การพบเห็นสมณะ ผู้บริสุทธิ์ หลุดพ้น เป็นมงคลอันสูงสุด

ในห้อง 'หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต' ตั้งกระทู้โดย ่jittatanto, 29 กุมภาพันธ์ 2012.

  1. ่jittatanto

    ่jittatanto สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 กุมภาพันธ์ 2012
    โพสต์:
    3
    ค่าพลัง:
    +1
    เรื่องที่ผมจะเล่าต่อจากนี้ไปเป็นบันทึกของผมที่ได้เคยบันทึกไว้เมื่อตอนที่บวช 1 พรรษา ปี 2553 ที่วัดป่าแห่งหนึ่งใน อ.นายูง

    จ.อุดรธานี ขณะนี้ผมเป็นฆราวาสและมีความตั้งใจว่าจะบวชอีกครั้งหนึ่ง เนื่องจากได้รู้ซึ้งถึงคุณค่าของการบวชและได้บำเพ็ญเพียรด้วย

    ความมุ่งมั่น ซึ่งเรื่องราวต่างๆ ผมได้บันทึกตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ไม่ได้มีเจตนาโอ้อวดใดๆ ทั้งสิ้น เพียงแต่ต้องการให้เป็นกำลังใจแก่ผู้

    สนใจปฏิบัติธรรม เพื่อเข้าถึงแก่นแท้ของพระพุทธศาสนา ว่าการปฏิบัติธรรมจริง ย่อมได้รับผลจริืง อย่างแน่นอน เนื้อหามีดังต่อไปนี้


    นับแต่เราต้องการที่จะออกบวชเมื่อเดือนตุลาคม 2552 เราก็ได้บอกลางานและขออนุญาตผู้จัดการและกรรมการผู้จัดการบริษัทฯ ไว้

    ล่วงหน้าแล้ว ทั้งสองคนไม่คัดค้านเพียงแต่ขอให้เราเคลียร์งานให้เรียบร้อยเท่านั้น เรารู้สึกขอบคุณคนทั้งสองมาก จากนั้นเราจึงเริ่มมาหาส

    ถานที่ออกบวช ปรากฎว่ามีรุ่นพี่ที่ทำงานคนหนึ่งแนะนำให้เราไปบวชที่วัดป่าแห่งหนึ่ง ที่ อ.นายูง จ.อุดรธานี เนื่องจากรุ่นพี่คนดังกล่าวเคย

    ไปและคิดว่าคงจะเหมาะกับจริตของเราที่ชอบบรรยากาศแบบป่าเขามากๆ และมีครูบาอาจารย์คอยสั่งสอนด้วย เมื่อหยุดงานช่วงเทศกาลปี

    ใหม่เราได้ใช้เวลาส่วนหนึ่งมาที่วัดแห่งนี้ตามคำบอกเล่า เมื่อได้มาอยู่ประมาณสามวัน ก็รู้สึกว่าชอบ แต่ก็ยังไม่แน่ใจในความชอบของตัว

    เองว่ามันจะหลอกเราเองหรือเปล่า อาจจะมีส่วนอื่นของวัดที่เราไม่ชอบก็ได้ ต้องมาดูหลายๆ รอบแล้วค่อยตัดสินใจใหม่ ต่อมาเมื่อเดือน

    เมษายน 2553 เราจึงได้ไปที่วัดนี้อีกเป็นครั้งที่สอง เพื่อทบทวนการตัดสินใจของตัวเองอีกครั้งว่าจะบวชที่วัดนี้ในช่วงเข้าพรรษาจริงหรือ

    เปล่า ไปเที่ยวนี้ปรากฎว่าช่วงกลางวันอากาศร้อนมากแต่พอตกกลางคืนอากาศกลับหนาวเย็นมาก เราปรับตัวไม่ทันจึงทำให้เป็นไข้หวัด

    และเกิดอาการท้อใจในการทำความพากความเพียร ประกอบกับเห็นพระที่นี่ต้องทำงานวัดอยู่บ่อยๆ เรามองดูแล้วรู้สึกว่าเป็นการรบกวนเวลา

    บำเพ็ญเพียรภาวนา นั่งสมาธิ เดินจงกรมมาก คิดว่าถ้าเราได้มาบวชที่นี่เราก็คงไม่ต่างจากพระที่นี่หรอกที่มัวยุ่งอยู่แต่กับการทำงานวัดโน่นนี่

    นั่น เลยยิ่งท้อใจเข้าไปมาก ยิ่งไม่อยากจะมาบวชที่วัดนี้ ตอนนั้นคิดว่าสู้เราออกไปหาวัดอื่นบวชดีกว่า สักพักพอตกช่วงบ่ายก็เลยไปกวาด

    ลานวัดบริเวณกุฎิที่เราพักอาศัย จู่ๆ ก็มีพระภิกษุรูปหนึ่งเดินผ่านเข้ามาหาเรา ยิ้มให้เราและทักทายเราเป็นคำพูดแปลกๆ ว่า “ หลวงพ่อ

    บอกว่าสถานที่แห่งนี้เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ผู้ใดปราถนาบุญก็จะได้บุญมหาศาล ผู้ใดปราถนาพ้นทุกข์ก็จะถึงความพ้นทุกข์ได้ และท่านก็ได้

    เล่าถึงเรื่องเกี่ยวกับตัวท่านเมื่อตอนมาบวชอยู่ที่นี่ใหม่ๆ ว่า เมื่อครั้งที่มาอยู่นี่แรกๆ ก็คิดว่าจะได้ภาวนาเต็มที่อย่างเดียว ที่ไหนได้ที่นี่มีงาน

    วัด (กิจกรรมของวัด) เยอะมาก จนเคยคิดท้อใจ แต่เมื่อพลิกความคิดแก้วิกฤติให้เป็นโอกาส โดยถือว่าการทำงานวัดคือการปฏิบัติธรรม

    ภาวนาไปในตัว เราสามารถภาวนาได้ตลอดเวลา จากนั้นเป็นต้นมาก็เป็นกำลังใจมหาศาลในการปฏิบัติภาวนา จากนั้นท่านก็ถามเราอีกนิด

    หน่อยว่ามาอยู่นี่กี่วัน เราตอบท่านแล้ว ท่านก็เดินจากไปเราเองก็ไม่สนใจท่านเพราะคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดาและก็คิดว่าท่านก็เป็นพระป่า

    ธรรมดารูปหนึ่งเท่านั้นเอง ต่อมาเมื่อเราได้มีโอกาสเข้ามาบวชที่วัดแห่งนี้ในช่วงเข้าพรรษา ปี 2553 การบวชในช่วงแรกๆ ที่เรายังมีความ

    ขี้เกียจและความคิดปรุงแต่งฟุ้งซ่านมากอยู่ เราก็รู้สึกอีกว่าวัดนี้ทำไมต้องให้พระต้องทำข้อวัตรด้วย(กิจกรรมของพระ เช่น กวาดลานวัด ถู

    ศาลา ล้างห้องน้ำ เป็นต้น) น่าจะให้พระมีอิสระมากกว่านี้ ใครอยากทำอะไรก็ให้ทำสิ นี่เราคิดในใจเองนะ เพราะขณะนั้นเรารู้สึกถึงความไม่

    เป็นส่วนตัวกับการที่ต้องออกมาร่วมกันทำข้อวัตรทุกวันในช่วงบ่าย ซึ่งเราคิดว่ามันขัดขวางเวลาการบำเพ็ญเพียรนั่งสมาธิของเราเสีย

    มากกว่า เราคิดอย่างนี้มาเป็นเวลาหลายวันแล้ว จนกระทั่งเช้าวันหนึ่งระหว่างรอบิณฑบาตรหน้าวัดเราก็ได้พบพระใหม่ที่บวชพร้อมกันกับ

    เรารูปหนึ่ง(อายุประมาณสี่สิบต้นๆ) พระใหม่รูปนี้บอกว่า ก่อนบวชนี้ตนได้ไปเสาะแสวงหาสถานที่ภาวนาดีๆ มามากต่อมากแล้ว เราได้ยิน

    ดังนั้นก็เข้าไปถามว่าแต่ละที่เป็นอย่างไร ดีอย่างไร เผื่อว่าหากเราบวชครั้งต่อไปจะได้ไปบวชที่นั่นบ้าง เพียงแค่สอบถามไปเพียงนิดเดียว

    จิตใจเราก็ยิ่งเพลินอยากรู้อยากเห็นในสถานที่ต่างๆ รวมถึงอยากไปด้วย อยากให้เวลาบวชครั้งนี้ผ่านไปเร็วๆ ด้วย สักพักพระเก่าอายุกลาง

    คนรูปหนึ่งได้เดินดุ่มๆ เข้ามาหาเราสองคนและได้พูดแทรกขึ้นว่า “อย่าไปเชื่อมัน มันกำลังหลอกเราอยู่” พูดจบเพียงเท่านี้ก็เดินจากไป

    สร้างความงงงวยสงสัยให้กับเราและพระใหม่รูปนั้นเป็นอย่างมาก เราจึงหยุดการสนทนาไว้เพียงเท่านั้นและยังไม่เข้าใจว่าทำไมพระเก่ารูป

    นั้นจึงต้องมาบอกเราอย่างนั้น พระเก่ารูปนี้ก็คือคนๆเดียวกันกับคนที่เราพบก่อนบวช ช่วงที่เราไม่สบายแล้วท่านมาทักเรานั่นแหละ ต่อมา

    เราจึงทราบชื่อของท่านว่า “ครูบา ว.” จากนี้ไปเป็นบันทึกของเราที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับครูบา ว. บางส่วนดังนี้



    บันทึกเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2553

    ช่วงนี้เราฝันไม่พึงประสงค์(ฝันเปียก) ติดต่อกันถึงสามวัน สามครั้ง เกือบสี่ครั้งในเช้ามืดวันนี้ด้วยซ้ำ แต่สติเราเข้าห้ามได้

    ทัน ไม่รู้ว่าเป็นอะไรเหมือนกัน ไม่ทราบสาเหตุที่มาที่ไปเลย แต่วันที่เราตกใจมากที่สุดคือ ตอนกลางคืนของวันที่ 27 สิงหาคม เวลา

    21.30 น. ปรากฎว่าคืนวันดังกล่าวเรานอนหลับเวลา 21.05 น. แล้วรู้สึกเคลิ้มหลับไปคล้ายฝันว่า เราพร้อมครอบครัวของเราไปนอนอยู่ที่

    บ้านใหม่หลังหนึ่ง พี่สาวของเราแกไม่กล้านอนชั้นบน แกจึงชวนเราลงไปนอนชั้นล่าง แต่เราก็ไม่ลงไป ขอนอนชั้นบนแต่เพียงลำพัง เพียง

    แค่เราหลับตาลงเท่านั้นแหละเรารู้สึกแปลกขึ้นมาทันที คล้ายๆ กับว่าคืนนี้จะมีบางสิ่งบางอย่างมาเยี่ยมอีก ก่อนที่จะเกิดความรู้สึกนี้เรา

    สังเกตจากในฝันเรานั้นเราปิดไฟแล้วพยายามเปิดไฟ เปิดเท่าไหร่ก็เปิดไม่ได้ แปลกมากๆ สักพักเราก็เลยคิดว่า เอาวะอะไรจะเกิดก็เกิดสิ

    ตายก็ตายสิ (ในใจขณะนั้นก็กลัวตายอยู่เหมือนกัน) ขณะนั้นก็มีสิ่งลึกลับบางอย่างดึงเราออกไปจากที่นอน เรารู้สึกว่ากำลังล่องลอยไปใน

    อากาศ ใจขณะนั้นไม่มีความยินดีกับสิ่งที่นำพาเราไปเลย สักพักสิ่งนั้นก็บอกกับเราว่าเขาไม่ได้เป็นผีสางอะไรทั้งสิ้น แต่เขาเป็นนางฟ้า

    พอเราได้ยินคำว่านางฟ้าเท่านั้นแหละจิตเรามันก็บันดลบันดาลปรุงแต่งคิดไปว่าอย่างนั้น เขาก็คงสวยน่าดู ในทันใดนั้นก็ปรากฎรูปร่างเป็น

    หญิงสาวสวยโสภาขึ้นต่อหน้าต่อตาเราทั้งๆ ที่เรากำลังลอยอยู่บนอากาศ เราเห็นเช่นนั้นก็มีจิตอภิรมย์ชมชื่นในหญิงผู้นั้น เกิดความกำหนัด

    ขึ้นมา สักพักหญิงนั้นก็เปลื้องผ้าออกหมด ร่างกายของเราก็กำลังหลั่งน้ำสุกกะ แต่ขณะนั้นเรานึกทันว่าเอ๊ะนี่เราฝันหรือเรื่องจริง จึงมีสติตื่น

    ขึ้น ปรากฎว่าน้ำสุกกะนั้นก็ไหลออกมาขณะที่เราตื่นพอดี พยายามห้ามไว้ก็ไม่ทัน จึงตกใจว่าแย่แล้วคราวนี้เราจะอาบัติสังฆาทิเสสอันถือว่า

    เป็นโทษหนักอยู่เหมือนกันหรือเปล่านะ คิดได้ดังนั้นก็เปิดหนังสือ พระวินัย227 เทศน์ภาคปฏิบัติ” ของพระอาจารย์จันทา ถาวโร ขึ้นมา

    อ่านดู แล้วก็ยังรู้สึกไม่แน่ใจ จึงนึกถึงหลวงพ่ออินทร์ เจ้าอาวาส ว่า ขอได้โปรดชี้แนะผมในฝันด้วยเถิดว่าสิ่งนี้ถูกหรือผิด และผมควรทำ

    อย่างไรดี สักพักเราก็ฝันถึงหลวงพ่อจริงๆ ในฝันได้รับคำแนะนำจากพระเถระผู้ใหญ่รูปหนึ่งว่า “ให้เราคอยสังเกตใจของเราให้ดี ฝึกสติให้

    ดี” พูดสั้นๆ ประมาณนี้แหละ แต่ไม่ได้บอกเราว่าถูกหรือผิด รุ่งเช้าเราไปบิณฑบาตรพร้อมครูบา ว. ตอนขากลับครูบา ว.ก็พูดกับเราว่า “นี่

    เห็นมดตามถนนนี่ไหม หากว่าเราเร่งการภาวนาฝึกจิตดีๆ แล้ว มันจะไม่มีทางเหยียบมดพวกนี้โดยอัตโนมัติ ไม่ต้องมาคอยระวังกลัวว่าจะ

    เหยียบมดแล้วจะผิดศีลเลย เพราะจิตเรานี่มันฉลาดมากแต่ต้องฝึกมันให้ได้ก่อนเพราะธรรมดาถ้าเราไม่ฝึกมันก็โง่แสนโง่ แต่ถ้าฝึกให้ดีมันก็

    สุดแสนฉลาด โง่ที่สุดก็จิตดวงนี้ฉลาดที่สุดก็จิตดวงนี้ โง่กับฉลาดมันอยู่ด้วยกัน เมื่อขจัดความโง่ออกความฉลาดมันก็ปรากฎ” เราฟังแล้ว

    รู้สึกทึ่งมากเพราะเราไม่เคยรู้มาก่อน มันเหมือนกับเป็นคำพูดที่ขลังแฝงด้วยคำคมแง่คิดต่างๆ ที่รอการพิสูจน์อยู่ เราก็เลยคิดอยากถามครูบา

    ว.เรื่องความฝันของเราเมื่อคืน (แต่ขณะนั้นยังไม่ได้ถามหรอก) จู่ๆ ขณะเดินทางกลับจากบิณฑบาตรหลังวัดเพื่อเดินไปยังศาลาวัด ครูบา

    ว. ซึ่งเดินนำหน้าเราก็หยุดแล้วหันหลังกลับมาถามเราซึ่งเดินตามหลังมาว่า “เป็นจังได๋ ครูบา ภาวนา ฝันดีบ่ “ (เป็นอย่างไรบ้างล่ะ ครูบา

    การภาวนาน่ะ ฝันดีไหม) เราแปลกใจมากที่เหมือนกับว่าครูบา ว. ค่อนข้างหยั่งรู้จิตใจของเรา ซึ่งครูบา ว. เคยถามคำถามในลักษณะหยั่งรู้

    จิตใจหลายครั้งแล้วตลอดเวลาที่ผ่านมา เราก็เลยเล่าเรื่องความฝันของเราให้ฟัง ครูบา ว. บอกว่า “มันไม่เป็นอาบัติอะไรทั้งสิ้นหรอก อันนั้น

    น่ะมันเป็นความฝัน สติเรายังไม่ทันแข็งพอ ต้องฝึกสติให้เข้มแข็งก่อน สมัยครูบา (ว) มาวัดนี้แรกๆ ก็เดินและทำงานรอบวัด พร้อมทั้ง

    ภาวนาบริกรรม “พุทธโธ” ไปด้วย เพื่อฝึกสติก่อนเป็นอย่างแรก เรื่องนั่งสมาธิน่ะไม่ต้องพูดถึงเลย สำหรับครูบา(ว) บอกว่า ผมนั่งไม่ถึง

    สามสิบนาทีด้วยซ้ำ”


    สักพักเมื่อเดินทางไปถึงศาลาแล้ว พวกเราก็จะเตรียมจัดอาสนะบนศาลา เนื่องจากเป็นสายบิณฑบาตรสุดท้ายซึ่งจะมาถึงช้า

    ที่สุด ก็เลยต้องจัดอาสนะทีหลัง เมื่อจัดอาสนะบนศาลาเสร็จแล้วกำลังเดินออกจากศาลาเพื่อไปบิณฑบาตรหน้าวัดต่อ เราก็เลยตัดสินใจ

    ถามคำถามคาใจที่เราสงสัยมานานว่า “ครูบา(ว) ขอโทษนะครับ ผมขอถามหน่อย ผมสังเกตมาหลายครั้งแล้ว ผมรู้สึกว่าครูบา (ว) เหมือน

    สามารถหยั่งรู้ใจผู้อื่นได้ ผมสังเกตจากคำถามหลายคำถามของครูบา (ว)” ขณะนั้นครูบา (ว) เงียบ เราก็เลยพูดต่ออีำกว่า ผมขอขอบคุณ

    ครูบา(ว) มากนะครับที่ได้ให้คำชี้แนะตักเตือนผมหลายๆ สิ่งหลายๆ อย่าง ครูบา ว. ก็ยังคงเงียบเหมือนเดิม เหมือนไม่ต้องการที่จะตอบโต้

    เราเกี่ยวกับเรื่องการหยั่งรู้ใจนี้ เราจึงเปลี่ยนเรื่องคุย เป็นเรื่องการฝึกสติ ครูบา ว.ก็เลยได้ให้คำแนะนำหลายอย่าง สรุปได้ว่าเราไม่ได้

    อาบัติสังฆาทิเสส สบายใจแล้ว



    บันทึกเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2553 (วันนี้เรางดฉัน ไม่ออกไปบิณฑบาตร)


    เช้าของวันที่ 31 สิงหาคม ที่ผ่านมาเราก็นั่งสมาธิจาก 05.20 น. ถึง 06.50 น. แล้วเราออกจากสมาธิก็เหยียดขา หลับตาภาวนาพุทธโธ

    ต่อ คราวนี้ก็ปรากฎว่ามีอาการหูแว่ว และเคลิ้มๆ ไปคล้ายกับว่าจะมีบางสิ่งบางอย่าง กำลังพยายามจะปีนเข้ามาทางหน้าต่างกุฏิของเรา

    เสียงดังกุกกักๆ สักพักมันก็มีอาการคล้ายฝันซ้อนขึ้นมาอีกว่า ขณะนี้เรากำลังนอนหลับอยู่ในบ้านหลังหนึ่ง และได้มีบางสิ่งบางอย่างได้เข้า

    มาหาเราทางหน้าต่าง ตอนแรกเราได้ยินแต่เสียงแต่ไม่เห็นตัว เนื่องจากเขาไม่มีตัวตน แต่สักพักเขาก็ปรากฎตัวตนขึ้นเป็นรูปร่างผู้ชายมาบ

    อกเราว่า “ตัวเรานี้ ได้ปราถนานิพพานมาหลายภพหลายชาติแล้ว เขาจึงมาช่วยให้เราสมหวัง ให้ได้พบกับนิพพาน เราก็เลยสงสัยแล้วก็

    เลยถามเขาต่อว่า แล้วทำไมเขาจึงต้องมาช่วยเรา มีความจำเป็นด้วยหรือที่ต้องมาช่วยเรา เขาจึงตอบเรามาว่า เขาเคยเป็นมิตรสหาย(เพื่อน

    รัก) กับเรามาก่อนในอดีตชาติ ความรู้สึกขณะนั้นของเราบอกว่าเราและเขาเคยเกิดเป็นผู้ยิ่งใหญ่ในสรวงสวรรค์มาก่อน เขายังบอกต่ออีก

    ว่านอกจากเขาจะเคยเป็นมิตรสหายกับเราแล้ว ย้อนหลังกลับไปอีกก่อนหน้านั้น เขายังเคยเกิดเป็น พ่อ แม่ ญาติพี่น้องกับเราอีกด้วย เขา

    อยากให้เราสมหวังเขาจึงคอยมาช่วยเหลือเราในชาตินี้ของเรา จากนั้นเราก็รู้สึกตัวและตื่นขึ้นมา ปรากฎว่าใช้เวลากับนิมิตนี้ประมาณ 20

    นาที จาก 06.50 ถึง 07.10 น. ก็ถือว่าเป็นนิมิตที่แปลกเหมือนกัน เราก็เลยนำไปเล่าให้ครูบา ว. ฟัง ครูบา ว.บอกว่า “เราทุกคนต่างก็

    เคยเวียนว่ายเกิดเป็นโน่นนี่มากันหมดแล้วทั้งดีและชั่ว แต่ว่าเรื่องความผูกพันกันระหว่างเพื่อนนี้มีจริงเพราะเหตุที่เราเคยเกิดเป็นนั่นนี่หลาย

    อย่างสัมพันธ์กับเขามาก่อน ยิ่งในสมัยกึ่งพุทธกาลนี้มีเทวดาหลายองค์ที่ปราถนามาเกิดบนโลกมนุษย์เพื่อสืบต่ออายุพระศาสนาให้ถึง

    กำหนดกาลห้าพันปี”


    ครูบา ว. พูดต่ออีกเพื่อเตือนเราว่า “จิตมันคอยหลอกเราอยู่อย่างนี้เรื่อยๆ แหละครูบา ต้องฝึกสติให้เข้มแข็งนะถ้าเป็นไปได้ ช่วงที่บวชนี้

    อยากให้ครูบา ภาวนาจนให้จิตรวมกระทั่งได้กราบ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์อย่างลึกซึ้งถึงใจ เป็นจิตของพระโสดาบันนั่นแหละ มันถึง

    จะหนักแน่นและเห็นคุณค่าของพระรัตนตรัยอย่างแท้จริง”

    ครูบา ว. พูดเสมือนกับว่าตนเคยผ่านสภาวะนี้มาก่อน แต่ท่านไม่ได้พูดตรงๆ นะ เราต้องคอยสังเกตและตีความเอาจากคำพูดของท่าน เราว่า

    ครูบา ว.ผู้นี้น่าจะถึงขั้นโสดาบันเป็นต้นไปแล้วล่ะ ดูท่านสุขุมมาก ท่านเน้นให้เราเร่งความเพียรให้มากขึ้น เย็นวันนั้นเรากลับมาที่กุฏิแล้วเรา

    ก็ภาวนาต่อและมีกำลังใจมากขึ้น


    จนกระทั่งเช้าวันนี้ 1 ก.ย. 53 เราตื่นขึ้นมาเวลา 01.30 น. ฝนเริ่มตกนิดหน่อย ครั้นเราจะนั่งสมาธิก็รู้สึกว่าธาตุขันธ์เริ่มรับ

    ไม่ไหวเพราะนั่งมานานมากแล้ว บ่อยแล้วหลายครั้ง ยังไม่ค่อยได้เปลี่ยนอิริยาบถไปเดินจงกรมบ้างเลย ก็เลยนึกปรารภความเพียรทันที

    ทันใดว่าหากว่าเราจะไม่เดินจงกรมเพราะกลัวฝนล่ะก็ จนเราสึก(ลาสิกขา)คงไม่ได้เดินเป็นแน่เพราะช่วงเข้าพรรษานี่มันหน้าฝนถ้าไม่ให้เจอ

    ฝนแล้วจะให้เจออะไรอีกล่ะ เราจะเอาชนะความขี้เกียจและข้ออ้างทั้งหลาย เอาล่ะเราจะเดินจงกรมถึงแม้ว่าฝนจะตกหนักขนาดไหนก็ตาม

    ขอเพียงให้มีแสงสว่างจากเทียนไขตราบใด ตราบนั้นเราก็จะเดินไปเรื่อยๆ อย่างไม่หยุดยั้ง เราจึงลงจากกุฎิ แล้วขึ้นไปบนทางจงกรม ขณะ

    นั้นฝนเริ่มตกปรอยๆ แล้ว เราเลยตั้งจิตอธิษฐานถึงคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายช่วยคุ้มครองเทียนไขนี้อย่าให้

    ดับเลย เพื่อให้ข้าพเจ้าสามารถทำความเพียรต่อไปได้ด้วยดี แล้วเราก็เริ่มเดินจงกรมไปเรื่อยๆ ฝนก็เริ่มตกหนักมากขึ้น เราก็กางร่มเดิน

    จงกรมเช่นนั้นไปเรื่อยๆ จนน้ำเริ่มท่วมทางจงกรมบางส่วน เราก็เหยียบย่ำบนทางจงกรมที่เปียกแฉะเช่นนั้นไปเรื่อยๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนเวลา

    ผ่านไปนานมาก แต่เตชะบุญแม้ว่าฝนจะตกหนักแค่ไหนเทียนไขที่ตั้งไว้บนทางจงกรมก็ไม่ดับเลย ยังคงส่องแสงสว่างให้เราเดินจงกรม

    ทำความเพียรได้จนเป็นที่พอใจแก่เรา เทียนไขจึงเริ่มดับลงอันเนื่องมาจากฝนสาดหนักมาก เราขอบคุณทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำให้เราทำความ

    เพียรจนสำเร็จได้ เราออกจากทางจงกรมมาดูเวลาปรากฎว่าเป็นเวลา 03.30 น. โอ้โห นี่เราเดินจงบกรมนานนับ 2 ชม.เลยเหรอนี่ แต่มัน

    เหมือนกับว่าเวลาผ่านไปเร็วมาก จากนั้นเราก็มาสวดมนต์ทำวัตรเช้าต่อและนั่งสมาธิตอนเวลา 08.30-10.15 น. พิจารณาร่างกาย โดย

    เฉพาะส่วนกระโหลกศรีษะของเราด้วย เพื่อทำวิปัสสนาให้แกร่งขึ้น ปรากฎว่าได้ผลดีเป็นที่น่าพอใจ




    บันทึกวันที่ 3 ก.ย. 53 เวลา 01.48


    คืนนี้(เมื่อสักครู่ที่ผ่านมา) เราเพิ่งตื่นขึ้นมาจากความฝัน ถือว่าฝันดีมาก ในฝันเห็นว่าหลวงปู่มั่นมาหาเราเพื่อพาเราไปทำกิจธุระอะไรสัก

    อย่าง ในฝันนั้น จำได้ว่า หลวงปู่มั่นถามเราว่า “พร้อมแล้วหรือยังท่าน” เราก็บอกท่านว่า “พร้อมแล้วครับ” จากนั้นเราก็รีบเตรียมตัวเก็บข้าว

    ของที่จำเป็นแล้วออกเดินทางไปพร้อมกับท่าน แต่แปลกใจอย่างหนึ่งที่ในฝันเราไม่รู้ว่าภิกษุผู้นี้คือท่านพระอาจารย์มั่น เราทราบแต่ใน

    ขณะนั้นว่า ภิกษุนี้เป็นผู้เลิศเฉพาะด้านเกี่ยวกับธรรมะ ซึ่งเราขอฝากตัวเป็นศิษย์กับท่าน และจะออกเดินทางไปทำกิจธุระนั้นกับท่าน ตื่นขึ้น

    มาแล้วรู้สึกว่าดีใจมากเกิดความจำขึ้นมาได้ทันทีว่านั่นคือท่านพระอาจารย์มั่นนี่นา เรายิ่งเกิดความเพียรทางใจขึ้นมาก นี่จะลงไปเดินจงกรม

    ตอนนี้ทันทีเลยล่ะ (ตื่นจากฝันเวลา 01.33 ) จะเพียรพยายามภาวนาเรื่อยๆ เอาจนมันตายไปข้างใดข้างหนึ่งเลยล่ะ เอาล่ะเขียนเกริ่นนำ

    พอสมควร พอหอมปากหอมคอแล้ว เดี๋ยวภาวนาก่อน แล้วค่อยมาเขียนต่อใหม่อีกครั้งแล้วกัน



    บันทึกช่วงเย็นของวันเดียวกัน 17.34 -18.31 น.


    เราขอเขียนเรื่องสำคัญที่สุดของเราตั้งแต่บวชมาอยู่ที่นี่ ก่อนเรื่องอื่นๆ แล้วกัน เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเวลา 14.49 น. ของวันที่ 3 ก.ย. 53 ที่กุฏิของเรา


    วันนี้เราตื่นขึ้นมาภาวนาตั้งแต่เวลา 01.33 น. ก็เพราะฝันเห็นหลวงปู่มั่นท่านมารอเราแล้ว ตามที่เราเกริ่นนำนั่นแหละ มันก็

    เกิดความเพียรพยายามในการภาวนามาก วันนี้ก็งดฉันอีกวันหนึ่ง นับเป็นวันที่ห้าแล้วที่เรางดฉันอาหารมาโดยตลอดเพื่อดูจิตดูใจของตนเอง

    พอตอนใกล้เที่ยงก็ภาวนาด้วยการนั่งสมาธิอีก หลังจากที่เดินจงกรมมาทั้งวันแต่มันรู้สึกกังวลว่าจะหิว (จริงๆ แล้วมันไม่ได้หิวหรอก แต่มี

    อาการแสบท้องนิดหน่อยๆ ใจมันก็เลยกลัวว่าจะเป็นอันตรายจากการบำเพ็ญเพียร) ก็เลยเลิกนั่งสมาธิแล้วไปอาบน้ำ จากนั้นก็เดินไปโรง

    ต้ม(โรงน้ำร้อน) เพื่อฉันน้ำปานะเพิ่มพลังเพิ่มสารอาหารให้กระเพาะ ให้ร่างกายเสียก่อนแล้วค่อยมานั่งสมาธิต่อกันใหม่อีกครั้งหนึ่ง ไปถึง

    โรงต้มเวลา 12.30 น. ยังไม่ถึงเวลาฉันน้ำปานะต้องรอจนถึง 13.00 น. ก่อน เมื่อถึงเวลาเราก็รีบฉันเลย ฉันโกโก้เข้าไป 2 แก้ว (ทั้ง

    แบบร้อนและแบบเย็น ผสมน้ำผึ้งด้วย) ระหว่างที่เราฉันอยู่ก็มีพระมาบอกว่าหลวงปู่บุญมี จากวัดป่านาคูณ (ศิษย์รุ่นใหญ่ขององค์หลวง

    ตามหาบัว) มาพบหลวงพ่อ พระทั้งวัดก็เลยรอกราบเหมือนกัน แต่ปรากฎว่า กว่าหลวงพ่อจะลงมาพบและพูดคุยสนทนาปราศรัยเสร็จก็คง

    ใช้เวลานานเป็นแน่ เราก็เลยไม่รอกราบพร้อมพระรูปอื่น ได้แต่ยกมือขึ้นไหว้พร้อมตั้งใจ น้อมใจเพื่อเคารพสักการะบูชาท่านเท่านั้น แล้วก็

    ตัดสินใจกลับไปกุฏิเพื่อภาวนาต่อ (ตอนนั้นก็คิดอยู่เหมือนกันว่า พระทั้งวัดเขารอกราบหลวงปู่บุญมี ทำไมเราถึงแหกคอก แต่เมื่อเราชั่งใจดู

    แล้ว เห็นว่าการที่เรากลับมาภาวนาต่อจะเป็นประโยชน์มากกว่า อีกทั้งขณะนั้น เราได้น้อมจิตน้อมใจสักการะบูชาหลวงปู่ฯ แล้ว ก็เลยคิดว่า

    จุดประสงค์หลักของเรา คือ การหลุดพ้นออกจากวัฏฏสงสาร เพื่อมรรคผล นิพพาน แม้ว่าขาดการกราบหลวงปู่พร้อมหมู่เพื่อนก็คงไม่เป็นไร

    ถึงแม้หลวงพ่ออินทร์ทราบ ท่านก็คงไม่ว่าอะไรอยู่แล้วถ้าหากเรามาภาวนาจริงๆ เพราะท่านก็เน้นนักเน้นหนาให้พระเราภาวนาอยู่แล้ว


    จากนั้นเราจึงเดินกลับกุฎิและเริ่มตั้งใจนั่งสมาธิเพ็ชรตั้งแต่เวลา 14.10-14.45 น. จิตกำลังนิ่ง นาฬิกาก็ปลุกก่อน(เพื่อ

    เตรียมทำข้อวัตรตอน 15.00 น.) เราก็เลยออกจากสมาธิและแผ่เมตตา พอแผ่เมตตาไปได้สักพัก เราก็ซึ้งใจมาก มันซึ้งใจถึงคุณของ

    พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ จนถึงกับน้ำหูน้ำตาไหลออกมาอย่างท่วมท้น อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน มันเกิดขึ้นขณะที่เรากำลังแผ่เมตตา

    อุทิศส่วนกุศลให้กับเจ้ากรรมนายเวร ดวงวิญญาณทุกดวงทั่วไตรโลกธาตุเพื่อให้เขามีสุข พ้นทุกข์เข้าสู่มรรคผลนิพพาน เช่นเดียวกันกับที่

    เราปราถนา ขณะนั้นเราก็ตั้งใจแผ่เมตตาให้กับผู้ที่มีพระคุณต่อเรา ตั้งแต่ พ่อ แม่ เป็นต้นมา จนถึง ญาติพี่น้อง ครู อาจารย์ และเพื่อนฝูง ที่

    มีส่วนให้งานบวชของเราเกิดขึ้น จนกระทั่งเราได้มาเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา แต่ที่มาสะดุดใจก็เกิดขึ้นตอนที่กำลังนึกถึงพระคุณของ

    แม่ของรุ่นน้องคนหนึ่งซึ่ง เราประทับใจมาก และรู้ซึ้งในบุญคุณของท่านไม่ลืม ท่านมอบเงินใส่ซองให้เราสองพันบาทพร้อมกับสิ่งสำคัญ

    คือ หนังสือหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต เพื่อให้เราได้ศึกษาถึงประวัติ ปฏิปทาพ่อแม่ครูอาจารย์ ทั้งๆ ที่เรากับท่านก็ขาดการติดต่อกันมาเป็นเวลา

    นานมากแล้ว แต่ท่านก็ยังสนใจและให้ความเอาใจใส่เราเหมือนกับว่าเป็นลูกอีกคนหนึ่ง เพียงเท่านั้นแหละ จู่ๆ น้ำตามันไหลมาจากไหนก็

    ไม่รู้ เริ่มเอ่อล้นท่วมตาและไหลรินออกมาเรื่อยๆ ไม่ยอมหยุด เกิดความรู้สึกปิติตื้นตันใจ รู้สึกซึ้งใจถึงคุณของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

    รวมถึงพ่อแม่ครูอาจารย์ที่ทำให้เราได้มาอยู่บนหนทางนี้ ได้มาเกิดเป็นมนุษย์ พบพุทธศานา และมีศรัทธาออกบวชเพื่อปฏิบัติตามหลักธรรม

    คำสอน รู้สึกระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้าที่ท่านยอมทรงลำบากประกาศพระศาสนา ซึ้งใจถึงคุณของพระธรรมที่เป็นความจริงอันประเสริฐ

    ของธรรมชาติแก่ผู้ที่ได้รู้และได้เห็น ที่ทำให้เราได้สัมผัสจนถึงทุกวันนี้ และซึ้งใจถึงคุณของพระสงฆ์ อริยสาวกตั้งแต่สมัยพุทธกาลจนถึงพ่อ

    แม่ครูอาจารย์ หลวงปู่มั่น หลวงปู่เสาร์ หลวงตาฯ หลวงพ่ออินทร์ และหลวงปู่สังวาลย์ (ผู้เป็นจุดเริ่มต้นให้เรารู้สึกลึกซึ้งและสนใจต่อ

    มรรคผล นิพพาน) และยังรวมถึงพระสงฆ์สุปฏิปันโนอีกหลายๆ รูป มันซึ้งใจในตัวของมันเองว่าเราช่างโชคดีเสียนี่กระไรที่ได้เกิดมาพบกับ

    สิ่งประเสริฐเหล่านี้ คงหาไม่ได้อีกแล้ว ขณะนั้นมันนึกย้อนไปถึงว่าไม่รู้ว่าที่ผ่านมาเราเคยเกิดเป็นอะไรมาแล้วกี่ภพกี่ชาติ เคยตกระกำ

    ลำบากลงนรกมาแล้วไม่รู้กี่กัปป์กี่กัลป์ คราวนี้เราซึ้งใจถึงคุณของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ คงจะเป็นจุดเริ่มต้นที่จะทำให้เราห่างจาก

    อบายภูมิทั้งหลายออกมาพอสมควรแล้ว นึกได้ดังนั้นแล้วมันก็กราบพระรัตนตรัยอย่างถึงใจ ไม่รู้กี่ร้อยครั้ง แต่เท่าที่คาดดูน่าจะไม่ต่ำกว่าสาม

    ร้อยครั้ง (กราบต่อเนื่องตั้งแต่ 14.53-15.15) กราบโดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เพราะรู้ซึ้งถึงพระคุณของพระรัตนตรัยอย่างถึงใจ มันออก

    มาหมดเลยพร้อมกันทั้งน้ำตา น้ำมูก ทั้งร้องไห้ ด้วยความปิติตื้นตันใจ หลังจากที่เรามีภาระหน้าที่ต้องไปทำข้อวัตรต่อ เลยขอหยุดการกราบ

    รำลึกถึงพระคุณเอาไว้เท่านั้นก่อนด้วยความอาลัย พอไปทำข้อวัตรเสร็จ ก็เลยขอโอกาสเข้ากราบเรียนสอบถามเรื่องนี้กับหลวงพ่ออินทร์

    หลวงพ่อบอกว่า “มันเป็นอาการของปิติ ที่มันออกมาจากใจของเราอย่างแท้จริง เป็นผลจากการภาวนานั่นแหละ ดีแล้ว ทำมาถูกทางแล้ว

    ให้ภาวนาต่อไปอีก ถ้ามันไม่มีปิติเช่นนี้ การปฏิบัติมันก็ไม่ก้าวหน้า (ไม่ไปหน้ามาหลัง) เพราะมันไม่เห็นผล มันก็ไม่มีกำลังใจภาวนา”


    เราจึงถามหลวงพ่อฯ ต่อว่า ผมจะต้องทำอย่างไรอีกต่อไปครับ หลวงพ่อบอกว่า “ก็ภาวนาอย่างที่เคยทำมานั่นแหละ แต่อะไรที่มันเคย

    สำเร็จเสร็จแล้ว มันผ่านไปแล้วก็อย่าไปคิดถึงมันอีก” จากนั้นเราก็ขอบคุณหลวงพ่อและกราบลา หลวงพ่อได้มอบหนังสือ “มรดกธรรม ของ

    คุณแม่ชีแก้ว เสียงล้ำ ให้ด้วย” ขอบคุณในน้ำใจของหลวงพ่อจริงๆ ครับ


    เราลืมไปอีกอย่างหนึ่งคือว่าเมื่อวานนี้เราไปหาหลวงพ่อ หลวงพ่อได้บอกกับเราว่า “ให้ตั้งใจภาวนาเน้อ” ฟังจากน้ำเสียงแล้วเหมือนกับ

    บอกเราเป็นนัยๆ อยู่สองอย่าง อย่างแรกคือเตือนสติให้เราเร่งภาวนาอย่าขี้เกียจขี้คร้าน อย่างที่สองคือ ให้กำลังใจเราในการภาวนาเพราะ

    การภาวนามันใกล้จะส่งผลให้เรารู้แล้ว


    จากนั้นเราก็ไปสนทนากับครูบา ว. ท่านให้แง่คิดแก่เราดีมาก ท่านก็แนะนำให้เราภาวนาต่อเรื่อยๆ จนกระทั่งจิตรวม เราจะรู้

    ได้ด้วยตนเอง ไม่ต้องถามพ่อแม่ครูอาจารย์ เพราะภูมิจิตภูมิธรรมมันถึงแล้ว แล้วท่านก็พูดถึงเรื่องท่านเคยฝันเห็นเกาะในมหาสมุทรพร้อมมี

    เรือใหญ่คอยขนคน(ผู้โดยสาร) ข้ามไปเกาะนั้น (เกาะ คือ นิพพาน) ท่านได้มองเห็นเกาะนั้นชัดเจนมากแต่ไม่เห็นคนผู้โดยสารในเรือเลย

    แต่รู้ว่ามีคนอยู่ข้างใน ท่านจึงเชื่อมั่นในมรรค ผล นิพพานมาก และท่านยังเล่าให้ฟังว่าตอนที่ท่านเป็นผ้าขาว(นาค) เพื่อรอบวชพระ

    ระหว่างที่เดินจงกรมอยู่ ท่านเห็นนิมิตหลวงตามหาบัวสะพายบาตรรอท่านอยู่แล้ว ท่านจึงมั่นใจว่าท่านจะได้บวชแน่ๆ เป็นนิมิตรอันดี ครูบา

    ว.บอกว่าให้พยายามอุทิศบุญให้กับทุกผู้ทุกคนให้มากๆ โดยเฉพาะอุทิศให้กับพ่อแม่ ให้เทวดารักษาดูแลท่าน จะเป็นอีกอย่างหนึ่งที่ช่วย

    ส่งเสริมการภาวนาให้ก้าวหน้าขึ้นไปเรื่อยๆ เมื่อมันส่งผลจะเหมือนกับน้ำที่ล้นออกมาจากทำนบกั้นน้ำ ครูบา ว. บอกว่าท่านเคยมีครอบครัว

    มีเมียและลูกอีกสองคน ท่านใช้เวลาเตรียมพร้อมตัวเองสามปีก่อนมาบวช เพื่อเคลียร์ปัญหาในครอบครัวและปัญหาหนี้สินให้เรียบร้อย เย็น

    นี้เราตั้งใจว่าจะเร่งบำเพ็ญเพียรภาวนาอย่างเต็มที่เพื่อบูชาคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เอาล่ะเราค่อยมาเขียนเล่ารายละเอียดใหม่อีก

    ครั้งหนึ่งแล้วกัน



    บันทึกเมื่อ 17 ก.ย. 53 เวลา 16.30 น.


    ไม่ได้เขียนไดอารี่มาตั้งสองสัปดาห์ เพราะเวลาเขียนมันน้อยเกินไป เวลาส่วนใหญ่เราจะทุ่มเทไปกับการทำความพากเพียร ทำความเพียร

    เพื่อเผาผลาญกิเลสเสียมากกว่า ทุกวันนี้มันเริ่มเห็นผลของงาน ดังที่หลวงตามหาบัวท่านบอกไว้ว่า ถ้าเห็นผลของงานเมื่อไหร่ มันจะมีกำลัง

    ใจและหมั่นทำความเพียรของมันเองอัตโนมัติไม่ต้องไปบอกไปเร่งมันหรอก มันเป็นไปของมันเอง เรายอมรับในคำพูดของหลวงตาจริงๆ นี่

    หากว่าเราเอาเวลาอันน้อยนิดไปเขียนบันทึกประจำวันให้ได้ยาวๆ เสีย มันก็จะขยายเวลาออกไปมาก กินเวลาทำความพากความเพียรของ

    เราเสีย เราจึงของดการเขียนไว้ก่อนจนกว่าจะถึงเวลาที่เหมาะสมจึงจะเขียน วันนี้ก็เป็นอีกวันหนึ่งที่เหมาะสมเพราะขณะนี้ฝนกำลังตก เดิน

    จงกรมไม่ได้ ครั้นจะนั่งสมาธิตัวก็ยังเหนียวอยู่ยังไม่ได้อาบน้ำ ต้องรอให้ฝนหยุดตกเสียก่อน


    เอาเป็นว่าเราจะขอเขียนเรื่องราวย้อนหลังวันที่ผ่านๆ มาที่เราไม่ได้เขียนแล้วกัน วันที่ 5 ก.ย. เป็นอีกวันหนึ่งที่เราตื่นเต้น

    เพราะช่วงเวลาที่เดินจงกรมจาก สามทุ่มถึงห้าทุ่ม เราตั้งใจไว้ไม่ให้เกินสองชั่วโมง แต่พอใกล้จะครบกำหนดมันเกิดอาการเดินต่อเนื่อง

    เหมือนต่อมอะไรบางอย่างที่มันถูกปิดมานานแล้วมันเปิดขึ้นมาทำงาน ทำให้เราเดินต่อไปเรื่อยๆ ยิ่งเดินยิ่งเพลินแต่เป็นการเพลินอย่าง

    รอบคอบ จดจ่อ ระมัดระวังตัวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน จากที่เดินช้าๆ กำหนดพุทธโธ คราวนี้มันเร็วขึ้นเองอัตโนมัติ จนเราหยุดไม่ได้ ขา

    ของเราก็ต้องก้าวเร็วขึ้นตามไปด้วยอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เราเข้าใจว่าเดินเร็วมากๆ คล้ายกับกึ่งวิ่งหรือเดินทนนั่นแหละ เดินเร็วอยู่อย่าง

    นี้ต่อเนื่องกันราวหนึ่งชั่วโมงครึ่ง เราก็ยังไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อย เราก็เลยตัดสินใจชะลอความเร็วลงเอง ไม่อย่างนั้นมันคงเดินอย่างนี้ไปจนถึง


    เช้าเป็นแน่ เราก็กลัวว่ามันใกล้เวลาจะบิณฑบาตรแล้ว เดี๋ยวไปบิณฑบาตรแล้วเข่าอ่อนล้มกลางทางเสียจะไม่ดี เลยตัดสินใจหยุดพัก

    เหลือบมองดูนาฬิกาตอนนั้นเป็นเวลาตีสาม โห นี่เราเดินจากสามทุ่มถึงตีสามเลยเหรอเนี่ย (นึกในใจ) ช่วงหนึ่งชั่วโมงครึ่งที่เดินเร็วมากๆ

    นั้น เข้าใจว่าเดินเร็วไม่น้อยกว่า 10 กม.ต่อ ชม. รวมๆ แล้วเป็นเวลากว่า 6 ชม.ที่เดินทั้งคืนนั้นไม่ต่ำกว่า 30 กิโลเมตรเป็นแน่ (โห นึกใน

    ใจแล้วก็ตกใจ เราทำได้ขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย อัศจรรย์ใจแท้ นี่แหละมั้งที่เค้าเรียกว่า “สติเกิด” เราไม่เคยเป็นมาก่อน) ขณะเดินไม่ง่วงนอน

    เลย จากนั้นเรามานั่งสมาธิได้นิดหน่อยเกิดอาการง่วงเหงาหาวนอน ก็เลยงีบหลับและเดินไปเตรียมออกบิณฑบาตรจากกุฏิตอนตีห้าครึ่ง ก็

    ปรากฎว่าเดินคล่องแคล่ว ไม่มีอะไรผิดปกติ ซ้ำมันยังจดจ่อระมัดระวังตัวอย่างนี้เรื่อยๆ นานนับสัปดาห์ ปรากฎว่ามันมีอาการไม่อยากอยู่

    เฉยๆ ยังไม่อยากนั่งสมาธิ อยากแต่จะเดิน ทำงานและเคลื่อนไหวร่างกายอยู่ตลอดเวลา ขณะเคลื่อนไหวร่างกายทุกครั้งก็จะกำหนด

    บริกรรมพุทธโธไปด้วยเสมอ มันจึงมีความสนุกและเพลิดเพลินอยู่ในงานภายในอันนั้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน จะทำงานอะไรก็ได้หมด

    มันไม่เลือกงานแล้วคราวนี้ เพราะมันทำงานภายในของมันอยู่เสมอควบคู่ไปกับการทำงานภายนอกอยู่ทุกขณะเวลา ลองคิดดูสิมันเพลินจน

    กระทั่งตอนที่เราเป็นเวรโรงต้มเรากวาดถนนในวัดคนเดียวเป็นระยะทางเกือบหนึ่งกิโลเมตรก็เคยทำมาแล้ว มันไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยจริงๆ

    เมื่อมาทบทวนดูแล้วก็รู้สึกว่าเราโชคดีแท้หนอช่วงนี้เกิดทั้งปิติและสติ กลายเป็นว่ามันมีความสุขอยู่เป็นสัปดาห์เลย ตอนนั้นก็ได้แต่คิดว่า

    ความสุขนี้มันจะเที่ยงแท้แค่ไหน มันจะจบ มันจะสิ้นสุดลงเมื่อไหร่ อาการสิ้นสุดของมันจะเป็นอย่างไร จากนั้นมาก็มีความสุขแล้วก็คอย

    สังเกตความสุขนั้นเรื่อยมา พยายามไม่ให้ตัวเองติดหลงอยู่ในความสุขนั้น เพราะเราคิดว่ามันเป็นกามลิกาสุขานุโยค ต่อมาอีกประมาณหนึ่ง

    สัปดาห์อาการปิติและสติมันก็ค่อยๆ ลดการตื่นตัวลง จนกระทั่งคล้ายๆ กับเฉยๆ ไม่มีอะไร (ครั้งหน้าผมจะได้นำเอาบันทึกมาลงอีก ถ้าหาก

    ยังมีผู้สนใจอ่าน)
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 29 กุมภาพันธ์ 2012
  2. ่jittatanto

    ่jittatanto สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 กุมภาพันธ์ 2012
    โพสต์:
    3
    ค่าพลัง:
    +1
    การพบเห็นสมณะ ผู้บริสุทธิ์ หลุดพ้น เป็นมงคลอันสูงสุด 2

    (ต่อจากครั้งที่แล้วครับ)


    แต่พอมาถึงวันที่ 12 ก.ย.นี้ แค่เราส่งจิตออกนอกที่เป็นสมุทัย คือ คิดถึงเรื่องการทำงาน การวางแผนการใช้ชีวิตในอนาคต แค่นึกไม่กี่สิบ

    นาที ปรากฎว่ามันเกิดผลแปรปรวนทางใจที่เกินคาดมาก ใจที่มันเคยสงบมานานมันเหมือนถูกปลุกให้ตื่นและเต้นกระเพื่อม กระจัดกระจาย

    จนทำให้เราอ่อนล้าใจและเกิดความอ่อนล้าทางกายตามไปด้วย นี่ถ้าหากว่าเทียบเคียงกับการคิดปรุงแต่งของเราก่อนที่จะมาบวชนี้ถือว่าการ

    คิดปรุงแต่งขณะนี้เล็กน้อยมากๆ เทียบเคียงกันไม่ติดเลย หากเอาเรื่องที่เราเคยคิดปรุงแต่งฟุ้งซ่านก่อนบวช มาคิดปรุงแต่งในขณะที่บวชนี้

    คงเป็นบ้าเสียสติไปเลย เรื่องที่ถือว่าปรุงแต่งมากก่อนบวชคือ การวางแผนชีวิตในอนาคตกับความร่ำรวยและการช่วยเหลือคนตกทุกข์ได้

    ยากทั้งโลกกับเรื่องชื่อเสียง เกียรติยศ ที่มันอยากเป็นนักพูดระดับโลก อยากเป็นมหาเศรษฐีพันล้าน หมื่นล้าน ตั้งกองทุนมูลนิธิช่วยเหลือ

    คนยากคนจนทั่วประเทศไทยและในประเทศอื่นๆ มันกลายเป็นความฟุ้งซ่านมานาน หากเอาเรื่องอย่างนั้นมาคิด ได้กลายเป็น “พระผีบ้า

    แน่ๆ”

    ดูสิแค่ส่งจิตออกนอกนิดหน่อย จุดเริ่มต้นมาจากว่า เออ เรานี่ก็ฝึกจิตมานานแล้วลองส่งจิตออกนอกทดสอบดูบ้างสิ นั่น ดูสิ กิเลสมันยั่วใจ

    แล้ว ใจที่ยังไม่เข้มแข็ง พอเชื่อมันและทำตามปุ๊บ กิเลสมันได้จังหวะมันรีบข่มเราปั๊บและตีหัวเราทันทีเลย ก็มันได้โอกาสนี่ มันถูกขังมานาน

    มันก็คงเจ็บใจรอหาโอกาสแก้แค้นเรา เอาคืนเราอยู่ จนกระทั่งมันเห็นว่าได้โอกาสแล้ว ช่วงนี่แหละเหมาะ เพราะเรายังไม่เข้มแข็ง พอเป็น

    อย่างนี้ก็ปรากฎว่าเราทรุดลงทันทีนะ มันเห็นได้เลยว่าใจมันเริ่มกระเพื่อมและรู้สึกเศร้าใจ มีความขุ่นมัวในใจเกิดขึ้นบ้างแล้ว ถึงแม้ว่ามันมีไม่

    มากแต่เราก็รู้และเราก็รู้ได้ด้วยใจของเราในขณะนั้นนั่นเองแหละว่าใจที่มันขุ่นมัวนี้ ผลเกิดจากเหตุที่เราส่งจิตออกนอกที่เป็นสมุทัย ขนาดที่

    เรารู้ทั้งรู้และก็พยายามละเหตุสมุทัยนั้นเสีย แต่ก็ปรากฎว่ากิเลสมันทำงานรวดเร็วรุนแรงมากเหลือเกิน มันรีบจับแม่ทัพ นายกอง คือสติของ

    เราไว้ และทำลายใจอันเข้มแข็งเสมือนกับจอมทัพให้อยู่หมัด จนใจอ่อนล้าส่งผลให้กายอ่อนล้า รู้สึกเหนื่อยขึ้นมาทันที มันเป็นความรู้สึกที่

    หดหู่ไม่อยากทำอะไร ไม่อยากได้อะไร ไม่อยากเป็นอะไร ความหวังมรรคผล นิพพาน มันก็ทิ้งเสียเฉยๆ แต่ขณะนั้นจอมทัพคือใจนี้มันก็รู้

    อยู่ว่าให้สังเกตไปเรื่อยๆ และคอยหาโอกาสข่มกิเลสให้อยู่หมัดนะ คืนวันที่ 12 ก.ย.นั้น เราจึงนอนตั้งแต่หนึ่งทุ่ม ไม่ทำวัตรสวดมนต์และ

    เป็นเช่นนี้เรื่อยมาจนถึงวันวันที่ 16 ก.ย. เช้าวันที่ 16 ก.ย.พอฉันเช้าเสร็จมันก็เกิดความหิวมาก ฉันจนอิ่มแปร้เลย มันคงคิดว่าจะชดเชย

    กับวันที่ผ่านๆ มาที่มันไม่ได้ฉันอิ่มขนาดนี้ ฉันเสร็จแล้วก็กลับมานอน จนกระทั่งใจ จอมทัพที่ถูกขังมันได้โอกาสก็วันนี้แหละ เอาละวันนี้เป็น

    วันพระคืนนี้จะมีการสวดมนต์ ทำวัตรเย็นรวมกันที่ศาลา ตลอดถึงมีการฟังเทศน์และนั่งสมาธิที่ศาลาด้วย หากจิตเรายังกระสับกระส่ายขนาดนี้

    คงไปทำกิจที่ศาลาไม่ได้เป็นแน่ คงไปนั่งกระสับกระส่ายทุรนทุราขายขี้หน้า ญาติโยม พระหมู่เพื่อนบนศาลาเป็นแน่ คิดได้ดังนี้ หลังจากทำ

    ข้อวัตรเสร็จแล้ว จึงกลับมาเดินจงกรมและนั่งสมาธิตั้งแต่สี่โมงครึ่งจนถึงหกโมงครึ่ง ใจพอเริ่มสงบบ้าง พอไปฟังเทศน์หลวงพ่อก็ปรากฏว่า

    ยิ่งสงบลึกน่าอัศจรรย์ คิดในใจว่า เอาล่ะเริ่มมาถูกทางแล้ว เรานั่งสมาธิเพ็ชรบนศาลานาน 1 ชม. 15 นาที ขานี้ชาหมดเลย แต่มันทำให้เรา

    นิ่งขึ้นมาก สงบดี กลายเป็นว่าคราวนี้ฝ่าย “ธรรมะ” ได้ขึ้นนั่งบนเก้าอี้แทน “อธรรม” หรือ “กิเลส” แล้วล่ะ ก็เริ่มมีกำลังใจฝึกฝนตนเรื่อยมา

    จนถึงวันพระคือวันที่ 16 ก.ย. ก่อนไปรวมตัวกันทำวัตรสวดมนต์ที่ศาลา เราก็เร่งทำความเพียรเดินจงกรม นั่งสมาธิ พอไปถึงศาลาก็นั่งฟัง

    เทศน์และนั่งสมาธิอีกกลายเป็นว่าได้ทำความเพียรต่อเนื่องนานมาก ทุกครั้งเราก็แผ่เมตตาให้ พอกลับมาถึงกุฏิก็ทำความเพียรต่ออีก ตั้งแต่

    เวลา 22.15 น. ก็เดินจงกรมจนถึง 23.30 น. ก็มานั่งสมาธิเพ็ชรจนถึง 00.50 น. หนึ่งชั่วโมงกับอีกยี่สิบนาที ถือว่านั่งได้นานที่สุดแล้ว

    สำหรับการนั่งสมาธิเพ็ชรของเราตั้งแต่เกิดมา แล้วสมาธินิ่งแน่ไม่หลับไหลเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา คราวนี้มันสู้กับเวทนาได้มาก ใจเข้มแข็ง

    มาก มันเข้มแข็งมากขึ้นเรื่อยๆ รู้สึกตัวเท่าทันกับความเจ็บ อาการเวทนา มาตั้งแต่ช่วง30 นาทีแรก จนกระทั่งออกจากสมาธิ เราก็เอาสติไป

    เพ่งอยู่กับอาการเจ็บ แล้วถามใจว่า ใครกันที่เจ็บ มันก็มีความรู้สึกเจ็บของมันก็สักแต่ว่าเจ็บไปเฉยๆ แต่มันก็เจ็บจริงๆ นะ แต่ขณะนั้นใจมัน

    นิ่ง มันไม่กระเพื่อมดิ้นทุรนทุรายหวั่นไหวไปกับความเจ็บเหมือนทุกครั้งทีผ่านมา จนกระทั่งมันสู้กับความเจ็บมาได้สักระยะหนึ่ง กำลัง

    อินทรีย์ของเราคงได้เพียงเท่านี้ใจมันเริ่มกระเพื่อมจากความเจ็บบ้างเล็กน้อย เพราะยังไม่เห็นผลว่าจะเกิดอะไรขึ้นหากว่าทนความเจ็บอย่าง

    นี้ต่อไปเรื่อยๆ มันเลยคิดว่าเอาล่ะ หยุดแค่นี้ก่อน คราวหน้าถ้ากำลังเราเข้มแข็งกว่านี้ค่อยสู้กับเวทนาใหม่แล้วกัน พอเอาขาออกเท่านั้น

    แหละเจ็บปวดมาก ต้องงัดต้องง้างขากันออกเลยนะ แต่ขณะนั้นใจไม่กระเพื่อมเลย ทุกๆ ครั้งที่เราออกจากทางเดินจงกรม นั่งสมาธิ เราก็จะ

    แผ่เมตตาอุทิศส่วนบุญกุศลให้กับดวงวิญญาณทุกดวงทั่วไตรโลกธาตุ คืนนั้นเราทำได้มากที่สุด 6-7 ครั้ง ดวงวิญญาณอื่นคงอิ่มหนำสำราญ

    กับบุญที่เราได้แผ่ได้อุทิศให้น่าดู พอออกจากสมาธิ เราก็เดินจงกรมต่อจนถึงตีสามมาสวดมนต์ถึงตีสามสี่สิบ ง่วงมาก สวดมนต์ต่อไม่ไหว

    ก็ไปล้างหน้าแปรงฟัน แล้วไปเดินจงกรมต่ออีกจนถึงตีสี่สี่สิบนาที พอขึ้นมาแล้ว โห ไม่ไหวแน่ ของีบก่อนแล้วกัน จึงไปพิงฝาและก็มานอน

    คว่ำหน้าบนหมอน ทรมานเหมือนกัน พอได้เวลาก็บิณฑบาตร ฉันเสร็จแล้วเพลียมากว่าจะงีบนิดเดียวแต่ธาตุขันธ์มันไม่ไหวก็เลยหลับยาว

    จาก 9.15 ถึง 13.30 น.นี่แหละเนสัชชิครั้งนี้



    อ้อ ลืมไป กำลังใจของเราอีกอย่างหนึ่งที่ทำให้เราเร่งความพากเพียรแบบพลิกวิกฤตเป็นโอกาสคือ เช้าวันที่ 15 ก.ย. ขณะที่เรากำลัง

    เผลอหลับตอนเช้า ก็มีนิมิตเกิดขึ้น คือมีลักษณะเคลิ้มหลับไปแล้วขนลุกซู่ แล้วก็ปรากฎว่าขณะนั้นจะมีบางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้นกับเรา ซึ่ง

    เราก็รู้ได้ด้วยจิตของเรา เราจึงกำหนดบริกรรมพุทธโธด้วยจิตอย่างต่อเนื่อง จากนั้นเราก็ไปปรากฎในสถานที่แห่งหนึ่งที่มีพระอีกรูปหนึ่งบอก

    เราว่า ท่านช่วยไปรับพระพุทธเจ้าหน่อย ขณะนั้นพระพุทธเจ้าเสด็จมาทางกุฎิที่เราอยู่ เรามองเห็นแต่เพียงแสงสว่างเป็นเปลวรัศมีรอบ

    พระองค์เท่านั้นไม่สามารถมองเห็นพระองค์ได้ชัดเจนนัก เพราะเราวิ่งจากชั้นใต้ดินของกุฏิเพื่อขึ้นไปรับบาตรจากพระพุทธเจ้า แต่ขณะที่เรา

    กำลังจะวิ่งผ่านบันไดชั้นบนสุดของกุฎิที่เสมอกับพื้นดินนั้น ปรากฎว่าเราวิ่งต่อไปไม่ได้มันย่ำอยู่กับที่เหมือนมีอะไรมายึด มาดึงเราไว้ เปลว

    รัศมีของแสงสว่างก็ยังคงอยู่อย่างนั้น ขณะนั้นเราพิจารณาดูก็รู้ว่าตนกำลังบริกรรมพุทธโธอยู่ และรู้ว่ากำลังหลับอยู่ สติจึงดึงเรากลับมาอยู่ใน

    สภาวะปัจจุบันและตื่นขึ้นทันทีทันใด พอเราทบทวนนิมิตนี้จึงทราบว่าพระพุทธเจ้าท่านอาจจะมาโปรดเราหรือกำลังจะบอกอะไรบางสิ่งบาง

    อย่างกับเราในทางที่ดี แต่เรามีบุญบารมีไม่ถึงจึงไม่สามารถเข้าไปพบและรับบาตรจากท่านได้ ดีล่ะงั้นเราต้องเร่งความพากเพียรเข้าไปเพื่อ

    ให้เข้าถึงมรรคผลนิพพาน



    บันทึกเมื่อ 20 ก.ย. 53


    นี่ก็เดินทางมาเกินครึ่งทางแล้ว เหลือเวลาที่จะต้องอยู่ในสมณะเพศ ประมาณ 45 วันจากนี้ไปเราคงต้องเร่งความพากเพียรให้มากขึ้น เลือก

    ช่วงเวลาที่เหมาะสมกับตัวเองในการทำความเพียรคือช่วงที่มีสติเต็มที่ดีๆ นั่นเอง

    เมื่อตอนกลางคืนของวันที่ 18 ก.ย. เวลา 22.50 น. เราตื่นจากความฝันที่ว่าหลวงปู่มั่นท่านมาสอนเรื่องการภาวนา ขณะนั้นเราอยู่ด้านล่าง

    หน้ากุฎิแห่งหนึ่งกับพระรูปหนึ่งซึ่งเราไม่เคยรู้จักมาก่อน คล้ายๆ กับว่าเราเป็นพระผู้ช่วยพระรูปนั้นในการอุปฐากหลวงปู่มั่น ขณะนั้นหลวงปู่

    มั่นท่านก็เทศน์สอนไปตามอัธยาศัยของท่าน การสอนของท่านนั้นท่านไม่ได้มานั่งพูดให้เราฟังเป็นกิจลักษณะนะ ท่านพูดคล้ายๆ กับคนแก่

    บ่นนี่แหละ แต่ไม่ใช่การบ่นเหมือนคนแก่นะ คือว่าท่านก็พูดอยู่ของท่านคนเดียวนั่นแหละ เราอยู่ใกล้ๆ จะสนใจฟังท่านหรือไม่ก็ตามท่านก็

    ไม่ได้มาสนใจด้วย แต่ท่านก็จะพูดไปเรื่อยๆ ท่านพูดเกี่ยวกับเรื่องบำเพ็ญเพียรภาวนาเพื่อไปสู่มรรคผลนิพพานนี่แหละ แต่ขณะนั้นเรานั่งอยู่

    ห่างจากท่านพอสมควร มีเพียงพระอุปฐากรูปนั้นที่อยู่ใกล้ชิดท่านมาก ในฝันเราเห็นทางจงกรมด้วย คล้ายๆ ท่านจะพูดจะสอนเกี่ยวกับการ

    เดินจงกรมนี่แหละ แต่เราไม่ได้ตั้งใจฟังมากนักเพราะอยู่ไกล หลังจากนั้นหลวงปู่มั่นไปเข้าห้องส้วมพระอุปฐากก็ไม่รู้ว่าหายไปไหนเหมือน

    กัน พอหลวงปู่มั่นท่านออกมาจากห้องส้วมก็กลายเป็นว่ามีเหลืออยู่เฉพาะเรากับหลวงปู่มั่นเท่านั้น หลวงปู่มั่นท่านจึงมานั่งลงแล้วพูดอะไร

    บางอย่างนิดหน่อยซึ่งเราจำไม่ได้ แล้วท่านก็ถามเราเป็นภาษาอีสานว่า “ห้องน้ำอยู่ไส ไปเบิ่งสิ มีคนมาถาม” คือ ถามว่าห้องน้ำอยู่ไหน ไป

    ดูสิ มีคนมาถามน่ะ เราก็เลยไปพบแขกสองคนเป็นผู้ชายและผู้หญิงเขาต้องการจะเข้าห้องน้ำ (เรานึกในใจว่า โห หลวงปู่มั่นท่านรู้ว่ามีแขก

    จะมาขอใช้ห้องน้ำล่วงหน้าทั้งๆ ที่ท่านมองไม่เห็นตัวแขกเลย ท่านเก่งมากๆ) เราก็เลยบอกให้เขาไปใช้บริการห้องน้ำที่อื่น ที่อยู่ใกล้ๆ กุฎิ

    แต่ปรากฎว่าก็ไม่มีห้องน้ำให้แขกใช้ได้เลย เขาทั้งสองคนจึงมาถามเราอีกว่ามีห้องน้ำที่อื่นอีกไหม ท้ายที่สุดเราจึงพาเขามาที่กุฏิเพื่อให้

    เขาใช้ห้องส้วมของพระ จู่ๆ หลวงปู่มั่นก็ไม่รู้ว่าท่านหายไปไหน (ที่เราไม่ให้เขาสองคนใช้ห้องส้วมที่กุฏิแต่แรกเพราะเราเข้าใจผิดว่า ตอนที่

    หลวงปู่มั่นถามว่าห้องน้ำอยู่ไหนนั้น หมายถึงห้องอาบน้ำ ไม่ใช่ห้องส้วม เพราะเราคิดขณะนั้นว่าก็กุฏิมีห้องส้วมอยู่แล้ว หลวงปู่ท่านคงไม่

    ถามหรอกว่าห้องส้วมอยู่ไหน ท่านคงหมายถึงห้องน้ำจริงๆ นั่นแหละ พอเราไปถามชายหญิงคู่นั้นจึงทราบความประสงค์ของเขาว่าต้องการ

    ใช้ห้องส้วมนั่นแหละ) จากนั้นพอเราตื่นขึ้นดูนาฬิกาเห็นเวลา 22.50 น. ก็นึกว่า โอ้ โชคดีจัง หลวงปู่มั่นท่านมาโปรดเราอีกแล้ว เราต้อง

    เร่งทำความพากเพียรซะแล้ว จากนั้นเราก็ลงไปเดินจงกรมทันที ตั้งแต่ห้าทุ่มจนถึงเกือบตีหนึ่ง ง่วงนอนแล้วจึงขึ้นมานอนต่อ ระหว่างที่นอน

    หลับไปประมาณ 15 นาที เราก็ตื่นขึ้นมาอีกเพราะรู้สึกตัวจากนิมิตที่มาปรากฎ กล่าวคือ มีเงามืดเป็นคล้ายๆ ควันดำเข้ามาปกคลุมตัวเราที่

    กำลังนอนอยู่ พอในนิมิตนั้นเรารู้สึกตัว เราจึงกำหนดบริกรรมพุทธโธ อย่างจดจ่อแน่วแน่ เงามืดนั้นก็ค่อยๆ คลายออกจากตัวเรา คล้ายๆ กับ

    ว่าเขากลัวเรา เขาไม่กล้าเข้ามาหา เราจึงอยากรู้ว่ามันคืออะไรกันแน่ จึงได้ยื่นมือไปแตะรับเอาเงามืดนั้นเข้ามา คล้ายๆ กับว่าอนุญาตให้

    เข้ามาแล้ว เข้ามาได้ ทันใดนั้นเราก็เห็นเป็นผู้หญิงรูปร่างสูง แต่ไม่เห็นหน้าตาชัดเจน เพราะห้องกุฏิของเราขณะนั้นมันมืดมาก หญิงคนนั้น

    พยายามยั่วให้เราเกิดอารมณ์กามราคะ แต่ขณะนั้นจิตเรานิ่งแล้ว เราไม่มีอารมณ์อย่างนั้นเลย เราจึงบอกหญิงคนนั้นให้เข้ามาใกล้ๆ เพื่อที่

    เราจะได้จุดไฟแล้วเห็นหน้าเธอได้ชัดเจน แต่ปรากฎว่าเราจุดไฟอย่างไรก็ไม่ติด แต่เท่าที่เห็นแบบเลือนลางคือ เธอพยายามเปลื้องเสื้อผ้า

    ของเธอ เพื่อยั่วให้เรามีอารมณ์กามราคะ แต่เราก็บอกเธอว่า โอ๊ย เราเป็นพระ ช่วยอะไรเธอไม่ได้หรอก พูดด้วยอาการนิ่งไม่ลนลานกลัว

    อาบัติเหมือนตอนที่เจอครั้งแรกตอนบวชใหม่ๆ เพราะในสถานการณ์ขณะนั้นเรารู้ว่ามันไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นกับตัวตนของเราจริงๆ มันจึงเป็น

    อาบัติไม่ได้ เมื่อหญิงคนนั้นเห็นว่าความพยายามของเธอไม่เป็นผลแล้ว เธอจึงได้หยุดการกระทำดังกล่าวและหายตัวไปทันที เราจึงรู้สึกตัว

    และตื่นขึ้น ก็รู้ว่า อ้อ เมื่อสักครู่นี้มีแขกมาหาอีกแล้ว (อ้อ ลืมบอกไปว่า ก่อนนอนเราตั้งปลุกไว้ตีสามครึ่ง แต่ขณะนั้นเราคิดว่าเราจะเปลี่ยน

    เวลาปลุกใหม่เป็นตีสี่ครึ่ง แต่เราหลับไปเสียก่อน จึงไม่ได้เปลี่ยนเวลา แต่ความตั้งใจของเราที่จะเปลี่นเวลานาฬิกายังมีอยู่ จึงส่งผลให้จิต

    มันลุกขึ้นมาทำงานขณะนั้นโดยอัตโนมัติ เราเห็นว่าเรากำลังจะเปลี่ยนเวลาตั้งนาฬิกาปลุกใหม่ แต่จำไม่ได้ว่าเปลี่ยนเวลาไปแล้วหรือยัง แต่

    จำได้ว่ามีการจับนาฬิกาแล้วนะ สักพักก็มีอาการเงามืดมาคลุมตัวเราดังที่เล่ามานั่นเอง)



    บันทึกเมื่อ 29 ก.ย. 53


    สัปดาห์ที่แล้วเมื่อได้โอกาสระหว่างขากลับจากบิณฑบาตรด้านหลังวัด เราก็ถามครูบา ว. ถึงนิมิตที่หลวงปู่มั่นให้ไปหาห้องน้ำ ที่ว่า “ห้องน้ำ

    อยู่ไหน ไปดูสิ” ครูบา ว. ฟังด้วยความนิ่งเงียบ สักพักจึงบอกเราว่า อยากรู้รึเปล่าว่าหมายถึงอะไร เราบอกว่าอยากรู้ครับขอโอกาสครูบา

    ช่วยบอกผมหน่อยครับ ครูบา ว.บอกว่า ที่หลวงปู่มั่นพูดถึงห้องน้ำนั่นหมายถึง รู้แล้วต้องวาง ทุกสิ่งทุกอย่างต้องวาง นิมิตทั้งหลายก็ต้อง

    วาง แม้แต่นิพพานก็ต้องวาง เหมือนกับเรากินอาหารเข้าไปแล้วเราต้องเข้าห้องน้ำห้องส้วมเพื่อขับถ่ายเอาของเสียทั้งหลายออกนั่นแหละ

    ฟังแล้วเรารู้สึกว่ามันลงใจเรามากและรู้สึกลึกซึ้งว่า ครูบา ว. นี่ไม่ธรรมดานะ สักครู่หลังจากนั้นพอเรากับครูบา ว. ออกไปที่ประตูหน้าวัด

    ครูบา ว. ได้บอกกำชับกับเราสั้นๆ ว่า “กุญแจดอกแรก กับดอกสุดท้ายในการเดินทางสู่นิพพานมันก็เป็นดอกเดียวกัน” จากนั้นท่านก็เดินนำ

    หน้าเราไปเลย เราก็เก็บความสงสัยว่ามันคืออะไรกันนะ กุญแจดอกแรกกับดอกสุดท้ายนี่


    จากนั้นเมื่อบิณฑบาตรด้านหน้าวัดเสร็จแล้วมาที่ศาลา ฟังหลวงพ่อเทศน์อบรมก่อนฉันอาหาร หลวงพ่อก็พูดย้ำเรื่องการเดินทางสู่มรรคผล

    ว่า สติเป็นของสำคัญนะ ทำอะไรต้องมีสติกำกับอยู่ทุกเมื่อจึงเป็นการบำเพ็ญเพียรภาวนา สตินี่ต้องใช้ตั้งแต่หัดเริ่มต้นภาวนาจนกระทั่งไปถึง

    ขั้นสูงๆ สติก็จำเป็นมากและจะกลายเป็นมหาสติในที่สุด หลวงพ่อพูดประมาณนี้แหละ



    บันทึกเมื่อ 1 ตุลาคม 53


    ช่วงวันที่ 27 ก.ย.นี้ เรารู้สึกว่าการภาวนาแผ่วลงมาก จู่ๆ มันก็ขี้เกียจ ไม่อยากทำอะไร คล้าย ๆ คนสิ้นหวังอีกแล้ว เรางดฉันมาหลายวัน

    พอมาเริ่มฉันอาหารก็ไม่ถ่ายอีกหลายวันทำให้ ช่วงนี้เราท้องผูกมากๆ ต้องกินสมอดองแต่กินมากไปหน่อยก็เลยต้องเข้าห้องส้วมนับสิบรอบ

    นั่งนานเกือบสองชั่วโมงจนเหนื่อยเหมือนกัน แต่ร่างกายยังไหวอยู่ เมื่อเรากลับไปยังกุฏิพบขวดน้ำหวานวางอยู่ที่บันไดกุฏิ ทราบต่อมาว่ามี

    พระบวชใหม่รุ่นเดียวกันเอามาให้ แต่พระรูปนั้นได้กลับไปก่อนแล้วเพราะรอเรานานจนเกินไป เราก็เลยเอาขวดน้ำหวานเข้ามาเก็บบนกุฏิ

    แล้วนอนพักอยู่เกือบครึ่งชั่วโมง กำลังเปิดวิทยุฟังข่าวรอบหนึ่งทุ่ม ขณะนั้นก็ได้ยินเสียงคนเดินเข้ามายังด้านล่างของกุฏิ และเดินมาที่บันได

    พร้อมกับเปิดประตูเล็กที่หัวบันไดเข้ามา เราจึงแปลกใจว่าใครมาหา ก็เลยเปิดประตูห้องออกไปดู ปรากฎว่าเป็นครูบา ว. เอาซีดีหลวงตาม

    หาบัวมาให้เรา ที่มาของซีดีนี้คือว่า เมื่อช่วงเย็นระหว่างเราเดินทางกลับกุฏิ ครูบา ว. กำลังทำงานวัดอยู่แต่ท่านเห็นเราแบกก้อนแบตเตอรี่

    แห้งอันใหญ่ๆ สำหรับใช้คู่กับเครื่องเล่นซีดี เดินผ่านมาพอดี ครูบา ว. จึงถามเราว่ามีเครื่องเล่นซีดีไหม เราบอกว่ามี และเราจะเอาไปฟังซีดี

    ของหลวงพ่ออินทร์ที่ท่านมอบให้แก่เรา ครูบา ว. ถามต่อว่า มีซีดีชุดเตรียมพร้อม ของหลวงตาฯ หรือเปล่า เราบอกว่าไม่มี ครูบา ว. จึง

    บอกว่าเดี๋ยวผมจะเอาไปให้แล้วกัน เราก็เข้าใจว่าครูบา ว. จะเอามาให้ในวันหลังเพราะวันนั้นมันใกล้ค่ำแล้ว อีกทั้งเราเห็นครูบา ว. ท่าน

    กำลังยุ่งอยู่กับงานของท่านอยู่ ดังนั้นเมื่อท่านบอกเราขณะนี้ว่า ผมเอาซีดีมาให้ครูบา เราจึงแปลกใจอยู่ว่า ทำไมรีบเอามาให้เร็วจัง ก็เลย

    ไปหยิบเอาเครื่องเล่นซีดีมาเปิดกับซีดีชุดเตรียมพร้อมของหลวงตาฯ ที่ครูบา ว. นำมาให้ ปรากฎว่าได้ยินเสียงเทศน์ของหลวงตาใสแจ๋ว

    ชัดเจนดีมาก ไม่เหมือนในวิทยุที่มีคลื่นแทรกเสียงซ่าไม่ชัดบ้าง ระหว่างที่ฟังเทศน์ทางซีดีเราก็ทดลองเพิ่มเสียงขึ้นเรื่อยๆ ครูบา ว. จึง

    สอนเราว่า อย่าเปิดเสียงดัง จะรบกวนการภาวนาของพระรูปอื่น อยู่ในป่า เราเปิด เราทำเบาๆ เฉพาะที่เราได้ยินผู้เดียวก็พอแล้ว โอ้โห

    ท่านละเอียด รอบคอบจริงๆ ระหว่างนั้นเราก็ผ่อนเสียงลงเบามากๆ แล้วเรากับครูบา ว. ก็เริ่มสนทนาธรรมกัน คุยกันไปได้สักพักใกล้ๆ สอง

    ทุ่ม ก็มีไฟฉายส่องมาที่กุฏิ ครูบา ว. จึงบอกให้เราเงียบ สักพักปรากฎว่าเป็นครูบาพระใหม่รูปหนึ่ง แวะมาเล่นมาคุยด้วยตามประสาพระ

    ใหม่ พอมาถึงก็มานั่งๆ นอนๆ สงสัยอยากจะมานอนด้วยเพื่อลองของเหล่างนางไม้เทวดาที่เราเคยเล่าให้ฟังกระมัง เพราะครูบาพระใหม่รูปนี้

    เคยบอกเราว่าอยากเจอมั่ง แต่เมื่อเห็นเรากำลังสนใจสนทนาธรรมกับครูบา ว. อยู่ จึงไม่กล้าขัด ไม่กล้าชวนเราคุยมากเหมือนที่เคยตั้งใจ

    ไว้แต่แรก ในที่สุดก็เข้าไปนอนเล่นในมุ้งกลดที่ระเบียงด้านหน้ากุฏิ ในระหว่างนี้ครูบา ว. ท่านก็พูดเล่นกับครูบาพระใหม่รูปนั้น จนกระทั่ง

    สามทุ่มกว่าๆ ครูบารูปนั้นเริ่มง่วงนอนแล้วจึงลากลับ ส่วนครูบา ว. ก็อยู่คุยกับเราต่อ และได้บอกเราว่าให้เราเร่งภาวนาเพื่อให้ได้จิตรวม

    โสดาบันให้จงได้ เพื่อที่มันจะไม่เสื่อมถอย จะได้เป็นหลักใจ ซึ่งเราถือว่าเป็นเป้าหมายที่ค่อนข้างสูงมากๆ เราไม่เคยนึกคิดคาดฝันว่าจะ

    เอาให้ได้ขนาดนั้นในช่วงบวช หนึ่งพรรษานี้เลย แต่ครูบา ว. บอกเราว่า มันมีโอกาสเป็นไปได้ หากเร่งภาวนา มีสติอยู่ตลอด ทำถูกช่อง

    ทาง ยิ่งอยู่ในวัดนี้ยิ่งเหมาะ สถานที่ต่างๆ เป็นใจ มีพ่อแม่ครูบาอาจารย์คอยชี้แนะแนวทางยิ่งถือว่าเหมาะยิ่งแล้ว หากอยู่ข้างนอกจะหา

    โอกาสภาวนาดีอย่างนี้ยากมากๆ เราก็คุยและตั้งคำถามหลายคำถาม แบบประเภทว่ามองตากันไม่กระพริบเลย เราคุยกับครูบา ว. ถูกคอ

    มากเพราะท่านคุยเป็นอรรถเป็นธรรม และมีจุดมุ่งหมายเดียวกันกับเรา คือการพ้นทุกข์ภัยในวัฏฏสงสาร ครูบา ว. บอกว่าก่อนที่ท่านจะมา

    บวชท่านได้ศึกษาธรรมะจากเทศน์ของหลวงตาฯ มาก่อน จากการฟังซีดีและวิทยุเป็นหลัก ทำอย่างนี้มาเรื่อยๆ ก่อนบวชเป็นเวลา 3 ปี มันก็

    พอมีความรู้ ความเข้าใจพื้นฐานบ้างพอสมควร พอจะบวชจริงๆ ก็ไม่รู้ว่าจะบวชยังไงเพราะมีภาระอยู่ทั้งหนี้สินและภาระเลี้ยงดูลูกและภรรยา

    แต่พอตั้งใจแน่วแน่ว่าจะบวชแล้วก็เลยเริ่มเคลียร์หนี้สินก่อน จนกระทั่งเคลียร์หนี้สินหมด จากนั้นจึงรอโอกาสเหมาะที่จะบอกภรรยาว่าจะขอ

    บวช แต่ยังไม่มีโอกาสก็เลยต้องรอมาเรื่อยๆ (ไม่กล้าหนีเหมือนพระพุทธเจ้า เพราะคิดว่าภรรยาเค้าจะรู้สึกไม่ดี และมันจะเป็นสิ่งที่ค้างคา

    ใจของทั้งสองฝ่ายให้ต้องกังวลใจต่อกันและกัน) จนกระทั่งวันหนึ่งภรรยาโทรมาบอกเล่าความฝันให้ฟังว่า เห็นพวกชุดขาว (เทวดา) ลงมา

    จากฟ้าจำนวนมาก ในบรรดาเหล่านั้นมีหัวหน้าเทวดาผู้หนึ่งมาพบตน(ภรรยา) และบอกว่าจะเอาสามี(ครูบา ว.) ไปอยู่ด้วย เป็นการคุยกัน

    ด้วยภาษาจิต ภรรยา บอกว่า โอ๊ย ให้ไปไม่ได้หรอก แต่เมื่อได้เจรจาคุยกันไปอีกสักพักภรรยาจึงยอมอ่อนใจ ให้พวกเหล่าชุดขาวเข้าไป

    พบสามีที่อยู่ในบ้าน สักพักก็เห็นสามีมอบผ้าไตรจีวรของพระภิกษุให้แก่หัวหน้าเทวดานั้น พวกบรรดาเหล่าเทวดาต่างพากันมีความพึงพอใจ

    จึงลากลับ เมื่อภรรยาเล่าเรื่องให้ฟังดังนี้ด้วยความตื่นเต้นตกใจทางโทรศัพท์ ครูบา ว. เห็นเป็นโอกาสดีที่จะบอกถึงความตั้งใจบวชของตน

    จึงบอกว่า แม่เอ้ยจะว่ายังไง ข้อยสิขอบวชเด้อ โอ๊ย ข้อยก็บ่ว่าจังได๋ดอก (ฉันก็ไม่ว่าอะไรหรอก) บ่ขัดข้องดอก ก็ขออนุโมทนาสาธุการ

    ด้วย เท่านั้นแหละ เมื่อได้ฟังดังนี้ครูบา ว. ก็ดีใจและได้จัดแจงเรื่องการบวชจนเสร็จสิ้น

    ครูบา ว. เล่าให้ฟังในภายหลังอีกว่าพ่อของตนนั้นถูกฆ่าตายเมื่อตอนที่ท่านยังเป็นเด็ก ทำให้ตนต้องกำพร้าพ่อ หน้าที่ทุกอย่างของพ่อจึง

    ตกเป็นของแม่ แม่ก็ไม่มีกำลังใจและกำลังกายส่งลูกๆ เรียนต่อทำให้ครูบา ว. และพี่สาวต้องออกจากโรงเรียนทันทีเพื่อมาทำงานหาเลี้ยง

    ครอบครัว ครูบา ว. เล่าให้ฟังถึงความยากลำบากว่าเป็นทุกข์มาก เมื่อต้องไปทำงานใช้แรงงานในไต้หวัน อายุไม่ถึงเกณฑ์ที่เขากำหนดก็

    ต้องปลอมแปลงอายุเพื่อให้ได้ไป ทำงานที่โน่นกลางวันเสร็จ กลางคืนก็แทบไม่ได้พักเพราะต้องไปรับของจากมินิมาร์ทเอามาขายพอให้ได้

    เงินจุนเจือครอบครัว เรียกได้ว่าทำทุกวิถีทาง กว่าจะได้บวชขนาดนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลย อีกอย่างท่านบอกว่าท่านได้พิจารณาอย่างถ่องแท้

    แล้วว่า คนในสังคมตั้งแต่คนรากหญ้าจนถึงชนชั้นกลางล้วนแต่ตกอยู่ในอำนาจและเงื้อมมือของเหล่านายทุนหรือผู้มีอำนาจเพียงไม่กี่คนของ

    ประเทศ ที่เขามีอำนาจสั่งการให้เราทำตามคำสั่ง ไม่มีทางเป็นอิสระหรอก ทำไปก็พอจุนเจือเลี้ยงปากเลี้ยงท้องเท่านั้น จะให้ร่ำรวยเป็นก

    อบเป็นกำนั้นยากเย็นแสนเข็ญนัก แต่คนทั้งหลายก็เหมือนไม่รู้หรืออย่างไรก็ไม่ทราบถึงได้ดิ้นรนกันอยู่ภายในเงื้อมมือของเขาอยู่ทุกวี่ทุกวัน

    ผลประโยชน์หลายๆ อย่างที่ได้มาเขาก็เอาไปกินหมด เราก็ต้องทนทำงานหนักกันต่อไป เมื่อพิจารณาอย่างนี้แล้วท่านจึงฉีกหนทางสวน

    กระแสของคนในสังคมทั้งหลายที่มักทำตามๆ กัน ออกมาบวชเป็นพระป่า


    เราคุยกับครูบา ว. จนถึงสี่ทุ่มสิบนาที ฝนทำท่าเหมือนจะตกมีเสียงฟ้าร้องดังครืนๆ เข้ามาเป็นระยะ ครูบา ว. จึงลากลับ เรา

    ไม่มีอะไรมอบให้เป็นน้ำใจ มีแต่ความเคารพนอบน้อม ซึ้งใจที่ท่านอุตส่าห์รีบมาบอกข่าวดีแก่เรา ให้เรามีกำลังใจรีบเร่งบำเพ็ญเพียรภาวนา

    เราจึงบอกท่านว่าเดี๋ยวก่อนครับ ผมขอขอบคุณมากที่ได้ให้โอกาสมาแนะนำธรรมคำสอนอันล้ำค่าเช่นนี้ ผมมีกำลังใจขึ้นมากและจะเร่ง

    ภาวนาครับ ครูบา ว. ยิ้มนิดๆ จากนั้นเราจึงก้มลงกราบครูบา ว. 3 ครั้ง เพื่อแทนคำขอบคุณ ครูบา ว. ยกมือไหว้รับการกราบของเราจน

    กระทั่งกราบเสร็จ (ปกติเราไม่กราบใครง่ายๆ นอกจากผู้ที่เราให้ความเคารพด้วยใจอย่างสูงสุด เช่นหลวงพ่ออินทร์เป็นต้น )ครูบา ว. เป็น

    อีกผู้หนึ่งที่เราให้ความเคารพสูง ทั้งๆ ที่ท่านอายุบวชเพียง 3 พรรษา อายุจริงก็เพียงสามสิบปลายๆ เท่านั้นเอง ถือว่าท่านเป็นกัลยาณมิตร

    ที่ดีของเราจริงๆ ท่านชอบมาช่วยเหลือเรายามที่เราตกอยู่ในภาวะลำบากคับขัน ท้อแท้ อ่อนใจ หาทางออกไม่ได้ เราเคารพน้ำใจท่าน

    จริงๆ เราจะมอบร่มให้ท่านกางกันฝน แต่ท่านไม่รับ จากนั้นท่านก็รีบเดินกลับไปยังกุฏิของท่าน คืนนั้นเรานอนหลับพร้อมกับเปิดซีดีเทศน์

    ของหลวงตาค้างไว้ ตื่นขึ้นมาประมาณตีหนึ่งก็เลยมาเดินจงกรมต่อปรากฎว่าเกิดความพิสดารมาก เช้ามืดของวันที่ 28 ก.ย. นี้แหละที่เรา

    เข้าใจว่า อ๋อ นี่เหรอที่เราถามหาว่า ปัญญามันเป็นอย่างไร บัดนี้มันเกิดขึ้นแล้ว เราพิจารณาหลายๆ สิ่ง หลายๆ อย่างแบบไม่ติดขัดเลย มัน

    พรั่งพรูออกมาเรื่อยๆ และหาคำตอบได้ด้วยตัวของมันเอง โดยที่เราไม่ต้องไปครุ่นคิดให้ปวดหัว โอ้ วิปัสสนาของเราเริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา

    แล้วเราจะเล่ารายละเอียดการพิจารณาของเราขณะเดินจงกรมตั้งแต่ตี 1 ถึง ตี 4ครึ่ง โดยไม่ง่วงไม่หลับ ให้ฟังอีกครั้งแล้วกัน
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 29 กุมภาพันธ์ 2012
  3. ่jittatanto

    ่jittatanto สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 กุมภาพันธ์ 2012
    โพสต์:
    3
    ค่าพลัง:
    +1
    การพบเห็นสมณะ ผู้บริสุทธิ์ หลุดพ้น เป็นมงคลอันสูงสุด ตอนจบ(สหธรรมิกผู้ถึงวิมุติธรรม)

    บันทึกเมื่อ 14 ต.ค. 53


    เมื่อคืนวันที่ 12 ต.ค. เราได้มีโอกาสไปสนทนาธรรมกับครูบา ว. หลังจากที่ได้ฟังธรรมจากหลวงพ่อในโอกาสนัดประชุมพระ หลวงพ่อได้

    เน้นย้ำเรื่องการภาวนาสติปัฏฐานสี่ โดยกล่าวว่าให้พิจารณากายและใจ แม้การเคลื่อนไหวก็ให้พิจารณากายด้วยอย่าพิจารณาใจอย่างเดียว

    เพราะการพิจาณากายจะเป็นหินลับสติปัญญา ทำให้ปัญญามีความแหลมคมมากยิ่งขึ้น เรางงเรื่องนี้เพราะว่าขณะเคลื่อนไหวกายทำกิจกรรม

    ต่างๆ เราเน้นการพิจารณาใจ เราจึงงงว่าจะให้พิจารณาร่างกายได้อย่างไร ดูมันขัดๆ อยู่เหมือนกัน จึงเป็นเหตุให้เราไปหาครูบา ว. เพื่อ

    ไขข้อข้องใจ กว่าจะได้พบครูบา ว. ก็ประมาณเกือบสามทุ่มครึ่ง เราคุยกับท่านไปเรื่อยๆ จนถึงตีสามครึ่ง เราจึงกลับ แต่ใจความสำคัญที่คุย

    กันทั้งหมด คือการได้รู้ว่าครูบา ว. ได้ปฏิบัติจนถึงจุดสิ้นสุดแล้ว แต่ต้องการเผยแผ่พุทธศาสนาต่อไป จึงจำเป็นต้องอยู่กับพ่อแม่ครูบา

    อาจารย์เพื่อศึกษาเรียนรู้ปฏิปทาพระป่าเพื่อเป็นแบบอย่างและปฏิปทาในการปฏิบัติตนสำหรับเผยแผ่พระพุทธศาสนาต่อไปในภายภาค

    หน้า


    วันนี้ตอนเย็นเราก็ได้ไปหาครูบา ว. อีกครั้ง จุดประสงค์ก็คือช่วยกวาดลานกุฏิของท่าน แต่พอไปถึงก็พบท่านอยู่บนกุฏิแล้ว

    ท่านจึงได้พาเราไปที่สถานีวิทยุท้ายวัด เราได้สอบถามว่าการปฏิบัติถึงจุดสิ้นสุดของครูบา ว. มีอาการคล้ายหลวงตาฯ ไหม ครูบา ว. บอก

    ว่า ไม่เหมือนกัน อาการของครูบา ว. จะเป็นลักษณะอาการหยั่งรู้ละเอียดลึกเข้าไปมากๆ ไม่มีประมาณ (พิจารณาสิ่งใด แตกฉานออกไป

    เรื่อยๆ )


    จากนั้นเราถามครูบา ว. ถึงเรื่องการพบกันในครั้งแรกของเรากับท่านว่ามันมีเหตุใช่หรือไม่ ท่านไม่ตอบแต่ยิ้มนิดๆ แล้วก็พูดต่ออีกว่า “จิต

    เรานี่ถ้าฝึกให้ดีจนมันพอตัวแล้ว มันจะรู้เราได้ตลอด เมื่อรู้เราได้ตลอดแล้วนับประสาอะไรกับสิ่งอื่นภายนอกที่อยู่รอบตัวเราจะไม่รู้”




    บันทึกขณะบวช เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2553


    การปฏิบัติจิตตภาวนาของเราขณะบวชในช่วงท้ายๆ ก่อนที่จะลาสิกขานั้น ก้าวหน้ามากขึ้นเรื่อยๆ จนเราอยู่ในสภาวะแปลกประหลาด

    อัศจรรย์ใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน การพิจารณาทั้งหลายของธรรมชาติล้วนย้อนเข้ามาหาที่ตัวเองทั้งสิ้น เช่นเพียงแค่เห็นใบไม้หล่นนี้จิต

    มันเปรียบเทียบโดยอัตโนมัติว่าสักวันหนึ่งชีวิตของเราก็ต้องร่วงโรยเช่นใบไม้นี้ แล้วใจเรารู้สึกมันมีอาการคลายวูบ ความยึดมั่นถือมั่นในตัว

    ตนมันเบาบางออกเรื่อยๆ มองเห็นคนอื่นๆ ทะลุเนื้อหนังเข้าไปจนกลายเป็นกระดูกและสลายไปต่อหน้าต่อตาภายในพริบตา กายและใจรู้สึก

    ว่ามันเบาโล่ง มีความกระหยิ่มยิ้มย่องอยู่ภายในใจ เป็นความรู้สึกว่าเรามีคุณค่ามากกว่าแต่ก่อนมากๆ

    เป็นความซึ้งใจถึงคุณของพ่อแม่มากที่ได้ให้กำเนิดเรามา ไม่อย่างนั้นแล้วเราคง

    ไม่มีโอกาสได้รู้และสัมผัสถึงสิ่งเหล่านี้ มันไม่มีสภาวะทุกข์มาก่อกวนใจใดๆ เลย เพราะมันจะรู้ทันสิ่งที่มากระทบเร็วมากๆ การกำหนดรู้สิ่ง

    ภายนอกก็เกิดขึ้นอย่างแม่นยำโดยที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ทั้งยังรู้อีกว่าตนรู้สิ่งนี้จริงๆ เช่น รู้ว่าฝนจะตกในตอนเย็นนี้ในขณะที่ท้องฟ้าปลอด

    โปร่ง ก็ปรากฎว่าฝนตกตอนเย็นนั้นจริงๆ ทั้งหมดที่เกิดขึ้นได้ต้องขอขอบพระคุณครูบา ว. สหธรรมิกผู้ช่วยชี้แนะแนวทางแก่เรามาโดย

    ตลอด โดยเฉพาะช่วงที่เราติดขัดปัญหาหรือท้อแท้ใจ หาทางออกไม่ได้ ครูบา ว. ท่านก็จะมาชี้แนะแนวทางและเสริมสร้างกำลังใจให้แก่

    เรามาโดยตลอด


    ครูบา ว. บอกว่าการที่มาภาวนาที่นี่แล้วจะได้รู้เห็นนิมิตต่างๆ ขณะหลับ เช่น มีหลวงปู่มั่นหรือเทพต่างๆ มาหามาพบนั้น ถือว่าเป็นนิมิต

    หมายที่ดี คนอื่นๆน้อยนักที่จะได้พบกับสิ่งเหล่านี้ และครูบา ว. ท่านเน้นย้ำให้เห็นว่าสภาวะที่จิตพอตัวท่ามกลาง (นิพพาน) นั้นอยู่ไม่ไกล

    ใกล้ๆ นี้เองเป็นเหมือนเส้นผมบังภูเขา แต่คนเรามองไม่เห็น เพียงแต่ต้องอาศัยการฝึกฝนตนให้พอสมควรแก่เหตุเสียก่อนจึงจะเห็นได้ หาก

    ผู้สั่งสมบุญมาพอสมควรและได้ทำต่อในชาตินี้อย่างจริงจังก็สามารถไปถึงได้ เพราะทุกวันนี้มีหนทางที่พ่อแม่ครูบาอาจารย์ได้เปิดทางไว้ให้

    อย่างชัดเจนแล้ว เช่นคำสอนของหลวงตามหาบัว เป็นต้น ในคืนวันที่ 12 ต.ค.นี้ ครูบา ว. บอกเราเป็นนัยว่าอยากให้เราอยู่ต่ออย่าเพิ่งสึก

    และเร่งภาวนาไปเรื่อยๆ เราจึงบอกว่าตอนนี้เราไม่ได้มีจิตใจทุรนทุรายอยากจะสึกออกไปหรอก เพียงแต่รู้ว่าเมื่อถึงเวลาที่สมควรแล้วจะต้อง

    ไปเฉยๆ เท่านั้นเอง หากว่าเราจะอยู่ต่อนี้ แล้วเราภาวนาจนจิตรวมโสดาบัน เราจึงจะรู้จะเห็นและตัดสินใจได้ด้วยตนเองอย่างนั้นหรือ ครูบา

    ว. บอก “ใช่” เราจึงบอกท่านต่ออีกว่าเรื่องงานเราก็ยังไม่ห่วงมาก แต่ที่ห่วงมากคือเราต้องดูแลเลี้ยงดูพ่อแม่นั่นแหละ ท่านจึงบอกว่า เถอะ

    น่า เมื่อถึงเวลาสิ่งเหล่านี้มันจะมีทางออกของมันเอง ครูบา ว. ท่านจึงพูดต่ออีกว่า “ถ้าเราออกไปเลี้ยงดูท่านเราก็เลี้ยงดูท่านได้แต่กาย แต่

    ถ้าหากว่าเราสามารถทำให้ท่านได้รู้แจ้งเห็นธรรมนี่ถือว่าประเสริฐที่สุดนะ” นี่ก็ถือว่าเป็นข้อคิดสำหรับเราอีกอย่างหนึ่ง




    หลังจากที่เราทราบว่าครูบา ว. ท่านเป็นพระผู้บริสุทธิ์หลุดพ้น หมดงานที่ต้องทำแล้ว ครูบา ว.จึงบอกกับเราว่า จิตครูบารู้เร็วเพราะเคย

    ฝึกมาก่อน เหมือนกับฉายาของครูบาที่ว่า จิตฺตทนฺโต แปลว่าผู้ฝึกจิตดีแล้วนั่นแหละ ถ้าหากครูบายังอยู่ในสภาวะจิตเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ อีก

    เจ็ดเดือนครูบาจะพ้นทุกข์ได้ ฟังดังนั้นแล้วเรารู้สึกทึ่งมาก เราไม่รู้ว่าสภาวะพ้นทุกข์นี้มันจะมาอยู่ต่อหน้าต่อตาเป็นเหมือนเส้นผมบังภูเขา

    เราไม่รู้มาก่อนว่าทำไมเราถึงรู้สึกลึกๆ ในใจของเราเองว่าเราปราถนาพ้นทุกข์นี้มากเหลือเกิน และเราสามารถทำได้แน่ๆ เพียงแต่ว่าไม่รู้ว่า

    ต้องทำหรือปฏิบัตินานเท่าไหร่แค่นั้นเอง จากนั้นครูบา ว.จึงพูดต่ออีกว่าเมื่อชาติก่อนนั้นครูบา(เรา)เกิดเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนาแล้ว

    ปราถนาพ้นทุกข์มาโดยตลอด แต่เนื่องจากช่วงท้ายของชีวิตครูบามุ่งช่วยเหลือสั่งสอนคนอื่นมากเกินไป งานของตัวเองยังไม่สำเร็จมัวห่วง

    คนอื่นอยู่ เมื่อตายแล้วจิตดวงนี้มันชำระยังไม่หมดมันก็ต้องมาเวียนว่ายตายเกิดใหม่อีกครั้ง เพราะการที่จะชำระจิตให้บริสุทธิ์หมดจดได้นั้น

    ต้องประกอบด้วยสองส่วน คือ แรงปราถนาหนึ่ง และการกระทำอีกหนึ่ง ทั้งสองส่วนนี้ต้องสัมพันธ์กันทำให้สมควรแก่เหตุจึงจะพ้นทุกข์ได้

    เมื่อได้โอกาสมาเกิดอีกคราวนี้ความปราถนานั้นจึงยังคงติดมาอยู่โดยที่เราไม่รู้ตัวมาก่อน เราถามต่อว่าถ้าหากเราสึกออกไปแล้วกลับเข้ามา

    ใหม่เราจะพ้นทุกข์ในระยะเวลาเดิมหรือเปล่า ครูบา ว. ท่านจึงบอกว่าก็อาจจะช้ากว่านั้นอีกตามธรรมดาของมัน หลังจากวันที่เราคุยกับครูบา

    ว. สหธรรมิกผู้ถึงวิมุติธรรมเกือบรุ่งเช้านั้น เราก็มาภาวนาแต่ภาวนาไม่ขึ้นดีนักเพราะใจมันกลัว กลัวอะไร ก็กลัวกิเลสที่คอยขังเราให้อยู่ใน

    กรงแห่งวัฏวนน่ะสิ คือ มันคิดขึ้นว่า โห ถ้าหากเราภาวนามากขึ้นไปกว่านี้แล้วได้หลักใจมันจะไม่สึกน่ะสิ แล้วปัญหาทางโลก เรายังไม่ได้

    จัดการเลย เราไม่อยากจะทิ้งภาระไว้ให้คนอื่นแบกรับแทน มันเป็นมลทินเป็นความกังวลให้กับเราเอง เพราะในตอนแรกเราตั้งใจเข้ามา

    ทดลองบวชเฉยๆ หากว่าดีก็จะไปจัดการสะสางปัญหาทางโลกให้เรียบร้อยแล้วค่อยกลับเข้ามาใหม่บนเส้นทางแห่งศากยบุตรอีกครั้งหนึ่ง

    เมื่อปัญหานี้มันคาใจภาวนาก็ไม่เป็นผลดี เราหาทางแก้ไขไม่ได้จึงตัดสินใจไปพบครูบา ว. มื่อวานนี้(15 ต.ค. 53 เวลา สิบเจ็ดนาฬิกา)

    ที่กุฏิของครูบา ว. ครูบา ว. ท่านไขปัญหาคาใจเราให้ฟังว่า นี่แหละกิเลสมันมีเล่ห์เหลี่ยมเยอะมากนะ ยิ่งเราภาวนามากขึ้นเท่าไหร่มันก็

    ยิ่งกลัวว่าเราจะหนีจากเงื้อมมืออำนาจของมันที่ขังเรามานานแสนนาน มันจึงคอยมาขัดขวางเรา ทีนี้เรื่องนี้ครูบาไม่ต้องเป็นห่วงหรอก ครูบา

    ว. ท่านบอกว่า จิตเรานี้มันฉลาด ยิ่งฝึกมากยิ่งฉลาดมาก ยิ่งถ้าหากว่าฝึกจนได้หลักใจแล้วมันก็จะยิ่งฉลาด มันจะรู้วิธีแก้ปัญหาได้หมด ทุก

    ปัญหามันแก้ได้หมดจริงๆ มันมีทางออกของมันเอง เราจึงถามย้ำว่า หากว่าเราได้หลักใจแล้ว เราไม่จำเป็นต้องอยู่เป็นพระต่อไปอีกก็ได้ใช่

    ไหม ครูบา ว. ตอบ ใช่ ครูบาจะออกไปข้างนอกก็ได้ หรืออยู่ข้างในวัดก็ได้เหมือนกัน ถ้าครูบาจะออกไปอยู่ข้างนอกครูบาก็จะสามารถ

    จัดการแก้ไขปัญหาการงาน ปัญหาชีวิตทุกอย่างได้หมดด้วยความฉลาดของจิตนี้ แต่ว่ามันจะทำให้ครูบาแตกต่างจากคนอื่นทั่วๆ ไป คล้ายๆ

    กับว่าเราเป็นตัวประหลาดที่ไม่เหมือนชาวบ้าน แต่นั่นเป็นสิ่งที่ดีครูบาอาจจะต้องกลับเข้ามาข้างในนี้อีกครั้งหนึ่ง (บวชใหม่อีกครั้งหนึ่ง) เรา

    จึงตอบว่า โอ๊ย ไม่เป็นไรหรอก ขอให้ได้ออกไปแก้ไขจัดการกับปัญหาต่างๆ ให้เสร็จสิ้นเสียก่อนเพราะมันค้างคาใจผมและจะเป็นภาระของ

    คนอื่น ผมว่ามันไม่ถูกต้อง ครูบา ว .พูดต่ออีกว่า “ด้วยความที่จิตมันฉลาดพอตัวนี้ ครูบาไม่จำเป็นต้องออกไปอยู่ข้างนอก ครูบาก็จะ

    สามารถจัดการแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้หมดเหมือนกัน ถ้าครูบาภาวนาขึ้นไปมากๆ จนถึงจุดที่จิตมันพอตัวท่ามกลางแล้ว ครูบามองย้อนหลัง

    กลับไป ครูบาจะรู้สึกสงสารคนอื่นๆ ที่เขายังมัวหลงอยู่เหมือนมดที่ไต่ตามขอบกระด้ง มันพยายามหาทางออกแต่ก็ออกไม่ได้สักที ก็ไต่วน

    เวียนเช่นนั้นอยู่เรื่อยๆ ไป หากว่าครูบาภาวนาจนถึงจุดสิ้นสุดแล้ว เราจะมีแต่ความสบายทั้งกายและใจ ไม่มีอะไรทำให้เราเป็นทุกข์ได้อีกต่อ

    ไปแล้ว เราจะอยู่เหนือโลก เหนือคนทั้งปวง ประสาสมบัติข้าวของเงินทองเหล่านี้จะหลั่งไหลมาเป็นธรรมดาของโลกที่ล้วนแต่มีผู้อยากจะ

    ทำบุญกับพระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ แต่เราจะสุขแบบไม่ยึดติด ไม่หลงไหลในทุกๆ สิ่ง ทุกๆ อย่าง หากไปถึงจุดๆ นั้นแล้ว ครูบาอยากจะ

    ทำอะไรก็ได้ อยากจะช่วยใครก็ช่วยได้ ครูบา ว. แนะนำวิธีการว่าให้เราห่มผ้าเฉวียงบ่าไปกราบพระประธาน แล้วตั้งสัจจะอธิษฐานใน

    ลักษณะอุทิศตนเพื่อพระศาสนา ยอมมอบกายถวายชีวิตนี้เพื่อพระศาสนา จะทำให้การภาวนาไม่ติดขัดและก้าวหน้าขึ้นไปเรื่อยๆ


    จากนั้นเราก็เล่าเรื่องความฝันของเราให้ครูบา ว .ฟังว่า เมื่อคืนของวันที่ 14-15 ต.ค. ที่ผ่านมา เราฝันแปลกประหลาดมากว่าที่

    หมู่บ้านของเรามีชายคนหนึ่งไปหาเรื่องทำร้ายผู้ชายอีกคนหนึ่งซึ่งทราบภายหลังว่า ชายที่ถูกทำร้ายนั้นเป็นพระอรหันต์ คนในหมู่บ้านจึง

    บอกแก่เราซึ่งเห็นเหตุการณ์นั้นว่า ตายแน่พวกเรา คราวนี้แย่แล้วไปทำร้ายพระอรหันต์เข้า เราจะถึงความซวยความวิบัติกันหมดทั้งหมู่บ้านนี่

    แหละ หลังจากพูดจบไปไม่นาน เราก็เดินกลับมาบ้าน(บ้านเราอยู่ติดอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่คล้ายกับทะเลสาบ เป็นเวิ้งน้ำกว้างใหญ่)

    ทันใดนั้นก็เห็นน้ำที่กำลังนิ่งอยู่เกิดเป็นคลื่นใหญ่มหาศาลเหมือนคลื่นสึนามิ โถมเข้าซัดถล่มหมู่บ้านอยู่หลายระรอก จนที่สุดคลื่นนั้นก็เงียบ

    หายไป ปรากฎว่าบ้านหลังอื่นๆ ในหมู่บ้านได้รับความเสียหายมาก แต่บ้านของเราไม่เป็นอะไรเลยทั้งๆที่เป็นบ้านหลังแรกที่ติดกับเวิ้งน้ำนั้น

    ต่อมาเราก็แปลกใจว่าตัวเราเองก็มีเครื่องมือภายในตัวของเราเองที่สามารถทำให้เกิดน้ำวนมหาศาล และเกิดเป็นคลื่นใหญ่ถาโถมเข้าถล่ม

    หมู่บ้านในทันทีทันใดเช่นกัน จนเราต้องหยุดตัวเองไว้ โห นี่เรามีฤทธิ์ขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย เมื่อเราพูดจบ ครูบา ว. ฟังแล้วจึงบอกว่า “คน

    เรามีความสามารถและโอกาสที่จะได้พบกับสภาวะนี้ได้ทุกคนถ้าทำถูกช่องทางนะ เพราะมันเป็นสภาวะที่มีอยู่ในทุกคนอยู่แล้ว” ก็ถือเป็น

    นิมิตที่ดีที่ช่วยทำให้เรามีกำลังใจฮึดสู้ในการภาวนาทันทีทันใด เราจึงภาวนาตั้งแต่หัวค่ำ หนึ่งทุ่มถึงห้าทุ่ม และตีหนึ่งครึ่งถึงตีห้า มันมีแรงมุ่ง

    มั่นฮึดสู้มหาศาล เรารู้สึกชอบอกชอบใจและขอบอกขอบใจครูบา ว. มากที่ท่านคอยให้คำแนะนำช่วยเหลือเรามาโดยตลอดทุกครั้งที่เรามี

    ปัญหา



    ก่อนที่เราจะลากลับ เราจึงนั่งพนมมือบอกครูบา ว.ว่า ผมขอโอกาสกราบลากลับ แต่ผมมีเรื่องจะบอกว่า “ผมรู้สึกดีใจและซึ้งใจ

    มากที่ผมได้พบและอยู่ใกล้กับบัณฑิตนักปราชญ์เช่นนี้” จากนั้นเราจึงกราบลาสามครั้ง แล้วกลับไปยังกุฏิของเรา ภาวนาด้วยแรงมุ่งมั่นที่จะ

    ให้ได้หลักใจ ก่อนที่จะลาสิกขาออกไป และมุ่งมั่นที่จะคว้ามรรคผล นิพพาน เพื่อพ้นทุกข์ภัยในวัฏฏสงสาร ภายในปัจจุบันชาตินี้โดยเร็ว

    พลันให้จงได้ หากเป็นเช่นนั้นจริง เราจะอุทิศกายและใจเพื่อรับใช้พระพุทธศาสนาอย่างถึงที่สุด



    จากนั้นมาเมื่อเราภาวนาเสร็จเราก็ฝันในลักษณะแปลกอีกว่า เราไปในสถานที่แห่งหนึ่งมีคนจะมอบที่ดินให้แก่เรา เราจำได้แม่น

    ว่าที่ดินแปลงนั้นมีน้ำอุดมสมบูรณ์แต่แปลกตรงที่ว่าทำไมต้นไม้ที่อยู่ในผืนดินนั้นจึงเป็นต้นไม้ที่แห้งตายทุกต้น ไม่เห็นความเขียวแม้แต่น้อย

    นิดเลย เราก็เลยแปลกใจจึงถามเจ้าของที่ดินว่าท่านจะมอบที่ดินแปลงนี้ให้กับเราจริงเหรอ เขาตอบว่าใช่ เราก็ถามว่าถ้าเรารับที่ดินแปลงนี้

    ไปแล้วเราต้องทำอย่างไรต่อ เขาก็บอกว่าก็ทำอย่างที่เขาเคยทำมาก่อนนั้นแหละ (ในฝันนั้นจำได้ว่ามันเป็นลักษณะคล้ายๆ ทำนาเกลือ)

    แต่เราไม่แน่ใจว่าถ้าเรารับผืนดินนี้ไปแล้วเราจะทำได้อย่างที่เขาเคยทำมาก่อนหรือเปล่า เรารู้สึกสนใจในการรับที่ดินแปลงดังกล่าว กำลังคิด

    ทบทวนเพื่อตัดสินใจอยู่แต่ยังไม่ทันเอ่ยปากรับ เราก็พลันตื่นขึ้นมาก่อน เมื่อมาพิจารณาความฝันตามผู้ที่เคยภาวนาแล้ว จึงมั่นใจว่ามรรคผล

    นิพพานไม่หนีเราไปไหนแน่นอน ตราบใดที่เรายังเพียรมุ่งมั่นทำตามแบบอย่างที่เราเคยทำมาก็ต้องคว้าเอาหลักชัยแห่งมรรคผลนิพพานนี้

    ได้อย่างแน่นอน



    บันทึกช่วงสุดท้าย ก่อนลาสิกขา ออกมาเป็นฆราวาส (ปลายเดือนตุลาคม 2553)



    มีอีกเรื่องหนึ่งที่เราสงสัยมาตลอดคือทุกครั้งที่เราคุยกับครูบา ว. ถึงเรื่องที่เราประสบพบเห็นจากการภาวนาหรือทุกครั้งที่มี

    โอกาสพบปะพูดคุยกับครูบา ว. ท่านมักจะบอกว่า “ให้เร่งภาวนานะ” อยู่เสมอ หรือนั่นจะเป็นนิมิตหมายบอกอะไรบางอย่างแก่เราหรือ

    เปล่า ท่านเคยพูดครั้งหนึ่งว่า อยากให้เราได้รู้ถึงสภาวะจิตรวมโสดาบัน แต่ในช่วงที่เราตัดสินใจในตอนท้ายได้อย่างแน่นอนแล้วว่าสึกแน่ๆ

    ไม่เป็นอย่างอื่นแล้ว ครูบา ว. ท่านก็พูดกับพระใหม่อีกรูปหนึ่งที่จะสึกเหมือนกันกับเราและตอนนั้นมีเรานั่งอยู่ด้วย แต่เราก็รู้ว่าท่านต้องการ

    สอนเราด้วย ท่านบอกว่า “บอกแล้วก็ไม่เชื่อกันเด้อ ออกไปข้างนอกก็ไม่มีอะไรหรอก โลกสงสารมันก็เป็นไปของมันอยู่อย่างนั้น ใครจะไป

    ก็ไปเถอะ เราไม่ได้สนใจหรอกเพราะที่ผ่านมามันก็มีคนเข้ามาแล้วก็ออกไปอยู่เสมอ ออกไปแล้วก็ขอให้อย่าไปกินเหล้าเมายาก็พอแล้ว

    เอ้า ไม่เป็นไรหรอก ตอนนี้มันยังไม่ถึงเวลาเมื่อเหตุปัจจัยมันพร้อมมันก็จะได้เข้ามาใหม่อีกรอบหนึ่งหรอก” เราฟังแล้วก็รู้สึกสะเทือนใจ

    เหมือนกันแต่เราก็ขอบคุณในความหวังดีของท่านเป็นอย่างมาก ได้แต่ตั้งใจว่าสักวันหนึ่งเราจะกลับมาที่นี่อีกครั้ง



    บันทึกขณะเป็นฆราวาส ต้นปี 2554



    ไม่ได้เขียนบันทึกเสียนาน อยู่ห่างไกลครูบาอาจารย์ จิตใจมันก็หวนระลึกถึงอยู่เสมอ เมื่อเราได้ออกมาข้างนอกแล้วเรารู้สึกเลยว่ามันเป็น

    อย่างที่ครูบา ว. ท่านบอกไว้จริงๆ มันไม่มีอะไรเลย ทุกสิ่งทุกอย่างมันก็เป็นไปของมันอย่างนั้น เช้าตื่นขึ้นมา กินข้าว ทำงาน กินข้าว กลับ

    บ้าน พักผ่อนนอนหลับ ตื่น ทำงาน กินข้าว พักผ่อนนอนหลับ หมุนเวียนเช่นนี้อยู่เรื่อยไป แล้ววันเวลามันก็ผ่านไปเรื่อยๆ หากว่าเรามัว

    ชักช้าอีกไม่นานเราก็ต้องแก่หรืออาจจะต้องตายไปก่อนที่จะได้ทำสิ่งที่มีคุณค่าที่เราตั้งใจไว้ ทำให้เราตัดสินใจที่จะเข้าสู่เส้นทางการบวช

    ใหม่อีกครั้งหนึ่งเร็วกว่าเดิมจากที่เราเคยตั้งใจไว้ในตอนแรกเป็นอย่างมาก


    งานต่อสู้กับกิเลสภายในใจนี้เป็นงานที่สำคัญและมีคุณค่าต่อเรามาก ไม่ว่าเราจะอยู่ในสถานะไหน พระสงฆ์ หรือ ฆราวาส เราก็ต้องเพียร

    พยามทำให้ถึงที่สุด ถึงแม้ว่าการเป็นฆราวาสอุปสรรคในการปฏิบัติจะมีมากกว่าพระสงฆ์ก็ต้องเพียรทำ ไม่ละทิ้ง เพราะถ้าทิ้งแล้วก็จะเป็น

    ว่าวเชือกขาด ไร้จุดมุ่งหมาย ในเมื่อเราพบว่างานนี้มีความสำคัญยิ่งกว่างานอื่นๆ ที่เราทำภายนอกแล้วเราจงเร่งรีบทำให้เต็มกำลังความ

    สามารถ สิ่งนี้เราค้นหามาทั้งชีวิต เรารู้เลยในตอนนี้ว่า สิ่งที่เราเคยค้นหามาตลอดแต่ยังหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้ มันก็คือการพ้นทุกข์ทั้ง

    ปวงนั่นเอง เมื่อตอนเด็กๆ จนกระทั่งโตเป็นวัยรุ่น เราเคยมีคำถามและเก็บความสงสัยมานานแล้วว่า เราเกิดมาเพื่ออะไร อะไรคือสิ่งน่าพึง

    พอใจที่มีค่าที่สุดที่เราควรทำในการเกิดมาเป็นมนุษย์ แต่ขณะนั้นเรายังอ่อนเยาว์เกินไปจึงยังหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้ เมื่อทุกวันนี้เราหาคำ

    ตอบให้ตัวเองได้แล้ว เราจึงยอมทุ่มเทที่จะทำงานสำคัญเช่นนี้ เรายอมเอาชีวิตของเราเข้าแลก จะเป็นจะตายก็ไม่เกี่ยงอีกแล้ว ไม่อยาก

    พลาดโอกาส ปล่อยโอกาสให้หลุดลอยไป เพราะเราเคยพลาดโอกาสมานักต่อนักแล้ว การเดินทางของเราจากนี้ไปหากว่าเราไม่ตายไป

    เสียก่อนมันจะต้องเป็นการเดินทางครั้งสุดท้ายแล้วล่ะ ครั้งถัดไปจากนี้จะไม่มีอีกแล้ว จบกันทีในชาตินี้
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 29 กุมภาพันธ์ 2012
  4. pummuq

    pummuq เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 เมษายน 2008
    โพสต์:
    375
    ค่าพลัง:
    +352
    เรื่องจริงๆหรือเป็นบทประพันธ์ครับ
     
  5. pummuq

    pummuq เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 เมษายน 2008
    โพสต์:
    375
    ค่าพลัง:
    +352
    ครูบา ว.คือใครครับ
    อยากรู้
     
  6. nopphakan

    nopphakan ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    6,496
    ค่าพลัง:
    +28,602
    ตอนอ่านกระทู้ผมนึกว่าจะกล่าวถึงอีกท่าน
     
  7. nantiya.j

    nantiya.j เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 มีนาคม 2006
    โพสต์:
    860
    ค่าพลัง:
    +8,549
    ขออนุโมทนา สาธุ กับท่านเจ้าของกระทู้ การบวชครั้งใหม่นี้ขอให้ท่านได้พบพระนิพพาน สมความปรารถนาภายในชาติภพนี้ด้วยเถิด
     
  8. pummuq

    pummuq เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 เมษายน 2008
    โพสต์:
    375
    ค่าพลัง:
    +352
    ถ้าเป็นบทประพันธ์ผมเห็นว่าอย่าทำเลยครับ
    คุณเคยอ่านดังตฤนไหม.
    คุณเคยฟังหลวงพ่อชาไหม
    คนถึงธรรมแสดงธรรม
    ต่างจากคนกิเลสท่วมหัวแสดงธรรมหรือไม่อย่างไร

    ไม่อยากลงลึกเดี๋ยวจะมานั่งทะเลาะกัน
    ถ้าคุณจะประพันธ์ลองไปบวชจริงๆแล้วมานั่งเขียนตามจริงมันก็ยังดี
    ถ้าไม่ได้จริงแล้วมาประพันธ์เก็บเล็กผสมน้อย
    โยงไปยังครูบาอารย์ที่ท่านทำจริงๆทุกข์จริง เลียบๆเคียงให้คนเข้าใจว่าตนกำลังพูดถึงท่าน
    โดนไม่เป็นความจริง
    บทประพันธ์ของคุณอาจจะได้รับความสรรเสริญ คนอ่านแล้วโมทนาสาธุกันอย่างทั่วน่า
    แต่คุณจะรู้ไหมเวลากิเลสมันแหลมคมแฝงไปบทประพันธ์ที่แทรกมิจฉาทิจฐิมัเป็นโทษเสียเวลาคนอื่นเขา
    ไปบวชพระป่านั่งจดหาอะไร เหมือนคนไปบวชธุดงค์เอ้ากล้องไปด้วย
    เอาล่ะมันมีแง่อีกเยอะ ไม่อยากทะเราะ
    เดี๋ยวก็มีคนมารุมด่าตูอีก
     
  9. pummuq

    pummuq เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 เมษายน 2008
    โพสต์:
    375
    ค่าพลัง:
    +352
    ถ้าเรื่องจริงบวชจริงก็ขอขมาท่านขอให้พ้นทุกข์ครับ
    พอ
     
  10. khundech

    khundech Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 พฤศจิกายน 2011
    โพสต์:
    51
    ค่าพลัง:
    +54
    อนุโมทนา สาธุครับ
    ผมก็ได้กราบองค์หนึ่ง เป็นพระที่ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ องค์หนึ่งเลยก็ว่าได้
    แม้แต่ถวายเงินใส่ซองเพื่อร่วมทำบุญ ยังโดนว่า... บ้าหรือเปล่า เอาเงินมาให้พระ...
    เอาเงินออกไปฝากกับคนขับรถของท่าน แล้วเอาแต่ซองถวาย....
    สาธุ สาธุ สาธุ
     
  11. khundech

    khundech Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 พฤศจิกายน 2011
    โพสต์:
    51
    ค่าพลัง:
    +54
    ลืมบอกไปเป็นพระวัดป่านาคำน้อย......
     
  12. pummuq

    pummuq เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 เมษายน 2008
    โพสต์:
    375
    ค่าพลัง:
    +352
    บุคคลในบันทึกนี้อ่านดูก็จะเดาไปได้วพระองค์ไหน
    อย่างหลวงพ่ออินทร์ คนก็เดาเอาว่าหลวงพ่ออินทร์ถวาย. วัดป่านาคำน้อย หลวงตามหาบัวเรียกท่านว่าธรรมอินทร์
    หลวงปู่มี คนก็เดาได้ว่าหลวงปู่บุญมี. มีตัวตนจริง
    ท่านล้วนเป็นพระที่ผู้คนหราบไหว้บูชา
    ถึงขนาดว่าเวลาจะกล่าวถึงท่านคนก็ใช้คำว่าพ่อแม่ครูจารย์ เป็นทั้งพ่อทั้งแม่เป็นทั้งครูอาจารย์
    เคารพเทิดทูนอยางสูงสุด
    ถ้าเรื่องที่เขียนมาเป็นบทประพันธ์อย่างน้อยก็ควรวงเล็บไว้ว่า เผ็นบทประพันธ์
     
  13. ่jittatanto 2

    ่jittatanto 2 สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 มีนาคม 2012
    โพสต์:
    1
    ค่าพลัง:
    +1
    ต้องขอโทษด้วยครับ ผมเข้ามาตอบกระทู้ช้า เพราะเข้าสู่ระบบไม่ได้ ได้แจ้งไปทีทีมงานของเว็บไซต์ฯ แล้ว แต่ยังไม่ได้รับการแก้ไข ก็เลย

    สมัครสมาชิกใหม่ครับ ก่อนอื่นผมขอขอบคุณในความเห็นของทุกกระทู้ที่ได้แสดงความคิดเห็นครับ

    เรื่องที่นำมาลงทั้งหมด เป็นเรื่องจริง ไม่ใช่บทประพันธ์ ซึ่งผมได้แจ้งไว้ตอนแรกแล้วครับ สำหรับผู้ที่สนใจปฏิบัติจิตภาวนากับครูบาอาจารย์

    ทางสายพระป่า ท่านก็คงทราบดีว่าสถานที่ที่ผมกล่าวถึงในบันทึกนั้นเป็นวัดไหน แต่สิ่งที่ผมต้องการสื่อต่อผู้อ่านคือ ผมรู้สึกว่าเป็นความโชค

    ดีที่สุดตั้งแต่ผมเกิดมา ที่ผมได้พบพระสงฆ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ซึ่งอยู่ใกล้ตัวเรามากที่สุดและเป็นกัลยาณมิืตรที่คอยช่วยเหลือมาตลอด

    จนทำให้ผมได้เห็นช่องทางของการปฏิบัติธรรมว่าเป็นของจริง ทำได้จริง และเห็นผลจริง แต่ก่อนก็เคยแต่ฟังจากผู้อื่นเท่านั้น แต่ไม่เคยได้

    เห็นผลของการปฏิบัติได้เกิดขึ้นกับตัวเองเลย จึงไม่ค่อยเชื่ออย่างสนิทใจเท่าไหร่นักว่ามีอยู่จริง (เป็นการเชื่อจากความจำเสียมากกว่า)

    เมื่อได้มาสัมผัสทดลองทำอย่างจริงจังแล้วก็ได้เห็นผลในเบื้องต้นแก่ตนเอง และกลายเป็นความศรัทธา ว่ามรรค ผล นิพพาน มีอยู่จริง และ

    เข้าถึงได้จริง ไม่ใช่เป็นเรื่องไกลตัวจนเกินไขว่าคว้า เกินวิสัยของมนุษย์ในยุคปัจจุบัน ขอเพียงเป็นผู้ที่มีจิตใจที่มุ่งมั่น มีความเพียรไม่

    ท้อถอยและทำถูกช่องทางตามปฏิปทาที่พระพุทธองค์ทรงวางไว้ ซึ่งผู้ที่มีส่วนช่วยผมมากที่สุดคือ ครูบา ว. ที่ผมได้กล่าวถึงแล้ว และขอ

    อนุญาตที่จะไม่เปิดเผยชื่อจริงท่านครับ ส่วนเรื่องระยะเวลาแห่งการพ้นทุกข์จะเร็วหรือช้านั้นก็ขึ้นอยู่กับต้นทุนเดิมที่สั่งสมมาของแต่ละ

    บุคคล จะไปกำหนดกะเกณฑ์กันไม่ได้ครับ ส่วนการบวชของผมในช่วงเวลาดังกล่าวนั้นผมมีกำหนดเวลาเนื่องจากต้องลางานบริษัทฯ เพื่อ

    มาบวช ความคิดขณะนั้นคือ มีความประทับใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับตนเอง จึงได้จดบันทึกไว้เพื่อเตือนความจำและเ้พื่อเป็นกำลังใจให้

    กับตนเอง ขณะเดียวกัน เมื่อผมได้ย้อนกลับไปอ่านบันทึกทีไรก็เป็นกำลังใจและคอยเตือนสติของผมไ้ด้ เป็นอย่างดี ยิ่งทำให้มีความมุ่งมั่น

    มากยิ่งขึ้น ....ตัวผมเองไม่ต้องการคำชมใดๆ หรอกครับ ก่อนที่จะนำบันทึกมาลงในกระทู้นี้ ผมก็ไ้ด้พิจารณาอยู่ว่าอาจจะเป็นเหมือนดาบส

    องคม สำหรับทั้งผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย แต่อย่างไรก็ตามถ้าในภายภาคหน้า กระทู้นี้จะส่งผลเสียมากกว่าผลดี ผมก็ต้องขออนุญาตลบ

    กระทู้นะครับ เพราะนั่นถือว่าผิดเจตนาเดิมของผม ที่ต้องการให้เป็นกำลังใจแก่ผู้ที่สนใจปฏิบัติธรรม ...ขอบคุณทุกคนครับ....
     
    แก้ไขครั้งล่าสุดโดยผู้ดูแล: 2 มีนาคม 2012
  14. pummuq

    pummuq เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 เมษายน 2008
    โพสต์:
    375
    ค่าพลัง:
    +352
    ขออภัยครับ
    ถ้าเป็นเรื่องจริงผมก็ไม่ว่าอะไรล่ะ
    ขออภัยท่านด้วย
    ผมเห็นหลายๆกรณีมีการหาช่องจากความเชื่อ
    ถ้าหาประโยชน์เฉยๆก็ไม่เป็นไร
    แต่หลายกรณีมันทำให้เสียหายส่วนรวม กล่าวตู่ในสิ่งที่ครูบาอาจารย์ไม่ได้พูดไม่ได้แนะไม่ได้ทำ
    ถ้าเป็นเรื่องจริงจริงๆก็แล้วแต่ท่าน
    ผมดูเฉยๆล่ะ
     
  15. สติปัฏฐาน

    สติปัฏฐาน สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 กันยายน 2011
    โพสต์:
    9
    ค่าพลัง:
    +3
    อ่านชีวิตครูบา ว. แล้วคล้ายกับตัวเองมาก ตอนนี้ผมทำงานอยู่ที่เกาหลีใต้มากับเพื่อนอีกคนที่มีนิสัยเหมือนกันคือชอบฟังธรรมะ ชอบอ่านประวัติครูบาอาจารย์ เวลาคุยกันก็จะคุยกันแต่เรื่องธรรมะตลอด ผมกับเพื่อนคนนี้ตกลงกันไว้ว่ากลับเมืองไทยแล้วจะไปบวชไม่สึก
    ตอนนี้เพื่อนผมกลับไปก่อนแล้วแล้วก็ไปบวชที่วัดป่านาคำน้อยแล้วครับ เหลือแต่ผมที่ยังคงมีหนี้สินที่ยังเคลียไม่จบ แต่คงอีกไม่นานครับ ขอขอบคุณอีกครั้งสำหรับบทความดีๆอ่านแล้วทำให้ผมยิ่งมีกำลังใจสู้กับงาน อนุโมทนาบุญ
     
  16. โลกนี้คือละคร

    โลกนี้คือละคร Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 มีนาคม 2009
    โพสต์:
    66
    ค่าพลัง:
    +97
    เป็นประสบการณ์ที่ดีมากเลยครับ ขอขอบคุณและอนุโมทนาด้วยครับที่นำมาเล่าสู่กันฟัง
     
  17. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    11,912
    กระทู้เรื่องเด่น:
    156
    ค่าพลัง:
    +25,793
Loading...

แชร์หน้านี้

Loading...