การสร้างบารมีของ ภาคปราบและภาคโปรด แตกต่างกันอย่างไร..?

ในห้อง 'พุทธภูมิ - พระโพธิสัตว์' ตั้งกระทู้โดย passakorner, 27 มิถุนายน 2011.

  1. passakorner

    passakorner เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 พฤษภาคม 2010
    โพสต์:
    284
    ค่าพลัง:
    +1,033
    <dd>เรื่องที่เราจะคุยกันในกระทู้นี้ เป็นเรื่องที่ผู้เขียนเองก็เพียรพยายามหาความรู้หรือรวบรวมความรู้เท่าที่พอจะหาพบหรือสืบทราบมาได้ เพื่อคุยสู่กันฟังในประเด็นเกี่ยวกับ การสร้างบารมีของภาคปราบและภาคโปรด...ว่ามีความแตกต่างกันอย่างไร

    </dd><dd>ต้องขอออกตัวก่อนว่า ข้อมูลที่จะคุยสู่กันฟังนี้เป็นการรวบรวมและประมวลความแบบส่วนตัว ไม่อาจกล่าวได้ว่าครบถ้วนสมบูรณ์แต่ประการใด ถือเสียว่า เป็นการวิเคราะห์+สังเคราะห์ ใน ข้อมูล+ความรู้ เท่าที่จะพอประมวลความมาได้เท่านั้น

    </dd><dd>ประเด็นที่เรามักสงสัยกันและอาจเรียกว่าเป็นความรู้ที่ไม่เคยได้รับรู้กันมาก่อนก็คือ เรื่องของ "ภาคปราบ กับ ภาคโปรด" เราลองมานิยามคำจำกัดความของ ๒ ประโยคนี้กันดูก่อนนะครับ

    </dd><dd>๑. ภาคโปรด ได้แก่ พระโพธิสัตว์ซึ่งต่อมาก็คือพระพุทธเจ้าที่บำเพ็ญบารมีเพื่อโปรดสัตว์โลกให้พ้นทุกข์ ซึ่งเป็นการแก้ไขทุกข์ภายใน กาย ใจ จิต วิญญาณ ของพระองค์เองและของสัตว์โลกให้หมดไป

    </dd><dd>๒. ภาคปราบ ได้แก่ พระโพธิสัตว์ซึ่งต่อมาก็คือพระพุทธเจ้าที่บำเพ็ญบารมีเพื่อโปรดสัตว์โลกให้พ้นทุกข์ก็ได้ และยังทำวิชชาปราบมาร กล่าวคือ ทรงแก้ไขทุกข์ภายใน กาย ใจ จิต วิญญาณ ของพระองค์เองและสัตว์โลกให้หมดไป และยังทรงแก้ไขทุกข์ภายนอกอันเป็นผลมาจากวิชชาของธรรมภาคมาร โดยมุ่งที่การดับเหตุแห่งทุกข์ทั้งภายในและภายนอก ดับธรรมภาคมาร อำนาจปกครอง วิชชาของธรรมภาคมารไม่ให้มาปกครองใจของสัตว์โลกได้อีกด้วย

    </dd><dd>ทีนี้เราลองมาลำดับความให้ชัดเจนถึงความแตกต่างระหว่างการสร้างบารมีในแบบ ภาคปราบ และ ภาคโปรด กันดูนะครับ</dd><dt>
    </dt>(อ้างอิงจาก เว็บบอร์ดคุณสมถะ และ Crystralmind)
     
    แก้ไขครั้งล่าสุดโดยผู้ดูแล: 28 มิถุนายน 2011
  2. passakorner

    passakorner เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 พฤษภาคม 2010
    โพสต์:
    284
    ค่าพลัง:
    +1,033
    ๑. พระพุทธเจ้าภาคโปรด

    ในการสร้างบารมีนั้น ท่านแบ่งประเภทของพระพุทธเจ้าภาคโปรดเป็น ๓ ประเภท คือ

    - ปัญญาธิกะ สัมมาสัมพุทธเจ้า

    พระปัญญาธิกะสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นบำเพ็ญพระบารมีแล้ว นึกอยู่แต่ในพระทัยว่าจะเป็นสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง ต้องใช้เวลาที่นึกอยู่แต่ในพระทัยนั้นนับได้ ๗ อสงไขย และออกพระโอษฐ์ว่าจะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอีก ๙ อสงไขย จะได้รับพยากรณ์จากพระพุทธเจ้าและบำเพ็ญบารมีต่อไปอีก ๔ อสงไขย กับอีกแสนกัปป์ จึงจะได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า รวมเวลาบำเพ็ญบารมี ๒๐ อสงไขย ๑ แสนกัป

    - ศรัทธาธิกะ สัมมาสัมพุทธเจ้า

    พระศรัทธาธิกะสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นบำเพ็ญพระบารมีแล้ว นึกอยู่แต่ในพระทัยว่าจะเป็นสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง ต้องใช้เวลาที่นึกอยู่แต่ในพระทัยนั้นนับได้ ๑๔ อสงไขย และออกพระโอษฐ์ว่าจะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอีก ๑๘ อสงไขย จะได้รับพยากรณ์จากพระพุทธเจ้าและบำเพ็ญบารมีต่อไปอีก ๘ อสงไขย กับอีกแสนกัปป์ จึงจะได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า รวมเวลาบำเพ็ญบารมี ๔๐ อสงไขย ๑ แสนกัป

    - วิริยาธิกะ สัมมาสัมพุทธเจ้า

    พระวิริยาธิกะสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นบำเพ็ญพระบารมีแล้ว นึกอยู่แต่ในพระทัยว่าจะเป็นสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง ต้องใช้เวลาที่นึกอยู่แต่ในพระทัยนั้นนับได้ ๒๘ อสงไขย และออกพระโอษฐ์ว่าจะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอีก ๓๖ อสงไขย จะได้รับพยากรณ์จากพระพุทธเจ้าและบำเพ็ญบารมีต่อไปอีก ๑๖ อสงไขย กับอีกแสนกัปป์ จึงจะได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า รวมเวลาบำเพ็ญบารมี ๘๐ อสงไขย ๑ แสนกัป

    การสร้างบารมีของพระพุทธเจ้าภาคโปรดนั้น สร้างบารมี ๑๐ ทัศ ๓ ระดับ ดังนี้

    ๑· ทานบารมี

    ๒· ศีลบารมี

    ๓· เนกขัมมะบารมี

    ๔· ปัญญาบารมี

    ๕· วิริยะบารมี

    ๖· ขันติบารมี

    ๗· สัจจะบารมี

    ๘· อธิษฐานบารมี

    ๙· เมตตาบารมี

    ๑๐· อุเบกขาบารมี




    ทั้ง ๑๐ ประการ แบ่งเป็น ๓ ระดับ นั่นคือ

    ๑. บารมี ระดับธรรมดา

    ๒. อุปบารมี ระดับกลาง

    ๓. ปรมัตถบารมี ระดับสูง

    พระโพธิสัตว์ภาคโปรดต่างต้องเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏเพื่อสร้างบารมีให้ครบกิจเช่นนี้ทุกพระองค์

    การบรรลุมรรคผลของพระโพธิสัตว์ภาคโปรดนั้น ก็คือ การทำลายกิเลสสังโยชน์ใน กาย-ใจ-จิต-วิญญาณของพระองค์ให้หมดไป เรียกว่าจัดการกับกิเลสภายในตัวให้หมดแบบสิ้นเชื้อไม่เหลือเศษ ตรัสรู้นับเป็นปิฎกธรรมได้ ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ ช่วยเหลือสัตว์โลกตามกำลังบารมีให้ได้สำเร็จมรรคผลในยุคศาสนาของพระพุทธเจ้าองค์นั้นๆ

    นี่คือ การบำเพ็ญบารมีของพระโพธิสัตว์ภาคโปรดที่มีจำนวนนับอสงไขยไม่ถ้วนในอายตนนิพพาน พระพุทธเจ้าภาคโปรดเวลาเข้านิพพานใช้กายธรรมหรือธรรมกายเข้านิพพาน ส่วนกายมนุษย์ก็สลายเป็นพระบรมสารีริกธาตุรอจนกว่าจะสิ้นศาสนา

    ในวิชชาธรรมกายเรียกพระพุทธเจ้านิพพานกายธรรมคือทิ้งกายมนุษย์เอาพระธรรมกายเข้านิพพาน ว่า นิพพานถอดกาย นิพพานกายธรรม

    สำหรับในการปฏิบัติทางวิชชาธรรมกาย เราพบพระพุทธเจ้าอีกลักษณะหนึ่งก็คือ

    พระพุทธเจ้านิพพานไม่ถอดกาย กล่าวคือ พระพุทธเจ้าประเภทนี้เข้านิพพานทั้งกายมนุษย์ โดยทำให้กายมนุษย์ของพระองค์ใสเป็นแก้ว..พอได้เวลาปรินิพพานก็เอากายมนุษย์เข้านิพพาน เรียกว่า นิพพานไม่ถอดกาย นิพพานเป็น นิพพานกายมนุษย์

    สำหรับพระพุทธเจ้านิพพานกายมนุษย์หรือนิพพานเป็นนี้ ไม่ทราบว่าจะจัดอยู่ในฝ่ายภาคโปรดหรือไม่ แต่เท่าที่พอมีข้อมูลก็น่าจะเป็นฝ่ายภาคโปรด เพียงแต่ระยะเวลาสร้างบารมีนั้นมากกว่าพระพุทธเจ้านิพพานถอดกาย หรือนิพพานด้วยกายธรรม

    ความแตกต่างกันก็คือ พระพุทธเจ้านิพพานกายมนุษย์นั้นมีมาก่อนนิพพานกายธรรม เป็นยุคที่สัตว์โลกมีใจเป็น ทาน - ศีล - ภาวนา เรียกว่า ยุคไตรขันธ์ ยุคนี้ธรรมภาคมารยังไม่ปกครอง ต่างฝ่ายต่างก็ไม่ก้าวก่ายกัน ผู้สร้างบารมีในยุคนั้นจึงแบ่งเป็น ๒ ประเภท ได้แก่

    - ฝ่ายอาณาจักร ก็คือ ฝ่ายจักรพรรดิ

    - ฝ่ายพุทธจักร ก็คือ พระพุทธเจ้า(นิพพานกายมนุษย์)

    โลกยุคนั้นอยู่เย็นเป็นสุข เพราะธรรมภาคขาว(กุศลาธัมมา)ปกครองนั่นเอง

    ต่อมาธรรมภาคมาร(อกุศลาธัมมา)ยึดอำนาจปกครองได้ เข้ามาก้าวก่ายการปกครองของพระพุทธเจ้าภาคพระ(กุศลาธัมมา)จนหมดสิ้น พระพุทธเจ้านิพพานกายมนุษย์ก็หมดสิ้นไป เปลี่ยนระบบมรรคผลนิพพานมาเป็น พระพุทธเจ้านิพพานกายธรรม จากนั้นก็ไม่มีพระพุทธเจ้าที่เข้านิพพานทั้งเป็นๆ ด้วยกายมนุษย์อีกเลย

    ตอนนี้เองที่อาจมีผู้สงสัยว่า ทำไมพระพุทธเจ้านิพพานกายมนุษย์แพ้ธรรมภาคมารได้ ถึงกับต้องเปลี่ยนแปลงการเข้านิพพานจากกายมนุษย์มาเป็นการเข้านิพพานด้วยกายธรรมซึ่งทำให้เกิดการเพลี้ยงพล้ำเสียเปรียบหนักลงเข้าไปอีก นี่คือผลของอำนาจปกครองของธรรมภาคมาร ส่งผลให้ยุคไตรขันธ์ คือ ยุค ทาน-ศีล-ภาวนา หมดสิ้นลง เปลี่ยนมาเป็น ยุคเบญจขันธ์ คือ ยุคทุกข์-สมุทัย ที่ต้องเป็นเช่นนี้ สันนิษฐานได้ว่า เพราะแต่เดิม ธรรม ๒ คือ ภาคมาร(อกุศลาธัมมา) และ ธรรมภาคพระ (กุศลาธัมมา) ต่างฝ่ายต่างไม่กระทบกระทั่งกัน ต่อเมื่อธรรมภาคมารเข้ามาก้าวก่ายอำนาจปกครองของธรรมภาคขาว พระพุทธเจ้านิพพานเป็นจึงได้รู้จักฤทธิ์พิษสงของธรรมภาคมารในตอนนี้ แต่ก็คงตั้งตัวไม่ทัน จึงเกิดการก้าวก่ายอำนาจปกครองได้สำเร็จมาถึงทุกวันนี้

    ทั้งนี้หลวงพ่อวัดปากน้ำและผู้รู้ทางวิชชาท่านอื่นเคยกล่าวไปในทำนองเดียวกันว่า ธรรมภาคมาร(อกุศลาธัมมา) เกิดก่อนธรรมภาคพระ(กุศลาธัมมา) เขาจึงรู้จักเราหมด แต่เรา(ธรรมภาคพระ)ไม่รู้จักเขาเลย และโดยอุปนิสัยของธรรมภาคพระไม่คิดเบียดเบียนใครอยู่แล้ว ส่วนธรรมภาคมารคงระแวงว่าพระพุทธเจ้าภาคขาว(กายมนุษย์)มีมากขึ้น เดี๋ยวจะไปรู้เห็นเรื่องของเขาเข้าสักวัน อีกทั้งเกรงว่าวิชชาความรู้จะทันกันก็ชิงยึดอำนาจปกครองเสียก่อนจนหมดสิ้น

    ความจริงเบญจขันธ์มีมาตั้งแต่ยุคพระพุทธเจ้านิพพานกายมนุษย์แล้ว แต่เบญจขันธ์ถูกปกครองด้วย ทาน-ศีล-ภาวนา ในฝ่ายของ นิโรธ-มรรค ต่อมาเมื่อมีการยึดอำนาจปกครอง เบญจขันธ์ก็ถูกปกครองด้วย ราคะ - โทสะ - โมหะ ในฝ่ายของ ทุกข์-สมุทัย ยังผลให้ตกอยู่ในกระแสของ ไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา นี่คือที่มาของพระพุทธเจ้านิพพานกายมนุษย์ของธรรมภาคขาวที่พ่ายแพ้ธรรมภาคมารจึงเปลี่ยนแปลงยุคสมัยมาเป็น พระพุทธเจ้านิพพานกายธรรม

    ข้อสันนิษฐานของผมก็คือ แต่เดิม พระพุทธเจ้านิพพานกายมนุษย์ก็บำเพ็ญบารมีภาคโปรดเพื่อช่วยเหลือสัตว์โลกในยุค ทาน-ศีล-ภาวนา ให้เข้านิพพานด้วยกายมนุษย์ ยังไม่ทรงทราบเรื่อง ภาคปราบ เพราะอะไร ก็เพราะยังไม่มีการยึดปกครองของธรรมภาคมาร ต่างฝ่ายต่างอยู่ไม่ก้าวก่ายกัน ภาคปราบจึงยังไม่มี

    ต่อมาเมื่อถูกยึดอำนาจปกครอง ธรรมภาคขาว(กุศลาธัมมา)จึงต้องหาวิธีแก้ไขให้ธาตุธรรมเกิดเอกราชให้ได้ ภาคปราบจึงเกิดขึ้น และเท่าที่ทราบพระพุทธเจ้าภาคปราบหาไม่พบเลย ตลอดธาตุตลอดธรรมเห็นมีอยู่องค์เดียว ก็คือหลวงพ่อวัดปากน้ำ

    เรามาสรุปความให้ชัดเจนกันก่อน กล่าวคือ

    พระพุทธเจ้ามี ๒ แบบใหญ่ๆ (เรียงลำดับตามยุคสมัย)

    ยุคแรก คือ พระพุทธเจ้านิพพานเป็น หรือพระพุทธเจ้านิพพานกายมนุษย์ นิพพานไม่ถอดกาย เกิดขึ้นใน ยุคทาน-ศีล-ภาวนา

    ยุคต่อมา คือ พระพุทธเจ้านิพพานกายธรรม หรือพระพุทธเจ้านิพพานถอดกาย คือกายมนุษย์ตาย(ปรินิพพาน)ก่อนแล้วเอาธรรมกายเข้านิพพาน เรียกว่า ยุคทุกข์-สมุทัย

    ยุคนี้เองที่เรียกว่าพระพุทธเจ้าภาคโปรด หรือเราอาจเหมารวมได้ว่า พระพุทธเจ้าทั้งนิพพานกายมนุษย์และนิพพานกายธรรม น่าจะล้วนแต่เป็นภาคโปรด

    มีพบเพียงหนึ่งเดียวที่เป็นภาคปราบ นั่นคือ หลวงพ่อวัดปากน้ำ

    ต่อไปเราจะมาวิเคราะห์กันว่า พระพุทธเจ้าภาคปราบนั้น จะบังเกิดขึ้นได้อย่างไร พระโพธิสัตว์ที่ประสงค์จะบำเพ็ญบารมีเป็นพระพุทธเจ้าภาคปราบนั้น จะต้องสร้างบารมีอย่างไร..

    <dt>
    </dt>(อ้างอิงจาก เว็บบอร์ดคุณสมถะ และ Crystralmind)


     
    แก้ไขครั้งล่าสุดโดยผู้ดูแล: 28 มิถุนายน 2011
  3. passakorner

    passakorner เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 พฤษภาคม 2010
    โพสต์:
    284
    ค่าพลัง:
    +1,033
    ๒. พระพุทธเจ้าภาคปราบ

    พระโพธิสัตว์ที่ประสงค์จะบำเพ็ญบารมี ภาคปราบ ท่านจะสร้างบารมีอย่างไร...?

    นี่คือคำถามที่...ต้องร่วมกันหาคำตอบ เพราะเป็นเรื่องที่เราไม่เคยได้ยินได้ฟังที่ไหนมาก่อน แต่ต้องกล่าวก่อนว่า เป็นการประเมินตามสถานการณ์ปัจจุบัน ณ ขณะนี้เท่านั้น เพราะอะไรจึงกล่าวเช่นนี้ ก็เพราะยุคนี้ สมัยนี้ ช่วงนี้ การทำวิชชาปราบมารดำเนินมาถึงจุดที่จะต้องปฏิวัติให้เกิดการสร้างบารมีที่จะทำให้ธรรมภาคมารเข้ามาก้าวก่ายการบำเพ็ญบารมีของพระโพธิสัตว์ไม่ได้อีก โดยเฉพาะในช่วงที่พระโพธิสัตว์ลงมาตรัสรู้ในโลก พระโพธิสัตว์ในยุคต่อไปนี้ จะต้องสร้างบารมีทั้งภาคปราบและภาคโปรดไปพร้อมๆ กัน การจะสร้างบารมีเช่นนี้ได้ ต้องกระทำให้เกิดวิชชาความรู้ภาคปราบไปทุกภพทุกชาติของการสร้างบารมีกันเลยทีเดียว...

    ยุคพระพุทธเจ้าภาคปราบนิพพานกายมนุษย์ การสร้างบารมีเท่าที่พอประมวลรวมความมาได้ก็คือ ท่านต้องเป็นธรรมกายและทำวิชชารบได้ด้วย ต้องมีประวัติว่าสอนผู้อื่นให้เข้าถึงธรรมกายได้ แก้โรคแก้ทุกข์ร้อนให้ผู้อื่นได้ ต้องทำวิชชาปราบมารได้ เพราะนี่คือบารมีรวบยอด ที่สำคัญก็คือ ท่านต้องดำเนินการสร้างบารมีตามแบบอย่างของธรรมภาคขาว(กุศลาธัมมา) ท่านต้องรู้จักและเข้าถึงผู้ปกครองหรือ ต้นธาตุต้นธรรม ทั้งนิพพานกายธรรมและนิพพานเป็น

    การสร้างบารมีนั้น ท่านต้องค้นวิชชาภาคปราบไปทุกภพทุกชาติ ต้องมีประวัติว่ารบชนะ ต้องเรียนรู้วิชชาธรรมกายและแตกฉานโดยเฉพาะการสอนเบื้องต้นต้องเฉียบคม และจับหลักวิชชาจนได้เหตุได้ผลทางวิชชา เพื่อรักษาความรู้ไม่ให้ผิดเพี้ยน เพื่อไม่ให้วิชชาของธรรมภาคมาร(อกุศลาธัมมา)เข้ามาสอดแทรก-ปนเป็น ในวิชชาของธรรมภาคขาว(กุศลาธัมมา) ได้

    บารมีพื้นฐานก็คือ การสอนให้ผู้อื่นเข้าถึงธรรมกายได้ ต้องเดินวิชชา ๑๘ กายได้ ต้องเรียนรู้วิชชาธรรมกายเบื้องต้น-เบื้องกลาง-เบื้องสูง ได้ตามกำลังแห่งความเพียรชอบ ไม่ทอดทิ้งงานทางวิชชา จนกระทั่งจับหลักวิชชาได้ เป็นการสร้างรอยใจของธรรมภาคขาว ชนิดที่เรียกว่า ธาตุขาวธรรมขาว ธาตุใสธรรมใส ธาตุชนะธรรมชนะ ธรรมภาคอื่นๆ ไม่สามารถเข้ามาปนเป็นใน เห็น-จำ-คิด-รู้ ของท่านได้

    ต้องหมั่นประกอบเหตุ-สังเกตผล ใน ๒ ระดับ


    ๑. ในระดับส่วนตัว ต้องพัฒนาที่ผลของการเดินวิชชา โดยเฉพาะวิชชา ๑๘ กาย และผลสัมฤทธิ์ของการสอนให้ผู้อื่นเข้าถึงธรรมกาย

    ๒. ในระดับส่วนรวม ต้องแก้ทุกข์ร้อนด้วยความรู้ทางวิชชาให้ผู้อื่นได้ แก้โรคได้อย่างถูกต้องตามหลักวิชชา สอนให้ผู้อื่นเข้าถึงธรรมกายได้อย่างถูกต้อง ชัดเจน ตรวจสอบ วัดผลได้

    นี่คือการบำเพ็ญบารมีของพระโพธิสัตว์ภาคขาว(กุศลาธัมมา)ผู้มุ่งสู่การสร้างบารมีพระพุทธเจ้าภาคปราบนิพพานกายมนุษย์

    สรุปก็คือ ท่านต้องให้ความสำคัญที่ ตัวหลักวิชชา ซึ่งถือเป็นแก่นของพระศาสนา ไม่ใช่ไปเน้นที่พิธีกรรม ซึ่งถือเป็นเพียงเปลือกของพระศาสนา ถ้าเพียงเริ่มสร้างบารมีท่านก็ไม่ยึดที่แก่น คือ ความรู้ หลักวิชชา ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนการสอน แต่กลับไปยึดที่เปลือก คือ พิธีกรรม งานก่อสร้าง วัตถุภายนอก แปลว่าผิดทางมรรคผลของธรรมภาคขาว ไม่ใช่วิถีทางของพระพุทธเจ้าภาคปราบนิพพานกายมนุษย์เสียแล้วนั่นเอง

    <dt>
    </dt>(อ้างอิงจาก เว็บบอร์ดคุณสมถะ และ Crystralmind)
     
    แก้ไขครั้งล่าสุดโดยผู้ดูแล: 28 มิถุนายน 2011
  4. passakorner

    passakorner เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 พฤษภาคม 2010
    โพสต์:
    284
    ค่าพลัง:
    +1,033
    ในประเด็นต่อไปเราลองมาวิเคราะห์ถึงการบำเพ็ญบารมีของพระโพธิสัตว์ภาคปราบและภาคโปรดกันดูนะครับ

    ก่อนอื่น...เมื่อเรากล่าวถึง พระพุทธเจ้า เราย่อมทราบชัดตรงกันว่า ผู้ที่บำเพ็ญบารมีจนกระทั่งได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นถือว่า เป็นผู้เลิศประเสริฐคุณกว่าสัตว์โลกใดๆ

    ในยุคพระพุทธเจ้าภาคโปรดนั้น เมื่อเราลองมาพิจารณาถึงวิธีการสร้างบารมี ๑๐ ทัศ ๓ ระดับ อันได้แก่...

    ๑· ทานบารมี ๖· ขันติบารมี

    ๒· ศีลบารมี ๗. สัจจะบารมี

    ๓· เนกขัมมะบารมี ๘· อธิษฐานบารมี

    ๔· ปัญญาบารมี ๙· เมตตาบารมี

    ๕· วิริยะบารมี ๑๐· อุเบกขาบารมี




    ทั้ง ๑๐ ทัศ มี ๓ ระดับ ก็คือ บารมีเบื้องต้นระดับธรรมด ,บารมีระดับกลางเรียกว่า อุปบารมี และบารมีระดับสูง เรียกว่า ปรมัตถบารมี

    จะเห็นได้ว่าบารมีเหล่านี้ ก็คือคุณธรรมที่จะเป็นรอยใจของธรรมภาคขาวเจริญขึ้นในใจ(เห็น-จำ-คิด-รู้) ของพระโพธิสัตว์ท่านนั้น ๆ การสร้างบารมีเช่นนี้เป็นการพัฒนาคุณธรรมให้เข้มแข็งขึ้นมานั่นเอง และต้องเป็นคุณธรรมที่ทำแก่ผู้อื่นหรือปรารถนาให้เกิดประโยชน์สุขแก่ผู้อื่นด้วย

    แต่ทั้งหมดนี้ ก็อยู่ในขอบข่ายของการสร้างคุณธรรมให้เกิดขึ้นอย่างเข้มแข็งในใจของพระโพธิสัตว์นั่นเอง

    เมื่อบารมีแก่รอบแล้ว จึงลงมาตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วก็พบปฏิปทาสายกลาง จนกระทั่งเข้าถึงธรรมกาย(รวมกายในกายทั้ง ๑๘ กาย) ธรรมกายเป็นผู้เห็นปิฎกวิชชา ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์แล้วจึงตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า นี่คือวิธีการบำเพ็ญบารมีของพระโพธิสัตว์ภาคโปรดในอดีต

    ทีนี้เมื่อเรากล่าวถึงพระโพธิสัตว์ภาคปราบ มีบางประเด็นที่แตกต่างกับภาคโปรด กล่าวคือ...

    - ภาคโปรดนั้นต้องมีบารมีแก่รอบจึงจะเข้าถึงธรรมกาย(และเห็นกายในกายทั้ง ๑๘ กายด้วย)

    - แต่พระโพธิสัตว์ภาคปราบต้องเข้าถึงธรรมกาย(วิชชา ๑๘ กาย)ในขณะกำลังสร้างบารมีไปทุกภพทุกชาติ และยังต้องเข้าถึงวิชชาภาคปราบไปทุกภพทุกชาติ ถ้าชาตินี้ดับมารได้ไม่หมดก็ต้องลงมาสร้างบารมีเติมเต็มและค้นวิชชาภาคปราบเรื่อยไปด้วย

    คุณธรรมของภาคโปรดก็คือบารมี ๑๐ ทัศ ๓ ระดับ ก็จะเจริญขึ้นตามกำลังแห่งการเห็นวิชชาภาคปราบ นี่คือบารมีรวบยอดและจะเห็นได้ว่า เมื่อเราเป็นธรรมกายแล้วการสร้างบารมีจะเป็นระบบระเบียบและมีประสิทธิภาพมาก โดยเฉพาะเมื่อเราเข้าถึงต้นธาตุต้นธรรมหรือผู้ปกครองของวงศ์สายขาว(กุศลาธัมมา)ได้จริง เราก็จะสร้างบารมีได้อย่างถูกตรงยิ่งขึ้น บารมีที่ได้ก็จะเต็มเม็ดเต็มหน่วยเพราะธาตุธรรมภาคขาวคอยดูแลให้


    สรุป การสร้างบารมีของพระโพธิสัตว์ภาคโปรดจนกระทั่งบารมีแก่รอบจึงเข้าถึงธรรมกาย แต่การสร้างบารมีของพระโพธิสัตว์ภาคปราบต้องเข้าถึงธรรมกายตั้งแต่แรกสร้างบารมี และต้องเข้าถึงวิชชาภาคปราบทำวิชชารบไปทุกภพทุกชาติ จนกระทั่งบารมีแก่รอบจึงจะลงมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าภาคปราบและต้องทำวิชชาให้เข้านิพพานทั้งกายมนุษย์ได้อีกด้วย

    ดังนั้น...จะเห็นได้ว่าการสร้างบารมีของภาคปราบต้องใช้หลักความรู้ หลักวิชชาเป็นพื้นฐานในการบำเพ็ญบารมี จะมานั่งสร้างบารมี ๑๐ ทัศ ๓ ระดับแบบก่อนเก่าย่อมไม่เพียงพอ ต้องอาศัยการเข้าวิชชาธรรมกายด้วยการทำวิชชารบไปด้วยนั่นเอง ดังนั้น ความรู้ทางวิชชาจึงสำคัญยิ่ง

    ดังที่ได้กล่าวแสดงชี้แจงเหตุผลมานี้ ท่านผู้อ่านพอจับจุดและทำความเข้าใจได้หรือไม่ ท่านใดมีประวัติว่าเกิดมาพบวิชชาธรรมกาย เมื่อท่านเข้าถึงธรรมกายและเดินวิชชาได้อย่างถูกต้อง ท่านต้องทราบนโยบายการสร้างบารมีภาคปราบกายมนุษย์ของธาตุธรรมภาคขาว(กุศลาธัมมา) เช่นนี้ แล้วท่านจะได้ลงมือสร้างบารมีโดยยึดแก่นหรือหลักวิชชา ไม่ใช่ไปยึดเปลือกคือพิธีกรรม จำนวนวัตถุ ปริมาณของผู้คนมาอ้างในการสร้างบารมี เพราะนั่นไม่ใช่หลักวิชชาที่จะทำให้ท่านสร้างบารมีเป็นพระพุทธเจ้าภาคปราบกายมนุษย์ได้

    <dt>
    </dt>(อ้างอิงจาก เว็บบอร์ดคุณสมถะ และ Crystralmind)
     
    แก้ไขครั้งล่าสุดโดยผู้ดูแล: 28 มิถุนายน 2011
  5. passakorner

    passakorner เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 พฤษภาคม 2010
    โพสต์:
    284
    ค่าพลัง:
    +1,033
    วิธีปกครองสัตว์โลกของธรรมภาคมาร

    ผมขอกล่าวในมุมหนึ่งเท่านั้น นั่นก็คือ วิชชาปกครองของธาตุธรรมภาคมาร(อกุศลาธัมมา) เขามีต้นคิดวิชชา ผู้สอด ผู้ส่ง ผู้สั่ง ผู้บังคับ ผู้ปกครอง ผู้ปกครองย่อย ผู้ปกครองใหญ่ เครื่องรวมใหญ่ของผู้ปกครองใหญ่ หัวใจเครื่องรวมใหญ่ของผู้ปกครองใหญ่ เครื่องรวมย่อย หัวใจเครื่องรวมย่อย เขาทำงานกันเป็นทีมอย่างมีประสิทธิภาพ วิชชาที่เขาส่งมาปกครองใจสัตว์โลกจึงมีอานุภาพมากนัก ไม่มีสัตว์โลกใดรอดพ้นไปได้สักราย เพราะเขาปกครองที่ใจของสัตว์โลกนั่นเอง

    แต่แรก พระพุทธเจ้าภาคโปรดแก้ไขโดยดับกิเลส-อวิชชา ในขันธสันดานให้หมดไป นั่นเป็นเพียงการดับวิชชาปกครองของเขาที่ทำไว้ในใจของพระองค์เองเท่านั้น แต่ยังไม่ได้แตะต้องทีมงานตั้งแต่ ต้นคิดวิชชา...จนกระทั่งถึงหัวใจเครื่องปกครองของเขาเลย เพราะเกินความรู้ความสามารถของพระพุทธเจ้าภาคโปรดเสียแล้วนั่นเอง พระพุทธเจ้าภาคโปรดจึงหลุดพ้นเพราะดับกิเลสในใจพระองค์เองได้เป็นสมุเฉทประหาร แต่การทำงานของธรรมภาคกิเลสที่อยู่ภายนอกหรือในที่สาธารณะทั่วๆ ไป ยังไม่มีใครไปแตะต้องเลย สัตว์โลกที่บารมียังอ่อนอยู่จึงยังอยู่ในปกครองของภาคมารต่อไป นี่กล่าวโดยย่อนะครับ

    แต่พระพุทธเจ้าภาคปราบต้องทำงานทั้ง ๒ ด้าน นั่นคือ ดับกิเลสในใจพระองค์เองได้แล้วก็ต้องมาค้นให้พบแล้วจึงดับ ต้นคิดวิชชา จนกระทั่งถึง หัวใจเครื่องรวมใหญ่...ฯ คือดับผู้สร้างเหตุแห่งทุกข์ภายนอกให้หมดไป ซึ่งก็คือวิชชารบของพระพุทธเจ้าภาคปราบนั่นเอง


    การที่สัตว์โลกพิจารณาสภาวธรรมจนกระทั่งเห็นพระไตรลักษณ์คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา นั้น เพื่อให้เราปล่อยวางความยึดถือผิดๆ ในสภาวธรรมนั้นๆ เมื่อเราเข้าถึงพระไตรลักษณ์ได้จริงจึงจะทราบได้ว่า พระไตรลักษณ์ อันได้แก่ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตานี้ธรรมภาคมารเขาเข้ามากระทำให้บังเกิดขึ้น ไม่ใช่เรื่องดี แต่เป็นเรื่องที่เราต้องแก้ไขให้พระไตรลักษณ์อันเป็นฝ่ายทุกข์-สมุทัย กลับมาเป็น ทาน-ศีล-ภาวนา ในฝ่าย นิโรธ-มรรค ให้จงได้

    สภาพทุกข์ทั้งปวงนั้นธรรมภาคมารเป็นผู้ทำ ความไม่เที่ยงแปรปรวนเอาแน่นอนไม่ได้ธรรมภาคมารเป็นผู้ทำ ความไม่ใช่ตน ไม่มีใครเป็นเจ้าของ บังคับบัญชาให้เป็นตามปรารถนาไม่ได้ธรรมภาคมารเป็นผู้ทำ กรรมชั่วทั้งปวงธรรมภาคมารเป็นผู้ส่งวิชชามาปกครองที่ใจของสัตว์โลกเมื่อใจเปิดรับเขาก็บังคับให้ทำกรรมชั่วทันที แล้วก็เอาเราไปลงนรกเพื่อกักขังให้สัตว์โลกล่าช้าต่อมรรคผลนิพพานเข้าไปอีก ทั้งหมดนี้คือส่วนหนึ่งของฉากหลังหรือผู้ปกครองลับๆ นั่นเอง

    ที่กล้ากล่าวเพราะมีปรากฎอยู่ในตำราปราบมารหมดแล้ว และก็มีกระจายอยู่ในเทศน์ ๗๐ กัณฑ์ของหลวงพ่อวัดปากน้ำทั้งหมด ขอให้ผู้อ่านได้โปรดอ่านอย่างใจเป็นกลางๆ ถือเสียว่ารู้ไว้ใช่ว่า ใส่บ่าแบกหามเถิด

    <dt>
    </dt>(อ้างอิงจาก เว็บบอร์ดคุณสมถะ และ Crystralmind)
     
    แก้ไขครั้งล่าสุดโดยผู้ดูแล: 28 มิถุนายน 2011
  6. passakorner

    passakorner เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 พฤษภาคม 2010
    โพสต์:
    284
    ค่าพลัง:
    +1,033
  7. rravikran

    rravikran เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 มกราคม 2011
    โพสต์:
    297
    ค่าพลัง:
    +146
    เรื่องนี้ผมได้อ่านแล้วครับที่เวบคุณสมถะ แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ค่อนข้างละเอียดมาก คนที่ไม่เข้าใจหรือคนใหม่ อาจอ่านแล้วเกิดคำถามมากมาย เรื่องนี้เป็นเรื่องลับที่ยากนักที่ใครจะได้รู้ได้ทราบนอกจากเข้าถึงวิชชาธรรมกาย เดินวิชชา 18 กายเป็นพื้นฐานแล้วไปรู้ไปเห็นด้วยตัวเอง

    สรุปคือผมอยากให้อ่านไว้เพื่อเอาให้รู้ไว้ก่อน เอาแค่นี้ก่อนครับ จากนั้นให้ท่านฝึกตามแนวคำสอนของหลวงพ่อวัดปากน้ำเมื่อได้เห็นพระธรรมกายแล้วให้เดินวิชชา 18 กาย แล้วหมั่นเดินอนุโลมปฎิโลมทุกๆวันจนกายและใจใสเป็นหนึ่งเดียวกัน แล้วจึงค่อยๆศึกษาหลักสูตรบุปเพนิวาสานุสติญาณ และจุตูปปาถญาณ ของหลวงพ่อวัดปากน้ำต่อแล้วค่อยๆไปรู้ไปเห็นด้วยตัวเอง จึงจะคลายข้อสงสัยได้
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 29 มิถุนายน 2011
  8. passakorner

    passakorner เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 พฤษภาคม 2010
    โพสต์:
    284
    ค่าพลัง:
    +1,033
    อนุโมทนาสาธุครับ
     
  9. สมถะ

    สมถะ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 มกราคม 2006
    โพสต์:
    1,091
    ค่าพลัง:
    +972
  10. สกั๊ง

    สกั๊ง เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 พฤศจิกายน 2010
    โพสต์:
    75
    ค่าพลัง:
    +130
    สาธุครับ ..จะพยายามเพิ่มความเพียรจนได้สัมผัสวิชาของท่าน มากขึ้นๆ
     
  11. passakorner

    passakorner เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 พฤษภาคม 2010
    โพสต์:
    284
    ค่าพลัง:
    +1,033
    หากท่านสนใจฝึกก็สามารถติดตาม การประชาสัมพันธ์ วันเวลาได้น่ะครับ
    ตลอดจนร่วมอนุโมทนางานสอนที่ได้สอนทั่วประเทศ การให้ธรรมทานย่อมชนะทานทั้งปวง เพราะเมื่อเราสอนให้ผู้เห็นธรรมย่อมมีความละอายต่อบาปเองอัตโนมัติครับ

    ลิงค์นี้ครับ
    ห้องประชาสัมพันธ์
     
  12. สกั๊ง

    สกั๊ง เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 พฤศจิกายน 2010
    โพสต์:
    75
    ค่าพลัง:
    +130
    ขอบคุณมากครับ
     
  13. หัวใจ!

    หัวใจ! เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    23 เมษายน 2009
    โพสต์:
    494
    ค่าพลัง:
    +1,112
    ........^________^.........:cool:
     
    แก้ไขครั้งล่าสุดโดยผู้ดูแล: 30 ตุลาคม 2012
  14. ธีณพัฒน์

    ธีณพัฒน์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    10 ตุลาคม 2011
    โพสต์:
    894
    ค่าพลัง:
    +3,985
    น่าศึกษา น่าสนใจ................
     
  15. passakorner

    passakorner เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 พฤษภาคม 2010
    โพสต์:
    284
    ค่าพลัง:
    +1,033
    ครับผม ^^
     
  16. ไห่เฉากุหลาบไฟ

    ไห่เฉากุหลาบไฟ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    20 ตุลาคม 2004
    โพสต์:
    896
    ค่าพลัง:
    +2,170

แชร์หน้านี้

Loading...