปอรูปได้
    และต้องสร้างกำลังสมาธิจากการเพิกรูปและทำให้รูปกลับมาให้ได้
    ถึงจะมีกำลังสมาธิพอที่จะต่อยอดอรูปฌานแบบ
    ได้ผลได้ถ้าไปอรูปด้วยภาพพระนะครับ....
    ถ้าจะไปอรูปด้วยกสิณเลยก็ตามที่เคยเล่าๆตามหลักการปั่นนิมิตร
    ให้เล็กลงแล้วน้อมเข้ากายนั่นหละครับ..แต่จะข้ามเรื่องกำลังจิต
    ในระดับขั้นที่เราจะเรียกเป็นพลังงานกสิณกองต่างๆขึ้นมาใช้ได้..
    ตรงนี้ขึ้นอยู่กับว่าเราต้องการผลทางด้านไหน..ตรงนี้แล้วแต่ความชอบครับ.
    ส่วนพวกเครื่องรู้ต่างๆจะเกิดขึ้นเองได้ ตามจิตตนที่เคยได้ทำมา
    และความชำนาญในเครื่องรู้แต่ละด้านก็จะแตกต่างกันไปตามอุปนิสัย
    เฉพาะบุคคลครับ..แต่ของคุณ ตุ้มโฮม มีจริตในการเชื่อมพลังงานภายนอกได้ด้วย
    แสดงว่าจิตมันเริ่มจะไปสู่โหมดวิญญานธาตุได้แล้ว.
    แต่ควรจะต้องสร้างจิตให้มีกำลังจิตเป็นพื้นฐานไว้ครับ
    เราถึงจะมีความสามารถแยกแยะพลังงานภายนอกต่างๆ
    ได้ว่าอันไหนดีหรือไม่ดี.. รวมทั้งเอาไว้ป้องกันตนส่วนหนึ่ง
    และมีภูมิต้านทานป้องกันพลังงานภายนอกที่ไม่ดี
    ที่จะเข้าแทรกเราได้ด้วยครับ....

    ปล.ที่เคยแนะๆนำการดึงตาที่ ๓ ไปใครทำได้ส่วนมาก
    ระดับสมาธิไปสู่วิญญานธาตุได้ทั้งนั้น เพียงแต่ไม่รู้ตัวเฉยๆครับ
    แต่การจะไปก็ต้องไปตามขั้นตอน.หากว่าใครไปด่วนรีบร้อน
    ไปหลงความสามารถพิเศษหรือเครื่องล่อต่างๆทางด้านกิเลส
    อาการจะไม่ต่างจากบุคคลที่โดนวิญญานครอบงำจิตได้ครับ
    ประเด็นหลักอะไรก็ตามเราต้องสร้างให้มีหรือเกิดขึ้นด้วยตัวเราเองครับ
    .
     
  2. nopphakan

    nopphakan ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    7,954
    ค่าพลัง:
    +33,739
    ลองๆฝึกดูได้เลยครับ..ถือว่าแลกเปลี่ยนประสบการณ์ครับ.
    .ถ้าพอแนะได้ก็จะแนะนำครับ..
    ของคุณ ยิ่งน่าจะฝึกได้ดีด้วยครับ..มีภพภูมิภายนอกฝ่ายธาตุทอง
    เป็นพันธมิตรและเด่นกว่าทั่วๆไปเรื่องอื่นๆก็มีครบด้วยครับ..
    ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรครับ..
     
  3. ตุ้มโฮม

    ตุ้มโฮม เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 เมษายน 2012
    โพสต์:
    168
    ค่าพลัง:
    +496
    ขอบคุณมากครับ ชัดเจนและกระจ่างขึ้นเรื่อยๆ ครับ เป้าหมายผมชัดเรื่องการหลุดพ้น เพียงแต่อาจจะมีจริตเดิมทางด้านนี้ จึงแวะเลี้ยวเพื่อศึกษาและฝึกเรื่ิองเหล่านี้เพิ่มเติม และจะได้ช่วยภพภูมิตามกำลังที่เราจะทำได้ ..รู้ก็เพื่อให้คลายความสงสัยต่าง แต่ไม่มุ่งหวังกามภพแล้ว เบื่อเกิด เบื่อตายเต็มทีแล้วครับ
     
  4. nopphakan

    nopphakan ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    7,954
    ค่าพลัง:
    +33,739
    ใช่ครับกินแรงพอสมควรครับถ้าพอเริ่มเข้าถึงจะทราบดี..
    และเวลาปกติพยายามปรับ
    ให้จิตเรามองอยู่ในมุมสูงให้ได้ครับ คุณพี่ raming2555 เหมือนมุมเบิร์ดวิว
    ..แต่ถ้ามุมที่เรามองคล้ายๆยืนมองปกติ
    พวกนี้เหมาะสำหรับเอาไว้ฝึก
    ตอนที่ถูกดูดหรือเผลอไปที่อื่นๆหรือขณะลืมตา.
    และการหมุนอย่างที่ว่ามันค่อนข้างกินแรงเอาเรื่องครับ
    ส่วนตัวบังคับได้ครั้งละ วิสองวิ ก็หมดแรงข้าวต้มแล้วครับ
    ช่วงที่ฝึกนะครับ..
    เลยพยายามแนะนำว่าให้พัฒนา
    จากหลักวินาทีก่อนไปเป็นหลายๆวินาทีนั่นหละครับ.
    ประเด็นตรงนี้ต้องให้เวลากับมันพอสมควร.ส่วนตัว
    มองว่าพระฯหรือผู้ปฏิบัติที่อยู่ตามป่าหรือที่สงัดและ
    ไม่ได้ข้องเกี่ยวกับทางโลกจึงน่าจะได้เปรียบกว่า.
    ถ้าองค์ประกอบๆด้านอื่นๆพอๆกันนะครับ.
    .
    .
     
  5. raming2555

    raming2555 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    5 ธันวาคม 2012
    โพสต์:
    1,548
    ค่าพลัง:
    +18,899
    ภาพที่1 คือถ้าหมุนจากหน้าผากเข้าไป จะเป็นแบบนี้หรือเปล่าครับ
    [​IMG]

    หรือหมุนลงแบบภาพที่ 2 นี้ครับ วาดได้คร่าวๆแบบทำนองนี้น่ะครับ
    [​IMG]

    การมองจากเบิร์ดอายวิว คือต้องการให้เห็นภาพแบบรูปที่3นี้หรือเปล่าครับ
    [​IMG]

    เนื่องจากยังไม่แน่ใจว่าต้องหมุนออกไปในแนวไหน เวลานี้จึงหมุนเอาไว้โดยกดไม่ให้มีกรวยยื่นออกมา ก็ออกแรงเพิ่มขึ้นเข้าไปอีก...

    ฝึกในป่าในถ้ำ เงียบๆก็ดีกว่านะครับ ทำงานไปด้วยฝึกไปด้วย ก็ลำบากขึ้นมาอีกนิดนึง แต่อาศัยว่าแต่ก่อนเคยแบกควายอาบน้ำมาก่อนพอจะมีแรงอึดบ้าง...ก็เลยต้องทำทั้ง4อริยาบทหลักและ5อริยบทย่อย ลองดูครับ ถ้าทำต่อเนื่องได้นานๆ ผลมันจะเป็นยังไง..จะเป็นลมไปซะก่อนหรือเปล่า...ฝึกเอาเพราะอยากรู้ครับ ดูแล้วน่าจะสนุกดี ไม่กะว่าจะไปอวดอะไรกับใครเขาหรอกนะครับ...
     
  6. nopphakan

    nopphakan ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    7,954
    ค่าพลัง:
    +33,739
    มุมการเห็นแบบภาพที่ ๓ ใช่แล้วครับแต่ว่าไม่ได้มองตรงๆเลยจะเห็นได้แบบเฉียงๆเล็กน้อยครับ
    ส่วนภาพที่ ๒ การหมุนแบบนั้นปกติจะเห็นตั้งแต่ฐานรากสุดคือตรงเกลียวล่างขึ้นไปและ
    เห็นได้ทั้งหมดแต่ว่าจะเห็นอยู่บนผิวน้ำ.ตรงนี้ยังไม่ใช่.
    .เพราะมันมักจะหมุนได้ของมันเอง.เป็นคล้ายๆว่า
    ตัวหลอกให้เราเสียเวลาแบบหนึ่งครับ
    เพราะถ้าเผลออาจจะคิดว่ากำลังสร้างกำลังจิตได้...

    ส่วนภาพที่ ๑ ถ้าเราไปหมุนตรงท้ายทอยก็จะดูดเหมือนอย่างรูป
    แต่ว่ามันจะดูดวิญญานและเป็นวิญญานที่ไม่ดี.
    .คนที่เค้าถูกวิญญานครอบงำจิตที่เราเค้าๆใจว่าร่างทรงแบบทั่วๆไป
    .เพราะเค้าไปเปิดจุดท้ายท้อยตรงนี้แล้วดูดรับเข้ามาแบบนี้หละครับ
    ประเภทที่พอองค์ลงแล้วไม่ใช่ตัวเองทั้งหลายนั่นหละครับ

    คุณพี่ raming2555ครับ.ซึ่งไม่ควรทำเช่นกันครับในตอนนี้..
    เด่วมันจะไปสร้างเกี่ยวกับการเชื่อมเส้นสายพลังงาน
    ก่อนที่เราจะทำการสร้างกำลังจิตได้ครับ.
    .และทั่วๆไปถ้าเกี่ยวกับจักระนั้นเส้นตรง
    ที่ผ่านแกนกลางสมองนั้นคือเส้นหลักที่ในอนาคตเราจะต้องจัดเรียง
    พลังคลื่นๆต่างๆที่เปิดออกจากจักระจุดต่างๆ
    แต่ละจุดของร่างกายให้เรียงตามแนวกระดูกสันหลังขึ้นมา
    เป็นเป็นแกนสนามแม่เหล็กอยู่แลัวครับ
    แม้แต่ท่านพระอาจารย์ที่พี่นับถือแนวแกนกระดูกสันหลัง
    ท่านก็เป็นสนามแม่เหล็ก.ท่านจึงสามารถเชื่อมองค์ความรู้
    ได้ทุกๆเรื่องเพียงแต่ท่านคิดนั่นหละครับ แต่ท่านได้มาจาก
    การฝึกฝนกำลังสมาธิในระดับสูง พวกจะไต่ระดับไปปฏิสัมภิทาญาน
    ทั้งหลายการสร้างแกนสนามแม่เหล็กตามแนวกระดูกสันหลังนี้
    ถือว่าเป็นพื้นฐานสำหรับเค้าครับ...

    .และในอนาคตถ้าเราจะสร้างแกนสนามแม่เหล็กตรงนี้ปกติ
    มันจะหยุดอยู่ก่อนตรงจักระที่หน้าอก..
    หลังจากนั้นจึงโน้มจักระระหว่างคิ้ว คือภาพที่ ๑ จุดมุมบนซ้ายมือเรา
    ให้ขยายฐานกว้างลงมาเชื่อมกับจักระที่หน้าอก..
    แล้วก็ทำการเชื่อมด้วยการจัดเรียงเส้นสาย(ไว้เล่าให้ฟังทีหลังครับ)
    มันถึงจะเป็นไปแนวเส้นตรงกลางผ่านสมองตามรูปและเป็นการหมุน
    ออกไปเชื่อมกับภายนอกในระดับที่ดีและปลอดภัย.ซึ่งก็ต้องใช้เวลา
    ในการจัดเรียงเส้นสายและสร้างสนามแม่เหล็กตรงนี้ซึ่งเหนือวิสัยที่จะ
    คาดคะเนได้ว่าจะใช้เวลานานเท่าไรเพราะองค์ประกอบร่วมค่อนข้างมาก
    ส่วนการหมุนทางภาพที่ ๑ บนขวามือเราและล่างขวามือเราของภาพ
    ให้ตัดออกไปก่อนตอนนี้ไม่ต้องสนใจครับ

    .แต่จักระตรงภาพที่ ๑ ซ้ายล่าง
    ตามมือเราด้านหน้าใช้ในกรณีสำหรับการกระตุ้นให้ร่างกายหลับ
    ได้กรณีที่เรานอนไม่หลับครับ สำหรับคนที่มีปัญหาในการนอน
    ง่ายๆคือเอานิ้วไปจี้ไว้แล้วภาวนาไปเรื่อยๆเด่วก็หลับแบบสลบได้เอง

    ปล.เรื่องเกี่ยวกับภาพที่ ๑ เล่าเผื่อๆไว้ให้ฟังเฉยๆครับ
     
  7. rungdao

    rungdao เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 พฤศจิกายน 2010
    โพสต์:
    2,025
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +10,739
    โอ้โห ... คุณนพไม่นอนทั้งคืนเลยเหรอคะ หรือว่าตื่นเช้าคะเนี่ย ดิฉันว่าดิฉันเช้าที่สุดแล้วนะเนี่ย ... แต่ดิฉันแอบหนีไปงีบช่วงกลางวัน อิอิ

    เมื่อคืนก็ปล้ำกับความคิดตัวเองค่ะ แอบเหนื่อยนิ มาเป็นแฟนตาซีเลย เหมือนที่คุณนพว่า ในแต่ละวันจิตมันจะไม่เหมือนกันสักวันนั่นแหละค่ะ

    แต่เมื่อคืนหลังจากอธิฐานเสร็จก็ฝึกต่อเลย ดิฉันอยากถามว่าดิฉันรู้สึกมีพลังงานไหลเข้ามาทางด้านหน้า แถวๆหน้าผาก ความรู้สึกชัดเจน ตึงๆ สัมผัสเป็นกระแสบางอย่าง วนๆรอบศรีษะแล้วไหลเข้าทางหน้าผาก อยากถามว่ามันเกี่ยวกับจักกระที่ฝึกอยู่หรือไม่คะ แต่ตัวเองฟุ้งซ่านมากไปดิฉันทำได้ไม่ดีเหมือนวันก่อน

    ปล.
    ตอนแรกดิฉันคิดว่าลืมตาฝึกจะง่ายกว่า แต่พอลองแล้ว ดิฉันคิดเอาเองว่าถ้าหลับตาฝึกยังไม่คล่อง การลืมตาฝึกคงยากกว่า ถูกมั๊ยคะเนี่ย
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 25 กรกฎาคม 2014
  8. nopphakan

    nopphakan ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    7,954
    ค่าพลัง:
    +33,739
    นอนอยู่ครับ แต่เอาแน่เอานอนไม่ค่อยได้ครับ ๕๕๕ ส่วนตัวชอบนั่งสมาหลับ
    ช่วงตี ๓ ตี ๔ ครับมันเงียบดี..บางทีอาจเห็นออนแต่เป็นเพราะว่าเล่น ๒ เครื่องครับ
    เล่นบนระบบ Windows 8 กับ ระบบ iOS 7 ไอ้ระบบตัวหลังเนี่ยคล้ายๆว่าพัก
    เครื่องแต่มันก็ยังทำงานอยู่ครับ เลยทำให้ดูเหมือนออนตลอดวัน

    ยกเว้นว่าจะปิดเครื่องครับ ส่วนถ้าจะนอนกลางวันระยะเวลาดีที่สุดคือ ๑๕ นาที
    คือมันอาจจะมีสัมผัสโน้นนี่บ้างก็ช่างมันและควรไม่เกิน ๒๕ นาที
    นะครับจะเป็นการพักผ่อนสมองที่ดีจะทำให้รู้สึกสดชื่นครับ
    ..ถ้าสมองพักนานกว่านี้คือ ๓๐ นาทีขึ้นไปคลื่นความถี่สมอง
    มันจะไปชินกลับคลื่นระดับพักผ่อน.ร่างกายก็จะเข้าสู่โหมด
    ต้องการพักผ่อนแบบอัตโนมัติ
    ถ้าตื่นๆมาอาจจะรู้สึกมึนๆงงๆไม่ปลอดโปร่งได้..
    แนะนำเหมือนประมาณว่าเซียนงีบกลางวัน..๕๕๕


    ยังไงจะฝึกอะไรก็ตามสิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้คือเรื่องการฝึกเจริญสติระหว่างวัน
    ด้วยนะครับ.ทำให้ได้มากที่สุดครับ..พวกนี้จะช่วยในเรื่องการควบคุมความคิด
    ที่ผุดขึ้นมาตอนที่ฝึกได้ดี.เป็นตัวส่งเสริมให้เรื่องพวกนี้วางลงได้เร็วด้วยครับ..
    และสติก็เป็นพื้นฐานที่สำคัญมากครับไม่ว่าภูมิธรรมหรือการปฏิบัติเรา
    จะอยู่ระดับไหนก็ตามแต่ส่วนตัวก็ลืมฝึกบ่อยเหมือนกันครับ ๕๕๕๕


    กะแสที่สัมผัสได้เป็นผลบางส่วนที่มาจากการฝึกจักระครับ..
    สิ่งหนึ่งที่เราจะเริ่มสัมผัสได้ก็คือ.เรื่องที่เกี่ยวกับนามธรรม
    ในรูปของกะแสพลังงาน.ที่เป็นคลื่นประจุไฟฟ้าชนิดหนึ่ง.แรกๆถ้าเราไม่คุ้นเคย
    หรือไม่เข้าใจว่าเป็นธรรมชาติที่มันมีอยู่แล้วรอบๆตัวเรา..บางคนอาจเผลอไปคิด
    เชิงลบได้ต่างๆนาๆ..โดยที่ความเป็นจริงมันมีอยู่เป็นปกติในธรรมชาติ

    แต่เราเริ่มที่จะเข้าถึงได้ใหม่ๆอาจจะยังไม่คุ้นเคย..
    ...บางอย่างวิทยาศาสตร์ก็สามารถพิสูจน์ได้.มีผลทดลอง.
    มีการบันทึกผล และสรุปผลการทดลอง.เพียงแต่ยังหาข้อสรุป
    ที่เข้าไม่ถึงในระดับจิต.ระดับธาตุที่ประกอบเป็นร่างกาย
    .เหมือนที่ทางผู้เป็นเลิศทั้ง ๓ ภพท่านได้ค้นพบ.หรือแม้
    แต่พระสาวกสายปฏิสัมภิทาญานท่านทราบได้เป็นปกติ..

    เปรียบเทียบนะครับเหมือนคลื่นวิทยุนั่นหละครับ.
    .เรามีเครื่องรับหมุนไปฟังคลื่นนั้นคลื่นนี้.ทั่วๆไปเรา
    ก็รู้ว่ามันรับได้เพียงแต่ปรับจูนคลื่นให้ตรงกัน.
    .นักวิทยาศาสตร์ก็รู้ว่ามันเป็นคลื่น
    รูปร่างลักษณะหน้าตาอย่างนั้นอย่างนี้..
    แต่ปกติเราจะมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า

    .ส่วนเราในฐานะนักปฏิบัติเราฝึกจิตเรา
    เพื่อให้เข้าถึงพวกนี้.ให้สามารถรับรู้ได้ สัมผัสได้..
    เราจึงเรียกการปฏิบัติที่แนะนำ
    ให้ทั้งหลายแหล่นี้ว่า วิทยาศาสตร์ทางจิต นั่นเองครับ.
    .ที่ไม่ไสยศาสตร์.และมัน
    ต้องฝึกจิตจนทำให้บุคคลอื่นๆสัมผัสได้ในรูปของพลังงาน
    .ถึงจะเข้าคำว่าวิทยาศาสตร์คือต้องสามารถพิสูจน์ได้.
    สัมผัสได้จริง รับรู้ได้จริง..ในรูปแบบพลังงาน
    แบบนามธรรมนั่นแระครับ..

    แต่ต้องเริ่มต้นจากการที่ตัวเองจะต้องสัมผัสได้เองก่อนในเบื้องต้น
    ..ที่นี้การพัฒนานอกจากการฝึก เรายังต้องอาศัยการสังเกตุ
    ลักษณะพลังงานที่เป็นนามธรรมพวกนี้
    ว่าลักษณะทางกายภาพมันเป็นอย่างไร
    ตลอดจนแนวการเคลื่อนที่..เช่น เป็นเส้นตรง
    วิ่งอ้อมศรีษะอย่างที่คุณสัเกตุตอนนี้ หรือว่า มันหมุนซ้าย
    หมุนขวา ลมเป็นแบบหยาบ แบบละเอียด เป็นเม็ดๆ
    หนาหรือบาง วิ่งตรง วิ่งกลม ฯลฯ
    ..ด้วยกำลังสติทางธรรมที่จำเป็นต้องสร้างเพื่อ
    ให้สังเกตุเห็นลักษณะกิริยาต่างๆพวกนี้อย่างหลีกเหลี่ยงไม่ได้..


    จักระตอนนี้ของคุณ rungdao ตอนนี้ตอนฝึกสมาธินะครับ
    ให้สังเกตุบริเวณท้องอาจจะมีลมหมุนๆได้
    ตรงหน้าอกก็อาจหมุนแบบเย็นๆแต่ความรู้สึกหมุนไม่มาก และบริเวณเดียวกัน
    กับตรงหน้าอกทางด้านหลังอาจจะรู้สึกอุ่นๆ.
    .ส่วนระหว่างคิ้วจะรู้สึกว่ามันเป็นวงขยายตึงๆผิว
    มากหน่อยประมาณกำปั้นของเราเอง


    ส่วนการฝึกจะหลับตาหรือลืมตาก็มีข้อดีทั้ง ๒ แบบครับ..
    แบบลืมตาฝึกจะดีตรงทำให้เราตัดสภาพแวดล้อมได้ดี.
    อย่าลืมว่าในอนาคตการใช้งานได้แบบลืมตา
    จะสดวกและคล่องตัวกว่าหลับตาไม่ว่าจะใช้งานแบบไหน
    อีกอย่างมันทำให้อยู่ร่วมกับสังคมได้อย่างแยบยลด้วยครับ
    ..ส่วนความคล่องตัวหรือไม่คล่องตัว.
    ขึ้นอยู่กับว่าเราชอบฝึกแบบไหนครับ.
    .ไม่มีว่าแบบไหนยากกว่าหรือง่ายกว่า..
    และขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมตอนฝึกรวมทั้งสิ่งที่เรากำลังฝึกอยู่ด้วยครับ.

    .ปล.ประมาณนี้ครับ.;).
    ..
     
  9. rungdao

    rungdao เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 พฤศจิกายน 2010
    โพสต์:
    2,025
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +10,739
    ก่อนอื่นดิฉันขอกล่าวคำขอโทษ ต่อท่าน raming และคุณนพก่อนนะคะ


    ป๊าดดดดด....ด โท๊ะ !!! ท่าน raming คะ ถ้าท่านจะถ่อมตัวขนาดนั้นนะคะ ขอท่านเหลียวซ้ายแลขวา ผ่อ (ดู) ลงมาด้านล่าง ดูคนข้างๆอย่างดิฉันมั่งนะคะ ถ้ามันละลายได้มันละลายกลายเป็นน้ำไปกองอยู่ที่พื้นแล้ว ทีนี้ถ้ามันเจอแสงแดด มันคงระเหย หายยยไปเลย ๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕ ๕๕๕๕๕๕๕๕ ...

    เมื่อวานกับวันนี้ดิฉันได้หัวเราะจนน้ำตาเล็ด ท้องแข็งในกระทู้นี้จริงๆค่ะ คือ จะว่าไม่เกี่ยวกับใครก็ไม่ใช่ มันก็เกี่ยวๆกับบางคนที่โพสต์คล้ายว่ามีผีในร่างนั่นแหละค่ะ

    คือเอามาย้อนดูตัวเองว่า ถ้าคนอื่นมีผีละก็ ผีในตัวดิฉันนี่มันยิ่งกว่าสามหาวสี่หาวเสียอีก อุตส่าห์เซ่นมันด้วยข้าวเหนียวขาวผสมข้าวเหนียวแดงไม่ขัดสี กินกับ ยำจิ้นไก่แซ่บเวอร์ เซ่นมันด้วย นม โยเกิร์ต บวกน้ำผึ้งอย่างดี แอ๊ปเปิ้ลนี่มาทีหลังอีก ๑ ลูก หวังให้มันมีแรงเดินจงกลม ให้มันมีสมาธิที่ปลอดโปล่งแจ่มใส แหมมม ... ไอ้ผีไม่รักดี เดินไปได้ไม่กี่นาที มันเดินไปที่โซฟานอนลงอ้าปากหวอ คร๊อกก ... ตื่นมาอีกที อ้าวเสียเวลาไปเป็นชั่วโมงแล้ว ...... ไอ้ผีบ้า ไอ้ผีไม่รักดี เลี้ยงเปลืองข้าวเหนียว ๕๕๕๕๕๕๕๕
    มันออกฤทธิ์ด้วยนะคะ สุดบรรยาย .... อย่าให้พูดเลยนะคะ ต่อมอายยังมีพอๆกับต่อมฮา เลยไม่ขอโชว์สื่อ จะเกี่ยวกับที่คุณนพว่ามีลมหมุนๆในท้องด้วยหรือเปล่าก็ไม่รู้สิ ๕๕๕๕๕๕๕๕๕ ๕๕๕๕๕๕๕
    (ขอโทษด้วยที่อ้างอิงนะคะ คิดเองเออเอง หัวเราะเอง ไม่หาเรื่องใครนะ)

    วันนี้มาเจอข้อความของท่าน raming อีก อ่านไปก็เห็นตัวเองลีบลงๆๆ อย่างน่าสงสาร แล้วมันก็ระเบิดออกมาจนท้องงอท้องแข็ง น้ำตาเล็ด

    จริงๆ ดิฉันไม่ได้อิจฉาท่าน raming และคนที่สำเร็จเลยนะคะ ถ้ามีก็น้อยมากๆ แต่มีแต่ความอยาก ที่อยากฝึกสำเร็จ รู้ดีว่าท่านระมิงค์ไปไกลโขแล้วทั้งๆที่เริ่มฝึกพร้อมกัน

    อ่านข้อความเสร็จหัวร่อท้องแข็งแล้วก็กลับเข้ามาพิมพ์แซวนี่แหละค่ะ ความจริงว่าจะไม่ยุ่งวุ่นวายมากนักเพราะเกรงใจ
    แต่ก็สงสัยว่าจุดจักระที่ฝึก มันไปกระตุ้นต่อมฮาของตัวเองเข้าหรือเปล่า ดิฉันขอบอกเลยว่า ตั้งแต่โดนถีบให้เข้ามาทางธรรมนั้น ตั้งแต่ตอนที่เริ่มทุกข์จนถึงวันนี้ นี่เป็นครั้งแรกในรอบระยะเวลาประมาณ ๓ ปี ที่ดิฉันได้ระเบิดอารมณ์ขัน ได้อย่างเต็มที่สุดๆ ที่ผ่านๆมาก็มีบ้างแต่ไม่เหมือนครั้งนี้เลย ใครมโนฯมาเห็นดิฉันนี่ คงจะว่าeนี่บ้าไปแล้ววว

    ขออีกทีเต๊อะ ๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕ .... ฮิ้วว
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 25 กรกฎาคม 2014
  10. nopphakan

    nopphakan ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    7,954
    ค่าพลัง:
    +33,739
    สำหรับคุณ rungdao นะ เด่วช่วยอีกอย่างครับ..
    ฮิ้ววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววว ๕๕๕๕๕


    ของคุณพี่ raming2555 ก็เข้าใจเล่าออกมาได้ฮาเหมือนกันครับ..
    ส่วนตัวแล้ว..ก็ชอบปฏิบัติสายเฮฮานะครับ..
    บางทีก็ฮาเกินจนขี้เกียจ..๕๕๕๕ แต่เรื่องขี้เกียจไม่ใช่ว่าพึ่งเป็นนะครับ
    เป็นมานานแล้วครับ เลยไม่ซี เท่าไร..๕๕..

    สโลแกนส่วนตัวเรื่องการปฏิบัติ คือ
    ''อยู่คนเดียวต้องก็สนุก อยู่หลายคนก็ต้องยิ่งสนุกครับ''.
    .
    (deejai)
     
  11. rungdao

    rungdao เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 พฤศจิกายน 2010
    โพสต์:
    2,025
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +10,739
    ขอบคุณคุณนพนะคะ ที่ช่วยบอกเทคนิคในการงีบกลางวัน :cool:

    ดิฉันเคยถามไปเกี่ยวกับความรู้สึกถึงกระแสที่ไหลเข้าทางหน้าผาก คุณนพบอกว่าเป็นกระแสที่เกี่ยวกับนามธรรม และจำเป็นต้องรู้จักสังเกตุลักษณทางกายภาพว่า ไหลเป็นเส้นตรง หรืออ้อม หรือหยาบละเอียด ฯลฯ

    อันนี้เป็นสิ่งที่เราจำเป็นต้องรู้ด้วยเหรอคะ เมื่อคืนพอเริ่มฝึกปุ๊ป กระแสจะแรงกว่าเดิมมาก ทีนี้ไหลเข้าทางขมับทั้งสองข้าง มันแรงจนดิฉันรู้สึกว่าไปกดทับขมับดิฉันเหมือนรัดเกล้าที่อยู่บนหัว แล้วมันบีบเข้าเรื่อยๆนั่นแหละค่ะ ก่อนนั้นเล็กน้อยดิฉันจะจี๊ดๆๆทื่โคนนิ้วโป้ง ทนไม่ไหวจนต้องบีบๆสักพัก พอหลับตาก็สัมผัสกระแสพลังงานเลย ก็เพ่งกสิณจากจิต แต่กำหนดที่หน้าผากไม่ได้ เพราะความรู้สึกจากสองขมับมัดรัดตรึงเข้าทุกที ดิฉันเลยเลิกลืมตาออกมาก่อน แต่พอจะเข้าอีกกลับสัมผัสได้น้อยมากๆ

    คำถามคือถ้าเป็นเเบบนี้อีก ต้องทำยังไงคะ หรือไม่ต้องไปสนใจ แต่ความรู้สึกแรงขนาดนั้น

    การฝึกแบบลืมตามีเทคนิคบ้างไหมคะ เช่น ในที่แจ้ง หรือ ที่มืด หรือสีของสถานที่ที่เราอยู่หรือ ฝึก จิตจะทำงานกำหนดภาพกสิณได้ง่ายกว่า. ประมาณนี้ค่ะ

    ปล. ช่วงที่หลับตาอยู่ หรือช่วงที่ฝึก พอออกจากการฝึก หรือพอเราลืมตา แม้แต่การกระพริบตา จะเห็นเป็นดวง หรือขอบ คือเห็นเป็นวงกลมนั่นแหละค่ะ อันนี้จากจิตเราหรือว่าจากสมองส่วนหน้าที่มาจากการจำคะ
     
  12. rungdao

    rungdao เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 พฤศจิกายน 2010
    โพสต์:
    2,025
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +10,739
    คุณนพคะ เวลาที่ดิฉันโมโห หรือโกรธ หรือคิดไม่ดี ตรงกลางกระหม่อมหรือกลางศรีษะ ดิฉันจะมีความรู้สึกชัดเจน ความรู้สึกคล้ายๆกับกระแสที่สัมผัสได้ แต่จะเป็นเฉพาะตอนโกรธและคิดไม่ดีเช่น พยาบาท ดิฉันอยากได้คำตอบจากคุณนพค่ะ เป็นความรู้สึกที่ตรงลงมากลางหัวเลยค่ะ
    ขอบคุณค่ะ
     
  13. rungdao

    rungdao เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 พฤศจิกายน 2010
    โพสต์:
    2,025
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +10,739
    ขอลงคำถามไว้ก่อนนะคะ เสาร์อาทิตย์ติดทางโลกค่ะ
     
  14. Raibliss

    Raibliss เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    12 พฤษภาคม 2012
    โพสต์:
    30
    ค่าพลัง:
    +101
    เรียนถามพี่nopphakanค่ะว่าเวลานั่งสมาธิแล้วมือมันร้อนนี่ต้องแก้อย่างไรไหมคะ อ๋อแล้วเวลาเราถ่ายเทพลังงานออกจากตัวที่ว่าสะบัดๆแขนนี่คือสะบัดออกนอกตัวหลายๆครั้งใช่ไหมคะ ไม่แน่ใจว่าทำถูกหรือเปล่าค่ะ
     
  15. yooyut

    yooyut เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    23 มีนาคม 2014
    โพสต์:
    221
    ค่าพลัง:
    +1,151


    ขออนุญาตเจ้าของกระทู้คือ คุณ lovepyou เนื่องจากประสงค์จะขอใช้พื้นที่ในกระทู้ คุยกับคุณ raming2555 เพราะประทับใจในความตั้งใจของคุณคนนี้ และอีกอย่างหนึ่ง ก็มีประเด็นคำถาม ที่รู้สึกว่าเจ้าตัวเขายังไม่ค่อยจะชัดเจนในคำตอบ เห็นว่าผ่านไปอาจจะทำให้เกิดเป็นวิจิกิจฉาสำหรับเจ้าตัวเอาได้ จึงขอเข้ามาคุยกับคุณ raming2555 ไว้เป็นการเบื้องต้นก่อนนะครับ

    1.กสิณสีทั้ง 4 สี ถ้าจะเพิ่มกสิณสีน้ำเงิน สีดำ เข้าไปในการฝึกด้วย ผลของมันจะเป็นอย่างไร?

    ตอบ สามารถทำได้ แต่ก่อนอื่นต้องแยกให้ออกว่าผู้ฝึกกำลังอยู่ในขั้นตอนใดของการฝึก คืออยู่ในระหว่างการฝึก หรือฝึกเสร็จแล้ว

    -เมื่อยังอยู่ในระหว่างการฝึก ตามแบบแผนจะมีการฝึกในหมวดกสิณสี แค่ 4 สี คือสีขาว สีเหลือง สีเขียวและสีแดง รวมกับภูตกสิณอีก 4 และอากาศกสิณกับอาโลกกสิณ เป็นกสิณ 10 อย่าง ซึ่งผมก็ไม่ทราบเช่นเดียวกันว่าเป็นเพราะเหตุใด ท่านจึงกำหนดให้ฝึกแค่ 10 อย่าง แต่เข้าใจว่าคงจะใช้เป็นอุบายในการทำจิตให้เป็นสมาธิเท่านั้น จึงกำหนดเอาตามจริตของคนที่มีลักษณะเฉพาะต่างๆ ให้ทำการฝึกในแต่ละรูปแบบ ไว้ 10 อย่าง ซึ่งใครชอบใจในกสิณแบบใด ก็เริ่มฝึกจากอันนั้นก่อน และทำการฝึกไปจนถึงที่สุดของกสิณนั้นๆ จนเมื่อคล่องดีแล้ว จึงให้ไปไล่เบี้ยกสิณที่เหลืออีก 9 อย่างให้ครบถ้วน

    -เมื่อฝึกแล้วเสร็จ จะอยู่ในขั้นตอนของการใช้กำลังของกสิณ ตอนนี้สำหรับผู้ชำนาญจะมีการพลิกแพลงที่หลากหลาย ดังนั้น เรื่องของกสิณ จะไม่ได้มีแค่ 10 อย่าง โดยเฉพาะในหมวดของกสิณสี จะไม่ได้มีแค่ 4 สีเท่านั้น แต่ สีทุกสี เท่าที่ตาของมนุษย์จะสามารถมองเห็น (ทั้งหมด 256 เฉดสี) สามารถเอามากำหนดเป็นนิมิตของกสิณได้ทั้งสิ้น ดังนั้น การเพิ่มกสิณสีน้ำเงิน กับกสิณสีดำ เข้าไป จึงเป็นสิ่งที่ทำได้ เพียงแค่กำหนดนิมิตกสิณเป็นสีน้ำเงิน กับสีดำเข้าไปเท่านั้นเอง ส่วนผลของกสิณสีทุกชนิด รวมทั้งกสิณสีน้ำเงินและกสิณสีดำ คือ การทำให้เกิดสีนั้นๆ ในบริเวณที่เราต้องการ


    2.ถ้ายกกสิณขึ้นทั้ง 10 กองเป็นอุคหนิมิตพร้อมกัน เมื่อเดินฌานไปแล้วจนสุดเป็นแก้วใสเป็นประกายได้แล้ว ทรงอารมณ์ไว้เป็นปกติอย่างนั้นแล้ว ต้องทำอย่างไรต่อเพื่อให้สามารถใช้งานได้พร้อมกันทั้งหมดโดยไม่ต้องเสียเวลาเลือกกองกสิณ คือทำให้เป็นองค์รวมเพียงองค์เดียว?

    ตอบ ข้อนี้เป็นคำถามที่ดีมาก ต้องขอเรียนว่า การที่คุณจะทำอย่างนี้ได้ ต้องมีกำลังใจที่ดีมาก ดังนั้น ต้องฝึกกำลังใจกันมาก่อนอย่างมาก เพื่อให้สามารถใช้งานได้พร้อมกันทั้งหมดโดยไม่ต้องเสียเวลาเลือกกองกสิณ เอาอย่างนี้ ผมขอฝากแบบฝึกไว้สักอย่างหนึ่ง ที่เห็นว่าใช้ได้ผล สำหรับเสริมสร้างกำลังใจ ในการฝึกกสิณ ในลักษณะองค์รวมเพียงองค์เดียว

    อาจจะเป็นการเสนอแนะเร็วไปหน่อย แต่ฝากให้เอาไว้ เผื่อในอนาคตอาจจะได้นำมาใช้ก็ได้

    วิธีการ ให้ทำการกำหนด วงนิมิต วงกลมขึ้นมาอันหนึ่ง ในวงกลมนี้ แบ่งเป็น 10 ส่วน แต่ละส่วน (คือพื้นที่ 1/10 ของวงกลม) จะกำหนดให้เป็นพื้นที่ของกสิณแต่ละกอง ดังนั้น เมื่อรวมพื้นที่ทั้งหมด ใน 1 วงกลม จะมีพื้นที่ของกสิณแต่ละอย่าง ครบทั้ง 10 กอง

    ทีนี้ให้เล่นไล่กสิณในแต่ละส่วนของวงกลมไปตามใจชอบ จะไล่ไปให้กสิณแต่ละกอง เป็นฌาน 1 2 3 4 หรือสลับ 2 4 3 1 หรือ 3 1 4 2 หรือ 1 4 2 3 หรือ 2 3 1 4 หรืออื่นๆ ไปเรื่อยๆ ก็ได้ (แต่ละช่องของวงกลมจะเป็นฌานเดียวกันทั้งหมด เวลาจะเปลี่ยนฌานก็เปลี่ยนพร้อมกันทั้ง 10 ช่อง) แบบนี้เป็นของธรรมดาๆสำหรับผู้ชำนาญ (ในเว็บบอร์ดนี้ ก็เคยเห็นมีสมาชิกที่เขาทำได้ แต่ตอนนี้คงจะเลิกเล่นบอร์ดไปแล้ว)

    อันนี้เป็นแบบฝึก สำหรับใช้สร้างกำลังใจ ให้เกิดเป็นความคล่องตัว ในการกำหนดนิมิตกสิณแบบองค์รวมเพียงองค์เดียวในรูปแบบหนึ่งนะครับ ซึ่งในทางปฏิบัติมีเป็นร้อยเป็นพันแบบ โดยเฉพาะวิธีของพวกฤาษีที่เขาเล่นฌานเล่นฤทธิ์ มีความหลากหลายมาก แต่เราชาวพุทธ คงไม่ต้องไปใส่ใจรายละเอียดกันถึงขนาดนั้นก็ได้

    อันนี้เป็นภาพประกอบ การกำหนดนิมิตในแบบฝึกนี้นะครับ


    [​IMG]

    มาถึงการใช้งาน หลังจากที่ฝึกการตั้งนิมิตในลักษณะองค์รวม และทำการไล่อารมณ์กสิณตั้งแต่ต้นจนถึงปฏิภาคนิมิต ได้คล่องดีแล้วนะครับ ซึ่งในส่วนนี้ ผมจะใช้วิธีของวิชาเดินธาตุนะครับ เพราะมีความคุ้นเคยกับวิธีการอย่างนี้ สำหรับวิธีการอื่นๆ คงต้องให้สมาชิกท่านอื่นๆ เข้ามาแนะนำให้ต่อไป

    ในวิชาเดินธาตุนั้น เราจะกำหนดตำแหน่งต่างๆในร่างกาย เป็นฐานที่ตั้งของธาตุต่างๆ ตามคาถาการตั้งแม่ธาตุใหญ่คือ นะ โม พุท ธา ยะ ซึ่งแต่ละจุด ก็คือที่ตั้งของธาตุต่างๆ ทั้ง 5 ธาตุ คือธาตุน้ำ ธาตุดิน ธาตุไฟ ธาตุลม และธาตุอากาศ เป็นจุดต้นกำเนิดกำลังของธาตุที่จะดึงกำลังมาใช้งาน สำหรับชื่อธาตุแต่ละธาตุและต้นกำลังของธาตุ รายละเอียดปรากฏตามตารางข้างล่างนี้นะครับ (ในหมวดกสิณสีทั้ง 4 สี คือสีขาว สีเหลือง สีแดงและสีเขียว ไม่ได้มีการกำหนดจุดไว้เป็นการเฉพาะ ก็ยังไม่ต้องทำการจัดวางในขั้นตอนนี้)


    [​IMG]

    เมื่อทำการกำหนดนิมิตในลักษณะองค์รวมของกสิณทั้ง 10 แล้ว ทำการไล่อารมณ์ไปจนสุดเป็นแก้วใสเป็นประกายแล้ว เมื่อต้องการใช้งานในกสิณกองใด ให้น้อมใจไปดึงเอากำลังงานจากกสิณกองนั้นโดยตรง ซึ่งโดยมาก มักจะใช้งานในกำลังของกสิณในหมวดภูตกสิณ คือกสิณดิน กสิณน้ำ กสิณลม กสิณไฟ ก็ให้ทำการดึงพลังงานจากตำแหน่งที่เป็นจุดที่อยู่ของแต่ละธาตุในร่างกาย ที่ได้ทำการวางเอาไว้ตั้งแต่แรก หากใจมีกำลังใจมาก สามารถใช้กสิณสร้างกำลังของธาตุได้โดยตรงก็จะดึงเอากำลังมาใช้ได้ทันที แต่ถ้ากำลังใจไม่พอที่จะสร้างกำลังธาตุขึ้นมาเอง ก็สามารถดึงกำลังธาตุจากธรรมชาติเข้ามาสู่ในตัวเราและแปรเปลี่ยนให้มาเป็นกำลังเพื่อนำมาใช้งานได้ต่อไป ซึ่งทั้งหมดนี้ให้ใช้จิตกำหนดเอาว่าจะเลือกใช้วิธีการใดเป็นสำคัญ

    หากทำการดึงกำลังธาตุมาได้แล้ว ให้ทำการย้ายกำลังของธาตุไปไว้ที่กลางลำตัวที่จุดศูนย์กลางลำตัวเหนือสะดือ (ง่ายๆ ก็กะๆเอาคือที่ท้องนั่นล่ะ) แล้วทำการแผ่พลังของธาตุที่ต้องการให้แพร่กระจายไปทั่วทั้งลำตัว จากนั้นดึงพลังงานของธาตุมาไว้ที่ฝ่ามือ เพื่อใช้งานต่อไป

    สำหรับในส่วนของธาตุที่เหลือ ในวิชาเดินธาตุ ที่ยังไม่ได้กล่าวถึง คือในส่วนของ วิญญาณธาตุ ในทางปฏิบัติ จะใช้อาโลกกสิณ เป็นต้นกำเนิดในการดึงพลังของวิญญาณธาตุ ให้เกิดเป็นแสงสว่างขึ้นที่จิต จากนั้นก็นำพลังงานที่ได้ ไปใช้งานต่อไป

    ก่อนการใช้งาน มาวัดกำลังของพลังงานกันก่อน วิธีง่ายๆ คือ ดูเส้นจากสายพลังงานที่เกิดขึ้น ลักษณะของแถบเส้นสายเป็นอย่างไร ความหนาความบางเป็นยังไง สีสันวรรณะเป็นอย่างไร สดใสหรือซีดเซียว เหล่านี้จะเป็นตัวบ่งบอกถึงระดับกำลังของพลังงานที่เกิดขึ้นได้ทั้งสิ้น

    ทั้งหมดนี้ เป็นการตอบคำถามทั้ง 2 ข้อ ของคุณ raming2555 หวังว่าคงจะได้รับรายละเอียดเพื่อประกอบการฝึกได้มากขึ้น แต่ทั้งหมดนี้ เป็นการต่อยอดแทบทั้งสิ้น นับว่าคุณ raming2555 ได้สอบถามไว้เป็นการล่วงหน้าไว้เสร็จเลยนะครับ
    สำหรับตอนนี้ อย่าเพิ่งไปคิดอะไรมาก ให้ตั้งหน้าตั้งตาฝึกการเสริมสร้างกำลังของกสิณ ตามที่คุณ nopphakan ได้เสนอแนะไว้ให้ชำนาญก่อน จากนั้นจึงค่อยมาพิจารณาเรื่องต่างๆเหล่านี้ได้ต่อไปนะครับ

    ผมก็ขอยุติการเสนอความเห็นไว้แค่นี้ และขอรบกวนเวลาของสมาชิกทุกท่านไว้เพียงเท่านี้ ขอเชิญท่านสมาชิกโปรดทำการฝึกได้ต่อไป สำหรับผมขอถอยออกไปห่างๆ เพื่อขอรับความรู้และเรียนรู้ไปพร้อมๆกับท่านสมาชิกทุกท่านด้วยคนนะครับ
     
  16. nopphakan

    nopphakan ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    7,954
    ค่าพลัง:
    +33,739
    มือร้อนก็คือพลังงานเริ่มมากไป..มีหลายวิธีแก้ไข เช่นให้กำหนดพลัง
    งานส่วนเกินให้ออกไปตรงจักระ ๖ ตอนนั่งสมาธิ

    รือหาลูกแก้วขนาดซัก๓ ถึง ๔ ซม.
    มาวางไว้บนมือเวลานั่งสมาธิ.
    .หรือ
    เวลาปกติทั่วๆไปหาแหวนตรีศูลย์บัณเฑาะว์มาใส่
    พอตอนที่รู้สึกร้อนๆตึงๆแล้วให้กำหนดให้พลังงาน
    ส่วนเกินออกที่ที่แหวนโดยเปลี่ยนด้านเอาปลายตรีหันเข้าที่ตัว..

    ส่วนตอนที่สบัดแขนให้สบัดและค้างแขนไว้นิ่งๆครั้งเดียว..
    อย่าลืมกำหนดจิตไปที่ปลายนิ้วทั้ง ๑๐ ด้วยและ.อย่าลืมเกร็งท้องน้อย
    และกลั้นหายใจก่อนสบัดแขน..

    วิธีดีที่สุดคือนอนราบไปบนพื้นหญ้าแล้วกำหนดให้พลังงานออกที่
    หน้าฝาก.
    . ที่เล่ามาทั้งหมดสามารถใช้ได้ทุกวิธี
    ตามแต่ความเหมาะสม.;).
     
  17. nopphakan

    nopphakan ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    7,954
    ค่าพลัง:
    +33,739
    ข้อสุดท้ายเป็นผลมาจากจิตครับ..ถือว่าเป็นกิริยาปกติที่จะเกิดขึ้นได้
    เด่วมันจะค่อยๆพัฒนาต่อไปของมันเอง
    นอกจากสีขาว น้ำเงิน ก็จะมี เขียว ส้ม ทอง ฟ้า แดง ได้เอง
    ซึ่งจะค่อยๆเห็นได้เพิ่มขึ้น แม้ว่าจะกระพริบตา ในชีวิตประจำวันครับ.
    ตรงนี้ใช้ตรวจสอบตอนเราอุทิศส่วนกุศลหรือสวดมนต์ไหว้พระที่อื่นๆ
    ได้ด้วยไงครับ คือถ้าเห็นแสงวงกลมแบบนี้แสดงว่าจิตเริ่มเข้าสู่
    ความเป็นทิพย์ไงครับ ถ้าอยู่ค้างได้นานก็ยิ่งดี.การอุทิศส่วนกุศล
    หรือทำบุญก็จะได้ผลดีขึ้นไงครับ..


    ดีแล้วหละครับแสดงว่าข้างบนท่านเตือนด้วยครับถึงได้รู้สึกอย่างนี้ ๕๕๕
    ตรงต่ำแหน่งนั้นเอาความรุ้สึกแบบนี้หละครับความรู้สึกสัมผัสตรงกลางกระโหลก
    นะครับ ไม่ใช่ความรู้สึกโกรธนะ ๕๕๕๕๕๕๕๕
    ..มาปรับให้สามารถสัมผัสได้เป็นปกติใน
    ชีวิตประจำวันและสัมผัสได้ปกติในขณะทำสมาธิครับ..
    แต่ฝึกๆอย่างที่แนะนำก่อนหน้าให้ชินก่อน.

    ปล.ประมาณนี้ครับ
     
  18. nopphakan

    nopphakan ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    7,954
    ค่าพลัง:
    +33,739
    หลักการตั้งกสิณแบบในรูปของคุณ yooyut บอกได้ไหมครับ
    ว่าเป็นแนวของอดีตสังฆราชมีชื่อในอดีตหรือเปล่าครับ.
    หรือว่าเป็นแนวทางของท่านใดครับ..
    เห็นการตั้ง ธาตุน้ำ ดิน ไฟ ลม ต่ำแหน่งเดียวกันกับ
    ทางสายเดินธาตุโบราณเลยครับ.ต่างกันตรงที่เค้า
    จะตั้งธาตุพวกนี้ขึ้นมาโดดๆก่อนแล้ว
    ปั่นรวมกันเป็นหนึ่งแล้วดึงมาไว้ที่กายเพื่อเป็นฐาน
    ในการไต่ยกระดับฌาน..และจำเป็นต้องปั่นรวมและดึงมาไว้ที่กาย
    เพราะหากไปปั่นและรวมนอกกายแล้วจิตเผลอพุ้งออกไป
    โอกาสที่เพี้ยนหรือวิปลาสสูงมากพอสมควร..หรือยิ่งถ้า
    กายทิพย์โดนดูดไปด้วยแล้วโอกาสกายทิพย์สะเทือนก็สูงครับ..
    แต่ถ้าเพื่อฝึกสร้างกำลังใจอย่างที่แนะนำคงไมเป็นไรครับ
    และการแทรกกสิณแสงสว่างตรงน้ำกับดิน
    และแทรกลมตรงไฟกับลม.เพื่อมาหนุนพอ
    คาดคะเนผลได้เพราะปกติมันหนุนรวมกันอยู่แล้ว
    ตั้งแต่ที่เราเริ่มปั่นมันรวมกันซึ่งลมกับแสงมันเข้ามารวม
    อัตโนมัติอยู่แล้วเป็นปกติ..

    ส่วนการใช้ สีเขียวเหลืองแดงขาว .
    มาเสริมมาหนุนตรงนี้ดูแล้วยังไม่เข้าใจครับ พอทราบ
    วัตถุประสงค์ไหมครับ..
    ยังไงรบกวนอธิบายเพิ่มเติมเป็นวิทยาทานด้วยครับ..
    ที่ไม่ใช่เป็นการหนุนเพื่อเสริมกำลังตั้งต้น หรือสร้างกำลังใจ
    หรือเพื่อฝึกสลับเพื่อความชำนาญนะครับ
    แต่เห็นภาพแล้วไว้มีจังหวะจะลองทำดูครับ

    ขอบคุณครับ....
     
  19. นาย เอ

    นาย เอ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 ตุลาคม 2008
    โพสต์:
    258
    ค่าพลัง:
    +534
    การเพ่งกสิณ คือ อาการที่เราเพ่ง (อารมณ์) ไม่ได้หมายถึงเพ่งมอง หรือจ้องมอง นับว่าเป็นอุบายกรรมฐานกองต้นๆ ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงบัญญัติไว้
    ว่าด้วยการปฏิบัติสมาธิภาวนาเพื่ออบรมจิต (อันเป็นแนวทางแห่งการบรรลุสำเร็จมรรคผลนิพพาน หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสารนี้ออกไปได้)

    การเพ่งกสิณเป็นเสมือนทางลัดที่จิตใช้ในการเข้าสู่สมาธิได้อย่างรวดเร็วและง่ายดายกว่าการเลือกใช้อุบายกรรมฐานกองอื่นๆ

    ซิ่งมีผลกับจิตของเราอย่างยิ่ง ควรมีครูบาอาจารญ์ที่ดี การเข้าไปอยู่ในกสินนั้นไม่ยาก การควบแน่นของจิตมีอยู่สูง เราจึงควรเข้าใจ รู้จักธรรมชาติของจิต
    และไม่หลงอยู่ในอารมณ์ อยู่ในมโน หลงอยู่ในความวิเศษที่เข้าใจว่าเกิดจาก ตนเอง หลายท่านติดอยู่ในนั้น

    "สมาหิโต ยถาภูตัง ปชานาติ เมื่อมีจิตตั้งมั่น ย่อมรู้ธรรมชาติทั้งปวงตามที่เป็นจริง"

    ตามพระพุทธพจน์ข้างต้น เมื่อจิตตั้งมั่นแต่อย่างเดียว ไม่รู้ไม่เข้าใจ ไม่พิจารณาธรรม
    จะรู้จะเข้าใจตามเป็นจริงได้หรือ ??
     
  20. lovepyou

    lovepyou เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กันยายน 2008
    โพสต์:
    540
    ค่าพลัง:
    +971
    ไม่จำเป็นต้องขออนุญาตประการใดคับ ทุกคนได้ผลประโยชน์เป็นเรื่องดีคับ ^ ^
    ผมก็อ่านไปด้วยนี่แหละ
     

แชร์หน้านี้

Loading...