การ เจริญสติปัฏฐาน ทำให้บรรลุภาวะแห่งมหาอภิญญา ทรงไปด้วยอิทธิฤทธิ์

ในห้อง 'อภิญญา - สมาธิ' ตั้งกระทู้โดย ปราบเทวดา, 14 พฤษภาคม 2019.

  1. ปราบเทวดา

    ปราบเทวดา เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กุมภาพันธ์ 2017
    โพสต์:
    527
    ค่าพลัง:
    +641
    ทุติยวรรคที่ ๒
    สหัสสสูตร
    การบรรลุภาวะแห่งมหาอภิญญา
    [๑๒๘๕] สมัยหนึ่ง ท่านพระอนุรุทธะอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถ
    บิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้น ภิกษุมากรูปเข้าไปหาท่านพระอนุรุทธะถึงที่อยู่ ได้
    ปราศรัยกับท่านพระอนุรุทธะ ฯลฯ ครั้นแล้วได้ถามท่านพระอนุรุทธะว่า ท่านอนุรุทธะบรรลุภาวะ
    แห่งมหาอภิญญา เพราะได้เจริญ ได้กระทำให้มาก ซึ่งธรรมเหล่าไหน?
    [๑๒๘๖] ท่านพระอนุรุทธะตอบว่า ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย เราบรรลุภาวะแห่งมหา-
    *อภิญญา เพราะได้เจริญ ได้กระทำให้มาก ซึ่งสติปัฏฐาน ๔ สติปัฏฐาน ๔ เป็นไฉน? เรา
    ย่อมพิจารณาเห็นกายในกายอยู่ ... ย่อมพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาอยู่ ... ย่อมพิจารณาเห็นจิตในจิต
    อยู่ ... ย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและ
    โทมนัสในโลกเสียได้ ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย เราบรรลุภาวะแห่งมหาอภิญญา เพราะได้เจริญ ได้
    กระทำให้มาก ซึ่งสติปัฏฐาน ๔ เหล่านี้แล อนึ่ง เราย่อมระลึกได้ตลอดพันกัลป์ เพราะได้เจริญ
    ได้กระทำให้มาก ซึ่งสติปัฏฐาน ๔ เหล่านี้.
    จบ สูตรที่ ๑


    อิทธิสูตร
    เจริญสติปัฏฐานแผลงฤทธิ์ได้
    [๑๒๘๗] ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย อนึ่ง เราย่อมแสดงฤทธิ์ได้หลายอย่าง คือ คนเดียว
    เป็นหลายคนก็ได้ ฯลฯ ใช้อำนาจทางกายไปตลอดพรหมโลกก็ได้ เพราะได้เจริญ ได้กระทำให้มาก
    ซึ่งสติปัฏฐาน ๔ เหล่านี้.
    จบ สูตรที่ ๒


    ทิพโสตสูตร
    ว่าด้วยเสียง ๒ ชนิด
    [๑๒๘๘] ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย อนึ่ง เราย่อมได้ยินเสียง ๒ ชนิด คือ เสียงทิพย์
    และมนุษย์ ทั้งที่อยู่ไกลและใกล้ ด้วยทิพโสตอันบริสุทธิ์ล่วงโสตของมนุษย์ เพราะได้เจริญ
    ได้กระทำให้มาก ซึ่งสติปัฏฐาน ๔ เหล่านี้.
    จบ สูตรที่ ๓


    เจโตปริจจสูตร
    ว่าด้วยการกำหนดรู้ใจผู้อื่น
    [๑๒๘๙] ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย อนึ่ง เราย่อมกำหนดรู้ใจของสัตว์อื่น ของบุคคลอื่น
    ด้วยใจ คือ จิตมีราคะก็รู้ว่า จิตมีราคะ ฯลฯ จิตหลุดพ้นก็รู้ว่า จิตหลุดพ้น เพราะได้เจริญ
    ได้กระทำให้มาก ซึ่งสติปัฏฐาน ๔ เหล่านี้.
    จบ สูตรที่ ๔


    ฐานาฐานสูตร
    ว่าด้วยการรู้ฐานะอฐานะ
    [๑๒๙๐] ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย อนึ่ง เราย่อมรู้ฐานะโดยความเป็นฐานะ และอฐานะ
    โดยความเป็นอฐานะ ตามความเป็นจริง เพราะได้เจริญ ได้กระทำให้มาก ซึ่งสติปัฏฐาน ๔
    เหล่านี้.
    จบ สูตรที่ ๕


    วิปากสูตร
    ว่าด้วยการรู้วิบากของกรรม
    [๑๒๙๑] ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย อนึ่ง เราย่อมรู้วิบากของการกระทำกรรมทั้งที่เป็นอดีต
    อนาคต และปัจจุบัน โดยฐานะ โดยเหตุ ตามความเป็นจริง เพราะได้เจริญ ได้กระทำให้มาก
    ซึ่งสติปัฏฐาน ๔ เหล่านี้.
    จบ สูตรที่ ๖


    สัพพัตถคามินีปฏิปทาสูตร
    ปฏิปทาอันให้ถึงประโยชน์ทั้งปวง
    [๑๒๙๒] ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย อนึ่ง เราย่อมรู้จักปฏิปทาอันให้ถึงประโยชน์ทั้งปวง
    ตามความเป็นจริง เพราะได้เจริญ ได้กระทำให้มาก ซึ่งสติปัฏฐาน ๔ เหล่านี้.
    จบ สูตรที่ ๗



    นานาธาตุสูตร
    ว่าด้วยการรู้ธาตุต่างๆ
    [๑๒๙๓] ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย อนึ่ง เราย่อมรู้ธาตุเป็นอเนกและโลกธาตุต่างๆ ตาม
    ความเป็นจริง เพราะได้เจริญ ได้กระทำให้มาก ซึ่งสติปัฏฐาน ๔ เหล่านี้.
    จบ สูตรที่ ๘
    อธิมุตติสูตร
    ว่าด้วยการรู้อธิมุติต่างๆ
    [๑๒๙๔] ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย อนึ่ง เราย่อมรู้อธิมุติอันเป็นต่างๆ กัน ของสัตว์
    ทั้งหลาย ตามความเป็นจริง เพราะได้เจริญ ได้กระทำให้มาก ซึ่งสติปัฏฐาน ๔ เหล่านี้.
    จบ สูตรที่ ๙


    อินทริยสูตร
    ว่าด้วยการรู้ความยิ่งหย่อนแห่งอินทรีย์
    [๑๒๙๕] ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย อนึ่ง เราย่อมรู้ความยิ่งและหย่อนแห่งอินทรีย์ของสัตว์
    อื่น ของบุคคลอื่น ตามความเป็นจริง เพราะได้เจริญ ได้กระทำให้มากซึ่งสติปัฏฐาน ๔ เหล่านี้.
    จบ สูตรที่ ๑๐


    สังกิเลสสูตร
    ว่าด้วยรู้ความเศร้าหมองความผ่องแผ้ว
    [๑๒๙๖] ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย อนึ่ง เราย่อมรู้ความเศร้าหมอง ความผ่องแผ้ว ความ
    ออกแห่งฌาน วิโมกข์ สมาธิ และสมาบัติ ตามความเป็นจริง เพราะได้เจริญ ได้กระทำให้มาก
    ซึ่งสติปัฏฐาน ๔ เหล่านี้.
    จบ สูตรที่ ๑๑



    วิชชาสูตรที่ ๑
    ว่าด้วยการระลึกชาติได้
    [๑๒๙๗] ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย อนึ่ง เราย่อมระลึกถึงชาติก่อนได้เป็นอันมาก คือ ระลึก
    ได้ชาติหนึ่งบ้าง สองชาติบ้าง ฯลฯ เราย่อมระลึกถึงชาติก่อนได้เป็นอันมาก พร้อมทั้งอาการ
    พร้อมทั้งอุทเทศ ด้วยประการฉะนี้ เพราะได้เจริญ ได้กระทำให้มากซึ่งสติปัฏฐาน ๔ เหล่านี้.
    จบ สูตรที่ ๑๒


    วิชชาสูตรที่ ๒
    ว่าด้วยการเห็นจุติและอุปบัติ
    [๑๒๙๘] ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย อนึ่ง เราย่อมเห็นหมู่สัตว์ที่กำลังจุติกำลังอุปบัติ ฯลฯ
    ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุของมนุษย์ ย่อมรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรม ฯลฯ เพราะ
    ได้เจริญ ได้กระทำให้มาก ซึ่งสติปัฏฐาน ๔ เหล่านี้.
    จบ สูตรที่ ๑๓


    วิชชาสูตรที่ ๓
    ว่าด้วยการทำอาสวะให้สิ้นไป
    [๑๒๙๙] ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย อนึ่ง เราย่อมกระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ
    อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ เพราะ
    ได้เจริญ ได้กระทำให้มาก ซึ่งสติปัฏฐาน ๔ เหล่านี้.
    จบ สูตรที่ ๑๔
    จบ ทุติยวรรคที่ ๒
    -----------------------------------------------------
    รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
    ๑. สหัสสสูตร ๒. อิทธิสูตร
    ๓. ทิพโสตสูตร ๔. เจโตปริจจสูตร
    ๕. ฐานาฐานสูตร ๖. วิปากสูตร
    ๗. สัพพัตถคามินีปฏิปทาสูตร ๘. นานาธาตุสูตร
    ๙. อธิมุตติสูตร ๑๐. อินทริยสูตร
    ๑๑. สังกิเลสสูตร ๑๒. วิชชาสูตรที่ ๑
    ๑๓. วิชชาสูตรที่ ๒ ๑๔. วิชชาสูตรที่ ๓.


    ที่มา http://www.84000.org/tipitaka/v.php?B=19&A=7458&Z=7557&pagebreak=0
     
  2. แค่พลังงานที่มีความรู้สึก

    แค่พลังงานที่มีความรู้สึก เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 กุมภาพันธ์ 2017
    โพสต์:
    356
    ค่าพลัง:
    +191
  3. nopphakan

    nopphakan ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    7,846
    ค่าพลัง:
    +33,424
    ถือว่าเป็นความเห็นนะครับ
    จะเล่าอะไรให้ฟังนะครับ
    ส่วนตัวไม่ได้ปฏิเสธ เรื่อง สติปัฏฐาน ๔ นะครับ
    และมองว่า เป็นกรรมฐานที่ดีมากกองหนึ่งด้วยครับ


    แต่กลับมาพบ การเผยแผ่คำสอน
    ที่กลับย้อนแย้ง กับการถ่ายทอดของครูบาร์อาจารย์
    ท่านต่างๆในปัจจุบันนี้เหลือเกินครับ


    ที่ย้อนแย้ง เพราะเคยได้ยินเรื่อง
    ๑.สติปัฏฐาน ๔ มันเป็นกรรมฐาน
    ที่เน้นเพื่อการพ้นทุกข์ หรือเปล่าครับ


    ๒.บ้างก็ว่า ไม่มีสอนในสมัยพุทธกาล
    เพราะไม่ใช่กรรมฐานที่ใช้สอนมนุษย์
    นี่ก็ได้ยินมาจาก พระเกจิบางท่านกล่าวไว้


    ๓.แปลกไหมครับว่า ระดับครูบาร์อาจารย์
    ที่ถ่ายทอดในส่วน สติปัฏฐาน ๕ เป็นหลัก
    กลับไม่มีท่านใดเน้นเรื่อง อภิญญา มหาอภิญญา
    อะไรเลย.....

    ๔.ลต.ที่ได้รับการยอมรับ ที่สระบุรี
    ท่านฝึกสติปัฏฐาน ๔
    ควบกับวิชามโนยิทธินะครับ


    เริ่่มสังเกตุเห็นการย้อนแย้งอะไรไหมครับ
    จากตำรา


    ตั้งแต่ สูตรที่ ๑ ยัน สูตรที่ ๑๔ ที่เขียนไว้ตาม
    พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๙ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๑สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค
    มีคำว่า

    "มหาอภิญญา'' เขียนเอาไว้
    ซึ่งมันดูยิ่งใหญ่อลังการมากครับ

    เล่ม ๑๙ มหาวรรค ว่าด้วยโพธิปักขิยธรรม ๓๗ แต่เรียงลำดับเป็นมรรค โพชฌงค์ สติปัฏฐาน อินทรีย์ สัมมัปปธาน
    พละ อิทธิบาท รวมทั้งเรื่องที่เกี่ยวข้อง เช่น นิวรณ์ สังโยชน์ อริยสัจจ์ ฌาน ตลอดถึงองค์คุณของพระโสดาบันและอา
    นิสงส์ของการบรรลุโสดาปัตติผล จัดเป็น ๑๒ สังยุตต์ (พึงสังเกตว่าคัมภีร์นี้เริ่มต้นด้วยการย้ำความสำคัญของความ
    มีกัลยาณมิตร เป็นจุดเริ่มต้นเข้าสู่มรรค)
    http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/



    นักปฏิบัติ หรือ คนที่พี่งเริ่มต้น
    หรือ มีศรัทธาเต็มเปี่ยม
    หรือที่กำลังหาแนวทาง
    ในการปฏิบัติของตนเอง
    แต่อาจจะขาดในเรื่องปัญญา
    ที่จะพิจารณาในเรื่องการปฏิบัติ
    ว่ากรรมฐานกองใดนั้นเหมาะสมกับตัวเอง


    หรือ คนที่เชื่อมั่นอย่างสุดโต้ง
    ว่าถ้าฝึกกรรมฐานนี้แล้ว
    จะต้องเกิดความสามารถมากมาย
    ระดับ มหาอภิญญากันเลยทีเดียว



    ได้เกิดเข้ามาอ่าน แล้ว จะอเมริกันลูกทุ่ง
    ฝึกกรรมฐานกองนี้กองเดียวเลย.......
    เพราะมันมีคำว่า มหาอภิญญา นี่หละครับ



    เวลานำไปถ่ายทอด เผยแผ่ ที่ไหน
    คงทำให้เราดูเป็นเหมือนคนไม่ธรรมดา
    มีความสามารถมากมายแน่นอน
    หรือถ้าเราได้เกิดไปฝึก ผู้ฝึกคงมีหวังว่า
    อนาคตความสามารถ ที่เขียนไว้ ในสูตรที่ ๑ ถึง
    สูตรที่ ๑๔ คงจะเกิดมีขึ้นกับเราได้อย่างแน่นอน




    ก็จะบอกไว้เลย ณ ที่นี้ว่า
    ท่านคงได้มหาอภิญญาแน่นอนครับ
    แต่เป็นในฝันครับ
    พูดง่ายๆ คิดได้ ฝันเอาได้ครับ
    และคงจะได้ แค่ฝันไปทั้งชาติครับ



    เพราะอะไรทราบไหมครับ
    เพราะความสามารถต่างๆที่เขียนไว้ใน
    สูตรที่ ๑ ถึงสูตรที่ ๑๔ นั้น
    มันเริ่มต้นด้วยฐานของ
    ทิพยจักขุหรือตาพิเศษ
    หรือเห็นคล้ายตาทิพย์
    แล้วแต่จะเรียกครับ


    ถามว่า ปกติแล้ว
    ท่าน มีความสามารถทางด้านตาพิเศษไหมครับ ?
    ไม่ต้องตอบครับ ให้อ่านและพิจารณาดู


    ประการแรก ท่าน
    เกิดมาเคยเห็นผีไหมครับ ? หรือไม่เชื่อเลย
    เคยเห็น เทพ เทวดา พรหม หรือสูงกว่าไหมครับ ?
    เห็นแล้วรู้เรื่องไหมครับ ว่าท่านเป็นใคร
    ว่าเราต้องทำอะไรบ้าง หรือมัวสงสัยอยู่ ปัจจุบันนี้
    ก็ไม่รู้อะไรเลย ไม่เข้าใจวัตถุประสงค์อะไรเลย ?
    หรือ เคยเห็นนิมิต อะไรบ้างไหม เวลานั่งสมาธิ
    หรือนอนหลับ ?
    และเห็นแล้วรู้ไหมว่าหมายถึงอะไร ?
    หรือยึดว่า นิมิตที่เห็นเป็นอะไรที่สุดยอด
    แยกแยะนิมิตได้ไหม ว่ามันอยู่ในกรรมฐานกองใด?
    ที่พูดมาข้างบน ท่านยังไม่ใช่คนที่มีความสามารถ
    ทางด้านทิพยจักขุนะครับ.....


    ยกเว้นว่า ท่านกำหนดให้เห็น ท่านเห็นได้ไหมครับ?
    ถ้าท่านทำได้ ภายในเสี้ยววินาที ทุกที่ทุกเวลา
    กรรมฐานกองนี้ ท่านไปฝึกเลยครับ
    มีโอกาศที่จะเกิดผลแบบที่เขียนไว้ ตามสูตรต่างๆครับ




    ประการต่อมา

    ถามว่า จะเจริญสติปัฏฐาน ๔ นั้น
    ท่าน แยกรูปแยกนาม หรือ เจริญสติในชีวิตประจำวัน
    จนตัวจิต สามารถแยก จิต ความคิด ความคิดผุด(ขันธ์ ๕ นามธรรมหรือ ความคิดที่ขึ้นมาโดยไม่ได้ตั้งใจที่เป็นเรื่องราวในอดีต หรือ กระแสแหย่สำหรับพวกมีฐานสำผัสภายในชอบเรียก หรือ วิบากกรรม) ที่เป็นนามธรรม
    เป็นฝ่ายอารมย์พวกนี้ ท่านแยกได้หรือยังว่า


    กิริยาที่จิตเกิดร่วมกับความคิดเป็นอย่างไร
    กิริยาที่จิตเกิดร่วมกับขันธ์ ๕ นามธรรมเป็นอย่างไร
    กิริยาที่จิตกระเพื่อมเป็นอย่างไร
    กิริยาที่จิตเป็นกลาง ที่ไม่มี ทั้งความคิด และขันธ์ ๕
    ส่วนนามธรรม มาปรุงร่วมเป็นอย่างไร......


    เข้าใจกิริยา ที่จะพิจารณาอะไร ก็ปล่อยให้จิต
    ว่างรับรู้อยู่อย่างนั้น หรือยังครับ
    รู้จักเรื่องการวางอารมย์ก่อนที่จะพิจารณาหรือยังครับ
    ถ้ายังไม่เข้าใจ ไม่รู้เรื่อง


    สติปัฏฐานท่าน ก็จะกลายเป็น สติปนึก ไม่ว่าจะ
    กายปนึก ธรรมปนึก เวทนาปนึก จิตปนึก
    รวมเป็น สติปนึก ๔ ครับ.....


    ท่านมีคุณสมบัติ ๒ ประการอย่างที่เล่าให้ฟัง
    กรรมฐานกองนี้เหมาะสมกับท่านมากครับ
    แนะนำให้ฝึกเลยครับ
    ถ้าไม่ก็เป็นไปเพื่อการหลุดพ้น
    แบบที่ ครูบาร์อาจารย์มีชื่อท่านต่างๆ

    ทั้งในอดีตและปัจจุบัน เผยเผ่ยดีกว่าไหมครับ


    คำว่า สุดยอดของกรรมฐาน
    ส่วนตัวมองว่า กรรมฐานอะไรก็ได้
    กองไหนก็ได้ ที่เหมาะสมกับตนเอง
    กับเหตุและปัจจัยแห่งตน
    และที่สำคัญฝึกแล้ว มันลดอัตตาตัวตนได้
    นิสัยดีขึ้นไหม ความประพฤติดีขึ้นไหม
    อยู่ร่วมกับสังคม ตลอดจนใช้ชีวิตได้เป็นปกติ
    ในสังคมหรือไม่ครับ..........




    ไม่ใช่ ไปยกเอาแค่บางกรรมฐานบางกอง
    ว่าเป็นอะไรที่ๆสุด เอะอะใครฝึกใครถามอะไร
    ก็ต้องฝึกกองนี้ แล้วเที่ยวไป ดูหมิ่นดูแคลน
    การฝึกสายอื่นๆ เพราะแค่ยังไม่ฝึก
    ท่านก็ยึดเป็นอัตตาตัวตนแล้วครับ....



    และไม่ใช่ อเมริกันลูกทุ่ง
    ไปยกเอาแค่บางกรรมฐานบางกอง โดยไม่รู้เลยว่า
    บุคคลที่จะฝึกควรมีฐานความพร้อมแค่ไหน
    ถึงจะได้ในผลที่หวัง
    หากจะฝึกกรรมฐานกองนั้นๆ......
    แล้วก็ยัดเยียดว่า ต้องกองนี้เท่านั้น
    กองนี้ที่สุด คือ มันง่ายไป มันลูกทุ่งไปครับ
    เหมือนว่า มันไม่ต้องพิจารณา
    องค์ประกอบอะไรเลยหรือ?



    พระอนุรุทธเถระ
    คือผู้เลิศในทิพยจักขุญาณ (ตาทิพย์)
    นะครับดูพื้นฐาน ดูบารมีท่านด้วยครับ.....



    แล้วมาพิจารณาตัวเราเอง ว่าพอมีเชื้อบ้างไหม
    เชื้อคืออะไร ไม่เข้าใจ ย้อนไปอ่าน ประการทั้งสองดูครับ



    จะปฏิบัติไปได้เร็ว ต้องดูแนวทางตัวเอง
    ประเมิณต้นทุน วิถีความสามารถ ความชอบ
    ของตนเองให้ออก แม้ว่า จะฝึกได้ผล

    (แต่ส่วนมาก ที่มาถ่ายทอด ตนเอง
    ก็ไม่มีประสบการณ์หรือฝึกเองก็ยังไม่สำเร็จ
    แต่ก็อยากถ่ายทอด ประสบการณ์คือ
    ใช้งานได้บ้างหรือยัง ส่งผลต่อจิตใจตนเองแค่ไหน
    หรือแค่ฟังมา )

    แต่ไม่ใช่จะมายัดเยียดให้ใครๆต้องมาปฏิบัติตาม
    เพราะตนเองปฏิบัติได้ผลมาแล้ว

    (แต่ก็ยังยัดเยียดทั้งที่ตนเอง ก็ฝึกยังไม่ได้)
    และที่สำคัญ อย่าหมายมั่น ว่าตัวว่าตนเป็นที่สุด
    เพราะเชื่อว่า กรรมฐานกองนี้เป็นที่สุด
    จริต ความชอบ สภาพแวดล้อมเหตุและปัจจัยต่างกัน
    ถ้ากองเดียว กรรมฐานเดียว ฝึกแล้วดีสุด
    เลิศสุด ก็เหลือไว้แค่ฐานข้อมูลเดียวก็พอครับ
    มันใช่หรือ ?


    แค่เพียงแต่เล่าให้ฟังในอีกมุม
    เป็นนักปฏิบัติจะฝึกสำเร็จได้
    ต้องควรมีทั้ง ความเฉลียว และความฉลาด
    มันได้มาจากการเจริญสติในชีวิตประจำวัน
    นี่หละครับ เชื่อว่า ท่านนี้ทำได้ เราฝึกตามแบบท่าน
    จะสำเร็จแบบท่านมันไม่ง่ายขนาดนั้นหรอกครับ
    มันมีอะไรๆมากกว่า
    จะอาศัยแค่ความเชื่อและศรัทธรอยู่ครับ

    เกิดมาจากท้องมารดาเดียวกัน
    นิสัยยังต่างกันเลยครับ
    จะยกเอาบางกรรมฐานมา
    แล้วบอกว่า เป็นที่สุด
    มันคือ การยึดเป็นอัตตาตัวตนครับ
    คือ ยึดว่าเป็นที่สุดนั่นหละครับ

    ที่น่าขำกว่า ก็คือ ตนเองยังปฏิบัติไม่ได้
    ไม่มีประสบการณ์ใช้งานอะไร
    แต่กลับไปยึดว่าเป็นที่สุดนี่หละครับ


    ย้ำว่า แค่เพียงแต่เล่าให้ฟังนะครับ
     
  4. Infinite refulgent

    Infinite refulgent Supernova

    วันที่สมัครสมาชิก:
    20 เมษายน 2018
    โพสต์:
    72
    ค่าพลัง:
    +70
    สติย่อมยังให้เกิด อภิญญาตามจริงได้โดยไม่โดน นิมิตและมโน หลอกเนื่องด้วยสติที่ตั้งมั่น ไม่หลงไปกับมโน

    ทดสอบได้โดยการนึกภาพหรือเจอนั่งสมาธิจนเจอนิมิตซักครั้งจะพบว่าขณะนั้นไม่รู้สึกตัว รู้สึกตัวแต่ในนิมิตทั้งๆที่ "กายมนุษย์ก็ไม่ได้ตาย" เพราะไม่มีสติ ดังนั้นสิ่งที่เห็นย่อมไม่จริง / จริงบ้างไม่จริงบ้าง โดยผู้ปฏิบัติจะไม่รู้เลยว่าจริงหรือไม่

    และสติเป็นจุดเริ่มต้นของอภิญญาของจริงหาก สติตั้งมั่นเต็มที่ได้ย่อมรู้กริยาจิตของตนและของผู้อื่นทำให้รู้ว่าผู้อื่นกำลังมีโทสะ หรือ โมหะ สุข หรือ ทุกข์ หรือปกติ และรู้ว่าหากต่อกริยาจิตไปจะเกิดอะไรขึ้นต่อ เนื่องด้วยสติ ทั้งสิ้น ดังนั้นผมเห็นด้วยที่บอกว่าสติเป็นภาวะแห่งมหาอภิญญา แต่อภิญญาทั้งหมดไม่ได้มาจากสติเพียงอย่างเดียวครับผม
     
  5. ขาจอน

    ขาจอน Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    24 พฤศจิกายน 2015
    โพสต์:
    677
    ค่าพลัง:
    +271
    สติปัฏฐาน
    เป็นทางเดียวที่ทำให้พ้นทุกข์ได้

    อานิสงค์ ในพระไตรปิฏกมีเยอะ
    น่าจะชั้นพุทธพจน์ด้วย
    เพราะใช้คำว่าดูกร

    อนึ่ง
    มุขปาฏะใดไม่ตรงกัน
    ควรยึดชั้นพุทธพจน์ก่อน
    ถัดไปก็อรรถกถา
    เพราะรวบรวมโดยพระอรหันต์
    และปรมาจารย์ยุคก่อน
    คำอาจารย์ชั้นหลัง ก็รองๆลงไป
    ...

    อนึ่ง
    สติปัฏฐานสูตร ไม่ใช่มีแค่4
    หรือแบบที่ใช้คำนี้ในปัจจุบัน

    ลองไปอ่านต้นขั้ว
    ในพระไตรปิฏก
     
  6. kenny2

    kenny2 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 กุมภาพันธ์ 2017
    โพสต์:
    1,174
    ค่าพลัง:
    +765
    ก็ถูก อาสวักขยญาณ เป็นอภิญญาใหญ่สุด
     
  7. แค่พลังงานที่มีความรู้สึก

    แค่พลังงานที่มีความรู้สึก เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 กุมภาพันธ์ 2017
    โพสต์:
    356
    ค่าพลัง:
    +191
    คนที่ได้สัมผัสอภิญญา อะไรบ้างที่ทำให้มันเสื่อมไปครับ หรือว่าได้แล้วได้เลย
     
  8. ยศวดี

    ยศวดี สายน้ำไม่ใหลกลับ ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    12 เมษายน 2010
    โพสต์:
    3,736
    กระทู้เรื่องเด่น:
    11
    ค่าพลัง:
    +5,577
    ส่วนตัวคือไม่รู้อะไรเลย
    อยากเขียน
    แต่ไม่รู้จะเขียนอะไรเกี่ยวกับด้านนี้
    ส่วนตัว
    อาศัยเกาะพระไว้
    เกาะผ้าเหลือง
    พระอาจารย์
    ท่านว่าซ้ายๆซ้าย
    ท่านว่าขวาก็ขวา
    อาศัยนั่งข้างพระ
    อย่างเดียว
    คิดมากพูดมาก
    ท่านก็ด่าเข้าให้
    ก็พิจารณา
    ขำ เววลาท่านตอบโดยยังไม่ได้ถาม
    เวลาท่านจับได้
    ท่านก็ด่าให้ไป คิดใหม่ทำไหมซะ
    ก็พิจารณา
    พระท่านสอนไม่ทีโทษมีแต่ประโยชน์
    กับทั้งตัวเองและผู้อื่น
    กันทุกอย่าง
    อาศัยเดินตามพระท่าน
    อยู่ข้างพระท่านดีมาก
    ท่านดีจริง
    เราก็ได้ดี
    เกาะพระ
    พระท่านเมตตา
    สอน สั่ง สอบอารมณ์
    เราก็ปฎิบัติตาม
    สบายเลย
     
  9. nopphakan

    nopphakan ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    7,846
    ค่าพลัง:
    +33,424
    ความสามารถพิเศษต่างๆนั้น
    จะพูดคำว่าเสื่อมหรือไม่เสื่อม
    ต้องดูว่าใช้งานได้แล้วหรือยัง?
    ถ้าอยู่ระหว่างการฝึก
    ถ้าพบเจอนิมิตเก่าระหว่างทาง
    ยังไงก็เสื่อม เป็นเรื่องปกติ
    (พูดว่า อภิญญา มันดูกระดากปาก
    เพราะคนที่ทำได้ กลับไม่คิดว่าตัวเองมี
    คนที่ไม่มี กลับชอบคิดว่าตัวเองมี)

    ดูพระฯท่านต่างๆ ดูการปฎิบัติ
    พฤติกรรมของท่าน ที่เป็นไปในทาง
    ที่เป็นประโยชน์สาธารณะ
    มีประโยชน์ทางธรรม
    ไม่เน้นเพื่อยกตนเอง ก็จะพอทราบเหตุ
    ของความเสื่อมไม่เสื่อมได้

    ของพวกนี้ ถ้าทำได้จริง
    แล้วไม่เน้นเพื่อตนเอง
    ทำเพื่อสาธารณะ
    โดยไม่หวังผลตอบแทน
    ครูบาร์อาจารย์ต่างๆ
    ท่านคอยหนุนส่งเสริมอยู่แล้วครับ


    และจะพัฒนา ระดับคุณภาพการใช้งาน
    ขึ้นไปเรื่อยๆอีก ถ้ามาต่อทางด้านปัญญา
    หรือมุ้งเน้น เพื่อทำให้จิตใจดียิ่งขึ้น


    ตย.
    นาย A : ถาม ลต. ว่าทำอย่างไรถึงจะฝึก
    กรรมฐานกองนี้สำเร็จครับ
    ลต. ตั้งเป้าเพื่อเรียกของเก่า และจะใช้งาน
    ที่เป็นประโยชน์ทางธรรมและผู้อื่นเท่านั้น

    หลังจาก นาย A ทำตามที่บอก และใช้งานมาช่วงระยะเวลาหนึ่ง ก็มาเจอ ลต. อีกครั้ง

    นาย A : ผมใช้งานตามที่ ลต. แนะนำมาแล้ว
    ควรทำอย่างไรต่อครับ
    ลต. ต่อมาก็เอามาหนุนเน้นให้จิตใจสะอาด บริสุทธิ์

    นี่คือ ตย. คนที่มี และ มีพัฒนาการเรื่อยๆ
    และไม่มีเสื่อมครับ
    .....................,................

    ตย. คนไม่มี ที่คิดว่าตนมี ถึงมีได้ก็เสื่อม
    ไม่พัฒนาคือ

    ๑. รู้มาก อ่านเยอะ คิด วิเคราะห์เก่ง
    ๒. เก่งกว่าครู พบเจอนิมิต โน้นนี่นั้น
    คิดว่า ตนวิเศษ เก่งกว่าใคร
    ๓. อยากเท่ห์ อยากหล่อ อยากสวย
    เน้นฝึกเพื่อตนเอง
    คิดว่า ไปไหนคนจะยกย่องว่าตนเอง
    เป็นคนไม่ธรรมดา
    ๔. ใจแคบ มุ่งเน้น เพื่อประโยชน์แห่งตน
    ทำเพื่อ ลาภ เพื่อยศ
    เพื่อได้รับการสรรเสริญ
    ๕. ไม่มีจิตสาธารณะ ทำอะไร เพื่อคนอื่นเต็มไปด้วยข้อแม้เงื่อนไข แต่ปากบอกว่ามีเมตตา
    ๖. ไม่มีความเฉลียวฉลาดในการฝึก
    สงสัยเรื่องที่ไม่ควรสังสัย ถามในเรื่อง
    ที่ไม่ควรถาม ทั้งที่ตำราก็มีบอกไว้
    ไม่เน้นพื้นฐาน จะเอาแต่กรรมฐานที่เห็นว่า
    ผลมันดูยิ่งใหญ่
    ๗. อยากดี อยากเด่น อยากดัง มุ่งสร้าง
    อัตตาตัวตน เป็นอาจารย์
    เป็นปรมจารย์คน
    ๘. ชอบคลุกคลีกับคนหมู่มากที่สภาพแวดล้อมเป็นเหตุให้ใจไม่สงบ
    ๙. พูดอวด กระทำ แสดงโดยไม่มีเหตุอันควร
    กระทำเพียงเพื่อให้รู้ว่าตนเองมี
    ๑๐. แบ่งแยก แบ่งฝ่าย ยกตนเอง ขาดความเคารพสายการปฎิบัติอื่นๆ โดยคิดยกว่าตนเป็นที่สุด
    ๑๑. ประมาทใช้ชีวิต ไม่เสริมสร้างบุญบารมี
    ไม่สร้างสะสมกำลังเอาไว้ ด้วยหมายเข้าใจ
    ว่าตนพ้นแบ้วเป็นที่สุด
    ๑๒. ใช้งานในทางที่เป็น อกุศล เพื่อสนอง
    ความโลภ โกรธ หลง ฯลฯ

    ทุกความสามารถนั้นหละ
    สังเกตุง่ายๆก็พอรู้ครับ
    ใครมี ไม่มี เสื่อมหรือไม่เสื่อม
    แค่เพียงแต่เล่าให้ฟัง
     
  10. แค่พลังงานที่มีความรู้สึก

    แค่พลังงานที่มีความรู้สึก เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 กุมภาพันธ์ 2017
    โพสต์:
    356
    ค่าพลัง:
    +191
    โดยปกติคุณนพคุยกับใครได้บ้าง ในบ้านครับ
     
  11. วางความคิดนั้นลง

    วางความคิดนั้นลง สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    12 พฤษภาคม 2019
    โพสต์:
    6
    ค่าพลัง:
    +7
    วิจิกิจฉา (ความลังเลสงสัย) เป็น 1 ใน นิวรณ์ 5

    เมื่อละนิวรณ์ 5 ได้ จิตจึงเข้าถึงปฐมฌาน มี วิตก วิจารณ์ ปิติ สุข

    เมื่อละวิตก วิจารณ์ เสียได้ จิตย่อมเข้าสู่ ทุติยฌาน จิต มีปิติและสุข

    เมื่อละ ปิติ เสียได้ ย่อมเข้าสู่ ตติยฌาน จิตมีสติอยู่เป็นสุข

    เมื่อละสุขได้ จิต ย่อมสู่ จตุถฌาน เพราะละสุขและทุกข์เสียได้ มีแต่อุเบกขา

    อภิญญา นั้น พระพุทธท่านเคยตรัสไว้ ต้องทำสมาธิให้ได้ถึง จตุถฌาน แล้วน้อมจิตไปเพื่อคุณวิเศษนั้นๆ

    อยู่ที่ท่านเองว่า ท่านมี”ศรัทธาแค่ไหน” ว่า

    “พระธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนนั้นถูกต้อง บริบูรณ์ดีแล้วสิ้นเชิง”

    อนุโมทนาครับ
     
  12. nopphakan

    nopphakan ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    7,846
    ค่าพลัง:
    +33,424
    คุยเรื่องปกติได้ทุกคนเหมือนคนทั่วไป
    ไม่ว่าที่บ้านที่ทำงานครับ
    ถ้าเรื่องพิเศษคุยได้เฉพาะบางคน
    บางกลุ่มครับ
     
  13. kenny2

    kenny2 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 กุมภาพันธ์ 2017
    โพสต์:
    1,174
    ค่าพลัง:
    +765
    ถ้าแนวคิดเรื่องอิทธิวิถีทั้งหลาย เชื่อว่าส่วนใหญ่เป็นของแถมแต่ไม่เชิงเพราะทำไว้มากจึงเกิดมีได้ อิทธิทั้งหลายรวมถึงอภิญญาก็จัดเป็นอิทธิ มันเป็นของยากไม่ใช่คิดจะให้มีแล้วจะมี แนวคิดคือ เขาคงเคยทำเคยเป็นมานานแล้ว แต่เริ่มวันนี้ไม่สาย อิทธิมาจาก อิทธิบาท 4 หากสั่งสมไว้มากถึงเวลาคงผลิดอกออกผล เข่นเดียวกันกับผลลัพธ์และเป้าหมายของการเจริญสติปัฏฐานธรรม ต้องสั่งสมและผจญกับสิ่งเลวร้ายมากมาย เพราะทางนี้ก็ไม่ต่างจากทางอื่น แต่ทางนี้จะว่าดีก็ดี ขึ้นอยู่กับอัธยาศัยของผู้กระทำ แต่ทุกทางล้วนต้องผจญกับภัยของกิเลสมาร ในตัวตน จึงต้องพยายาม มันไม่มีอะไรได้มาง่ายๆ ของฟรีและดีก็ไม่มีวางขายตามท้องตลาดทั่วไป
     
  14. kenny2

    kenny2 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 กุมภาพันธ์ 2017
    โพสต์:
    1,174
    ค่าพลัง:
    +765
    เคยฟังหลวงปู่จามสอน หลวงปู่บอกว่ามานานแล้ว มากลายรอบแล้ว ตอนนั้นเจอตอนหลวงปู่ 98 จนถึงร้อยห้าปี หลวงปู่พูดไม่ได่แต่ให้เข้ากราบ แต่เสียดายที่ไม่มีโอกาสนั่งฟังหลวงปู่ดีดี จนหลวงปู่กลับไปแล้ว เพราะวาสนาเรามีแค่นี้เลยรู้แค่นี้ ตอนนั้นหลวงปู่บอกว่าไปดูสิเจดีย์หลวงปู่ทำเอง พระธาตุพระสารีริกธาตุก็มีขึ้นมาเอง เทวดาเพินเอามาให้ เต็มไปหมด นึกถึงหลวงปู่ก็เสียดายที่ไม่ได้ใกล้กันจัได่เรียนรู้อีก หลวงปู่มีอภิญญามาก หลวงปู่บุญฤทธิ์ก็เคยพูดให้ฟังตอนที่หลวงปู่ยังสอนนั่งสมาธิได้ ที่ปากเกร็ด
     
  15. kenny2

    kenny2 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 กุมภาพันธ์ 2017
    โพสต์:
    1,174
    ค่าพลัง:
    +765
    แต่สังเกตุว่าหลวงปู่จะไม่สอนให้สนใจมาก ยิ่งหลวงปู่บุญฤทธิ์ ยิ่งพูดเลยจะคิดทำไมว่าเป็นอะไรเป็นนี่นั่น ให้มุ่งไปที่โลกุตรสมบัติ
     
  16. kenny2

    kenny2 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 กุมภาพันธ์ 2017
    โพสต์:
    1,174
    ค่าพลัง:
    +765
    ผมมีเรื่องเล่าให้ฟัง นานมาแล้วผมเคยถกธรรมจนเกินเลยไปมากต่างก็ละเมิดธรรมในตนด้วยโทสะและหรืออาจจะฤทธิ์ จน ณ ขณะที่ตอบและอ่านไปพร้อมกับสติยิ่งยวด อยู่ก็ปรากฏภาพและเสียงหลวงตาบัวด่าลูกศิษย์คนนั้น ที่เข้ามาเอาให้มาปฏิบัติเอาแต่พูดพล้อยไปวันๆ จับกลุ่มคุยกัน เป็นคำด่าที่รุนแรง มันเป็นทั้งภาพและเสียงในขณะนั้น หลวงตาไล่เขาออกไปจากวัด ผมเลยบอกเขาว่า ตอนนี้หลวงตาอายุมากแล้ว กลับไปกราบและอโหสิกรรมจากท่านก่อนจะสาย หลังจากนั้นหลวงตาก็ดับขันธ์เข้านิพพาน ไม่รู้เขาได้ไปพบหลวงตาไหม นี่แค่เล่าให้ฟังอาจเป็นเพียงนิมิตก็ได้ คับ
     
  17. nopphakan

    nopphakan ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    7,846
    ค่าพลัง:
    +33,424
    กำลังใช้งานระดับ
    ก็จริงนะครับ ประมาณที่พูดครับ....ตามนี้
    ทำให้นึกย้อนอะไรบ้างอย่างได้
    มีเรื่องหนึ่งก่อนที่ส่วนตัวจะทำได้เป็นปกตินั้น
    แบบไม่มีผลกระทบอะไร ณ ปัจจุบันนี้
    เมื่อก่อนเคยถึงขั้นเกือบตายมาแล้ว
    ดีว่า ได้ภาคส่วนภพภูมิมาช่วยไว้
    ไม่งั้นคงเปลี่ยนภพภูมิไปแล้วเมื่อ ๗ ปีก่อนครับ
    อาจจะช่วยยืนยันได้ว่า ไม่มีอะไรได้มาง่ายๆ
    ของฟรีและดีก็ไม่มีวางขายตามท้องตลาดทั่วไป...

    ลป.เก่งๆสมัยก่อนเยอะนะครับ
    ปัจจุบันก็ยังมีอยู่ แต่จำชื่อท่านไม่ได้

    แต่เอาจริงๆนะ แม้ว่าเราอยู่ใกล้ท่าน
    แม้ว่าท่านจะแนะเทคนิคให้
    ก็ใช่ว่า เราจะทำได้เหมือนท่าน
    ส่วนตัวเชื่อว่า การสะสมบารมีมันต่างกันครับ....


    เคยได้ยินวิชาประมาณ ๑๘ อะไรๆของทางพราหมณ์ไหมครับ
    หนึ่งในวิชานี้จะมี การเคลื่อนย้ายวัตถุด้วยครับ.....
    (วิชาเหล่านี้ เจ้าชายฯท่านเรียนสำเร็จหมดแล้ว)
    ในอดีต มีพระเกจิท่านหนึ่งทำได้ด้วยครับ
    เสียดายที่ท่าน ถูกวางยาเสียชีวิตก่อน...
    แต่ลูกศิษย์ท่าน ลป. ชื่อย่อ สุ.. ที่มาทางวิชาเดินธาตุ
    ก็ฝึกถึงขั้น ทำให้ใบไม้ลอยได้แล้ว
    แต่ก็มา ละสังขารไปก่อน.....
    จะว่าไปแล้ว อิทธิวิถีแนวๆนี้ ต้องยกให้ทางพราหมณ์ครับ

    เล่าให้ฟังเฉยๆนะครับ
     
  18. kenny2

    kenny2 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 กุมภาพันธ์ 2017
    โพสต์:
    1,174
    ค่าพลัง:
    +765
    ทางผมทั้งหมดท่านบอกว่ามีจริงแต่ท่านห้ามไม่ให้เข้าไปยุ่ง ให้ค่อยๆทำไป ท่านคงรู้ว่าถ้าไปยุ่งตอนนั้นอาจทำให้เราเป็นบ้าได้ เพราะเรายับยั้งใจไม่ได้ และท่านก็ไม่เคยสอนอะไรเรื่องนี้ให้ ท่านสอนแต่เรื่องอื่น หลวงตาซึ่งเป็นตาของผมเอง ก่อนท่านละสังขาร ผมขอวิชาจากท่านแต่ท่านก็ไม่ให้ ท่านบอกว่า รักษาไว้ไม่ได้จะเป็นผลร้าย เลยไม่สนใจสิ่งนั้นอีกเลย แต่ทั้งหมดสอนสิ่งเดียวกันแปะ อย่าประมาท
     
  19. kenny2

    kenny2 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 กุมภาพันธ์ 2017
    โพสต์:
    1,174
    ค่าพลัง:
    +765
    เอาเข้าจริงบางทีเราก็คิดแบบนั้นเหมือนมีความรู้สึกว่ามีอะไรคอยปกป้องเรามาตลอดตั้งแต่เล็กจนโต แต่ก็ได้ยินเสมอว่าแค่ไหนพอแค่ไหนควรหยุดและแค่ไหนต้องรีบออกไปจากตรงนั้น มันก็มีความรู้สึกนั้นจริงๆ สิ่งที่เขาดูแลเราคงเป็นสิ่งที่ดีมากๆ นอกจากตัวเราแล้วบางทีถ้าเราขาดสติ เขาก็รักษาเราไว้ให้รอดปลอดภัย อันนี้ปมเชื่อ แต่ไม่รู้ว่าเขาคือใคร
     
  20. nopphakan

    nopphakan ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    7,846
    ค่าพลัง:
    +33,424
    ที่ผมทันเจอนะ ท่านผู้ผลิกนามธรรมเป็นรูปธรรม
    ได้แบบตาเห็นๆ และมีความสามารถเหนือโลก
    อีกหลายๆอย่าง ที่ไม่สามารถเล่าออกสื่อได้
    ที่พูดคือ มีประสบการณ์ตรงนะครับ

    เวลาท่านสอนใคร ท่านจะเน้นหนักในเรื่องปัญญาล้วนๆ
    บางคนไปถาม เรื่องพิเศษอะไรทำนองนี้
    โดนด่าหน้าแหกกันเลยทีเดียว....

    แต่ส่วนตัวพอถามได้ ท่านไม่ได้ว่าอะไร
    เข้าใจว่า ท่านคงมองที่เจตนา
    แนะทริคให้ด้วย บอกข้อดีข้อเสียให้ด้วย

    แต่โดยความรวม ถ้าจะทำได้แบบที่ท่านว่าจริงๆ
    คือ ต้องประมาณว่า ต้องอยู่คนเดียวจริงๆ
    ต้องไม่เอาอะไรเลย ไม่ว่าลาภ ยศ สุข สรรเสริญ
    ประมาณว่า เดินออกจากบ้าน ไม่ต้องปิดประตูบ้าน
    ก็ไม่มีห่วงอะไรเลย
    และมองเห็นรถยนต์คันหนึ่งจนมันเป็นเศษเหล็กได้
    และมองทุกคนบนโลกนี้เท่าเทียมกันหมด
    ส่วนตัวด้วยรูปแบบการดำรงชีวิต คงไม่สามารถ
    เป็นได้แบบที่ท่านกล่าว..........

    แต่ที่แปลกอย่างหนึ่งนะครับ ที่พูดเหมือนกันอยู่ ๓ ท่านคือ
    จะต้องทิ้งเรื่อง พิเศษต่างๆให้หมด แล้วมาเพียวปัญญาเท่านั้น
    ท่านว่า ความสามารถต่างๆที่เอ็งเคยพูดถึง
    มันถึงจะขึ้นมาได้ของมันเอง แต่ต้อง
    เป็นไปตามเงื่อนไขข้างบนที่กล่าวมาด้วย.....

    แต่พอมาเจออีกท่าน ที่ไม่ใช่ ๓ ท่านที่กล่าวมา
    ท่านก็บอกว่า ต้องมีการสร้างสะสมไปเรื่อยๆ
    เพราะการใช้งานบางอย่างมันจำเป็น
    ที่จะต้องใช้เทคนิคเฉพาะอยู่

    ส่วนตัวเลยมองว่า ใช้ได้ทั้ง ๒ หลักการ
    ขี้นอยู่กับเหตุและปัจจัย ณ เวลานั้น......

    ที่เข้าใจประมาณนี้ครับ
     

แชร์หน้านี้

Loading...