การฝึกกสิณแบบฤๅษี

ในห้อง 'อภิญญา - สมาธิ' ตั้งกระทู้โดย NiNe, 30 มิถุนายน 2005.

  1. NiNe

    NiNe เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 มกราคม 2005
    โพสต์:
    4,806
    ค่าพลัง:
    +7,485
    ก่อนอื่นผมต้องทำความเข้าใจว่า สิ่งที่ผมโพสท์ ต่อไปนี้เป็นวิธีการฝึกกสิณ แบบหนึ่งที่ยืนยาวมาหลายพันปี และผมเห็นว่าศาสตร์ที่น่าศึกษาอีกแขนงหนึ่ง

    ในวิธีการฝึกกสิณแบบฤๅษีนั้น ได้กำหนดไว้ทั้งหมด 7 แบบคือ
    1. เพ่งดอกบัว ให้โยคีน้อมใจว่า กระดูกสันหลังคือท่อท่อหนึ่ง มีดอกบัวอยู่ 5 ดอก
    ... ดอกที่ 1 อยู่ ณ ตำแหน่งก้นกบ ปรากฎมีสี่กลีบ แต่ละกลีบเรืองรองด้วยแสงสว่าง
    ... ดอกที่ 2 อยู่ ณ ตำแหน่งกลางเชิงกราน ปรากฎมีหกกลีบ แต่ละกลีบเรืองรองด้วยแสงสว่าง
    ... ดอกที่ 3 อยู่ ณ ตำแหน่งเอว (ในไขสันหลังระดับเดียวกับสะดือ) ปรากฎมีกลีบสิบกลีบ แต่ละกลีบเรืองรองด้วยแสงสว่าง
    ... ดอกที่ 4 อยู่ ณ ตำแหน่งกลางอก (ในไขสันหลัง) ปรากฎมีกลีบสิบสองกลีบ แต่ละกลีบเรืองรองด้วยแสงสว่าง
    ... ดอกที่ 5 อยู่ ณ ตำแหน่งท้ายทอย ปรากฎมีกลีบสิบหกกลีบ แต่ละกลีบเรืองรองด้วยแสงสว่าง

    ดอกบัวทั้งห้าดอกนั้นอยู่ในกระดูกสันหลัง จากนั้นให้ระลึกถึงดอกบัวอีกสองดอก คือ
    ... ดอกที่ 6 อยู่ ณ ตำแหน่งหว่างคิ้ว ปรากฎมีกลีบสองลีบ แต่ละกลีบรุ่งโรจน์ด้วยแสงสว่าง
    ... ดอกที่ 7 อยู่ ณ ตำแหน่งกระหม่อม (ด้านบนสุดของศีรษะ) ปรากฎมีกลีบหนึ่งพันกลีบ แต่ละกลีบรุ่งโรจน์ด้วยแสงสว่าง

    โยคีหมั่นฝึกอย่างนี้เนืองๆ จิตจะมีความตั้งมั่นเป็นระเบียบ ประณีตและมีอำนาจมากขึ้นโดยลำดับ

    หากยังไม่สามารถเห็นแสงสว่างเรืองรองหรือรุ่งโรจน์ได้ แสดงว่าจิตยังระคนด้วยความกำหนัด ความโกรธ หรือ ความหลงมาก ให้เจริญพรหมธรรมให้มากจนเต็มเปี่ยม ก็จะเห็นแสงสว่างได้โดยไม่ยากเย็น

    2. เพ่งดวงแก้ว โดยมองที่ดวงแก้วที่สร้างขึ้นให้ติดตา แล้วหลับตานึกถึงดวงแก้วนั้น เพ่งอยู่ในใจ ปรับสภาวะจิตจนเป็นที่สบาย กระทั่งเห็นดวงแก้วใส แล้วเคลื่อนดวงแก้วไปตามฐานทั้งเจ็ดของร่างกาย คือ กลางกระหม่อม หว่างคิ้ว จมูก คอ กลางทรวงอก สะดือ และต่ำกว่าสะดือราวสองนิ้ว แต่ละตำแหน่งให้แช่อยู่ได้จนกว่าจะมั่นคง ไล่ขึ้นลงตามตำแหน่งต่างๆ อย่างช้าๆ จนชำนาญ

    3. กสิณดิน ให้หาดินเนื้อเดียวมาทุบแผ่เป็นดวงกลมขนาดเท่าปากขันน้ำ วางบนผ้าขาว แล้วเพ่งดินนั้นจนติดตา แล้วหลับตา เพ่งนิมิตในมโนคำนึง ปรับสภาวะจิตให้ประณีตและสบายจนเห็นดินเป็นดวงกลมใส แล้วขยายให้ใหญ่ขึ้น ทำให้เล็กลง จนชำนาญ

    4. กสิณน้ำ ให้หาน้ำใสมาใสขันสะอาด วางบนผ้าขาว แล้วเพ่งน้ำนั้นจนติดตา แล้วหลับตา เพ่งนิมิตในมโนคำนึง ปรับสภาวะจิตให้ประณีตและสบายจนเห็นน้ำเป็นดวงกลมใส แล้วขยายให้ใหญ่ขึ้น ทำให้เล็กลง จนชำนาญ

    5. กสิณลม ให้นั่งผึ่งลมแล้วหลับตา เพ่งความรู้สึกที่โดนลม ปรับสภาวะจิตให้ประณีตและสบาย จนเห็นลมเป็นธาตุใส แล้วขยายให้ใหญ่ขึ้น ทำให้เล็กลง จนชำนาญ

    6. กสิณไฟ ให้หาผ้ามาเจาะรูกลม ขึงขวางเปลวไฟ ให้มองเห็นเปลวไฟลอดช่องได้ แล้วเพ่งไฟนั้นจนติดตา แล้วหลับตา เพ่งนิมิตในมโนคำนึง ปรับสภาวะจิตให้ประณีตและสบายจนเห็นไฟเป็นดวงกลมใส แล้วขยายให้ใหญ่ขึ้น ทำให้เล็กลง จนชำนาญ

    7. กสิณแสงสว่าง ให้เพ่งดวงอาทิตย์ยามเช้าและยามเย็น (เท่านั้น) จนติดตา แล้วหลับตา เพ่งนิมิตในมโนคำนึง ปรับสภาวะจิตให้ประณีตและสบายจนเห็นดวงอาทิตย์เป็นดวงกลมใส แล้วขยายให้ใหญ่ขึ้น ทำให้เล็กลง จนชำนาญ

    เมื่อสามารถเห็นธาตุต่างๆ เป็นดวงใส นั่นแสดงว่าจิตเข้าถึงธาตุแท้ของสิ่งนั้นๆ ด้วยความสัมพันธ์ในระดับประณีต จึงสามารถแทรกแซง ปรับเปลี่ยนธาตุนั้นให้เป็นไปตามอำนาจใจได้

    ที่มา คัดมาจาก หนังสือฤทธิ์ศาสตร์ ศาสตร์ลับแห่งความสำเร็จ แต่งโดย ศิยะ ณัญฐสวามี เป็นหนังสือที่พูดเกี่ยวกับการสร้างฤทธิ์

    หมายเหตุ ผมไม่มีส่วนได้ส่วนเสีย หรือผลประโยชน์ใดๆ กับผู้แต่งนะครับ เพียงแต่เห็นว่าเป็นบทความที่น่าสนใจ และเป็นศาสตร์ที่น่าศึกษา ท่านใดสนใจ สามารถหาซื้ออ่านเพิ่มเติมได้ครับ
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    • images.jpg
      images.jpg
      ขนาดไฟล์:
      3.3 KB
      เปิดดู:
      590
    • images.jpg
      images.jpg
      ขนาดไฟล์:
      3.3 KB
      เปิดดู:
      447
    • images.jpg
      images.jpg
      ขนาดไฟล์:
      3.3 KB
      เปิดดู:
      422
    • images.jpg
      images.jpg
      ขนาดไฟล์:
      3.3 KB
      เปิดดู:
      401
    • images.jpg
      images.jpg
      ขนาดไฟล์:
      3.3 KB
      เปิดดู:
      403
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 30 มิถุนายน 2005
  2. NiNe

    NiNe เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 มกราคม 2005
    โพสต์:
    4,806
    ค่าพลัง:
    +7,485
    ข้อแตกต่างระหว่างการฝึกกสิณแบบฤๅษี และแบบพระชาวพุทธ นั่นก็คือ การฝึกกสิณแบบพระฤๅษีเป็นการฝึกแบบไมโคร (Micro) โดยการรวมจิตอยู่ที่จุดๆ หนึ่ง แต่การฝึกกสิณแบบพระชาวพุทธ เป็นการฝึกจิตแบบแมโคร (Macro) โดยการขยายขอบเขตของจิต ครอบงำสรรพธาตุให้อยู่ใต้อำนาจ

    ใครจะฝึกอย่างไรก็เชิญตามอัธยาศัย แต่ถ้าต้องการให้สมบูรณ์แบบ ต้องฝึกทั้งสองอย่างครับ
     
  3. NiNe

    NiNe เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 มกราคม 2005
    โพสต์:
    4,806
    ค่าพลัง:
    +7,485
    <TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width=600 bgColor=#ffffff border=0><TBODY><TR bgColor=#000000><TD><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=1 width=600 border=0><TBODY><TR align=middle><TD class=row1 bgColor=#ffffff><TABLE width=550 border=0><TBODY><TR><TD>
    บทความต่อไปนี้ ผมมิได้ลบหลู่ หรือเบียดเบียนซึ่งกันและกัน



    กรุณาใช้พิจารณญาน ในการอ่าน ครับ

    ที่มา http://www.palungjit.org/board/showthread.php?p=89125#post89125

    โดยส่วนตัวแล้ว ผมยังคงมั่น และศรัทธาแห่งองค์พระศาสดา เสมอครับ









    </TD></TR><TR align=right><TD>
    จากคุณ NiNe เมื่อวันที่ 30/6/2548 20:41:28






    </TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE>






    <TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width=600 border=0><TBODY><TR bgColor=#000000><TD><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=1 width=600 border=0><TBODY><TR align=middle bgColor=#b2e57f><TD class=row1 bgColor=#ffffff height=54><TABLE width=550 border=0><TBODY><TR><TD>





    ข้อความที่ 1​


    คลาดเคลื่อนเรื่องดอกบัวนั้นเป็นจุดรวมพลังงานเรียกจักระเป็นลมปราณทางโยคี ไม่ได้เพ่งเป็นกลียบดอกบัวเป็นการเทียบความหมายความสำคัญให้จุดจักระแทนเป็นดอกบัวที่มีจำนวนกลีบแตกต่างกันมากกว่า ไม่ได้ไปเพ่งเป็นดอกบัว เขาก็ถือเป็นจุดรวมกลุ่มพลังงานธรรมชาติ ที่อ่านดูเป็นพลังกุณฑาลิณีโยคะ มีแตกหลายชนิดเช่น สหัสจโยคะ อื่นๆ เท่าที่อ่านมา เขาไม่นิยมการเพ่งเป็นกลีบดอกบัวแบบกสิณ แต่พวกโยคีนิยมการใช้จิตชักนำกลุ่มพลังงานมาเคลื่อนไปสะสมตามจักรจุดต่างๆที่เทียบความสำคัญตามจำนวนกลีบดอกบัว มากกว่า เขาเชื่อว่าจักรหรือดอกบัวมีส่วนในการควบคุมพลังงงานส่วนต่างในร่างกาย เชื่อว่าการรักษาโรคเป็นการรวมพลังงานไปที่จุดจักรที่ควบคุมอวัยวะการทำงานตามตำแหน่งจักรดังภาพเช่น​




    [​IMG]











    </TD></TR><TR align=right><TD>จากคุณ ติงน่าจะมีความคลาดเคลื่อน เมื่อวันที่ 30/6/2548 23:32:48 </TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE>

    <TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width=600 border=0><TBODY><TR bgColor=#000000><TD><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=1 width=600 border=0><TBODY><TR align=middle bgColor=#b2e57f><TD class=row1 bgColor=#ffffff height=54><TABLE width=550 border=0><TBODY><TR><TD>






    ข้อความที่ 2​

    ซึ่งทางวิทยาศาสตร์เปรียบเทียบจุดจักระที่บอกว่าเพ่งดอกบัว ว่าใกล้เคียงต่อมไร้ท่อดังนี้



    [​IMG]















    </TD></TR><TR align=right><TD>จากคุณ ติงน่าจะมีความคลาดเคลื่อน เมื่อวันที่ 30/6/2548 23:38:12 </TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE>

    <TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width=600 border=0><TBODY><TR bgColor=#000000><TD><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=1 width=600 border=0><TBODY><TR align=middle bgColor=#b2e57f><TD class=row1 bgColor=#ffffff height=54><TABLE width=550 border=0><TBODY><TR><TD>





    ข้อความที่ 3​

    แหน่งของจักระดังรูป ซึ่งจะมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดอย่างมากกับต่อมไร้ท่อทางกายภาพ

    [​IMG]






    </TD></TR><TR align=right><TD>จากคุณ ติงน่าจะมีความคลาดเคลื่อน เมื่อวันที่ 30/6/2548 23:40:13 </TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE>

    <TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width=600 border=0><TBODY><TR bgColor=#000000><TD><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=1 width=600 border=0><TBODY><TR align=middle bgColor=#b2e57f><TD class=row1 bgColor=#ffffff height=54><TABLE width=550 border=0><TBODY><TR><TD>





    ข้อความที่ 4​
    ซึ่งโยคีทางอินเดียเรียกว่า การเปิดพลัง กุณฑาริณีเป็นพลังแห่งชีวิต โดยผ่านดาราจักร ( จักระ ) ทั้ง 7 ซึ่งเป็นแบบเดียวการดึงพลังของจักรวาล ที่ดึงดูด เทหะวัตถุต่าง ๆไว้จนกลายเป็นระบบสุริยะ ​
    โดยแรงดึงดูด ดังกล่าวจะเป็นในลักษณะของวงกลม ซึ่งร่างกาย ของเราก็เป็นอินทรีย์สารแบบเดียวกับ จักรวาล การทำงานของจักรทั้ง 7ในภาวะธรรมชาติจึงมีลักษณะวงกลมที่จะหมุนรอบตัวเองตลอดเวลา ผ่านจุดทั้ง 7 ในร่างกายที่เรียงเป็นเส้นตรงตั้งแต่สมอง ถึง ก้นกบ และปล่อยพลังงานออกมา จักระแต่ละจักระจะหมุนอยู่ตลอดเวลาขณะที่รวมพลังงานนั้นไว้​
    ซึ่งจุดที่จะรวมพลังดังกล่าว เพื่อนำมาใช้จะมี 7 จุดดังภาพข้างต้น แต่จุดที่นำมาใช้ ( ปล่อยพลังงาน )มี 355 จุด ซึ่งพลังดังกล่าวก็คือ พลังกุณฑาริณีนั่นเอง ( ขณะทางจีนเรียกพลังปราณ ชี่กง ) ​
    หากเปิดได้ครบ เชื่อว่าจะมีพลังจิตเต็มร้อย ​
    เชื่อว่าจักระ คือ ศูนย์รวมของพลังงานของร่างกายของมนุษย์ ทั้งกายเนื้อ และกายทิพย์ มีลักษณะคล้ายรูปจักร หมุนอยู่ตลอดเวลา โดยแต่ละจักระจะหมุนที่ความถี่ต่าง ๆ กันไป(เทียบความสำคัญตามจำนวนกลีบดอกบัว)​
    ดังภาพที่แสดงกายถาพมนุษย์ข้างต้น จักระทั้งเจ็ดเชื่อว่ามีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับอวัยวะของร่างกาย และควบคุมระบบการทำงานของร่างกายรวมทั้งอารมณ์ และจิตใจ ดังตารางนี้​
    ตารางอวัยวะของร่างกายและจิตใจ ที่ควบคุมโดยจักระต่าง ๆ​

    [​IMG]






    </TD></TR><TR align=right><TD>จากคุณ ติงน่าจะมีความคลาดเคลื่อน เมื่อวันที่ 1/7/2548 0:05:41 </TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE>

    <TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width=600 border=0><TBODY><TR bgColor=#000000><TD><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=1 width=600 border=0><TBODY><TR align=middle bgColor=#b2e57f><TD class=row1 bgColor=#ffffff height=54><TABLE width=550 border=0><TBODY><TR><TD>





    ข้อความที่ 5​
    ตารางอวัยวะของร่างกายและจิตใจ ที่ควบคุมโดยจักระต่าง ๆ(ต่อ)​



    [​IMG]






    </TD></TR><TR align=right><TD>จากคุณ ติงน่าจะมีความคลาดเคลื่อน เมื่อวันที่ 1/7/2548 0:08:22 </TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE>

    <TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width=600 border=0><TBODY><TR bgColor=#000000><TD><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=1 width=600 border=0><TBODY><TR align=middle bgColor=#b2e57f><TD class=row1 bgColor=#ffffff height=54><TABLE width=550 border=0><TBODY><TR><TD>






    ข้อความที่ 6

    วิธีฝึกลมปราณโยคีแบบอินเดีย พลังกุณฑาริณี เน้นที่การเคลื่อนกลุ่มพลังไม่ใช่เพ่งดอกบัวเป็นกสิณที่บอกว่าคลาดเคลื่อนดังวิธีการข้างล่างนี้ พลังกุณฑาลิณีหรือลมปราณโยคะเน้นที่หายใจลึกยาวบังคับกองลมไม่เหมือนอานาปาณสติ แต่การฝึกโยคีแบบนี้เน้นที่การฝึกสติที่ใช้จิตชักนำกลุ่มลมปราณไปจุดศูนย์รวมพลังทั้งเจ็ด มักนิยมรวมที่จุดโซลาร์เพลกซัส ( ศูยน์กลางแห่งกายใต้สะดือสามนิ้วจีน(ชี่กง)เรียกจุดตั้งชาง ) เก็บไว้เพื่อใช้ปล่อยพลังปราณโยคีดังวิธีที่นิยมการเปิดลมปราณอินเดียแบบนี้คือ

    1. นั่งหรือนอนก็ได้ ปล่อยตัวตามสบายจากนั้นก็หายใจเข้ายาวๆช้าๆ ( แรกๆทำไม่ได้ไม่เป็นไร ค่อยทำ )
    - ตั้งสติที่ท้องระหว่างหายใจโดยให้ท้องป่อง จากนั้นกลั้นไว้ 2 วินาที แล้วผ่อนออกให้ท้องยุบทำไปเรื่อยๆจะรู้สึกว่าร่างกายเบาขึ้น ความรู้สึกในขั้นต้นทำให้เคยชินก่อนแล้วค่อยฝึกในขั้นต่อไป

    2. ทำสมาธิรวมพลังที่โซลาร์เพลกซัส ( ศูยน์กลางแห่งกายใต้สะดือสามนิ้วจีน(ชี่กง)เรียกจุดตั้งชาง ) ทำความรู้สึกถึงพลังปราณให้จินตนาการว่า...ร่างกายเป็นเสมือนท่อกลวงที่มีตั้งแต่ สมองลงมาจนถึงโซลาร์เพลกซัส ต่อเนื่องลงไปก้นกบ
    แล้วมีท่ออื่นแยกไปตามส่วนต่างๆของร่างกายทุกส่วน เช่น กลางฝ่ามือ และกลางฝ่าเท้า โดยคิดว่าจุดดังกล่าวมีจรักหมุนโดยรอบ

    3. ตั้งจิตให้พลังไหลออก 2 ทาง จินตนาการว่าเป็นนํ้ไหลทางท่อ
    ด้านบนขึ้นสมอง ด้านล่างลงก้นกบ
    เมื่อฝึกสัาเร็จ ร่างกายจะเบา แต่การเคลื่อนไหวจะหนักแน่น รวดเร็ว
    พยายามฝึกในขั้นนี้ให้ชิน ซึ่งการในที่นี้ คือฝึกการดึงพลังขึ้นลงได้ตามต้องการ

    - จากนั้นขั้นต่อไปเป็นการฝึกรวมพลังไปสู่ส่วนต่าง ๆ โดยคิดว่พลัง มีลักษณะเหมือนนํ้าที่ไหลไปตามท่ออื่นแยกไปตามส่วนต่างๆของร่างกายทุกส่วน เช่น กลางฝ่ามือ และกลางฝ่าเท้า
    โดยคิดว่าจุดดังกล่าวมีจักรหมุนโดยรอบ และ พลังกุณดาริณีก็ไหลไปตามท่อนั้น

















    </TD></TR><TR align=right><TD>จากคุณ ติงน่าจะมีความคลาดเคลื่อน เมื่อวันที่ 1/7/2548 0:19:03 </TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE>

    <TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width=600 border=0><TBODY><TR bgColor=#000000><TD><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=1 width=600 border=0><TBODY><TR align=middle bgColor=#b2e57f><TD class=row1 bgColor=#ffffff height=54><TABLE width=550 border=0><TBODY><TR><TD>






    ข้อความที่ 7

    ลองเปรียบเทียบการโคจรลมปราณของสมเด็จโตดู(แสงอรุณกุศล)ลมปราณบังคับลมให้ลึกยาว (แต่ทางปฎิบัติฝึกทั้งลมยาว และลมละเอียด ลมละเอียดจะสะสมอำนาจจิตได้มากกว่ารั่วน้อย)

    วิธีการฝึกลมปราณนี้ เป็นวิธีฝึกการหายใจให้เกิดความเคยชิน และสืบเนื่องจนเป็นนิสัยที่ดีของการหายใจ เพื่อใช้นำการหายใจในการฝึกปฏิบัติสมาธิจิตทุกๆครั้ง และหลังจากออกจากสมาธิแล้ว
    อนึ่งเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในระหว่างฝึก​
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 1 กรกฎาคม 2005
  4. mind

    mind สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 กรกฎาคม 2005
    โพสต์:
    2
    ค่าพลัง:
    +0
    รบกวนช่วยสอนวิธีการเปิดตาที่3 จักรมือ และวิธีฝึกลมปราณให้หน่อยนะคะ ต้องการมากค่ะ ด่วนด้วย ส่งมาที่chaiweerathai@hotmail.comนะคะ ขอกราบขอบคุณมา ณ ที่นี้ค่ะ
     
  5. NiNe

    NiNe เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 มกราคม 2005
    โพสต์:
    4,806
    ค่าพลัง:
    +7,485
    ตอบผ่าน PM ไปแล้วครับ ... ได้รับหรือไม่?
     
  6. taii

    taii เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 มีนาคม 2005
    โพสต์:
    24
    ค่าพลัง:
    +106
    ขอผมด้วยคนครับ

    ขอผมด้วยคนครับ วิธีการฝึก thacha3@yahoo.com ขอบคุณครับ
     
  7. อติศาสน์

    อติศาสน์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 ตุลาคม 2005
    โพสต์:
    46
    ค่าพลัง:
    +507
    ผมเคยเรียนพลังจักรวาลมาจากสำนัก......... จักระทื่ 7 หมุนติ้วตลอดตั้งแต่วันแรก ทุกครั้งที่นั่งสมาธิไม่ว่าแบบใด สมาธิที่เคยฝึกต้องถูกรบกวนจากการหมุนของจักระครั้งแรกๆก็ลำบากแต่ต่อไปก็ชิน มีการไหลของพลังจากจักระที่ 7มาสู่จักระที่ 6ๆก็มีอาการแน่นนูนเหมือนจะปริออก..........กลางหน้าผากเกิดร่องขึ้นมาเหมือนจะเปิด...............และไหลไปสู่จักระอื่นๆอีก
    ที่เขียนมามิใช่จะแนะให้ไปฝีกที่สำนักนั้นๆแต่เพื่อให้เห็นว่าศาสตร์นี้มีจริง แต่ไม่ใช่ทุกคนจะฝึกแล้วได้ทันทีเพราะผมสำผัสได้ว่า1ในหลายพันคนที่มาฝึกจะทำได้ ผมสำผัสได้แค่อีกคนเดียวเท่านั้นที่มีพลังจริงนอกนั้นฝึกแล้วไม่มีอะไรเกิดขึ้นอาจต้องฝึกไปอีกนานบางทีอีกหลายชาติ แต่ทุกอย่างต้องมีการเริ่มต้น....ผมย้ำคำว่าศาสตร์เพราะเห็นว่าไม่ว่าสำนักใดเมื่อมีผู้คนสนใจมาก เจ้าสำนักก็จะเกิดอาการของขึ้นเปลี่ยนจากศาสตร์มาเป็นลัทธิ ซึ่งทำให้ตัวเองเป็นเจ้าลัทธิขึ้นมาคนรอบด้านก็เกิดอาการของขึ้นคิดว่าตัวมีดีวุ่นวายไปหมด เดียวนี้จะเข้าหาเจ้าสำนักทีหนึ่งยากเย็น คนเรานี่ก็แปลกดี ผมว่าคนรอบตัวนะไม่มีพลังซักคนแต่ทำเหมือนตัวมีพลังแกร็งกล้า.............ผมเลยไม่กลับไปอีกเลยฝึกเองที่บ้าน ทำเองได้เอง แต่ผมไม่ได้ฝึกพลังจักรวาล ฝึกแต่สมาธิแบบพุทธซึ่งเป็นศาสตร์ที่ผมฝึกมาตั้งแต่อายุสิบกว่าขวบจนตอนนี้จะ 60 แล้ว
    ที่เขียนมานี่เพื่อที่จะมาย้ำว่าศาสตร์นี้มีจริง ฝีกแล้วบางคนอาจจะได้ทันที(เพราะมีติดตัวมาแต่ชาติปางก่อน) บางคนอาจช้าหน่อยแต่ก็เป็นก้าวแรกที่ดีขอให้เจริญจากการฝึกเถิด...........
     
  8. tassanai_k

    tassanai_k เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 สิงหาคม 2005
    โพสต์:
    885
    ค่าพลัง:
    +3,513
    โมทนา สาธุ
     
  9. KomAon11

    KomAon11 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 ตุลาคม 2004
    โพสต์:
    4,812
    ค่าพลัง:
    +18,973
    หนังสือฤทธิ์ศาสตร์ ศาสตร์ลับแห่งความสำเร็จ แต่งโดย ศิยะ ณัญฐสวามี

    ...ผมเคยจะแอบไปอ่านฟรีที่ร้านอ่ะครับ แต่ยังไม่ได้ไปซักที 3 ปีได้แล้ว
     
  10. ง้วนดิน

    ง้วนดิน เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 กุมภาพันธ์ 2006
    โพสต์:
    2,362
    ค่าพลัง:
    +11,047
    เหมือนวิชาพลังจักรวาลที่ง้วนดินเรียนมาเย
    แต่เค้าเน้นปฏิบัติ
    ไม่ได้สอนทฤษฎีละเอียดขนาดนี้

    ดีจังเลยที่เขียนมาให้อ่าน

    ของ้วนดินม่างนะ
    nguandin@yahoo.com

    ขอบคุณก๊าบบบบบบ

    [b-wai] [b-wai] [b-wai]
     
  11. NiNe

    NiNe เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 มกราคม 2005
    โพสต์:
    4,806
    ค่าพลัง:
    +7,485
    เพิ่งนึกได้ว่ามีกระทู้หนึ่งที่ห้องวิทยาศาสตร์ทางจิต ที่ผมเคยตั้งไว้ เกี่ยวกับเรื่องกสิณของพระ กสิณของพระฤๅษี และพลังจักรวาล

    ตามลิงค์นี้นะครับ http://www.palungjit.org/board/showthread.php?t=9773
     
  12. วิทย์

    วิทย์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 พฤศจิกายน 2004
    โพสต์:
    2,037
    ค่าพลัง:
    +8,442
    เรื่องลักษณะนี้ลองอ่านหนังสือชุดมังกรจักรวาลเล่มที่2 "เทพอวตาร" ของดร.สุวินัย ภรณวลัย ดูสิครับ มีข้อมูลค่อยข้างละเอียดเหมือนกันครับ หรือลองเข้าไปหาข้อมูลได้ที่ www.suvinai-dragon.com
     
  13. runandyaow

    runandyaow Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กุมภาพันธ์ 2009
    โพสต์:
    96
    ค่าพลัง:
    +65
    ขอแบบฝึกด้วยคนครับ PM ก็ได้ขอบคุณ
     

แชร์หน้านี้

Loading...