การสร้างพระปฏิมากร ถาวรวัตถุในพระศาสนา และ อุปการะต่อการบำเพ็ญบารมี

ในห้อง 'พุทธภูมิ - พระโพธิสัตว์' ตั้งกระทู้โดย พุทโธอวโลกิเตศวร, 25 พฤศจิกายน 2014.

แท็ก:
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,482
    กระทู้เรื่องเด่น:
    370
    ค่าพลัง:
    +60,036
    ?temp_hash=8736724cb2447966387f242938c2d25c.jpg





    ++ หลวงพ่อสามกษัตริย์สมบูรณ์แล้ว +++

    พระอาจารย์กล่าวว่า “#ตอนนี้งานใหญ่ของวัดท่าขนุนก็ถือว่าจบลงที่สมเด็จองค์ปฐมทองคำ ไม่มีงานอะไรใหญ่กว่านี้อีกแล้ว แถมทุกอย่างยังสำเร็จเรียบร้อยลงด้วยดีภายใน ๙ วันอีกต่างหาก วันที่ ๙ หล่อ วันที่ ๑๘ อัญเชิญขึ้นมณฑป #ทุกคนล้วนแต่แปลกใจว่าทำไมเร็วขนาดนั้น เพราะว่าองค์พระออกมาสมบูรณ์ ไม่ต้องทำอะไรเลยนอกจากตัดชนวน แต่งรอยต่อ ขัดเงาเท่านั้นเอง #เป็นอะไรที่ปลื้มใจมาก ไปนั่งมองเดี๋ยวจะนอนไม่หลับ ...(หัวเราะ)...

    พอดีวันนั้นทางกระทรวงวัฒนธรรมส่งคณะไปตรวจประเมินชุมชนคุณธรรมวัดท่าขนุน #อาตมาต้องเป็นคนบรรยาย #แล้วเขาจะเป็นคนให้คะแนน เพื่อที่จะยกขึ้นเป็น ๑ ใน ๑๐ สุดยอดชุมชนคุณธรรมต้นแบบของประเทศ จนป่านนี้ก็ยังเงียบ ๆ อยู่ ไม่รู้ว่าได้หรือไม่ได้ ปรากฏว่าพระอาจารย์มหาเออัญเชิญสมเด็จองค์ปฐมทองคำไป #อาตมาเองก็บรรยายให้คณะตรวจงานเขาฟังไป ก็นั่งมองท่านเสด็จขึ้นไปบนมณฑป ...(หัวเราะ)... ปกติต้องยกเอง งานนี้ไม่ต้อง เพราะว่างานไม่เสร็จ”

    ตอนนี้หลวงพ่อสามกษัตริย์ก็สมบูรณ์แล้ว คือทองคำ นาก เงิน #องค์ทองคำมูลค่าทั้งหมด ๑๓๑ #ล้านบาทเศษ อาตมาซื้อทองคำตั้งแต่แพงสุดที่ ๒๗,๕๐๐ บาท ลงมาถึงต่ำสุด ๑๘,๓๐๐ บาท รวม ๆ แล้วร้อยกว่าล้านบาท #ญาติโยมทำบุญมามากกว่าที่คิด เฉพาะวันงานนั่งรับตั้งแต่ประมาณ ๖ โมงเศษ ๆ จนถึงเวลาหล่อ ๐๙.๒๐ น. เงินสด ๔ ล้านกว่าบาท และทองคำ ๙ กิโลกรัมกว่า #ขออนุโมทนากับญาติโยมทั้งหลายด้วย วันไหนก็ไม่ทำ แห่ไปทำกันอยู่วันเดียว..!

    ตอนนี้ทองคำรูปพรรณส่งไป refine ให้ออกมาอย่างน้อย ๙๖.๕ เปอร์เซ็นต์ จะได้เอาไว้หล่อองค์ต่อไป #โยมที่ร่วมบุญมาเท่ากับว่าได้หล่อทั้งสมเด็จองค์ปฐมทรงเครื่องหน้าตัก ๑๙ นิ้วด้วย #ได้หล่อหลวงพ่อพระพุทธลีลาประทานพร #ซึ่งตอนนี้ยังไม่แน่ใจว่าสูงเท่าไรอีกองค์หนึ่ง แต่ช่างบอกว่าน่าจะต้องใช้ทองใกล้เคียงกัน อาตมาก็สงสัยว่า องค์เล็กกว่าตั้งเยอะ ทำไมใช้ทองใกล้เคียงกัน ช่างบอกว่าพระยืนคว้านไส้ไม่ได้ #พอคว้านไม่ได้ก็ต้องหล่อตัน ไม่อยากจะคิดเลย ...(หัวเราะ)...”

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    (หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน)
    เก็บตกจากบ้านเติมบุญ ต้นเดือนเมษายน ๒๕๖๒
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,482
    กระทู้เรื่องเด่น:
    370
    ค่าพลัง:
    +60,036
    "... เวลาที่จะตายจริงๆ
    ขอบรรดาท่านพุทธบริษัท อย่าทิ้งพระพุทธเจ้า
    ถ้าเราไม่สามารถเห็นพระพุทธเจ้าได้ ก็อย่าทิ้งพระพุทธรูป ..."

    คำสอนโดย..หลวงพ่อพระราชพรหมยาน วัดท่าซุง
    จาก...หนังสือคำสอนที่บ้านสายลม หน้า 290
    จาก...เทปคำสอนสายลม (วันที่ 11 พ.ย. 2533)



    c_oc=AQkhaAX67JwbjlbJfR4jIfyN7GsG8FYy2OEnbIgt9odo456jlbXbdcEyYEs-ysDAJHM&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
     
  3. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,482
    กระทู้เรื่องเด่น:
    370
    ค่าพลัง:
    +60,036
    ?temp_hash=bdc23d0a43ec6f5fd046dd9cc4781bdc.jpg
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  4. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,482
    กระทู้เรื่องเด่น:
    370
    ค่าพลัง:
    +60,036
    วัตถุมงคลหลายอย่างช่วยเสริมการปฏิบัติให้ดีขึ้น

    พระอาจารย์กล่าวว่า "วัตถุมงคลหลายอย่างช่วยเสริมการปฏิบัติให้ดีขึ้น #เพราะว่าบุคคลที่สร้างท่านสะอาดบริสุทธิ์จริง ๆ ก็เท่ากับว่าเหมือนกับเราอยู่ที่ร้อน #พอไปใกล้ก็รู้สึกเย็น เมื่อรู้สึกเย็น #จิตใจผ่อนคลายลง ก็เข้าเป็นสมาธิได้ง่ายขึ้น ในเมื่อรู้วิธีแล้วก็อาศัยบ่อย ๆ จนกำลังของเราพอก็ไม่ต้องอาศัยท่านอีก"

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.(หลวงพ่อเล็ก สุธัมมปัญโญ)
    เก็บตกจากบ้านเติมบุญ ต้นเดือนกันยายน ๒๕๖๐
     
  5. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,482
    กระทู้เรื่องเด่น:
    370
    ค่าพลัง:
    +60,036
    c_oc=AQkNF9MpMwBNL8fYo6yDmdDHI-1A9LHGeKh2gjWj88mfzcpk5ShJD0Bbp-qn9W-YX8M&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
    +++ ระลึกถึงในลักษณะของอนุสติ +++


    ถาม : ตัวผมไม่มีความรู้ด้านพระเครื่องหรือวัตถุมงคลต่าง ๆ เลย ไม่ทราบว่ามีวัตถุมงคลหรือพระเครื่องใดที่สามารถทำให้ผมทำสมาธิดียิ่งขึ้น ทรงฌานสมาบัติดียิ่งขึ้นครับ ? ถ้าจะดีขอให้หลวงพ่อเมตตาช่วยเก็บไว้เหลือให้ผมสักองค์ก็ดีครับ (ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก)

    ตอบ : ใช่...ถ้าผู้นั้นเอาเงินมาให้จะยิ่งเป็นที่รัก...! วัตถุมงคลทุกชนิด ถ้าเป็นรูปพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ #เราตั้งใจระลึกถึงในลักษณะของอนุสติ #ย่อมส่งผลให้การปฏิบัติของเราดีขึ้นอยู่แล้วเพียงแต่จะทำจริงหรือเปล่าเท่านั้นเอง...!

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    (หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน)
    เก็บตกจากบ้านวิริยบารมี ต้นเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๙
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  6. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,482
    กระทู้เรื่องเด่น:
    370
    ค่าพลัง:
    +60,036
    Dhammaka%CC%84ya-ga%CC%84tha%CC%84.jpg
    แนวคิดที่ว่า พระพุทธรูปเปรียบเสมือนพระองค์จริงของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าครั้งยังมีชีวิตนั้นมีประวัติความเป็นมาที่ยาวนาน ตาม “ตำนานพระแก่นจันทร์” หรือ โกศลพิมพาวัณณา กล่าวถึงพระพุทธรูปแก่นจันทร์ที่ถูกสร้างขึ้น เพื่อเสมือนเป็นตัวแทนของพระพุทธองค์ เมื่อครั้งที่เสด็จขึ้นไปโปรดพุทธมารดา ณ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ พระแก่นจันทร์ที่สร้างขึ้นนั้นเป็นพระมีชีวิตจิตใจ สามารถพูดได้ เปรียบเสมือนพระองค์จริงของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ครั้งนั้นพระแก่นจันทร์ที่ไม่มีชีวิต แต่ทำให้มีชีวิตขึ้นมาได้เพราะด้วยพุทธานุภาพของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั่นเอง "

    Mahamuni-Buddha.jpg
    ที่ประเทศพม่า ได้พบเรื่องราวที่คล้ายคลึงกับเรื่องของการทำให้พุทธรูปมีชีวิตโดยพุทธานุภาพของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตามตำนานกล่าวว่า

    “ทันใดนั้น พระพุทธองค์ ทรงหายใจรดรูปปั้นพระพุทธมหามุนี เพื่อเป็นการให้ชีวิตแก่รูปปั้นนั้น หลังจากนั้นรูปปั้นนั้นก็กลับกลายมามีชีวิตจิตใจ เสมือนองค์จริงของพระพุทธองค์ และ [รูปปั้น] พระมหามุนีได้ลุกขึ้นเพื่อถวายสักการะแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า”ภาพที่ 1 พระมหามัยมุนี หรือ มหาเมียะมุนี (พม่า: မဟာမြတ်မုနိ ရုပ်ရှင်တော်မြတ်ကြီး) เป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของประเทศพม่า และเป็นหนึ่งในห้าศาสนวัตถุที่ศักดิ์สิทธิ์ของพม่า คำว่า มหามัยมุนี แปลว่า “ผู้รู้อันประเสริฐ” (The Great Sage) เป็นพระพุทธรูปทรงเครื่องกษัตริย์ ปัจจุบันประดิษฐานอยู่ที่เมืองมัณฑะเลย์ อดีตราชธานีของพม่าในยุคราชวงศ์คองบอง
    เช่นเดียวกันกับคติความเชื่อของชาวล้านนาในอดีตจนถึงปัจจุบัน ที่ว่าพระพุทธรูปคือพระองค์จริงของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่มีชีวิตจิตใจ บางท่านอาจจะมีคำถามในใจว่า หลังจากพุทธปรินิพพานแล้ว “ทำไมพระพุทธรูปจึงยังถูกเข้าใจว่าเป็นองค์จริงของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอยู่อีก?” และ “วิธีการใดที่ทำให้พระพุทธรูปที่ไม่มีชีวิต กลับมามีชีวิตได้” ตามความเข้าใจของชาวพุทธเถรวาททั้งด้านปริยัติและปฎิบัติ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประกอบด้วย สองพระกายคือ พระรูปกาย(กายเนื้อ) และ พระธรรมกาย(กายธรรม) ดังนั้นแม้พระรูปกายของพระพุทธองค์จะดับสูญไป แต่ “พระธรรมกาย”ยังคงปรากฎอยู่ในส่วนละเอียดที่สามารถมองได้ด้วยญาณจักษุ

    ด้วยเหตุนี้เองชาวล้านนา เพื่อเป็นการให้ชีวิตแก่พระพุทธรูป เมื่อมีการสร้างพระพุทธรูป ชาวพุทธกัมพูชาและล้านนาจะมีพิธีบรรจุหรืออาราธนา “พระธรรมกาย” ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ลงประดิษฐานใน พระพุทธรูป ซึ่งเป็นตัวแทนของ “พระรูปกาย” ของพระองค์ ในตำราการบรรจุหัวใจพุทธเจ้า และหัวใจพระเจดีย์ ถูกจารึกโดย “ครูบาก๋ง” อำเภอ ท่าวังผา จังหวัด น่าน ท่านเป็นพระวิปัสสนาจารย์และเป็นพระเกจิอาจารย์ชาวล้านนาที่มีชื่อเสียงเป็นอย่างมาก จากตำราได้แสดงให้เห็นว่า “คาถาธรรมกาย” เขียนขึ้นเพื่อเป็นตัวแทนของ “พระธรรมกาย” และถูกบรรจุใส่ในหัวใจพระพุทธเจ้าและพระเจดีย์ เพื่อทำให้พุทธรูปและพระเจดีย์นั้นมีชีวิต ทั้งนี้ในระหว่างที่บรรจุหัวใจพระพุทธเจ้า ลงในพระพุทธรูปนั้น และพระสงฆ์จะสวดคาถาธรรมกายในขั้นตอนนี้อีกด้วย

    ประเด็นที่จะกล่าวถึงในงานเขียนชิ้นนี้ แบ่งเป็น 3 ส่วนคือ 1.) เรื่องคาถาธรรมกาย ที่พบในประเทศไทย และ ประเทศกัมพูชา 2.) ผู้เขียนจะนำเสนอเรื่อง การใช้คาถาธรรมกาย ในพิธีพุทธาภิเษกของชาวกัมพูชา เพื่ออาราธนา “พระธรรมกาย” ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ประดิษฐานใน พระพุทธรูป หรือ “พระรูปกาย” และประการที่ 3.) ผู้เขียนจะได้นำเสนอพิธีบรรจุ “พระธรรมกาย” ลงในพระพุทธรูปและพระเจดีย์ เพื่อทำให้พระเจดีย์หรือพระพุทธรูปนั้นกลับมีชีวิต ตามประเพณีล้านนา หรือที่รู้จักกันทั่วไปคือพิธีบรรจุหัวใจพระพุทธเจ้า พิธีกรรมทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้นเอง เป็นเหตุผลที่ทำให้ชาวพุทธล้านนาและกัมพูชาเข้าใจว่า แม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเสด็จดับขันธปรินิพานนานมาแล้ว พระพุทธรูปคือพระองค์จริงของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่มีชีวิตจิตใจ ด้วยเหตุที่ว่า พระพุทธรูปได้ผ่านพิธีการให้ชีวิตโดยการบรรจุ “พระธรรมกาย” ซึ่งเป็นกายที่มีชีวิตจิตใจ หรือเป็นกายที่เป็นอมตะ

    “คาถาธรรมกาย” เป็นที่รู้จักและแพร่หลายในแถบประเทศกัมพูชา ซึ่งพบได้ในหนังสือสวดมนต์ และหนังสือเกี่ยวกับการทำสมาธิภาวนา

    ในปี พุทธศักราช 2535 F. Bizot นักวิชาการชาวฝรั่งเศสที่มีชื่อเสียงมากทางด้านพระพุทธศาสนาในประเทศกัมพูชา ได้ศึกษา “รูปแบบพิธีพุทธาภิเษกพระพุทธรูปในประเทศกัมพูชา” ในงานวิจัยชิ้นนี้ Bizot พบว่าในพิธีพุทธาภิเษกพระพุทธรูปนั้น พระสงฆ์จะรวมตัวพร้อมกันที่วิหารซึ่งประดิษฐานพระพุทธรูปองค์ใหม่ หลังจากนั้นพระสงฆ์จะแต้มตามส่วนต่างๆ ของพระรูปที่สอดคล้องกับ ส่วนต่างๆ ของพระธรรมกาย ดังปรากฏในคัมภีร์ธรรมกายของประเทศกัมพูชา(ภาพที่ 2)"

    เรื่องที่สำคัญในพิธีเบิกพระเนตรพระพุทธรูป Bizot กล่าวว่าคณะสงฆ์จะสวดคาถาธรรมกาย เป็นการอาราธนาพระธรรมกายลงซ้อนกับพระพุทธรูป เพื่อให้พุทธรูปนั้นเปรียบเสมือนพระองค์จริงของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และถือเป็นอันเสร็จพิธีพุทธาภิเษกพระพุทธรูป นอกจากนี้พยานบุคคลอีกท่านหนึ่งคือ คุณสุเพียบ (หม่อง) นักวิชาการชาวกัมพูชา ได้กล่าวว่า เมื่อครั้งที่เขาบวชเป็นพระที่วัดเกียนแคลงได้พบกับพระธุดงค์กรรมฐานท่านหนึ่ง ซึ่งมีคัมภีร์ใบลานชื่อว่า “ธรรมกาย” สำหรับคัมภีร์นั้น มีเนื้อหาตรงกับคัมภีร์ธรรมกายที่ถูกศึกษาโดย Bizot และคุณสุเพียบได้กล่าวว่าอีกว่า คัมภีร์ธรรมกายนี้เองโบราณาจารย์ในสมัยก่อน ท่านนิยมนำมาสวดปลุกเสกพระพุทธรูปใหม่ และบรรจุในพระพุทธรูป

    8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%9B%E0%B9%82%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%A3-2.jpg
    ภาพที่ 2 ภาพแสดงลักษณะของ “พระธรรมกาย” ซึ่งสอดคล้องกับ “พระรูปกาย” ที่ปรากฏในคาถาธรรมกาย “พุทธลักขณะคือพระธรรมกาย” ในพิธีพุทธาภิเษกในประเทศกัมพูชานั้น เริ่มต้นด้วยพิธีโดย พระสงฆ์จะแต้มจุดต่างๆตามสัดส่วนของพระพุทธรูป (ส่วนหยาบ) เพื่อให้ตรงกับลักษณะของ “พระธรรมกาย” (ส่วนละเอียด หรือ Invisible body) ที่ปรากฏตามคัมภีร์ธรรมกาย หรือ คาถาธรรมกาย
    “คาถาธรรมกาย” นอกจากจะพบในประเทศกัมพูชาแล้วยังพบในภาคกลางของไทยอีกด้วย ในช่วงรัตนโกสินทร์ตอนต้น (ร.1 ถึง ร.3) “คาถาธรรมกาย” ได้ถูกเขียนขึ้นในรูปแบบของ คัมภีร์เดี่ยว และถูกเขียนขึ้นเพื่อประกอบกับคัมภีร์อื่น ได้แก่ “คัมภีร์ธัมมกายาทิ ฉบับรองทรง” ซึ่งโปรดเกล้าให้จัดสร้างโดยล้นเกล้ารัชกาลที่ 1 จารึกลานทอง พบที่พระเจดีย์ศรีสรรเพชดาญาณ วัดพระเชตุพน (ภาพที่ 7)

    บทสวด ธัมมกายานุสสติกถา”ในหนังสือสวดมนต์แปลฉบับหอสมุดวชิรญาณที่สืบทอดมาจากช่วงสมัยล้นเกล้ารัชกาลที่ 2 และ“คัมภีร์ธัมมกายาทิ ฉบับเทพชุมนุม” ซึ่งโปรดเกล้าให้จัดสร้างโดยล้นเกล้ารัชกาลที่ 3 น่าสังเกตว่า คาถาธรรมกายไม่ได้มีความสำคัญในแง่ของ คัมภีร์โบราณเท่านั้น แต่ยังมีความสำคัญเกี่ยวกับรูปแบบพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนาของไทยอีกด้วย ยกตัวอย่างเช่น คาถาธรรมกาย ในคัมภีร์ลานทองที่บรรจุในพระเจดีย์ศรีสรรเพชดาญาณ (เจดีย์ประจำรัชกาลที่ 1) ณ วัดพระเชตุพน ไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่ คาถาธรรมกายนี้ถูกจารึกใส่ลานทองซึ่งเป็นของล้ำค่าและนำมาบรรจุไว้ในพระเจดีย์ แต่มากไปกว่านั้นสิ่งนี้ได้ซ่อนความหมายในแง่มุมของรูปแบบพิธีกรรมที่สอดคล้องกับแนวการปฏิบัติของชาวล้านนา ในเรื่อง “การให้ชีวิต” หรือ “enliven” แก่พระเจดีย์ หรือการทำให้พระเจดีย์มีชีวิต หรือเพื่อทำให้พระเจดีย์เปรียบเสมือนพระองค์จริงของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นเอง จากพยานบุคคลที่เห็นการบรรจุ “คาถาธรรมกาย” ลงในพระเจดีย์คือ “ครูบาก๋ง” หรือ “พระครูมงคลรังสี”(ภาพที่ 3)

    8%87-%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A1%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A5-.jpg
    ภาพที่ 3 หลวงปู่ครูบาก๋ง (พระครูมงคลรังษี) วัดศรีมงคล อ.ท่าวังผา จ.น่าน

    อดีตเจ้าอาวาสวัดศรีมงคล จังหวัดน่าน ซึ่งท่านเป็นพระนักปฏิบัติและพระเกจิอาจารย์ชาวล้านนาที่มีชื่อเสียงท่านหนึ่ง ซึ่งท่านได้จารึกเรื่องราวดังกล่าวไว้ในตำราการบรรจุหัวใจพระพุทธเจ้า และหัวใจพระเจดีย์ไว้ว่า(ภาพที่ 6) เวลาสร้างพระเจดีย์ใหม่ ต้องบรรจุคาถาธรรมกาย เพื่อทำให้พระเจดีย์นั้นมีชีวิต

    %B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9E%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%B2.jpg
    ภาพที่ 4 หัวใจพระพุทธเจ้า (หัวใจประดับเพชร สร้างบรรจุในองค์พระ)
    สำหรับภาคเหนือของไทยนั้น “คาถาธรรมกาย” ได้เป็นที่รู้จักและแพร่หลาย อย่างน้อย ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 20

    Dhamma-as-kaya-1.jpg
    จนถึงปัจจุบัน คาถาธรรมกาย ที่เก่าแก่ที่สุดที่ถูกค้นพบในปัจจุบัน คือ “หลักศิลาจารึกพระธรรมกาย” ซึ่งศิลาจารึกหลักนี้ถูกสร้างขึ้นเมื่อ พุทธศักราช 2092 ที่จังหวัดพิษณุโลก และถูกศึกษาโดย ศาสตราจารย์ ฉ่ำ ทองคำวรรณ ในปี พุทธศักราช 2504 และในปี พุทธศักราช 2547 นักวิชาการชาวตะวันตก Donald K. Swearer ได้ศึกษา “พิธีพุทธาภิเษกพระพุทธรูปในภาคเหนือของประเทศไทย” ในงานวิจัยชิ้นนี้ Swearer สนใจศึกษา “คาถาธรรมกาย” เนื่องจากเขาได้ศึกษาข้อมูลเรื่อง คาถาธรรมกาย จากงานวิจัยของ Bizot ในประเทศกัมพูชา และเห็นว่าคาถาธรรมกายนี้ไม่เพียงพบที่ประเทศกัมพูชาเท่านั้นแต่ ยังถูกพบในภาคเหนือของประเทศไทยอีกด้วย จากหลักฐานที่ปรากฎในตำราการก่อสร้างพระพุทธรูปแบบโบราณของชาวล้านนา ซึ่งคาดว่าตำรานี้น่าจะสืบทอดมาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 20 (ยุคทองของอาณาจักรล้านนา) และในตำราเล่มนี้เองได้กล่าถึง คาถาธรรมกาย ไว้ในส่วนของการให้ชีวิตพระพุทธรูป สำหรับข้อแนะนำในการใช้คาถาธรรมกายคือ “การสร้างพระพุทธรูปใหม่นั้นต้องมีการสวด คาถาธรรมกาย เพื่อจะทำให้พุทธรูป หรือ พระรูปกายนั้นกลับมามีชีวิต หรือเปรียบเสมือนพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากลับมามีชีวิตอีกครั้ง”

    “พุทธลักษณะทั้งหมดเรียกว่า “พระธรรมกาย” เมื่อนรชนใดจะสร้างพระพุทธรูปจำเป็นต้องสวดสรรเสริญพระธรรมกาย เพื่อจะทำให้พระพุทธรูปนั้นกลับมามีชีวิต และเปรียบเสมือนองค์จริงของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อครั้งยังทรงพระชนม์ชีพอยู่”

    นอกจากนี้ Swearer ยังได้แสดงความคิดเห็นว่า เหตุที่ชาวล้านนาเข้าใจว่า พระพุทธรูปเปรียบเสมือนพระองค์จริงของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น เพราะเหตุผลที่ว่าพระพุทธรูปไม่ใช่ พระอิฐ พระปูน หรือ พระไม้ แต่ประการใด แต่พระพุทธรูปคือ “พระธรรมกาย” ที่เป็นกายอันเป็นอมตะ เป็นกายที่มีชีวิตจิตใจ เป็นกายที่คงทนถาวร ไม่สูญหายไปไหน และธรรมกายคือ กายที่ทำให้เจ้าชายสิทธัตถะ ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า (กายแห่งการตรัสรู้ธรรม)

    ดังนั้น อาจจะกล่าวได้ว่า “เมื่อผู้ใดเห็นเราตถาคต (องค์พระปฏิมากร) ผู้นั้นเห็นธรรม [กาย]” "

    Dhamma-as-kaya-1.jpg
    ภาพที่ 5 ส่วนต่างๆของพระพุทธรูปประกอบด้วย ธรรม ที่ Swearer มองว่า พระพุทธรูป หรือ พระพุทธองค์ คือ “พระธรรมกาย”
    ในเรื่องการให้ชีวิต แก่พระพุทธรูปนั้น มีปฎิบัติสืบทอดต่อมาในสังคมชาวล้านนาจนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน ตำราการบรรจุหัวใจพระพุทธเจ้า ฉบับของ “ครูบาก๋ง” หรือ พระครูมงคลรังสี พิธีกรรมนี้สามารถย้อนไปถึงสมัยสุโขทัย โดยสังเกตุที่บริเวณหน้าอกของพระพุทธรูปสมัยนี้ส่วนใหญ่จะมี “รู” (ภาพที่ 8)
    เพื่อใช้บรรจุ พระพิมพ์ พระบรมสารีริกธาตุ และหัวใจพระพุทธเจ้า (ภาพที่ 4)

    %B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9E%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%B2.jpg
    พิธีบรรจุหัวใจพระพุทธเจ้านี้มีส่วนสำคัญและเกี่ยวข้องกับวิชชาธรรมกายคือ พิธีนี้ถือว่าเป็นการบรรจุพระธรรมกาย หรืออาราธนา “พระธรรมกาย” ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อประดิษฐาน ณ ตัวแทนของพระรูปกาย คือ “พระพุทธรูป” ท่านครูบาก๋งเรียกพิธีนี้ว่า “การให้ชีวิต” แก่ พระพุทธรูปและพระเจดีย์ เพื่อเปลี่ยน “พระตาย” ให้กลายมาเป็น “พระเป็น”

    “คาถาพระธรรมกายนี้โบราณท่านหื้อเขียนจาร ควรจารใส่องค์พระพุทธรูปเจ้าและหัวใจพระเจดีย์ ถ้าได้เจริญสวดมนต์ภาวนา มีอานิสงส์มากนักแม้นจะปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้า"
    คาถาธรรมกาย วัดศรีมงคล-
    B8%A2-%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A1%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A5.jpg

    ภาพที่ 6 ตำราการบรรจุหัวใจพระพุทธเจ้า ฉบับของ ครูบาก๋ง แสดงให้เห็นถึงการบรรจุ “พระธรรมกาย” ในรูปของ “คาถาธรรมกาย” เพื่อบรรจุในพระพุทธรูปและพระเจดีย์ที่มีความสอดคล้องกับ พิธีพุทธาภิเษกพระพุทธรูปในประเทศกัมพูชา และ คาถาธรรมกายในจารึกลานทองที่บรรจุในพระเจดีย์ศรีสรรเพชดาญาณ (เครดิตภาพ จากสถาบันวิจัยนานาชาติธรรมชัย DIRI)
    “คาถาธรรมกาย” ที่พบในภาคเหนือของไทย คล้ายคลึงกับ ฉบับที่พบในประเทศกัมพูชา และ ที่ภาคกลางของไทย ถูกจารึกใส่แผ่นทองเหลือง เพื่อสมมุติเป็นหัวใจของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือ เป็นตัวแทนของ “พระธรรมกาย” เมื่อบรรจุหัวใจพระพุทธเจ้าแล้วก็เปรียบเสมือนการใช้ชีวิต ทำให้วัตถุที่ไม่มีชีวิตกลายมาเป็นสิ่งมีชีวิต ในที่นี้ก็คือ ทำให้พระพุทธรูป ที่สร้างจากหิน ดิน ทราย หรือวัสดุต่าง ๆ กลายมาเป็นองค์จริงพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่มีชีวิตจิตใจ ในพิธีกรรมนี้อาจมองได้ว่า องค์พระปฏิมากรถูกซ้อนรวมเป็นหนึ่งเดียวกับพระธรรมกาย เรียกว่า
    คาถาธรรมกายในเจดีย์ ร1-2018-diri

    0%B8%A2%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B9%8C-%E0%B8%A31-2018-.jpg

    ภาพที่ 7 จารึกลานทอง “พระธรรมกาย”บรรจุในในพระเจดีย์ศรีสรรเพชดาญาณ วัดพระเชตุพน (นายเทิม มีเต็ม จำลองอักษร อ่านถอดตัวอักษร)

    ภาพที่ 8 ตำแหน่งที่บริเวณหน้าอกของพระพุทธรูปที่ใช้บรรจุหัวใจพระพุทธเจ้า
    อีกตัวอย่างที่แสดงแนวคิดเรื่อง การบรรจุ “พระธรรมกาย” ลงในพระพุทธรูปนั้น พบได้ในตำราการบรรจุหัวใจพระพุทธเจ้าฉบับของ ครูบายาสลี (เจ้าอธิการทองสุข ธัมมสาโร) อดีตเจ้าอาวาสวัดทุงค่า จังหวัดลำปาง ในตำราฉบับนี้ไม่ได้กล่าวถึง คาถาธรรมกายโดยตรง แต่แนะนำให้วาดภาพพระพุทธเจ้า 2 พระองค์แต่ละส่วนของพระวรกาย(ภาพที่ 5) และผ้าทุกผืนมีพระธรรม หรือพุทธคุณประจำอยู่ ซึ่งสอดคล้องกับคาถาธรรมกาย ที่ว่าตั้งแต่พระเศียรจนถึงพระบาท รวมทั้งผ้าจีวรที่ห่มพระวรกายของพระธรรมกายนั้น ทุกส่วนล้วนเป็นพระธรรมทั้งสิ้น ดังนั้นถ้ามองอีกมุมมอง สามารถกล่าวได้ว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงมี ธรรมเป็นกาย หรือเป็น “ธรรมเป็นกาย” นั่นเอง

    จากที่กล่าวมาทั้งหมดแสดงให้เห็นว่า “คาถาธรรมกาย” นอกจากจะเป็นที่รู้จักในเชิง คัมภีร์โบราณ ที่พบในภาคกลางของไทย(ช่วงรัตนโกสินทร์ตอนต้น) ภาคเหนือของไทย (ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 20 ถึงปัจจุบัน) และ ในประเทศกัมพูชา ชาวพุทธในสมัยก่อนยังใช้คัมภีร์ดังกล่าวในด้านพิธีกรรม หรือเรียกว่า “living text” และยังได้ปฏิบัติสืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบัน ดังปรากฏ ในพิธีพุทธาภิเษกพระพุทธรูปใหม่ในประเทศกัมพูชา และพิธีบรรจุหัวใจพระพุทธรูป และหัวใจพระเจดีย์ในภาคเหนือของไทย พิธีกรรมเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความรู้ความเข้าใจอันลึกซึ้งของชาวพุทธ ในการทำให้พระพุทธรูปและพระเจดีย์กลับมามีชีวิต ผ่านพิธีพุทธาภิเษกและพิธีบรรจุหัวใจพระพุทธเจ้า ยิ่งไปกว่านั้นพิธีกรรมเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงแนวคิดเรื่องการบรรจุพระธรรมกาย ลงใน พระรูปกาย หรือ อาจจะกล่าวอีกอย่างหนึ่งว่า การอาราธนา “พระธรรมกาย” ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อประดิษฐาน ในพระพุทธรูปซึ่งเป็นตัวแทนของ “พระรูปกาย”เพื่อทำให้พระพุทธรูปเปรียบเสมือนพระองค์จริงของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ดังนั้นจึงเป็นเหตุที่ว่า ทำไมพระพุทธรูป จึงไม่ใช่เป็นเพียงสัญลักษณ์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือตัวแทนของ “พระรูปกาย”เท่านั้น แต่พระพุทธรูป คือพระองค์จริงพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งประกอบไปด้วยพระธรรมกาย ที่เป็นกายอมตะ เป็นกายที่มีชีวิตจิตใจ ประดิษฐานอยู่ หรืออาจกล่าวอีกอย่างหนึ่งว่า พระพุทธรูป คือ พระธรรมกาย ที่ตรงกับพุทธพจน์ที่ว่า ธมฺมกาโย อหํ อิติปิ “พระตถาคต” คือ “พระธรรมกาย” นั่นเอง
     
  7. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,482
    กระทู้เรื่องเด่น:
    370
    ค่าพลัง:
    +60,036
    c_oc=AQl-90U0TF9Et5ysyLdzDq4AGOxIMoIPl_W6vvRKcmVbiYDQOiD8ORpTVWeFeK0FqIY&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg





    # หลวงตาฝากมาด้วยความปรารถนาดีและ ห่วงใย#
    # ข้อคิดและอีกมุมมองดีๆเรื่องวัตถุมงคลจากหลวงตา #

    เมื่อวานนำพระที่หลวงตาให้นำมาจากกุฏิไปใส่ กรอบเงินสวยๆ กลับไปถวายให้ท่านไว้แจกให้ญาติโยม....พระ ทุกองค์เป็นพระเก่าๆที่มาจากกุฏิหลวงตานำไปใส่กรอบเงินแท้..... งดงามทรงพลัง....มีคุณค่าทางจิตใจ......

    มีโอกาสถามท่านว่า...ทำไม..ช่วงนี้ฟังท่านเทศน์..ถึงได้คุยเรื่องพระแท้พระปลอมเกิดอะไรขึ้น ? หลวงตาบอกว่าก็ช่วงนี้มีปัญหาคนมันเถียงกันเรื่องพระแท้พระปลอม... สรุปเรื่อง ปลอม หรือ แท้....เกิดจากเรื่องผลประโยชน์ล้วนๆ...
    พระแท้พระปลอม...ไม่มีหรอก..อยู่ที่คนกำหนด..ขึ้นชื่อว่ารูปลักษณ์ของพระมีหรือเป็นของปลอม ? ..ขึ้นชื่อว่ารูปลักษณ์ของครูบาอาจารย์มีหรือปลอม ?..

    .......คนที่เขานับถือศรัทธาจริงๆ เขานับถือที่รูปลักษณ์ความดีงามของครูบาอาจารย์ คำว่า ของจริงของปลอมจึงหมดไป...
    หลวงปู่ท่านสอนว่า...คนดีอย่าไปตีใคร...อย่าไปว่าใคร...มันเป็นกรรมหนัก..#
    .....ทุกอย่างเป็นเรื่องของเขา ไม่ใช่เรื่องของเรา..ทำตัวเองให้ดี..พัฒนาตนเองให้มีสติ มีปัญญา ชีวิตก็จะเจริญก้าวหน้า...

    วัตถุมงคลเป็นแค่สิ่งยึดเหนี่ยว ตัวแทนของครูบาอาจารย์ให้เรานำไปผสานกับจิตวิญญาณเพื่อพัฒนาตนให้ดียิ่งขึ้น...ใช้เพื่อความเป็นมงคล...

    .....# หลวงตาบอกสังคมสมัยนี้เป็นสังคมที่ชอบโจมตีว่ากัน..ใส่ร้ายป้ายสี. เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง.เรื่องข่าวเท็จข่าวลวง..การให้ร้ายทุกอย่างมาจากผลประโยชน์ล้วนๆ.#
    ...#ถ้าคนที่สวดมนต์และเป็นลูกศิษย์หลวงตาที่สวดมนต์ ..จะไม่มีเรื่องเหล่านี้เกิดขึ้น..
    .......หลวงตาย้ำฝากมานะคะ...ว่าให้สวดมนต์แล้ว ทุกปัญหาจะหมดไป.. ให้อยู่กับกระแสพลังงานดีๆ...อยู่กับบทสวดมนต์อยู่กับหลวงปู่ ชีวิต..จะมีแต่สันติสุขมีแต่ความดีงาม # ปาฏิหาริย์ที่แท้จริงเกิดขึ้นจากศรัทธาในตัวเรา#

    ...#.พระมันไม่มีหรอกของปลอม...เพราะรูปลักษณ์บนพระเป็นของจริง..คนเป็นผู้ให้น้ำหนักว่าพระแท้หรือพระปลอม....ขึ้นชื่อว่ารูปลักษณ์ของพุทธะหรือครูบาอาจารย์ก็เป็นของจริงทั้งนั้น หรือว่าจะบอกว่าไม่ใช่..มีพลังงานทั้งนั้น#
    ...ถ้าคนที่เขาศรัทธาเขาไม่สนใจหรอกว่าจริงหรือปลอม....เขาดูที่รูปลักษณ์ที่นับถือ..แรงศรัทธามันอยู่ที่ไหนล่ะ....คนที่ไปติดอยู่คำว่าจริงหรือปลอม
    พวกนั้นยังติดอยู่แค่เปลือก...ยังเข้าไม่ถึงแก่นของวัตถุมงคล..

    ..#..คนที่เขารู้จักพลังงานของวัตถุมงคล...เขาดึงแรงศรัทธาจากรูปลักษณ์.. บนวัตถุมงคลนั้นมาผสานกับจิตวิญญาณของเขา..เพื่อให้เกิดพลังงาน..#
    ....เพราะฉะนั้นหมดทุกปัญหาว่าพระแท้หรือพระปลอม...ขึ้นชื่อว่าพระนั้นถือว่าเป็นวัตถุมงคล...
    ......อย่าทำจิตให้ไม่เป็นมงคล...ถ้าจิตเป็นมงคลสิ่งใดๆย่อมเป็นมงคล....

    .....#ต้องถามว่าเรานับถือวัตถุมงคลเพราะอะไร ? เพราะแรงศรัทธาหรือคุณค่าราคาของสิ่งนั้น #นี่คือคำถามที่น่าคิดในยุคนี้จริงๆ ยุคที่คนติดอยู่กับวัตถุ กับค่านิยมผิดๆเกี่ยวกับวัตถุมงคล
    ..#หลวงตาถึงเน้นให้สวดมนต์ดีที่สุด สร้างความเป็นมงคลให้กับตัวเอง #
     
  8. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,482
    กระทู้เรื่องเด่น:
    370
    ค่าพลัง:
    +60,036
     
  9. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,482
    กระทู้เรื่องเด่น:
    370
    ค่าพลัง:
    +60,036
  10. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,482
    กระทู้เรื่องเด่น:
    370
    ค่าพลัง:
    +60,036
    เจดีย์คือพระปฏิมา [พระพุทธรูป]
    ********
    อปิจ กสฺสปสฺส ปรินิพฺพุตสฺสาปิ ชาติโพธิธมฺมจกฺกปฺปวตฺตนปรินิพฺพานฏฺฐานานิ ปฏิมาเจติยาทีนิ วา อุทฺทิสฺส เอวํ
    จิตฺตีการครุกาโร ปวตฺตติ ยถา ภควโต.
    …….
    อรรถกถารัตนสูตร (บาลี) http://www.84000.org/tipitaka/atthapali/read_th.php…

    อนึ่ง เมื่อพระพุทธเจ้าพระองค์ไรๆ อื่น แม้ปรินิพพานแล้ว การทำความเคารพยำเกรงอุทิศสถานที่ประสูติ ที่ตรัสรู้ ที่ประกาศพระธรรมจักร และสถานที่ปรินิพพาน หรือเจดีย์ คือพระปฏิมา [พระพุทธรูป] ก็เป็นไปเหมือนของพระผู้มีพระภาคเจ้า.
    ข้อความบางตอนใน พรรณนารัตนสูตร อรรถกถา ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ
    http://www.84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=25&i=7

    ศึกษาเนื้อความในพระไตรปิฎกได้ที่ รตนสูตร ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๕
    http://www.84000.org/tipitaka/read/m_siri.php?B=25&siri=6

    อปิจ กสฺสปสฺส ปรินิพฺพุตสฺสาปิ ชาติโพธิธมฺมจกฺกปฺปวตฺตนปรินิพฺพานฏฺฐนานิ ปฏิมาเจติยาทีนิ วา อุทฺทิสฺส เอวํ
    จิตฺตีการครุกาโร วตฺตติ ยถา ภควโต.
    ……..
    อรรถกถารตนสูตร (บาลี) http://www.84000.org/tipitaka/atthapali/read_th.php?B=29&A=1

    อีกประการหนึ่ง การกระทำความยำเกรงและการเคารพ ย่อมเป็นไปเจาะจงต่อสถานที่ประสูติ สถานที่ตรัสรู้ สถานที่แสดงธรรมจักรและสถานที่ปรินิพพาน หรือปฏิมากรรมและเจติยสถานเป็นต้นของพระกัสสปพุทธเจ้า แม้ปรินิพพานแล้วเหมือนกับ การทำการบูชาแสดงทำความเคารพเจาะจงต่อพระผู้มีพระภาคเจ้า.
    …….
    ข้อความบางตอนใน อรรถกถารตนสูตร ขุททกนิกาย สุตตนิบาต
    http://www.84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=25&i=314

    ศึกษาเนื้อความในพระไตรปิฎกได้ที่ รตนสูตร ขุททกนิกาย สุตตนิบาต พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๕
    http://www.84000.org/tipitaka/read/m_siri.php?B=25&siri=240



    -aqnznldkb08rjeekdmzuntporzvr9z02asgbtocfy5xgaer1a-ttmuny-6xvbmz97am-_nc_ht-scontent-fcnx3-1-jpg.jpg
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  11. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,482
    กระทู้เรื่องเด่น:
    370
    ค่าพลัง:
    +60,036
    c_oc=AQnas7EJVcLrTJlnjizqJuKtnki7WxQ2RjuBi-dpr6CS-7XPK7H-FE-iAVx3TNnKyms&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  12. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,482
    กระทู้เรื่องเด่น:
    370
    ค่าพลัง:
    +60,036
    ?temp_hash=174d199bdf540afbf419596cdddb840f.png


    ?temp_hash=174d199bdf540afbf419596cdddb840f.jpg


    c_oc=AQn8m8-_joymyf5eYOFQHGrmT-kGY-AM7xBKF5D0PZfserVqVOsYKrWF58H-Ix_KaFk&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg


    c_oc=AQkU8agyrVX6wWyv8RmCPHJUXWhWgRy4s4VovZLmZrUyhlji12ekMIQKDPvtVAPk4e8&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    แก้ไขครั้งล่าสุด: 21 พฤศจิกายน 2019
  13. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,482
    กระทู้เรื่องเด่น:
    370
    ค่าพลัง:
    +60,036
    ?temp_hash=b58ab86879e77da24fe4bf13f07728fb.jpg


    ?temp_hash=b58ab86879e77da24fe4bf13f07728fb.jpg
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  14. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,482
    กระทู้เรื่องเด่น:
    370
    ค่าพลัง:
    +60,036
    ?temp_hash=c5c09dd52b085dd923d163b1bddd2836.jpg
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  15. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,482
    กระทู้เรื่องเด่น:
    370
    ค่าพลัง:
    +60,036
    ทำได้ง่ายกว่าอดีต เพราะวัตถุเจริญ การหาปูนหรือเครื่องไม้เครื่องมือทำได้ง่าย ถ้าเป็นสมัยก่อนคนที่จะสร้างได้ก็มีแต่กษัตริย์หรือไม่ก็เศรษฐี ดังนั้นพวกเราทั้งหลายมีโอกาสอันดีอย่างนี้ อย่าปล่อยให้หลุดมือไป เห็นใครเขาสร้างพระให้รีบโมทนาบุญ หรือร่วมสร้างกับเขา จะร่วมด้วยแรงก็ได้ หรือร่วมเป็นปัจจัย (เงิน,อาหาร,ปูน,เครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ) ก็ได้ จะได้อานิสงส์มหาศาลนั้นร่วมไปด้วย ถือเป็นการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาอีกทางหนึ่ง 
    .
    #ศิษย์มีครูหลวงปู่ดู่หลวงตาม้า
    at=103&_nc_ohc=3WZHqwyUVyEAQmuh_HGjs2lvpKxzuGGN6Ihiv3qIB0DFKiERfk1OQb5Fw&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
     
  16. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,482
    กระทู้เรื่องเด่น:
    370
    ค่าพลัง:
    +60,036
    c_oc=AQlSBCMnyH9RSO62NqakwY1xE6faQWA1Yx20H0wgf6yUXTnzE85WFiJnt3Dwa6Y70ss&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
    +++ พระเครื่องถ้าหากว่าเป็นบารมีพระพุทธเจ้าจริง ๆ ศักดิ์สิทธิ์ทุกองค์ +++

    ถาม : ทำไมสมเด็จวัดระฆังถึงได้ศักดิ์สิทธิ์ ?
    ตอบ: ทำไมถึงได้ศักดิ์สิทธิ์ ? #พระเครื่องถ้าหากว่าเป็นบารมีพระพุทธเจ้าจริง#ศักดิ์สิทธิ์ทุกองค์ เพียงแต่ว่าใครจะสามารถอาราธนาพระพุทธเจ้ามาเพื่อทำพิธีปลุกเสกของได้เท่านั้น

    ส่วนใหญ่สมัยก่อนเขาจะใช้กำลังของสมาธิสมาบัติเฉพาะตัวของครูบาอาจารย์แต่ละองค์ #แต่ว่าหลวงพ่อวัดระฆังท่านเชิญพระมา มาถึงสมัยหลวงปู่ปาน วัดบางนมโค ท่านให้หลวงพ่อเล็กปลุกเสกวัตถุมงคล #หลวงพ่อเล็กก็จัดแจงเล่นสมาบัติแปดต่อเนื่องกัน ๓ เดือนเต็ม ๆ ครบ ๓ เดือนยกไปถวาย

    #หลวงปู่ปานบอกว่าใช้ไม่ได้ #เอาไปทำใหม่ หลวงพ่อเล็กท่านดูก็ทำสุดแล้วได้แค่นี้ แล้วจะทำอย่างไรอีกล่ะ ? นึกไปนึกมา อ๋อ #อาราธนาพระดีกว่า #จัดแจงตั้งเครื่องบวงสรวงอาราธนาพระมาเสก หลวงปู่ปานท่านบอกว่า เออ..ใช้ได้แล้ว..ยกมา ปล้ำอยู่ ๓ เดือน #สู้พระทำพักเดียวไม่ได้ เพราะว่ากำลังของเรานี่ไม่พอ ได้อภิญญาได้สมาบัติก็จริง #แต่ก็จะจำกัดด้วยเวลาและกฎของกรรม แต่ถ้าหากว่าเป็นเรื่องของพระ เรื่องของเทวดาท่านสงเคราะห์ อายุเทวดาอย่างต่ำ ๆ ชั้นจาตุมหาราชก็ต้อง ๒๐๐ ปีทิพย์ ชั้นจตุมหาราชวันหนึ่งของท่านเท่ากับ ๕๐ ปีมนุษย์ เอาแค่อายุ ๒๐๐ ปีทิพย์ของท่านก็พอ ให้ท่านเฝ้าไปเสียจนไม่รู้เท่าไหร่ต่อเท่าไหร่กว่าที่ท่านจะจุติเสียที #แต่ถ้าเราทำเอง #พักเดียวเราก็ตายแล้ว

    เพราะฉะนั้นการอาราธนาพระ ถ้าหากว่าเป็นเรื่องสำคัญหรือว่าเหมาะสม #พระพุทธเจ้าท่านจะเสด็จเอง #ดังนั้น..ก็ถือว่าสูงสุดยอดไปเลย ถ้าพระพุทธเจ้าไม่เสด็จก็จะให้พระอรหันต์องค์ใดองค์หนึ่ง อย่างพระโมคคัลลาน์ พระสารีบุตรมาเป็นประธานในงาน #ถ้าอย่างไม่มีก็ได้ท้าวสหัมบดีพรหมหรือพระอินทร์มาก็เหลือเฟือแล้ว

    ถาม : พระพุทธเจ้าเสกแวบเดียวก็ศักดิ์สิทธิ์ ?
    ตอบ: จริง ๆ มีหลายที ถึงเวลาแค่กำหนดใจนึกถึงท่าน ท่านก็บอกว่าเสร็จนานแล้ว #ต้องดูตัวอย่างชาวบ้านที่ตาคลีไปกราบหลวงปู่แหวนที่ดอยแม่ปั๋ง ตอนนั้นหลวงปู่แหวนยังอยู่ ยังไม่มรณภาพ หลวงปู่แหวนถามว่า มาจากไหนกันล่ะ ? มาจากตาคลี โอ๊ย..มาจากตาคลี แล้วทำไมต้องมาถึงนี่ ? ที่ตาคลีนั่นอาจารย์ของฉันอยู่ที่นั่น ชาวบ้านก็ถามว่าใคร #ท่านบอกว่า หลวงปู่สี #วัดเขาถ้ำบุนนาค #นั่นอาจารย์ฉันเอง

    ชาวบ้านบอกว่าหลวงปู่สีไม่ค่อยจะเสกของให้ เอาอะไรไปก็เอามือแปะ ๆ ๓ ที หรือไม่ก็เอามือกอบ ๆ ๒-๓ ที ก็ส่งคืนให้ #หลวงปู่แหวนบอกว่า องค์นั้นกอบ#ที ดีกว่าฉันเสก ๓ เดือน เป็นอย่างไร ? สำคัญอยู่ที่กำลังใจของท่าน ถ้าเข้าถึงความบริสุทธิ์อยู่เป็นปกติ คิดอย่างไรก็เป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว ยังต้องไปเสียเวลาอะไร ?

    อย่างหลวงพ่อเนียม วัดน้อย เจ๊กในตลาดบางปลาม้า เอาน้ำใส่โหลไปให้ท่านเสกทำน้ำมนต์ #ท่านกำลังก่อสร้างอยู่บนหลังคา เอ้อ..เอาไปเหอะ..ใช้ได้แล้ว ไอ้เจ๊กก็ยัวะ อะไรวะ ? ไม่ได้เสกซักนิด บอกว่าใช้ได้แล้ว พอเดินพ้นรั้ววัด ก็คว่ำโหลจะเททิ้ง #ปรากฏว่าน้ำแข็งหมดทั้งโหล ก็เลยหลุดมือตกลงไปโหลแตกกลายเป็นน้ำรูปขวด ต้องเอาผ้าขาวม้าห่อกลับบ้าน คราวนี้เชื่อว่าใช้ได้แล้ว

    แต่หลวงพ่อเนียมท่านทำยิ่งกว่านั้นอีก มีปลัดอำเภอคนหนึ่ง #อยากจะเลื่อนเป็นนายอำเภอ ไปหาหลวงพ่อเนียม ขอรดน้ำมนต์หน่อย หลวงพ่อเนียมท่านกำลังเลี้ยงแมวเลี้ยงหมาของท่านอยู่ โน่น..#ไม่ต้องรดหรอก โดดลงไปท่าน้ำหน้าวัดก็ใช้ได้ ปลัดอำเภอคนนั้น ก็โดดตูมลงไปท่าน้ำหน้าวัด อาบซะยกใหญ่แล้วก็ขึ้นมา หลวงพ่อก็บอกเออ ๆ ใช้ได้ จริง ๆ ด้วย #ได้เลื่อนเป็นนายอำเภอ ปรากฏว่าตอนหลังที่เขาขุดลอกแม่น้ำหน้าวัด #เขาขุดได้แผ่นยันต์ #ไม่รู้หลวงพ่อเนียมเอาไปฝังไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ตกลงว่าแม่น้ำหน้าวัดใช้ได้หมดเลย คนได้ก็คงไม่ยอมให้ใครหรอก ใครมาเอาได้ตีกันแน่

    สมัยก่อนพอเขาผ่านหน้าวัดน้อย เขาจะวักน้ำมนต์พรมหัวเรือ ขอให้ขายของดี ๆ ก็ขายหมดจริง ๆ ก็หลวงพ่อท่านเล่นเสกเอาไว้แล้ว ลงยันต์ฝังไว้ใต้แม่น้ำเลย กำลังใจท่านที่ถึงแล้ว ก็เหมือนกับไฟฟ้าเป็นหมื่น ๆ โวลต์ #แตะเมื่อไหร่ก็ถึงเลย"

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    (หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน)
    เก็บตกจากบ้านอนุสาวรีย์ ต้นเดือนธันวาคม ๒๕๔๕


    -------------------
    อย่าลืม ช่วยกดติดตามแบบ(⭐เห็นโพสก่อน/see first) ที่หน้าเพจกันด้วยนะครับ จะได้ไม่พลาดโพสของเราครับ
     
  17. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,482
    กระทู้เรื่องเด่น:
    370
    ค่าพลัง:
    +60,036
    c_oc=AQkb4pw1jKj7DtsIS8yjRE7nNZlobk8BwGgNdUTF0U7KaMMtPI1jyHbxOWOTCOawBlw&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
    +++ ทองคำเป็นโลหธาตุพิเศษ มีความขลังมีความศักดิ์สิทธิ์อยู่ในตัว +++

    ถาม :
    ระหว่างทองคำบริสุทธิ์กับทองคำบางสะพาน จะนำไปหล่อพระ อานิสงส์ไหนดีกว่าครับ ?

    ตอบ : สำคัญตรงที่ว่ามีไหม ? หากว่ามีก็อานิสงส์เดียวกัน #ก็คืออานิสงส์การสร้างพระพุทธรูปด้วยทองคำเหมือนกัน ทองบางสะพานเป็นทองธรรมชาติ บางทีมีสิ่งปนเปื้อนอยู่ ถึงเวลาหลอมไปแล้วก็อาจจะทำให้เนื้อหาหายไปส่วนหนึ่ง #แต่ถ้าเป็นทองคำแท่งที่ซื้อมาจากทางร้าน เขาหลอมมาดีแล้ว #เนื้อหาก็จะเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์

    ทองคำเป็นโลหธาตุพิเศษ #มีความขลังมีความศักดิ์สิทธิ์อยู่ในตัว เป็นธาตุโลหะที่ไม่เป็นสนิม แล้วที่อัศจรรย์กว่านั้นก็คือ ดวงดาวอื่น ๆ ก็เห็นว่าทองคำเป็นโลหะที่มีค่าเหมือนกัน ฉะนั้น..#หลายดวงดาวใช้ทองคำเป็นเครื่องแลกเปลี่ยนเหมือนกับเงินในโลกของเราเลย

    เป็นเรื่องอัศจรรย์ว่าจักรวาลที่กว้างใหญ่ไพศาล มีดวงดาวที่ประกอบด้วยมนุษย์และสัตว์นับแสน ๆ ดวง #ทำไมดวงอื่นเขาก็รู้เหมือนกันว่าทองคำเป็นโลหะมีค่า ? อย่างดวงดาวบางดวงเพชรพลอยสำหรับเขาไม่มีค่า เหมือนกรวดเหมือนทรายบ้านเรา เพราะว่ามีจำนวนมาก #แต่ว่าทองคำกลับเป็นโลหะธาตุที่ทุกที่เขายอมรับว่ามีค่า

    สาเหตุหนึ่งก็น่าจะเกิดจากทองคำไม่โดนกัดกร่อนตามธรรมชาติ เป็นโลหะที่ไม่ขึ้นสนิม ในเมื่อเป็นโลหะที่ไม่ขึ้นสนิม ไม่มีการกัดกร่อนตามธรรมชาติ ก็อยู่ยั้งยืนยง #มีอย่างเดียวคือถ้าอยู่เป็นหมื่นเป็นแสนปีก็จะสูญเสียประกายไป ต้องเอามาขัดมาหลอมใหม่

    อาตมาเคยมีพระกรุหลายองค์ที่โบราณเขาสร้างด้วยทองคำ #มาถึงรุ่นของเรากลายเป็นสีเหลืองซีด ๆ เก่า ๆ แต่ทองคำก็คือทองคำ #หลอมใหม่เมื่อไรก็สดใสเมื่อนั้น ปัจจุบันนี้ทองคำถือว่าเป็นทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันความมั่นคง ประเทศจีนใช้วิธีทยอยซื้อทองคำ #ปัจจุบันประเทศจีนมีทองคำเป็นทุนสำรองน่าจะถึงระดับหมื่นตันแล้ว

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    (หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน)
    เก็บตกจากบ้านเติมบุญ ต้นเดือนธันวาคม ๒๕๖๒
     
  18. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,482
    กระทู้เรื่องเด่น:
    370
    ค่าพลัง:
    +60,036
    c_oc=AQkue1-reTjydb5wxG8_BxhCJUtiBmTmUh7PHbc-H4eCLPMij7WgUMMYZlSv3mF6qM0&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
    พุทธานุสติสำคัญที่ใจนึกถึงพระพุทธเจ้า

    ถาม :
    (ถามเรื่องพระพุทธหัตถ์)
    ตอบ : เท่าที่เคยเจอตามประสบการณ์ของอาตมา ก็มีแต่รอยพระพุทธบาท ส่วนรอยพระหัตถ์พระพุทธเจ้าเท่าที่เคยเห็น ยังไม่ชัดเจนเป็นรูปพระหัตถ์โดยตรง บางครั้งก็เหมือนเป็นแค่นิ้วพระหัตถ์ สิ่งสำคัญอยู่ที่คนเราเชื่อถือ ถ้าคนเราเชื่อถือ ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็จัดว่าเป็นพุทธานุสติ

    สมัยก่อนนักเทศน์เขาถามกัน เช่น ถ้าขุดส้วมแล้วเจอไม้ท่อนหนึ่ง สมมติว่าไม้ท่อนนั้นจมอยู่ในส้วมมาแล้วห้าปีสิบปี เอาขึ้นมาทำความสะอาดเสร็จเรียบร้อย จากนั้นแกะเป็นพระพุทธรูปให้คนเขากราบไหว้ จะได้บุญไหม..? ตอบว่าได้..เพราะว่าคนเห็นเป็นพระพุทธรูป คนไม่ได้เห็นเป็นไม้ที่อยู่ในส้วม พุทธานุสติคือการยึดเกาะพระพุทธเจ้า เห็นเป็นพระพุทธเจ้า ใจนึกถึงพระพุทธเจ้าก็ใช้ได้เลย

    สมัยก่อนเด็กจะใส่ตะปิ้งที่ทำจากโลหะ ถึงเวลาขอบริจาคเงิน บริจาคทอง บริจาคทองเหลืองไปหล่อพระพุทธรูป มีคำถามว่าเอาตะปิ้งเด็กไปหล่อพระพุทธรูปจะได้บุญไหม..? ทำไมจะไม่ได้ ก็เขาหล่อเป็นพระ ถึงเวลาไหว้ก็ไหว้พระ ไม่ได้ไหว้ตะปิ้งเด็ก นักเทศน์สมัยก่อนเขาถามกันชนิดที่เอาตายเลย ถ้าไม่แม่นตำราจริง ๆ เสร็จเขานะ ลักษณะเดียวกัน ถึงจะใช่หรือไม่ใช่ก็ตาม ถ้าใจเขายึดถือก็ใช่เลย

    อย่างมีพ่อค้าชาวพม่าอยู่คนหนึ่ง เขาก็ประเภทเรียกว่ารักกตัญญูต่อแม่ตัวเองมาก จะไปค้าขายที่อินเดีย ก่อนจะไปก็กราบลาแม่ ถามแม่ว่าจะเอาอะไรบ้างไหม ถ้าไม่เกินวิสัยก็จะหามาให้ แม่บอกว่าอยากได้พระธาตุเขี้ยวแก้วพระสารีบุตร ทำอย่างกับหาซื้อได้ในตลาด ลูกชายก็รับปากด้วยความที่รักแม่ ไม่อยากปฏิเสธให้แม่เสียใจ ถ้าอยากได้ก็ต้องได้ ไม่คิดว่าจะหายากแค่ไหน ลูกก็ไปค้าขายจนกระทั่งสินค้าหมด แล้วก็ไม่รู้ว่าจะไปหาพระธาตุเขี้ยวแก้วที่ไหน มาเจอหมาตายอยู่ก็เลยทุบเอาเขี้ยวหมาไปล้างขัดเสียอย่างดี ใส่ผอบไปให้แม่ แม่ก็ดีอกดีใจว่าได้พระธาตุเขี้ยวแก้วพระสารีบุตรมา ก็ตั้งใจสวดมนต์ไหว้พระบูชาอย่างดี

    พอกลางคืนปรากฏว่าเขี้ยวหมาเปล่งแสงสว่างไปทั้งกระท่อมเลย คือใจเขายึดว่าเป็นพระธาตุเขี้ยวแก้วพระสารีบุตร เทวดาท่านก็ต้องสงเคราะห์ให้ เจ้าลูกชายก็อกจะแตกตาย พูดก็พูดไม่ได้ กลายเป็นของแท้ไปได้อย่างไร ดังนั้นสำคัญตรงใจยึด ถ้าใจยึดเกาะ โดยเฉพาะพุทธานุสติ ธัมมานุสติ สังฆานุสติ ก็เป็นอันว่าใช่

    สนทนากับพระอาจารย์เล็ก สุธมฺมปญฺโญ
    ณ บ้านอนุสาวรีย์ฯ เดือนพฤษภาคม ๒๕๔๕
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...