การพิจารณาถึงความจริงสี่ประการ

ในห้อง 'อภิญญา - สมาธิ' ตั้งกระทู้โดย Kenny17, 21 มกราคม 2011.

  1. Kenny17

    Kenny17 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 มกราคม 2011
    โพสต์:
    2,979
    ค่าพลัง:
    +10,866
    มีใครเคยนั่งพิจารณาถึงความจริงสี่ประการที่พระพุทธองค์ทรงได้รู้แล้วนำมาบอกกล่าวกับเราที่เป็นชาวพุทธกันบ้างไหมครับ สิ่งที่ผมจะบอกเล่าต่อไปนี้เป็นเพียงแค่วิธีที่ตัวผมใช้ในการพิจารณาก่อนสวดมนต์ ก็เลยอยากรบกวนท่านทั้งหลายให้ช่วยพิจารณาว่า มีสิ่งใดที่ผมขาดตกบกพร่องหรือผิดพลาดไปบ้างหรือเปล่า

    "พระพุทธองค์ทรงใช้พระสติปัญญาและความเพียร ในการพิจารณาถึงความเป็นไปของสรรพชีวิตในโลกจนกระทั่งทรงรู้แจ้งถึงธรรม หรือว่าธรรมชาติของสรรพชีวิตในโลกนี้ว่า ทุกชีวิตนั้นมีการเกิดขึ้น-ดับลงเป็นของธรรมดา แล้วสิ่งใดเล่าที่มาพร้อมกับความเกิด-ดับ

    เมื่อพิจารณาต่อไปก็จะพบว่าสิ่งที่มาพร้อมกับการเกิดขึ้นและดับลงนั้นคือทุกข์ แล้วอันใดเล่าคือทุกข์ที่เราทั้งหลายต้องเผชิญ

    การเกิด ทุกข์ที่มาพร้อมกับการเกิดขึ้นคืออะไรบ้าง เราทั้งหลายเมื่อเกิดขึ้นมาบนโลกนี้แล้วทุกข์อย่างแรกที่เราต้องเผชิญคือการที่ต้องมีสิ่งที่มาบำรุงร่างกายนี้ให้ตั้งอยู่คงอยู่ได้ ถ้าไม่มีสิ่งที่มาบำรุงร่างกายอันได้แก่ น้ำและอาหาร เราก็ไม่สามารถที่จะมีชีวิตต่อไปได้ ทุกข์ต่อไปคืออะไร ก็คือการที่เราต้องหาเครื่องนุ่งห่ม มาปกปิดร่างกายนี้เพื่อให้ทนต่อสภาพดินฟ้าอากาศที่แปรปรวน จากนั้นก็คือที่อยู่อาศัยและยารักษาโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ที่จะต้องมีกับทุกผู้ทุกนาม ทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้นนี้เป็นเพียงแค่สิ่งจำเป็นพื้นฐานที่ต้องมีเพื่อให้ชีวิตนี้สามารถคงอยู่ได้เท่านั้น
    ทุกข์อันต่อไปที่เราต้องเผชิญก็คือทุกข์ของความอยากได้อยากมี(เห็นคนอื่นมีก็อยากได้บ้าง ถ้าไม่ได้มาก็เป็นทุกข์) ทุกข์ของการไม่สมหวังในสิ่งที่ต้องการเช่น ความรักบ้าง การเรียนบ้าง การสอบเข้าเรียนในที่ที่ต้องการไม่ได้บ้าง คนอื่นทำอะไรไม่ได้อย่างใจเราบ้าง ทุกข์ของการสูญเสียพลัดพรากจากคนหรือสิ่งของที่เรารักอันได้แก่ บิดา-มารดา ญาติพี่น้องต่างๆ เพื่อนฝูงที่รู้จัก สามี-ภรรยาหรือว่าลูก-หลาน และบุคคลที่เคารพนับถือบ้าง สิ่งต่างๆเหล่านี้นั้นคือทุกข์ที่เราทุกคนต้องพบเจอไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม

    การดับ เมื่อชีวิตนี้จะจากโลกนี้ไปก็ยังมีทุกข์อีก เช่นทุกข์ของการเป็นห่วงคนที่ยังมีชีวิตอยู่ ไม่ว่าจะเป็น สามี-ภรรยา ลูก-หลาน หรือว่าห่วงในทรัพย์สมบัติและกิจการงานต่างๆ จะเห็นได้ว่าแทบจะทั้งชีวิตนั้นคนเราอยู่กับความทุกข์ซะเป็นส่วนใหญ่ (อย่าเห็นว่าผมเป็นคนที่มองโลกในแง่ร้ายนะครับ เพราะว่าคนอื่นๆอาจจะคิดว่าทำไมผมถึงไม่พิจารณาในความสุขบ้าง ในความเป็นจริงนั้นผมได้ทำอย่างนั้นเหมือนกันแต่ความสุขโดยส่วนมากนั้นไม่ยั่งยืนอยู่กับเราแค่ชั่วครู่ชั่วยามแล้วก็จากเราไป ความจริงทุกข์ก็เหมือนกันแต่ในชีวิตจริงของคนเรานั้นจะเจอกับความทุกข์มากกว่าความสุข)

    แล้วอะไรเล่าคือสาเหตุที่ทำให้สรรพชีวิตต้องมีการเกิด-ดับ วนเวียนอยู่ในวัฏสงสารนี้ เมื่อพิจารณาต่อไปก็ได้ความว่า สิ่งที่ทำให้มีการเกิด-ดับนั้นคือกรรมหรือการกระทำต่างๆที่มีทั้งดีและไม่ดี แล้วอะไรคือสาเหตุที่ทำให้เราต้องมีการกระทำต่างๆเหล่านั้นไม่ว่าจะเป็นกรรมดีหรือไม่ดีถ้าไม่ใช่กิเลส(อันได้แก่ราคะ โทสะ โมหะ) ตัณหาและอุปาทานในการยึดมั่นถือมั่นในตัวเราของเรา เช่นการที่เรายึดถือในกายนี้ทำให้ต้องการสิ่งต่างๆ มาบำรุงปรนเปรอความอยากและความต้องการต่างๆ เห็นคนอื่นมีสิ่งนั้นสิ่งนี้ก็เลยอยากได้อยากมี ทำให้ต้องขนขวายในการที่จะได้มีได้เป็นเจ้าของ ถ้าการกระทำนั้นเป็นไปในทางที่ชอบก็แล้วไป แต่ถ้าได้มาจากการประพฤติมิชอบเช่นไปเบียดเบียนผู้อื่น ฉ้อโกง หรือบางทีก็ได้มาจากการที่ต้องไปปล้น-ฆ่า หรือที่เราเรียกกันว่ากรรมชั่ว กรรมหรือการกระทำเหล่านี้ก็จะติดตัวของผู้ที่ได้กระทำลงไปโดยแน่แท้ อย่าลืมว่ากฎของธรรมชาติหรือที่เราเรียกกันว่ากฎแห่งกรรมนั้นไม่มีผู้ใดหลีกหนีไปได้ และสิ่งที่เขาเหล่านี้ได้กระทำไว้นั้นได้มีผลให้มีการเกิดภพเกิดชาติแล้ว หลังจากที่ร่างกายดับสูญ ผู้ที่กระทำนั้นจะต้องไปเกิดในภพภูมิที่เราเรียกกันว่านรกเพื่อที่จะชดใช้กรรมโดยแน่แท้ แต่ถ้าหากว่าคนผู้นั้นมีการทำความดีอยู่บ้างหรือที่เราเรียกกันว่าบุญ สิ่งนั้นอาจจะทำให้เขาได้ไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานหรือเปรตหรืออสุรกายเพื่อที่จะชดใช้ในกรรมนั้น หรือถ้าหากว่าบุญที่ได้กระทำนั้นมากพอ เขาเหล่านั้นอาจจะมาเกิดเป็นคนอีกครั้งแต่ว่าจะต้องถูกผู้อื่นกระทำกับเขาเหมือนอย่างที่เขาได้กระทำมา

    แล้วกรรมดีเล่านั้นมีหรือส่งผลอะไรกับเราบ้าง ถ้าในชีวิตนี้เราได้กระทำความดีตลอดเมื่อเราดับสูญไปจากโลกนี้ กรรมนั้นก็จะส่งผลให้เราได้มีการเกิดอีกเหมือนกัน เราอาจจะไปเกิดในภพภูมิที่ดีกว่าเช่นเกิดเป็น เทวดาหรือนางฟ้าหรืออะไรต่างๆแล้วแต่กรรมดีที่เรานั้นได้กระทำเอาไว้ หรืออาจจะส่งผลให้เรากลับมาเกิดเป็นคนอีกครั้งโดยเกิดมาในครอบครัวที่เพียบพร้อมด้วยทรัพย์สิน เงินทองข้าทาสบริวาร แต่อย่าลืมว่าการเกิดเป็นคนใหม่ของเรานี้เราก็จะต้องเจอะเจอกับความทุกข์ยากลำบากอยู่ดี หรืออยู่บนสวรรค์เสวยกรรมดีนั้นก็มีเวลาที่จะหมดลงไปได้เหมือนกัน ไม่ใช่ว่าจะเป็นเทวดาอยู่ตลอดอย่างนั้นซะเมื่อไหร่ จะเห็นได้ว่าอย่างไรเสียเราก็ไม่สามารถหลีกพ้นจากการเกิด-ดับได้
    แล้วเราจะทำอย่างไรเล่าเพื่อที่ไม่ต้องมาเผชิญกับวัฎสงสารนี้อีก ก็ในเมื่อเรารู้แล้วว่าสาเหตุของการเกิด-ดับนั้นมาจาก กิเลส ตัณหาและอุปาทาน ถ้าเราสามารถที่จะดับสิ่งต่างๆเหล่านี้ให้หมดไปจากจิตใจเราได้เราก็จะสามารถที่จะหลุดพ้นจากวัฎสงสารนี้ได้

    แล้วเราจะทำอย่างไรเล่าถึงจะทำให้สิ่งเหล่านั้นหมดไปจากจิตใจ สิ่งที่เราทำได้ก็คือศึกษาพระธรรม คำสั่งสอนของพระพุทธองค์แล้วเจริญ สมาธิภาวนาอย่างที่พระองค์ทรงได้สั่งสอนเราไว้ สิ่งต่างๆที่ได้พิจารณามาแล้วทั้งหมดนั้นเป็นส่วนหนึ่งที่พระพุทธองค์ได้ทรงตรัสรู้หรือที่เราเรียกกันว่าอริยสัจสี่ หรือความจริงสี่ประการอันได้แก่ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และ มรรค

    ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ตัวผมเองคิดและพิจารณาก่อนจะสวดมนต์ทุกครั้ง สิ่งที่ได้เขียนขึ้นมานี้มิได้มีเจตนาใด นอกจากอยากจะขอให้ท่านผู้รู้ได้ทำการพิจารณาว่ามีสิ่งใดไม่ถูกต้องหรือว่ามีสิ่งใดที่ตัวผมได้เข้าใจผิดไปบ้าง เนื่องจากเป็นผู้รู้น้อยในธรรม
     
  2. วิมุตติ

    วิมุตติ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    5 ตุลาคม 2007
    โพสต์:
    2,355
    ค่าพลัง:
    +2,169
    ขออนุโมทนาอย่างยิ่ง...สาธุ

    คุณไม่ได้มองโลกในแง่ร้ายเลย อย่ากังวลเรื่องนั้น การมองโลกตามความเป็นจริงคือสิ่งที่สมควรที่สุด ในเมื่อการเกิดมันมีแต่ทุกข์จริงๆ ส่วนที่มองว่าเป็นสุขนั้น ก็แค่สุขจอมปลอม ยึดเป็นสรณะไม่ได้เลย

    การสร้างบารมีนั้นสำคัญอย่างยิ่ง หากเรายังต้องเวียนว่ายอยู่ การเกิดในสุขติภูมิย่อมสะดวกต่อการปฏิบัติสมาธิภาวนามากกว่า และกุศลทั้งหลายที่บำเพ็ญไปนั้น จะส่งผลให้เข้าถึงที่สุดของการปล่อยวางได้ เราไม่สามารถนึกอยากจะปล่อยวางก็ทำได้ทันที เราต้องอบรมมาแล้วจนชำนาญ และสร้างสมบุญกุศลจนเต็มที่แล้ว เปรียบได้ดั่งที่พระพุทธเจ้า ก่อนที่ท่านจะตรัสรู้ ก็ยังต้องสร้างกุศลมาแล้วเป็นเวลาช้านาน นับได้ 4 อสงไขยแสนมหากัปป์ แม้แต่พระอริยสาวกทั้งหลายก็เช่นเดียวกัน
    ดังนั้น เราก็ควรบำเพ็ญกุศลต่อไปในทุกรูปแบบ ถึงแม้ปัญญาคือตัวประหารกิเลส แต่ ทาน ศีล สมาธิ ก็สำคัญไม่น้อยเลย

    พิจารณาแบบนี้ต่อไป ขบให้แตก ความเข้าใจแบบที่ จขกท ได้กล่าวไว้ ตามความเห็นผม ขออนุญาตกล่าวว่า นับได้ว่าเป็นสัมมาทิฏฐิแล้ว

    ขอให้ความเจริญในธรรมจงมีแด่ท่านยิ่งๆ ขึ้นไป หากวันหน้ามีสิ่งใดจะชี้แนะกระผม เชิญเต็มที่เลยครับ...ขอบคุณครับ...
     
  3. เอกวีร์

    เอกวีร์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 มกราคม 2008
    โพสต์:
    3,972
    ค่าพลัง:
    +3,242
    ออกตัวให้วิจารณข้อเขียน เนาะ งั้นลองฟังดูนะ

    6 ย่อหน้าแรก ถือว่า เป็นการพุดที่ดี ถ่ายทอดหรือขยายความ "วิชา3" ออกมาได้ดี

    แต่ พอย่อหน้าที่ 7 นี่ถือว่า ผิดลำดับธรรม มันไม่เข้ากันกับ วิชา3 เท่าไหร่ มัน
    จืดลง แทนที่จะเด่นขึ้น แต่ถ้าจะให้เล็งเห็น ตรงวัตถุประสงค์ของการกล่าวแล้ว ก็
    ถือว่า ดีมากๆ เป็นความกล้าทางธรรมที่ดี หากมีข้อเท็จจริงรองรับ(การปฏิบัติของตน
    ที่พึงรู้อยู่ด้วยตนเอง จะได้ไม่ได้ยกไว้ ขอเพียงแต่ มีการมองย้อนไว้ที่ตน) ก็จะเต็มร้อย

    หากไม่มีการพิจารณาที่ตนไว้นี่ ต่อไปการพูดแบบ ย่อหน้าที่ 7 มากๆ จะทำให้ เกิดอุปสรรค จะอ่อน
    แรงการพูดการประกาศ การชักชวนลง เพราะว่า คนส่วนมากเขานิยมภพภูมิที่ดีเป็นหลักเป็น
    เกณฑ์ โดยเฉพาะสายพระป่าในปัจจุบันนี้ จะเน้นเอาแต่ การปฏิบัติให้ได้ภพภูมิที่ดีไว้ก่อนเป็น
    หลักเป็นเกณฑ์ จนกระทั่งยั้งไม่อยู่ เลยเถิดไปสู่การมี ส้มตำไก่ย่างในสวรรคิ์ ก็มาจาก การยึดหลัก
    เกณฑ์ภพภูมิที่ดีของพระป่าเหล่านั้น

    หายาก ที่จะพูดว่ามันเป็นแค่หลักการเล็กๆน้อยๆ สิบเบี้ยใกล้มือ แล้ว เน้นการพูดถึงมรรคาปฏิปทา
    ที่ตรงต่อนิพพานไว้ให้มากๆ(สติปัฏฐาน4) มากกว่าหลักเกณฑ์เรื่อง "จงทำดี จงทำดี"

    เพื่อให้มีกำลังใจ เอาไว้ทำความเข้าใจ หลักเกณฑ์ร่วมสมัย(จงทำดี จงทำดี) ก็ขอยกเรื่อง
    ลำดับการให้ผลของกรรมให้ฟัง

    กรรมนั้น จำแนก ลำดับการให้ผล จะมี 1.ครุกรรม 2.อาจิณกรรม 3.อาสัณกรรม 4.กตัตตากรรม

    การทำสมาธิ เพื่อสมาบัติ8 ที่พระป่าท่านเน้นให้เกิด ตามสมัยนิยม ก็เป็นเรื่องการประยุกต์
    ใช้ ลำดับการให้ผลของกรรม ทั้งนี้ สมาบัติ8 ถือว่าเป็น ครุกรรม กรรมหนัก

    กรรมหนัก เรามักคุ้นเคยอยู่กับ "อนันตริยะกรรม" เราไม่ค่อยคุ้นว่า "สมาบัติ8เป็น กรรมหนัก"

    ก็ความที่ สมาบัติ8 เป็น ครุกรรม หรือ กรรมหนัก ท่านจึงหมายให้ทำ สมาบัติให้ได้ ตัวใด
    ตัวหนึ่ง เพราะว่า เวลากรรมจะให้ผล เจ้า ครุกรรม นี้จะให้ผลก่อน ก็เลย นอนใจได้ว่ามัน
    จะพาไป ภพภูมิที่เป็นสุคติ พ้นจาก อาจิณกรรม(หากมองผิด จะคิดว่า กำจัดอาสวะกิเลสได้)
    จริงๆ มันแค่ ข้ามไป ไม่ได้ทำลาย อาจิณกรรม อาสัณกรรม และ กตัตตากรรม ยังรอให้ผลอยู่
    เพียงแค่ ครุกรรมอันเกิดจากสมาบัติ8 หมดกำลังเมือไหร่ ก็ให้ผลทันที

    ก็จะเห็นว่า มันสอดคล้องกับ การชักชวนให้เห็นนิพพานเป็นหลักของ ท่าน จขกท ที่ว่า อย่า
    ประมาท อย่าพอใจอยู่กับ กามภพ "ภพของเทวดา คนทำดี คนทำทาน ภพของคนทำสมาบัติ"

    หากจะพูดธรรมะให้สะเทือนเรือนลั่น ก็ไม่ควรยึดหลักเกณฑ์ "จงทำดี จงทำดี" อยู่เพียงแค่นี้

    แต่จะต้องกล้าพอที่จะ "ปรารภพระนิพพาน" ให้มากๆ ให้มีทุกครั้งที่ทำเทศนาว่าการณ์

    [ แต่ส่วนใหญ่ทำไม่ได้นะ พระอรหันต์บางท่านก็ทำไม่ได้ จะปรารภนิพพานทุกครั้งนี้ยาก
    มาก ท่านไม่รู้จะทำอย่างไร ได้แต่ พูดหลักกู ทางกู เป็นหลัก ใครไม่พูดทางกู กูปฏิเสธว่า
    ไม่จริง สาระวนอยู่กับ หลักเกณฑ์ จงทำดี จงทำดี ได้เพียงแค่นั้น เกินกว่านั้น มองไม่เห็นหน
    ทาง จนใจอ่อน -- แต่ก็แข็งมากนะ แม้จะพูดด้วยความจนใจ แต่เราไปทวงถามเข้าละก้อ เหลวเลย
    พลาดพลั้งกลายเป็นทำอนันตริยกรรมไม่รู้ตัวแย่อีก ]
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 22 มกราคม 2011
  4. Kenny17

    Kenny17 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 มกราคม 2011
    โพสต์:
    2,979
    ค่าพลัง:
    +10,866
    ขอขอบคุณทุกท่านที่ได้ช่วยชี้แนะในสิ่งต่างๆ ผมเองเพิ่งจะเริ่มศึกษาและปฎิบัติอย่างจริงจังได้ซักประมาณ 10 เดือนเอง ที่อยู่ก็ไกลครูอาจารย์ก็เลยต้องศึกษาหาความรู้ด้วยตัวเอง ถ้ามีโอกาสก็อยากจะไปปฎิบัติใกล้ๆครูอาจารย์เหมือนกัน
     
  5. อวตาร.

    อวตาร. เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 ธันวาคม 2009
    โพสต์:
    411
    ค่าพลัง:
    +633
    <TABLE border=1 cellSpacing=0 width="100%"><TBODY><TR bgColor=#4b9339><TD hight="30">[SIZE=+2]<CENTER>ความทุกข์ ๑๐ ประการ</CENTER>[/SIZE]</TD></TR></TBODY></TABLE><TABLE width="100%"><TBODY><TR width="100%"><TD colSpan=2> ๑.สภาวทุกข์ ทุกประจำสังขาร คือ เกิด แก่ เจ็บ ตาย
    ๒.ปกิณณกทุกข์ ทุกข์จร คือ โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส อุปายาส
    ๓.นิพัทธทุกข์ ทุกข์เนืองนิตย์ คือ หนาว ร้อน หิว กระหาย ปวดอุจจาระ ปัสสาวะ
    ๔.พยาธิทุกข์ ทุกข์เนื่องจากโรคต่างๆ
    ๕.สันตาปทุกข์ ทุกข์เกิดจากกิเลส คือ โลภ โกรธ หลง
    ๖.วิปากทุกข์ ทุกข์เกิดจากกรรทเก่าตามมาให้ผล
    ๗.สหคตทุกข์ (วิปริณามทุกข์) ทุกข์เกิดจากโลกธรรม๘
    ๘.อาหารปริเยฏฐิทุกข์ ทุกข์เกิดจากการหาอาหาร
    ๙.วิวาทมูลกทุกข์ ทุกเกิดจากการทะเลาะวิวาท
    ๑๐. ทุกขขันธ์ ทุกรวบยอด คือ ความยึดมั่นในขันธ์ ๕</TD></TR></TBODY></TABLE>
     

แชร์หน้านี้

Loading...