การทำผงมหาจักรพรรดิตำรับ หลวงปู่ดู่

ในห้อง 'หลวงปู่ดู่ และ หลวงตาม้า' ตั้งกระทู้โดย montrik, 4 ตุลาคม 2019.

  1. montrik

    montrik แดง แดนอุทัย สมาชิก Premium ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 มกราคม 2008
    โพสต์:
    7,420
    กระทู้เรื่องเด่น:
    26
    ค่าพลัง:
    +8,055
    การทำผงมหาจักรพรรดิตำรับ หลวงปู่ดู่

    เล่าโดยอาจารย์ศุภกฤษณชัยวงค์ แสงจันทร์

    เริ่มแรกที่ทำท่านจะใช้ดินสอพองมาเขียนบนกระดานชนวนโดยเขียนเป็นอักษรขอมว่าถึงเรื่องราวแห่งองค์พญาชมพูบดี ตามตำราซึ่งมีในใบลาน เช่นเดียวกับเวลาพระทำน้ำมนต์ เจ้าภาพจะจุดเทียนที่ขันน้ำ พระสงฆ์จะเริ่มสวดตั้งแต่ " อาสวนาจะพาลานัง .... ไปจนจบบท " เรียกว่ามงคลสูตร ซึ่งผู้ที่ศึกษาเกี่ยวกับบาลีหรือภาษามคธ จะเข้าใจคำแปลความหมาย โดยเฉพาะผู้ที่ฝึกมาทางจิตจะเกิดพลังงานได้ง่ายหลวงปู่ท่านจึงบอกว่า "ทุกอย่างต้องใช้เวลา ไม่ใช่ทำวันเดียว" แสดงว่าท่านต้องทำหลายครั้งจนขึ้นใจ คาถากับจิตรวมกันเป็นหนึ่งจึงเป็นพลังได้ เรียกว่าสำเร็จวิชามหาจักรพรรดิตามสูตรซึ่งเรียกว่า "ชมพูปติสูตร" เมื่อจิตองค์ใดได้เพียงแค่นึกก็สำเร็จที่เรียกว่า "อภิญญา "
    ส่วนมหาจักรพรรดิอีกนัยหนึ่งท่านผู้นั้นต้องได้ทิพย์จักขุญาน(มโนยิทธิ) อธิษฐานวัตถุมงคลซึ่งเป็นสสาร (รูป) ให้เป็นพลังงาน (นาม) ถ้าทางวิทยาศาสตร์หมายถึง การสร้างพลังงานระดับอะตอมซึ่งมีทั้งโปรตอนอิเล็กตรอน และ นิวตรอน โดยใช้พลังจิตที่ท่านได้ฝึกฝน ดังที่หลวงปู่ดูลย์ อตุโล ท่านได้บอกว่า " การจะเข้าถึงพระนิพพานได้ ต้องทำลายรูปของจิตซึ่งเป็นมายาขั้นสุดท้ายให้ได้ " โดยต้องทำลายรูปปรมณูที่บดบังของจริง คือ จิตเดิมแท้ (ว่าง) (พุทธะ) ซึ่ง คือการทำลายอวิชชานั่นเองและกำลังที่จะทำลายได้คือปัญญาญาณเท่านั้นไม่ใช่กำลังของสมาธิ หลวงปู่ดู่ ท่านจึงบอกอยู่เสมอว่าต้องเข้าใจใน ไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา หรือที่เรียกว่า "ภาวนามยปัญญา" ดังนั้นพระอรหันต์ท่านจึงมีพลังงานของความว่าง อันเป็นพลังที่แท้จริงซึ่งเกิดจากการหมดกิเลสตัณหาและอุปทานทั้งปวง เป็นผู้บริสุทธิ์ผุดผ่องซึ่งมายาที่หลวงปู่ดูลย์ ท่านพูดถึงคือ ความแพรวพราวของจิต (จิตประภัสสร) ทำให้ผู้ปฏิบัติลงคิดว่าตนเองถึงแล้วที่เรียกว่า " วิปัสสนูกิเลส" อาจารย์ศุภรัตน์เคยอ่านเรื่องของหลวงปู่บัว สิริปัญโญ วัดป่าหนองแซง จ.อุดร ท่านอาจติดอยู่ในสภาวะนี้เป็นเวลาหลายปีจนมีผู้ชี้ทางจึงผ่านพ้นภาวะนี้ไปได้ท่านผู้นั้นคือ หลวงตามหาบัว วัดป่าบ้านตาด ดังนั้นพลังจิตที่เกิดจากการฝึกฝนของแต่ละท่านย่อมมีวาสนาไม่เหมือนกัน พูดง่ายๆคือบริสุทธิ์หมดกิเลส แต่ความแจ่มใส จิตตานุภาพของแต่ละองค์ย่อมไม่เท่ากัน เช่น พระพุทธเจ้ากับพระสาวก แม้แต่พระสาวกเองยังมีความสามารถไม่เท่ากัน หลวงปู่สิม วัดถ้ำผาปล่อง เคยอธิฐานปลุกเสกพระพุทธรูปองค์หนึ่ง ปรากฏมีการเคลื่อนไหวขององค์พระ หลวงปู่ฝั้น อาจาโร อยากรู้การทำงานของเครื่องยนต์ในรถเมื่อเพ่งจิตไปที่เครื่องทำให้รถยนต์ดับ หลวงปู่ตื้อ อจลธัมโม กำลังบิณฑบาตในเชียงใหม่สามล้อหวังดีอยากได้บุญนิมนต์ให้ท่านนั่ง หลวงปู่บอกว่าไม่ได้แต่เค้าไม่ฟังพ่อหลวงปู่นั่งยางล้อสามล้อระเบิด ท่านยังบอกเขาว่าบอกแล้วนางไม่ได้สิ่งเหล่านี้
    ทางพุทธศาสนาถือว่าเป็นวาสนาของแต่ละบุคคลตรงกับภาษิตที่ว่า " แข่งเรือ แข่งพาย แข่งพาย แข่งได้ แต่แข่งวาสนาบารมีแข่งกันไม่ได้ "

    ขอบคุณ น้องแพท ผู้ถ่ายทอด

    FB_IMG_1570146712656.jpg
     

แชร์หน้านี้

Loading...