กสิณอะไรฝึกง่ายสุดหนอ?

ในห้อง 'อภิญญา - สมาธิ' ตั้งกระทู้โดย lovepyou, 8 กรกฎาคม 2014.

  1. lovepyou

    lovepyou เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กันยายน 2008
    โพสต์:
    540
    ค่าพลัง:
    +971
    เพ่งอารมณ์ นี้หมายถึงยังไง แตกต่างจากการเพ่งมองวัตถุยังไง พอจะยกตัวอย่างได้ไหมคับ
     
  2. nopphakan

    nopphakan ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    7,954
    ค่าพลัง:
    +33,732
    ส่วนตัวมองว่าพวกเทคนิคต่างๆอะไรก็ตาม ขึ้นอยู่กับการตั้งเป้าหมายเพื่อการใช้งาน
    ในอนาคตเป็นหลัก..และต้องเป็นการใช้งานในลักษณะทางธรรมเพื่อประโยชน์กับ
    บุคคลอื่นๆมากกว่าประโยชน์ส่วนตน..และลักษณะวิธีการที่เราใช้เป็นหลักด้วยครับ.
    ไม่งั้นถ้านึกว่าจะใช้อะไรไม่ออกแม้ว่าจะทำบางอย่างได้แต่ก็ไม่รู้ว่าจะใช้อะไร
    และที่ได้ยินเป็นประจำก็คือ.ท่านไม่ให้บอกให้รู้ด้วยตัวเอง..
    จะให้ทำในสิ่งที่ยากให้ได้ก่อน และค่อยๆเป็นค่อยๆไปตามเหตุและปัจจัย..
    ส่วนครูบาร์อาจารย์ท่านก็จะส่งเสริมของท่านตามปกติ .แต่การส่งเสริมก็เป็นไปตามของระดับกิเลสในใจ
    ที่จะต้องน้อยลงไปด้วยตามลำดับ..เรียกว่า ความสามารถควบคู่กับปัญญาในการตัดกิเลส
    จะว่าไปส่วนตัวก็อยู่ในระดับแค่พอใช้ได้.พวกปัญญาทางธรรม
    ก็ยังถือว่าอยู่ระดับหยาบๆ.ความดีก็อยู่ในระดับแค่พื้นฐาน.
    .กว่าจะสอบผ่านเรื่องการใช้งานได้ประมาณเกือบยี่สิบครั้งครับ.
    ช่วงแรกๆเนี่ยไม่ต้องพูดเลยตกแบบร้อยเปอร์เซนต์เต็ม.
    ขนาดว่าปกติก็คิดว่าตัวเองค่อนข้างเป็นคนใจดีแล้ว.

    และเรื่องที่เกี่ยวกับระดับเซลนั้น..คือจะต้องสำเร็จวิชาเดินธาตุในระดับจิตธาตุ
    ให้ได้ก่อนครับโดยมีกสิณเป็นฐาน.พอคุณพี่raming2555 ดึงพลังงานกสิณ
    ขึ้นมาได้ก็จะเริ่มเข้าสู่วิญญานธาตุได้ครับ..
    ซึ่งต้องอาศัยกำลังสมาธิสะสมในระดับสูงที่มากพอสมควร..
    และที่สำคัญคือต้องสร้างแนวกระดูกสันหลังของเราจนกระทั่งมันเป็นแกน
    สนามแม่เหล็กให้ได้ร่วมด้วยครับ(พวกนี้มาจากการจัดเรียงเส้นสายพลังงาน
    ที่เป็นผลพวงจากการฝึกจักระครับซึ่งต่อไปจะต้องเปิดทุกจุดให้ได้
    เพื่อเป็นฐานไม่ว่าฝ่ามือฝ่าเท้าและผิวหนังครับ)

    เหมือนๆ หลวงปู่สายพระป่า ชื่อย่อ ม ในอดีตครับแต่อย่างว่าหละครับ
    เราไม่ใช่พระปฏิบัติอย่างท่าน มันก็มักจะมีปัญหานอกจากการสร้างกำลังจิตก็คือ.เรื่องราวในอดีตหรือพวก
    ขันธ์ ๕ ส่วนนามธรรมตลอดจนทั้งกิเลสต่างๆมันจะผุดขึ้นมาตอนเริ่มไต่ระดับ
    เรียกว่าเป็นตัวขวางตัวหลักๆที่จะทำให้มีโอกาสเข้าถึงสมาธิระดับที่จะไประดับ
    จิตธาตุได้..ขึ้นอยู่กับว่าใครจะผ่านตรงนี้ไปได้ก่อน ส่วนจะใช้ธรรมเรื่องใด
    ในการวางก็สุดแล้วแต่จริตครับ..ส่วนตัวยังต้องรออีกประมาณ ๔ ถึง ๕ ปีครับ
    เพราะว่าช่วงนี้มีภาระรับผิดชอบทางด้านหน้าที่การงานอยู่.
    เลยพอรู้ตัวและไม่ได้ซีเรียสอะไรมาก ได้แค่ไหนก็แค่นั้นครับ..๕๕๕๕

    การจะเข้าถึงระดับเซลได้นั้นต้องทำได้เพียงแค่คิดชนิดที่ว่าเปิดหนังสือพระ
    ขึ้นมาแล้วหยิบพระในหนังสือออกมาเป็นพระจริงๆได้ หรือยืนมือไปในอากาศแล้วดึงวัตถุขึ้นมาได้.
    เรียกว่าเล่นแร่แปรธาตุก็ได้ครับ..
    ว่าไปคนไม่เข้าใจอาจมองว่าเป็นมายากลได้
    ตอนนี้พอทราบว่าท่านใดพอทำได้.
    กำลังรอช่วงที่เหมาะสมจะไปขอศึกษากับท่านอยู่ครับ
    พระอภิญญาจิตคล่องปรู๊ดท่านหนึ่งบอกให้ไปหาท่านนี้..
    แต่ต้องขอพิสูจน์ก่อนหลายๆอย่าง
    ไว้ในอนาคตค่อยมาเล่าสู่กันฟังอีกครั้งครับ..
    ส่วนเรื่องน้อง ดัช พอเข้าใจครับ.

    เรื่องการเห็นได้แบบลืมตาได้ ก็หมุนได้ครับทั้งซ้ายและขวา ฝึกขยายฝึกย่อได้ และที่สำคัญ
    ที่นึกออกอีกอย่างตอนนี้ได้มาจากที่คุณ yooyut เอามาลง
    ก็คือการฝึก.ตั้งธาตุ ๔ ไว้ก่อนโดยตั้งที่ละธาตุ และตั้งธาตุ
    น้า ดิน ไฟ ลม ก่อน และแทรกสี เขียว เหลือง ตามด้วยแดงขาว
    ส่วนแสงกับลมมันจะเข้ามาเอง(เมื่อก่อนไปเคยคิดว่าจะต้องเอาสี
    มาปั่นรวมเลยครับพึ่งมาเห็นนี่หละครับเพราะปกติ
    จะตั้งแต่ธาตุ ๔ และก็พอที่จะดึงธาตุทองจากภายนอก
    มาได้พอปั่นมันก็จะเป็นเป็น ๗ ธาตุเลยลืมเรื่องแทรกสีไปเลย.ว่าไปต้องขอบคุณ
    คุณ yooyut มาไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ)
    ตอนเราเริ่มฝึกปั่นมันรวมกัน.
    ก็จะได้ฝึกการรวมธาตุภายนอกไปในตัวร่วมกับการฝึก
    ปั่นเส้นสาย ณ ตอนนี้ด้วยครับ..ส่วนจะตั้งได้กี่ธาตุก็สุดแล้วแต่ครับ
    เอาว่าขอให้เห็นแสงหรือเส้นสายก็ถือว่าฝึกใช้ได้เช่นกัน.
    แต่เห็นทั้งแสงได้และเส้นสายได้จะดีที่สุด.และตั้งได้ทุกธาตุก็ยิ่งดีกว่า
    และก็ฝึกใช้ร่างกายส่วนอื่นๆบังคับก็ได้ เช่น หน้าฝาก นิ้ว มือ หรือ หน้าอกในการ
    บังคับ.แต่การจะปั่นให้รวมเป็นหนึ่งและให้เล็กจิ้วและดึงเข้าฐานกายจะยังไม่ได้
    เพราะว่าช่วงนี้เป็นเสมือนการฝึกใช้ครับ
    .ยังไม่ใช่เป็นการสร้างกำลังจิตอย่างที่เคย
    เล่าให้ฟังครับ..แต่ก็ต้องสร้างได้ก่อนนั่นหละครับถึงทำตรงนี้ได้..
    ต่อไปก็ต้องไปฝึกสร้างกำลังจิตในโหมดที่เคยเล่าให้ฟังนั่นหละครับ..
    ใครจะมีกำลังมากหรือน้อย ก็วัดกันตรงที่สร้างกำลังในโหมดนั้นนั่นหละครับ..
    ซึ่งถ้าจะตั้งปลายทางให้ถึงระดับเซลล์แล้ว.ก็คงต้องเพิ่มระยะเวลาในการ
    สร้างกำลังจิตให้มากถึงขั้นที่ระดับเป็นไปตามที่จิตสั้งได้.ในลักษณะของ
    การรวมธาตุต่างๆให้ขึ้นมาเป็นรูปร่างได้อย่างที่ใจนึก.ซึ่งเหนือวิสัยที่จะตอบ
    ได้ว่าตรงนี้จะต้องใช้ระยะเวลาเท่าไรครับ..

    ส่วนตอนนี้ที่เพิ่มเติมอีกอย่างคือ ให้ดึงพลังงานกสิณขึ้นมาตั้งต้น
    ที่บนฝ่ามือทั้ง ๒ ข้างก่อนครับ.ในเวลาลืมตาปกตินะครับว่าขึ้นมายัง
    ถ้าขึ้นมาให้เรียกให้ขึ้นมาให้ได้ทุกๆกอง กลุ่มดิน น้ำ ลม ไฟ อากาศ
    ลักษณะการหมุนเบื้องต้นจะคล้ายกัน
    แต่จะแสดงเอกลักษณะให้เราทราบได้เองว่าเป็นกสิณกองไหนๆ
    ส่วนกสิณสีลักษณะการหมุนตั้งต้นจะต่างกับพวกกลุ่มที่กล่าวคือจะ
    มีความหนาเด่นชัดกว่าที่แน่นอน และลักษณะการหมุนจะเป็นลักษณะ
    การหมุนเหวี่ยงสาดซึ่งต้องอาศัยการสังเกตุพอสมควรก็จะแยกแยะได้เอง
    ว่าหมุนเหวี่ยงคล้ายสาดน้ำแบบนี้แบบนี้เป็นกสิณสีกองไหนครับ..
    พอทำตรงนี้ได้ แล้วค่อยมาฟังวิธีการเสริมกำลัง การหนุน การส่ง
    การดูด ฯลฯที่ท่านพระมหาฤาษีท่านมาสอนให้. กันต่อไปครับคุณพี่ raming2555 ครับ

    ปล.ประมาณนี้ครับ...
     
  3. yooyut

    yooyut เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    23 มีนาคม 2014
    โพสต์:
    221
    ค่าพลัง:
    +1,151
    แนววิชาการเดินธาตุของสมเด็จพระสังฆราชสุก ไก่เถื่อน สามารถนำมาเทียบเคียงได้เลยครับ ส่วนเรื่องการตั้งธาตุแล้ว จะมีการปั่นหรือไม่ปั่น เห็นว่าสามารถทำได้ทั้งคู่ แต่สำหรับการปั่นรวมให้เป็นหนึ่งเดียวกัน แล้วดึงมาไว้ที่กายนั้น ในทางปฏิบัติก็มีความเสี่ยงอย่างที่กล่าวไว้ โดยเฉพาะพวกที่ร้อนวิชาหรือพวกชอบทดลองนอกลู่นอกทางทั้งหลาย หากเฉไฉไปทำการปั่นรวมไว้นอกกาย อาจเกิดอุบัติเหตุได้ อย่ากระนั้นเลย เพื่อความปลอดภัย จึงใช้วิธีการหักดิบ ด้วยการเอาธาตุมาเรียงลำดับกันเข้า แล้วจึงเพ่งเพื่อไต่ระดับกำลังใจเอากันตรงๆ เอากันดื้อๆ ผลที่ได้สุดท้ายก็เสมอกัน อันนี้เป็นที่มาที่ไปนะครับ

    สำหรับเรื่องของธาตุ สุดท้ายในวิชาเดินธาตุ คือเรื่องของ "จิตธาตุ" ยังไม่ได้กล่าวถึงไว้เพราะส่วนตัวยังเข้าไม่ถึงตรงจุดนี้ครับ จึงต้องเว้นเอาไว้ก่อน

    ส่วนเรื่องการเอาสีขาว สีเหลือง สีแดง สีเขียว มาหนุนตรงนี้ โดยส่วนตัวก็ยังไม่เข้าใจวัตถุประสงค์เช่นเดียวกัน เพราะในเรื่องการเดินธาตุ ก็มักจะสนใจแต่เฉพาะเรื่องของธาตุ เรื่องของสีต่างๆ มักจะไม่ได้กล่าวถึงกันมาก ที่กล่าวถึงกันก็จะเป็นในแง่ของการเอาเรื่องของกสิณมาใช้ประกอบกับการเดินธาตุ จึงจะมีการพิจารณาถึงกสิณ 10 และกล่าวถึงเรื่องกสิณสีกันบ้างเท่านั้น ดังนั้น เรื่องของสีต่างๆ อาจจะเป็นรูปแบบมาตรฐานที่จัดวางไว้ให้ครบสำหรับหมวดกสิณทั้ง 10 หรือว่าสีแต่ละสีจะเป็นส่วนที่ส่งเสริมธาตุแต่ละธาตุ ก็เป็นไปได้ทั้งนั้น สำหรับการพลิกแพลงในแบบอื่น เห็นว่า ในวงกลมก็จะมีช่องที่คงที่ คือช่องของธาตุทั้งสี่ อันเป็นแม่ธาตุพื้นฐาน และในส่วนของอาโลกกสิณและอากาสกสิณ ส่วนที่ปรับเปลี่ยนไปได้ คือเรื่องของสีต่างๆ ที่จะนำมาบรรจุไว้ในช่องที่เหลือ แทนที่ สีขาว สีเหลือง สีแดง สีเขียว ที่มีอยู่เดิม

    ส่วนมากที่เคยไล่วงกลมอันนี้ ก็จะเป็นในรูปแบบที่ใช้สีขาว สีเหลือง สีแดง สีเขียว มาใส่ไว้ในวงเท่านั้น แต่ในเรื่องที่จะเอาสีอย่างอื่นๆ มาใส่ไว้แทน สีขาว สีเหลือง สีแดง สีเขียว ที่มีอยู่เดิม ผลจะเป็นอย่างไรก็ไม่สามารถคาดเดาได้ครับ เพราะไม่เคยทำ ที่เคยทำมักจะแยกเอาสีต่างๆ มาทำเดี่ยวๆ เป็นแต่ละสีไปมากกว่า แต่สีดำนี่ ไม่เคยเอามาทำเลยครับ (ส่วนตัวก็สงสัยเหมือนกัน ว่าทำไมไม่มีใครเคยพูดถึงกสิณสีดำเลย? ได้อ่านความเห็นของคุณ raming2555 ก็เพิ่งจะเข้าใจ นับว่าเป็นความรู้ใหม่)

    ทั้งหมดก็ประมาณนี้ ขอขอบคุณครับ
     
  4. yooyut

    yooyut เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    23 มีนาคม 2014
    โพสต์:
    221
    ค่าพลัง:
    +1,151
    ถึงคุณ raming2555 ครับ

    1. ขอบคุณ คุณ Yooyut และคุณ Nopphakan ครับ สำหรับคำแนะนำต่างๆครับ
    ผมอาจจะเป็นคนที่เข้าใจอยากสักหน่อย อีกทั้งวิชากสิณ จริงๆไม่มีหลวงพ่อองค์ไหนยอมสอนครับ เรื่องการเดินธาตุและปรุงธาตุท่านก็ไม่ยอมสอน ทั้งที่บางองค์ท่านเป็นพระสายในดง แสดงให้ดูได้หมด แต่ก็ไม่สอน


    ตอบ ด้วยความยินดีครับ สำหรับเรื่องการเสาะหาครูบาอาจารย์นั้น ส่วนตัวผมมองว่า หากครูที่ท่านมีขันธ์ 5 ท่านไม่ทำการสอนให้ ก็ยังสามารถเสาะหา ครูที่ไม่มีขันธ์ 5 เพื่อขอความอนุเคราะห์ให้ท่านทำการสั่งสอนให้ก็ได้ครับ แต่ถ้าหากเป็นคำสั่งของครูบาอาจารย์ที่สั่งไว้ว่าห้ามไปยุ่งเกี่ยวในเรื่องนั้นๆ อย่างเด็ดขาด อันนี้เห็นทีต้องปฏิบัติไปตามนั้นนะครับ

    2.ส่วนตัวผมฝึกเองตั้งแต่พอจำความได้ก็เริ่มฝึกโดยไม่รู้ว่าทำลงไปได้อย่างไร คงด้วยสัญญาเก่าติดตัวมา ผมเริ่มจากกสิณแสงสว่างก่อนแล้วจึงมาทำกสิณไฟ แต่นั้นมาเวลาเจอน้ำ อุคหนิมิตก็ขึ้นมาปรากฎ ดิน ลม และสีเขียวของใบไม้ก็ค่อยๆตามมา เมื่อพร้อมกันมาแล้วจึงกำหนดขึ้นเป็นกองกสิณทั้งหมดพร้อมกัน เดินฌาณไปจนทั้งหมดเป็นแก้วสว่างขึ้นทั้งสิบดวงในเวลาเดียวกัน ดวงขนาดสัก 6 นิ้วเห็นจะได้ลอยอยู่เบื้องหน้า จะรวมเข้าด้วยก็ทั้งหมดก็ได้จะแยกออกจากกันก็ได้ ผมทำไปแบบนี้โดยไม่รู้ว่า วิธีที่ถูกต้องจริงๆทำอย่างไร

    ถ้ามีวิธีการต่างๆจากการเดินธาตุ /เดินธาตุแบบโบราณ /วิธีปรุงธาตุ และจักระ ขอความกรุณาช่วยอธิบายให้ด้วยนะครับ จะย้อนกลับไปทำใหม่เพื่อความถูกต้องตามหลักการน่ะครับ ที่ผ่านมาเหมือนมวยวัดเสียมากกว่า


    ตอบ ด้วยความยินดีครับ สำหรับเรื่องอย่างนี้ผมมองว่า จะทำอะไร ทำอย่างไร ก็ได้ทั้งนั้นล่ะครับ ถ้าหากว่ามีกำลังใจถึงขั้นแล้วนะครับ แต่เรื่องพื้นฐานขั้นต้น ยังไงๆ ผมก็ยังมองว่าต้องเอาให้แน่นอนไว้ก่อน เมื่อคล่องพื้นฐานแล้วการต่อยอดก็ไปได้สบาย เหมือนกับที่เขาว่ากันว่า “กระบี่อยู่ที่ใจ” นั่นเอง

    พูดก็พูดเถอะ ผมว่า คนเราในยุคนี้มีความสะดวกสบายเป็นอันมาก เพราะเรื่องของวิธีการฝึกต่างๆ มีครูบาอาจารย์แต่โบราณ ท่านได้ทำการทดลอง ลองถูกลองผิดมานับครั้งไม่ถ้วน จนได้วิธีการที่ดีที่สุด และได้ทำการบันทึกเป็นตำราเอาไว้ให้คนรุ่นหลังได้ศึกษากัน ส่วนพวกเราในยุคปัจจุบันนี้ ก็แค่หยิบเอาตำรามาศึกษา ก็ปฏิบัติตามได้ทันที ไม่ต้องไปเสียเวลาค้นคว้า ลองผิดลองถูกกันเหมือนในสมัยโบราณ เปรียบเหมือนมีข้าวใส่จานมาวางไว้ให้ตรงหน้าแล้ว เรามีหน้าที่ตักข้าวใส่ปากเท่านั้นเอง นี่ชักจะสบายมากเกินไปเสียแล้ว

    ดังนั้น สำหรับผม เห็นว่าเรื่องพื้นฐานควรจะต้องแน่นไว้ก่อน เมื่อพื้นฐานแน่นแล้ว จะประยุกต์ พลิกแพลงอย่างไร ก็มีอิสระเสรีเต็มที่ อย่างที่ใจต้องการให้เป็นไปนะครับ เพราะเรื่องแบบนี้หากชำนาญการแล้ว นับว่าเรื่องของกระบวนการไม่เกี่ยว ทุกอย่างอยู่ที่ใจล้วนๆ เลยครับ


    3.เรื่องสูดธาตุจากภายนอกตามธรรมชาตินั้น ผมอาศัยสูดพลังชีวิตที่เป็นธาตุก่อกำเนิดของสรรพชีวิตเข้ามาสู่ร่างกายผ่านทางผิวหนัง ใช้กำลังญาณ4ร่วมกับสติปัฎฐาน4และวิชาปราณที่หายสาบสูญไปหลายร้อยปีก่อน ซึ่งจะช่วยให้ร่างกายไม่รู้สึกอ่อนเพลีย และเมื่อลึกลงไปในระดับไมโครเซล มันจะสามารถเปลี่ยนแปลงกระบวนการย้อนกลับของเซลได้ ซึ่งคาดว่าเป็นวิธีหนึ่งในการที่พระสายในดงท่านใช้ในการทรงสังขารเอาไว้ได้ แต่เรื่องนี้เหมือนจะเป็นเรื่องเหนือวิสัยโดยทั่วไป จึงขอไม่เล่าอะไรมากไปกว่านี้นะครับ

    ตอบ เรื่องของพลังชีวิต เรื่องกระบวนการย้อนกลับของเซลล์ คงจะมีส่วนในเรื่องการทรงสังขารอย่างที่คุณว่าไว้ ผมเคยไปท่องเที่ยวปลีกวิเวกอยู่แถวๆป่าเขาบริเวณเทือกเขาตะนาวศรี ชายแดนไทย เมียนมาร์(ตามที่ได้เล่าไว้ในกระทู้ “ประสบการณ์ธุดงค์” ในห้องย่อย “อภิญญา xp” ของห้อง “อภิญญา สมาธิ” แห่งนี้) ก็เคยได้ยินจากพระผู้ใหญ่ว่า ในป่าลึกแถบเทือกเขาตะนาวศรีนี้ ก็มีพวกฤาษีบำเพ็ญตบะอยู่เหมือนกัน แต่ในระหว่างที่ผมท่องเที่ยวปลีกวิเวกอยู่ ยังไม่เคยพบกับฤาษีเหล่านี้ ด้วยตัวเอง คาดว่าคงจะไม่มีกรรมที่สัมพันธ์กัน จึงไม่มีวาระให้ได้พบเจอ ฤาษีเหล่านี้กล่าวกันว่านั่งบำเพ็ญตบะอยู่กับที่มานานแสนนาน จนคาดคะเนอายุกันลำบาก บางท่านร่างกายถูกหินงอกหินย้อยตามถ้ำปกคลุมร่างไปเกือบหมด หรือถูกรากไม้โอบไปเกือบทั้งร่าง แต่ก็ยังมีชีวิตอยู่ได้ โดยไม่ต้องดื่มกิน และขับถ่าย เหมือนกับกระบวนการชีวิตหยุดไปหมดแล้ว แบบนี้เข้าใจได้ว่าเพราะมีกำลังของฌานสมาบัติค้ำจุนเอาไว้อย่างแน่นอน มิฉะนั้นคงไม่อยู่มาได้ยืนยาวเช่นนี้

    แต่กำลังของฌานสมาบัติ น่าจะทำได้เพียงให้การทรงสังขารเป็นไปได้อย่างยืดยาวขึ้นเท่านั้น แต่คงจะไม่ถึงขั้นเป็นอมตะ เพราะผมเชื่อว่าทุกสิ่งทุกอย่างต้องอยู่ภายใต้กฎไตรลักษณ์นั่นเอง แต่แม้ในบั้นปลายของฤาษีเหล่านั้น เชื่อได้ว่าไม่ตกต่ำ เนื่องจากแต่ละท่านก็มีจุดหมายปลายทางอยู่ที่ความเป็นพรหม ไม่ว่าจะเป็นรูปพรหม หรืออรูปพรหม ก็ต้องแล้วแต่ความพึงพอใจและกำลังของแต่ละท่านเป็นสำคัญ


    4.เรื่องกสิณสีดำนั้น ผมเห็นเป็นสองประเด็นคือ ถ้าจะกำหนดให้ดำมืดสามารถอาศัยกสิณสีขาวเดินฌาณแล้วอธิษฐานเอาได้ แต่ต่างจากการกำหนดอุคหนิมิตเป็นกสิณสีดำ เพราะสีดำจะไม่เปลี่ยนสีตามแล้วจะนำพาดวงจิตทะลุไปอีกมิติหนึ่ง หรือจะเรียกว่าภพภูมิหนึ่ง ซึ่งมีกำลังดึงดูดมหาศาล เข้าไปแล้วโอกาสจะกลับออกมาแทบเป็นไปไม่ได้เลย ถ้าคุณ Nopphakan จำ ดัชเชส ได้ นั่นคือภพภูมิที่เขาเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย และมีเหตุอีกหลายเรื่องที่เธอคนนี้ต้องดำเนินไปตามกฎของกรรม วิธีฝึกที่ผมเคยผ่านมากับเรื่องตรงนี้ก็ขอไม่เล่านะครับ เพราะขนาดพระคุณเจ้าที่ทรงคุณวิเศษท่านก็ไม่ยุ่งด้วยกับเรื่องตรงนี้

    ตอบ เรื่องของกสิณสีดำนี้ ผมก็แปลกใจอยู่เหมือนกันว่า ทำไมไม่มีใครพูดถึงกันเลย เพิ่งมาทราบจากคุณ raming 2555 ว่ากสิณสีดำมีความเสี่ยงอย่างนี้นี่เอง ครูบาอาจารย์แต่โบราณท่านจึงมักไม่ให้ไปยุ่งเกี่ยวด้วย หนักๆเข้าจึงหายไปจากสารบบ นับว่าเป็นความรู้ใหม่ ต้องขอขอบคุณไว้ในโอกาสนี้ครับ

    5.เมื่ออายุ14ปีผมก็มีความรู้สึกว่า มันจะไม่ทัน เสียแล้วถ้าหากขืนเรายังจะมาเล่นสนุกอย่างนี้ต่อไป ชีวิตคนเราสั้นนัก ดังนั้นจึงหันไปทำสติปัฏฐาน4ก่อนเพื่อเข้าภูมิวิปัสสนา แม้ว่าแนวอภิญญาไม่ได้ทิ้งไป แต่ก็พยายามจะระงับเอาไว้ก่อน เว้นก็แต่คับขันจำเป็น ก็คงด้วยกลัวว่าจะเกิดเปล่าตายเปล่า...ตอนนี้เห็นว่าพอจะเอาตัวรอดได้ตามที่ครูบาอาจารย์ท่านสั่งเอาไว้ก่อนมรณะภาพ คือพอทำตามที่ท่านสั่งไว้ได้บ้างแล้ว หันมาดูวิชาที่คุณ Nopphakan อธิบายไว้ก็น่าสนใจดีครับ จึงอยากจะลองฝึกดูบ้างครับ ซึ่งคิดว่าไม่ได้เสียหายอะไรมากนัก อาจจะมีก็คือซักถามมากหน่อย ก็อย่าพึ่งรำคาญกันนะครับ ธรรมดาของคนที่ฝึกผิดมามากก็ต้องมีข้อสงสัยมากเป็นธรรมดาน่ะครับ...ถ้ามีเวลาขอเชิญทั้งสองท่านช่วยอธิบายเรื่องการเดินธาตุและปรุงธาตุให้อ่านด้วยนะครับ จะไปตั้งเป็นกระทู้ใหม่เลยได้ก็ยิ่งดีครับ

    ตอบ ครับ ยินดีครับ แต่ถ้าจะให้เล่าไปเรื่อยเปื่อย เกรงว่าสามวัน สามคืนก็ยังไม่จบเรื่อง เอาเป็นว่าสนใจในส่วนใด ตรงไหน สอบถามมาเป็นประเด็นจะดีกว่า (หากไม่สนใจ ไม่สงสัย ก็ไม่ต้องถาม ผมก็สบายไป 5555) สำหรับผมไม่ค่อยได้มีเวลามาเข้าบอร์ดมากนัก แต่ถ้าเห็นก็จะพยายามมาตอบให้ทราบนะครับ (ด้วยความรู้อันน้อยนิด)

    หากคำถามไหน ตอบให้ไม่ได้ เพราะเป็นผู้มีความรู้น้อย ด้อยประสบการณ์ การปฏิบัติก็ยังไม่ได้เรื่อง ไม่ได้ราว ก็จะไปสอบถามจากผู้รู้และนำมาบอกต่อให้ได้รับทราบกันต่อไปครับ

    ซึ่งในบอร์ดนี้ ก็เห็นมีอยู่คนหนึ่ง ที่พอจะสอบถามกันได้ แต่ปัจจุบันนี้รู้สึกจะเลิกเข้าบอร์ดไปแล้ว เป็นพวกแนวเดียวกับผมเลย เหมือนกันเปี๊ยบ แต่ที่ไม่เหมือนกับผม คือเขาเหนือชั้นกว่าผมมาก ชนิดที่หากจะต้องประลองกำลังกันล่ะก็ (พวกฝึกอิทธิวิธีเราเป็นพวกบู๊ล้างผลาญโดยธรรมชาติครับ การประลองกำลังเป็นเรื่องธรรมดาสามัญสำหรับพวกเรา) ผมก็ต้องขอเลี่ยงได้เป็นเลี่ยง หลีกได้เป็นหลีก สำหรับคนคนนี้ หากจะถามว่า ทำไมต้องหลีกเลี่ยงด้วยล่ะครับ ก็คนเหมือนกันนี่ สองมือ สองเท้าเท่ากัน ก็ต้องกราบเรียนว่า ถ้าไม่หลีก ถ้าไม่เลี่ยง แต่ไปท้าชนกันซึ่งๆหน้า เขาก็ได้กระทืบผมเละเทะเอาน่ะสิคร้าบ เรื่องของเรื่องก็เป็นอย่างนี้แล
     
  5. นาย เอ

    นาย เอ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 ตุลาคม 2008
    โพสต์:
    258
    ค่าพลัง:
    +534
    ต้องรบกวน ที่ผู้ชำนาญด้านการฝึกกสิน มาขยายความเพื่อเป็นแนวทางที่ถูกต้องอีกที่ จะเป็นการดีครับ

    สำหรับผมการยกตัวอย่างเบื้องต้น คล้ายเราซื้อบัตรนั้งดูเทนนิส สายดาจับจองลูกเทนนิสตลอดเวลา คุณก็มีความสนุก ลุ้น ต่างๆนาๆ
    แล้วบอกตัวเองว่าการมาดูเทนนิสครั้งนี้คุ้มค่า

    ตาเราจ้องลูกเทนนิส ให้ความสำคัญกับลูกเทนนิสตลอด แต่กระบวนการสนุก ลุ้นเกิดที่สภาวะจิตของเรา จุดมุ่งหมายในการซื้อบัตรเข้าชมเพื่อตอบรับอารมณ์ ไม่ไช่รูปของลูกเทนนิส
    กระบวนการพิจารณาต่างๆนาๆมีมากมายกว่าลูกเทนนิส ทั้งใน และนอกสนาม

    อธิบายพอสังเขปเพื่อแยก ระหว่างเพ่งอารมณ์ กับเพ่งรูป ยังไงรบกวนผู้เชี่ยวชาญอธิบายอีกทีครับ
     
  6. rungdao

    rungdao เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 พฤศจิกายน 2010
    โพสต์:
    2,026
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +10,741
    เวียนหัวมาเลยค่ะคุณนพ เมื่อกี้นั่งฝึกอยู่ก็ได้ผลบ้างประปราย ดวงกสิณบางทีนานๆจะโผล่ ดิฉันไม่แน่ใจก็จะเริ่มใหม่ทุกทีค่ะ คือถ้าไม่แน่ใจว่าใช้สมองส่วนหน้าอยู่หรือเปล่า ถ้ามีความคิดผุดมานิดเดียวดิฉันจะเริ่มใหม่จนแน่ในนั่นแหละค่ะ บางครั้งเข้าไปก็ตั้งดวงกสิณได้เร็วมากแต่ก็ยังตั้งไม่นานค่ะ พอเข้าไปมองดวงกสิณก็เหมือนจะหายไป

    ลองใช้มือจับที่หัวแล้วพยายามให้ปล่อยพลังกระแสออกทางกะโหลกซึ่งดิฉันจำตอนที่โมโหได้ดีค่ะ เพราะความรู้สึกรุนแรง (ที่ถามเพื่อความมั่นใจค่ะ แต่ดิฉันทั้งโง่ทั้งดื้อยังไม่ผ่านข้อนี้ง่ายๆค่ะ แต่ก็พยายามอยู่ค่ะ ถ้าดิฉันสอบตกก็เรื่องนี้แหละค่ะ และท่านๆก็ชอบเอาคนใกล้ตัว พ่อแม่พี่น้องหรือคนในครอบครัวนี้แหละค่ะเป็นตัวทดสอบ T-T แต่ก็ไม่ยอมสอบตกตลอดไปแน่ค่ะ )
    แต่ไม่ได้ผลค่ะ สงสัยต้องรอรอบต่อไปดิฉันจะรอให้กระแสแรงกว่านี้อีกหน่อยคือให้เหมือนวันนั้นเลยแล้วจะลองอีกทีค่ะ เพราะดิฉันไปกำหนดกระแสให้มาอยู่กลางกะโหลกไม่ได้อ่ะ

    ก็เลยเลิก พักมาเดินจงกรม แต่เกิดไปกำหนดรูปหลวงปู่โตตอนที่หน้าผากกำลังตึงๆอยู่ ดิฉันก็เพิ่งทราบว่าแม้ว่าเราออกจากการฝึกแล้ว แต่หน้าผากที่เรากำหนดก็ยังตึงๆอยู่ไม่หาย พอไปใช้สมองส่วนหน้านึกถึงหลวงปู่โต ดิฉันถึงกับเวียนหัวออกอาการเหมือนจะคลื่นใส้เล็กน้อย ทีนี้ถึงบางอ้อว่า อ้อ มันเป็นแบบนี้เอง เลยมาพักพิมพ์เนี่ยแหละค่ะ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 31 กรกฎาคม 2014
  7. rungdao

    rungdao เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 พฤศจิกายน 2010
    โพสต์:
    2,026
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +10,741
    ต้องขอขอบคุณและขออนุโมทนาในการตั้งกระทู้ด้วยค่ะ แหะๆ เสียมารยาทมาตั้งนานเพิ่งคิดได้นี่แหละค่ะ คราวที่แล้วว่าจะอ้างอิงขอบคุณล่ะ ลืมไปเลย คราวนี้ไม่ลืมล่ะค่ะ
    ขอบคุณนะคะ จขกท
     
  8. rungdao

    rungdao เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 พฤศจิกายน 2010
    โพสต์:
    2,026
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +10,741

    ถ้าไม่เป็นการรบกวนขอท่านระมิงค์ และคุณนพช่วยบอกวิธีไล่ได้ไหมคะ แม้จะบอกกันไว้แล้วว่าจุดไหนและหมุนยังไงจะไปเจอผีเข้า แต่ดิฉันเป็นคนเช่อซ่าซุ่มซ่าม ออกแนวไม่ฉลาด เกิดทะเล่อทะล่าเข้าไปดิฉันว่าคงช็อคตาค้างหรือเปล่า กลัวจะเลิกฝึกไปเลย

    คุณนพคะดิฉันเคยถามเรื่องความรู้สึกที่เท้าและขา (ขอคำตอบอีกทีเพื่อความแน่ใจ ๕๕๕๕ ) ช่วงนี้รู้สึกบ่อยอีกล่ะ หลังจากหายไปสักพัก แต่ก็แผ่และอุทิศไปแล้วค่ะ ใช่หรือเปล่าไม่ทราบ แต่ก็อุทิศให้กันเหนียวค่ะ อย่างเมื่อตอนเย็นจะนั่งก็มาล่ะ พิมพ์นี่ก็สองครั้งล่ะ ช่วงนี้เข้าเดือน๗ของคนจีนเขาไหว้กันหรือเปล่า บลาๆๆ ไม่อยากคิดเองเออเองค่ะ ขอความมั่นใจ

    และไหนๆก็ไหนๆแล้วนี่ ขอต่ออีกสักชุด ๕๕๕๕ (อย่าเพิ่งเคืองนะคะ) มีภพไหนภูมิไหนมั่งคะ ที่ถ้าบาดเจ็บ(จากเหตุอันใดไม่ทราบ หรือเพราะคาถาบางบท) แล้วเหลือร่องรอยทิ้งไว้น่ะค่ะ ร่องรอยนี้เหมือนหยดเลือด สีน้ำตาลเข้มออกม่วงสีเลือดนก ที่รู้ว่าน้ำตาลเพราะใช้ทิชชู่เช็ดค่ะ แต่ทิ้งไว้ทั้งคืนรุ่งเช้าจึงกล้าเช็ดค่ะ ถ้าคุณนพเห็นว่าไม่เป็นสาระก็ขอให้ผ่านไปได้ค่ะ
     
  9. rungdao

    rungdao เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 พฤศจิกายน 2010
    โพสต์:
    2,026
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +10,741
    ใครที่ฝึกกสิณสำเร็จแล้วหากจะมีทริค หรือข้อแนะนำใดๆที่ตนเองถนัดก็สามารถแบ่งปัน แลกเปลี่ยน ได้นะคะ จะขอบคุณมากค่ะ :cool:
     
  10. The eyes

    The eyes เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    12 ตุลาคม 2007
    โพสต์:
    969
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3
    ค่าพลัง:
    +2,640
    มาให้กำลังใจค่ะ 555 ติดตามอ่านเหมือนกันค่ะ แต่ไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ (หมายถึงปัญญาและความสามารถนะคะ) แต่จะพยายามเช่นกันค่ะ สู้ๆนะคะ เป็นกำลังใจให้ ^_^ ทุกท่านเลย...
     
    แก้ไขครั้งล่าสุดโดยผู้ดูแล: 29 กรกฎาคม 2014
  11. nopphakan

    nopphakan ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    7,954
    ค่าพลัง:
    +33,732
    ตอบ ตรงนี้ดีแล้วครับย้ายไปเดินจงกลมเพื่อสะสมกำลังสมาธิหรือการย้าย
    ไปทำอย่างอื่นๆก่อนจนจิตใจปกติธรรมดาแล้วค่อยมาฝึกใหม่จะทำให้
    ให้จิตไม่เครียดครับ...และเห็นกิริยาคลื่นไส้และรับรู้ได้เร็วขึ้นนะดีแล้ว
    ทีหลังจะได้ระวังไว้ไงครับ ๕๕๕๕๕

    ปล.อ่านแล้วน่าจะพอเข้าใจมากขึ้นครับ..
     
  12. yooyut

    yooyut เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    23 มีนาคม 2014
    โพสต์:
    221
    ค่าพลัง:
    +1,151
    เรียน คุณ raming2555
    <O:p</O:p
    ลืมประเด็นสำคัญสำหรับ คุณ raming2555 ไป 1 อย่าง ขอมากล่าวไว้ให้ครบนะครับ ทราบว่าคุณฝึกพลังปราณโบราณอยู่ด้วย อันนี้ดีเลย
    <O:p</O:p
    เรื่องของปราณ อย่าเพิ่งละทิ้ง เพราะมีเคล็ดลับมาฝากกันอีกเล็กน้อย เกี่ยวกับการยักย้ายถ่ายเทพลังจากธาตุดิน น้ำ ลม และไ ฟ ไปยังส่วนต่างๆของร่างกาย
    <O:p</O:p
    เข้าใจว่าน่าจะคุ้นเคยกับการโคจรพลังปราณไปทั่วร่างกายมาก่อนแล้ว ตามหลักการที่เข้าใจ เรื่องของปราณจะแบ่งเป็นปราณภายนอกและปราณภายใน การโคจรปราณน่าจะเริ่มจากปราณภายในก่อน แล้วจึงไปประสานกับปราณภายนอกแล้วรวมให้เป็นหนึ่งเดียวกันต่อไป (ตรงนี้ถ้าผมกล่าวอะไรผิดไป ก็ต้องขออภัย และรบกวนช่วยแก้ให้ด้วยนะครับ เพราะไม่ใช่ผู้ฝึกวิชาปราณโดยตรง เพียงแต่ฟังๆ เขาว่ามานั่นล่ะ)

    <O:p</O:p
    โดยสิ่งที่จะสื่อ คือ ในการปฏิบัติเกี่ยวกับพลังของธาตุ ดิน น้ำ ลมและไฟ นั้น ก็เช่นเดียวกับพลังปราณ คือ พลังของธาตุ ดิน น้ำ ลมและไฟ มีทั้งพลังจากภายในที่สร้างขึ้นเอง กับพลังจากภายนอกที่หยิบยืมมาจากธรรมชาติ
    <O:p</O:p
    สำหรับการแผ่พลังธาตุทั้ง 4 ไปยังบริเวณต่างๆของร่างกาย ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากภายในก่อนแล้วจึงไปประสานกับภายนอกเหมือนกับปราณ แต่สามารถเริ่มจากที่ใดก่อนก็ได้ คือ จะเริ่มโคจรพลังที่รับมาจากภายนอกก่อนและนำมารวมกับพลังภายใน หรือจะเริ่มจากโคจรพลังภายในแล้วนำไปประสานรวมกับพลังที่รับมาจากภายนอก ได้ทั้งคู่ อันนี้คือสิ่งที่พลังธาตุ ต่างจากพลังปราณ
    <O:p</O:p
    ยิ่งถ้าเป็นผู้ที่มีความรู้ทางวิชาปราณมาก่อน ยิ่งง่ายเลย เพราะคุณจะทราบจุดสำคัญๆ ของร่างกายดีอยู่แล้ว การเดินพลังของธาตุ ไปยังส่วนต่างๆของร่างกายยิ่งง่ายกว่าปอกกล้วยเข้าปาก
    <O:p</O:p
    ไม่เหมือนอย่างพวกผม ซึ่งไม่รู้จัก คุ้นเคยกับวิชาปราณ ไม่ได้เรียนรู้จุดสำคัญๆ ของร่างกายมาก่อน ดังนั้น กว่าจะคลำกันได้แต่ละที แทบจะรากเลือด ตรงนี้มีข้อแตกต่างกันเยอะ
    <O:p</O:p
    ดังนั้น คุณมีพื้นฐานเรื่องวิชาปราณ อยู่แล้ว อย่าลืมเอามาใช้ควบคู่กันไป

    ผมขอรบกวนเวลาเพียงเท่านี้ ขอเรียนเชิญทำการฝึกได้ต่อไปครับ <O:p</O:p<O:p</O:p
     
  13. ติงติง

    ติงติง เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 มีนาคม 2009
    โพสต์:
    38,284
    ค่าพลัง:
    +82,580
    [​IMG]

    ง่ำๆๆ ^____^
    วันนี้พี่ระมิงค์มาแต่เช้าเลยนะคะ
    ภาพแทนตัวน่ารักค่ะพี่ มีอารมร์ขันดี

    ได้คำศัพท์ใหม่เรื่องการเดินจงกลม เดี๋ยวจะไปเดินค่ะ อาหารพร้อมแล้ว...
     
  14. nopphakan

    nopphakan ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    7,954
    ค่าพลัง:
    +33,732
    เด่วมาเล่าให้ฟังทุกประเด็นที่ถามทิ้งไว้ครับ ขอทำภารกิจส่วนตัวก่อนครับ
     
  15. yooyut

    yooyut เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    23 มีนาคม 2014
    โพสต์:
    221
    ค่าพลัง:
    +1,151
    ขอขอบคุณ คุณ raming2555 ที่ได้กรุณาขยายความเพิ่มเติมในเรื่องของปราณ ในความเห็นที่ 108ให้ได้อ่านกันครับ เป็นการเสริมเนื้อหาให้กับกระทู้นี้ได้อย่างดียิ่ง

    ท่านสมาชิกผู้อ่านกระทู้ คงจะได้เห็นแล้วว่า เรื่องของพลังปราณ กับเรื่องของพลังธาตุ เป็นเรื่องที่แตกต่างกัน คนละเรื่อง คนละราวกันเลย แต่ทั้งสองสิ่ง ก็สามารถนำมาเสริมซึ่งกันและกันได้ ดังนั้น การฝึกพลังปราณ หรือการฝึกพลังธาตุ ก็เป็นเรื่องที่ดีทั้งคู่ แต่ถ้าหากมีโอกาสได้ศึกษา ทั้งเรื่องของพลังปราณและเรื่องของพลังธาตุ ควบคู่ไปด้วยกันทั้งสองสิ่ง ก็จะทำให้มีความครบเครื่องมากขึ้น อย่างที่คุณ raming2555 ได้ทำการอธิบายไว้ นั่นเอง

    สำหรับตอนนี้ ขอเรียนเชิญท่านสมาชิกทำการศึกษาเรื่องของธาตุ ที่นำเสนอโดย คุณ nopphakan ได้ต่อไปครับ ส่วนผม ขอถอยไปห่างๆ และขอเรียนรู้ หาความรู้เพิ่มเติม ไปพร้อมๆ กับคุณ raming2555 และท่านสมาชิกทุกท่าน ด้วยคนนะครับ
     
  16. โลโป

    โลโป เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 กันยายน 2012
    โพสต์:
    80
    ค่าพลัง:
    +1,714
    ในปัจจุบันนี้ ชาวพุทธของเรานี่กำลังตื่นพลังใหม่ ซึ่งมีชาวต่างประเทศเขานำมาเผยแพร่ พลังที่เขานำมาเผยแพร่นั้นเรียกว่า พลังจักรวาล

    อะไรคือพลังจักรวาล

    ในจักรวาลนี้มีสิ่งที่เป็นวัตถุ ซึ่งมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน มีอยู่ ๔ อย่าง ๔ อย่างนี้ทางภาษาศาสนาพุทธท่านบัญญัติว่า เป็นธาตุ ๔ ธาตุ ๔ คือ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ ในจักรวาลนี้มีธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ

    และในกายในใจของเรานี้ก็มีธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ อาศัยกายกับใจของเราเป็นหลัก แล้วมาปฏิบัติดีปฏิบัติชอบตามหลักคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราสามารถที่จะสร้างพลังซึ่งเกิดจากส่วนผสมของธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ ให้เกิดมีพลังมหาศาลขึ้นมาได้ เรียกว่า พลังพุทธะ

    พลังพุทธะนี้ ก็หมายถึง สภาวะจิตของเรามีสมรรถภาพ มีความเข้มแข็ง เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน

    เมื่อท่านผู้ใดสามารถทำจิตของตนเองให้เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน หมายถึง จิตสงบตั้งมั่นเป็นสมาธิ มีปีติ มีความสุข มีความเป็นหนึ่ง ผู้นั้นสามารถสร้างพลังขึ้นมาในจิตในใจของตนเองได้

    ฐานิยปูชา ๒๕๕๑ (หลวงพ่อพุธ ฐานิโย)
    http://www.palungdham.com/
     
  17. nopphakan

    nopphakan ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    7,954
    ค่าพลัง:
    +33,732
    สีน้ำเงินคือคำถามนะครับ
    ตอบ ให้เข้าใจในเบื้องต้นว่า.เกือบทุกสิ่งทุกอย่างที่ประกอบกันเป็นวัตถุนั้น
    มีองค์ประกอบหลักๆจากธาตุ ทั้ง ๔ คือ ธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ ส่วนสิ่งมีชีวิต
    จะมีอีกอย่างก็คือ จิตธาตุ..
    และธาตุที่มีอยู่ภายนอกอยู่แล้วก็คือ อากาศธาตุ
    ซึ่งเป็นธาตุที่มีอยู่ปกติภายนอก.และก็มีพลังงานความ
    ร้อนจากดวงอาทิตย์และพลังงานความเย็นจากดวงจันทร์ซึ่งก็มีอยู่แล้วเป็นปกติ...
    .ถ้าเราสามารถทำให้ธาตุทั้ง ๔ คือ
    ดิน น้ำ ลม ไฟที่ประกอบเป็นร่างกายเรา.ด้วยอุบายต่างๆที่สร้างให้จิต
    มีสภาวะเป็นทิพย์อย่างวิธีเดินธาตุทั้ง ๒ วิธีอย่างที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น
    อีกวิธีคือกสิณไม่ว่ากสิณอะไรก็ตามขอแต่ให้จิตสร้างภาพได้ก่อน
    เชื่อมโยงกับอากาศได้เป็นปกติ เราจะเข้าสู่สภาวะที่เรียกว่า
    วิญญานธาตุ...
    แต่ถ้าเราสามารถเชื่อมโยงอากาศธาตุกับพลังงานร้อนหรือพลังงานความเย็น
    ได้ไม่ว่าจะร้อนหรือเย็นอย่างเดียวหรือทั้งสองอย่าง เราจะเข้าสู่สภาวะ
    ที่เรียกว่าพลังงานจักรวาลหรือหยินหยางหรือสุดแล้วแต่จะเรียกครับ...

    ถ้าเข้าใจได้อย่างนี้..เราจะพอนิยามการปรุงธาตุ
    การเสริมธาตุ การปรับธาตุ หนุนธาตุ ฯลฯ ก็คือ การเอาธาตุหลักๆต่างๆที่
    มีอยู่ภายในเรา คือ ธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ จิต และธาตุต่างๆที่มีอยู่ภายนอก
    จากการเชื่อมจากธาุตภายในคือ วิญญานธาตุ และนำเอาธาตุต่างๆจากภาย
    นอกคือ พลังงานร้อนและพลังงานเย็น...มาผสมผสานกันตามแต่ส่วนหรือ
    ตามแต่สูตรเฉพาะตามแต่ที่จะคิดค้นและเข้าได้นั้นเองครับ...

    ปล. พอเข้าใจนะครับ..
     
  18. nopphakan

    nopphakan ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    7,954
    ค่าพลัง:
    +33,732
    ภายในอ้างอิงสีดำคือคำตอบครับ

    ตอบ คุณ Rungdao หนาวแน่ ๕๕๕๕
    ตัวกสิณลมเนี่ยมันใช้เพื่อการส่งเสริมให้ธาตุต่างๆรวมกันครับ..
    ถ้าว่างๆจะปั่นๆมันดูเล่นๆก็ได้ครับ..หรือไม่มีอะไรทำร้อนๆสามารถ
    เอามันมาปั่นรอบตัวได้ครับ เย็นสบายดีครับ..หรือเอาไว้แกล้งเด็กๆก็ได้ครับพี่
    แต่กสินไฟ และ ดิน เป็นกสิณที่มีผลเรื่องของการทำร้ายและทำรายครับครับ..การที่เราไปใช้
    กสินพวกนี้ก่อนโดยที่ เรายังไม่สามารถเอากสิณน้ำมารวมให้มันอ่อนได้นั้น
    แม้ว่าผลของมันจะยังเท่าเดิม ที่สิ่งที่จะเกิดต่อตัวจิตเราได้
    อย่างที่เราคาดไม่ถึงถ้าเรายังไม่เคยได้ใช้ดู ในกรณีเพียวกสิณไฟก็คือ ตัวดวงจิต
    ของเรามันจะร้อนครับ..เป็นการร้อนที่ดวงจิตนะครับ ไม่ใช่ว่าร้อนใจหรือตัวร้อน
    ปกติคนตัวร้อนต่อให้ไฟไหมตัว หรือเป็นไข้สูงแค่ไหนก็ตาม

    ยังไงมันก็ไม่สามารถทำให้จิตเราร้อนได้ครับ.. ถ้าเผลอใช้ นอกจากจิตจะร้อนแล้วยังส่ง
    ผลต่อลักษณะกิริยาและสภาพจิตใจของเราได้ครับ..คือจะกลายทำให้เรา
    เป็นคนแข็งกระด้าง..รวมทั้งพาลให้มีนิสัยไม่ดี หยาบช้า ไม่เกรงกลัวใคร
    รวมทั้งพาลให้เราขาดเมตตา.. ถ้าเผลอใช้แบบเพียวๆโดยที่ยัง
    ไม่เคยรวมน้ำมาเข้าไว้ก่อน จะต้องใช้เวลาในการดับความร้อนที่จิต
    ตรงนี้อย่างน้อย ๓ วันเป็นอย่างต่ำสำหรับกรณีคนที่เคยเดินปัญญามานะครับ
    ถึงจะกลับสู่สภาวะปกติครับคุณพี่ raming2555 ครับและจะ
    เป็นเหมือนคนปกติก็ประมาณ วันที่ ๕ ถึง ๗ ครับ..และสมมุติว่าคุณพี่
    raming2555
    เผลอไปทำนะครับ..ไอ้ลมหมุนๆของพี่ที่มันชอบพร้อมกัน
    ปกติตอนนี้ ที่ท้อง ที่บริเวณหน้าอก และหน้าฝากแต่ว่ามันหมุนธรรมดา
    และหน่วงไม่มาก..ตรงบริเวณหน้าอกมันจะร้อนจากข้างในแผ่มากิน
    บริเวณหน้าอกส่วนบนและลามลงไปท้อง แบบร้อนจี๊ด..เลยครับ...

    และกสิณดินเพียวๆมันจะเป็นกสิณประเภทการเพิ่มธาตุครับ คือเหมือนเรา
    เอาก้อนหินไปวางทับใส่คนอื่นๆนั่นๆหละครับ..คือ สมมุติว่า เอาแค่นิ้วไปจิ้มๆคน
    เนี่ยแล้วอัดเพียวกสิณดิน ก็ดิ้นแทบจะดิ้นไร้ท่าทางแล้วครับ...
    และกิริยาต่างๆนั้นก็จะเกิดเหมือนกับเราใช้เพียวกสิณไฟนั้นหละครับ...

    เป้าหมายที่เราฝึกๆ ที่แนะนำ ก็อย่างที่คุณ นามกายเอามาลงนั้นหละครับคือ
    ให้เกิดพลังพุทธะหมายถึง สภาวะจิตของเรามีสมรรถภาพ
    มีความเข้มแข็ง เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน นั่นหละครับ..
    ตามแนวที่อ้างมาจาก ท่านหลวงพ่อพุธ ท่านได้กล่าวไว้
    นั่นหละครับประเสริฐแล้วครับ...
    ปล.กรณีสุดท้ายลงๆบอกไว้เตือนๆตัวเองครับและเพื่อคนอื่นที่อาจจะ
    ยังเข้าใจคลาดเคลื่อนเฉยๆครับ...ขอบคุณมากครับ..
     
  19. rungdao

    rungdao เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 พฤศจิกายน 2010
    โพสต์:
    2,026
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +10,741

    ขอบคุณท่าน raming ที่ท้วงติงนะคะ ภาษาไทยและภาษาธรรมนั้นอ่อนจริงๆค่ะ และขอน้อมรับและแก้ไขแล้วค่ะ จริงๆ เมื่อวานตอนเช้าก็เข้ามาอ่านแล้วแต่ไม่ได้ล็อคอินเข้ามาค่ะ ตื่นเช้ามา(เมื่อวาน)ก็ได้รอยยิ้มล่ะ ขอบคุณมากค่ะ

    ช่วงนี่ลมที่บ้านมันแรงค่ะ พัดหอบเอารูปหลวงปู่(...)ลงมากองที่พื้น ตื่นมาประคำพระผงจักรพรรดิ์หลุดจากคอ แต่มือดิฉันยังกำพระผงหลวงปู่ดู่ไว้แน่น สงสัยดิฉันจะนอนดิ้นมากไปหน่อย แต่ดูสภาพโดยรอบแล้ว ไม่มีอะไรเสียหาย สงสัยเพลียจัดแม้แต่ความฝันก็จำไม่ได้ เอ... หรือไม่ฝันกันแน่นะ
    ดูท่าช่วงนี้จะโดนพายุหน้าฝน อากาศข้างนอกแปรปรวน มันทำให้อารมณ์ดิฉันแปรปรวนไปด้วย เคืองได้แม้แต่ลมพัดลมเพ ลมๆแล้งๆ ไม่มีตัวไม่มีตน ...!!!

    ยังฝึกอยู่เรื่อยๆค่ะ คุณนพ แต่ช่วงนี้ขอเจียมเนื้อเจียมตัวก่อนนะคะ ไปรอลุ้นน้ำปั่นท่าน ระมิงค์ ดีกว่า ว่าแต่เอามาแต่น้ำปั่นนะคะ ดิน ไฟ ลม อย่าปั่นมาเน้อออ ... ... อิอิ
     
  20. yooyut

    yooyut เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    23 มีนาคม 2014
    โพสต์:
    221
    ค่าพลัง:
    +1,151
    กระทู้นี้ขอคุยกับคุณครูติงติง


    คุณครูติงติงสอนวิชาอะไรที่โรงเรียนหรือครับ?
    <O:p</O:p
    วันนี้ มีเรื่องเกี่ยวกับการสอนของครูกรรมฐานสมัยก่อนเก่า มาเล่าให้ครูติงฟัง
    <O:p</O:p
    ในสมัยก่อน ย้อนเวลาหาอดีต ที่กระผม ยอยุทธ ยังวัยละอ่อน สอนขัน นั้น ผมยังได้มีโอกาสศึกษาเล่าเรียนในวิชาเดินธาตุ จากครูบาอาจารย์ เรื่องของวิชาเดินธาตุ โดยเฉพาะในส่วนของวิชาขั้นสูง เวลาเรียนกับครู ทั้งอักขระ เลข ต่างๆ นั้น ครูมักจะใช้วิธีการถ่ายทอดแบบบอกเล่าให้ฟังและทำให้ดูเพียงครั้งเดียว โดยห้ามจดบันทึกแต่อย่างใด ในส่วนของผู้เรียน ก็ต้องมีสัจจะ ไม่ทำการจดบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรไว้ดูภายหลัง ทั้งต่อหน้าและลับหลังครูบาอาจารย์
    <O:p</O:p
    การเรียนการสอน ค่อนข้างจะเป็นเรื่องลำบาก แต่ก็พอถูไถไปได้เรื่อย ถ้าถามว่าต้องทำอย่างไร กับการเรียนการสอนแบบนี้ ก็กล่าวได้ว่า ผู้เรียนต้องมีความพร้อม เป็นสำคัญ ต้องมีกำลังใจที่ดี เป็นสมาธิ เวลาที่ครูสอน ซึ่งเมื่อใจมีสมาธิแล้ว จรดจ่ออยู่กับการสอนของครูแล้ว ย่อมจะสามารถจดจำในสิ่งที่ครูสอนได้อย่างครบถ้วน แม้ว่าจะได้ดูแค่เพียงครั้งเดียวก็ตาม
    <O:p</O:p
    การสอนแบบนี้ เป็นการวัดใจผู้เรียนน่าดูนะครับครูติง เพราะหากไม่พร้อม เรียนแล้วจำไม่ได้ ก็เป็นอันจบกัน ถือว่าไม่มีคุณสมบัติพอ สำหรับการเรียนรู้วิชาในขั้นต่อๆไป นั่นเอง
    <O:p</O:p
    ย้อนมาดูการเรียนการสอนของนักเรียนในปัจจุบัน รู้สึกว่าบรรดานักเรียนนี้ดีเหลือเกิน ที่มีผู้สอน คอยจ้ำจี้ จ้ำไช โดยตลอด เช่นเดียวกับที่ครูติง ได้ปฏิบัติต่อลูกศิษย์ที่โรงเรียนของครูติงนะครับ แต่เรื่องการเรียนการสอน ที่ต่างกรรม ต่างวาระกัน วิธีการสอนแบบหนึ่ง ก็คงจะเหมาะกับวิชาแบบหนึ่ง ย่อมต้องมีรูปแบบที่ไม่เหมือนกัน เป็นธรรมดาครับ
    <O:p</O:p
    สำหรับช่วงนี้ ยังไงขอเรียนเชิญครูติง แวะเวียนไปคุยกันได้ที่กระทู้ “ประสบการณ์ธุดงค์” ที่ห้องย่อย “อภิญญา xp” ของห้อง “อภิญญา-สมาธิ” นี้ได้นะครับ ช่วงนี้เหล่าสมาชิกยังแวะเวียนมาเป็นระยะๆ เหมือนเดิม มีท่านอาจารย์ มาเล่าประสบการณ์ปลีกวิเวกเป็นระยะ และเมื่อมีโอกาสเหมาะสม ผมก็จะไปร่วมเล่าประสบการณ์ปลีกวิเวก ฝึกวิชชาของพระนวกะ ผู้ยังใหม่ เสริมไว้ให้ด้วย เป็นระยะๆ ต่อไปครับ<O:p</O:p
     

แชร์หน้านี้

Loading...