กิน"ยาแก้ปวด"พร่ำเพรื่อ เพิ่มความเสี่ยงป่วยความดันสูง

ในห้อง 'จิตวิทยา & สุขภาพ' ตั้งกระทู้โดย vacharaphol, 14 พฤษภาคม 2007.

  1. vacharaphol

    vacharaphol เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 ตุลาคม 2005
    โพสต์:
    8,849
    ค่าพลัง:
    +27,139
    [​IMG]การกินยาแก้ปวดพร่ำเพรื่อ อาจส่งผลเสียทำร้ายสุขภาพโดยไม่รู้ตัว ปัจจุบัน มีคนนับล้านที่กินยาแก้ปวดเป็นประจำทุกวัน บ้างก็ใช้ระงับอาการปวดศีรษะ ปวดหลัง ปวดเอว เลยไปถึงอาการเจ็บป่วยอื่นๆ ซึ่งทำให้เห็นว่าคนเราใช้ยาแก้ปวดโดยไม่จำเป็นเพิ่มมากขึ้น

    ข้อมูลจากนิตยสารชีวจิตฉบับล่าสุด รายงานว่า งานวิจัยแพทย์สหรัฐที่ตีพิมพ์ในวารสาร "Archives of internal Medicine" ระบุว่า ผู้ชายที่กินยาแก้ปวดเกือบทั้งสัปดาห์มีความเสี่ยงความดันโลหิตสูงมากกว่าผู้ชายที่ไม่ได้กินยาดังกล่าวราว 1 ใน 3 ถือเป็นการยืนยันรายงานการศึกษาเมื่อ 5 ปีที่แล้วที่ระบุว่า การกินยาระงับปวดทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น

    นายแพทย์จอห์น ฟอร์แมน จากโรงพยาบาลบริกแฮมแอนด์วีเมนส์ เมืองบอสตัน สหรัฐ ผู้นำการวิจัยดังกล่าว กล่าวว่า จากรายงานการศึกษาและติดตามผลของผู้ประกอบวิชาชีพรักษาพยาบาลชาย เพื่อคัดเลือกเฉพาะคนที่มีความดันโลหิตสูงและมีปัญหาอื่นๆ ทั้งหมด 16,000 คน โดยนักวิจัยได้ตรวจสอบประวัติการรักษาพยาบาลในช่วง 4 ปีของคนเหล่านี้อย่างละเอียด สิ่งที่พบคือ ผู้ชายที่กินยาแก้ปวดแก้ไข้ "พาราเซตามอล" 6-7 วันในหนึ่งสัปดาห์ มีแนวโน้มที่จะมีความดันโลหิตสูงกว่าผู้ชายที่ไม่ได้กินยานี้ 34 เปอร์เซ็นต์

    ส่วนผู้ชายที่กิน "แอสไพริน" เป็นประจำมีความเสี่ยงที่จะมีความดันโลหิตสูงมากกว่าคนที่ไม่ได้กิน 26 เปอร์เซ็นต์ และยาในกลุ่มต้านการอักเสบซึ่งไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAID) ซึ่งครอบคลุมยา "ไอบูโพรเฟน" และ "นาพรอกเซน" พบความเสี่ยงเพิ่มขึ้น 38 เปอร์เซ็นต์

    อย่างไรก็ตาม ความถี่ในการใช้ยาดูจะเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่ง โดยผู้ชายที่กินยา NSAID สัปดาห์ละ 15 เม็ดมีแนวโน้มที่จะมีความดันโลหิตสูงมากกว่าผู้ชายที่ไม่ได้กินยานี้ 48 เปอร์เซ็นต์ ที่สำคัญยานี้ยังมีผลต่อศักยภาพในการขยายตัวของหลอดเลือดและอาจทำให้เกิดการคั่งของเกลือโซเดียม ซึ่งเป็นสองปัจจัยที่ทำให้ความดันเพิ่ม



    ส่วนในประเทศไทย รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ประดิษฐ์ ประทีปะวณิช ภาควิชาเวชศาสตร์ฟื้นฟู คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลให้ความรู้ในการสัมมนาหัวข้อ "เมื่อความเจ็บปวดเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตคุณ" ว่า ความปวดเรื้อรัง คือ ความปวดที่เกิดขึ้นต่อเนื่องนานกว่า 3 เดือน และเกิดได้กับคนทุกวัย

    จากผลวิจัยพบว่า ประชากร 1 ใน 5 คนเป็นโรคปวดเรื้อรังทั่วโลก โดยเฉพาะคนกรุงที่มักเป็นโรค "Myofascial Pain" หรือ "ออฟฟิศซินโดรม" และมักพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย

    รศ.น.พ.ประดิษฐ์ กล่าวว่า โรคปวดเรื้อรังมักเป็นโรคที่ถูกละเลย ทั้งที่บางครั้งอาการปวดดังกล่าวเป็นสัญญาณเตือนภัยถึงโรคอื่นที่ซ้อนอยู่ เช่น เบาหวาน รูมาตอยด์ ข้อเสื่อม และยังเป็นสาเหตุอันดับหนึ่งของภาวะทุพพลภาพ ที่ผ่านมาแพทย์บางรายยังไม่ได้ให้ความสำคัญกับการวินิจฉัยโรคนี้ เมื่อหาสาเหตุจากบริเวณที่เกิดอาการเจ็บป่วยไม่พบจึงคิดว่าผู้ป่วยอุปาทานไปเอง

    ส่วนวิธีการรักษาอาการปวด รศ.น.พ.ประดิษฐ์แนะนำว่า ในกลุ่มผู้ที่เป็นโรคออฟฟิศชินโดรมควรออกกำลังกาย เช่น ท่าบริหารโยคะ ทั้งระหว่างนั่งทำงานและเมื่อมีเวลาว่าง เพราะการทำงานออฟฟิศทำให้กล้ามเนื้อถูกใช้งานหนักเพียงเฉพาะส่วน จนเกิดความเครียดของกล้ามเนื้อ ที่สำคัญคือด้านจิตใจ แม้ให้ยารักษาถูกโรค แต่หากความเจ็บปวดส่งผลถึงสภาพจิตใจแล้วก็รักษาให้หายยาก จึงต้องให้ความสำคัญกับการปรับสภาพจิตใจกับจิตแพทย์ด้วย

    http://www.matichon.co.th/khaosod/k...g=03tec02140550&day=2007/05/14&sectionid=0326
     

แชร์หน้านี้

Loading...