การฝึกอภิญญาด้วยการเพ่งรูปพระ

ในห้อง 'อภิญญา - สมาธิ' ตั้งกระทู้โดย ฮักตัวน้อย, 20 กันยายน 2018.

  1. ฮักตัวน้อย

    ฮักตัวน้อย สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    11 พฤศจิกายน 2017
    โพสต์:
    15
    ค่าพลัง:
    +13
    สงสัยคับว่าการเพ่งพระพุทธรูปหรือภาพพระสงฆ์จะสามรถทำให้เราได้อภิญญาได้ไหม หรือเพียงแค่ได้ทิพจักขุเท่านั้น
     
  2. nopphakan

    nopphakan ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    7,064
    ค่าพลัง:
    +30,480
    ไม่ทราบว่า เข้าใจว่าตาดีกว่าปกติเป็นส่วนย่อยของอภิญญาหรือเปล่า
    หรือเป็นคนละส่วนกันครับ
    และความสามารถพิเศษมันมีทั้ง
    แบบภายนอกและแบบภายใน
    แบบไหนที่ถามครับ


    เอาว่า ถ้าขึ้นด้วยภาพพระหรือพระสงฆ์
    หรือท่านใดก็ตาม ตลอดจนกสิณนั้น
    คำว่าเพ่งเนี่ย เราจะใช้สำหรับ
    ช่วงแรกๆสำหรับการฝึกนะครับ
    เพื่อเป็นอุบายให้จิตสร้างภาพ
    ด้วยตัวจิตเองในอนาคต
    ยังไงต้องเปลี่ยนจากเพ่ง
    เป็นดูและระลึกภาพนะครับ
    ไม่งั้นจะไปต่อไม่ได้
    และส่งผลต่อร่างกายด้วยครับ


    พูดถึงแบบที่ฝึกเอานะครับ
    การที่ตาเราจะดีกว่าปกติและถึงระดับ
    ใช้งานได้ในเวลาปกตินั้นต้องเป็นภาพ
    ในกำลังระดับ
    ปฎิภาคนิมิตนะครับ

    ไม่ใช่ภาพพระมีแสง มีประกาย
    แล้วเราย่อได้เล่นได้ ในกำลังระดับ
    อุปจาระสมาธิ ที่มักทำให้คนหลงว่าตน
    ได้ฌาน ๔ แต่ไร้กำลังจิตนะครับ

    โน้นต้องเป็นภาพปฎิภาคนิมิต
    ที่ถ้าเราเข้าใกล้อล้วสามารถดูดจิตเรา
    เข้าไปใต้ฐานพระได้. หรือถ้าเราอยู่ห่วงไป
    ก็ย่อขยายภาพไม่ได้อีก

    ถ้ารักษาระยะได้ไม่ถูกภาพดูด
    และมีกำลังพอจะเล่นกับภาพได้แล้ว

    เราจะต้องสามารถอฐิษจิต
    ให้เกิดเป็นผลให้ได้ก่อน
    ซึ่งต้องเข้าใจคำว่า วางอารมย์
    เรื่องที่จะอฐิษฐาน

    และถ้าในกำลังระดับนั้น ควรจะต้อง
    ทิ้งภาพและระลึกภาพขึ้นได้อีกครั้ง
    ก่อนที่จะอฐิษฐาน ไม่งั้นกำลังจะไม่เพียง
    พอที่จะรักษาสภาวะให้นานพอ
    ก่อนที่จะเกิดผลในเรื่องที่จะอฐิษฐานได้ครับ
    ที่พูดมานี้ คือ จะได้ทางตาพิเศษใช้งานได้
    ในเวลาปกติ ส่วนขัดไม่ขัด
    ขึ้นอยู่กับความยึดมั่นถือมั่นถือมั่น
    ของจิตที่น้อยลงซึ่งได้มาจากการเดินปัญญา
    และตาดีแค่ไหน หูดีเท่านั้น



    ส่วนถ้าเข้าใจว่า นั่งสมาธิจะเกิดความสามารถพิเศษได้นั้น. ก็ต่อเมื่อ
    สามารถเข้าสมาธิระดับที่
    กายกับจิตแยกกันได้เด็ดขาดชั่วคราวจริงๆ
    และสามารถควบคุมให้จิตมันอยู่นิ่งไปในกายได้ แบบไม่ออกไปไหนเลย
    ซึ่งต้องประมานครั้งที่ ๓ หรือ ๔
    ที่จะทำได้ แต่ต้องเพิ่มการเจริญสติให้ต่อ
    เนื่องทั้งวันร่วมด้วยนะครับ

    แล้วค่อยมาดูว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไปคือ
    ๑. ถ้าจิตมันวิ่งซ้อนเข้าไปในตัวมันเอง
    เรื่อยๆระเบิดเรื่อยๆ ในเวลาปกติ
    เราจะเกิดความสมารถที่เคยทำได้
    ในอดีตขึ้นมาใช้งานได้เลย
    แต่จะมีข้อเสียตรงเรื่องกำลังจิต
    และเรื่องของกำลังสติทางธรรม
    ที่ยังคงทำให้เรายึดกับนามธรรมอยู่
    ๒ วิ่งดูอวัยวะภายในร่างกาย
    จนเกิดการระเบิด ข้อดีคือได้ผล
    เรื่องการตัดอัตตาตัวตน
    ถึงระดับที่ละเอียดได้

    ทั้ง ข้อ๑ และ ๒ จะเกิดขึ้นเอง
    ไม่สามารถบังคับมันได้
    ขึ้นอยู่กับสภาพจิตเรา ณ เวลานั้นๆ

    ที่พูดมาทั้งหมดเป็นส่วนความสามารถ
    แบบที่เรียกว่าภายใน. บางคนไม่ต้องฝึก
    ก็เกิดมีได้เองเยอะแยะครับ
    ส่วนถ้าจะไปภายนอกได้
    ต้องสร้างกำลังจิตก่อน
    เป็นพื้นฐาน

    ส่วนถ้าจะเอาแบบ เป็นผู้มีคุณวิเศษในตนเอง
    ต้องเป็นบุคคลที่
    ไม่ยินดีในกามรมย์และชื่นชมใน
    กามคุณ ไม่ว่าจะเป็นรูปก็ดี
    ไม่ว่าจะเป็นนามก็ดี

    ที่เห็นส่วนมากจะเป็นท่านที่
    ห่มเหลืองครับ


     
  3. Apinya Smabut

    Apinya Smabut นิพพานังสุขัง นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 มิถุนายน 2014
    โพสต์:
    862
    กระทู้เรื่องเด่น:
    19
    ค่าพลัง:
    +1,279
    เท่าที่ทราบว่า
    ถ้านึกถึงภาพพระจนจิตทรงฌาน 4 ได้แล้ว
    ให้เอาฌาน 4 นั้น ไปฝึกกสิณ 10 หรือ ภาวนา "โสตัตตะภิญญา"
    ก็จะได้อภิญญาครับ
     
  4. nopphakan

    nopphakan ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    7,064
    ค่าพลัง:
    +30,480
    ทางปฎิบัติจริงๆนะครับ
    จะเล่าอะไรให้ฟังนะครับ
    วางที่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อน
    แล้วอ่านที่จะเขียนให้ฟังดูก่อน



    ฌาน ๔ ละเอียดมันทำอะไรไม่ได้หรอกครับ
    ในทางปฎิบัติ นึกออกไหม ? ทำไมถึงพูดอย่างนี้ ? กายกับจิตแยกกันขาด
    ถามว่าจิตจะสร้างภาพได้ไหม? ถามให้คิดเล่นๆ


    และเวลาใช้งานทางจิต
    ที่เค้าเรียกว่า ใช้งานกำลังระดับฌาน ๔ นั้น
    มันก็คือ การเข้าสมาธิไปดึงเอา
    กำลังในระดับนั้น แล้วออกมาเพื่อ
    เป็นกำลังหนุน ในการทำงานได้ของจิต
    แต่ไม่ใช่ว่า ไปอยู่ในกำลังระดับนั้นๆตลอด
    เวลาที่ใช้งาน. ถ้างงจะยกตัวอย่างเช่น นาย ก ใช้งานฌาน ๒ คือนาย ก เข้าฌาน ๒ เพื่อเอากำลังมาใช้ พอใช้เสร็จก็กลับมาสภาวะปกติทั่วไปเหมือนคนธรรมดา
    ไม่ใช่ว่า นาย ก ต้องอยู่ในฌาน ๒
    ตลอดเวลา ในวงการใช้งานทางจิต
    เค้าจะไม่ทำกันเลย
    เพราะมันจะทำให้จิตพิการหรือซื้อบื่อ
    ไม่ฉลาด ไม่เกิดปัญญา
    เพราะจิตไปจมไปแช่ในกำลังฌาน
    ระดับนั้นๆ ทำไมถึงพูดแบบนี้อีก ?

    เพราะสภาวะฌาน ๔ ละเอียดนั้น
    กายกับจิต
    มันแยกกันขาดแล้วชั่วคราว

    เมื่อทั้งระบบประสาท ร่างกาย
    และตัวจิตเรา มันขาดกันชั่วคราวแล้ว
    มันจึงเป็นไปไม่ได้เลย. ในทางปฎิบัติ
    ที่มันจะเกิดเป็นภาพขึ้นมาได้จากตัวจิตครับ
    พอนึกออกไหม เพราะการเกิดเป็นภาพ
    ทางนามธรรมนั้น
    ตัวจิตที่จะสร้างภาพขึ้นมาได้นั้น
    มันต้องอาศัยช่องทางที่ทำให้เราเห็นภาพ

    ไม่ว่าจะผ่านทางทาง ทางความรู้สึก
    หรือทางตำ่แหน่งตาที่สาม หรือจุดเหนือระหว่างคิ้ว

    ซึ่งถ้าหัดสังเกตุ. เราจะพบว่าจิต
    ที่สร้างภาพนั้น มันยังไม่พ้นกายของเรานี้
    พวกเราเริ่มมองภาพรวมๆ
    เริ่มออกหรือยังครับ

    คนที่เข้าถึงระดับฌาน ๔ ละเอียด
    และสามารถควบคุมจิตให้นิ่งๆในกายได้
    จึงมองเห็นช่องท้องตัวเองได้
    ที่เห็นคือ มองออกมาจากดวงจิต
    ซึ่งจิตมันไม่ได้อาศัยร่างกายเป็นช่องทาง
    ให้เห็นภาพอีกแล้วครับ

    ถามว่า ๑.เมื่อกายกับจิตแยกกันเด็ดขาด
    คุณสามารถสวดคาถาอะไรได้ไหม?
    ๒.จิตสามารถสร้างภาพอะไรได้ไหม?

    ตอบเลยว่าไม่ได้ครับ เพราะ ระบบประสาท
    จิตตัดออกจากกายขาดแล้วชั่วคราว
    และจิตเป็นเสมือนดวงตาที่มองสิ่งต่างๆ
    เท่านั้น

    ดังนั้น ไม่ว่าจะกำลังฌาน ๔ ในเรื่องกสิณ
    หรือทรงภาพพระไว้ระดับฌาน ๔
    มันเป็นไปไม่ได้ครับ แบ้วยิ่งจะไปภาวนา
    แล้วจะได้อภิญญา บอกได้เลยว่า
    ชาตินี้ยันชาติหน้าก็ไม่มีทาง
    เพราะจิตมันทำอะไรไม่ได้
    เลยในกำลังระดับนี้(ฌาน ๔ ละเอียด)

    ถ้าจะเกิดความสามารถขึ้น
    ในขณะที่ฝึกสมาธิได้
    ให้อ่านดีๆ มีหลายกรณีคือ

    ๑. กรณีขึ้นด้วยภาพพระ
    พอถึงระดับปฎิภาคนิมิต คือกำลังฌาน ๔ หยาบๆ
    ถ้าเราสามารถ
    วางอารมย์เรื่องการอฐิษจิตไว้ก่อนได้
    (คนที่จะอฐิษฐานจิตได้ต้องเจ้าใจเรื่อง
    วางอารมย์เรื่องที่วางอารมย์เป็นปกติ
    เพราะมันจะไปนึกเอาตอนนั้นไม่ได้เลย
    เพราะจะหลุดออกในสภาวะปกติทันที)
    และขณะอฐิฐานจิตนั้น
    ภาพปฎิภาคจะหายและตัวจิต
    จะไต่จากฌาน ๔ หยาบไปฌาน ๔ ละเอียดในขณะที่กำลังอฐิษฐานจบพร้อมๆกัน
    และกำลังจะตกลงมาเองอัตโนมัติ
    ลงมาอุปจารสมาธิเพื่อดึงเอาความเป็นทิพย์
    ของจิตในกำลังอุปจารสมาธินี้มาใช้งาน
    และลำดับต่อมาจิตจะไต่ขึ้นสู่กำลังระดับ
    ปฎิภาคนิมิตเอง แต่ว่ามันจะเปลี่ยนเป็นการสร้างภาพเรื่องที่วางอารมย์แทนโดยจิต
    จะมองเห็นภาพเหล่านี้ ผ่านตัวจิตเอง
    โดยที่ไม่อิงกาย. ทำได้เวลาปกติ
    ตาทางด้านนามธรรมจะดีขึ้น
    หรือการเกิดเป็นผลตาม
    ที่ตนอฐิษฐาน กรณีที่ฝึกกสิณ เช่น มีฝนตกแบบมีเมล็ด แต่ไม่เปียก ตกลงพื้นแล้วหายไปเป็นต้นฯลฯ

    ๒.กรณีกสิณ คือปั่นปฎิภาคนิมิตวนด้านซ้าย
    (ด้านขวาไม่มีประโยชน์ เพราะในเส้นเลือดดำด้านขวาเรามันมีแร่เหล็ก ปกติ พวกพลังงานเหล่านี้ มันเป็นส่วน สื่อนำแรงประเภทแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีประจุบวกลบ
    อยู่แล้วการหมุนด้านขวาจึงไม่มีประโยชน์)

    โดยที่ไม่ถูกภาพดูดเข้าไป. กรณีภาพพระ
    จะถูกดูดไปใต้ฐานภาพ ซึ่งจะไม่เกิดผลใดๆ
    เวลาลืมตาปกติถึงจะเกิดความสามารถ
    ด้านพลังงานได้ปกติ

    ๓.จิตแยกกับกายเด็ดขาดและอยู่นิ่งๆ
    ในกายได้(ต้องประมานเข้าได้ ๓ ถึง ๔ ครั้ง
    ถึงจะทำได้)พูดง่ายๆเห็นช่องท้องตัวเองได้

    ถึงจุดนี้ จิตจะไปเองตามที่เคยสะสมมา
    เลือกไม่ได้ บังคับไม่ได้เลย คือ
    ๓.๑ วิ่งดูอวัยวะภายในร่างกานตัวเอง
    จนระเบิดเสียงดังมาก จะได้เรื่องการตัดความยึดมั่นถือมั่นในตัวเอง
    ๓.๒ วิ่งซ้อนเข้าไปในตัวจิตเอง
    แล้วระเบิดไปเรื่อยๆ ผลคือ เวลาปกติ
    ความสามารถที่เคยทำมา จะเกิดขึ้น
    และสามารถใช้งานได้เหมือนปกติทั่วไป

    ๔.วิถีญานหรือความสามารถที่เกิดเอง
    จากบารมีตนเอง ถ้าเกิดก่อนที่จิตจะคลายตัวหรือแยกรูปแยกนามได้(คือเห็น จิต เห็นความคิด เห็นขันธ์ ๕ ส่วนนามเป็นคนละส่วน
    ในขณะที่จิตอยู่ในกาย ไม่ใช่แยกกายแยกจิต ถอดจิตแบบสายตำราเข้าใจ)จะดูเพี้ยน
    เพราะจะยึดนามธรรมต่างๆ ไม่สนเจริญสติและสมาธิ หรือไม่ก็ป่วยแบบรักษาไม่หาย
    กลุ่มนี้ถ้าหายมักจะเป็นแนวเน้นสอนธรรมมะ

    ๕. การภาวนาบทคาถาอะไรก็ตาม
    ที่ส่งเสริมให้จิตเกิดการคลายตัวได้
    ในเวลาใช้ชีวิตปกติ ความสามารถ
    ที่เกิดจะค่อยๆขึ้นมาเองตามลำดับ
    ขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่จิตคลายตัวเองได้ตามธรรมชาติ ทุกคนเริ่มต้นที่วินาที
    ไม่ใช่เป็นวันเป็นชั่วโมง แต่ไร้ความสมารถใดๆ แบบที่อ่านตำรามา
    หรือพยายมอยู่ในฌานให้นานๆ


    ปล สุดท้ายนี้แถม
    ระหว่างบทคาถา ๑ สัมปัจจิตฉามิ
    กับ ๒ โสตัสตะภิญญานะครับ


    เช่นถ้าเราจะใช้งาน ด้านกสิน
    ถ้าจิตเราเด่นไฟ ภาวนา ๑ ไฟจะมา
    แบบฟูลออฟชั่น ในทำนองเดียวกัน
    แต่ถ้าภาวนา ๒ จะมาทั้ง ดิน น้ำ ลม ไฟ อากาศ. ถ้ายังไม่เกท มีอีกตัวอย่าง

    เช่น ถ้าเราใช้ความสามารถทางตา
    ถ้าเราภาวนา ๒ ภาพจะเป็นจอ LCD
    หันไปมองทางไหน จะมีรายละเอียดต่างๆ
    ขึ้นมาให้เห็น(ปกติถ้าภาวนาพุทธโธ จะเห็นเฉพาะที่จำเป็นและเห็นแบบมองผ่านตาแมว)
    แต่ในทำนองเดียวกันถ้าภาวนา ๒
    ภาพและรายละเอียดจะขึ้นมาก่อนที่จะหันไปมองเหมือนเราไปยืนมองอยู่ตรงนั้น

    เห็นความแต่ต่างของ ๑ และ ๒
    ในเรื่อง เรียกของเก่า และ การรวมหรือยัง

    ๑ คือเรียกที่เราถนัดนั้นๆมาใช้ให้ดีสุด
    ในด้านนั้นๆ
    ๒ คือรวมที่ดีสุด ใช้งานคลอบคลุมที่สุด
    ในด้านนั้นๆ


    ไม่ใช่ท่องๆแล้วจะมีความสามารถแบบรวมมิตเลยมันไม่ใช่ในทางปฎิบัติครับ
    ท่านที่สอนท่านไม่ได้พูด
    แต่ให้เราเข้าถึงเอง
    อย่าพึ่งด่วนสรุปว่าต้องใช่
    จากการตีความตัวอักษร
    มันจะทำให้เราเข้าไม่ถึง


    ถามว่า
    ๑. ถ้าเราไม่ใช่พวกมีวิถีญาน
    คือมีความสามารถแบบไม่เคยฝึกเลย
    แบบใช้งานได้
    และ ๒ จิตไม่เคยผ่านการคลายตัว
    หรือแยกรูปแยกนามมาก่อน

    ๓ กำลังสมาธิสะสม ไม่เพียงพอ
    ที่จะหนุนการใช้งานด้านต่างๆ

    ภาวนาบทวิเศษใดๆก็ตามในโลกนี้
    มันจะเกิดผลอะไรไหมครับ

    ตอบเลยว่า ท่านรอเอาชาติหน้าเลยครับ
    และชาติต่อไปท่านก็จะเหมือนเดิม
    คือไม่เกิดผลอะไร

    ถามอีกว่า จิตคลายตัวได้เองตามธรรมชาติ
    มันเกิดจากอะไร ?
    ตอบว่า มันก็มาจากการเดิน
    ปัญญานั่นหละครับ

    เห็นหรือยังว่า จริงๆสมาธิกับปัญญา
    มันไม่ได้แยก ยกตัว ยกตน เหมือนสายตำรา
    มันไม่ได้แยกกันเลย
    มันหนุนส่งเสริมกันอยู่ตลอดเวลาครับ


    ปล หวังว่า อ่านแล้วหูตาจะสว่างขึ้นครับ

    ยกเว้นว่าคุณหรือใคร
    จะบรรลุธรรมเหมือนพระสมัยนี้บางท่านหรือสมัยพุทธกาลแล้วได้วิชาสาม
    ปฎิสัมภิทาญาน เกิดขึ้นในเวลาปกติ
    นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
    การบรรลุธรรมได้ มีฐานมาจากอะไร


    ไม่ใช่คิดเอง เอ่อเองว่าตัวเอง
    บรรลุธรรม แต่ไร้ความสามารถใดๆ
    ไม่ว่าทางด้านการถ่ายทอดทางด้านปัญญาทางธรรม
    หรือความสามารถใช้งานทางจิตได้
    (หนุนทางปัญญาเหมือนสายสุขวิปัสสโก
    หรือหนุนการคลายตัวของสายอื่นๆ)
    แต่มักชอบอ้างว่าตนเป็นสายสุขวิปัสสโก
    อ้างว่าความสามารถพระพุทธฯท่านไม่ส่งเสริมเหมือนจิตที่
    เต็มไปด้วยทิฐิ อัตตา ตัวตน ชอบใช้อ้าง
    ยกตนข่มคนอื่นเป็นกันนะครับ
    แบบนี้ไม่ใช่การบรรลุครับ




















     
  5. ฮักตัวน้อย

    ฮักตัวน้อย สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    11 พฤศจิกายน 2017
    โพสต์:
    15
    ค่าพลัง:
    +13
    เคยสงสัยเหมือนกันว่าณาม4แล้วจะภาวนาได้ยังไง เก็ทเลย แล้วงี้ถ้าผมจะภาวนาคาถาบทมดบทหนึ่ง ให้ภาวนาในเวลาชีวิตประจำวัน ยืนเดินนั่งนอน ทำงานต่างๆใช่ไหม
     
  6. nopphakan

    nopphakan ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    7,064
    ค่าพลัง:
    +30,480
    ใช่.....ยกเว้นเวลาทำงาน
    ให้ตั้งใจทำงานเต็มที่ และเหมาะสำหรับเวลาที่ร่างกายไม่ดคลื่อนไหว ถ้าเคลื่อนไหวร่างกายควรใช้การนับจำนวนเอา

    ปล.
    ๑. จะเห็นผลคำภาวนาเมื่ออยู่ในโหมด
    ที่จิตเป็นทิพย์ แต่ว่าจิตจะข้ามคำภานาไปแล้วคือหยาบไปจนจิตไม่สนใจ แต่ไม่ได้หายหรอก
    หรือ
    ๒. คำภาวนาจะได้ผลเมื่ออยู่ในโหมด
    ที่จิตทำงานได้ ตามแต่ระดับ
    กำลังที่ใช้งานได้

    ทั่วไป คำภาวนาเป็นเครื่องเชื่อมโยง
    ให้จิตสงบ เป็นอุบายสร้างสมาธิสะสม
    อุบายสร้างสติ อุบายเพื่อเป็นแนวทางเดิน
    ให้จิตไปในทางที่ดีฯลฯ

    ทริคคือ “ภาวนาแบบทิ้งๆไป”(ถ้าเข้าใจ)
    ผลจะเกิดเร็วขึ้น
     
  7. &เมฆา

    &เมฆา เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 มกราคม 2017
    โพสต์:
    203
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +503
    การเพ่งพระพุทธรูป เพื่อต้องการได้อภิญญา เพียงหัวข้อก็ผิดระ คนตอบก็พากันมาแนะแนวทางแบบผิดๆอีก ถามจริงๆเถอะ พากันมาตอบทำได้จริงเปล่า กรือ มโมเอา
    อภิญญาแปลว่า ความสามารถอันยิ่งยวดของจิตดั้งเดิมครับ
    การเพ่งพระพุทธรูป เป็นหนึ่งในกรรมฐาน 40กอง เพียงเพื่อให้จิตนั้นรวม ไม่ได้มีผลในขั้นตอนอภิญญาในขั้นอื่นๆครับ
    ส่วนการให้จิตมีความสามารถอย่างยิ่งยวดของไม่กล่าวถึง(เดี่ยวพวก จะให้แสดงให้ดูอีก)
    อยากได้อภิญญาต้องฝึกให้ถูกวิธีครับ วิธีอาจจะเข้าใจง่ายแต่ทำยากแน่นอน ที่แน่ๆ ต้องได้ วสี5 เป็นพื้นฐานครับ
     
  8. อนัตตา

    อนัตตา Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 กุมภาพันธ์ 2015
    โพสต์:
    99
    ค่าพลัง:
    +111
    ขอยกพระไตรปิฎกมาประกอบค่ะ

    พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๑ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๓

    ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค

    [๒๒๕] คำว่า วสี ความว่า วสี ๕ ประการ คือ
    อาวัชชนาวสี๑
    สมาปัชชนาวสี ๑
    อธิษฐานวสี ๑
    วุฏฐานวสี ๑
    ปัจจเวกขณวสี ๑ ฯ

    สมาปัตติลาภีบุคคล คำนึงถึงปฐมฌานได้ ณ สถานที่และขณะตามที่ปรารถนา

    ไม่มีความเนิ่นช้าในการคำนึงถึง เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่า อาวัชชนาวสี

    สมาปัตติลาภีบุคคล เข้าปฐมฌานได้ ณ สถานที่ และขณะตามที่ปรารถนา

    ไม่มีความเนิ่นช้าในการเข้า เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่า สมาปัชชนาวสี

    สมาปัตติลาภีบุคคล อธิษฐานปฐมฌานได้ ณ สถานที่และขณะตามที่ปรารถนา

    ไม่มีความเนิ่นช้าในการอธิษฐาน เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่า อธิษฐานวสี

    สมาปัตติลาภีบุคคล ออกปฐมฌานได้ ณ สถานที่และขณะตามที่ปรารถนา

    ไม่มีความเนิ่นช้าในการออก เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่า วุฏฐานวสี

    สมาปัตติลาภีบุคคล พิจารณาปฐมฌานได้ ณ สถานที่และขณะตามที่ปรารถนา

    ไม่มีความเนิ่นช้าในการพิจารณา เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่า ปัจจเวกขณวสี

    สมาปัตติลาภีบุคคล คำนึงถึงทุติยฌาน ฯลฯ เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติได้ ณ สถานที่และขณะตามที่ปรารถนา ไม่มีความเนิ่นช้าในการคำนึงถึง เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่า อาวัชชนาวสี
    .............ฯลฯ.............


    สมาปัตติลาภีบุคคล เข้า ฯลฯ อธิษฐาน ออก พิจารณา เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติได้ ณ สถานที่ และขณะตามที่ปรารถนาไม่มีความเนิ่นช้าในการพิจารณา เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่า ปัจจเวกขณวสี


    อ้างอิง
    เนื้อความพระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๑ บรรทัดที่ ๒๔๓๑ - ๒๕๐๒. หน้าที่ ๙๙ - ๑๐๒.
    .
    .
    .
    เจริญในธรรมค่ะ
     
  9. nopphakan

    nopphakan ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    7,064
    ค่าพลัง:
    +30,480
    มาอีกแระ เวลามีคนแนะนำเรื่องอะไรแบบนี้
    มักจะมีพวกนักปฏิบัติ มีความสามารถแบบสัมผัสภายใน
    ระดับรกแมว มีความสามารถในการเห็นแบบมโนโดยอาศัย
    กำลังระดับห่างอึ่งอ่าง มั่นใจว่าตนเองมีบารมีมาก
    แต่พอท้าให้แสดงความสามารถ พวกนี้จะเงียบกริ๊บเป็นเป่าสาก
    ไม่เงียบอย่างเดียวคือเรื่องปาก ที่เอาไว้คุยข่ม กล่าวหา แล้วยกตัวเอง


    และ เต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจแบบไม่เจียมหัวกระลาตัวเอง
    ถึงได้กล้าออกมาพูด ว่าการเพ่งภาพพระฯ หัวข้อก็ผิดแล้ว
    แสดงว่า คิดว่า วิธีการตัวเองเจ๊งสุด คิดว่าตัวเองมีความสามารถ
    และกล่าวเชิง มั่นใจเพราะการที่คิดว่าตนเองเก่งกว่า
    เลยกล่าวเป็นเชิงพลาดพิงว่า วิธีการที่ครูบาร์อาจารย์ในอดีต
    ที่ท่านเคยแนะนำมาเกี่ยวกับภาพพระก็ผิดหมด
    คือ ตัวเองเจ๊งกว่า


    ที่สำคัญก็คือ หลงตัวเอง เห็นใครแนะนำได้ เป็นอดทนไม่ได้
    ด้วยเพราะว่า ตัวเองติดการได้รับการยอมรับ
    อยากให้คนยกย่อง เลยเที่ยว กล่าวว่า คนอื่นๆที่แนะนำมาผิดๆ
    แล้วก็ได้แต่พูดว่า ต้องอย่างนั้นอย่างนี้ พูดตามตำราทั้งนั้น
    แต่สุดท้ายก็จากไป แบบไม่ได้ แนะนำเทคนิค อะไรเลย
    นอกจาก การกล่าว อวดยกตน กล่าวหาคนอื่นๆ
    อ่านแล้วก็ขำดี.....

    ถามหน่อย อ่านหรือยัง ในรายละเอียด
    พ่อชิวาว่าการจะเก่งแต่ปาก
    และความมั่นใจ แบบไม่เจียม กำลังจิตและความสามารถตัวเอง
    มันไม่ได้ทำ ให้คุณดูดีขึ้นหรอกนะ
    เค้าดูความสามารถทำได้จริง
    ซึ่งก็มาจากคำแนะนำนั่นหละ
    กรณีอย่างคุณเค้าเรียกว่า ไม่รู้จักเจียมความสามารถตน
    และหลงตัวเองมาก หลงจนชนิดที่ว่า
    มั่นใจว่า วิธีการตนเอง ดีกว่า ครูบาร์อาจารย์
    ในอดีตที่ท่านเคยแนะนำมา.... สมเพชแทน.. ุยยยยยย


    ถามว่าแล้วคุณทำได้ซักอย่างไหม ที่มีการแนะนำ
    จากข้างบนมา ??
    ทั้งภาพพระ กสิณ
    หรือแบบอื่นๆที่ข้าพเจ้าแนะนำ
    ไม่เอา ภาพแบบระดับอุปจารสมาธิกำลังจิตห่างอึ่งอ่าง
    แต่มั่นใจว่า เป็นระดับโปรซีรีย์ ที่ไร้กำลังจิต
    และไม่สามารถทำให้เกิดกับคนอื่นๆได้นะ
    เข้าใจนะ ว่า ระดับรกแมวไม่เอา.....


    ย้ำอีกว่า ๑.การมาพูดว่าต้องฝึกให้ถูกวิธี
    ถ้าการขึ้นด้วยภาพพระผิดตังแต่ต้น
    แสดงว่า ครูบาร์อาจารย์มีชื่อในอดีต
    ที่ท่านสอนมาท่านสอนผิดวิธี
    หรือไม่วิธีที่ข้าพเจ้าสอนก็ผิด มโนเอา

    แสดงว่า ๒. ตัวคุณเก่งกว่างั้นเถอะ
    ไม่งั้นจะไม่เที่ยวมาพูดบอกคนอื่นๆเค้ามโน
    และเที่ยวปากดีบอกว่าคนอื่นๆแนะนำผิด
    คือ คุณเก่ง วิธีคุณถูก วิธีที่ครูบาร์อาจารย์
    ในอดีตสอนมาผิด วิธีที่ผมแนะก็ผิดใช่ไหม



    ไหน ขอเทคนิค เชิงภาพ
    ไม่ว่าภาพพระ หรือกสิณ อธิบายซิ
    ฝึกแบบไหน จิตถึงจะเกิดความสามารถพิเศษ
    ที่คุณเรียกว่า อภิญญา

    และว่าคนอื่นๆมโน
    ไหน มาแสดวความสามารถทางตา
    ให้คนอื่นๆชมได้ไหม
    แบบทำให้ปรากฏกับคนอื่นๆได้เหมือนที่ตนเองเห็น ทำได้ไหม?
    มาๆ มีคน รอไปพิสูจน์ เชิญมาทำให้ดูหน่อย
    จะได้ดูว่า การที่กล่าวหาว่าคนอื่นๆมโน
    ตัวเอง ทำได้จริงไหม......


    ไหนเรียกพลังงานกสิณขึ้นมาโชว์หน่อย
    แต่ตอนนี้บอกความแตกต่างหน่อย ว่าแต่ละกอง
    พลังงานมันเป็นอย่างไร
    และทำให้คนอื่นๆรับรู้ได้ด้วย. ทำได้ไหม?
    มาๆ มีคนรอพิสูจน์ จะได้รู้ว่า คุณเก่งอย่างปากพูดไหม



    และถ้าตัวเองไม่รู้ ว่าจะแนะอะไร
    เกี่ยวกับกระทู้ที่ถาม
    ก็ไม่ต้องทำเป็นเป็นพูดเหมือนรู้ดี

    ทำรู้ดีไม่พอยังอวดเก่ง ไปกล่าวหา
    คนอื่นๆสอนผิดแนะผิด ว่าเค้ามโน
    แต่ตัวเอง ก็ไม่ได้แนะนำเชิงเทคนิคอะไร
    ดีแต่คุย เหมือนพวก เกรียนคียบอร์ด
    เก่งแต่ปาก แต่ไร้ความสามารถทำได้จริง





    ปล. ๑. ถ้าข้าพเจ้า พูดถึงคุณ หรือ คนที่ใช้ชื่อว่า&เมฆา ผิดตรงไหน
    แย้งมาเลยครับ
    ถ้าคุณ มั่นใจว่า ที่ข้าพเจ้าแนะนำผิด


    เชิญคุณเขียนทริคของคุณ และแนะนำมาเลยครับ
    แล้วให้คนอ่านได้ตัดสินเองเอง....



    ๒. ว่าคนอื่นๆมโน เชิญ &เมฆา มาแสดงความสามารถให้ดู
    ต่อหน้าคนอื่นๆได้ไหม มีสถานที่ให้ ปลอดภัย
    แสดงคือ คุณว่า คนอื่นๆ มโน ไม่ว่าเรื่องภาพพระ เรื่องกสิณ
    เรื่องอื่นๆ แสดงว่า คุณต้อง ทำให้เกิดกับคนอื่นๆได้เช่นกัน
    ถึงกล้าพูดว่า คนอื่นๆมโน และวิธีการที่ครูบาร์อาจารย์ในอดีต
    ที่ท่านสอนมาต้องผิดหมด แสดงว่าคุณต้องละเอียดกว่า

    แสดงว่า มีความสามารถด้านนี้ แบบโปรซีรีย์ ขอเชิญมาโชว์ตัวหน่อยนะครับ
    อยากเจอคนเก่งๆ ปากดีแบบนี้มากเลยครับ


    ๓. ข้าพเจ้าจะดูเฉยๆ ว่าคุณทำได้หรือเปล่า ให้คุณแสดงก่อนเลย
    เพื่อพิสูจน์ตัวคุณ ว่าเก่งจริงเหมือนปากที่ กล่าวหาว่าคนอื่นสอนผิด
    และมโนเอา

    ****แต่ถ้ามี เจตนา มาตอบต่อท้ายเพื่อ แซะข้าพเจ้า แสดงว่า เจตนามีเรื่อง
    กับข้าพเจ้า คือ อยากลองของ เด่ว มาโชว์ตัวกัน แล้วบอกมา
    จะจัดให้ครับว่าต้องการแบบไหน อยากรู้เหมือนกัน ว่าที่โม้ๆอย่างคุณ
    จะทนได้ซักกี่วินาที


    ตอนนี้เชิญ ไปแนะนำ ทริคหน่อยซิ
    อยากดูความรู้ความสามารถที่ได้จากการปฏิบัติคุณก่อน
    ส่วนข้อ ๒ ข้อ ๓ เอาไว้ ดูจากการตอบ ก็รู้ผลได้แล้ว.......
    ส่วนจะมา แซะข้าพเจ้าคืน ไว้ที่หลังก็ได้
    ตอบทริคและแนะนำ วิธีการคุณมาหน่อยซิครับ
    จะได้ รู้ๆกัน แสดงให้ ชาวโลกเห็นกันไปเลย


    ไหนตอบให้ สมาชิก ได้ชื่นใจหน่อยซิ

    นาย &เมฆา ผู้หลงตนเอง จอมสร้างภาพยกตน........

    ปล. กล้าปากดี ก็ต้องพอตัว....ไหนไปตอบซิครับ
    จะได้ไม่โดนข้อกล่าวหาว่า เก่งแต่ปากนะครับ

    ส่วนเรื่องมโนฯ มาโชว์ตัว แสดงความสามารถ
    เด่วก็ได้รู้ๆกัน เอาไว้ทีหลังก็ได้ ไม่ยากหรอก
    พาพวกมาเยอะๆก็ได้..ผมคนเดียวพอ
    ผมคนธรรมดา ไม่เก่ง ไม่ดีหรอก ไม่บรรลุอะไร
    แต่นิสัยแบบคุณ มากันเยอะๆเลยครับ
    เด่วจะได้รู้ๆกันเอง ''ไม่ต้องพูดมาก เจ็บคอ.......''
     
  10. อนัตตา

    อนัตตา Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 กุมภาพันธ์ 2015
    โพสต์:
    99
    ค่าพลัง:
    +111
    โอ้โห คุยแบบนักเลงเลยนะ แล้วจะได้อรรถได้ธรรมกันหรือเปล่าเนี่ย
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 4 ตุลาคม 2018
  11. nopphakan

    nopphakan ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    7,064
    ค่าพลัง:
    +30,480
    คุณพูดอย่างนี้ ตอบต่อท้าย แสดงว่ากล่าวถึงข้าพเจ้าเนาะ..

    คำว่านักเลงเนี่ย หนังเหนียว หรือ นิสัยนักเลง
    แต่นักเลงจริงปกติ มักจะไม่มาหาเรื่องใครก่อนหรอกครับจริงไหม
    และไม่ได้เก่งแต่ปาก อย่างนี้เรียกพวก กุ้ยยยยย และเที่ยวกล่าวหาคนอื่นๆ
    แล้วสุดท้ายยกตนเองข่มใครนะครับ อย่างนี้เรียกพวก หลงตัวเอง พอเข้าใจนะครับ
    ถ้า ยกตนข่มท่าน กล่าวหา แต่สุดท้ายแนะนำไม่ได้
    ทำไม่ได้จริงๆ รวมๆเราเรียกว่า พวกตู๊ด หรือ โม้กระจอก เก๊กระจอก
    เก่งแต่ปาก ชิวาว่า แล้วแต่จะเรียกครับ

    อีกอย่างกระทู้นี้ เกี่ยวกับการฝึกอภิญญาด้วยการเพ่งภาพพระ
    เป็นในส่วนการปฏิบัติ เชิงปฎิบัติ กรุณาอ่านให้หมดก่อน ค่อยพูด
    ไม่ใช่ กระทู้สอนธรรมะนะ ครับ เข้าใจอะไรผิดหรือเปล่า
    ปฏิบัติ ก็ต้องว่า กันด้วยการปฏิบัติ ซิครับ มันมีอะไรไม่ปกติตรงไหนครับ
    หวังว่า อรรถรสธรรมคุณคงไม่ใช่ มีไอ้ขี้โม้ มายกตน กล่าวหาคนอื่นๆ
    แต่ไม่แนะนำเทคนิคอะไรนะ

    ปล. ส่วนตัวไม่ใช่นักเลง ไม่เคยบอกว่าตัวเองเก่ง เป็นคนดี มีความสามารถ
    หรือบรรลุอะไร แต่เป็นคนจริงครับ ใครมาดียิ้มรับ
    ใครมาไม่ดี กล่าวหา ถากถาง ยกตน คุยข่ม ก็ยิ้มรับ
    เพราะไม่ได้เก่งในเรื่องการใช้ปาก
    อยากเจอจัง คนที่คุณบอกว่าเป็นนักเลง....หน้าตาเป็นไงครับ

    เจอมาเยอะ สมัยที่ยังเที่ยว พวกโรโบคอบ(สุนัขตำรวจ)
    เป็นน้องๆคอยดูแลกัน เก่งๆทั้งนั้น ติดอาวุธติดตัวตลอด
    พอมีเรื่องจริง เจอคนจริง โดนสีเขียวอุ้ม ดิ้นร้องเหมือนสุนัข
    โดยน้ำร้อนล๊วก พอขำๆ..

    และนักเลง ไม่เก่งเฉพาะตอนมีพวก แล้วหง่อย เวลาเดินเดี่ยว
    นักเลงจริง ต้องมาตัวๆ พิสูจน์กันไปเลย
    ไม่รอบกัด ไม่เห่า เพราะไม่ใช่สุนัข
    ผิดเป็นผิด ถูกเป็นถูก ไม่ใช่นักเลงยุคเก่ารุ่นแก่ๆ
    ที่ผิดแล้วไม่เคยยอมรับด้วย

    นี่นักเลง ในนิยาม ส่วนตัวข้าพเจ้า
    แต่ไม่ใช่ข้าพเจ้า
    เพราะข้าพเจ้าเป็นคนธรรมดา

    ทางปฏิบัติ ใครเป็นใคร
    เจอตัวกันเป็นๆ
    แสดงให้ดูทำให้ดูก็รู้
    มันไม่เห็นว่า จะต้องคิด
    หรือใช้ตรรกะอะไรมากมาย จริงไหมครับ
    แค่ชวนคุย...ไม่มีไรครับ
     
  12. อนัตตา

    อนัตตา Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 กุมภาพันธ์ 2015
    โพสต์:
    99
    ค่าพลัง:
    +111
    คุณนพก็เก่าแก่กับเวปพลังจิตยาวนานแล้วนะ น่าจะดูออกว่าเจตนาของแต่ละคนคืออะไร เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ไม่น่าจะขุ่นใจเลยเนอะ

    รู้อะไรก็นำมาแบ่งปันกัน ถ้อยทีถ้อยอาศัยกันไป หนักนิดเบาหน่อยก็อภัยกันไป สิบตีนยังรู้พลาด นักปราชญ์ยังรู้พลั้ง หยอกกันเบาๆ ก็พอเนอะ จะได้เกิดประโยชน์กับคนหมู่มาก:D

    เจริญในธรรมค่ะ
     
  13. nopphakan

    nopphakan ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    7,064
    ค่าพลัง:
    +30,480
    ถ้าจะบอกว่า อภัยได้ มีบุคคลอยู่ ๔ กลุ่มที่ควรจะต้องให้อภัย
    ๑.บิดามารดาคุณ ๒.คนใกล้ชิดคุณ ๓.คนหรือใครก็ได้
    ในชีวิตที่ทำให้คุณเจ็บ และสุดท้าย ๔.คือตัวคุณเองครับ
    เอามาจากเพจธรรมะสอนใจครับ

    ส่วนบุคคล ที่ควรหลีกเหลี่ยงและปล่อยไปตามกรรม อันนี้คิดเอง
    คือ ๑.พวกที่เอาตัวเองเป็นที่ตั้งคนอื่นๆผิดหมด ตัวเองถูกคนเดียว
    ๒.พูดด้วยเหตุด้วยผลไม่ได้เหมือนมันไม่ได้เรียนหนังสือมา

    ๓.เห็นใครดีกว่าตนเองไม่ได้ มันต้องเข้ามาคุยอะไรก็ได้
    เพื่อเปรียบให้เห็นว่ามันดูดี ไม่ธรรมดา
    ๔.พวกที่ไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นของคนอื่นๆ คือ ความคิดตนถูกที่สุด
    หรือเข้าเรียกพวกหลังเขา
    ส่วนทางปฏิบัติคือ ๕.พวกที่เก่งแต่ปาก คิดว่าตัวเองเก่ง แต่ตนเอง
    ไม่มีความสามารถทำได้ คอยแต่คิดดูถูก พูดจากระแหนะ กระแหน๋ คนอื่นๆ
    และที่่สำคัญไม่กล้าพิสูจน์ความสามารถที่ตนได้พูดไปครับ

    คำว่าอภัย
    มันใช้ได้ กับคน ที่รู้สำนึกผิดชอบชั่วดีครับ
    ไม่ใช่กับพวกที่ หลงตัวเอง คิดว่าตัวเองเก่งกว่าใคร
    อีกอย่างที่คุณไม่รู้คือ ลึกๆแล้ว ไอ้พวกรกแมวพวกนี้
    มันชอบคิดปรามาส ครูบาร์อาจารย์คนอื่นๆ
    และยกตนคิดว่า ตนเองเก่งกว่าใคร ไม่งั้นไม่กล้าใช้คำว่า สอนผิด แนะผิดหรอกครับ
    ทั้งที่ความสามารถทำได้จริงมันแค่หางอึ่งอ่าง.
    เทียบอะไรกับท่านเหล่านั้นไม่ได้เล



    พอรู้ว่า อะไรเป็นอะไรครับ
    ปัญหามันไม่เกิดหรอกครับ
    ถ้า พวก รกแมว พวกนี้
    มันจะหลงตัวแบบไร้ความสามารถอะไรของพวกมันไป
    หรือมันจะคิดว่า ตัวเองเป็นบุคคลพิเศษอะไรก็ช่างมันครับ
    และถ้ามันไม่ เสนอหน้า มาคอยแต่ติ คอยแต่กล่าวหา
    แล้วก็โม้ยกตนเองให้ดูเหมือนมีความรู้ เหมือนเก่ง
    แต่ไม่ได้สอน ได้แนะ อะไรเลย.....

    ปล. ตรรกะง่ายๆแค่นี้เองครับ จริงไหม
    ถ้าเก่งเหมือนที่ปากพูด ก็ต้องแนะนำ พิสูจน์ได้ จริงไหมครับ
    ถ้าสมมุติ ส่วนตัวแนะไป แล้ววันหนึ่งมีคนมาเจอ
    บอกว่า พี่ทำให้ดูหน่อย แต่ส่วนตัวทำไม่ได้
    ก็จะเป็นแค่ ไอ้ขี้โม้ ตัวหนึ่งเท่านั้นเองไม่เห็นแปลก
    มันจะเสียหายอะไรตรงไหน และไม่ต้องกลัวว่าถ้าโดน
    ว่า ไอ้ขี้โม้หลังจากพิสูจน์แล้วดันทำไม่ได้ จะใช้
    ชื่ออื่นๆในหลาย user เอาไว้สร้างภาพ หรือ หาเรื่องใคร...


    สำคัญว่า แต่ไอ้พวกที่มันพยายามสร้างภาพ คุยทับทบคนอื่นๆ
    บอกว่าคนอื่นๆแนะนำผิด มโนเอาหรือเปล่า
    มันกล้ามาแสดงความสามารถไหม
    มันรับได้ไหม กับคำว่า ไอ้ขึ้โม้
    เพราะสร้างภาพไว้เยอะ จริงไหมครับ ฝากให้คิด

    ปล. เขียนหลังจากทานข้าวเที่ยง
     
  14. เทวินตพรหม

    เทวินตพรหม พรหมวิหาร4มรรคมีองค์แปด สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 ตุลาคม 2017
    โพสต์:
    430
    ค่าพลัง:
    +612
    o_Oo_Oo_Oo_Oo_Oo_Oo_Oo_Oo_Oo_Oo_Oo_Oo_Oo_Oo_Oo_O

    กระผมเข้ามาเงียบๆทำตัวลีบๆแล้วค่อยๆเดินออกไปครับ ..............เข้าผิดห้องครับขออภัย
     
  15. nopphakan

    nopphakan ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    7,064
    ค่าพลัง:
    +30,480
    หึ หึ..
     
  16. อนัตตา

    อนัตตา Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 กุมภาพันธ์ 2015
    โพสต์:
    99
    ค่าพลัง:
    +111
    ถ้างั้นเราขอปล่อยแล้วกันนะ เอาที่สบายใจ ทำพูดคิดไปตามชอบแล้วกัน

    ส่วนตัวไม่ชอบคิดค่ะ

    ขออภัยกับเจ้าของกระทู้ ที่เข้ามาพูดอะไรที่ไม่เกี่ยวกับหัวข้อกระทู้เลย

    ขอแชร์ประสบการณ์ที่ผ่านมาค่ะ

    ที่เคยปฏิบัติมาการเพ่งพระพุทธรูป ทำให้ได้ทิพยจักขุค่ะ ส่วนการเพ่งไม่ว่าจะเพ่งสิ่งใด ทำให้จิตจดจ่อรวมลงเป็นสมาธิได้ง่าย จนเป็นเอกัคตา เพิ่มกำลังจิต

    การเพ่งพระพุทธรูปเป็นการเจริญพุทธานุสสติไปในตัว การเพ่งภาพพระสงฆ์เป็นสังฆานุสสติค่ะ เหนือสิ่งอื่นใดคือต้องปฏิบัติเอง แล้วจะรู้ได้ด้วยเอง

    ถ้าต้องการอภิญญาต้องเพ่งกสิณจนเป็นฌานเรื่อยไปตามลำดับ 1. 2. 3. 4 ฌาน4 เป็นฐานของอภิญญา วิตกอย่างที่คุณเมฆาบอกค่ะ อ้อลืมไปว่าต้องอธิษฐานก่อนปฏิบัติ จากนั้นพอจิตดำเนินไปถึงฌาน4 แล้วตรึกอีกครั้ง แล้วถอยลงมาฌาน3 ตรึกอีกครั้ง กลับเข้าไปฌาน4 ก็จะรู้เรื่องที่ตรึกไว้ค่ะ

    เจริญในธรรมนะคะ
     
  17. nopphakan

    nopphakan ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    7,064
    ค่าพลัง:
    +30,480
    ทำไมหรือครับ พอพูดเริ่มให้เหตุผล คุณฟังไม่ได้หรือครับ
    จริงๆถ้าไม่สนใจอะไร ไม่ชอบคิดอะไรตั้งแต่แรก
    ไม่ต้องพูด อะไรก็ได้นิครับ
    ตอนที่ ข้าพเจ้ากับ ไอ้ เมฆา ขี้โม้ มันมาแซะข้าพเจ้านิครับ
    คุณก็แนะนำการปฏิบัติไปเลยก็ได้นิครับ อิอิ



    แต่ผมประกันว่า วิธีการที่คุณแนะไป ไม่ได้ผลหรอกครับ
    กำลังมันอ่อน ยังไม่พ้นการมโน จะบอกว่า มันคือการ มโนนั่นหละ
    ใครไล่ฌานได้ ในขณะฝึก มีแต่พวกมโนเอาทั้งนั้นหละครับ
    ล้านเปอร์เซนต์ คือ มโน ไม่ต้องเอามาแนะนำใครหรอกครับ
    ไม่ทราบว่าใครสอนคุณมา..

    แค่หลักในการอฐิษฐานก็รู้แล้วครับว่า ไม่เป็นเลย
    รู้เลยว่าไม่ใช่ทางปฏิบัติจริงๆ

    ที่สำคัญไม่สามารถ
    ทำให้ปรากฏกับคนอื่นๆได้แบบที่คุณเห็น

    อ้างอิงของ ไอ้โม้ เมฆา มาซะด้วย
    เหอะๆ มิน่า ถึงเริ่มฟังเหตุผลไม่ได้

    ขำๆนะ ฌาน ๔ ละเอียด กายกับจิต แยกกันเด็ดขาดชั่วคราว
    มันจะมีภาพพระได้ไงครับ พูดให้คิด
    การที่จิตจะสร้างเป็นภาพได้ มันระดับกำลังสมาธิระดับไหนครับ
    คิดดูเอา แล้วที่บอกว่า ไล่ฌาน มันใช่หรือครับ รู้ยังว่า มโนคืออะไร

    ปล. ข้าพเจ้าพูดผิดไหม...ตรงไหน บอกได้ พิสูจน์กันได้นะครับ ^_^

    ต้องเข้าใจนะ เด่ว แมลงโม้สายมโน จะบินว่อน ห้องนี้ ไม่ดีนะคับ
     
  18. nopphakan

    nopphakan ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    7,064
    ค่าพลัง:
    +30,480
    สำหรับนักปฏิบัติ ทั้งหลายที่อาจยังไม่เข้าใจนะครับ
    หรือไม่ทัน เล่ห์เหลี่ยม กลอุบาย
    พวกสายยกตัวเอง คุยว่าตนเองเก่ง
    คุยว่าตนเหมือนไม่ใช่คนธรรมดา
    และปากดีเที่ยวปรามาสคนอื่นๆ รวมทั้งปรามาสอดีตพระมีชื่อในอดีตนั้น
    แต่ไม่เคยที่จะกล้าการรับแสดงความสามารถนั้น


    สมมุติว่าท่านไม่รู้อะไรเลย ให้ท่านลองคิดกันเล่นๆว่า
    ๑.การเห็นภาพทางนามธรรมได้นั้น กำลังสมาธิมันระดับไหน
    นึกไม่ออกให้ดูตอนเราเห็น ผี ตอนเราครึ่งหลับครึ่งตื่นครับ

    ๒.กำลังระดับปฐมฌาน ฌาน ๒ และ ๓ จิตสามารถสร้างภาพได้ไหม
    ทำไมเราถึงได้ยินเสียงไกลๆชัด เวลาจิตสงบในระดับปฐมฌาน
    แต่กลับไม่เห็นภาพ ให้ท่านลองคิดดู


    ๓. แล้วการที่ กายกับจิต มันแยกกันเด็ดขาดชั่วคราวแล้ว
    จิตมันเห็นภาพสร้าง
    ภาพได้ไหม เพราะมันแยกกันกับกาย
    มันตัดระบบประสาทไปแล้ว????
    .....นึกไม่ออกอีก ? ถ้าจิตเราออกมานอกกาย

    ภาพที่จิตมันเห็น เป็นภาพที่จิตสร้างเอง หรือ มีภาพอยู่แล้วครับ

    เช่น คนที่จิตหลุดแล้ว เห็นตัวเองนอนอยู่
    ถ้าคุณบอกว่า สภาวะนี้ จิตสร้างภาพได้ แสดงว่า
    ร่างกายคุณที่นอนอยู่ จิตมันสร้างขึ้นมาหรือครับ ????? คิดได้ไหม...คิดๆๆๆ


    ฝากให้คิด.....เห็นอะไรหรือยัง จากการไปติดสภาวะ ในขั้นตอนการสร้างภาพ
    เห็นนิสัยอะไรไหม ของคนที่เข้าใจสภาวะแบบนี้ไหมครับ

    นั่นหละ ที่เค้าเรียกมโน และหลงตัวเอง ได้อย่างคาดไม่ถึง
    เลยไม่สามารถ ทำให้ปรากฏกับคนอื่นๆได้ แบบที่ตัวเองเห็น
    รู้เองเห็นเองคนเดียว เพราะกำลังมันน้อย
    แต่จะคิดว่า ตัวเองเก่ง มีอภิญญา อภิญเยออ บ้าบอคอแตก


    ป่านนั้น เที่ยวกล่าวหา ว่าวิธีการโน้นนี่นั้นผิด คุยว่า ต้องฝึกแบบตนเอง
    คุยฟุ้งทับคนอื่นๆว่า สอนผิด......

    เค้าเรียกว่า ไม่ฉลาด แล้ว ไม่รู้จักดูตัวเอง...
    ทำให้หลงตัวเอง จนมั่นใจว่า
    สิ่งที่ตัวเองปฏิบัติได้ เป็นอะไรที่่ๆสุด
    จนกลายเป็นการปรามาส วิธีการอื่นๆ
    ปรามาสบุคคลอื่นๆ .........ขำยันดาวอังคาร

    พระธรรมคือ ตำรา สามารถเติมแต่งได้ ดัดแปลงได้
    ผ่านมากี่พันปีแล้ว
    ธรรมะ เป็นสภาวะธรรม ไม่มีใครทำให้เปลี่ยน
    แปลงได้หรอกครับ ถ้าเข้าถึงได้
    แม้พูดไม่ได้ มันก็คือ เข้าถึงธรรมะ นั่นหละ



    ไม่ใช่ไปอ่าน พระธรรมหรือตำรามา
    แล้วจะไป เข้าถึงสภาวะธรรมได้เลย
    ด้วยการใช้กำลังสมาธิที่เห็นภาพสร้างภาพได้
    ถ้างั้น....คนสำเร็จการปฏิบัติทางด้านตำรา
    คงเดินเต็มบ้านเต็มเมืองแล้วหละครับ

    ถ้าเขียนให้ คิดแบบนี้ ยังฉุกคิดอะไรไม่ได้
    เชิญหลงตัวเองแบบไร้ความสามารถแสดง
    ให้คนอื่นๆรับรู้ได้ไปคนเดียว
    รู้เองเห็นเองไปคนเดียวเหอะครับ
    และก็เก่งเอง เป็นผู้วิเศษเองไปแล้วกันครับ
    ตัวใครตัวมันแล้วกันครับ.....

    สวัสดี....
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 4 ตุลาคม 2018
  19. อนัตตา

    อนัตตา Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 กุมภาพันธ์ 2015
    โพสต์:
    99
    ค่าพลัง:
    +111
     
  20. nopphakan

    nopphakan ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    7,064
    ค่าพลัง:
    +30,480
    ขอโทษนะ คุณ อนัตตา ท่านที่คุณเอามาลง
    ส่วนตัวไม่ได้ฟังหรอกนะครับ
    ถ้าท่านจะดีก็เรื่องของท่านนั้นครับ
    ไม่ขอวิพากษ์วิจารณ์อะไร....จบ...


    เราควรที่จะ
    เอาตัวเราเองดีกว่าครับ...ในเรื่องการปฏิบัติ
    ไม่ต้องไปอ้างท่านอื่นๆ
    หรือ ท่านใดๆมาเสริมหรอกครับ
    เพราะเชื่อว่า ท่านเหล่านั้นคงไม่มาสนใจ
    เรื่องอะไรแบบนี้หรอกครับ.....


    และการ ปี๊แปะ มันทำง่ายๆครับ
    ยิ่งการปี๊แปะเพื่อมาเสริมตนเองนั้น
    ทำไปเพื่ออะไรครับ ? เพื่อที่จะยืนยันว่า
    สิ่งที่ตัวเองทำมันถูกต้องหรือครับ
    ฉันหรือผม ฝึกมาจาก
    ท่านโน้นท่านนี้ คือ ฉันถูก ผมถูกหรือครับ
    หรือเพื่อที่จะเอาท่านมาแย้งความเห็นอื่นๆ
    ที่แตกต่างจากสิ่งที่ตนเองถ่ายทอดครับ


    ผมถามว่า ถ้าผมเอาท่านหนึ่งมาอ้างแบบคุณ อนัตตา
    ถ้าคุณ อนัตตาดันมีความเห็นต่างจากผม
    แล้วผมบอกว่า ผมเรียนมาจากท่านนี้
    แล้วผมบอกว่า ท่านนี้เหาะได้
    มันมีประโยชน์อะไรหรือครับ ??
    อ่านดูเหมือนผมเป็นพวก ขี้โม้ขี้คุยไหมหละครับ



    ถามว่า ผมเหาะได้เหมือนท่านที่ผมอ้างหรือเปล่าครับ ตอบเลย ทำไม่ได้
    จิตใจผมเหมือนท่านที่ผมเอามาอ้างไหม ตอบเลย วัดกันไม่ได้เลย
    แล้วจะเอามาอ้างเพื่อเสริมสิ่งที่ตนเองแนะนำเพื่ออะไร?
    เพราะแม้ว่า ท่านที่ผมอ้างจะสอนอะไรก็ตาม
    แต่ถ้าผมยังทำไม่ได้ด้วยตัวเอง พิสูจน์อะไรไม่ได้
    ถึงผลการปฏิบัติที่ตนเองได้ปฏิบัติมา
    แล้วยังดื้อดึง ดื้อรันหัวแข็ง ที่จะยัดเหยียด
    สิ่งที่ท่านที่เหาะได้สอนอยู่มัน มีประโยชน์อะไร
    มันก็ไม่ต่าง อะไรกับพวกขี้โม้ ที่ยึดติด
    ที่ชอบอ้างนั่นหละครับ



    สรุปเอาง่ายๆเลย
    พูดง่ายๆ คือ ไม่ว่าเราจะได้ยิน
    ได้ฟัง ท่านใดๆในโลกนี้มาก็ตาม

    ถามว่า เราพิสูจน์ได้ไหม รู้เองเห็นเองคนเดียว มันก็เหมือนเราฝัน
    ตรงนี้มันพิสูจน์อะไรไม่ได้หรอก เพราะมันเป็นนามธรรม
    เราสามารถทำให้คนอื่นๆรับรู้เหมือนเราได้ไหม????

    ถ้ายังไม่ถึงหรือยังทำแบบที่พูดไม่ได้
    ก็ควรที่ จะรับฟังความเห็นอื่นๆไปก่อน

    อย่าพยายาม ยัดเหยียดว่า
    วิธีที่ตนเองได้รู้ ได้ฝึก ได้ฟังมา
    เป็นวิธีที่ถูกที่สุด ถ้าเรายังไม่สามารถพิสูจน์ได้

    เพราะมันฟ้องว่า เราเองนั่นหละที่ยึดมั่นถือมั่นในวิธีการตนเอง
    จนดึงมาเป็นตัวตนของเรา อย่างที่เราไม่รู้ตัว


    เด่ว พอเราทำได้จริง แสดงให้คนอื่นๆได้รับรู้ได้จริง
    ถ้าคนเค้าอยากรู้ว่า
    ว่าฝึกจากท่านใดมา เค้าจะถามเอง
    หรือพออนุมานได้เองนั่นหละ

    โดยที่ไม่ต้อง ไปยก ท่านต่างๆเหล่านั้น
    มาอ้างเพื่อเสริมยกตัวเอง
    เหมือนพวกที่ยึดติด ตำรา ยึดตัวบุคคล
    มั่นใจว่าตนเองถ่ายทอดได้ถูกต้อง
    แต่ไม่สามารถแสดงความสามารถได้หรอกครับ

    ขออนุญาต เพิ่มเติม
    อีกอย่างการจะยกใครมาอ้าง
    ต้องระวัง หากคนที่ได้อ่านไม่มีศรัทธา
    แล้วไปปรามาส วิบากจะตกที่ตัวเราเองนั่นหละ
    ถ้าจะยกมา ควรยกมาเฉยๆ ไม่ควรแสดงความเห็นอะไร
    และไม่ใช่ ยกมา ตอนที่เกิดความเห็นต่าง
    เพื่อเอามายืนยันสิ่งที่ตัวเองถ่ายถอดว่ามันถูก
    ท่านอาจจะสอนถูก แต่ตัวเองนั่นหละ แน่ใจหรือว่า
    ถ่ายทอดถูก เมื่อตัวเอง ยังไม่สามารถ พิสูจน์ให้คนอื่นๆ
    รับรู้ได้เหมือนตนเอง พูดไว้ให้คิด


    มันจะทำให้เราปฏิบัติอะไรขาดๆเกิ๊นๆ ฝึกอะไร
    ก็ไม่สำเร็จใช้งานได้จริงซักอย่าง มีแต่คิดว่าใช่ คิดว่าที่สุด หลงตัวไปวันๆ
    และจะยึดติดในนามธรรม ยึดในสิ่งที่ตนเองรู้
    แบบถอนตัวเองไม่ขึ้น

    รู้ไว้ยังไม่สาย ปรับแก้ตัวเองยังพอทันนะครับ


    ชัดเจนไหมครับ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 4 ตุลาคม 2018

แชร์หน้านี้

Loading...