การ เจริญสติปัฏฐาน ทำให้บรรลุภาวะแห่งมหาอภิญญา ทรงไปด้วยอิทธิฤทธิ์

ในห้อง 'อภิญญา - สมาธิ' ตั้งกระทู้โดย ปราบเทวดา, 14 พฤษภาคม 2019.

  1. kenny2

    kenny2 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 กุมภาพันธ์ 2017
    โพสต์:
    1,153
    ค่าพลัง:
    +736
    ผมหันมาสนใจธรรมะจริงๆตอนอายุ16 แต่ตั้งแต่เกิดก็อยู่กับวัดมาตลอด จุดเปลี่ยนคือวันนึงเข้าไปในห้องเก็บหนังสือของวัด มีหนังสือให้อ่านมากมาย แต่เห็นหนังสือชุดนึง ชื่อหนังสือโลกทิพย์ ตั้งแต่นั้นมาผมเลยสนใจและมีความสงสัยมากมายที่ถามกับหลวงปู่หลวงตา หนังสือนี่เมื่อก่อนเป็นการเล่าเรื่องวัตรปฏิบัติ ส่วนใหญ่เป็นพระป่า ผมมารู้อีกทีก็ตอนนั้น วัดสระปทุม กุฏิที่ตอนเด็กไปเล่นซ่อนหา เป็นกุฏิที่หลวงปู่มั่นมาพัก ผมเป็นลูกศิษย์ของพระอาจารย์อุทัย กับหลวงพ่อถาวร ซึ่งท่านทั้งสองเป็นลูกศิษย์ของหลวงตาโฮม
     
  2. kenny2

    kenny2 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 กุมภาพันธ์ 2017
    โพสต์:
    1,153
    ค่าพลัง:
    +736
    ผมเคยถูกพาไปเห็นอะไรมามากในตอนเด็กๆ น่าจะสักแปดเก้าขวบได้ หลวงพี่ท่านพาทำท่านเอาเทียนมาให้เรามองตามเทียนแล้วให้เราบริกรรมตามที่บอก ท่านพาไปเห็นอะไรมากมาย ตอนเด็กท่านบอกว่าจะพาไปดูที่เคยมา เห็นเป็นปราสาทเพชรระยิบตาใหญ่มาก แต่ไปแผลบเดียว หลังจากนั้นก็ไม่ไปอีกเลย เพราะมันไม่สนุก นี่คือเรื่องที่เกิดตอนเด็ก จากนั้นก็ลืมและมาเริ่มใหม่ตอนวัยรุ่น และทุ่มเทอย่างศรัทธาแบบชีวิตตกอับมาก มีตังค์ในกระเป๋าแค่สองร้อย ไปวัดสังฆทาน ให้หมดเลย ไม่สนใจว่าจะเจออะไร แต่ในใจคิดว่า ถ้าให้หมดแล้วไม่มีเงินจะกินแล้วต้องตายก็ให้ตายไปเลย เพราะมันโง่นักเลยเป็นแบบนี้ ทุกคนด่าว่าว่าไม่มีแล้วทำไมยังทำบุญ เลยบอกเขาว่าถ้ามีแล้วทำบุญมันไม่แปลก แต่ถ้าไม่มีแล้วยังคิดทำมันแปลกดี และสิ่งที่ได้รับคือ พลังของความศรัทธา ว่าบุญและกรรมมันมีจริง แต่เราจะต้องแรกกับสิ่งที่เท่าเทียมกัน ในฝันยังเคยตัดหัวตัวเองถวายให้เขาเลย ภาษาอะไรจะเชื่อและศรัทธาแค่นี้จะทำไม่ได้ อันนี้ก็เล่าให้ฟังเผื่อมีประโยชน์กับคนอื่นบ้าง
     
  3. kenny2

    kenny2 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 กุมภาพันธ์ 2017
    โพสต์:
    1,153
    ค่าพลัง:
    +736
    การพนันกับยาเสพติดเคยทำมาหมดแต่ไม่เข้าท่าสักสิ่งเดียว เพราะคิดว่าถ้าโง่เพราะตัวเองดีกว่าโง่เพราะสิ่งเหล่านั้น เพราะผลลัพธ์มันจะเหมือนกันทั้งสองอย่าง
     
  4. kenny2

    kenny2 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 กุมภาพันธ์ 2017
    โพสต์:
    1,153
    ค่าพลัง:
    +736
    ที่เล่าให้ฟังนี่เผื่อจะมองเห็นว่าถ้าอภิญญามีจริง มันไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะมีและได้มาเลย ที่พูดทั้งหมดเป็นระดับโลกียะวิสัย ไม่ใช่โลกุตรวิสัยแม้แต่น้อย ทุกคนต้องเอาตนให้รอดพ้นให้ได้ด้วยตนเอง มีแต่ตนเองเท่านั้นที่จะทำและที่จะเป็น นี่ก็เป็นความจริงจากตัวผม อาจมีสาระบ้างและไร้สาระบ้าง ขออย่าได้ถือโทษโกรธกันเลยนะคับ
     
  5. kenny2

    kenny2 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 กุมภาพันธ์ 2017
    โพสต์:
    1,153
    ค่าพลัง:
    +736
    คุณนพเคยรู้สึกว่ามันซ้ำไหมคับ แม้กระทั่งตอนนี้ เหมือนมันเคยเกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้ง
     
  6. nopphakan

    nopphakan ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    7,846
    ค่าพลัง:
    +33,422
    ที่เล่ามามีประโยชน์มากครับ..
    เล่าย้อนอดีตตอนเด็กๆ เค้าจะว่าเราแก่ไหมเนี่ย ๕๕

    เอาเป็นว่า ตอน ๘ ถึง ๙ ขวบส่วนตัว
    มีภพภูมิตามเยอะครับ เห็นได้แบบตาเปล่าก็มี
    แต่เข้าใจว่า ทุกคนก็เห็นเหมือนกันเลยไม่ได้
    ตื่นเต้นอะไร..... ถ้าเอารูปที่ถ่ายตอนเด็กๆให้ดู
    ถ้าสายตาพอมองเห็นได้บ้าง
    จะเข้าใจได้ทันที

    มีพราหมณ์กับพระสงฆ์บางรูปที่มาที่บ้าน
    ที่สนิทกับพระบิดา
    บอกให้ส่วนตัวไปฝึกสมาธิกับท่าน
    ซึ่งตอนนั้นไม่ได้สนใจเลย ไม่เข้าเลยว่าคืออะไร เน้น ปั่น BMX
    เล่นท่าพลาดโพนอยู่ ไม่กี่ปี ท่านทั้ง ๒ ก็ละสังขารไปก่อน
    แล้วชีวิตช่วงวัยรุ่น หายไปกับการไปทุ่มเทให้กีฬา
    ประเภทหนึ่งอยู่ ตอนนั้นไปแข่งระดับเยาวชนแห่งชาติ
    และกีฬาแห่งชาติอยู่(ตอนนั้นอายุยังเยาวชน)
    เรียกว่า บ้ากีฬาเลยก็ว่าได้....ส่วนตัวได้เหรียญนะครับ

    แต่มันมีวันหนึ่ง ทำให้เริ่มรู้สึกแปลก
    หลังจากที่เหนื่อยแล้วมานอนพักผ่อน
    แล้วท่านหนึ่ง ทักในสิ่งที่เห็นในนิมิตล่วงหน้า
    ทั้งที่ยังไม่ได้พูด (คือเราเห็นแต่ท่านทักก่อน)
    แต่ก็ไม่สนใจเหมือนครับ...

    แม้ว่าท่านที่เป็นพราหมณ์จะทักว่า มีโน้นมีนี่
    แต่ช่วงนั้น ยอมรับว่าติดหล่อ ติดเท่ห์
    และติด ญ เล็กน้อยครับ
    พอดี ช่วงนั้น มี ญ มาชอบพอสมควรครับ
    เรื่อง สัมผัส การพบเจอ ภพภูมิเลยหายไป
    และพึ่งจะมามีอีกรอบ ตอนที่ เข้ามาเรียน
    ที่ กทม. แต่ตอนนั้นไม่ได้ตื่นเต้นอะไร
    เพราะเข้าใจว่า เป็นเรื่องปกติที่ใครก็เจอได้.....

    ข้อดีตอนเรียน กทม. คือ
    ได้นอนห้องใหญ่ ของบ้าน คุณป้า ที่ กทม.
    (คนแถวนั้นจะเรียกคุณนาย เรียกตาม ยศฐาของ ลุงคับ)
    เพราะไม่มีใครสามารถนอนได้เลย
    แม้กระทั่งลูกแท้ๆ ก็เลยสบายไป

    ที่ฮาอย่างหนึ่งคือ ส่วนตัวจะชอบไปทำบุญที่วัดอยู่ครับ
    สัปดาห์ละ ๒ วันเป็นเรื่องปกติ.....
    แล้วไปวัดหนึ่ง ใกล้ๆบ้านคุณป้า
    มีสาวๆ ๒ คนรูปงาม หุ่นประมาณนางแบบ
    เดินผ่านมาข้างๆวัด
    ได้ยิน เค้านินทาว่า
    เธอๆดูเด็กวัดนี้แต่งตัวซิ ๕๕๕๕๕๕๕
    คือ หน้าตา บุคคลิก เค้าคงมองว่าเป็นเด็กวัด
    นึกแล้ว ฮาดี

    เอาว่า เรื่องภพภูมินะเจอปกติ
    และมีอาจารย์ท่านหนึ่ง ที่มีสายตาดีเป็นพิเศษ
    อ่านใจคนได้ด้วย
    แต่ส่วนตัวจะประมาณว่า
    ถ้าได้นอนหลับไปแล้ว
    เรื่องที่ผ่านมา ก็จะลืมไปเลย

    อย่างว่า มาจากต่างจังหวัด
    เด็กพื้นเพ กทม.
    ระบบความคิด สมองมันจะต่างกันหน่อย
    ใช้เวลาปรับตัวอยู่ประมาณครึ่งปี
    กว่าจะพอไปและคุยกันได้รู้เรื่องจริงๆ

    แต่เรื่องการทำบุญ ส่วนตัวก็ทำตามอัตภาพครับ
    จำไม่ได้ว่า ทำไปเท่าไร อย่างไร....
    รู้แต่ว่า ทุกเสาร์ อาทิตย์ ที่สถิตย์คือ
    พันธ์ทิป จตุจักร กลางคืนก็ คลองถม
    ไม่มีอะไร ไปเดินซื้อ. ลีวาย รีมแดง ๕๕๕
    บวก รองเท้า ดร. มาติน ๕๕๕๕
    เสี้อยืดก็ต้องเสื้อนอก แบบไม่มีตะเข็บข้าง
    นึกแล้ว ขำดี
    ทำตัว โครตไร้สาระ ๕๕๕
     
  7. nopphakan

    nopphakan ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    7,846
    ค่าพลัง:
    +33,422
    ส่วนนี้พอเข้าใจครับ ไม่ได้คิดเรื่องถือโทษโกรธอะไรเลยครับ
    ไม่ว่ากลับใครก็ตามครับ...

    ส่วนตัวพอทราบว่า จะเกิดแบบนี้ครับ
     
  8. ปวีรัศมิ์ชา

    ปวีรัศมิ์ชา เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 ธันวาคม 2018
    โพสต์:
    107
    ค่าพลัง:
    +80
    มันคล้ายๆ จะเป็นแบบนี้มั้ยคะ คุณปราบ

    ต้องสมถะควบวิปัสนา = ฤทธิ์ + ตัวดับกิเลส (เรียกมหาอภิญญา = อภิญญา 6 เป็นอาสวักขยญาณ)

    สติปัฎฐานเพียวๆ ไม่มีสมถะ = ตัวดับกิเลส ไม่มีฤทธิ์เป็นพระอรหันต์สุขวิปัสสก

    สมถะเพียวๆ = ฤทธิ์ (อภิญญา 5) ไม่มีตัวดับกิเลส
     
  9. ปราบเทวดา

    ปราบเทวดา เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กุมภาพันธ์ 2017
    โพสต์:
    523
    ค่าพลัง:
    +637
    ต้องเข้าใจ สมาธิ 2 อย่างนะครับ

    สมาธิ นิ่ง แบบ อารัมมนู เป็นบาทของอิทธิฤทธิ์ เป็นแบบฤษี สั่งให้เกิดขึ้นได้ ด้วยเจตนา
    ถ้าใช้เอามาเสริมในทางพุธมีประโยชน์
    ในการ ข่มกิเลส ชั่วคราวไม่ให้ฟวดงวงฟาดงา ในชีวิตประจำวันในการนำไปใช้

    ถ้าจะใช้เป็นบาทในการฝึกอิทธิฤทธิ์ ก้อยู่ที่ผุ้ใช้
    ว่าจะอวดหรือจะเก็บ เป็นไปตามสันดานแต่ละคน ใช้ดีเป็นคุณ ใช้อวดเป็นโทษ

    อีกอย่างนึง
    สมาธิแบบ ลักขณู เป็น แบบพุธ เกิดขึ้นเมื่อไร จะสำรอกกิเลสถ่ายเดียว บังคับไม่ได้
    จะเกิดต่อเมื่อ ตามสติ ที่แก่รอบ เป็นอัตโนมัติ สั่งให้เกิดขึ้นไม่ได้
    มันเป็นอัญญะมัญญะต่อเนื่องกัน เป็นสาย
    เช่น สติมี สัมปชัญญะ จะมีอัตโนมัติ สมาธิมี ปัญาจะตามมาอัตโนมัติ เป็นต้น
    ฉะนั้น อันนี้จึงเป็น สิ่ง ครูบาอาจารย์ บอกไว้ ไม่ต้องเร่งเอาผล
    ทำแต่เหตุไว้ เนืองๆ
    เพราะถึงเวลาของความเพียรที่แก่รอบ จิตมันจะปฏิวัติด้วยตัวมันเอง
    โดยไม่ต้องไปบอกให้วางหรือบอกให้พยายามวาง

    ส่วนจะบอกว่า
    สติปัฎฐานเพียวๆ ไม่มีสมถะ = ตัวดับกิเลส ไม่มีฤทธิ์เป็นพระอรหันต์สุขวิปัสสก

    อันนี้เข้า ใจผิดอย่างมาก
    หนึ่งในสติปัฏฐาน เอาง่าย ๆ อานาปานสติ นี่ก็สุดจะบรรณาถึงคุณวิเศษแล้วครับ

    ยิ่งในหมวด จิตานุปัสนา ยิ่งได้เจโตโดยปริยาย ขอให้ฝึกให้จริง
    เวลา สติเกิดสว่างวาป จะเห็นหมด ใครเป็นใครหน้าบอร์ด
    แล้วก็จะวางลงด้วยตัวเอง จะพูดไม่พูดก้ไม่ได้สนใจ มันก้อีกเรื่องนึง


    คำพูดที่บอกว่า สติปัฏฐานเป็นสายสุขวิปัสโก เป็น สิ่งที่ผิดอย่างมาก

    พระกรรมฐาน สายหลวงปู่มั่น เดิน สติปัฏฐาน ทางตรง ล้วนทรงอภิญญาทุกองค์ เพียงแต่ท่านไม่รู้จะพูดให้คนหลงในอภิญญาทำไม ในเมื่อ ฝึกตามสติปัฏฐาน นั่นแล
    เป็นทางตรงที่ทรงด้วยปัญญา และอิทธิฤทธิ์ ในตัวอยู่แล้ว


    อีกอย่างนึง ใครเคย ทำอะไรมาแต่ปางก่อน
    เมื่อฝึกสำเร็จ จะกลับมาได้ทั้งหมด มีตัวอย่างในพระไตรปิฎกเยอะแยะ
    ที่สำเร็จแล้ว เกิด อิทธิฤทธิ์ เยอะมาก ทั้งๆที่ไม่ได้ฝึกตามแนวทางฤทธิ์เลย
    ฝึกแต่ทางตรง สติปัฏฐาน

    ซึ่งไม่มีใครบอกได้ ว่าแต่ปางก่อน ใครเคยทำอะไรมาบ้างแล้วมั่ง
    มีแต่ข้อให้สังเกตุว่า เกิดมาพบพุทธศาสนาแล้วได้มาฝึก
    คือ บุคคลนั้นล้วนเป็นผู้ที่มีบารมีมามากแล้วทั้งนั้น


    อีกอย่างนึง ในการฝึก สติปัฏฐาน มันจะมี สมถะพร้อมวิปัสนาไปในตัวอยู่แล้วครับ

    จริงๆก็ไม่ใช่เฉพาะสายหลวงปู่มั่น
    ยังมีพระกรรมฐานที่เดินสติปัฏฐาน ทุกองค์ อีกด้วย
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 16 พฤษภาคม 2019 at 08:01
  10. Neoworld

    Neoworld เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 มีนาคม 2011
    โพสต์:
    9,235
    ค่าพลัง:
    +10,175
    เรือที่จะใช้อาศัยข้ามฟากมีหลายประเภท
    พอๆกะรุ่นรถแข่งแหล่ะ
    บางรุ่นแค่บริกรรมพุทโธ ตะพึดตะพือ
    ก็ข้ามไปอีกฝั่งได้
    ฉะนั้น เรือทุกชนิดที่เราเอาใช้ก็เป็นสังขาร
    เป็นสมมุติทั้งนั้นแหล่ะแต่มันก็จำเป็น
    สำหรับแต่ละท่านแต่ละคน
    เมื่อใช้อาศัยนั่งไปถึงฝั่ง(วิมุติ)
    แล้ว
    เรือก็ต้องถูกทิ้งหมดทุกลำ
    ดังนั้น ใครใช้ลำไหนก็สุดแล้วแต่ความเหมาะสม
    ของแต่ละท่าน
    เอเย่นต์จะผูกขาดไม่ได้ แหะแหะ
     
  11. nopphakan

    nopphakan ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    7,846
    ค่าพลัง:
    +33,422
    อ่านดีๆในหลายๆมุมมองนะครับ
    ในเรื่องความสามารถพิเศษนะครับ
    คนที่จะมีความสามารถพิเศษถึงระดับใช้งานได้นั้น
    ย้ำว่าใช้งานได้นะครับ ไม่ใช่เห็นนิมิตต่างๆแต่ใช้งานจริงไม่ได้นะครับ
    เท่าที่มีประสบการณ์ พอเล่าได้ จะมี

    ๑.บุคคลที่ฝึกกรรมฐานพิเศษต่างๆ ทั้งแบบที่พอมีเชื้อ และไม่มีเชื้อมาก่อน
    จนเกิดความสามารถต่างๆขึ้นมา แต่ไม่มีใครเริ่มด้วยสติปัฏฐาน ๔ นะครับ

    ๒.บุคคลที่เกิดขึ้นมาได้เอง โดยไม่ต้องฝึกอะไร
    เรียกว่า วิถีญานหรือญานวิถี แต่ส่วนมากถ้า เกิดก่อนจิตจะคลายตัวเองได้
    หรือแยกรูปแยกนามได้นั้น คนทั่วไปมักจะมองว่าแปลก การเข้าโรงพยาบาล
    โรคจิตเพื่อบำบัดเป็นเรื่องปกติ แต่กลุ่มนี้ไม่ใช่คนบ้านะครับ
    แต่ถ้าได้มาเจริญสติ เสริมสมาธิก็จะหายได้ ความสามารถที่ไม่ได้ใช้
    ก็จะถูกปิดลงไป ส่วนมากจะมาทางสายผู้โปรด ดูแล้วเหมือนทางมหายานครับ

    ๓.บุคคลที่เริ่มต้นด้วยกรรมฐานพิเศษต่างๆ ที่ไม่ใช่สติปัฏฐาน ๔ จนถึงระดับใช้งาน
    ได้แล้ว ค่อยมาต่อ ด้วยกรรมฐาน สติปัฏฐาน ๔ ความสามารถต่างๆ
    ที่เป็นของเก่า ตามเนื้อหาเดิมแท้ของจิตท่านนั้นๆ ก็จะค่อยๆขึ้นมาพัฒนาขึ้นมา
    เองตามลำดับครับ ย้ำว่า จะต้องฝึกกรรมฐานกองอื่นๆมาก่อน
    จนมีความสามารถใช้งานได้ก่อนนะครับ ไม่ใช่เริ่มด้วย สติปัฏฐาน ๔ เลย

    ๔. บุคคลที่เน้นไปทางด้านปัญญา กรรมฐานอะไรก็ได้ ที่เน้นด้านปัญญาเป็นหลัก
    ในนั้น อาจจะมีสติปัฏฐาน ๔ ก็ได้ แต่ไม่ได้เน้นเพื่อให้เกิดความสามารถอะไรครับ
    เพียงแต่ในระหว่างทางนั้น ความสามารถต่างๆ มันเกิดขึ้นมาได้ของมันเอง
    ตามเนื้อหาเดิมแท้ของท่านนั้นๆ แต่แม้เกิดความสามาถขึ้นมา
    ก็ไม่ได้สนใจอะไร เพราะใจมุ้งเน้นไปเพื่อความหลุดพ้นครับ

    ๕. บุคคลที่บรรลุคุณธรรม ก็จะตามมาด้วยความสามารถต่างๆในอดีตที่เคยทำมา
    ในปัจจุบันพบเห็นได้ยาก ส่วนมากมีแต่เข้าใจไปเองว่าตนเองบรรลุคุณธรรม
    ทั้งๆที่ไม่มีความสามารถอะไร แล้วก็อ้างไปเรื่อยว่า เป็นสุขวิปัสสโก
    หารู้ไม่ว่า สุขวิปัสสโก ไม่ใช่ว่าจะไม่มีความสามารถอะไรนะครับ...

    ๖. กลุ่มบุคคลชอบทางลัด ไม่สนเรื่องสติเรื่องปัญญา เน้นแต่อยากจะมีความสามารถพิเศษ
    ถูกหลอกด้วยกลวิธีต่างๆนาๆ ให้รับขันธ์ สุดท้าย กลายเป็นพวกกลายพันธ์
    กลายเป็นผู้วิเศษ เก่งกว่า พระ เก่งกว่าพระพุทธเจ้า เก่งกว่าใครในโลก
    แบบนี้เป็นสายอสูรกายบำเพ็ญครับ สังเกตุง่ายๆ ทำโน้นทำนี้ได้
    แต่สอนใครไม่ได้ เพราะสิ่งที่ทำได้ ไม่ได้เกิดจากตนเอง


    มีประมาณนี้ถ้ามีอะไรเสริมเพิ่มเติมก็เล่าสู่กันฟังได้นะครับ


    ดั้งนั้นคนจะฝึกกรรมฐานเพื่อเน้นในเรื่องของความสามารถนั้น
    คงมีน้อยคนมากที่จะ เริ่มด้วยสติปัฏฐาน ๔ ครับ
    เพราะรู้ๆกันว่า กรรมฐานกองนี้ ฝึกเพื่อการพ้นทุกข์ เน้นด้านเกิดปัญญา
    ดังนั้นการตั้งต้นด้วยความสามารถพิเศษในกรรมฐาน
    ที่เป็นไปเพื่อการพ้นทุกข์นั้น มันเลยย้อนแย้งตั้งแต่เริ่มต้นครับ
    ดูความสามารถต่างๆ ที่เขียนไว้ สิบกว่าสูตรใน #Rep แรก
    เรียกว่า แทบไม่มีใครนึกถึงกรรมฐานกองนี้เลยในทางปฏิบัติครับ


    และการจะเอาบรรทัดฐานจาก ต้นเรื่องจากท่านผู้เป็นเลิศทางด้านทิพยจักขุ
    แล้ว ยืนยันพยายาม ยัดเยียดให้เห็นว่า ถ้าจะมีความสามารถ
    พิเศษต่างๆ ตามสูตรต่างๆ ถึงสูตรที่ ๑ ถึง ๑๔ นั้น
    คงไม่มีเหตุเพียงพอในทางปฏิบัติ
    เพราะความสามารถต่างๆ จากสูตรที่ ๑ ถึง ๑๔ นั้น
    จะเริ่มด้วยทิพยจักขุก่อนทั้งนั้นครับ......


    ถามว่า ๑.บุคคลทั่วไป ก่อนจะเริ่มฝึกเพื่อเน้นเรื่องความสามารถนั้น
    มีความสามารถเรื่อง ทิพยจักขุเป็นต้นทุนเดิมหรือไม่ ?

    ตอบว่า แทบไม่มีครับ การเห็นผีได้ เคยเห็นผีมาบ้าง ไม่ใช่ความ
    สามารถด้านทิพยจักขุใช้งานนะครับ เพราะเค้ามีความสามารถทำให้เราเห็นได้
    ไม่ได้เกิดจากความสามารถที่มาจากตนเองครับ


    และก่อนที่ท่านจะพิจารณาอะไรได้ ในสติปัฏฐาน ๔ นั้น
    ท่าน๒. เข้าใจกิริยา จะพิจารณา อะไรก็ปล่อยให้จิตว่างรับรู้ภายในอยู่อย่างนั้นหรือไม่?
    ซึ่งมีพื้นฐานมาจากการเจริญสติในชีวิตประจำวัน จนแยกรูปแยกนามได้มาก่อนแล้ว?


    ถ้าบุคคลใด มีคุณสมบัติ พื้นฐานทั้ง ๒ ข้อ ท่านสามารถฝึก สติปัฏฐาน เพื่อ
    เน้นให้เกิดความสามารถได้เลยครับ ไม่ว่ากัน



    ส่วนนี้ฟังหูไว้หู
    และความสามารถของสาวกสมัยพุทธกาลนั้น
    ท่านบรรลุคุณธรรมก่อน สิ่งที่ตามคือความสามารถพิเศษ
    ซึ่งเป็นของเก่าท่าน
    เช่น ท่านพระสารีบุตร ที่ได้วิชชา ๓ และปฎิสัมภิทาญาน ๔
    ที่ท่านได้ฟังธรรม ในโหมดอื่นๆ คือท่านได้มาเพราะบรรลุคุณธรรมก่อนครับ


    ส่วนท่านอื่นๆที่มีความสามารถ ก็เชื่อว่าฝึกกรรมฐาน
    ที่มีพื้นฐานมาจากทางพราหมณ์ มาก่อนครับ...
    อย่างวิชา ๑๘ อะไรนั้น หนึ่งในนั้น มีวิชา เคลื่อนย้ายวัตถุ
    หรือจะเป็นโหมดอรูปฌาน จากท่านพระมหาฤาษีทั้ง ๒
    เจ้าชายท่านก็ฝึกสำเร็จมาก่อน ดังนั้น จึงไม่แปลกที่
    พระสาวกสมัยก่อน จะมีต้นทุนด้านความสามารถ
    ต่างๆมาจากกรรมฐานกองอื่นๆเพราะสภาพแวดล้อม
    ทางด้านการปฏิบัติสมัยก่อนเป็นอย่างนั้นครับ



    ทิ้งท้ายเอาไว้ให้คิดเล่นๆนะครับ
    ๑.ท่านคิดว่า สติปัฏฐาน ๔ มีการสอนโดยพระพุทธเจ้า ให้กับมนุษย์ทั่วไปหรือไม่ครับ ?
    อย่างที่บอกครับ ธรรมะเป็นสภาวะธรรม เป็นนามธรรมเติมแต่งไม่ได้
    แต่พระธรรมเป็นตำรา สามารถเติมแต่ง เขียนดัดแปลงอย่างไรก็ได้ครับ...
    บุคคลต้นเรื่อง ที่เขียนเรื่อง ของพระอนุรุธเถระ ท่านต้องมีความสามารถ
    ระดับสูงอยู่แล้ว ถึงได้เขียนเรื่องนี้ โดยอิงกับ ผู้เป็นเลิศทางด้านทิพยจักขุ


    แต่ปัญหาก็คือ มันมีสอนมนุษย์ มาตั้งแต่ในสมัยพุทธกาลด้วยหรือครับ?????
    จริงๆมันมีอะไรแอบแฝงด้วยซ้ำ แต่ไม่อยากพูด เพราะยากที่คนจะเข้าใจ




    เอาสรุปเลยนะครับว่า
    ถ้าจะเริ่มต้น ฝึกเพื่อเน้นให้เกิดความสามารถ คงไม่มีใครเริ่มด้วยสติปัฏฐาน ๔ นะครับ
    ถ้าเริ่มด้วยกรรมฐานกองอื่นๆ จนมีความสามารถใช้งานได้แล้วไป สติปัฏฐาน ๔ เรื่องปกติ
    ถ้าเน้นเรื่องปัญญาด้วยสติปัฏฐาน ๔ แล้วระหว่างทางเกิดความสามารถนี่ก็เรื่องปกติครับ


    ถ้าจะอ้างพระป่า กรุณา ดูฐานความสามารถ ดูฐานสมาธิท่านก่อนด้วยครับ
    แล้วเทียบกับบุคคลทั่วไปดู.......
    ถ้าจะอ้าง ท่านที่มีชื่อ ณ ปัจจุบัน ท่านจะพบว่า ท่านไม่ได้ฝึกสติปัฏฐาน ๔ อย่างเดียว
    แล้วมีความสามาาถ ท่านฝึกกับกรรมฐานพิเศษกองอื่นๆมาก่อน.......



    ดังนั้น กรรมฐานสติปัฏฐานกองนี้ นะดีครับ
    เชื่อว่าเป็นไปเพื่อความพ้นทุกข์
    แต่อย่าไปพยายาม ยัดเยียด
    ให้ผิดไปจากแนววิถีของกระแส
    ในการฝึกเดิมๆเลยครับ


    เหมือนคุณซื้อรถเบนส์สปอร์ต
    แต่บอกว่า จะเอาไปใช้ในสวนวิ่งในไร่
    แล้วพยายามบอก โฆษณา ชวนชื่อให้คน
    เชื่อว่า เหมาะสมกับการวิ่ง ทำสวนทำไร่ นั่นหละครับ


    ถือว่า เป็นความเห็นหนึ่ง แค่เล่าให้ฟังเฉยๆนะครับ ^_^
     
  12. แค่พลังงานที่มีความรู้สึก

    แค่พลังงานที่มีความรู้สึก เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 กุมภาพันธ์ 2017
    โพสต์:
    352
    ค่าพลัง:
    +191
    ตอนสมัยผมบวช พระอาจารย์จ้องหน้าผมแล้วพูดขึ้นว่า ห่วงอะไรนักหนากับรถ จะเป็นทาสรถหรือ ผมนี่สะดุ้งเลย เพราะเพิ่งออกป้ายแดงแล้วมาบวช ท่านทราบได้ไง อย่างงี้เรียกอภิญญาไหมครับ ผมเพิ่งเจอพระอาจารย์ครั้งแรก และรถจอดอยู่บ้าน
     
  13. nopphakan

    nopphakan ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    7,846
    ค่าพลัง:
    +33,422
    เยอะแยะครับ ความสามารถแบบนี้ ทั้งด้านเคยเป็นอะไรมาก่อน
    หรือเคยฝึกกรรมฐานอะไรมาก่อน พระเกจิทั่วๆไปท่านรู้หมดหละครับ
    ไม่งั้นจะแนะนำนักปฏิบัติต่างได้อย่างไร.... ว่าควรเริ่มด้วยกรรมฐานกองไหนครับ


    ส่วนตัวมองว่า คนปฏิบัติทั่วๆไปก็พอรู้ดูออกนะครับ ว่าใครควรฝึกกองไหน
    มันเรื่องธรรมดาเบสิคมากๆเลยครับ ถ้าเราฝึกกรรมฐานกองนั้นได้มาก่อนนะครับ....
    เรื่องพื้นๆ ดูรู้ด้วยว่า คนนี้จะฝึกสำเร็จหรือไม่สำเร็จด้วยครับ


    คุณ ปราบไม่มีประสบการณ์ ในการพบพระเกจิลักษณะแบบนี้
    เลยหรือครับ ถึงได้เข้าใจอะไรแบบนี้ครับ...
     
  14. ปราบเทวดา

    ปราบเทวดา เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กุมภาพันธ์ 2017
    โพสต์:
    523
    ค่าพลัง:
    +637
    เป็นเจโตฯ ครับ เป็นอภิญญา อย่างนึง
     
  15. nopphakan

    nopphakan ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    7,846
    ค่าพลัง:
    +33,422
    ใช่ครับ ส่วนมากความสามารถแบบนี้ ที่มีในพระสงฆ์ ท่านจะเป็นโดยธรรมชาติด้วยครับ
    มีเยอะแยะครับ ส่วนตัวเจอแบบนี้บ่อยครับ...
     
  16. แค่พลังงานที่มีความรู้สึก

    แค่พลังงานที่มีความรู้สึก เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 กุมภาพันธ์ 2017
    โพสต์:
    352
    ค่าพลัง:
    +191
  17. ปวีรัศมิ์ชา

    ปวีรัศมิ์ชา เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 ธันวาคม 2018
    โพสต์:
    107
    ค่าพลัง:
    +80
    เออ ปวีก็ลืมเนอะ ว่าสติปัฎฐานมันมีสมถะในตัว เราก็คอยแต่จะไปนึกสมถะฤาษีแบบแยกเรื่อยเลย ไม่นึกแบบพุทธ ขอโทษค่ะ

    เรื่องของเก่า เรื่องฤทธิ์ก็แบบคุณปราบบอก ฐานจิตคนมาไม่เท่ากัน ฝึกมากน้อยต่างกัน เราจะไปรู้เรื่องของเขาคงยาก ในความเป็นจริงหนังคนละแผ่นกะที่รู้มาก็มี


    ฝึกเพื่อตัวปัญญา พ้นสงสารได้ น่าจะเป็นฤทธิ์ที่แท้ทรูกว่า ไหนๆ ก็ได้กายกะใจมาแล้ว อนุโมทนากับคำอธิบายค่ะ
     
  18. ปราบเทวดา

    ปราบเทวดา เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กุมภาพันธ์ 2017
    โพสต์:
    523
    ค่าพลัง:
    +637
    ก็พอมีครู กะเค้าบ้างครับ ที่กราบฝากตัวเป็นศิษย์
    เป้นพระองค์นึง แม่ชีองค์นึง

    พระ ท่านเป็นพระธุดงค์บ้านๆ ไม่ใช่นักเทศน์ แต่ คิดอะไรท่านรู้หมด
    เรื่องกสินท่านยิ่งชำนาญ
    อาจารย์แม่ ท่านก้ไม่ใช่นักเทศน์ เป็นแม่ชีบ้านๆ ท่านเป็นลูกศิษหลวงพ่อโอภาสี
    ที่สอนดึงกายทิพย์ลูกศิษย์ออกมานั่งสอนให้เห็นได้
    เสกไม้เป็นงู เสก ใบมะขามเป็นผึ้ง อันนี้ก้แค่ส่วนนึง ที่ได้ฝึกกับท่าน

    ทุกวันนี้ ท่านก็ จากไปแล้วเหลือแต่คำสอนที่ท่านมอบไว้ให้ฝึก

    ทั้งสองท่าน เวลาท่านสอน
    ท่านสอนให้ไปทำตามแค่ทีละประโยค ถ้าเราขยันทำ ก็แค่นั้น
    ท่านถึงจะต่อยอดให้ ถ้าเราขึ้เกียจ ก็อดได้รู้อะไรดีดี
     
  19. เล่าปัง

    เล่าปัง เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 พฤศจิกายน 2007
    โพสต์:
    3,991
    ค่าพลัง:
    +6,372
    จัดเปน อวด อุตริ จิฮับ

    เพราะว่า พอทักแล้ว คุงหัวแมว ก้
    มักคังคัง(ภาษาจีน แปลว่า ตาว่าง
    เปล่า)

    ถ้า ทักแล้ว คุงหัวแมว ผั๊วะ บรรลุ
    ธรรมถึงจะถือว่า เปนการใช้
    อภิญญา

    ถ้า ทักไปแล้ว แค่ แก้ปวด แก้ไข้
    แก้เหงาแค่ ชั่วคราว ไม่โน้ม/เกิด
    นิพพาน(ธรรมโอสถ)

    พระ นั้นก้ อาบัติแน่ๆ

    ถ้าไม่ได้เปน โสดา เปนต้นขั้วเช็ค
    พระป่าจะเรียก การใช้อภิญญานั้น
    ว่า

    จ่ายแบงค์ปลอม

    ตบทรัพย์

    ทายเลขหญิงลี
     
  20. แค่พลังงานที่มีความรู้สึก

    แค่พลังงานที่มีความรู้สึก เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 กุมภาพันธ์ 2017
    โพสต์:
    352
    ค่าพลัง:
    +191
    ถ้าเป็นเจตนาจะสั่งสอนศิษย์ คงไม่ผิด
     

แชร์หน้านี้

Loading...