กัมมัฏฐาน ๕ เป็นที่ตั้งของกาม...หลวงปู่แหวน+เสียงอ่าน

ในห้อง 'หลวงปู่แหวน' ตั้งกระทู้โดย Kob, 19 ตุลาคม 2005.

  1. Kob

    Kob เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 เมษายน 2005
    โพสต์:
    6,161
    ค่าพลัง:
    +19,878
    กัมมัฏฐาน ๕ เป็นที่ตั้งของกาม


    อุปัชฌาย์ท่านสอน เกสา โลมา นขา ทันตา ตะโจ ปัญจกกรรมฐานเป็นที่ตั้งของกาม กามพาหนุนอยู่ทุกข์ก็เกิดขึ้นที่นี่ สมุทัยก็เกิดขึ้นที่นี่ ความเจ็บแข้ง เจ็บขา เจ็บหลัง เจ็บเอว เวลามันเจ็บเราก็ไม่ชอบ แต่ก็ยังชอบมันอยู่ ถ้าไม่รู้เท่ามันเสียเปรียบมันไม่ใช่น้อย พวกเราตายเพราะกามมาแล้วตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ นับปี นับเดือน นับวัน นับภพ นับชาติไม่ได้ ตายก็เพราะกาม เกิดก็เพราะกาม ทุกข์ก็เพราะกามนี้

    <O:p</O:p
    ความโกรธ ความเกลียด เกิดมาจากใจ มีใจมันก็เกิด ความหลงเหมือนกัน ถ้าไม่มีใจมันจะเกิดมาได้อย่างไร ถ้าไม่มีใจมันไม่เกิดพวกความโลภความโกรธ ความถูกความผิดก็เหมือนกัน มันเกิดก็เพราะใจนี้แหละ


    ต้องกำหนดเข้ามาหาใจตัวต้นเหตุของมัน ถ้าเราไปแก้ที่ปลายเหตุไม่ได้ ยิ่งแก้ยิ่งเดือดร้อน การต่อสู้กิเลสเป็นสงครามอันใหญ่ ความพอใจไม่พอใจก็อันนี้เต็มโลกอยู่


    รักษา ตา หู จมูก ลิ้น กาย ของเราให้ดีๆ ต้องพิจารณาให้รอบคอบ ต้องน้อมเข้ามาหากายนี้ น้อมเข้ามาหาใจนี้ พระธรรมทั้งหลายท่านยกใจขึ้นเป็นหัวหน้า เป็นมรรควรณ์สัควรณ์ มันเกิดขึ้นมาในนี้ทั้งสิ้น


    ชำระใจให้บริสุทธิ์ รักษา ตา หู จมูก ลิ้น กาย ไว้ให้ดี รักษาศีลก็รักษา ตา หู จมูก ลิ้น กาย ของเรานี้แหละ รักษาธาตุ ๔ ขันธ์ ๕ นี้ไว้ ไปรักษาอย่างอื่นไม่เป็นศีล


    ขันธ์ทั้ง ๕ ธาตุทั้ง ๔ มันเป็นกองทุกข์ พิจารณาอันนี้ให้ชำนิชำนาญเข้าไป ท่านเจ้าคุณอุบาลีท่านว่า กามนี้อย่าไปอัศจรรย์ สัตว์ทั้งหลายเขาเสพกามกันอยู่เต็มโลก ก็ไม่เห็นวิเศษไปไหนมีแต่เพิ่มความทุกข์ มีแต่ ศีล สมาธิ ปัญญา เท่านั้นที่น่าอัศจรรย์ เวลาทำสมาธิทำใจให้สงบมันก็ละได้


    สัตว์ทั้งหลายเกิดก็เพราะกาม ตายก็เพราะกาม โกรธ โลภ หลง เกลียดชัง ก็เพราะกาม ให้พิจารณาให้รู้แจ้ง เห็นตามสภาพความเป็นจริงของมัน มันก็ค่อยถอนออกจากจิตที่สำคัญมั่นหมายนี้


    ให้รักษาอินทรีย์สังวรณ์ รักษาศีลก็รักษา ตา หู จมูก ปาก ตีน มือ ของเรา นี้แหละ ความพอใจความไม่พอใจเกิดขึ้นในปัจจุบัน นำออกให้มันหมดเป็นวินัยอันหนึ่ง


    ตาเห็นรูป หูฟังเสียง จมูกดมกลิ่น ลิ้นลิ้มรส กายถูกต้องสัมผัส ยินดีพอใจก็ตาม ไม่ยินดีพอใจก็ตาม เกิดขึ้นในปัจจุบันให้นำออกเสีย จึงใช้ได้เป็นวินัย คือการนำความผิด ความยินดีออกจากจิตจากใจ


    อันนี้วินัย คือ การนำ มรรควรณ์ สัควรณ์ ออกจากจิตจากใจของตน ทำใจของตนให้บริสุทธิ์ พระธรรมวินัยท่านแสดงบัญญัติ ชี้สู่กายสู่ใจของเราทั้งสิ้น พวกมรรควรณ์สัควรณ์เป็นทางกั้นมรรคผลนิพพาน นำออกให้หมดอย่าให้มันหมักอยู่ในใจ


    ให้มีสติ สัมปชัญญะ ถ้ามีสตินำความผิดออกจากกาย จากใจของตนได้ ถ้าไม่มีสติ มันก็หลงไปเรื่อยๆ ลืมไปเรื่อยๆ ถ้ามีสัมปชัญญะก็ตั้งอยู่ในสังวรณ์ กามทั้งหลาย มี รูป เสียง กลิ่น รส ธรรมารมณ์ เขาผ่านไปผ่านมา ตามธรรมชาติของเขา


    ตา หู จมูก ลิ้น กาย ไม่ใช่กามารมณ์ กามารมณ์ ไม่ใช่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย กามารมณ์ต่างหาก อย่าไปถือตามสัญญาไม่รู้เท่าสังขาร ถ้าไม่รู้เท่าสังขารมันเป็นทุกข์ ต้องมีสติสัมปชัญญะ สติเป็นวินัยอย่างหนึ่งสำคัญ...

    [MUSIC]http://audio.palungjit.org/attachment.php?attachmentid=40728[/MUSIC]
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 28 กุมภาพันธ์ 2010
  2. บุญญสิกขา

    บุญญสิกขา เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 เมษายน 2008
    โพสต์:
    2,863
    ค่าพลัง:
    +14,468
    กราบหลวงปู่ฯ ค่ะ
    อนุโมทนาสาธูการ คุณพี่กบค่ะ
     

แชร์หน้านี้

Loading...