การฝึกสมาธิเบื้องต้น การทำสมาธิแบบกำหนดศูนย์

ในห้อง 'อภิญญา - สมาธิ' ตั้งกระทู้โดย rinnn, 15 สิงหาคม 2006.

  1. rinnn

    rinnn เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 พฤศจิกายน 2005
    โพสต์:
    7,666
    ค่าพลัง:
    +24,008
    การฝึกสมาธิเบื้องต้น

    สมาธิคือการที่มีใจตั้งมั่นในอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งอย่างแน่วแน่ กล่าวในภาษาชาวบ้านก็คือ การมีใจจดจ่ออยู่ในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ไม่ฟุ้งซ่านนั่นเอง
    การทำสมาธิแบบนี้ไม่ได้เน้นการเข้าถึงนิพพาน หรือความสิ้นไปของอาสวะ แต่ก็เป็นพื้นฐานที่ดีหากต้องการปฏิบัติต่อไปในขั้นสูง หากแต่มีประโยชน์ที่เห็นได้ทันทีก็ได้จากในชีวิตประจำวัน ทำให้เรามีจิตใจผ่องใส ประกอบกิจการงานได้ราบรื่นและคิดอะไรก็รวดเร็วทะลุปรุโปร่ง เพราะว่าระดับจิตใจได้ถูกฝึกมาให้มีความนิ่งดีแล้ว เมื่อมีความนิ่งเป็นสมาธิดีแล้ว ย่อมมีพลังแรงกว่าใจที่ไม่มีสมาธิ ดังนี้เมื่อจะคิดทำอะไร ก็จะทำได้ดี และได้เร็วกว่าคนปกติ ที่ไม่ได้ผ่านการฝึกสมาธิมาก่อน วิธีการทำสมาธิที่ได้ผลและเป็นที่นิยม ได้ถูกนำมากล่าวแนะนำไว้ในที่นี้แล้ว เริ่มตั้งแต่ขั้นพื้นฐาน และขั้นตอนต่างๆ โดยท่านสามารถอ่านทีละหัวข้อตามลำดับดังต่อไปนี้๑.การทำสมาธิสามารถทำได้ทุกขณะอิริยาบถ
    ท่านพ่อลี (พระอาจารย์ลี ธมฺมธโร) พระสายธุดงที่มีชื่อเสียงท่านหนึ่งแห่งภาคอีสาน ได้เคยให้คำอธิบายวิธีการทำสมาธิในชีวิตประจำวัน เวลาที่จะทำสมาธินั้นท่านได้อธิบายอย่างง่ายๆไว้ว่าทำได้ทั้งยืน เดิน นั่ง และนอน ในอิริยบททั้ง ๔ นี้เมื่อใดที่ใจเป็นสมาธิก็ถือว่าเป็นภาวนามัยกุศล ซึ่งถือเป็นกุศลกรรมสิทธิ์เฉพาะตัว ถือว่าได้บุญด้วยอย่างหนึ่ง ดังนั้นจึงพอสรุปจากคำแนะนำของท่านไว้ได้ดังนี้คือ
    การยืน ทำโดยยืนให้ตรง วางมือขวาทับมือซ้าย คว่ำมือทั้งสอง หลับตาหรือลืมตาสุดแท้แต่จะสะดวกในการทำ แล้วเพ่งไปที่คำว่า พุทโธ จนจิตตั้งมั่นได้
    การเดิน เรียกว่าเดินจงกรม ให้กำหนดความสั้น ความยาว ของเส้นทางที่จะเดินสุดแท้แต่เราเอง ควรจะหาสถานที่ และเวลาที่เหมาะสม ไม่อึกทึกครึกโครม และไม่มีสิ่งรบกวนจากรอบข้าง นอกจากนั้นที่ที่จะเดินไม่ควรสูงๆ ต่ำๆ แต่ควรเรียบเสมอกัน เมื่อหาสถานที่และเวลาที่เหมาะสมได้แล้วก็ตั้งสติ อย่าเงยหน้าหรือก้มหน้านัก ให้สำรวมสายตาให้ทอดลงพอดี วางมือทั้งสองลงข้างหน้าทับกันเหมือนกับยืน การเดินแต่ละก้าวก็ให้จิตตั้งมั่นอยู่กับคำบริกรรมว่า พุทโธ โดยเดินอย่างสำรวม ช้าๆ ไม่เร่งรีบ กำหนดรู้ในใจ
    การนั่ง คือนั่งให้สบาย แล้วเพ่งเอาจิตไปที่การบริกรรมคำว่า พุทโธ ท่องภาวนาไว้เป็นอารมณ์ให้กำหนดรู้อยู่ในใจ
    การนอน คือให้นอนตะแคงข้างขวา เอามือขวาวางรองศีรษะ ยืดมือซ้ายไปตามตัว ไม่นอนขด นอนคว่ำ หรือนอนหงาย แล้วก็สำรวมสติตั้งมั่นด้วยการภาวนาคำว่า พุทโธ ให้ตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์เดียว เช่นเดียวกัน
    [​IMG]
    <table height="13" width="100%"> <tbody><tr> <td background="../images/dot_hor.gif">
    </td> </tr> </tbody></table>
    ๒.ข้อแนะนำและการเตรียมตัวก่อนการทำสมาธิ ๒.๑ การหาเวลาที่เหมาะสม เช่นไม่ใช่เวลาใกล้เที่ยงเป็นต้นจะทำให้หิวข้าว หรือทำใกล้เวลาอาหาร และไม่ทานอิ่มเกินไปเพราะจะทำให้ง่วงนอน หรือเวลาที่คนในบ้านยังมีกิจกรรมอยู่ ยังไม่หลับเป็นต้น
    ๒.๒ การหาสถานที่ที่เหมาะสม ไม่ใช่ที่อึกทึก นอกจากได้สมาธิในขั้นต้นแล้ว และต้องการฝึกการเข้าสมาธิในที่อึกทึก
    ๒.๓ เสร็จจากธุระภาระกิจต่างๆ และกิจวัตรประจำวันแล้ว เช่นหลังจากอาบน้ำแล้ว ขับถ่ายเรียบร้อยแล้ว ไม่ได้มีนัดหมายกับใครแล้วเป็นต้น
    ๒.๔ อยู่ในอาการที่สบาย คือการเลือกท่านั่งที่สบาย ท่าที่จะทำให้อยู่นิ่งๆ ได้นานโดยไม่ปวดเมื่อยและเกิดเหน็บชา อาจจะไม่ใช่การนั่งขัดสมาธิก็ได้ แต่การนั่งขัดสมาธิถ้าทำได้ถูกท่าและชินแล้ว จะเป็นท่าที่ทำให้นั่งได้นานที่สุด อย่างไรก็ตามไม่ควรอยู่ในท่าเอนหลังหรือนอน เพราะความง่วงจะเป็นอุปสรรค เมื่อร่างกายได้ขนานกับพื้นโลกจะทำให้ระบบของร่างกายพักการทำงานโดยอัตโนมัติ ทำให้ต้องใช้กำลังใจในการทำสมาธิมากกว่าการนั่ง
    ๒.๕ ไม่ควรนึกถึงผล หรือปรารถนาในลำดับชั้นของการนั่งในแต่ละครั้ง เช่นว่าจะต้องเห็นโน่นเห็นนี่ให้ได้ในคืนนี้เป็นต้น เพราะจะเป็นการสร้างความกดดันทางใจโดยไม่รู้ตัว และเกิดความกระวนกระวายทำให้ใจไม่เกิดสมาธิ ใจไม่นิ่ง ต้องทำใจให้ว่างมากที่สุด
    ๒.๖ ตั้งเป้าหมายในการนั่งแต่ละครั้ง เช่นตั้งใจว่าจะต้องนั่งให้ครบ ๑๕ นาทีก็ต้องทำให้ได้เป็นต้น และพยายามขยายเวลาให้นานออกไป เมื่อเริ่มฝึกไปได้สักระยะหนึ่งแล้ว เพื่อให้สมาธิได้สงบนิ่งได้นานยิ่งขึ้น
    ๒.๗ เมื่อได้เริ่มแล้วก็ให้ทำทุกวันจนเกิดความเคยชินเป็นนิสัยติดตัว เพราะว่าการทำสมาธิต้องอาศัยความเพียรในการฝึกฝน เพื่อให้เกิดความเคยชินและชำนาญ การที่นานๆทำสักครั้ง ก็เหมือนกับการมาเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่
    [​IMG]
    <table height="13" width="100%"> <tbody><tr> <td background="../images/dot_hor.gif">
    </td> </tr> </tbody></table>
    ๓.การทำสมาธิโดยการนับเพื่อฝึกการควบคุมจิต
    การทำสมาธิโดยวิธีนี้นั้นมีหลักการนับอยู่หลายวิธี และแต่ละวิธีก็ล้วนแต่มีจุดหมายเดียวกันคือ เป็นอุบายหลอกล่อให้จิตตั้งมั่นอยู่ในเรื่องใดเรื่องหนึ่งเป็นเวลานานได้ ทำให้เราเรียนรู้ที่จะเป็นนายของจิต ควบคุมมันได้ วิธีนับแบบต่างๆพอกล่าวโดยย่อได้ดังต่อไปนี้คือ ๓.๑ นับโดยการบวกเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ
    ๓.๒ นับลมแบบอรรถกถา
    ๓.๓ นับทวนขึ้นทวนลง
    ๓.๔ นับวน * ๓.๑ การนับโดยการบวกเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ ทีละหนึ่ง ยกตัวอย่างเช่น พอหายใจเข้าก็นับหนึ่ง พอหายใจออกก็นับสอง หายใจเข้าต่อไปก็นับสาม และหายใจออกต่อไปก็นับสี่ บวกเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆทีละหนึ่ง ตัวเลขที่นับมันก็จะไม่รู้จบ แต่ท่านอาจจะกำหนดตัวเลขจำนวนสูงสุดก็ได้ อาทิเช่นพอถึงหนึ่งร้อย ก็เริ่มนับหนึ่งใหม่เป็นต้น คงไม่ต้องยกตัวอย่าง วิธีนี้เป็นวิธีเริ่มต้นที่ง่าย และใช้สมาธิไม่มากนัก เพราะเหตุที่เราคุ้นเคยกับการนับในชีวิตประจำวันอยู่แล้วโดยอัตโนมัติ เพียงแต่เอาการนับมาควบเข้ากับจังหวะการหายใจเข้า-ออก เพื่อให้มีจิตรู้ตัวอยู่เสมอนั่นเอง
    ๓.๒ การนับลมแบบอรรถกถา เป็นวิธีของท่านพระอรรถกถาจารย์ ที่ได้นำเอาตัวเลข มาเป็นเครื่องกำหนดร่วมกับการกำหนดลมหายใจ ตามหลักคำสอนของท่านพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จากหนังสือพุทธธรรม ของพระราชวรมุนี หน้า (๘๖๕) หลักการนับแบบนี้ช่วยฝึกให้ใจมีสมาธิจดจ่อมากกว่าวิธีแรก วิธีนับมีสองแบบ แบบแรกให้นับเป็นคู่ คือเมื่อหายใจเข้า ก็ให้นับว่า ๑ เมื่อหายใจออกให้นับว่า ๑ พอเที่ยวต่อไปหายใจเข้าให้นับว่า ๒ หายใจออกก็ให้นับว่า ๒ สรุปก็คือลมหายใจเข้าและออกถือเป็นหนึ่งครั้ง จนถึงคู่ที่ ๕ ก็ให้ตั้งต้นมานับ ๑ ไปใหม่จนถึงเลข ๖ ก็ให้มาตั้งต้นนับ ๑ ไปจนถึง ๗ ถึง ๘ ถึง ๙ และ ๑๐ แล้วตั้งต้นนับ ๑ ไปจนถึง ๕ และนับต่อไปถึง ๑๐ อีก ลองศึกษาดูที่ตารางข้างล่างนี้เพื่อทำความเข้าใจอีกครั้ง
    แบบนับเป็นคู่พร้อมกับลมหายใจ เช่น (๑-๑) หนึ่งตัวแรกคือลมหายใจครั้งที่ ๑ หนึ่งตัวที่สองคือการนับ
    <table bgcolor="#e3ffe3" border="1" cellspacing="0" cols="11" width="100%"> <tbody><tr> <td> <center>เที่ยวที่ ๑</center> </td> <td> <center>๑-๑</center> </td> <td> <center>๒-๒</center> </td> <td> <center>๓-๓</center> </td> <td> <center>๔-๔</center> </td> <td> <center>๕-๕</center> </td> <td> <center> </center>
    </td> <td> <center> </center>
    </td> <td> <center> </center>
    </td> <td> <center> </center>
    </td> <td> <center> </center>
    </td> </tr> <tr> <td> <center>เที่ยวที่ ๒</center> </td> <td> <center>๑-๑</center> </td> <td> <center>๒-๒</center> </td> <td> <center>๓-๓</center> </td> <td> <center>๔-๔</center> </td> <td> <center>๕-๕</center> </td> <td> <center>๖-๖</center> </td> <td> <center> </center>
    </td> <td> <center> </center>
    </td> <td> <center> </center>
    </td> <td> <center> </center>
    </td> </tr> <tr> <td> <center>เที่ยวที่ ๓</center> </td> <td> <center>๑-๑</center> </td> <td> <center>๒-๒</center> </td> <td> <center>๓-๓</center> </td> <td> <center>๔-๔</center> </td> <td> <center>๕-๕</center> </td> <td> <center>๖-๖</center> </td> <td> <center>๗-๗</center> </td> <td> <center> </center>
    </td> <td> <center> </center>
    </td> <td> <center> </center>
    </td> </tr> <tr> <td> <center>เที่ยวที่ ๔</center> </td> <td> <center>๑-๑</center> </td> <td> <center>๒-๒</center> </td> <td> <center>๓-๓</center> </td> <td> <center>๔-๔</center> </td> <td> <center>๕-๕</center> </td> <td> <center>๖-๖</center> </td> <td> <center>๗-๗</center> </td> <td> <center>๘-๘</center> </td> <td> <center> </center>
    </td> <td> <center> </center>
    </td> </tr> <tr> <td> <center>เที่ยวที่ ๕</center> </td> <td> <center>๑-๑</center> </td> <td> <center>๒-๒</center> </td> <td> <center>๓-๓</center> </td> <td> <center>๔-๔</center> </td> <td> <center>๕-๕</center> </td> <td> <center>๖-๖</center> </td> <td> <center>๗-๗</center> </td> <td> <center>๘-๘</center> </td> <td> <center>๙-๙</center> </td> <td> <center> </center>
    </td> </tr> <tr> <td> <center>เที่ยวที่ ๖</center> </td> <td> <center>๑-๑</center> </td> <td> <center>๒-๒</center> </td> <td> <center>๓-๓</center> </td> <td> <center>๔-๔</center> </td> <td> <center>๕-๕</center> </td> <td> <center>๖-๖</center> </td> <td> <center>๗-๗</center> </td> <td> <center>๘-๘</center> </td> <td> <center>๙-๙</center> </td> <td> <center>๑๐-๑๐</center> </td> </tr> </tbody></table>
    อีกแบบหนึ่งคือการนับเดี่ยว นับแต่ตัวเลขอย่างเดียว ไม่ต้องคำนึงว่าเป็นลมหายใจเข้าหรือออก แต่ท่านควรจะทำแบบแรกให้คล่องเสียก่อน แล้วจึงมาลองแบบที่สองนี้ ลองศึกษาทำความเข้าใจกับตารางข้างล่างนี้สำหรับการนับเดี่ยว
    <table bgcolor="#e3ffe3" border="1" cellspacing="0" cols="11" width="100%"> <tbody><tr> <td> <center>เที่ยวที่ ๑</center> </td> <td> <center>๑</center> </td> <td> <center>๒</center> </td> <td> <center>๓</center> </td> <td> <center>๔</center> </td> <td> <center>๕</center> </td> <td> <center> </center>
    </td> <td> <center> </center>
    </td> <td> <center> </center>
    </td> <td> <center> </center>
    </td> <td> <center> </center>
    </td> </tr> <tr> <td> <center>เที่ยวที่ ๒</center> </td> <td> <center>๑</center> </td> <td> <center>๒</center> </td> <td> <center>๓</center> </td> <td> <center>๔</center> </td> <td> <center>๕</center> </td> <td> <center>๖</center> </td> <td> <center> </center>
    </td> <td> <center> </center>
    </td> <td> <center> </center>
    </td> <td> <center> </center>
    </td> </tr> <tr> <td> <center>เที่ยวที่ ๓</center> </td> <td> <center>๑</center> </td> <td> <center>๒</center> </td> <td> <center>๓</center> </td> <td> <center>๔</center> </td> <td> <center>๕</center> </td> <td> <center>๖</center> </td> <td> <center>๗</center> </td> <td> <center> </center>
    </td> <td> <center> </center>
    </td> <td> <center> </center>
    </td> </tr> <tr> <td> <center>เที่ยวที่ ๔</center> </td> <td> <center>๑</center> </td> <td> <center>๒</center> </td> <td> <center>๓</center> </td> <td> <center>๔</center> </td> <td> <center>๕</center> </td> <td> <center>๖</center> </td> <td> <center>๗</center> </td> <td> <center>๘</center> </td> <td> <center> </center>
    </td> <td> <center> </center>
    </td> </tr> <tr> <td> <center>เที่ยวที่ ๕</center> </td> <td> <center>๑</center> </td> <td> <center>๒</center> </td> <td> <center>๓</center> </td> <td> <center>๔</center> </td> <td> <center>๕</center> </td> <td> <center>๖</center> </td> <td> <center>๗</center> </td> <td> <center>๘</center> </td> <td> <center>๙</center> </td> <td> <center> </center>
    </td> </tr> <tr> <td> <center>เที่ยวที่ ๖</center> </td> <td> <center>๑</center> </td> <td> <center>๒</center> </td> <td> <center>๓</center> </td> <td> <center>๔</center> </td> <td> <center>๕</center> </td> <td> <center>๖</center> </td> <td> <center>๗</center> </td> <td> <center>๘</center> </td> <td> <center>๙</center> </td> <td> <center>๑๐</center> </td> </tr> </tbody></table>
    ทั้งสองแบบนี้ใช้วิธีการนับทวนไปทวนมา จนกระทั่งเราเกิดสมาธิ อย่างไรก็ตามขอให้ถือหลักความเพียรเข้าไว้ วันนี้ใจยังว้าวุ่นอยู่ก็ไม่เป็นไร ลองพรุ่งนี้อีกที ทำไปเรื่อยๆ จนกว่าจะสงบใจให้เชื่องอยู่ใตับังคับบัญชาของเรา และเมื่อนั้นแหละคุณภาพทางจิตและร่างกายของท่านได้ถูกพัฒนาขึ้นมาอีกระดับหนึ่งแล้ว

    แบบนับลมเป็นคู่
    วิธีนี้จะง่ายกว่าแบบอรรถกถาข้างต้นเล็กน้อย เพราะว่าให้เริ่มนับไปได้เลย วิธีมีดังนี้คือ
    แบบนับตามลม เวลาหายใจเข้า ก็ให้กำหนดลมหายใจที่เข้ามากระทบไว้ที่ปลายจมูก หรือโพรงจมูกด้านใน ตรงที่รู้สึกว่าลมกระทบตรงนั้น แล้วเริ่มต้นนับหนึ่งในใจ แล้วก็เอาใจตามลมหายใจเข้ามาจนผ่านปอด ให้ความรู้สึกว่าไปสุดปลายที่ท้องเลยทีเดียว ถึงตรงนี้ก็คือถือเป็นสิ้นสุดการหายใจเข้า
    เวลาหายใจออก ก็ให้ต้นลมอยู่บริเวณท้องแล้วก็นับหนึ่งใหม่ในใจ พร้อมกับหายใจออก
    เพื่อให้เข้าใจยิ่งขึ้น ให้ศึกษาดูจากตารางนี้อีกเที่ยวหนึ่ง
    <table bgcolor="#e3ffe3" border="1" cellspacing="0" cols="11" width="100%"> <tbody><tr> <td> <center>เที่ยวที่ ๑</center> </td> <td> <center>๑-๑</center> </td> <td> <center> </center>
    </td> <td> <center> </center>
    </td> <td> <center> </center>
    </td> <td> <center> </center>
    </td> <td> <center> </center>
    </td> <td> <center> </center>
    </td> <td> <center> </center>
    </td> <td> <center> </center>
    </td> <td> <center> </center>
    </td> </tr> <tr> <td> <center>เที่ยวที่ ๒</center> </td> <td> <center>๑-๑</center> </td> <td> <center>๒-๒</center> </td> <td> <center> </center>
    </td> <td> <center> </center>
    </td> <td> <center> </center>
    </td> <td> <center> </center>
    </td> <td> <center> </center>
    </td> <td> <center> </center>
    </td> <td> <center> </center>
    </td> <td> <center> </center>
    </td> </tr> <tr> <td> <center>เที่ยวที่ ๓</center> </td> <td> <center>๑-๑</center> </td> <td> <center>๒-๒</center> </td> <td> <center>๓-๓</center> </td> <td> <center> </center>
    </td> <td> <center> </center>
    </td> <td> <center> </center>
    </td> <td> <center> </center>
    </td> <td> <center> </center>
    </td> <td> <center> </center>
    </td> <td> <center> </center>
    </td> </tr> <tr> <td> <center>เที่ยวที่ ๔</center> </td> <td> <center>๑-๑</center> </td> <td> <center>๒-๒</center> </td> <td> <center>๓-๓</center> </td> <td> <center>๔-๔</center> </td> <td> <center> </center>
    </td> <td> <center> </center>
    </td> <td> <center> </center>
    </td> <td> <center> </center>
    </td> <td> <center> </center>
    </td> <td> <center> </center>
    </td> </tr> <tr> <td> <center>เที่ยวที่ ๕</center> </td> <td> <center>๑-๑</center> </td> <td> <center>๒-๒</center> </td> <td> <center>๓-๓</center> </td> <td> <center>๔-๔</center> </td> <td> <center>๕-๕</center> </td> <td> <center> </center>
    </td> <td> <center> </center>
    </td> <td> <center> </center>
    </td> <td> <center> </center>
    </td> <td> <center> </center>
    </td> </tr> <tr> <td> <center>เที่ยวที่ ๖</center> </td> <td> <center>๑-๑</center> </td> <td> <center>๒-๒</center> </td> <td> <center>๓-๓</center> </td> <td> <center>๔-๔</center> </td> <td> <center>๕-๕</center> </td> <td align="center" valign="CENTER"> <center>๖-๖</center> </td> <td> <center> </center>
    </td> <td> <center> </center>
    </td> <td> <center> </center>
    </td> <td> <center> </center>
    </td> </tr> <tr> <td> <center>เที่ยวที่ ๗</center> </td> <td> <center>๑-๑</center> </td> <td> <center>๒-๒</center> </td> <td> <center>๓-๓</center> </td> <td> <center>๔-๔</center> </td> <td> <center>๕-๕</center> </td> <td> <center>๖-๖</center> </td> <td> <center>๗-๗</center> </td> <td>
    </td> <td>
    </td> <td>
    </td> </tr> <tr> <td> <center>เที่ยวที่ ๘</center> </td> <td> <center>๑-๑</center> </td> <td> <center>๒-๒</center> </td> <td> <center>๓-๓</center> </td> <td> <center>๔-๔</center> </td> <td> <center>๕-๕</center> </td> <td> <center>๖-๖</center> </td> <td> <center>๗-๗</center> </td> <td> <center>๘-๘</center> </td> <td>
    </td> <td>
    </td> </tr> <tr> <td> <center>เที่ยวที่ ๙</center> </td> <td> <center>๑-๑</center> </td> <td> <center>๒-๒</center> </td> <td> <center>๓-๓</center> </td> <td> <center>๔-๔</center> </td> <td> <center>๕-๕</center> </td> <td> <center>๖-๖</center> </td> <td> <center>๗-๗</center> </td> <td> <center>๘-๘</center> </td> <td> <center>๙-๙</center> </td> <td>
    </td> </tr> <tr> <td> <center>เที่ยวที่ ๑๐</center> </td> <td> <center>๑-๑</center> </td> <td> <center>๒-๒</center> </td> <td> <center>๓-๓</center> </td> <td> <center>๔-๔</center> </td> <td> <center>๕-๕</center> </td> <td> <center>๖-๖</center> </td> <td> <center>๗-๗</center> </td> <td> <center>๘-๘</center> </td> <td> <center>๙-๙</center> </td> <td> <center>๑๐-๑๐</center> </td> </tr> </tbody></table>
    [​IMG]
    *ตัดตอนบางส่วนมาจากหนังสือสมาธิภาวนา โดยธรรมรักษา

    การทำสมาธิแบบกำหนดศูนย์

    หลักการทำสมาธิด้วยวิธีนี้ อาจารย์จากสำนักปฎิบัติธรรมต่างๆ หลายท่านได้ต่อต้านและคัดค้านไม่เห็นด้วยกับวิธีเช่นนี้จวบจนถึงปัจจุบัน เนื่องจากไม่ได้มีบัญญัติไว้อย่างเป็นรูปธรรมในพระไตรปิฏกหนึ่ง และถือว่าเป็นการกำหนดใจ เหมือนกับการสะกดจิตให้เห็นดวงแก้วทั้งๆที่ไม่ได้มีอยู่จริง ทำให้บางคนถึงกับหลงไปว่า ตัวเองได้เห็นสิ่งต่างๆ ทั้งที่จริงแล้วมีการชี้นำมาก่อนหน้านี้อยู่แล้ว เลยทำให้เหมือนกับการเห็นภาพหลอนอย่างไรอย่างนั้น อย่างไรก็ตามวิธีนี้ถ้าศึกษาและปฎิบัติอย่างถูกต้องก็น่าจะเห็นผลได้เร็ว และถึงแม้ว่าจะเป็นสมาธิระดับต้นเท่านั้น แต่ก็เป็นพื้นฐานที่ดีสำหรับการทำสมาธิในระดับสูงต่อไป จึงได้ขอนำเอาวิธีปฎิบัติของท่านหลวงพ่อสด แบบต้นฉบับมาเผยแพร่ให้ท่านได้ทราบกัน ณ ที่นี้
    ท่านหลวงพ่อสดสอนว่าในตัวเราทุกๆ คนจะมีดวงแก้วใสอยู่ภายในกายอยู่บริเวณเหนือสะดือขึ้นมาราว ๒ นิ้ว ท่านเรียกว่าธรรมกาย ให้กำหนดตรงนี้ให้ได้ก็จะเป็นวิธีที่สั้นและเร็วที่สุด ที่จะทำให้คนธรรมดาสามัญ สามารถเข้าถึงสมาธิขั้นต้นได้ไม่ยากนัก อีกทั้งสามารถพัฒนาขึ้นไปถึงระดับสูงได้ด้วย และวิธีการนี้บรรดาลูกศิษฐ์ของท่านก็ได้นำไปเผยแพร่ให้เป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวาง (อาทิเช่นแนวทางปฏิบัติของวัดธรรมกาย) และอาจจะดัดแปลงเพิ่มเติมไปบ้าง แต่ที่จะนำมากล่าวในที่นี้เป็นหลักการต้นฉบับการทำสมาธิตามแนวของหลวงพ่อสด (พระมงคลเทพมุนี) แห่งวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ซึ่งมีดังนี้
    หลังการบูชาพระรัตนตรัยแล้ว เริ่มต้นให้นั่งในลักษณะที่เรียกว่า คู้บัลลังก์ขัดสมาธิ กล่าวคือ เท้าขวาทับเท้าซ้าย มือขวาทับมือซ้าย นั่งตัวตรง เอานิ้วชนกันวางไว้เหนือโคนขา
    เสร็จแล้วให้กำหนดเครื่องหมายเป็นแก้วใสให้เหมือนกับเพชรที่เจียระไนแล้ว โตเท่ากับแก้วตา ถ้าผู้หญิงให้กำหนดเข้าที่ปากช่องจมูกด้านซ้าย ถ้าผู้ชายให้กำหนดเข้าที่ปากช่องจมูกด้านขวา อย่าให้เหลื่อม พอถูกส่วนดีแล้วให้บริกรรมประคองใจกับเครื่องหมายที่ใสนั้นว่า
    สัมมาอะระหัง สัมมาอะระหัง สัมมาอะระหัง ๓ ครั้ง แล้วก็เลื่อนเครื่องหมายขึ้นไปแค่เพลาตา หญิงอยู่ซีกข้างซ้าย ชายอยู่ซีกข้างขวา ตรงหัวตาที่มูลตาออก ตามช่องลมหายใจเข้าออกข้างใน แล้วบริกรรมประคองเครื่องหมายนั้นว่า สัมมาอะระหัง สัมมาอะระหัง สัมมาอะระหัง ๓ ครั้ง แล้วก็เลื่อนเครื่องหมายตรงลำดับเพลาตาเข้าไปฐานที่ ๓ ไม่ให้ค่อนซ้าย ขวา หน้า หลัง ล่าง บน แต่ให้กลางพอดี แล้วบริกรรมประคองเครื่องหมายที่กลางศีรษะข้างในนั้นว่า สัมมาอะระหัง สัมมาอะระหัง สัมมาอะระหัง ๓ ครั้ง แล้วก็เลื่อนเครื่องหมายนั้น ตรงนี้มีกลเม็ดอยู่ว่า เมื่อถึงฐานที่ ๓ แล้ว (ดูรูป) ต้องเหลือกตาไปข้างหลัง ให้ตาค้างเหมือนคนชักใกล้จะตาย ค้างเข้าไปๆ จนกระทั่งใจหยุด แล้วเห็นกลับเข้าไปข้างในดังนั้นก็เลื่อนเครื่องหมายฐานที่ ๓ ไปฐานที่ ๔ ปากช่องเพดานที่รับประทานอาหารแล้วสำลัก อย่าให้เหลื่อมให้ล้ำ ให้อยู่พอดีๆ แล้วบริกรรมประคองเครื่องหมายที่ฐานที่ ๔ นี้ว่า สัมมาอะระหัง สัมมาอะระหัง สัมมาอะระหัง ๓ ครั้ง แล้วเลื่อนไปฐานที่ ๕ ตรงปากช่องคอเหนือลูกกระเดือกเหมือนกลางปากช่องถ้วยแก้ว แล้วบริกรรมประคองเครื่องหมายที่ปากช่องคอว่า สัมมาอะระหัง สัมมาอะระหัง สัมมาอะระหัง ๓ ครั้ง แล้วเลื่อนไปกลางตัว สูดลมหายใจเข้า ออก ไม่ให้ค่อนซ้าย ขวา หน้า หลัง ล่าง หรือบน แต่ให้กลางพอดี แล้วบริกรรมประคองเครื่องหมายกลางตัวว่า สัมมาอะระหัง สัมมาอะระหัง สัมมาอะระหัง ๓ ครั้ง แล้วเลื่อนเครื่องหมายถอยหลังขึ้นมาเหนือกลางตัว ๒ นิ้ว ซึ่งตรงนั้นเรียกว่า ศูนย์ มีศูนย์อยู่ ๕ แห่งคือ กลาง หน้า ขวา หลัง ซ้าย มีความหมายคือ ศูนย์กลางเป็นอากาศธาตุ ศูนย์หน้าเป็นธาตุน้ำ ศูนย์ขวาเป็นธาตุดิน ศูนย์หลังเป็นธาตุไฟ ศูนย์ซ้ายเป็นธาตุลม ที่ช่องอากาศตรงกลางเป็นเครื่องหมายที่ใสสะอาด แล้วบริกรรมประคองเครื่องหมายที่ช่องอากาศตรงกลางว่า สัมมาอะระหัง สัมมาอะระหัง สัมมาอะระหัง ๓ ครั้ง ตรงกลางนั้นเป็นอากาศว่าง ให้ตรงกลางนั้นเป็นดวงแก้วใสเท่าแก้วตา อยู่ตรงกลางนั่น ให้ใจอยู่กลางดวงนั้น จนกระทั่งใจหยุด สัมมาอะระหัง สัมมาอะระหัง สัมมาอะระหัง ไปเรื่อยๆ พอถูกส่วนเข้า ใจหยุดกึ๊กอยู่กลางดวงนั่น มืดก็อยู่ตรงนั้น สว่างก็อยู่ตรงนั้น ไม่ต้องถอยไปถอยมา ให้นิ่งอยู่ตรงนั้น พอนิ่งถูกส่วนเข้า จากมืดก็จะเห็นดวงใส สว่างก็เห็นดวงใส ใจก็อยู่กลางดวงใสนั่น ถ้าว่ามันไม่นิ่ง ไม่หยุด หรือส่ายไปส่ายมาก็ให้บริกรรม สัมมาอะระหัง สัมมาอะระหัง สัมมาอะระหัง ๓ ครั้ง เข้าไว้ พอถูกส่วนเข้ามันก็หยุด เมื่อหยุดแล้วไม่ต้องบริกรรม เพ่งเฉยๆ ดูนิ่งๆ ถ้าจะเสื่อมหรือขยับไปเสียก็ให้บริกรรมไว้ สัมมาอะระหังๆ ไว้จนกระทั่งใจหยุดนิ่ง พอหยุดนิ่งแล้วไม่ต้องบริกรรมต่อ เพ่งเฉย วางอารมณ์เฉย ให้หยุดอยู่เท่านั้น อย่าไปนึกถึงมืดถึงสว่าง ให้หยุดนิ่งตรงนี้อยู่เท่านั้น การหยุดนิ่งเท่านี้ถือว่าสำเร็จแล้วในสมาธิขั้นต้นนี้
    <center><table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"> <tbody><tr> <td>รูปแสดงตำแหน่งของศูนย์ต่างๆ ที่อยู่ตามจุดในร่างกายเรา</td> <td>[​IMG]</td> <td> <center>[​IMG]</center> <center>คำอธิบายฐานที่อยู่เหนือ</center> <center>ศูนย์กลางขึ้นมาสองนิ้ว</center> <center>หรือที่เรียกว่าฐาน ๗</center> </td> </tr> </tbody></table></center> ในระดับที่สูงขึ้นมาอีกหลังจากที่ได้สมาธิในขั้นพื้นฐานนี้แล้ว ถ้าทำได้ก็สามารถบรรลุได้จนถึงขั้นสูงสุดได้ด้วยวิธีนี้เช่นกัน ท่านสอนให้ใจหยุดเป็นจุดเดียวกัน ให้อยู่ตรงกลางพอดีในจุดต่างๆ ที่อยู่ในร่างกายเรานี้ (ดังรูป) โดยเฉพาะตรงฐานที่ ๗ (ที่อยู่เหนือสะดือขึ้นมาสองนิ้ว) ตรงกลางนั้นถือเป็นดวงธรรม ที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ มีลักษณะใสเท่าฟองไข่แดงของไข่ไก่ กลางดวงพอดี หากเอาใจไปหยุดอยู่กลางนั้นได้แล้ว ก็ใช้สัญญา จำให้มั่น บังคับให้ใจหยุดนิ่ง ถ้ายังไม่นิ่งอีกก็ใช้การบริกรรมภาวนาบังคับไว้ พอบังคับบ่อยๆ เข้าใจมันก็หยุดนิ่งเอง พอหยุดถูกส่วนก็จะเห็นดวงใส ซึ่งท่านเรียกว่า ปฐมมรรค หรือ ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน
    พอใจหยุดนิ่งอยู่ตรงกลางดวงนั้นพอดีก็ให้เพ่งลึกเข้าไปอีกตรงกลางของกลางนั้นเข้าไป ก็จะเห็นอีกดวงหนึ่งเท่าๆ กันอยู่กลางดวงนั้น เรียกว่า ดวงศีล ก็ให้หยุดอยู่กลางดวงศีลนั่น พอถูกส่วนเข้าก็จะเห็นอีกดวงหนึ่งเรียกว่า ดวงสมาธิ ก็ให้หยุดอยู่กลางดวงสมาธินั้น ก็จะเห็นอีกดวงหนึ่งเท่าๆกัน เรียกว่า ดวงปัญญา พอถูกส่วนก็จะเห็นอีกดวงหนึ่งที่ใสละเอียดเข้าไปอีก เรียกว่า ดวงวิมุตติ ก็ให้หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติตรงนั้น ก็จะเห็นอีกดวงเรียกว่า ดวงวิมุตติญาณทัสสนะ พอถูกส่วนก็จะเห็นกายมนุษย์เราที่นอนฝันออกไปเรียกว่า กายมนุษย์ละเอียดอยู่กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะนั่นเอง เมื่อเห็นแล้วก็ให้กายมนุษย์ละเอียดนั้นนั่งเข้าไปเหมือนกายมนุษย์หยาบข้างนอกนี่เอง ต่อไปนี้เป็นคำอธิบายของท่านหลวงพ่อสดที่ได้กล่าวถึงการเจริญสมาธิตามลำดับในแต่ละขั้น จนกระทั่งถึงขั้นวิปัสสนาจนสูงที่สุด มีดังต่อไปนี้
    *ใจของมนุษย์ละเอียดเมื่อหยุดนิ่งที่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ละเอียดได้ถูกส่วนเข้า ก็จะเห็นดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน หยุดอยู่กลางดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ก็จะเห็นดวงศีล หยุดอยู่กลางดวงศีลก็จะเห็นดวงสมาธิ หยุดอยู่กลางดวงสมาธิก็จะเห็นดวงปัญญา หยุดอยู่กลางดวงปัญญาก็จะเห็นดวงวิมุตติ หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติก็จะเห็นดวงวิมุตติญาณทัสสนะ หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะเข้าก็จะเห็นกายทิพย์

    ใจกายทิพย์หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายทิพย์ พอถูกส่วนเข้าเห็นดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงศีล หยุดอยู่กลางดวงศีลถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงสมาธิ หยุดอยู่กลางดวงสมาธิถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงปัญญา หยุดอยู่กลางดวงปัญญาถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงวิมุตติ หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงวิมุตติญาณทัสสนะ หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะถูกส่วนเข้าก็จะเห็นกายทิพย์ละเอียด
    ใจกายทิพย์ละเอียดก็นิ่งอยู่ที่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายทิพย์ละเอียด พอถูกส่วนเข้าเห็นดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงศีล หยุดอยู่กลางดวงศีลถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงสมาธิ หยุดอยู่กลางดวงสมาธิถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงปัญญา หยุดอยู่กลางดวงปัญญาถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงวิมุตติ หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงวิมุตติญาณทัสสนะ หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะถูกส่วนเข้าก็จะเห็นกายรูปพรหม
    ใจกายรูปพรหมก็นิ่งอยู่ที่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายรูปพรหม พอถูกส่วนเข้าเห็นดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงศีล หยุดอยู่กลางดวงศีลถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงสมาธิ หยุดอยู่กลางดวงสมาธิถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงปัญญา หยุดอยู่กลางดวงปัญญาถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงวิมุตติ หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงวิมุตติญาณทัสสนะ หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะถูกส่วนเข้าก็จะเห็นกายรูปพรหมละเอียด
    ใจกายรูปพรหมละเอียด หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายรูปพรหมละเอียด พอถูกส่วนเข้าเห็นดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงศีล หยุดอยู่กลางดวงศีลถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงสมาธิ หยุดอยู่กลางดวงสมาธิถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงปัญญา หยุดอยู่กลางดวงปัญญาถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงวิมุตติ หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงวิมุตติญาณทัสสนะ หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะถูกส่วนเข้าก็จะเห็นกายอรูปพรหม
    ใจกายอรูปพรหม ก็หยุดนิ่งอยู่ที่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายอรูปพรหม พอถูกส่วนเข้าเห็นดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงศีล หยุดอยู่กลางดวงศีลถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงสมาธิ หยุดอยู่กลางดวงสมาธิถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงปัญญา หยุดอยู่กลางดวงปัญญาถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงวิมุตติ หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงวิมุตติญาณทัสสนะ หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะถูกส่วนเข้าก็จะเห็นกายอรูปพรหมละเอียด
    ใจกายอรูปพรหมละเอียด หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายอรูปพรหมละเอียด พอถูกส่วนเข้าเห็นดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงศีล หยุดอยู่กลางดวงศีลถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงสมาธิ หยุดอยู่กลางดวงสมาธิถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงปัญญา หยุดอยู่กลางดวงปัญญาถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงวิมุตติ หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงวิมุตติญาณทัสสนะ หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะถูกส่วนเข้าก็จะเห็นกายธรรม เป็นรูปเหมือนพระปฏิมากร เกตุดอกบัวตูมใส หน้าตักโตเล็กตามส่วน หน้าตักเท่าไรดวงธรรมที่ทำให้เป็นธรรมกายก็โตเท่านั้น กลมรอบตัวอยู่กลางธรรมกายนั่น ธรรมกายเป็นตัวพุทธรัตนะ ดวงธรรมที่ทำให้เป็นธรรมกายเป็นธรรมรัตนะ
    ใจพุทธรัตนะก็หยุดนิ่งอยู่ที่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นธรรมกาย พอถูกส่วนเข้าเห็นดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน หยุดอยู่กลางดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐานถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงศีล หยุดอยู่กลางดวงศีลถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงสมาธิ หยุดอยู่กลางดวงสมาธิถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงปัญญา หยุดอยู่กลางดวงปัญญาถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงวิมุตติ หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงวิมุตติญาณทัสสนะ หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะถูกส่วนเข้าก็จะเห็นกายธรรมละเอียด โตกว่าธรรมกายที่เห็นแล้วนั้น ๕ เท่า
    ใจกายธรรมละเอียดก็หยุดนิ่งอยู่ที่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายธรรมละเอียด พอถูกส่วนเข้าเห็นดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ขยายส่วนโตหนักขึ้นไป ใจหยุดอยู่กลางดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐานถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงศีล หยุดอยู่กลางดวงศีลถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงสมาธิ หยุดอยู่กลางดวงสมาธิถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงปัญญา หยุดอยู่กลางดวงปัญญาถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงวิมุตติ หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงวิมุตติญาณทัสสนะ หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะถูกส่วนเข้าก็จะเห็นกายธรรมพระโสดา หน้าตัก ๕ วา สูง ๕ วา เกตุดอกบัวตูมใสกว่าขึ้นไปอีก
    ใจกายพระโสดาก็หยุดนิ่งอยู่ที่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายพระโสดา พอถูกส่วนเข้าเห็นดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน หยุดอยู่กลางดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐานถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงศีล หยุดอยู่กลางดวงศีลถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงสมาธิ หยุดอยู่กลางดวงสมาธิถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงปัญญา หยุดอยู่กลางดวงปัญญาถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงวิมุตติ หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงวิมุตติญาณทัสสนะ หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะถูกส่วนเข้าก็จะเห็นกายพระโสดาละเอียดอยู่ในกลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะของพระโสดานั้น หน้าตัก ๕ วา
    ใจกายพระโสดาละเอียดก็หยุดนิ่งอยู่ที่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายพระโสดาละเอียด พอถูกส่วนเข้าเห็นดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน หยุดอยู่กลางดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐานถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงศีล หยุดอยู่กลางดวงศีลถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงสมาธิ หยุดอยู่กลางดวงสมาธิถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงปัญญา หยุดอยู่กลางดวงปัญญาถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงวิมุตติ หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงวิมุตติญาณทัสสนะ หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะถูกส่วนเข้าก็จะเห็นกายพระสกิทาคา หน้าตัก ๑๐ วา สูง ๑๐ วา เกตุดอกบัวตูมใสหนักขึ้น
    ใจของพระสกิทาคาก็หยุดนิ่งอยู่ที่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายพระสกิทาคา พอถูกส่วนเข้าเห็นดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน หยุดอยู่กลางดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐานถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงศีล หยุดอยู่กลางดวงศีลถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงสมาธิ หยุดอยู่กลางดวงสมาธิถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงปัญญา หยุดอยู่กลางดวงปัญญาถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงวิมุตติ หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงวิมุตติญาณทัสสนะ หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะถูกส่วนเข้าก็จะเห็นกายพระสกิทาคาละเอียด หน้าตัก ๑๐ วา สูง ๑๐ วา เกตุดอกบัวตูมใสหนักขึ้น
    ใจของพระสกิทาคาละเอียดก็หยุดนิ่งอยู่ที่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นพระสกิทาคาละเอียด พอถูกส่วนเข้าเห็นดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน หยุดอยู่กลางดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐานถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงศีล หยุดอยู่กลางดวงศีลถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงสมาธิ หยุดอยู่กลางดวงสมาธิถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงปัญญา หยุดอยู่กลางดวงปัญญาถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงวิมุตติ หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงวิมุตติญาณทัสสนะ หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะถูกส่วนเข้าก็จะเห็นกายพระอนาคาหน้าตัก ๑๕ วา สูง ๑๕ วา เกตุดอกบัวตูมใสหนักขึ้น
    ใจของพระอนาคาก็หยุดนิ่งอยู่ที่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นพระอนาคา พอถูกส่วนเข้าเห็นดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน หยุดอยู่กลางดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐานถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงศีล หยุดอยู่กลางดวงศีลถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงสมาธิ หยุดอยู่กลางดวงสมาธิถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงปัญญา หยุดอยู่กลางดวงปัญญาถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงวิมุตติ หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงวิมุตติญาณทัสสนะ หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะถูกส่วนเข้าก็จะเห็นกายพระอนาคาละเอียด หน้าตัก ๑๕ วา สูง ๑๕ วา เกตุดอกบัวตูมใสหนักขึ้น
    ใจของพระอนาคาละเอียดก็หยุดนิ่งอยู่ที่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายพระอนาคาละเอียด พอถูกส่วนเข้าเห็นดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน หยุดอยู่กลางดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐานถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงศีล หยุดอยู่กลางดวงศีลถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงสมาธิ หยุดอยู่กลางดวงสมาธิถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงปัญญา หยุดอยู่กลางดวงปัญญาถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงวิมุตติ หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงวิมุตติญาณทัสสนะ หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะถูกส่วนเข้าก็จะเห็นกายพระอรหันต์ หน้าตัก ๒๐ วา สูง ๒๐ วา เกตุดอกบัวตูม ดวงธรรมที่ทำให้เป็นพระอรหันต์ก็ ๒๐ วา กลมรอบตัว
    ใจพระอรหันต์ก็หยุดนิ่งอยู่ที่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายพระอรหันต์ พอถูกส่วนเข้าเห็นดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน วัดเส้นผ่าศูนย์กลางได้ ๒๐ วา กลมรอบตัวเหมือนกัน หยุดอยู่กลางดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐานถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงศีล หยุดอยู่กลางดวงศีลถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงสมาธิ วัดเส้นผ่าศูนย์กลางได้ ๒๐ วา กลมรอบตัวเหมือนกัน หยุดอยู่กลางดวงสมาธิถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงปัญญา วัดเส้นผ่าศูนย์กลางได้ ๒๐ วา กลมรอบตัวเหมือนกัน หยุดอยู่กลางดวงปัญญาถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงวิมุตติ วัดเส้นผ่าศูนย์กลางได้ ๒๐ วา กลมรอบตัวเหมือนกัน หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงวิมุตติญาณทัสสนะ วัดเส้นผ่าศูนย์กลางได้ ๒๐ วา กลมรอบตัวเหมือนกัน หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะถูกส่วนเข้าก็จะเห็นกายพระอรหันต์ละเอียด สวยงามมาก เป็นกายที่ ๑๘ เมื่อถึงพระอรหันต์นี้แล้ว หยุดกิเลสหมด ไม่มีกิเลสเลย เสร็จกิจในพระพุทธศาสนาทั้งสมถวิปัสสนาตลอด ตั้งแต่กายมนุษย์ถึงกายอรูปพรหมละเอียด แค่นั้นเรียกว่าขั้นสมถะ ตั้งแต่กายธรรมโคตรภู ทั้งหยาบทั้งละเอียดจนกระทั่งถึงกายพระอรหันต์ทั้งหยาบทั้งละเอียดนี้ เรียกว่าขั้นวิปัสสนาทั้งนั้น
    <center> สรุปลำดับชั้นของสมาธิแบบกำหนดศูนย์กลางกาย

    </center> <center><table bgcolor="#ccffff" border="1" cols="2" width="50%"> <tbody><tr> <td>กายพระอรหันต์</td> <td>
    กายพระอรหันต์ละเอียด​
    </td> </tr> <tr> <td>กายพระอนาคามี</td> <td>
    กายพระอนาคามีละเอียด​
    </td> </tr> <tr> <td>กายพระสกิทาคา</td> <td>
    กายพระสกิทาคาละเอียด​
    </td> </tr> <tr> <td>กายพระโสดา</td> <td>
    กายพระโสดาละเอียด​
    </td> </tr> <tr> <td>กายธรรม</td> <td>
    กายธรรมละเอียด​
    </td> </tr> <tr> <td>กายอรูปพรหม</td> <td>
    กายอรูปพรหมละเอียด​
    </td> </tr> <tr> <td>กายรูปพรหม</td> <td>
    กายรูปพรหมละเอียด​
    </td> </tr> <tr> <td>กายทิพย์</td> <td>
    กายทิพย์ละเอียด​
    </td> </tr> <tr> <td>กายมนุษย์</td> <td>
    กายมนุษย์ละเอียด​
    </td> </tr> </tbody></table></center> *จากหนังสือทางมรรคผล- หลักการสอนสมถวิปัสสนากรรมฐานของพระมงคลเทพมุนี
    หมายเหตุ
    พระโสดาบัน หมายถึงการลดลงของกิเลสทั้ง ๓ คือ โลภะ โทสะ โมหะ (ความโลภ ความโกรธ ความหลงผิด)
    พระสกิทาคา หมายถึงการลดบางลงของกิเลสทั้ง ๓ คือ โลภะ โทสะ โมหะ จนเกือบไม่เหลือ
    พระอนาคามี หมายถึงการหมดไปของกิเลส และหมดความกำหนัด รักใคร่
    พระอรหันต์ หมายถึงการตัดกิเลสทั้งปวงได้อย่างสิ้นเชิง สิ้นภพสิ้นชาติแล้ว ไม่เวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป ตามตำราท่านว่าหากเมื่อถึงขั้นนี้แล้ว ถ้าเป็นคฤหัสถ์จะครองตนอยู่ในความเป็นคฤหัสถ์ได้ไม่เกิน ๗ วัน จะต้องเข้านิพพาน หากแต่เป็นบรรพชิตก็จะอยู่ในนิพพานได้ตลอดจนกระทั่งดับขันธ์ ท่านเปรียบว่าเหมือนกับการที่เป็นดวงแก้วอันบริสุทธิ์แล้ว ก็ไม่สามารถจะทนปะปนอยู่กับของโสโครก หรือโคลนตมได้ เหมือนกับเทพชั้นสูงที่ท่านรู้สึกรังเกียจในกลิ่นกิเลสของมนุษย์ฉันใดฉันนั้น
    พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้สรุปไว้อย่างแยบคายว่า ปุถุชนย่อมไม่รู้จิตของพระโสดาบัน
    พระโสดาบันย่อมไม่รู้จิตของพระสกทาคามี
    พระสกทาคามีย่อมไม่รู้จิตของพระอนาคามี
    พระอนาคามีย่อมไม่รู้จิตของพระอรหันต์
    บุคคลชั้นต่ำย่อมไม่รู้จิตของบุคคลชั้นสูงๆ (หมายถึงคุณธรรม)
    บุคคลชั้นสูงย่อมรู้จิตของบุคคลชั้นต่ำ
    [​IMG]


    http://www.salatham.com/
     

แชร์หน้านี้

Loading...