การฝึก กสิณฤๅษี กสิณพระ และพลังจักรวาลฯ

ในห้อง 'วิทยาศาสตร์ทางจิต - ลึกลับ' ตั้งกระทู้โดย NiNe, 28 มิถุนายน 2005.

  1. NiNe

    NiNe เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 มกราคม 2005
    โพสต์:
    4,806
    ค่าพลัง:
    +7,485
    ในพลังแห่งมิติพิเศษ ......คือพลังที่ไร้พรมแดน
    มหาชน มีวิธีการฝึกมากมาย เพื่อให้ได้ซึ่งพลัง

    อดีตกาลอันยาวโพ้น
    คงเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับอารยธรรมที่เจริญรุ่งเรืองด้วยสติปัญญามานาน แสนนาน สิ่งที่ยังคงเป็นศาสตร์ที่ตกทอดสืบต่อกันมา เมื่อไม่กี่พันปีมานี้ (ถือว่าน้อยนิดมาก เมื่อเทียบกับอารยธรรมโลกของมนุษย์ในยุค Generation7) นั่นคือการฝึกจิต และเปิดตาที่สามครับ สิ่งที่ยังคงตกทอดมาในปัจจุบันนั่นคือเทคนิค การฝึกกสิณของพระฤๅษี เป็นต้นแบบ

    สมัยพุทธกาล
    เนื่องจากการ พระพุทธองค์ ท่านได้วิชชาสาม ตั้งแต่สมัยที่พระองค์ท่านได้ศึกษากับโยคี แต่ท่านทราบได้ว่านี่ไม่ใช่หนทางที่หลุดพ้นอย่างแท้จริง และต่อมาอีกเพียงไม่กี่ปี ท่านก็ได้สำเร็จ และ ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งได้ปรับปรุงให้มีวิธีการฝึกกสิณ 10 กอง เป็นหลัก และยังคงปฎิบัติกันอยู่จนถึงทุกวันนี้ และจะยังคงอยู่ไปอีก 2500 ปี ข้างหน้า ครับ

    ปัจจุบันกาล
    การฝึกทั้งรูปแบบดั้งเดิมคือการฝึกกสิณแบบฤๅษี ยังคงมีมาจนถึงปัจจุบัน แต่มิใช่หนทางหลุดพ้นแห่งกิเลสที่แท้จริง เพราะการฝึกกสิณแบบฤๅษีเพียงเพื่อต้องการได้ฌาน และ อภิญญา เป็นเป้าหมายหลัก แต่สำหรับการฝึกกสิณแบบพระพุทธองค์ ซึ่งยังคงมีจวบจนปัจจุบันนั้น เพื่อการหลุดพ้น ไปยังดินแดนแห่งพระนิพพาน อย่างแท้จริง


    สิ่งที่สำคัญคือ การฝึกพลังจักรวาลนั้น ได้ใช้ต้นแบบของการฝึกกสิณแบบฤๅษีกองหนึ่ง (จากหลายๆ กอง) นั่นคือการประยุกต์ใช้ในการบำบัดรักษา ซึ่งถือว่าเป็นประโยชน์ที่ช่วยให้ชาวโลกได้รักษาตนให้พ้นจากโรคภัยไข้เจ็บ ซึ่งเรามักจะคุ้นเคยกับคำศัพท์ ที่เราเรียกว่า "พลังจักรวาล" นั่นเอง

    สิ่งใดๆ ในโลกนี้ย่อมเป็นไปตามกฎแห่งกรรม และตามกฎแห่งไตรลักษณ์ ครับ

    ภาพต่อไปนี้คือ พลังจักรวาล หรือ กสิณกองหนึ่งในการฝึกกสิณของพระฤๅษี (ขอย้ำว่าเป็นเพียงกสิณกองหนึ่งจากหลายๆ กองของการฝึกกสิณแบบพระฤๅษี) ครับ

    หมายเหตุ สิ่งที่ผมโพสท์ไม่ได้ลบหลู่ หรือเบียดเบียน ซึ่งกันและกัน หากสมาชิกท่านใดต้องการที่จะแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม หรือเห็นว่าผมพูดผิด กรุณาแย้งได้ครับ ผมเปิดกว้างสำหรับทุกๆ ความคิดเห็น เพราะผมก็เป็นเพียงแค่ปุถุชน คนเดินดินกินข้าวแกง ธรรมดาๆ เหมือนกับท่าน ทุกๆ คนครับ !!!
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    • X3541371-14.gif
      X3541371-14.gif
      ขนาดไฟล์:
      23.8 KB
      เปิดดู:
      967
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 28 มิถุนายน 2005
  2. Zantha

    Zantha เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 มิถุนายน 2005
    โพสต์:
    86
    ค่าพลัง:
    +234
    (b-smile)

     
  3. NiNe

    NiNe เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 มกราคม 2005
    โพสต์:
    4,806
    ค่าพลัง:
    +7,485
    <TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width=600 bgColor=#ffffff border=0><TBODY><TR bgColor=#000000><TD><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=1 width=600 border=0><TBODY><TR align=middle><TD class=row1 bgColor=#ffffff>
    <TABLE width=550 align=left border=0><TBODY><TR><TD>ในพลังแห่งมิติพิเศษ ......คือพลังที่ไร้พรมแดน




    มหาชน มีวิธีการฝึกมากมาย เพื่อให้ได้ซึ่งพลัง

    อดีตกาลอันยาวโพ้น
    คงเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับอารยธรรมที่เจริญรุ่งเรืองด้วยสติปัญญามานาน แสนนาน สิ่งที่ยังคงเป็นศาสตร์ที่ตกทอดสืบต่อกันมา เมื่อไม่กี่พันปีมานี้ (ถือว่าน้อยนิดมาก เมื่อเทียบกับอารยธรรมโลกของมนุษย์ในยุค Generation7) นั่นคือการฝึกจิต และเปิดตาที่สามครับ สิ่งที่ยังคงตกทอดมาในปัจจุบันนั่นคือเทคนิค การฝึกกสิณของพระฤๅษี เป็นต้นแบบ

    สมัยพุทธกาล
    เนื่องจากการ พระพุทธองค์ ท่านได้วิชชาสาม ตั้งแต่สมัยที่พระองค์ท่านได้ศึกษากับโยคี แต่ท่านทราบได้ว่านี่ไม่ใช่หนทางที่หลุดพ้นอย่างแท้จริง และต่อมาอีกเพียงไม่กี่ปี ท่านก็ได้สำเร็จ และ ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งได้ปรับปรุงให้มีวิธีการฝึกกสิณ 10 กอง เป็นหลัก และยังคงปฎิบัติกันอยู่จนถึงทุกวันนี้ และจะยังคงอยู่ไปอีก 2500 ปี ข้างหน้า ครับ

    ปัจจุบันกาล
    การฝึกทั้งรูปแบบดั้งเดิมคือการฝึกกสิณแบบฤๅษี ยังคงมีมาจนถึงปัจจุบัน แต่มิใช่หนทางหลุดพ้นแห่งกิเลสที่แท้จริง เพราะการฝึกกสิณแบบฤๅษีเพียงเพื่อต้องการได้ฌาน และ อภิญญา เป็นเป้าหมายหลัก แต่สำหรับการฝึกกสิณแบบพระพุทธองค์ ซึ่งยังคงมีจวบจนปัจจุบันนั้น เพื่อการหลุดพ้น ไปยังดินแดนแห่งพระนิพพาน อย่างแท้จริง


    สิ่งที่สำคัญคือ การฝึกพลังจักรวาลนั้น ได้ใช้ต้นแบบของการฝึกกสิณแบบฤๅษีกองหนึ่ง (จากหลายๆ กอง) นั่นคือการประยุกต์ใช้ในการบำบัดรักษา ซึ่งถือว่าเป็นประโยชน์ที่ช่วยให้ชาวโลกได้รักษาตนให้พ้นจากโรคภัยไข้เจ็บ ซึ่งเรามักจะคุ้นเคยกับคำศัพท์ ที่เราเรียกว่า "พลังจักรวาล" นั่นเอง

    สิ่งใดๆ ในโลกนี้ย่อมเป็นไปตามกฎแห่งกรรม และตามกฎแห่งไตรลักษณ์ ครับ

    ภาพต่อไปนี้คือ พลังจักรวาล หรือ กสิณกองหนึ่งในการฝึกกสิณของพระฤๅษี (ขอย้ำว่าเป็นเพียงกสิณกองหนึ่งจากหลายๆ กองของการฝึกกสิณแบบพระฤๅษี) ครับ

    หมายเหตุ สิ่งที่ผมโพสท์ไม่ได้ลบหลู่ หรือเบียดเบียน ซึ่งกันและกัน หากสมาชิกท่านใดต้องการที่จะแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม หรือเห็นว่าผมพูดผิด กรุณาแย้งได้ครับ ผมเปิดกว้างสำหรับทุกๆ ความคิดเห็น เพราะผมก็เป็นเพียงแค่ปุถุชน คนเดินดินกินข้าวแกง ธรรมดาๆ เหมือนกับท่าน ทุกๆ คนครับ !!!


    [​IMG]







    </TD></TR><TR align=right><TD>จากคุณ NiNe เมื่อวันที่ 28/6/2548 21:30:13 </TD></TR></TBODY></TABLE>​









    </TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE>








    <TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width=600 border=0><TBODY><TR bgColor=#000000><TD><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=1 width=600 border=0><TBODY><TR align=middle bgColor=#b2e57f><TD class=row1 bgColor=#ffffff height=54><TABLE width=550 border=0><TBODY><TR><TD>




    ข้อความที่ 1​


    สำหรับการฝึกกสิณ แบบพระฤๅษี นั้นผมจะไปโพสท์ที่ห้อง "อภิญญา" นะครับ ... ​

    ตอนนี้ผมกำลังพิมพ์ (จิ้มดีด)อยู่ คงอีกประมาณสักสองสามวัน ครับ ​







    </TD></TR><TR align=right><TD>จากคุณ NiNe เมื่อวันที่ 28/6/2548 22:19:13 </TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE>

    <TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width=600 border=0><TBODY><TR bgColor=#000000><TD><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=1 width=600 border=0><TBODY><TR align=middle bgColor=#b2e57f><TD class=row1 bgColor=#ffffff height=54><TABLE width=550 border=0><TBODY><TR><TD>





    ข้อความที่ 2

    เรื่องลมปราณ โยคี จักระ เป็นวิชาพระโพธิสัตว์ทุกคนผ่านฝึกมาหมดมีทุกยุคสมัยตั้งแต่พุทธเจ้าในอดีตแม้ไม่มีบันทึกอาจกล่าวอ้างลอยๆเพื่อหนุนวิชาให้แพร่หลายแต่ความจริงพระโพธิสัตว์ฝึกกัน โดยเฉพาะช่วงว่างศาสนา สังเกตุให้ดีนะ มหาปุริลักษณะหรือกายมหาบุรุษอันเลิศในการตรัสรู้ จอมกระหม่อม(แสดงปัญญาเป็นเลิศ คือสหัสสราจักร ที่เจ็ดในจักระ(ลมปราณโยคี) ทำไมพระพุทธองค์ปรากฎจักรกลางฝ่ามือและเท้าสงสัยไหมในรอยพระพุทธบาททำไมเป็นเช่นนั้น(การฝึกลมปราณ ไม่ต้องไปรำไทเก็ก แค่ใช้จิตชักนำลมปราณไล่ไปฝ่ามือหรือเท้า ลมใน(ลมปราณ)จะหมุนคล้ายจักรกลางฝ่ามือและเท้าอริยาบถใดก็ทำได้) นอกจากนี้สังเกตุจุดหว่างคิ้วที่พระพักตร์พระพุทธรูปไหมนั่นแหละจักรที่หกเป็นศูนย์รวมสติที่เลิศเกินบุรุษในสามภพ ผู้ที่มีกายมหาบุรุษที่จะสามารถรวมพลังงานจิตและทะลุทะลวงท่อพลังงานธรรมชาติจากจักรวาลเข้าในตัวได้มากกว่าบุคคลธรรมดาเป็นผลจากการสั่งสมบารมีจนเต็มผลโดยตรงในการตรัสรู้และสอนสรรพสัตว์มีผลให้ได้ฤทธิ์ และปัญญาญาณอันเลิศหาบุคคลไดเปรียบไม่ได้ด้วยกายมหาบุรุษนั้น(ที่ทราบเนื่องจากเรียนฝึกลมปราณสายหลวงปู่โตจากพระรูปหนึ่งไม่ใช่คุณแสงอรุณกุศลและไม่ใช่หลวงพ่อพุทธอิสระ) ​











    </TD></TR><TR align=right><TD>จากคุณ ตอบให้รู้แล้วแต่วิจารณญาณ เมื่อวันที่ 29/6/2548 3:28:46 </TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE>

    <TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width=600 border=0><TBODY><TR bgColor=#000000><TD><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=1 width=600 border=0><TBODY><TR align=middle bgColor=#b2e57f><TD class=row1 bgColor=#ffffff height=54><TABLE width=550 border=0><TBODY><TR><TD>




    ข้อความที่ 3​

    เดี๋ยวเข้าใจผิด ผมไม่เคยฝึกพลังจักรวาล(ไม่รู้จักกันกับผู้สอน)ฝึกแต่ลมปราณสายหลวงปู่โตเรียนรู้ เป็นส่วนหนึ่งร่วมกับการฝึกกรรมฐานสี่สิบ รวมทั้งกสิณทั้งหมด สิ่งที่ดีคือการดึงกำลังพุทธานุภาพจากพระบรมสารีริกธาตุ รอยพระบาท ที่พระพุทธองค์อธิษฐานประทับพุทธานุภาพเป็นพลังอำนาจที่คงศาสนาไว้ มาหนุนหมุนเวียนในร่างสร้างกำลังจิตแกร่งกล้าเพิ่มพูนโดยเฉพาะยามที่จิตอ่อนล้า จะดึงพลังจากพระวัตถุมงคลที่ผ่านการพุทธาภิเษกมาเก็บไว้หนุนกำลังในจิตก็ได้ สถานที่ศักดิ์สิทธิที่มีคนเคารพกราบไหว้พลังจิตที่ตกค้างจากความเลื่อมใสคนจำนวนมากก็ดึงมาเก็บไว้หนุนสมาธิได้เช่นกัน(แต่กำลังจิตที่สบสนวุ่นวายบางทีเป็นโทษสู้พลังจากรอยพุทธบาทหรือพระบรมสารีริกธาตุไม่ได้บริสุทธิ์มากกว่า) เรื่องการรักษาด้วยลมปราณทำได้แต่ฝืนกรรมลำบาก ส่วนใหญ่ได้แค่พยุงอาการไว้ รักษาได้บางรายแต่ไม่พ้นต้องตัดกรรมโดยสังฆทานให้เจ้ากรรมนายเวรอโหสินี่คือความเป็นมาสำหรับโพธิสัตว์ที่เคยผ่านการฝึกลมปราณส่วนหนึ่ง ​




    </TD></TR><TR align=right><TD>จากคุณ ตอบให้รู้แล้วแต่วิจารณญาณ เมื่อวันที่ 29/6/2548 3:51:44 </TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE>

    <TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width=600 border=0><TBODY><TR bgColor=#000000><TD><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=1 width=600 border=0><TBODY><TR align=middle bgColor=#b2e57f><TD class=row1 bgColor=#ffffff height=54><TABLE width=550 border=0><TBODY><TR><TD>




    ข้อความที่ 4​

    อำนาจลมปราณอย่างหนึ่งที่พิเศษต่างจากกสิณ หากใช้ในทางชั่ว ลมปราณเป็นพลังงานที่สามารถส่งทะลวงเข้าร่างกายไปขัดขวางการหมุนเวียนเลือดลมผู้อื่นได้แม้ผู้นั้นกำลังเล่นฤทธิ์เข้าสมาบัติอยู่จะเสื่อมสมาบัติทันที(ต้องสมาธิแข็งแต่ขณะนั้นสติอ่อนเท่านั้น) การหมุนเวียนอุดตัน พูดไม่ออก ติดขัดหายใจไม่สะดวก หากเหาะอยู่จะตกลงมาเรียกว่าการจี้ ขว้างลมปราณ แต่หากสติแข็ง สมาธิแข็งจะเจาะไม่เข้าเรียกว่าเติมลมไม่เข้า หากใช้ทางดีจะช่วยหนุนธาตุลมในร่างกายสำหรับผู้เป็นหอบหืดหายใจไม่คล่องได้เช่นกัน ​




    </TD></TR><TR align=right><TD>จากคุณ ตอบให้รู้แล้วแต่วิจารณญาณ เมื่อวันที่ 29/6/2548 4:05:07 </TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE>

    <TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width=600 border=0><TBODY><TR bgColor=#000000><TD><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=1 width=600 border=0><TBODY><TR align=middle bgColor=#b2e57f><TD class=row1 bgColor=#ffffff height=54><TABLE width=550 border=0><TBODY><TR><TD>




    ข้อความที่ 5​

    เอาเป็นว่าช่วยคุณ NiNe เขียนเรื่องลมปราณไม่ขัดแย้งครับ แม้ไม่แจงสอนการเดินลมปราณในแบบต่างๆให้ ก็เล่าไว้ให้รู้จากคนที่เคยฝึก จะทราบประสบการณ์แปลกๆมากกว่าไปค้นเอาตามหนังสือ การเดินลมปราณไม่มีครูอันตรายนะ ท่านพ่อลี(ศิษย์หลวงปู่มั่น)คือผู้หนึ่งที่ฝึกลมปราณ ​




    </TD></TR><TR align=right><TD>จากคุณ ตอบให้รู้แล้วแต่วิจารณญาณ เมื่อวันที่ 29/6/2548 4:16:22 </TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE>

    <TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width=600 border=0><TBODY><TR bgColor=#000000><TD><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=1 width=600 border=0><TBODY><TR align=middle bgColor=#b2e57f><TD class=row1 bgColor=#ffffff height=54><TABLE width=550 border=0><TBODY><TR><TD>




    ข้อความที่ 6​

    ช่วยอีกหน่อย ภาพที่คุณคุณ NiNe โพสต์ไม่ครบลมปราณต้องฝึกจนทะลวงจากหน้าไปหลังได้ด้วยดังภาพนี้ส่วนเรื่องการหายใจเดินลมปราณไม่ขอแนะเดียวคนเดินผิดเป็นโทษ​

    [​IMG]





    </TD></TR><TR align=right><TD>จากคุณ ตอบให้รู้แล้วแต่วิจารณญาณ เมื่อวันที่ 29/6/2548 4:32:55 </TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE>

    <TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width=600 border=0><TBODY><TR bgColor=#000000><TD><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=1 width=600 border=0><TBODY><TR align=middle bgColor=#b2e57f><TD class=row1 bgColor=#ffffff height=54><TABLE width=550 border=0><TBODY><TR><TD>




    ข้อความที่ 7​

    มีเกร็ดสนุกๆเกี่ยวกับการฝึกลมปราณเล่าให้ฟังเพลินเล่นๆ ครั้งหนึ่งไปนั่งสมาธิหลัง คนที่ฝึกสมาธิในฌาณที่สติอ่อนธรรมดาพลังสมาธิเขาจะรั่วโดยที่ไม่รู้ตัวเก็บไม่อยู่ คนที่ผ่านการฝึกลมปราณเน้นที่สติที่แก่กล้ากว่าต่างจากตอนฝึกฌาณกสิณมานะ ตอนนั้นย่องๆแอบไปใกล้ตรวจดูไอ้คนนี่เข้าฌาณ แต่พลังสมาธิรั่ววุ๊ย เราสวมวิญญาณตัวโกงหนังกำลังภายในกิมย้งเรื่องเดชคัมภีร์เทวดาใช้วิชามารมหาเวทย์ดูดดาวดึงสมาธิที่รั่วรอบรอบตัวเขามาโคจรอธิษฐานเก็บยกกำลังจิตเสริมลมปราณในตัวเราทีนี้หนักๆเข้าดูดแรงไปหน่อยเข้าถึงภายในตัวแกเข้า ทีนี้มีกระแสจิตคนอื่นเข้าในตัวแกรู้หรือเปล่าไม่แน่ใจ แต่ที่แน่ๆแกออกจากสมาธิมานั่งเฉยๆพักหนึ่ง เรารู้ทันทีว่าแกฌาณเสื่อม(ชั่วคราวเดียวเอาคืนได้)อันนี้เป็นความเลวอย่างหนึ่งของผู้ฝึกลมปราณห้ามเลียนแบบ ตอนนั้นที่ซนไปหน่อย สักพักแกนั่งเข้าสมาธิใหม่ ไอ้เราก็ตั้งถ้าจะดูดสมาธิแกใหม่เหมือนกัน ทีนี้แกไม่ได้เข้าสมาธิอย่างเดียวซิแกเล่นลมปราณเหมือนกันไม่รู้แอบเรียนไปจากเราตอนไหนก็ไม่ทราบแต่ลมแกออกทางตูด ไอ้เราโคจรลมปราณก็สูดหายใจเข้าไปเต็มรักเลย ถอยกรูดไม่ทัน ได้พลังสมาธิเหม็นมาเต็มที่เลย กรรมมันตามเร็วจริงๆครับ ​




    </TD></TR><TR align=right><TD>จากคุณ ตอบให้รู้แล้วแต่วิจารณญาณ เมื่อวันที่ 29/6/2548 5:24:53 </TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE>



    <TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width=600 border=0><TBODY><TR bgColor=#000000><TD><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=1 width=600 border=0><TBODY><TR align=middle bgColor=#b2e57f><TD class=row1 bgColor=#ffffff height=54><TABLE width=550 border=0><TBODY><TR><TD>




    ข้อความที่ 8​

    ขอขอบคุณ คุณตอบให้รู้แล้วแต่วิจารณญาณ ​
    ที่ได้ช่วยเพิ่มเติมบทความครับ ​





    </TD></TR><TR align=right><TD>จากคุณ NiNe เมื่อวันที่ 29/6/2548 10:31:29 </TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE>

    เป็นกระทู้หนึ่งที่ผมไปตั้งไว้ที่ เว๊ปบอร์ดของคนเมืองบัว ครับ
    ที่มา http://www.konmeungbua.com/webboard/aspboard_Question.asp?GID=5885
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 29 มิถุนายน 2005
  4. zipper

    zipper เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    24 กันยายน 2004
    โพสต์:
    5,228
    ค่าพลัง:
    +10,591
    คุณ ตอบให้รู้แล้วแต่วิจารณญาณ ดูท่าเค้าจะรู้จริงแฮะ ไอ้เราก็ได้แต่อ่านๆ อ่ะ ไม่เคยลองฝึกจริงจังซะด้วย
     
  5. NiNe

    NiNe เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 มกราคม 2005
    โพสต์:
    4,806
    ค่าพลัง:
    +7,485
    คุณzipper ครับ

    ผมชักจะเริ่มไม่แน่ใจว่า ผมจะเปิดเผยเคล็ดวิชาการฝึกกสิณของพระฤๅษีดีมั๊ย?
    เพราะว่า การฝึกด้วยตนเองจาก webboard มันจะเป็น"อันตราย"หากผิดพลาด
    ผมคิดว่า นั่นอาจจะทำให้ผมมีบาป อย่างแน่นอน?

    เนื่องจากความจริงต้องมีอาจารย์ เพื่อสอนวิธีการที่ถูก และ ต้องเป็นไปตาม
    ขั้นตอนของหลักวิชชา ผมอาจจะไม่โพสท์เรื่องนี้นะ ถ้าหากว่ามันอาจจะก่อ
    ให้เกิดปัญหาตามมา และ ก่อให้เกิดบาป เว้นไว้เสียแต่ว่า เพื่อเป็นการศึกษา
    ...
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 29 มิถุนายน 2005
  6. ผู้พ่ายแพ้ขันธ์ 5

    ผู้พ่ายแพ้ขันธ์ 5 Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กันยายน 2004
    โพสต์:
    56
    ค่าพลัง:
    +64
    จริงเหรอครับเรื่องวิชชา

    ที่คุณ NINE บอกว่าพุทธองค์ได้วิชชา 3 แล้วยังพบว่าไม่ใช่หนทางหลุดพ้นน่ะ วิชชาสามอย่างที่ว่ามันมีอะไรมั่งล่ะครับ
     
  7. Vayokasinung

    Vayokasinung เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 มิถุนายน 2005
    โพสต์:
    100
    ค่าพลัง:
    +117
    ช่วยสอนวิธีฝึกลมปราณหน่อยครับ ฝึกแล้วให้ผลต่อเราอย่างไรมีประโยนช์แค่ไหน
    แล้วถ้าฝึกผิดวิธีจะมีผลค้างเคียงอย่างไร(b-smile)
     
  8. UFO99

    UFO99 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 เมษายน 2005
    โพสต์:
    294
    ค่าพลัง:
    +983
  9. NiNe

    NiNe เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 มกราคม 2005
    โพสต์:
    4,806
    ค่าพลัง:
    +7,485
    <TABLE id=table6 cellPadding=0 width="100%" align=center border=0><TBODY><TR vAlign=top><TD align=right width=68>หลวงพ่อ : </TD><TD>"ประเภทสุกขวิปัสสโกนี่ ไม่รู้อะไรหรอกคุณ ได้แต่สมาธิเฉย ๆ มีจิตเป็นสุข จิตมีกำลังตัดกิเลสได้ สำหรับ วิชชาสาม หรือ เตวิชโช สามารถรู้ได้ เพราะว่าการปฏิบัติขั้นวิชชาสาม มี ญาณ ๘ อย่าง คือ
    ๑. ทิพพจักขุญาณ สามารถเห็นผี เห็นนรก เห็นสวรรค์ได้
    ๒. จุตูปปาตญาณ เราจะรู้ว่า คนที่เกิดมานี่ ก่อนจะเกิดนั้นมาจากไหน และเวลาตายแล้วไปไหน
    ๓. เจโตปริยญาณ สามารถจะเห็นจิตของคนได้ คนไหนจิตดี คนไหนจิตเลว
    ๔. ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ เราสามารถจะระลึกชาติได้ โดยไม่จำกัด
    ๕. อตีตังสญาณ เราจะรู้เรื่องราวในอดีตได้
    ๖. อนาคตังสญาณ รู้เรื่องราวในอนาคตได้
    ๗. ปัจจุปปันนังสญาณ ปัจจุบันนี้ใครทำอะไรที่ไหนเรารู้ได้
    ๘. ยถากรรมมุตาญาณ คนที่เขามีความสุขความทุกข์ เขาอาศัญกรรมอะไรเป็นปัจจัย
    นี่ในด้านวิชชาสาม รู้ได้ ๘ อย่างเท่านี้


    </TD></TR></TBODY></TABLE>
     
  10. NiNe

    NiNe เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 มกราคม 2005
    โพสต์:
    4,806
    ค่าพลัง:
    +7,485
    อีกที่ครับ
    ๒๕๙) ถ้าจะถามว่า พระอินทร์ มีจริงไหม อาตมาขอยืนยันว่า พระอินทร์ มีจริง เทวดา ทั้งหลายก็มีจริง พรหมมีจริง ท้าวมหาราช ทั้ง ๔ ก็มีจริง ถ้าใครไม่มั่นใจว่ามีจริงหรือ ไม่จริง เอาคำแนะนำขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปลองปฏิบัติดูบ้าง ทำให้ได้ ๒ ใน วิชชาสาม ๕ ใน อภิญญาหก ก็จะปรากฏผลตามที่พระพุทธเจ้าตรัสทุกอย่าง อย่ามา นั่งวิพากษ์วิจารณ์กันแต่แค่ตำรา อันนี้มันไม่ถูกไม่ต้อง คนที่เรียนวิชาทำอาหาร ดูแต่หนังสือ ดูแค่ตำรา เขาว่ามาอย่างไรก็ว่าตามเขา แต่ก็ไม่เคยปรุงอาหารบริโภคเลย ดีไม่ดีก็ไปนั่งติ ตำราว่า ทำไม่ถูก มันไม่อร่อย ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะตัวไม่เคยกินอาหาร อ่านมาอ่านไป ศึกษามาศึกษาไป หนักเข้าก็สงสัยว่า เอ๊ะ นี่มันจะกินได้หรือไม่ได้ ดีไม่ดีเขาบอกว่า ไอ้หน่อไม้ในป่านี่มันกินอร่อย ไปยืนมอง ๆ ว่า อพิโธ่เอ๋ย ไอ้หน่อไม้ประเภทนี้ กินเข้าแล้ว มันไม่มี ประโยชน์ รสชาติมันไม่อร่อย ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะความโง่เขลาเบาปัญญา ไม่ลองเอาหน่อไม้มาทำอย่างที่ชาวบ้านเขาสอน อย่างที่ชาวบ้านเขากินกัน ข้อนี้มีอุปมาฉันใด เรื่อง สวรรค์ พรหม นิพพาน นรก เปรต อสุรกาย ก็เช่นเดียวกัน ถ้า มานั่งอ่านแต่หนังสือก็มานั่งวิพากษ์วิจารณ์ ก็ไม่ต่างอะไรกับ กัณฑหาลพราหมณ์ นี่แหละ


    ที่มา http://www.sitluangpor.com/ovat/ovat_3/page20.htm

     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 29 มิถุนายน 2005
  11. NiNe

    NiNe เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 มกราคม 2005
    โพสต์:
    4,806
    ค่าพลัง:
    +7,485
    บทความต่อจากกระทู้เดิมที่ บอร์ดของคนเมืองบัว ครับ

    <TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width=600 border=0><TBODY><TR bgColor=#000000><TD><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=1 width=600 border=0><TBODY><TR align=middle bgColor=#b2e57f><TD class=row1 bgColor=#ffffff height=54><TABLE width=550 border=0><TBODY><TR><TD>
    ข้อความที่ 11​

    ขี้เกียจตั้งตัวเป็นอาจารย์ครับไปอ่านหนังสือแนวคำสอนหลวงปู่โต ทางสงบ การถอดจิต คุณแสงอรุณกุศลเขียน ขายตามซีเอ็ด 80บาทเอง ตอนก่อนฝึกกับพระผมอ่านเล่มนี้มาก่อนฝึกเอง มีการเดินลมปราณอยู่เดินลมคล้ายๆกัน ต่างที่ผมโดนพระทะลวงจุดท่อลมให้เดินลมคล่อง เหมือนหนังจีน เพียงแต่ความจริงท่านใช้อำนาจจิตบวกลมปราณ ส่งผ่านอากาศมาทางคำพูด ไม่ได้แตะตัว (ปกติท่อลมปราณทุกคนจะตีบยกเว้นกายมหาบุรุษ)และจริงๆผมฝึกเดินลมปราณพร้อมเดินจงกรม แต่หลักการคล้ายกันกับหนังสือนั้นแหละ(เดินลมผิดมึนไปกรรมจะได้ไม่มาที่ผมไปที่คุณแสงอรุณกุศลคนเขียนแทน อิอิ)

    </TD></TR><TR align=right><TD>จากคุณ ตอบให้รู้แล้วแต่วิจารณญาณ เมื่อวันที่ 30/6/2548 1:56:33 </TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE><!-- สร้างแบบ form แสดงข้อความที่ได้รับตอบกลับ -->
     
  12. zipper

    zipper เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    24 กันยายน 2004
    โพสต์:
    5,228
    ค่าพลัง:
    +10,591
    นั่นสิครับคุณ NiNe วิชาพวกนี้ต้องมีอาจารย์ถ้าจะเอามาฝึกเองมันจะทำให้เกิดอันตรายได้ แต่ว่ามันเหมือนหรือต่างจากการฝึกกสิณในศาสนาพุทธอย่างไร? ถ้างั้นจะบอกแค่พื้นฐานหรือจะบอกแค่วิธีการฝึกคร่าวๆ ดีไหม หรือไม่ก็บอกแค่ว่ามันต่างจากการฝึกกสิณของศาสนาพุทธอย่างไร
     
  13. คุจากุแห่งไซเฟิร์น

    คุจากุแห่งไซเฟิร์น Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 มิถุนายน 2005
    โพสต์:
    18
    ค่าพลัง:
    +27
    ดีครับปู่NINe คุณ ตี๋น้อย เข้ามาได้แล้ว ช่วงนี้จะขอย้ายมาสิงที่นี่แทนแล้วนะครับไม่ไหวที่โน้นมานร้อนจิงๆเยย
     
  14. เมฆคล้อยอนิจจัง

    เมฆคล้อยอนิจจัง เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 กันยายน 2004
    โพสต์:
    59
    ค่าพลัง:
    +150
    ธรรมะล้วนเป็นหนึ่งเดียว นั่นคือหนึ่งในธรรมชาติ

    การฝึกสมาธิ แบบโยคี หรือที่เรียกว่าโยคะนั้น แตกต่างจากทางพุทธตรงที่ว่า
    การฝึกสมาธิ เดินลมปราณตามจักระ เกิดอิทธิวิธีเร็วกว่า เช่นการถอดจิต
    การทำสมาธิทางศาสนาพุทธมุ่งเน้นเข้าถึงฌาณ คือการเพ่ง การเผากิเลสในตน มุ่งสู่การขูดขัดกิเลส
    จนไร้สิ้นกิเลส จนไม่มีสิ่งใดต้องมุ่งเข้าหาอีก
    ซึ่งการฝึกทางโยคะ นอกจากฝึกลมปราณแล้วยังฝึกจิตด้วย ซึ่งลมปราณนี้ ได้แตกแขนงไปทางจีนและจักราต่างๆ ก็แตกแยกเป็นจุดย่อยๆมากมาย ตามแต่ละตระกูลจะค้นพบเพิ่มเติม ซึ่งความรู้แขนงนี้บางครั้งก็นำไปใช้ผิดจากคำว่า "บู๊ ซุก" หรือ "หวู่ซู่" ซึ่งมาจาก คำว่ายุติ กับอาวุธ รวมกันเป็น ระงับการใช้อาวุธและยุติการต่อสู้ และเป็นการขัดเกลาตน

    เริ่ม จากท่านตั๊กม้อ หรือท่านตะมะระ(พระอรหันต์องค์หนึ่งเดินทางเพื่อเผยแผ่ศาสนาพุทธเข้าสู่จีน)<<อันนี้จริงเท็จประการใดไม่แน่ใจแต่หลวงพี่ที่สอนสมาธิผมตอนที่บวชอยู่ท่านกล่าวให้ฟัง
    ท่านตั๊กม้อนี้ที่เดินทางไปจากประเทศอินเดีย ขณะนั่งกรรมฐาน ก็เกิดความเมื่อยขบจึง
    ได้นำการเดินลมปราณ ผสานเข้ากับการนั่งสมาธิ กรรมฐาน เพื่อให้ร่างกายมีความคงทน
    สามารถนั่งสมาธิได้อย่างทนนาน แตกแขนงกลายเป็น ศาสตร์แห่งลมปราณมากมาย

    .....เพ่ง พิจารณา กายในกาย
    เพ่ง พิจารณา เวทนาในเวทนา
    เพ่ง พิจารณา จิตในจิต
    เพ่ง พิจารณา ธรรมในธรรม
    นั่นคือสติที่เป็นฐานทั้ง4 หลักสำคัญ ก็คือ มิใช่การเพ่งนอกตัว แต่เป็นการเพ่งในตัวเองเพื่อเรียนให้รู้จัก รูป กับ นาม ของตนให้ได้
    จากคำสอนวิชามวยภายใน จากอาจารย์จีนท่านหนึ่งว่า
     
  15. NiNe

    NiNe เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 มกราคม 2005
    โพสต์:
    4,806
    ค่าพลัง:
    +7,485
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 30 มิถุนายน 2005
  16. zipper

    zipper เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    24 กันยายน 2004
    โพสต์:
    5,228
    ค่าพลัง:
    +10,591
    ขอบคุณครับคุณเมฆคล้อยฯกระจ่างมากเลย เคยคิดอยู่เหมือนกันว่าการฝึกเดินลมปราณอย่างไทเก้กที่ต้องจับความรู้สึกของร่างกายขณะที่ร่ายรำท่าต่างๆ นั้น จะเอามาประยุกต์ใช้ฝึกสติปัฏฐาน4 ได้หรือเปล่าหนอ
     
  17. nnn

    nnn เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 มกราคม 2005
    โพสต์:
    314
    ค่าพลัง:
    +1,298
    [​IMG]

    แปลกดีครับ*******
     
  18. NiNe

    NiNe เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 มกราคม 2005
    โพสต์:
    4,806
    ค่าพลัง:
    +7,485
    สวัสดีครับ คุณคุจากุแห่งไซเฟิร์น

    ยินดีต้อนรับสู่ "พลังจิต.คอม" ครับ ... ที่นี่ไม่มีร้อนครับ คุยกันสบายๆ ไม่มีธุรกิจการค้าเชิงพาณิชย์ และที่สำคัญไม่มีผลประโยชน์ใดๆ แอบแฝง พวกเราคือพี่น้อง แล ผองเพื่อนครับ เรามาแชร์ในสิ่งที่ดีๆ ให้กับโลกใบเล็กๆ นี้นะครับ !!!
     
  19. NiNe

    NiNe เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 มกราคม 2005
    โพสต์:
    4,806
    ค่าพลัง:
    +7,485
  20. zipper

    zipper เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    24 กันยายน 2004
    โพสต์:
    5,228
    ค่าพลัง:
    +10,591
    โฮ่ๆ ปู่ของเราปั๋ตตะนาแย้ว มีการดึงเอาหน้าเวปมาโชว์ล่วย อิอิ

    เนื่องจากผมอ่านเรื่องอย่างนี้มามากบางทีก็สับสนว่าจักระที่หกนั้น เป็นจักระที่อยู่ตรง ระหว่างคิ้วหรือระหว่างหน้าผากกันแน่
     

แชร์หน้านี้

Loading...