การทรมานในนรกที่เห็นคือภาพเสมือนจริง

ในห้อง 'วิทยาศาสตร์ทางจิต - ลึกลับ' ตั้งกระทู้โดย snakejoke, 21 กันยายน 2014.

  1. ใจของกาย

    ใจของกาย เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 กันยายน 2014
    โพสต์:
    693
    ค่าพลัง:
    +213
    เป็นกำลังใจให้กับความมุ่งมั่นนะครับ หวังว่าสักวันคงได้ร่วมมือกันสร้างความสุขให้เกิดแก่โลก นะครับ ผมไม่ได้ว่า วิวัฒนาการมันไม่ดีนะครับ แต่ถ้าคนดีเป็นคนสร้าง และคนที่ใช้ก็เป็นคนดีใช้ มันก็ย่อมเกิดแต่ผลดี นะครับ

    ดังนั้น งานของผมคือ เตรียมคนดี นำคนให้เข้าถึงความดี ชำระอวิชชาในใจตนให้ได้ เพื่อที่ คนดีดีเท่านั้น ที่จะเปลี่ยนโลกได้ครับ พวกเราเปลี่ยนโลกเองไม่ได้หรอกครับ เราต้องเปลี่ยน ความคิดจิตใจ คนก่อนครับ ให้เขาเหล่านั้นเข้าถึงความเป็นมนุษย์ผู้ประเสริฐให้ได้ก่อนครับ มันถึงเป็นการแก้ที่เหตุครับ
     
  2. ใจของกาย

    ใจของกาย เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 กันยายน 2014
    โพสต์:
    693
    ค่าพลัง:
    +213
    ขอเพิ่มเติม อธิบายเรื่อง อะตอม การมีขั้วบวกขั้วลบ เพิ่มเติมนะ ทุกสิ่งสมมุติ ทุกธาตุที่รวมกันเป็นจักรวาลขึ้นมา ถ้าตามองไม่เห็น มันก็คือ การมัขั้วบวกขั้วลบวิ่งไปวิ่งมาถ่ายเทไปถ่ายเทมา เหมือนมองดูเซลล์ต้นไม้เป็นช่องๆ แล้่วถ่ายเทน้ำอากาศ นั่นแหล่ะ ซึ่ง จะว่าด้วย รูปรสกลิ่นเสียงความคิดจิตใจอุณภูมิแสงสว่างแสงมืด (แสงมืด) มันก็ เป็นสะสารที่เกิดจากพื้นฐานเดียวกันนั่นก็คือ ขั้วแม่เหล็กขั้วบวกขั้วลบ ที่กระทำปฏิกิริยากัน โดยไม่มีวันหยุดพัก ถึงได้เรียกว่า โลกวัฏฏะสงสารหรือโลกแห่งการเคลื่อนไหว โลกแห่งการเคลื่อน อยู่เสมอ ไม่มีสิ่งใดแน่นอนและเหมือนเดิม เพราะเหตุปัจจัย(ขั้วบวกลบมันมีอยู่ทุกสถานที่) ดังนั้น ทางพุทธศาสตร์ จึงสอนให้รู้ให้เข้าไปรู้เห็นความจริง ของความจริง นั่นก็คือ รู้ตนเองก่อน ว่าตนเองก็ เกิดมาจาก สิ่งที่ไม่เที่ยงเหล่านี้นั่นเอง การเข้าไปรู้ไปเห็น ก็เพื่อสิ่งเดียวเท่านั้นก็คือ ความเข้าใจ มันให้ได้ การเข้าใจได้แล้ว เรียกว่าปล่อยวางได้ เพราะหมดสิ้นความสงสัย

    การสงสัย การอยากรู้ พอใจไม่พอใจ นั่นแหล่ะคือ อวิชชา หรือความที่ยังไม่เข้าใจนั่นเอง
     
  3. ใจของกาย

    ใจของกาย เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 กันยายน 2014
    โพสต์:
    693
    ค่าพลัง:
    +213
    ทีนี้ คำว่านิพพาน แปลว่า ความเป็นกลาง ก็หมายถึง ถ้าโลกวัฏฏะมันหมุนวนถ่ายเทกันและกัน อยู่ตลอดเวลาเรียกว่า มันมีขั้วบวกขั้วลบ อยู่ตลอดเวลา เอาแน่นอนไม่ได้สักอย่าง นิพพานก็หมายถึง เราชำระจิตอวิชชา (หลงว่ามีขั้วบวกขั้วลบตามสมมุติทั้งหลายเหล่านั้น) เราชำระจิตอวิชชาออกได้ เพื่อให้กายใจของเรา เป็นกลาง คือไม่ถูกขั้วบวกขั้วลบของสนามแม่เหล็กโลก หรือสนามแม่เหล็กจักรวาล หรือสนามแม่เหล็กจากคนอื่น หรือสนามแม่เหล็กจากความคิดของคนอื่น มาชักจูง ดลจิตดลใจ ทำให้เราหลงตาม หรือเกิดอุปทานตามได้ นั่นเอง

    ซึ่งนี่ก็เป็นแก่นแท้ เช่นกัน เช่นเมื่อคนอื่นด่าเรา อัดพลังไม่ดีไส่เรา เราจะไหลตามไปมั้ย เมื่อคนอื่นทำท่าขยะแขยงเราเกลียดเรา เราจะหลงไปตามอารมณ์เขามั้ย
    เมื่อเราได้กลิ่นเหม็น เราจะอดทนไม่แสดงความเกลียดความอึดอัดออกมาได้มั้ย ก็คือ เราจะนิ่งได้มั้่ย จะเป็นกลางได้มั้ย แต่นี่ไม่สำคัญ ที่สำคัญคือ เราจะไม่หลงไปตามพลังขั้วบวกลบ ของคนอื่นที่มากระทบกับ สนามแม่เหล็กของเราได้มั้ย

    ดังนั้น การหมดความอยาก หมดอวิชชาก็หมายถึง เราไม่มีขั้วบวกหรือขั้วลบ แล้วเราเป้นกลางแล้ว เราไม่มีดีชั่วแล้ว เราไม่เสพสองฝั่งแล้ว เราเป็นกลาง ก็คือ อยู่ในมรรคแปดแล้ว นั่นเอง นี่คือ การนิพพาน
     
  4. ใจของกาย

    ใจของกาย เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 กันยายน 2014
    โพสต์:
    693
    ค่าพลัง:
    +213
    ผู็ไม่หลง ก็คือที่ผู้ที่หมดอัตตาตัวตน หมดขั้วบวกขั้วลบ หมดอวิชชา แล้วนั่นเอง

    นิพพานก็เป็นเช่นนี้แล หรือ ความเป็นมนุษย์ผู้ประเสริฐก็เป็นเช่นนี้แล
     
  5. ใจของกาย

    ใจของกาย เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 กันยายน 2014
    โพสต์:
    693
    ค่าพลัง:
    +213
    เรื่องทุกสิ่งไม่เที่ยง ทุกสิ่งเสื่อมไปเป็นธรรมดา ทุกสิ่งล้วนเกิดขึ้นตั้งยู่ดับไป เป็นธรรมชาติ เป็นธรรมดา ซึ่งก็คือ ความแน่นอนหรือความเป็นจริงของวัฏฏะจักร ในโลกแห่งวัฏะสงสารนี้ ความแน่นอนที่ว่าก็คือ ความเป็นไตรลักษณะ สามอย่าง นั่นเอง
    มีเกิด.....................มีตั้งอยู่...................มีดับไป
    มีรวมกัน...........มีเกิดปฎิกิริยากัน..............มีสลายเมื่อเลิกทำปฏิกิริยา
    มีขั้วบวกขั้วลบกระทบกัน...มีการกระแทกกันไปกระแทกกันมา...มีการแยกกันไปกระแทกขั้วอื่นที่แรงกว่า

    เรียกสิ่งเหล่านี้ว่าเป็นเหตุปัจจัยตามธรรมชาติที่ควบคุมไม่ได้ หรือ เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า กฏแห่งกรรม นั่นเพราะ มันมีทั้งเลือกได้ เลือกไม่ได้ มีทั้งเลือกแล้วดี เลือกแล้วไม่ดี

    นั่นหมายความว่า ถ้าตราบใดที่ยังไม่รู้ตนเอง มันก็จะมีเลือกถูกเลือกผิด ดีมั่งไม่ดีมั่ง ถูกมั่งไม่ถูกมั่ง ก็เหมือน เล่นเกมส์ที่ต้องเดา และอาศัยโชคช่วยอยู่ตลอดเวลา นั่นเองนะ
     
  6. ใจของกาย

    ใจของกาย เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 กันยายน 2014
    โพสต์:
    693
    ค่าพลัง:
    +213
    อายุ ก็คือ เวลา
    การตั้งอยู่ก็คือ เวลา
    ชีวิตก็คือ เวลา
    ระยะทางก็คือ เวลา
    การรู้ก็คือ เวลา
    การทำปฏิกิริยากันระหว่างธาตุ ก็คือ เวลา
    การเกิดขึ้นการตั้งอยู่จนดับไป มันก้อคือเวลา

    เวลาของเรา เวลาของคนอื่น เวลาของแต่ละคน
    เวลาของโลก เวลาของจักรวาล ล้วนมีเวลาหรือระยะทางแห่งการเกิดขึ้นตั้งอยู่ เป็นของใครของมัน
     
  7. ใจของกาย

    ใจของกาย เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 กันยายน 2014
    โพสต์:
    693
    ค่าพลัง:
    +213
    มิติทั้งหลายก็คือ เวลา ทุกอย่าง มีเวลา ที่เรียกว่า กรรม หรือการกระทำ ซึ่งกรรมหรือการกระทำนั้นๆ ก็คือ การทำปฏิกิริยากันระหว่าง ขั้วบวกขั้วลบของแต่ละคน กับ ธาตุของแต่ละคนหรือ กับวัตถุสิ่งของนั้นๆ

    กว้างคุณ ยาว คุณสูง ความลึก ความหนา ความบาง การซ้อนกัน การรวมกัน การขัดกัน การกระแทกกัน ของพลังงาน หรือ ขั้วบวกขั้วลบที่ไม่มีความเสถียร ของแต่ละ สมมุติที่โลกมี ล้วนแล้ว มีผลกระทบต่อกัน เป็นวงกว้าง ต่อเนื่อง ให้ผลหลายรูปแบบ ดังที่เรียกว่า วัฏจักรที่เราเอง ตายก่อน โดยที่ยังไม่รู้ผลกระทบกัน อันสุดท้าย ก็มี เลยส่งผลกระทบ ข้ามภพข้ามชาติได้ ตราบใดที่เรา ยังไม่นิพพานหรือ ตราบใดที่เรายังมีขั้วบวกลบ

    นั่นเพราะ การกระทำกรรมใดใด ที่มีอัตตาเจือปน หรือมีอวิชชา ก็หมายถึง พลังงงานขั้วบวกลบที่ส่งออกไป สู่ ขั้วบวกลบที่เป็นสาธารณะนั้น มัน มีผลกับทุกสิ่งที่กระทบ แต่ผลจะออกมาแบบไหน แค่ไหน มันขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยหรือคุณสมบัติ ของสิ่งที่มากระทบหรือ คุณสมบัติจากเรา( เรียกว่า เจตนา ) หรือไม่เจตนา(เพราะไม่รู้)

    นี่คือ กรรม ที่มัน ต่อเนื่อง กันเป็นทอดๆ แต่ มีสิ่งหนึ่ง ที่ นักวิทยาศาตร์หลายๆคนไม่เข้าใจ ก็คือ พลังงานใดๆ ใครเป็นผู้ส่ง (เจตนาใดใด หรือ ขั้วบวกลบใดใด) ใครเป็นผู้ส่ง ไม่ว่ามันจะกระทบสิ่งใด แล้วแปรเปลี่ยนรูปสมุติไปเป็นเช่นใดก็แล้วแต่ ขอให้ทราบโดยทั่วกันนะว่า คำว่าวงวัฏจักร หรือล้อเกวียน นั่นก็หมายความว่า พลังจากผู้ส่งนั้น มันจะวนกลับคืนมาหาต้นตอ เสมอ ดังคำว่า จุดจบทุกจุดจบอยู่ที่จุดเริ่มต้น นั่นหมายความว่า ถ้าส่งพลังไม่ดีหรือเจตนาไม่ดีหรือขั้วบวกลบไม่ดี(ความชั่ว) ออกสู่ขั้วบวกลบ ของสาธารณะชน เมื่อใด จริงอยู่ที่มัน ไปสร้างผลการกระทำอาจทำให้ ขั้วบวกลบของคนอื่นหรือสิ่งอื่นเปลี่ยนแปลงไปได้(เกิดสิ่งอื่นตั้งอยู่ชั่วขณะนั้นหรือยาวนานแล้วแต่อายุขัย)แต่ถ้าสิ่งนั้น ดับสลายหมดปฏิกิริยาที่กีะทำกับขั้วบวกลบที่เราส่งไปตอนแรก เมื่อมันหมดปฏิกิริยา พลังงานที่เราส่งไปที่เคยกระทำปฏิกิริยากับขั้วบวกลบนั้นๆ ถ้ามันไม่ได้ไปทำปฏิกิริยาต่อกับขั้วบวกลบอื่นๆ มันก็จะวิ่งวนกลับมาที่เราในสุดท้ายหรือท้านสุด

    แต่ ยังมี อีกแบบ ถ้าเราส่งพลังงานขั้วบวกลบที่ไม่ดี จากเราไปหาคนอื่น เช่น สาปแช่งมันให้มันตาย พลังงานเราก็เข้าไปทำปฏิกิริยากับขั้งบวกลบของคนคนนั้น แล้วพอคนนั้นเขาเกิดรู้ว่ามาจากเราส่งไป เขาก็อาจส่งกลับด้วยพลังงงานที่แรงและมากกว่า เร็วกว่า คืนมาสนองกรรม ที่เรา นั่นเอง นี่คือ กฏแห่งกรรม ที่นักวิทยาศาสตร์ไม่รู้

    ว่า เหตุปัจจัยที่ย้อนมากระทบนั้น มันบอกไม่ได้ว่าจะมาเร็วหรือช้า แต่ ว่า มันคืนกลับมาแน่นอน นั่นเอง
     
  8. ใจของกาย

    ใจของกาย เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 กันยายน 2014
    โพสต์:
    693
    ค่าพลัง:
    +213
    สมมุติเรา คิดชั่วแล้วกระทำชั่วกับ คนอื่น จนทรมาน(กระทำมาก)จนเขาตาย

    ถ้าเขาอภัยให้เรา ก็หมายความว่า ความคิดชั่วๆที่เราส่งไปทำร้ายคนคนนั้น ก็หมดเป้าหมาย ทุกความคิด(เจตสิก)มีเป้าหมายหรือมีเจตนาในการเกิดขึ้นมาของมันอยู่แล้ว ดังนั้น เมื่อมันทำลายเป้าหมายได้ มันก็จะวนกลับมาหาเราเหมือนบูมเมอแรง นั่นเพราะ มันต้องกลับมาหาจุดกำเนิด ก็คือ วนมาที่จุดเริ่มต้นนั่นเอง เพราะ พลังงานที่ส่งไปนั้น ขั้วบวกลบที่ส่งไปนั้น มันถูกส่งมาจาก คนเดียวเท่านั้นที่มีพลังงานและขั้วบวกขั้วลบ ที่เหมือนกัน (ความคิดของใครคิดนั่นเอง)

    แต่ถ้า คนที่เราทำร้ายนั้นเกิดรู้ด้วยว่า เป็นเรานี่เองที่ส่งพลังทำร้ายเขา เขาอโหสิกรรมไม่ได้ เพราะเขาก็มีอวิชชา เขาก็จะแก้แค้นเอาคืน ไง โดยส่งพลังงานที่ไม่ดี ความคิดไม่ดี การกระทำที่ไม่ดี ตีกลับ อาจแรงกว่า บูมเมอแรง ได้อีก

    หรือถ้าคนที่เราทำร้าย เขาไม่รู้หรอก พอเขาตาย เขาไม่รู้ แต่เขากับ เก็บอารมณ์ความพยาบาทเอาไว้ แต่หาคนที่ทำเขาไม่เจอ แต่เขาก็อาฆาตอีกแบบ คือ อธิฐานจองเวร อธิฐานสาปแช่ง โดยรวม เพราะหาต้นเหตุไม่เจอ ความคิดของเขาคำสาปแช่งของเขาก็ จะเป็น ไฟลามทุ่ง แบบ ปูพรมหาต้นตอ แล้วทำให้คนอื่นเดือดร้อนไปด้วย นี่คือ กรรมใหม่ ที่ใหญ่กว่าเดิม
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 22 กันยายน 2014
  9. ใจของกาย

    ใจของกาย เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 กันยายน 2014
    โพสต์:
    693
    ค่าพลัง:
    +213
    กฏแห่งกรรม ก็คือ กรรมใดใครก่อ กรรมนั้นตอบสนอง

    แต่มันจะตอบช้าหรือเร็ว มันขึ้นอยู่ กับ คนที่ถูกกระทบ

    ถ้าเขารู้เขาสวนกลับเร็วและแรง หรือ ช้าแต่แรงกว่า ก็แล้วแต่
    ถ้าเขาไม่รู้เขาตาย สมมุติเขาหมด เมื่อใดหรือ เขานิพพานเมื่อใด กรรมทั้งหลายที่เราเคยกระทำต่อคนคนนั้น มันก็จะหวนกลับมาที่ต้นกำเนิด เสมอ

    มันหลีกเลี่ยงมิได้ดอกนะ มิสเตอร์แอนเดอร์สัน มันหลีกเลี่ยงมิได้

    นี่แหล่ะ กฏแห่งกรรม
     
  10. ใจของกาย

    ใจของกาย เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 กันยายน 2014
    โพสต์:
    693
    ค่าพลัง:
    +213
    สัตว์โลก ไม่มีใคร ใหญ่เกินกรรมของตนหรอกนะ

    นักวิทยาศาสตร์ ถึงรู้เห็นอะตอม รู้เห็นขั้วบวกลบของพลังงาน แต่ก็ไม่มีปัญญาเข้าใจ ที่จะทำให้ขั้วบวกลบในตน หายไป แต่ไม่แน่ การที่ไอสไตน์เชื่อในแนวทางของพุทธศาสนา ก็อาจเป็นเพราะเริ่มเกิดปัญญาแล้วนั่นเอง
     
  11. ใจของกาย

    ใจของกาย เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 กันยายน 2014
    โพสต์:
    693
    ค่าพลัง:
    +213
    ถ้าจะถามว่า เรื่องพวกนี้ผมรู้ได้ยังไง

    ผมก็ตอบว่า เพราะผมฝึกสติปัฏฐานสี่ แล้วเข้าใจในไตรลักษณ์ จริงๆ
    เพราะผมเคยพูดมาเสมอว่า ถ้าใครที่เข้าใจในไตรลักษณ์จริงๆ มันจะหมดสิ้นความสงสัยใดใดในจักรวาล ในโลก ในทุกสมมุติ ในทุกธาตุ

    แค่เข้าใจ แค่หมดความสงสัย นั่นแหล่ะ ความจริงเพียงหนึ่งเดียวของ สิ่งที่ไม่แน่นอนทั้งหลายในจักรวาล

    ถามว่า มันมีอยู่มั้ย เรื่องนรก เรื่องสวรรค์ เรื่อง มนุษย์ต่างดาว เรื่อง นิพพาน เรื่องพหรม เรื่องภพภูมิ ตอบว่า มันมีอยู่จริง แต่ตราบใดที่เรายังมีความสงสัยมีอวิชชา สิ่งที่เรารู้นั่นแหล่ะ คือ สิ่งที่เรายึดมั่นถือมั่นอยู่ เลยทำให้เรา นิพพานไม่ได้ นั่นเอง
     
  12. (-*-)

    (-*-) เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    23 สิงหาคม 2014
    โพสต์:
    666
    ค่าพลัง:
    +1,066
    ไม่สงสัยหรอก! พลังงานไม่จำเป็นต้องมีขั้วบวกลบ เสมอไป
    พลังงานที่อาศัยขั้วบวกลบเป็นพลังงานที่เกี่ยวกับการไหลของประจุไฟฟ้าเท่านั้น

    พลังงานจริงๆ อาศัยความต่าง ซึ่งเมื่อมีการเปลี่ยนมันจะเกิดพลังงานขึ้น
    เช่น ขั้วบวกลบมาเจอกัน ทำให้ประจุเกิดการไหลถ่ายเท กลายเป็นพลังงานไฟฟ้า
    แม่น้ำนำไปขังไว้ในเขื่อน ปล่อยให้ไหลออก เอาไปปั่นไฟฟ้าได้
    ส่วนอะไรที่มันมีพลังงานอยู่แล้ว เราก็สามารถแปลงไปเป็นพลังงานอีกรูปแบบหนึ่งได้
    จะมีที่พิเศษในยุคนี้คือ พลังงานนิวเคลียร์ ซึ่งเป็นการปลดปล่อยพลังงานที่ดึงกันระหว่าง
    อะตอมออกมา ซึ่งปกติคงนึกกันไม่ออกว่ามันมีพลังงานตรงนี้
    เพราะมันอยู่ในระดับที่ตามองไม่เห็น (ที่ใกล้เคียงที่สุดในอดีตคือดินระเบิด)

    พลังงานสามารถแปลงเป็นรูปแบบอะไรก็ได้
    สมัยนี้ คนยังเอาน้ำไปเร่งอัดฉีดความเร็วสูงเป็นเส้นเล็กๆ
    ยังสามารถตัดแผ่นเหล็กได้สบายๆเลย

    คนอัดฉีดน้ำด้วยความเร็วสูง ยังเหาะเหนือน้ำได้เลย เรียกเครื่องนี้ว่า water jet

    ถามว่าผมรู้ได้งัย? ก็ผมดูช่อง science เช่น discover channel งัย
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 23 กันยายน 2014
  13. (-*-)

    (-*-) เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    23 สิงหาคม 2014
    โพสต์:
    666
    ค่าพลัง:
    +1,066
    คนที่เก่งจริงๆ มีอีกคนหนึ่งคือ "เทสล่า" เป็นคนคิดกระแสไฟฟ้าแบบสลับที่เราใช้กันอยู่นี้
    ส่วน"เอดิสัน" เป็นนักประดิษฐ์หลอดไฟกลม แต่ก็ไม่ได้คิดค้นไฟฟ้าขึ้นมา
    แต่ประดิษฐ์หลอดไฟแปลงไฟฟ้าให้เป็นแสงสว่าง

    "เทสล่า" เป็นคนคิดไฟฟ้ากำลังสูงให้ไหลส่งไปได้ไกล เขายังประดิษฐ์จำลองฟ้าผ่าด้วย

    คำคมของเขาคือ .. ถ้าจะเข้าใจจักรวาล ให้ศึกษาเข้าใจเรื่อง "พลังงาน"
    "ความถี่" และ "การสั่นไหว"

    การปั่นมอเตอร์ผลิตไฟฟ้า .. คือปั่นหนึ่งรอบ จะได้ไฟฟ้า สาม เท่านะครับ เรียกว่าระบบไฟฟ้าสามเฟส
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 23 กันยายน 2014
  14. ใจของกาย

    ใจของกาย เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 กันยายน 2014
    โพสต์:
    693
    ค่าพลัง:
    +213
    คนที่เก่งจริงๆคือคนที่ผลิต เทียนไข เขาเก่งกว่าคนที่ผลิตหลอดไฟ
    และคนเก่งอีกคนหนึ่งคือคนที่เอาไม้มาปั่นไม้ให้เกิดไฟ นี่สุดยอด

    เก่งของพวกท่านน่ะ เก่งแต่ทำลายสิ่งแวดล้อมโลก สำหรับผมถือว่า เป็นฝ่ายทำลายไม่ไช่ฝ่ายที่สร้างสรรค์

    และเก่งแบบไอสไตน์ ก็ไม่เก่งจริง ถ้าเก่งจริงสอนคนให้เข้าถึงความเป็นมนุษย์ผู้ประเสริฐแบบพระพุทธเจ้าสิ
     
  15. snakejoke

    snakejoke เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 พฤษภาคม 2012
    โพสต์:
    376
    ค่าพลัง:
    +698
    มันก็นานาทัศนคติของพวกนักวิทยาศาสตร์ทั้งหลาย ที่มีคำกล่าวอ้างด้วย ปัญญาที่คิดค้นสิ่งที่เรียกว่าความเจริญของปัญญา และสร้างสังคมที่ต่างออกไป จากที่นวตกรรมในอดีต นั้น มองภาพในสังคมไทยง่ายๆๆ ก็เห็นได้ว่าในอดีต

    ศตวรรษ 100ปีที่ผ่านมา เราก็มีเงินตราแลกเปลี่ยน แต่ก่อนนั้น ไปกี่ปีนะ ที่มีการนำของมาแลกกันเพื่อแบ่งปันด้วยน้ำใจ มีเป็นวัฒนธรรม สร้างสรรสิ่งดีงาม

    แต่ในปัจจุบัน มีบ้างไหมนะที่จะคิดแบ่งปัน เงิน 100 บาทยังฆ่ากันได้เลย ด้วยคำว่า นวตกรรม ทุกสิ่งที่พัฒนาไป ไม่เน้นด้านคุณธรรม พัฒนามาเพื่อสร้างกิเลสตัณหา

    ทำให้คน( ไม่สามารถเรียกว่ามนุษย์ได้ เพราะมนุษย์คือสัตว์ประเสริฐ ตอนนี้คนกำลังเดินทางไปสู่ สัตว์เดรัจฉานไหมนะ)

    เมื่อสังคมโลกที่พัฒนา การรักษา ความเป็นอยู่ ที่อาศัย หน้าที่การงาน ล้วนได้มาซึ่งความขยัน หมัน่เพียรอุตสาหะ แต่มันขาดคุณธรรมนำความดีที่สร้างสรร

    จะมีใคร ที่ได้งานได้เงิน เป็นหลักหมื่นหลักแสน หรือหลักล้านแล้ว ใช้จ่ายพอตัวเพียง 10 ใน100 ส่วน นอกนั้นทำมหาบุญฐานไปตามกาล

    จะมีไหมนะ ดูคนรวยเงินตราในสังคม มีการแบ่งปันเพียงใด ตามที่ท่าน ใจของกายได้กล่าวไว้ว่า สิ่งที่มี เกิดขึ้นมาด้วยปัญญาของคน ที่คิดว่าตนฉลาดมากพอ ก็แค่สร้างสิ่งที่คิดว่าจะตอบโจทย์กับความสบายกาย อาจมีสบายใจร่วมด้วยมีการแบ่งปันร่วมด้วย

    แต่อัตราส่วนที่กล่าวมา มันสมดุลย์ไหมนะ ที่เห็นในโลกความจริง คือ คน ที่ไม่สามารถถูกเรียกวได้ว่าเป็นมุนษย์ ทำไม่ได้หรอก เท่าที่เห็น มีแต่เก่งแย่งชิงดี ชิงเด่น เอาตัวเองให้รอดพ้น ทิ้งคนอื่นถ้าไม่มีผลประโยชน์

    แม้กระทั่งครอบครัวตนเอง ก็ยังมีที่ทอดทิ้งให้เห็นในสังคม

    อยากถามว่าวิทยาศาตาร์ที่พัฒนาไปขนาดนี้ จะทำยังไงให้ โลกเรา มีสิ่งที่เรียกว่า ปัญญาแห่งการสร้าง ก่อเกิดคนดี น้อมนำคุณธรรม สร้างสรรคสังคมโลก และพากันยกระดับจิตใจให้คนได้ เป็น ่มนุษย์ดั่ง ทุกศาสนาต้องการให้คนเป็นคนดี

    ่ผมก็เหนือ่ยนะที่มีอะไรแตกต่างคนอื่น อยากมีคนร่วมผลักดันบางสิ่งที่ช่วยกัน แต่หลายคนอาจมีมุมมองที่ต่าง

    ผมก็อยากให้มามองมุมผมบ้างให้ได้ช่วยบางสิ่งกับบางอย่างที่พวกคุณทำกันไม่ได้เลย

    มีแต่มาสร้างบางอย่างที่แตกต่างที่ไม่พยายามทำความเข้าใจ

    แต่นั้นแหละคือสิ่งที่ดี มันคืออุปสรรคที่ผมต้องพัฒนาสอนสั่ง พวกหลักวิทยาศาตร์ยึดถึงแต่ เหตุและผล คิดไม่นอกกรอบ ถูกตรากฏโลกบัง ตาไว้ กบที่ถูกกะลาครอบโลกใบนี้

    เมื่อไหร่จะออกมากันสักที แต่ก็ดี ผมก็จะทำให้เห็นกับสิ่งที่ต่าง อยากได้อะไร

    ฟุตบอลไทยไปบอลโลกไหมกับการสร้างความต่างของขีดจำกัดร่างกาย

    หรือทำให้คนไทยได้รางวัลโนเบล

    หรือทำบางสิ่งที่ต่างออกไป

    ลองมาค้นหากัน ใครอยากรับรู้ ที่อยู่มี คนติดตามมากมาย

    แต่พวกทีอกุศลคิดให้ดีก่อนจะมา เกิดเหตุเภทภัยนานาประการ

    มันก็แต่เตือนไปก่อนที่จะพบจุดบางสิ่ง ถ้าคิดดี คงไม่เป็นไร แต่คิดไม่ดีผมจะพยายามแก้ไขมันก็คือวาระที่ต้องช่วยเหลือ ทุกคนในโลกคือกัลยาณมิตร

    ถ้าคิดไม่ดีคือบททดสอบเราคงทำกรรมร่วมกันมา แต่ว่าไปแล้ว ผมว่าผมจะพยายามเปลีย่นให้ได้ สู้ต่อไปโอชิน

    ขอบคุณทุกความเห็นที่แสดงเพื่อพัฒนาไม่มีที่สิ้นสุด ขอบคุณครับ
     
  16. ใจของกาย

    ใจของกาย เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 กันยายน 2014
    โพสต์:
    693
    ค่าพลัง:
    +213
    อย่าทำเพื่อ สะสมกิเลสตนและกิเลสคนอื่น
    แต่ควรทำเพื่อชำระกิเลสตนและกิเลสคนอื่น

    นั่นเพราะพวกที่ทำเพื่อการสะสมกิเลสมีมากมายนับไม่ถ้วนแล้ว ถ้าท่านมีความเห็นต่างจริงๆ ท่านต้องทำเพื่อชำระกิเลสตนกิเลสท่านนะ และจะต่างจริงๆก็คือ ทำเพื่อความเป็นธรรมเป็นกลางของตนและของคนอื่นนะ ทำเพื่อความเป็นกลางน่ะท่าน สะเน็ก
     
  17. ใจของกาย

    ใจของกาย เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 กันยายน 2014
    โพสต์:
    693
    ค่าพลัง:
    +213
    (2557) ส๋อพันห้าร้อห้าสิเจะปีที่ผ่าผาน(พูดแบบซาวเขา)
    เหมือนว่ามันล่วงเลยมาเร็วเหลือหลาย
    หมดเอกบุรุษกิเลสตัณหาเบ่งบานมากมาย
    โลกเดียวดายปล่อยทิ้งร้างว่างอริยะชน

    จนล่วงเลยกึ่งพุทธกาลนานวันเข้า
    ทุกค่ำเช้าเฝ้าแต่หวังปลูกทางฝัน
    บอกใจสู้ก้าวต่อไปแม้เรายัง
    หายใจอยู่ไม่เลิกหวัง ยังต้องทำ

    ทำเพื่อใครเพื่อสิ่งใดไม่ต้องบอก
    เพราะแม้บอกออกไปใครจะเห็น
    ถึงบอกเล่าเพียงใดใครเข้าใจเป็น
    อยากรู้เห็นต้องชำระ อวิชชาเอย
     
  18. ใจของกาย

    ใจของกาย เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 กันยายน 2014
    โพสต์:
    693
    ค่าพลัง:
    +213
    มีบ้างใหมวันดีวันสิ้นโสก(โศก)
    วันสิ้นโรคอวิชชาสิ้นสงสัย
    สิ้นความอยากสิ้นกิเลสตัณหาที่พาไป
    เหลือเพียง ใจของกาย ตายได้จริง

    อวิชชาพาไปถึงไหนนี่
    สมมุติที่มีล้วนไปได้ขอแค่ฝัน
    จินตนาการไม่ยากเย็นสำเร็จพลัน
    แต่เป็นฝัน ของอวิชชา บ้าหรือไง

    ถ้าฝันได้ ทำไมไม่ฝัน หมดกิเลส
    ให้หมดเดช อวิชชา อัตตาหาย
    สิ้นความอยาก สิ้นสงสัย คงสบาย
    จะได้ตายตาหลับ ยามจากลา
     
  19. ใจของกาย

    ใจของกาย เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 กันยายน 2014
    โพสต์:
    693
    ค่าพลัง:
    +213
    ร่่ายกลอนยาว ผ่าวร้อน อาวรณ์คิด
    อย่าเข้าใจผิด รู้ว่าคิด ทำได้ไหม
    รู้ว่าร้อน รู้ว่าผ่าว รู้ทำอะไร
    แค่รู้ไง คือไม่คิด รู้ว่าคิดแทน

    รู้ทันใจกับกายทุกอย่างต่างหมดเหตุ
    อุปทานหมดฤทธิ์เดชกิเลสหาย
    ดับวงจรวิปลาสอุบาทคลาย
    สู่เดียวดายอิสระพ้นตนรู้เอง
     
  20. (-*-)

    (-*-) เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    23 สิงหาคม 2014
    โพสต์:
    666
    ค่าพลัง:
    +1,066
    [​IMG]
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 23 กันยายน 2014

แชร์หน้านี้

Loading...